ทำไมสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จึงได้รับการยกเว้นภาษี / 2

(1/1)

Porsche:
ระเบียบการจัดทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ ทีเป็นอยุ่ในปจจุบน รวมทั้งสถานะของ สนง.ทรัพย์สิน ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสมัยหลัง 2475 แต่อย่างใด แต่เกิดขั้นเมื่อ รบ.ประชาธิปัตย์ที่มีลักษณะที่เรียกว่า royalist สมัย 2491 ทำให้เกิดขึ้น ดังนั้น ตั้งแต่ต้นทีเขียนว่า
"อยากให้เข้าใจ concept ของการตั้งสำนักงานฯ ก่อน คือจริงๆ ก็เหมือนเป็นบริษัท จัดการทรัพย์สินนั่นเอง คือสถาบันคงไม่เข้าไปจัดการบริหารด้วยพระองค์เอง สมัยนั้น คณะราษฎร์ก็จัดตั้งสำนักงานฯ ขึ้นมา เพื่อแบ่งแยกทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ สาธารณสมบัติ และทรัพย์ส่วนพระองค์ แต่ในฐานะที่สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของการเป็นชาติ เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของประเทศ"
จึงผิดความจริง โดยสิ้นเชิง การต้ง สนง.ทรัพย์สิน สมัย 2479 ไม่ใช่ มาจากไอเดีย เรื่อง การ "ตั้งบริษัทจัดการทรัพย์สิน" และ การแบ่ง ก็ไม่ใช่เกี่ยวกับฐานะสถาบันที่เป็น "ส่วนหนึ่งของความเป็นชาติ เป็นสัญลักษณ์..." ที่เขียนมา

ข้อมูลเกี่ยวกับว่า คณะราษฎร ทำไม่ดีต่อ "ทรัพยสิน" ก็ผิด

เรื่องทรัพย์สินฯ เป็นเรื่องซับซ้อน ไม่ได้ค้นคว้าจริงๆ ไม่ควรพูดมั่วมาครับ

1. สำนักงานทรัพย์สิน ที่ตั้งขึ้น คร้งแรก ในปี 2481 (พรบ. 2479 ไม่มีกำหนดให้มี "สนง.ทรัพย์สิน" ด้วยซ้ำ) ไม่ใช่ concept "บริษัท" เพราะมีฐานะเป็นเพียง "กอง" ในกระทรวงการคลัง เท่าน้น (ขึ้นต่อ กรมคลัง อีกทีหนึ่ง) ตาม กฤษฎีกาจัดระเบียบ กท.คลัง พ.ศ.2481 (ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 55, 30 มกราคม 2481 - ตามปฏิทินขณะนั้น ถ้านับเทียบปัจจุบัน คือต้นปี 2482 แต่ตอนนั้น ถือเป็น "ปลายปี")

2. ตาม พรบ.จัดระเบียบทรัพย์สิน ปี 2479 นั้น แม้แต่ "ทรัพย์สินส่วนพระองค์" ก็อยู่ในความดูแลของสำนักพระราชวัง ซี่งขณะนั้น ขึนต่อรัฐบาล พูดง่ายๆคือ ไอเดีย เรื่องการแบ่งทรัพย์สิน สมัยนั้น ไม่ใช่อย่างที่ Bangkok guy เข้าใจ

3. ปัญหาทีว่า สนง.ไม่เสียภาษี (ซึ่งเป็นประเด็นของกระทู้ นั้น) เกิดเป็นปัญหาขั้น เพราะ พรบ.2491 ที ปชป. ทำขึ้น ได้เปลี่ยนโครงสร้างการจัดการทรัพย์สินฯ ทำให้ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่ควรเป็นของรัฐ โดยมีรัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายบริหารของรัฐจัดการ (ดังทีกล่าวว่า กระทรวงการคลัง ดูแล) กลายเป็นทรัพย์สิน ที่พระมหากษัตริย์ทรงจัดการเองโดยสิ้นเชิง ดังนั้น ปัญหาการไม่ต้องเสียภาษี จึงเป็นคนละลักษณะ กับก่อน 2491 ซึ่ง สนง.ทรัพย์สิน เป็นเพียง "กอง" ใน กท.คลัง นี่เป็นประเด็นใหญ่ ที่ต้องอภิปรายยาวกว่านี้ แต่เท่าที่บอกมาเพื่อจะชี้ให้เห้นว่า ผมไม่ได้พูดมั่วๆ ข่มๆ ผมศึกษามาเป็นสิบปีแล้ว ทีคุณเขียนมา ไม่รู้จริง

