27 กันยายน 2016, 15:37:24
กระทู้ใหม่กระทู้ใหม่

  แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2
1  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / "นายกฯ สมัคร" ลั่น จะอดกลั้นถึงพรุ่งนี้ ยันไม่ใช้ พรก.ฉุกเฉิน เมื่อ: 29 สิงหาคม 2008, 19:44:01
  นายกรัฐมนตรี เผย สั่งการให้ตำรวจถอยออกมาเพราะไม่ต้องการให้นองเลือด ระบุ มีข้อเสนอจากฝ่ายความมั่นคงแต่ไม่ขอใช้หวั่น ประชาชนต้องอยู่แต่ในบ้าน ด้าน อนุพงษ์ห่วงสถานการณ์ ไม่อยากให้เกิดความรุนแรง พร้อมยืนยันไม่มีปฏิวัติแน่นอน

  นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม แถลงว่า ตนเองเป็นผู้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจถอนกำลังออกมาจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพราะไม่อยากให้เกิดเหตุนองเลือด เนื่องจากต้องการให้ผ่านงาน 116 วัน จากวันแม่สู่วันพ่อ ที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ก่อน พร้อมยอมรับฝ่ายความมั่นคงมีข้อเสนอแนะออกมาแล้ว แต่ยังไม่ขอใช้ เพราะไม่อยากให้สถานการณ์ตึงเครียด และไม่อยากให้ประชาชนต้องอยู่แต่ในบ้าน และยังกระทบกับงานในวันพรุ่งนี้ โดยหลังจากในวันพรุ่งนี้ จะตัดสินใจดำเนินการอีกครั้งหากสถานการณ์รุนแรงขึ้น พร้อมยกมือไหว้ขอร้องประชาชนและรัฐวิสาหกิจให้ไตร่ตรองให้ดี อย่าร่วมชุมนุมเพียงเพราะนึกสนุกชั่วแล่น

  ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. กล่าวหลังการประชุมสภากลาโหม ว่า มีความเป็นห่วงสถานการณ์การบ้านเมืองไม่อยากให้มีความรุนแรงเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประชาชน ที่เขาไม่ได้มีอาวุธอะไร เมื่อถามว่า เหล่าทัพได้มีการเสนอแนะอะไรต่อที่ประชุมสภากลาโหม บ้าง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ไม่มีวาระการประชุมในเรื่องนี้ ส่วนกระแสข่าวที่ประชาชนหวั่นวิตกว่าจะเกิดการปฏิวัติ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ในเรื่องของกำลังที่มาจากการฝึก ได้แจ้งเรียบร้อยแล้ว ซึ่งสื่อก็เสนอไปแล้วเช่นกัน ส่วนเหตุการณ์ คาดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถดำเนินการได้เพียงแต่ว่าอยากให้ดำเนินการโดยที่ไม่มีความรุนแรง

  เมื่อถามว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการร้องขอกำลังจากกองทัพให้ไปช่วยหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ต้องอยู่ที่รัฐบาล รัฐบาลจะเป็นผู้สั่งการ เพราะตนไม่สามารถที่จะไปดำเนินการอะไรได้ ส่วนในเรื่องการปฏิวัติ ยืนยันได้ว่าไม่มี เพราะการปฏิวัติไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ เมื่อถามว่า เป็นห่วงหรือไม่ ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ประชาชนจะเดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ เป็นจำนวนมาก ทางทหารจะให้ความช่วยเหลือในเรื่องนี้อย่างไร พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับกับการสั่งการของรัฐบาล เพราะเราไม่สามารถเอาทหารออกมาได้ ทั้งนี้ ยืนยันใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจ น่าจะมีความเหมาะสม และพอเพียงที่จะรักษาสถานการณ์ให้เรียบร้อยได้

   ถามว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการถอนกำลังออกจากบริเวณสถานที่การชุมนุมแล้ว พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ แต่อย่างไรก็เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเมื่อตอนบ่ายได้เรียนผ่านไปถึง ผบ.ตร. ว่า น่าจะไม่ใช้มาตรการรุนแรง

  เมื่อถามว่า ในที่ประชุมสภากลาโหมแสดงว่านายกฯ ไม่ได้ขอความคิดเห็นกับผบ.เหล่าทัพ กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่มีวาระ ในส่วนของผู้ที่มาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่ว่า กลุ่มดังกล่าวน่าจะลดความรุนแรงในการปฏิบัติการลง และหาทางออกเพื่อประเทศชาติร่วมกัน อย่างไรก็ตาม เขาก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายด้วย ถ้ายึดถือตามกฎหมายและตามที่ศาลสั่ง เหตุการณ์ต่างๆ ก็จะคลี่คลายลงไปได้ โดยเฉพาะคนที่เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์และอาจจะได้รับการกระทบกระทั่งจากการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ ทางกองทัพประเมินสถานการณ์อยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ส่วนกรณีที่สหภาพการบินไทย และ รถไฟ ที่ประกาศหยุด ซึ่งประเด็นนี้ทางรัฐบาลจะแก้ไข เราคงไม่อยากให้เกิด เราไม่อยากให้มีผลแบบนั้น เพราะจะมีผลกระทบไปทุกมิติ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มปัญหาส่วนสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

