จาก‘หมอนกเขา’ถึง‘ครูนกเขา’

(1/1)

gungging:
จาก‘หมอนกเขา’ถึง‘ครูนกเขา’


กลายเป็นข่าวใหญ่แซงหน้าข่าวร้อนๆทางการเมืองขึ้นมาในทันที เมื่ออาจารย์หนุ่มมหาวิทยาลัยชื่อดังใช้อำนาจหน้าที่กับลูกศิษย์ของตนในทางมิชอบและเป็นไปในทางทำให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบัน และความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ในสังคม ด้วยการขอร้องแกมบังคับให้มีการทำกิจกรรมทางเพศอย่างที่มีภาษาเทคนิคเรียกว่า “นกเขา” เพื่อแลกกับการปรับเกรดหรือผลการเรียนของนักศึกษาสาวผู้นั้น

เรื่องนี้มีคนถามเหมือนกันว่าทำไมทางตำรวจหรือฝ่ายผู้เสียหายถึงสามารถเอาผิดกับอาจารย์หนุ่มได้ ทั้งที่เรื่องดังกล่าวจะว่าไปแล้ว “รู้เห็นกันอยู่สองคน” คือระหว่างคนทำกับคนถูกกระทำ ไม่ต่างกับกรณี “นกเขา” เหมือนกันเมื่อหลายปีก่อน ระหว่างนายแพทย์นักจิตวิทยาชื่อดัง กับคนไข้หนุ่ม อันเป็นที่มาของคำว่า “นกเขา” ที่กลายเป็นเรื่อง “ช็อกสังคมไทย” มาแล้วรอบหนึ่ง
   
 
       มาวันนี้ ตัวแสดงเปลี่ยนเป็นคนต่างเพศ แต่ด้วยหลักคิดและวิธีการไม่ต่างกัน เพราะคนเป็นอาจารย์อาศัยช่องว่างแห่ง “อำนาจหน้าที่ในการให้คุณให้โทษต่อนักศึกษา” มาเป็นเครื่องต่อรองกับผู้อยู่ในสถานะและภาวะกดดันที่เพื่อความอยู่รอดซึ่งอาจจำเป็นต้องดำเนินการในลักษณะที่เป็นการถูกบีบบังคับอย่างเสียมิได้ เลยต้องตอบกันชัดๆว่าในทางกฎหมายท่านยึดหลัก “ถ้าไม่จริงหญิงไม่ร้อง” ฟังดูแล้วอาจจะเหมือนกับหลักที่เข้าข้างสตรีเพศเกินไปหรือไม่ ก็ต้องบอกว่าในทางปฏิบัตินั้น กระบวนการยุติธรรมในประเทศเราและอีกหลายประเทศค่อนข้างจะให้เกียรติ และมอบความไว้วางใจให้กับฝ่ายหญิงต่อคดีถูกล่วงละเมิดทางเพศมากกว่าฝ่ายชาย เพราะมิฉะนั้นแล้วหากคดีลักษณะคล้ายๆกันที่ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายถูกกระทำหรือถูกบังคับให้กระทำการใดๆ ต้องหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์ผูกมัดอย่างแน่นหนา คงจะเป็นสาเหตุให้ “ฝ่ายชาย” เกิดความย่ามใจ และมองเห็นช่องว่างของกฎหมายในการกระทำการใดๆในลักษณะล่วงละเมิดเพศตรงข้ามได้อย่างตามอำเภอใจ เพราะเชื่อมั่นว่าตนเองมีโอกาสรอดเงื้อมมือกฎหมายได้สูง   
 
       ผมเองมีโอกาสได้หารือเรื่องนี้กับผู้รู้กฎหมายและเกี่ยวข้องกับการ “ตั้งกรรมการสอบวินัยข้าราชการในสถาบันการศึกษาบางแห่ง” เมื่อฟังแล้วก็รู้สึกอยากแสดงความกังวลผ่านทางคอลัมน์นี้ เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ตระหนักและเข้าใจถึงสถานการณ์ความเป็นจริงว่าเรื่องที่ว่านี้เกิดขึ้นไม่ใช่ที่มหาวิทยาลัยที่เป็นข่าวที่เดียวเท่านั้น ยังมีอีกหลายสถาบันการศึกษา และอีกหลายหน่วยงานทั้งภาคเอกชนรัฐวิสาหกิจที่ “การกดขี่ทางเพศ” อย่างนี้ยังคงมีการถือปฏิบัติอยู่อย่างเป็นล่ำเป็นสัน แต่ที่ไม่เป็นข่าวส่วนหนึ่งก็เพราะความอับอายและอำนาจอิทธิพลของฝ่ายชายที่มีอยู่เหนือกว่า “ฝ่ายหญิง” ทั้งในฐานะผู้บังคับบัญชาหรือครูบาอาจารย์ที่สามารถบีบบังคับให้เกิดการยอมตามเพื่อแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่ฝ่ายหญิงอาจไม่มีทางเลือกมากนัก ถึงแม้ว่าสังคมเรามักเลี่ยงภาษิตไทยที่ว่า “วัวหายแล้วล้อมคอก” ไม่ค่อยพ้นในหลายเรื่องราว แต่การพยายามแสวงหามาตรการอะไรที่คิดกันขึ้นมาในเวลานี้ ก็ถือได้ว่าเป็น “การตีเหล็กเมื่อร้อน” และสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องนำไปใช้ปฏิบัติอย่างถ้วนทั่วทั้งสถาบันการศึกษา และในองค์กรหน่วยงานต่างๆ   
 

 
http://www.dailyworldtoday.com/columblank.php?colum_id=6785




gungging:
ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง ถ้าผิดจริง ควรยึดใบประกอบวิชาชีพเลย ไม่งั้นก็ไปประพฤติตนแบบนี้ที่อื่นได้  เพราะไม่ใช่เด็กแล้ว มีวุฒิภาวะ มีการศึกษา

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