สุดท้าย ที่เขียนทำนอง "ประชด" หรือ "เกทับ" คณะราษฎร ว่า
"(อัน ที่จริง การเป็นสถาบันที่สำคัญของชาติ ก็ควรที่จะต้องนำเงินภาษีที่เก็บได้เข้าไปบำรุงด้วยซ้ำ อย่างเช่นส่วนที่เป็นสำนักพระราชวัง นั่นเอง)"
นั้นแสดงว่า ไม่รู้จริงเลย
เอา ตัวอย่างเดียวนะครับ ปี 2484 รัฐบาลได้จัดงบประมาณ ที่สมัยนั้น เรียกว่า "งบพระมหากษัตริย์" เพื่อ "บำรุง" (คำของคุณ) เป็นจำนวนถึง 543,325 บาท ในความเป็นจริง มีการถวายเงิน"ประจำตำแหน่ง" (ในฐานะทรงเป็นพระมหากษัตริย์ พระประมุข) จำนวนมาก




คือกองนั่นแหละ ที่ใช้คำว่า "เทียบเท่า" เพราะ ไม่ได้ขึ้น "ชื่อ" ว่า "กอง" แต่ขึ้นชื่อว่า "สำนักงาน" จังต้องใช้คำว่า "เทียบเท่า" นี่เป็นภาษาราชการ เช่น "ภาควิชา" ประวัติศาสตร์ "คณะ" ศิลปศาสตร์ ที่ผมสังกัด ที่จริง ก็เทียบเท่า "แผนก, กอง, กรม" เหมือนกัน (ตัว มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เทียบเท่า กรม อธิการบดี เทียบเท่า อธิบดี เป็นต้น แน่นอน การที่ไม่ได้ชื่อว่า "กอง, "กรม" ก็มีความแตกต่างในแง่การบริหาร และระเบียบราชการอยู่ แต่ในระบบราชการนั้น พวกนี้ "เทียบเท่า" กันได้ ประเด็นคือ สมัยนั้น เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล ไมใช่ หน่วยงานอิสระ
(ทีเหลือของย่อหน้า จึงเป็นการเข้าใจผิด ไม่เกี่ยวกันเลย ย่อหน้าถัดมา ยิ่งไม่เกี่ยวกันเลยครับ)

การ พูดเรื่องนี้ขึ้นมา ลองย้อนไปดู เพื่อจะบอกว่า ที่คุณอธิบายเรื่องความเป็นมา ราวกับว่า ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ของ สำนักงานทรัพย์สิน เป็นสิ่งที่มีมาตั้งแต่คณะราษฎร ผมก็ชี้ให้เห็นว่า ไม่ใช่เลย สมัยคณะราษฎร นั้น ฐานะของ "สนง." เป็นเพียงระดับกองหนึ่ง ของกระทรวงการคลังเท่านั้น ซึ่งก็คือ ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ อยู่ในการควบคุมดูแลของรัฐบาล ซึ่งตามระบอบใหม่ ถือว่า เป็นตัวแทนของพลเมือง