   เมื่อถามว่า ควรจะ นำ พรก.ฉุกเฉิน หรือ พรบ.ด้านความมั่นคงมาใช้ หากตำรวจไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า การจะใช้หรือไม่ใช้เป็นเรื่องของทางรัฐบาล แต่ขณะนี้ ตนเห็นว่า ยังไม่ถึงขั้นที่น่าจะต้องใช้ ถ้าไม่มีความวุ่นวายเกิดขึ้น การที่ทหารออกมา บางทีมันก็ไม่เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ ภาพลักษณ์ที่ออกไปทั่วโลก บางทีมันอาจจะไม่ดี ดังนั้น มาช่วยกัน ร่วมมือกันทั้ง 2 ฝ่ายได้แก้ไขปัญหาร่วมกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องทำตามหน้าที่ของเขา แต่ก็อย่าให้รุนแรงนัก ส่วนทางฝ่ายชุมนุมก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และลดความรุนแรงลง อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า เราคนไทยด้วยกัน และเป็นปัญหาภายในประเทศไทย ถ้าบอกว่าแค่นี้ แล้วมันไม่มีทางที่จะแก้ ตนคิดว่า มันคงไม่ได้ มันจะต้องแก้ให้ได้ ทั้งนี้หากมีการพูดคุยกันได้คงดี แต่ถ้าหากไม่พูดคุยกัน ก็ควรหาทางออกของตัวเองกัน

http://www.prachatouch.com/content.php?id=8817
2  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ศาลอนุมัติหมายจับแกนนำพันธมิตรฯ 9 คน เมื่อ: 27 สิงหาคม 2008, 16:29:49
ศาลอนุมัติออกหมายจับ 5 แกนนำพันธมิตรฯ รวมถึง สุริยะใส กตะศิลา ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อมร อมรวัฒนานนท์ และ เทิดภูมิ ใจดี

ศาลอาญา มีคำสั่งอนุมัติหมายจับแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และแนวร่วมรวม 9 คน ประกอบด้วย

นายสนธิ ลิ้มทองกุล ,
พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ,
นายพิภพ ธงไชย ,
นายสมศักดิ์ โกศัยสุข,
นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ,
นายสุริยะใส กตะศิลา,
นายอมร อมรรัตนานนท์ ,
นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และ
นายเทิดภูมิ ใจดี

ตามคำร้องของพนักงานสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล ในคดีกล่าวหาว่า กระทำความผิดฐานเป็นกบฏ และสะสมกำลังหรืออาวุธเพื่อตระเตรียมการ หรือสมคบเพื่อเป็นกบฎ ใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด อันก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113,114,215 และ 216

นายณรัช อิ่มสุขศรี เลขานุการศาลอาญา กล่าวว่า ศาลอาญาได้อนุมัติออกหมายจับแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทั้ง 9 คนแล้วตามที่พนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร ได้ยื่นคำร้องเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

http://www.bangkokbiznews.com/2008/08/27/news_289116.php
3  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / แถลงการณ์ ม.เที่ยงคืน “ขอประณามการเคลื่อนไหวที่นำสังคมไทยไปสู่หายนะ” เมื่อ: 27 สิงหาคม 2008, 06:49:48
วันนี้ (26 ส.ค.) เวลา 15.30 น. ที่ห้องประชุมกระจก คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ได้แก่ รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล ผศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เชษฐพัฒนวนิช รศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ รศ.สมเกียรติ ตั้งนโม นายชำนาญ จันทร์เรือง ได้อ่านแถลงการณ์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนเรื่อง “ขอประณามการเคลื่อนไหวที่นำสังคมไทยไปสู่หายนะ” (ดูล้อมกรอบ)

 โดยเนื้อหาของแถลงการณ์เป็นการประณามการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่บุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีในช่วงเช้าวันนี้ ว่าจะนำพันธมิตรฯ ไปสู่การกระทำที่ก้าวข้ามพ้นจาก “อารยะขัดขืน” สู่ “อนารยะขัดขืน” และในแถลงการณ์ยังระบุว่านี่เป็นการทำลายสิทธิในการสื่อสารของฝ่ายต่างๆ ในสังคม และเรียกร้องให้สังคมไทยไตร่ตรองและใช้สติกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบ เนื่องจากเป็นการกระทำที่มุ่งนำไปสู่การสร้างความรุนแรงและอาจนำพาสังคมไทยไปสู่ความหายนะมากขึ้น

 นอกจากนี้ในท้ายแถลงการณ์ยังระบุด้วยว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่อาจแก้ไขได้ด้วยการรัฐประหาร หรือการใช้วิธีการอื่นใดที่ไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตย ดังที่สังคมไทยได้เคยประสบมาจากเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 แล้ว

 รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล กล่าวหลังการอ่านแถลงการณ์ว่าจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ขอย้ำว่าการรัฐประหารไม่ใช่ทางออกของปัญหานี้ ไม่ว่าการรัฐประหารนั้นจะเกิดขึ้นโดยฝีมือใครก็ตาม จะยิ่งซ้ำเติมให้สังคมไทยประสบหายนะมากขึ้น โดยก่อนหน้าเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 กระทั่งเกิดการรัฐประหารในคืนวันนั้นเป็นบทเรียนที่ดีที่ว่าปัญหาไม่ได้ถูกแก้ไขหลังมีการรัฐประหาร

 