อันนี้กำลังพูดถึง การตั้ง สนง.ในปี 2481 นี่คือปัญหาที่มา ที่คุณเขียนขึ้นมาก่อนเอง โดยโยงใยกับ 2475 ดังนั้น ผมจึงยกตัวอย่างมาให้ดูว่า คุณไม่เข้าใจที่มาแต่อย่างใด (ที่มาแย้งครั้งนี้ว่า "แต่ถ้าจะพูดถึงสำนักงานทรัพย์สินฯ ท่านก็ควรจะอธิบายตามพรบ 2491 ไม่ใช่ก่อนหน้านี้ไม่ใช่หรือ" ลองกลับไปอ่านของคุณเขียนมาเองใหม่นะครับ คุณเขียนมาโดยอ้างเรื่อง"ความเป็นมา" จาก 2475 เอง ไม่ใช่ผม ผมต่างหากที่ชี้ให้เห็นว่า มีความแตกต่าง หรือ ฝรั่งเรียกว่า มี structural break ระหว่าง การจัดการทรัพย์สินของคณะราษฎร กับ การจัดการที่เกิดขั้น จาก พรบ.2491 ซึ่งเอามาพูดปนๆ กันแบบที่คุณทำไม่ได้)

"พระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการสำนักงานและกรมใน กระทรวงการคลัง (ฉะบับที่ ๕) พุทธศักราช ๒๔๘๑" (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๕ วันที่ ๓๐ มกราคม ๒๔๘๑, หน้า ๘๘๖-๘๘๘)



สำหรับคุณ sundown

เท่า ที่เขียนมา อย่างน้อยแสดงว่า คงได้อ่าน พรบ.2491 (ทีใช้ในปัจจุบัน) มาบ้าง แต่บางตอนที่คุณเขียนมา ก็ยังมีความสับสนปนกันระหว่างถูกกับผิดอยู่ ยกตัวอย่าง

"ไม่ต้องเสียภาษีเพราะกฎหมายระบุไว้เช่นนั้นครับ เพราะทรัพย์สินของสำนักงานทรัพย์สินฯนั้น ถือเป็นสมบัติของแผ่นดิน (ตามระบุไว้ใน พ.ร.บ.จัดการฯ)"

ในแง่หลักการ ถูกต้องทีว่า ทรัพย์ส่วนพระมหากษัตริย์ ถือเป็น ทรัพย์สมบัติของแผ่นดิน หรือพูดตามอีกอย่างคือ เป็นทรัพย์สินของรัฐ

แต่ ที่คุณเขียนตามมาต่อเนื่องกันว่า "แต่ในแง่การบริหารจัดการแล้ว สำนักงานทรัพย์สินฯ มีลักษณะเป็นกองทุนรวมส่วนบุคคลของกษัตริย์มีกษัตริย์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และ แต่งตั้งคณะกรรมการมาบริหารดูแล"

นี่แหละที่เป็นปัญหา ถ้าเป็น ของรัฐ เหตุใด จึงกลายเป็นลักษณะ (คำของคุณ) "กองทุนรวมส่วนบุคคลของกษํตริย์" ไปได้?

ประเด็นสำคัญก็คือ ตัว พรบ.2491 ซึ่งเปลี่ยนให้มีลักษณะเช่นนี้ (ดังกล่าวแล้วว่า พรบ.2479 ไม่ใช่)

การ เปลี่ยนนี้ ตามหลักการประชาธิปไตยทีว่า The King can do wrong, because he can DO NOTHING ถือเป็นการผิดหลัก เพราะถ้าต้องการให้ The King สามารถมีอำนาจในการบริหารจัดการทรัพย์สินของรัฐได้ ตามหลักการรัฐสมัยใหม่ ที่เป็นประชาธิปไตย ถือว่า ต้องมี accountability ตามมาด้วย (power and accountability) แต่ตาม รธน.ของเรา และ ประมวลอาญา (ว่าด้วยการ"หมิ่นประมาท กษัตริย์.." ม.112) ไม่อนุญาตให้มี accountability ต่อพระมหากษัตริย์ได้ ดังนั้น ตามหลัก ก็ควรต้องไม่ให้มีอำนาจในการบริหารจัดการทรัพย์สินของรัฐ ด้วย

พร บ.2491 นี้ เป็นการย้อนยุค กลับไปเป็นแบบสมบูรณาญาสิทธิราช ที่ให้พระมหากษัตริย์มีอำนาจบริหารจัดการทรัพย์สินของรัฐ โดยไม่มี accountability