แถลงการณ์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

เรื่อง ขอประณามการเคลื่อนไหวที่นำสังคมไทยไปสู่หายนะ

 
แม้การเคลื่อนไหวเพื่อแสดงความคิดเห็นทางการเมืองจะเป็นสิทธิพื้นฐานที่ไม่อาจปฏิเสธได้ในสังคมประชาธิปไตยซึ่งกลุ่มคนต่างๆ สามารถกระทำได้ แต่ก็ต้องเป็นการกระทำที่ดำเนินไปภายใต้หลักการพื้นฐานซึ่งต้องเคารพสิทธิของบุคคลอื่น ไม่ใช้ความรุนแรง รวมทั้งต้องไม่เป็นการเคลื่อนไหวที่นำไปสู่การทำลายระบอบประชาธิปไตยโดยรวม

 ณ บัดนี้ การเคลื่อนไหวทางการเมืองของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ก้าวข้ามพ้นจากสิ่งที่เรียกว่า “อารยะขัดขืน” ไปสู่การกระทำที่เป็น “อนารยะขัดขืน” อย่างชัดเจน หรือเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายโดยปราศจากความชอบธรรมและไม่เคารพสิทธิของสังคมโดยรวม ด้วยการบุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์อันเป็นการทำลายสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารและทางเลือกการรับรู้ของสังคมไทยด้วยการใช้กำลังและความรุนแรง

 รวมถึงการเคลื่อนไหวอื่นๆ ที่กำลังเกิดขึ้นด้วยการใช้กำลังและจำนวนของมวลชน เช่น การบุกเข้ายึดสถานที่ราชการ การใช้กำลังคุกคามเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อปกป้องผู้กระทำความผิด ทั้งหมดเป็นการกระทำที่จะนำพาสังคมไทยไปสู่ความหายนะอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนมีความเห็นต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นดังนี้

ข้อแรก ขอประณามการกระทำของพันธมิตรฯ ที่ใช้ความรุนแรงในการบุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์อันเป็นการทำลายหลักการเสรีภาพในการสื่อสารมวลชน และทำลายสิทธิในการสื่อสารของฝ่ายต่างๆ ในสังคม

ข้อสอง ขอเรียกร้องกับสังคมไทยให้ไตร่ตรองและใช้สติกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบ เนื่องจากเป็นการกระทำที่มุ่งนำไปสู่การสร้างความรุนแรงและอาจนำพาสังคมไทยไปสู่ความหายนะมากขึ้น

ข้อสาม ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่คุ้มครองสิทธิของประชาชน เพื่อมิให้บ้านเมืองตกอยู่ในสภาวะไร้ขื่อแปและอาจนำไปสู่การจราจลในหมู่ประชาชน

ข้อสี่ การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ไม่อาจแก้ได้ด้วยการใช้กำลัง การรัฐประหารหรือการใช้วิธีการอื่นใดที่ไม่ใช่วิถีทางตามระบอบประชาธิปไตย ดังที่สังคมไทยได้เคยประสบมาจากเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 แล้ว

 

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

                                                              26 สิงหาคม 2551


 
http://www.prachatai.com/05web/th/home/13317
4  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / (คำต่อคำ) นายกฯ แถลงจวกพันธมิตรฯ เตรียมดำเนินคดี วอนประชาชนถอย-สื่อใช้วิจารณญาณ เมื่อ: 27 สิงหาคม 2008, 06:45:15
26 ส.ค.51 เวลาประมาณ 15.10 น. หลังประชุมคณะรัฐมนตรีนาน 3 ชั่วโมงที่กองบัญชาการกองทัพไทย นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนเช้าจนกระทั่งบัดนี้ได้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่ากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่ได้ปฏิบัติการตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และเป็นการกระทำที่ไม่มีเหตุผล จึงขอเรียกร้องให้ประชาชนที่ไปร่วมชุมนุม รวมทั้งที่อยู่ในทำเนียบรัฐบาลพิจารณาเรื่องนี้และกลับบ้านไปเสีย

นายสมัครกล่าวต่อว่า ได้สั่งการให้ พล.ต.อ. โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ดูแลในเรื่องนี้ ใครปิดถนนหรือเข้าไปในสถานที่ที่ไม่ควรเข้า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะออกปฏิบัติการ และดำเนินการอย่างถึงที่สุด อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังมีอีกหลายขั้นตอนในการจัดการกับการเคลื่อนไหวในครั้งนี้แต่จะยั้งมือไว้เพราะไม่อยากให้บ้านเมืองเสียบรรยากาศ

นายกรัฐมนตรีระบุว่า สิ่งที่กลุ่มพันธมิตรฯ ดำเนินการนั้นเกินกว่าเหตุ และยืนยันว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้ทำความเสียหาย หรือทุจริตอย่างที่กลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวหา พร้อมทั้งยืนยันว่านายกฯ หรือรัฐบาลจะไม่ถอยไปไหน และรัฐบาล ตำรวจ ทหารจะไม่ยินยอมให้แกนนำ 5-6 คนกระทำผิดกฎหมายอีกต่อไป ขณะนี้ได้เตรียมรวบรวมหลักฐานเพื่อเอาผิดแล้ว

นอกจากนี้นายกฯ ยังระบุถึงการทำงานของสื่อมวลชนว่าสื่อต้องมีวิจารณญาณในการทำงาน และไตร่ตรองดูว่าจะอยู่ตรงไหน คงไม่สามารถเป็นกลางได้แล้ว ไม่เช่นนั้นครึ่งหนึ่งก็เท่ากับสนับสนุนให้กลุ่มพันธมิตรสร้างความเดือดร้อนให้บ้านเมือง