ดังนั้นที่คุณเขียนทำนองว่า "ดีแล้ว" (คุณไม่ได้ใช้คำนี้ก็จริง แต่ประโยคต่อไปนี้มันฟ้อง คือ)

" บางคนอาจเห็นว่าเหมาะสมแล้วที่ให้กษัตริย์แต่งตั้งคนกลางเข้ามาบริหารแทน รัฐบาล ไม่งั้นคงโดนโกงกินจนไม่เหลือแล้ว ลองนึกภาพว่านักการเมืองเข้ามาสั่งให้ขายที่ดินที่สำนักงานฯมีอยู่เยอะมาก ให้พวกเดียวกันในราคาถูกๆ
หรือขอเช่ายาวถูกๆ แล้วเอาไปให้ประชาชนเช่าต่อแพงๆล่ะ"

(มิหนำซ้ำ ประโยคถัดมายังแขวะ พวก "แอนตี้สถาบัน" ที่โจมตีด้วย)

ถ้า ผมถามกลับล่ะ ประโยคของคุณนี้ พูดถึง ถ้าให้นักการเมืองบริหารจัดการ แล้วเอาไปโกงกิน ถ้าผมถามกลับ (โดยที่มีข้อจำกัดของกฎหมาย ผมไม่สามารถใช้ภาษาเดียวกับที่คุณใช้กับนักการเมืองได้ "ลองนึกภาพ...") แต่ขอถามกลับว่า แล้วการทีให้สถาบันบริหารจัดการ โดยไม่มี accountability คุณจะรู้ได้อย่างไรว่า "จัดการดีแล้ว"?? (อย่างที่บอกว่ ผมไม่สามารถใช้ภาษา "ลองนึกภาพ.." แบบเดียวกับที่คุณใช้กับนักการเมืองได้ เพราะเสี่ยงกฎหมาย)

ในหลักรัฐสมัยใหม่ ถ้าให้ใครมีอำนาจบริหารจัดการรัฐ (ไม่ว่าในทางการเมือง หรือทางทรัพย์สิน) จะต้องมี accountability ด้วย คุณแขวะมาว่า ถ้าให้นักการเมืองไปทำ จะเกิดเรื่องไม่ดี .. ถามว่า คุณรู้ได้อย่างไรว่า ให้ "คนอื่น" ทำ จะต้องดี ในเมือ่ไม่มี accountability ?

ต้องขอขอบคุณอย่างมากที่กรุณาชี้แจง และขอภัยหากเข้าใจเจตนาของคุณผิด อย่างไรก็ตาม ผมเองเห็นว่า ประเด็นนี้เกี่ยวข้องถึงปัญหาหลักการที่สำคัญบางอย่างอยู่ จึงได้แย้งไป (ผมเอาจจะไม่ "คุ้นเคย" กับการนำเสนอที่บอร์ดนี้ก็ได้ นี่เป็นคร้งแรกในชีวิตที่มาเขียนที PANTIP)

อนึ่ง ใน พรบ.ทั้งปี 2479 และ 2491 (และ พรบ.ที่เกี่ยวข้องอีก 2-3 ฉบับ) ไม่มีคำว่า "เป็นทรัพย์ของแผ่นดิน" หรือ "ของรัฐ" หรอกครับ (มีแต่การแบ่งประเภท ทรัพย์สิน "ฝ่าย" พระมหากษัตริย์ ออกเป็น 3 ประเภท คือ ส่วนพระองค์, ส่วนพระมหากษัตริย์ และ "ส่วนสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน" แต่คำหลังนี้ มีนิยามเฉพาะ หมายถึงพวกพระราชวังต่างๆ) อย่างไรก็ตาม เจตนารมณ์ของกฎหมายเรื่องทรัพย์สิน"ฝ่าย"พระมหากษัตริย์ ตั้งแต่ต้น ก็มาจากว่า ทรัพย์สินสำคัญส่วนใหญ่ ยกเว้นทีเป็น "ส่วนพระองค์" ที่เหลือเป็นของรัฐ (หรือ "ของแผ่นดิน" ในภาษาแบบเก่า)