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่านี่เป็นการแถลงข้างเดียวและจะไม่เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนซักถาม

ต่อมาเวลาประมาณ 18.00 น. นายสมัครได้เปิดแถลงข่าวแก่ผู้สื่อข่าวต่างประเทศถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและยืนยันเช่นเดียวกับการแถลงข่าวก่อนหน้านั้นว่าจะดำเนินคดีผู้ที่กระทำความผิด พร้อมทั้งยืนยันว่าการเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลนั้นไม่มีเหตุผลเพียงพอ

000

คำต่อคำ 'สมัคร สุนทรเวช' แถลง

วันนี้คณะรัฐมนตรีได้มาใช้สถานที่กองบัญชาการทหารสูงสุดเป็นที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพิ่งเลิกเมื่อซักครู่นี้ นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่จะต้องอธิบายให้ประชาชนทั้งประเทศได้ทราบว่า กรณีที่มีบุคคลที่อ้างตัวว่ารัฐบาลได้ทำความเสียหายให้บ้านเมืองและจำเป็นต้องมาขับไล่รัฐบาลนั้น บุคคลคณะนี้ได้พูดจาตลอดว่าต้องการทำด้วยความเรียบร้อย ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 63 จะมาชุมนุมเฉยๆ ไม่มีอาวุธ ไม่มีอะไรต่างๆ แต่ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนเช้าจนถึงบัดนี้ ได้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า คนพวกนี้ไม่ได้ทำอย่างที่พูดไว้ ไม่ได้ปฏิบัติการตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดและได้กระทำการเกินไปยิ่งกว่า


นับว่าเป็นโชคดีมากที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เอ็นบีที ได้ถ่ายภาพบุคคลคณะนี้ที่ส่วนหนึ่งได้บุคเข้าไปยึดสถานี ต้องการใช้สถานีเพื่อจะเป็นที่ออกอากาศหรือจะให้ยุติการออกอากาศ พฤติการณ์ที่ได้เห็นนั้นตำรวจได้ไปทันเวลา ตำรวจได้จับตัวไว้ ค้นตัวพบทั้งปืน ทั้งดาบ อาวุธอย่างอื่น และกระทั่งใบกระท่อม พฤติการณ์ยังได้แพร่ไปยังที่อื่นๆ ไปล้อมทำเนียบรัฐบาล ล้อมหน่วยราชการ และในที่สุดก็บุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล

ความประสงค์พวกนี้ต้องการอย่างเดียวคือไล่รัฐบาลออก เป็นการกระทำที่ไม่มีเหตุผล ไม่มีข้อกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ผมบอกให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศได้ทราบว่า พฤติการณ์ของคนพวกนี้เราได้ให้โอกาส และให้เวลา ใช้ความอดทน ด้วยวิธีการที่นุ่มนวลที่สุดแล้ว แต่พฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นนี้ในฐานะนายกรัฐมนตรีผมขอประกาศให้ประชาชนทั้งประเทศที่ได้รับทราบอยู่ ขอให้คนที่ไปร่วมชุมนุมอยู่ด้วยนั้น ท่านมีโอกาสพิจารณาถ้าท่านไม่ต้องการให้ตัวเองและครอบครัวได้เดือดร้อนต้องตกเป็นผู้ต้องหาต่อไป ขอให้ท่านถอยและกลับบ้านไปเสีย

ผมขอขอบคุณพี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพมหานครซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้มาร่วมด้วย ไม่ได้เกี่ยวข้อง ผู้คนที่มาจากต่างจังหวัดท่านจะถูกเขาชักชวน เชิญชวนมาด้วยประการใดสุดแท้แต่ แต่ท่านกำลังเข้ามาประกอบการทำความผิดต่อบ้านเมือง ความผิดต่างๆ นั้น จะมีเจ้าหน้าที่อธิบายให้ท่านทราบในภายหลัง

บัดนี้ความอดทนของรัฐบาลได้ยาวมาถึงจวนจะสิ้นสุด ผมให้โอกาสครั้งสุดท้าย โดยผมแต่งตั้งให้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยปฏิบัติหน้าที่สั่งราชการงานตำรวจ ในการปฏิบัติงานของตำรวจทั้งหมดและราชการมหาดไทยที่ท่านรับผิดชอบอยู่ งานสองอย่างนี้จะประสานกัน และจะดำเนินการทุกอย่างเพื่อให้สถานการณ์กลับคืนเข้าสู้สภาพปกติ ใครที่ปิดถนนอยู่ ใครที่เข้าไปในสถานที่ที่ไม่ควรเข้า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะออกปฏิบัติการและดำเนินการถึงขั้นที่สุด ให้พวกที่ปฏิบัติการผิดกฎหมายรู้ไว้ด้วยว่า ถ้าหากว่าท่านปฏิบัติการอะไรผิดเกินเลยไปกว่านี่ เรายังมีอีกหลายขั้นหลายตอนซึ่งยังอยากจะยั้งมือไว้ ไม่อยากให้บ้านเมืองเสียบรรยากาศ ไม่ว่าจะใช้พระราชบัญญัติฉบับนั้น ไม่ว่าจะใช้เรื่องอย่างนี้ มีเครื่องมือของรัฐบาลอีกหลายอย่างที่จะทำให้ท่านยุติปฏิบัติการได้ แต่เราไม่อยากให้บ้านเมืองเสียบรรยากาศ ผมขอย้ำ ต่อไปนี้ ท่านรองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ จะดูแลกรมตำรวจ สั่งงานกรมตำรวจ และจะออกปฏิบัติการ เพื่อให้พี่น้องประชาชนทั้งหลายที่ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยได้รับความสงบสุข ได้มีความมั่นใจในสถานการณ์ รวมทั้งผู้คนต่างชาติที่อยู่ในบ้านเมืองนี้ด้วย