กรณีคุณ อ่ะนะ กับ นะจ้ะ

" เกณฑ์" ที่คุณพยายามเสนอ เพื่อบอกว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่ของ "แผ่นดิน" หรือ ของรัฐ แต่เป็นของพระมหากษัตริย์นั้น ใช้ไม่ได้หรอกครับ (ทั้งทีว่า "ไม่เห็นเกี่ยวข้องกับ"แผ่นดิน"เลย" หรือ "รายได้ที่เกิดจากทรัพย์สินส่วนนั้นมันไปเข้าที่ใคร มันก็ทรัพย์สินของคนนั้น")

ก่อนอื่น ลองคิดถึงนัยยะก่อน ว่าถ้าเป็นของพระมหากษัตริย์ ถ้าเช่นนั้น ทำไมไม่ต้องเสียภาษี อย่างนี การที่ไม่ต้องเสียภาษี มิยิ่งเป็นเรื่องแย่หรอกหรือ? ก้อเพระถือว่า เป็นของรัฐนั่นแหละ จึงไม่ต้องเสีย

และ - นี่คือประเด็นสำคัญต่อมา - พระมหากษัตริย์ คืออะไร ถ้าไม่ใช่ ตำแหน่งของรัฐ? ถ้าไม่ใช่ส่วนหนึ่งของรัฐ? ตำแหน่งก็บอกอยู่แล้วว่า "ประมุข"(ของรัฐ) จะไม่ใช่ เกี่ยวกับ "แผ่นดิน" หรือ "รัฐ" ได้อย่างไร? (ผมไม่จำเป็นต้องบอกกระมังว่า ในแต่ละปี งบประมาณของรัฐส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันฯ มากมายเพียงใด?)

ปัญหา สนง. ไม่ต้องเสียภาษีนั้น จะไม่เป็นปัญหาเลย ถ้าไม่ใช่เพราะ รบ. Royalist ปชป. ในปี 2491 ออก พรบ.ดังกล่าวมา และเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารจัดการทรัพย์สินของรัฐส่วนนี้ ให้กลายเป็นการบริหารจัดการของพระมหากษัตริย์โดยเด็ดขาด ซี่งเป็นการละเมิดหลักการรัฐประชาธิปไตย 2 ประการ สำคัญ คือ

ก. ถ้ามีอำนาจบริหารจัดการทรัพย์สินของรัฐ ก็ต้องมี accountability ด้วย ในเมื่อไม่ต้องการให้พระมหากษัตริย์มี accountability ก็ต้องไม่ควรมีอำนาจบริหารจัดการทรัพย์สินของรัฐใดๆ

ข. ถ้าอำนาจบริหารจัดการ ไม่ได้เป็นส่วนหนึงของรัฐ (ที่มีรัฐบาลของประชาชนเป็นตัวแทน) แล้ว จะให้การยกเว้นภาษีด้วยเหตุผลอะไร? ถ้าถือเอาทรัพย์สินส่วนนี้เป็นการบริหารจัดการล้วนๆของพระมหากษัตริย์ จะทรงใช้จ่ายอย่างใดก็ได้ "ตามพระราชอัธยาศัย" รวมทั้งใช้จ่ายในลักษณะที "ส่วนพระองค์" (คำนี้ ไม่จำเป็นต้องหมายถึง เครื่องอุปโภคบริโภคส่วนตัว แต่หมายถึง ใช้ในกิจการที่ไม่เกี่ยวกับรัฐโดยตรง) ถ้าเช่นนั้น ก็ต้องถือเป็น "ทรัพย์สินส่วนพระองค์" สิ และต้องจัดเก็บภาษีเต็มที่

ดังที่กล่าวว่า ก่อน 2491 สนง.ทรัพย์สิน เป็นเพียงกองหนึ่งในกระทรวงการคลัง (ขึ้นต่อกรมคลัง อีกทีหนึ่ง) ดังนั้น ทรัพย์สินที่ สนง.นี้ จัดการ จึงเหมือนทรัพย์สินของรัฐอื่นๆ (ทีกระทรวงต่างๆจัดการ) ดังนั้น การไม่เสียภาษี จึงเป็นเรื่องธรรมดา

ที่ ขณะนี้ การไม่เสียภาษีเป็นเรืองไม่ธรรมดาขึนมา ก็เพราะ สนง.ปัจจุบัน กลายเป็นของ พระมหากษัตริย์โดยสิ้นเชิง ราวกับเป็นทรัพย์ส่วนพระองค์ ดังนั้น จึงขัดแย้งกันเองในทางหลักการ

ผมไม่มีปัญหาใดๆ ถ้าการไม่เสียภาษีนั้นเกิดขั้น อย่างใน พรบ.2479

(การที่โอนไปเป็น "ส่วนพระองค์" เช่นนี้ แต่กลับไม่ต้องเสียภาษี ขัดกับหลักการ ดังกล่าวใน ข้อ ข.ใน rep ก่อน)

โยงกลับไปที่ประเด็นนิตยสาร Forbes เล็กน้อย

ข้อมูลของ Forbes ความจริง เอามาจากงานวิจัย ของ รศ.ดร.พอพรรณ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช

ที่ Forbes คิด มูลค่า ทรัพย์สินที สนง.ทรัพย์สิน ดูแล ว่าเป็นของ ในหลวง จึงเป็นการถูกต้องแล้ว เพราะตาม พรบ.2491 ได้โอนทรัพย์สินส่วนนี้ ไปเป็นของในหลวงโดยท่างนิตินัย และพฤตินัย

อันที่จริง Forbes ยังไม่สามารถคำนวนทรัพย์สิน ที่อยู่ใน "สนง.ทรัพย์สินส่วนพระองค์" (ตั้งอยู่ใน วังสระปทุม) ได้ด้วยซ้ำ เพราะไม่มีใครสามารถมีข้อมูลส่วนนี้ได้ (พรบ. 2479 ให้ "ทรัพย์สินส่วนพระองค์" อยู่ในความดูแลทางอ้อมของรัฐบาลเช่นกัน เพราะอยู่ในความดูแลของ "สำนักพระราชวัง" สมัยนั้น สำนักพระราชวัง รบ.เป็นคนดูแลจริงๆ - ตัวอย่างง่ายๆ คุณเฉลียว ปทุมรส ทีเป็นจำเลยคดีสวรรคต และเป็นลูกศิษย์ อ.ปรีดี ก็เคยเป็น ราชเลขาธิการ จะเห็นว่า แม้แต่ "ทรัพย์สินส่วนพระองค์" ก็ยังดูแลโดย รบ.ทางอ้อม แต่พรบ.2491 ให้มี "ผู้จัดการทรัพย์สินส่วนพระองค์" หรือในปัจจุบนคือ สนง.ทรัพย์สินส่วนพระองค์ ในวังสระปทุมดังกล่าว ดูแล และตัดขาดออกไปจากการตรวจสอบใดๆทั้งสิ้น ) ทรัพย์สินส่วนนี้ Forbes หรือใครๆ ก็ไม่สามารถเช็คได้

ผมเคยเขียนในกระทู้ที่ ฟดก. เร็วๆนี้ ว่า อันที่จริง ทรัพย์สินทั้งหมด หรือเรือ่งเกี่ยวกับ "เงินๆทองๆ" ค่าใช้จ่าย รายได้ ฯลฯ ของสถาบัน อันที่จริง มีอย่างน้อย 4 แหล่ง คือ

1. งบประมาณแผ่นดิน (ที่เสนอแต่ละปีให้สภา แต่งบนี้ แม้จะ "เปิดเผย" แต่มีตัวเลขประเภท "ซ่อนๆ" อยู่ในหลายกระทรวง ถ้ารวมกันท้งหมด ก็ยังลำบากมาก) นอกจากนี้ ยังมีพวก งบประมาณ ที่รัฐวิสาหกิจต่างๆ ใช้จายเกี่ยวกับสถาบันอีก ตัวอย่างง่ายๆ เช่น เวลาวันสำคัญต่างๆ เช่น วันเฉลิมฯลฯ พวกค่าไฟ ผมเข้าใจว่า เป็นการแชร์ร่วมกัน ระหว่างหน่วยงานหลายแห่ง เช่น กทม. และ การไฟฟ้านครหลวง เป็นต้น (มีนศ.ผมบางคนเคยพยายามไปเช็ค เขาไม่ให้ความร่วมมือ)

2. ทรัพย์สิน ส่วนที่อยู่ในความดูแลของ สนง.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

3. ทรัพย์สิน ส่วนที่อยู่ในความดูแลของ สนง.ทรัพย์สิน ส่วนพระองค์

4. ทรัพย์สิน ส่วนที่มาจากการ "บริจาค ถวายเป็นพระราชกุศล" (ซึ่งคงทราบกนดีว่า ไมใช่น้อย และไม่ใช่เพียงในหลวง แต่พระราชวงศ์อื่นๆ มาจนถึงระดับ "คุณภา" ศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยผมแล้ว)
ส่วนนี้ ผมเคยพยายามเช็ค ติดต่อไปหลายหน่วยงาน ทั้ง สนง.ทรัพย์สิน, สำนักราชเลขาธิการ, สำนักพระราชวัง .. โทรอยู่หลายครั้ง ครั้งหนึ่ง ถึงกับโทรไปถึง ท่านราชเลขานุการในพระองค์ในหลวง ที่หัวหิน (ท่านบอกว่า ในหลวงอยู่ที่ไหน ท่านอยู่ที่นั่น ความจริง เบอร์โทร ขึนต้นด้วย 02 แต่พอรับสาย ผมเรียนถามว่า ท่านอยู่ไหน ท่านบอกว่า อยู่หัวหิน ผมก็งงบมาก จึงได้รับคำชี้แจงดังกล่าว) ผลการพยายามในเรือ่งนี้ของผม ไม่ประสบความสำเร็จ จนบัดนี้ ผมยังไม่ทราบ ส่วนนี้ อยู่ในความดูแลของใคร (ทีแน่ๆ ไม่ใช ในความดูแลของ สนง.ทรัพย์สิน แน่นอน เพราะ สนง.มีเพียง 2 เรื่องใหญ่ๆ คือ ที่ดิน กับ การลงทุน เรื่องหลัง แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ ธนาคารไทยพาณิชย์ กับ เครือซีเมนต์ไทย)

ที่ก่ล่าวมานี้ 1-4 ความจริง ยังไม่รวมถึงกรณีพระราชวงศ์อื่นๆ (พระราชินี, พระเจ้าลูกเธอ พระองค์ต่างๆ ไปถึงพระเจ้าหลานเธอ)
ทั้งหมดนี้ มีการบริหารจัดการอย่างไร ไม่ทราบครับ



จากคุณ : สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล


ประวัติสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

   สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จัดตั้งขึ้นเมื่อพ.ศ.๒๔๘ สืบเนื่องจากการประกาศใช้พระราชบัยญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหา กษัตริย์ พุทธศักราช ๒๔๗๙ โดยกำหนดแบ่งแยกทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ออกเป็น ๓ ประเภท ได้แก่" ทรัพย์สินส่วนพระองค์""ทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน" และ "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" ต่อมามีการแก้ไขเพิ่มเติมอีก ๒ ครั้ง ในพ.ศ.๒๔๘๔ และ พ.ศ.๒๔๙๑ ซึ่งในครั้งหลังนี้ได้มีการประดาศยกฐานะสำนักงานทรัพยฺสินส่วนพระมหา กษัตริย์ขึ้นเป็นนิติบุคคล เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๑ มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและ จัดประโยชน์ อันเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ดังนั้นถือเอาวันนี้เป็นวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหา กษัตริย์อย่างเป็นทางการ
   แต่เดิมก่อนพ.ศ.๒๔๘๐ นัน สำนักงานพระคลังข้างที่มีหน้าที่ดูแลทั้งทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และ ทรัพย์สินส่วนพระองค์ ครั้นเมื่อแยกทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ออกมา และ จัดตั้งสำนักงานขึ้นมาดูแลแล้วจึงย้ายมาอยู่ภายใต้สังกัดของกระทรวงการคลัง ด้วยเหตุที่เป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นใหม่ ในช่วงแรก สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จึงยังไม่มีที่ทำการเป็นของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๘ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยืมสถานที่ทำการส่วนหนึ่งของพระคลังข้างที่ ด้านวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ริมประตูพิมานไชยศรี ด้านตะวันออกในพระบรมมหาราชวัง เพื่อใช้เป็นที่ทำการโดยเริ่มเปิดดำนานการเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๘๑
   ต่อมาเมื่อมีการขยายงานขึ้น ที่ทำการเดิมคับแคบจึงย้ายที่ทำการจากพระบรมมหาราชวังมาอยู่ ณ อาคาร ๑ ถ.ราชดำเนินกลสงฝั่งใต้ เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๘๕ และมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๘๕ ระหว่างที่ย้านมาอยู่ ณ อาคาร ๑ ถ.ราชดำเนินกลางนั้นเป็นช่วงที่สงครามโลกครั้งที่ ๒ กำลังทวีคสามรุนแรง รัฐบาลมีคำสั่งให้สถานที่ทำการต่างๆ ของรัฐย้ายไปอยู่นอกเขตพระนคร สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จึงดำเนินการจัดหาสถานที่ทำการแห่งใหม่ ซึ่งพิจารณาแล้ว เห็นว่าสถานที่อันเหมาะสมคือ วังพระองค์เจ้าพร้องพงศ์อธิราช(วังบางพลู) ในตำบลบางยี่ขัน อำเภอบางกอกน้อย จังหวัดธนบุรี ตรงข้ามกับปลายถนนราชวิถี ตอนสามเสน(ขณะยั้นยังม่ได้สร้างสะพานกรุงธน) ลักษณะเป็นบ้านหลังใหญ่อยู่ห่างจากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาประมาณ ๒๐๐ เมตร เดิมเป็นกรรมสิทธิ์ ต่อมาได้โอนเป็นของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ทางสำนังานทรัพย์สินฯได้ย้ายเข้ามา เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ.๒๔๘๗
   ด้วยทำเลที่ตั้งซึ่งมีแม่น้ำคั่นทำให้การคมนาคมไม่สพดวก ประชาชนที่จะติดต่อต้องลงเรือข้ามแม่น้ำไป จึงได้พิจารณาหาสถานที่แห่งใหม่ ในที่สุดได้ย้านมาอยู่ที่ วังกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เชิงสะพานเทเวศร์นฤมิต ริมถนนสามเสนฝั่งตะวันตก ซึ่งเป็นที่ของสำนักงานทรัพย์สินฯ เช่นเดียวกันเมื่อวันที่ ๓๐ กรกรฎาคม พ.ศ.๒๔๘๗ ด้วยความเก่าแก่ของวังทำให้ต่อมาวังเริ่มทรุดโทรมลง ซึ่งถ้าจะบูรณะซ่อมแซมต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงมาก จึงได้หาที่ทำการแห่งใหม่ และ พบว่าตึกวังลดาวัลย์ที่ซื้อนั้นว่างอยู่ และ กว้างขวางเพียงพอ จึงได้ย้ายที่ทำการไปตั้งอยู่ ณ วังลดาวัลย์ ตั้งแต่วันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ..๒๔๘๘ จวบจนถึงปัจจุบัน


ที่มา : หนังสือวังลดาวัลย์ เปิดประตูสู่การพัฒนาอันยั่งยืน บนพื้นฐานแห่งความเป็นธรรม จัดพิมพ์โดย ฝ่ายบริหารงานอนุรักษ์ ฝ่ายโครงการพิเศษ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๙๖ ปีพระตำหนักวังลดาวัลย์


จากคุณ : akkarachai


http://www.pantip.com/cafe/library/topic/K7384750/K7384750.html

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