ขอให้รู้ว่าสิ่งที่พวกเขาทำนั้นไม่มีเหตุผล ผมเรียกร้องต่อพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ท่านใช้วิจารณญาณของตัวท่านเองดูก็แล้วกันว่าท่านควรจะเข้าอยู่ข้างไหน คณะรัฐบาลที่ผมบริหารอยู่นั้นได้ทำอะไรผิดพลาดในบ้านเมืองนี้ ได้ทำทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงตรงไหน ได้ทำความเสียหายให้บ้านเมืองอย่างไร ผมแน่ใจว่าผมและคณะไม่ได้ทำสิ่งนั้น ผมแน่ใจและยืนยันได้ว่าคณะบุคคล 5-6 คนที่เป็นหัวโจกนั้นได้กระทำการเกินกว่าเหตุ ได้ดุด่าว่ากล่าวผม ซึ่งได้มีการบันทึกไว้แล้วทั้งหมดและจะต้องดำเนินคดีต่อไป ไม่มีทางที่บ้านเมืองอย่างประเทศไทยมีคน 63 ล้านคน จะปล่อยให้คน 5-6 คนมาตั้งเป็นแก๊งค์ข้างถนนประกาศจะยึดอำนาจบ้านเมือง เป็นไปไม่ได้ ตำรวจเขาก็จะยอมไม่ได้แต่จะทำให้ถูกระเบียบ ทหารก็จะยอมไม่ได้แต่จะรอให้ถึงจังหวะเวลา มันจะผ่านไปได้อย่างไรเมื่อตำรวจทหารต้องดูแลความสงบของบ้านเมืองนี้

ขอให้ตรองดู ใครก็ตามที่สนุกสนานอยู่ข้างหลังกลุ่มคนพวกนี้ ท่านคิดดูให้ดีก็แล้วกันว่าจะดำเนินการอยู่ข้างหลังกลุ่มคนพวกนี้แค่ไหน ท่านมีโอกาสที่จะถอยออกไปจากท้องถนน ถอยออกไปจากกลุ่มคนพวกนี้ คนที่อยู่ในทำเนียบรัฐบาลนั้นท่านจะต้องออกมาข้างนอก รัฐบาลมีมาตรการที่จะต้องเอาท่านออกมา จะด้วยประการใดก็ตามแต่เราต้องรักษาความสงบของบ้านเมือง บ้านเมืองมีตำรวจ มีทหาร มีกฎหมาย มีความสงบสุขซึ่งได้อยู่คู่บ้านเมืองของเรามา ผู้คน 5-6 นี้ได้ก่อกวนให้เกิดความไม่สงบสุขในบ้านเมือง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเมือง เราจะอดทนถึงเพียงเท่านี้เท่านั้น ต่อไปนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด

ผมบอกบรรดาสื่อสารมวลชนทั้งหลายให้ท่านรู้ไว้ด้วย ท่านเองก็ควรมีวิจารณญาณว่ามีคนมาทำร้ายบ้านเมืองขนาดนี้ ท่านยังจะเลือกคิดอยู่หรือ ท่านยังจะคิดอยู่หรือว่ารัฐบาลนี้มันเป็นรัฐบาลชั่วร้ายเลวทราม รัฐบาลทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างที่เขากล่าวหากันโดยไม่มีเหตุผล ท่านต้องพิจารณาดูด้วยว่าพฤติการณ์ของคนพวกนี้เขาทำสิ่งที่ถูกที่ต้องหรือไม่ ทั้งหมดนั้นขอให้นึกถึงเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินของเรา ให้นึกถึงบ้านเมืองของเราซึ่งมีความสงบสุข ท่านทั้งหลายจะเสนอข่าวจะทำอะไรต่างๆ ขอให้ได้คิดไตร่ตรองดูด้วย ผมไม่อยากพูดถึงพวกท่านทั้งหลายหรอก แต่ถ้าจะถือว่าข่าวเป็นข่าว รายงานต้องรายงาน ขอให้ท่านคิดดูว่าท่านเป็นคนไทยหรือเปล่า ท่านพร้อมจะร่วมมือกับคนพวกนั้นทำลายบ้านเมืองเราหรือเปล่า ผมจะอยู่ป้องกันบ้านเมืองนี้ ผมไม่มีวันถอยไปไหน ที่ออกข่าวดักหน้าดักหลังจะจับผมที่นั่นที่นี่ จะจับนายสมัครไปเซ็นหนังสือลาออก จะจับประธานสภา ทำไม่ได้ในบ้านเมืองนี้ ผมไม่กลัวเกรงคนพวกนี้ บอกให้รู้ด้วยว่าจะคิดจะทำอะไรต่างๆ เรารู้อยู่ แต่ไม่อยากทำให้เสียบรรยากาศว่ารัฐบาลมีอำนาจในมือแล้วไปรังแกคนที่เขามีความคิด คิดอย่างอื่นได้ แต่คิดอย่างนี้ทำแบบนี้ไม่ได้

ผมขอแถลงข้างเดียว และจะขอไม่ตอบคำถามเพราะจะเป็นการต่อความยาวสาวความยืด ท่านทั้งหลายเป็นสื่อสารมวลชน กรุณาเสนอข่าวนี้ให้ประชาชนทั้งประเทศได้รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา บรรดาผู้คนทั้งหลายถ้าหากท่านได้ฟังอยู่ในต่างจังหวัด ใครปิดถนน ใครยึดถนนนั้น ถ้าจับได้ท่านมีความผิด มีข้อหาทางกฎหมายรุนแรง ตั้งแต่เช้าตีห้าที่เกิดเรื่องขึ้นมาจนกระทั่งถึงบัดนี้เราบันทึกเทปไว้ทั้งหมด มีตัวผู้คนที่สามารถดำเนินคดีตามจับกุมตัวได้ทั้งนั้นรวมทั้งคน 5 คนนั้น ท่านไม่ใช่คนวิเศษมาจากไหน ไม่ใช่จะมายืนด่าใครได้หลายเดือน เขายอมให้ยกให้นั้น วันหนึ่งต้องจบ ด่าได้ด่าเอาแสดงว่าเป็นผู้วิเศษ ท่านทั้งหลายที่เป็นสื่อสารมวลชนต้องใช้วิจารณญาณด้วยว่าคนพวกนั้นเขาได้รับเลือกตั้งมาจากใครที่ไหน มีกฎหมายอะไรรับรองไหมที่จะให้มาก่อกวนปั่นป่วนบ้านเมืองให้ยุ่งยากขนาดนี้

ผมไม่ยอม คณะรัฐมนตรีก็ไม่ยอม และทางตำรวจ ทหารก็จะไม่ยอม เราจะทำหน้าที่ของเราเป็นขั้นเป็นตอน ท่านทั้งหลายเป็นสื่อสารมวลชนต้องชั่งน้ำหนักด้วยว่าท่านจะเลือกอยู่ข้างไหน งานนี้อยู่ตรงกลางไม่ได้แล้ว เพราะครึ่งหนึ่งที่ท่านอยู่กับเขา ท่านส่งเสริมให้บ้านเมืองนี้มีความเสียหายด้วย ขอขอบคุณนะครับ

http://www.prachatai.com/05web/th/home/13313
5  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ป่วน! สงขลาบึ้ม 7 จุด ชาวบ้านเจ็บ 2 เมื่อ: 2 สิงหาคม 2008, 22:23:08
เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิด ป่วนจังหวัดสงขลา ในเขตเทศบาลเมือง และ อ.หาดใหญ่ พร้อมกัน 7 จุด มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย

พล.ต.ต.วิรุฬ เอี่ยมไพจิตร์ ผู้บังคับการตำรวจภูธร จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า เมื่อสักครู่ที่ผ่านมาเกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดพร้อมกัน หลายจุดโดย เขตเทศบาลเมืองสงขลา 5 จุด และ อ.หาดใหญ่ 2 จุด เป็นการวางไว้ในร้านสะดวกซื้อ 2 แห่ง ร้านอาหาร 1 แห่ง และใกล้คู้ ATM อีก 1 แห่ง ส่วน ที่ อ.หาดใหญ่ คนร้ายวางไว้ใกล้กับตู้ ATM เช่นกัน ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บขณะนี้มี 2 ราย

ขณะที่ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในเขตเทศบาลเมืองสงขลา คนร้ายลอบวางระเบิดภายในร้านเซ่เว่น 3 จุด ที่สาขาถนนประท่า มีผู้บาดเจ็บ 1 รายสาขาถนนทะเลหลวง และ สาขาหน้าโรงเรียนวิทยา ส่วนอีกจุด ถนนชลาทัศน์

http://www.innnews.co.th/local.php?nid=124981
6  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / “กลุ่มต้านพันธมิตรฯ ” นัดรวมพล 10 โมงเช้า 21 ก.ค. หน้าศาล รธน. ประท้วง จรัญ เมื่อ: 20 กรกฎาคม 2008, 15:13:35
  “วรัญชัย โชคชนะ” แกนนำกลุ่มต้านพันธมิตรฯ เป่านกหวีด ระดมพล 10 โมงเช้า จันทร์ที่ 21 ก.ค. ประท้วง “จรัญ ภักดีธนากุล” พูดจาดูหมิ่นอำนาจนิติบัญญัติ

    นายวรัญชัย โชคชนะ แกนนำกลุ่มต่อต้านพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ ( 21 ก.ค.) เวลา 10 โมงเช้า ตนพร้อมด้วยแกนนำได้มีมติเคลื่อนไหวไปบริเวณศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อยื่นหนังสือประท้วงคำพูดของนายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งออกมาวิจารณ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยการตั้งคำถาม 3 ข้อ ซึ่งถือเป็นการพูดจาดูหมิ่นฝ่ายนิติบัญญัติที่ตนและแกนนำฯ รับไม่ได้อย่างยิ่ง

    นายวรัญชัย กล่าวว่า จากท่าทีดังกล่าวตนคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ประชาชนทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแสดงพลังในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ โดยสอดคล้องกับท่าทีของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีที่ออกมา ระบุว่าปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดเกิดจากรัฐธรรมนูญ 2550 ที่วางกับดักไว้ นายวรัญชัย กล่าวด้วยว่า ตนขอเชิญชวนประชาชนที่มีอุดมการณ์แบบเดียวกันร่วมแสดงพลังในวันและเวลาดังกล่าวอย่างพร้อมเพียงกัน

http://www.prachatouch.com/content.php?id=7331
7  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / 21 กค.51 เวลา 10.00 น. คปพร.บุกรัฐสภา จี้ ปปช.ลาออก เมื่อ: 20 กรกฎาคม 2008, 15:11:45
5 องค์กรภาคประชาชน เตรียมยื่นหนังสือถึงประธานวุฒิสภา วันพรุ่งนี้ เพื่อจี้ให้กรรมการ ป.ป.ช. ลาออกจากการทำหน้าที่ เนื่องจากมีที่มาไม่ถูกต้อง พร้อมเตรียมชุมนุมกดดัน อังคารนี้

นพ.เหวง  โตจิราการ แกนนำ คปพร. เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (21 ก.ค.) เวลา 10.00 น. คปพร. พร้อมด้วยตัวแทนภาคประชาชน 5 องค์กร จะเดินทางไปยังรัฐสภา เพื่อยื่นหนังสือต่อประธานวุฒิสภา จี้ให้ ป.ป.ช. ยุติการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากมีที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย
 
ขณะเดียวกันในวันอังคาร ก็จะมีประชาชนจากองค์กรต่างๆ เดินทางไปยัง ป.ป.ช. ในเวลา 10.00 น. เพื่อกดดัน ป.ป.ช.ให้ลาออกด้วย


http://www.prachatouch.com/content.php?id=7335
8  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / พันธมิตรฯ หน้าแหก ศาลแพ่งยกคำร้องถือเป็นสิทธิของ ปชช. เมื่อ: 2 กรกฎาคม 2008, 15:01:54
   ศาลแพ่งสั่งยกคำร้องพันธมิตร  เหตุเพราะศาลสั่งเปิดการจราจร ถือเป็นการปกป้องสิทธิของประชาชน เช่นกัน ส่วนข้ออ้างความปลอดภัย ไม่ใช่เหตุผลทางกฎหมาย ที่จะยกมาหักล้างได้
 
   วันนี้ (2 ก.ค.)เวลา 14.00 น.ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำสั่งผลการไต่สวนฉุกเฉิน กรณีพล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมด้วยนายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความแกนนำพันธมิตรฯ และนายนิติธร ล้ำเหลือ กรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง เพื่อขอไต่สวนฉุกเฉินให้ศาลระงับ หรือแก้ไขคำสั่ง เพื่อให้พันธมิตรฯ เปิดถนนพระราม 5 และถนนพิษณุโลก ตามคำร้องของครูและคณะผู้ปกครองโรงเรียนราชวินิตมัธยม และศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ไปเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา

     โดยศาลพิเคราะห์คำเบิกความในชั้นไต่สวนของจำเลยแล้ว เห็นว่า ที่จำเลยขอให้ศาลยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้เปิดถนน โดยอ้างว่า เป็นคำสั่งที่ผิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 63 เรื่องการกำจัดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม ศาลเห็นว่า การที่ศาลมีคำสั่งดังกล่าว ไม่ได้เป็นการห้าม หรือ กำจัดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม แต่เป็นการสั่งให้ มีการเปิดการจราจร บนถนน เพื่อให้ประชาชน สามารถสัญจรไปมาได้ เป็นการปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ตามมาตรา 63 เช่นกัน

     ส่วนที่ จำเลยอ้างว่า สาเหตุที่ต้องปิดกั้นถนนโดยรอบสถานที่ชุมนุม เนื่องจากเกรงว่า จะมีกลุ่ม นปก.เข้ามาก่อเหตุทำร้ายประชาชน ที่เข้าร่วมชุมนุม ศาลเห็นว่า เรื่องดังกล่าว ไม่ใช่เหตุผลทางกฎหมาย ที่จะยกมากล่าวอ้าง เพื่อให้ศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงมีคำสั่งยกคำร้อง


http://www.prachatouch.com/content.php?id=6607
9  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ศาลแพ่งสั่งพันธมิตรเปิดถนน เมื่อ: 30 มิถุนายน 2008, 14:59:35
ศาลแพ่ง สั่งคุ้มครองชั่วคราวครู รร.ราชวินิต ให้พันธมิตร เปิดการจราจรถนนพระราม 5 -งดใช้เครื่องขยายเสียง 07.30-16.30 น. วันจันทร์-ศุกร์ มีผลทันที


ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก ศาลได้ออกนั่งบัลลังก์วินิจฉัย กรณีที่เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.51 นางวรรธนันท์ พรวนต้นไทร ครูโรงเรียนราชวินิตมัธยม กับเพื่อนครูร่วมกันเป็นโจทก์ที่ 1-10 ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงไชย นายสุริยะใส กตะศิลา นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานละเมิด ขอให้ศาลมีคำสั่งขับไล่รื้อถอนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และให้ 5 พันธมิตรยุติการชุมนุม


ศาลพิเคราะห์ คำเบิกความในชั้นไต่สวน คำร้องโจทก์ และมีคำสั่ง คุ้มครองชั่วคราวให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดถนนพระราม 5 ถนนพิษณุโลก บริเวณแยกนางเลิ้ง แยกพาณิชยการ เพื่อให้รถโดยสารประจำทาง รถยนต์ส่วนบุคคล สามารถสัญจรไปมาได้ พร้อมทั้งให้งดใช้เครื่องขยายเสียงตั้งแต่เวลา 07.30 - 16.30 น.ในวันจันทร์-วันศุกร์ เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือนร้อนของประชาชนและนักเรียนโรงเรียนราชวินิต ให้คุ้มครองชั่วคราวมีผลทันที จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม คำสั่งศาลไม่ได้ห้ามการชุมนุม แต่ต้องเปิดการจราจรตามที่ร้องขอ

http://www.posttoday.com/topstories.php?id=246994
10  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / บทไหว้ครู..จากใจผู้สืบทอด hi-thaksin << เวบไซต์ใหม่ thai-grassroots.com เมื่อ: 5 มิถุนายน 2008, 07:04:56
         การจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ Hi-thaksin  และ การเก็บดาบแบบถาวรของประดาบ เป็นการจำพรากที่สร้างความสะเทือนใจให้แก่ชุมชนประชาธิปไตยไซเบอร์ อยู่ไม่น้อย เพราะสิ่งที่ Hi-thaksin  สร้างขึ้นให้ปรากฏต่อสายตาของทุกคนในช่วงเวลา 1 ปีเศษที่ผ่านมา ทำให้ทุกคนที่เคยเข้าไปสืบค้นหาข้อมูล เปิดหู เปิดตา สร้างปัญญา และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนคู่คิด มิตรร่วมรบ ยากที่จะลืมเลือนได้ แม้ว่าในวันที่ จะลาจากกันไปแบบไม่หวนกลับคืนมาแล้วก็ตาม

          แต่ก็เหมือนกับที่มีคำพูดของนักรบในอดีตที่บอกว่า "ตายสิบเกิดแสน"   การล้มหายตายจากของ Hi-thaksin มิได้ทำให้ชุมชนประชาธิปไตยไซเบอร์ ท้อแท้ ถดถอย หรือ ทิ้งอุดมการณ์ หันหลังให้แก่จุดมุ่งหมายของตนแม้แต่น้อย 

          ตรงกันข้าม ความคึกคัก ฮึกเหิมของผู้คนจำนวนมาก ที่เคยเฝ้ารออ่านบทความของประดาบ ก็กลับกลายมาเป็นผู้นำเสนอบทความ แสดงความคิดเห็น ให้เป็นที่ประจักษ์และเผยแพร่ในเว็บไซต์ต่างๆ อย่างกว้างขวางมากขึ้น  ส่งผลให้การแตกกอต่อยอดทางปัญญา เพื่อจุดมุ่งหมายรักษาประชาธิปไตย ให้อยู่ในระยะห่างพ้นภัยจากน้ำมือเผด็จการ มีการนำเสนอแนวคิด แนวทาง และวิธีการต่างๆ มากมาย อันเป็นผลมาจากความตื่นตัวซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า Hi-thaksin มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดบรรยากาศเช่นนี้ขึ้น

          ประดาบ ทำให้คนธรรมดาทั่วไปทุกคนมีความมั่นใจว่า แม้เราจะเป็นเพียงคนเล็กๆ คนหนึ่งในสังคมใหญ่  แต่หากตั้งใจจริง ที่สามารถที่จะใช้สองมือเปล่าเขย่าบัลลังก์เผด็จการที่เพียบพร้อมด้วยอาวุธครบมือให้พังทลายล้มครืนลงมาได้

          Hi-thaksin ทำให้ผู้คนในชุมชนประชาธิปไตยไซเบอร์ ตระหนักดีว่าเว็บไซต์เล็กๆ เพียงเว็บไซต์เดียว ก็เป็นช่องทางการสื่อสารที่มีพลัง ทรงอิทธิพล ยิ่งกว่าสื่อใดๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ เคเบิ้ลทีวี ทีวีดาวเทียม ตลอดจนสารพัดสื่อที่มากับเทคโนโลยีทั้งเก่าและใหม่  หากว่ามีความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอความจริง อย่างไม่เกรงกลัวต่อภัยอันตรายประดามีทั้งที่เห็นและไม่เห็น

           ผมก็เป็นผู้อ่านคนหนึ่งที่ติดตาม Hi-thaksin มาตั้งแต่วันแรกที่เปิด จนกระทั่งวันสุดท้ายที่ ประดาบ แจ้งว่าถึงเวลาต้องเก็บดาบ และกำลังจะจากไป เพื่อคนที่รัก คืออดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร  ทุกวันที่เข้าไปใน Hi-thaksin ทำให้ผมมีพลัง มีความหวัง ที่จะต่อสู้ตามแนวทางอุดมการณ์ของตัวเอง

          จนกระทั่ง Hi-thaksin ปิดตัวเองลงไป  พลัง และ ความหวังทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้น จึงได้แปรเปลี่ยนเป็นความตั้งใจที่จะสืบทอดเจตนารมณ์ของ ประดาบ และ Hi-thaksin นั่นคือ การต่อสู้เพื่อรักษาประชาธิปไตย และกำจัดเผด็จการที่เป็นศัตรูของระบอบประชาธิปไตย ให้หมดไป

          เรียกได้ว่าการตายจากไปของ Hi-thaksin คือ จุดกำเนิดของ Thai-grassroots ก็ไม่ผิด เพื่อที่จะทำให้เพื่อนคู่คิด มิตรร่วมรบ ได้มารวมตัวกันอีกครั้งหนึ่ง  เพราะเราได้เห็นกับตา ได้ยินกับหู ได้ประจักษ์กับตัวแล้วว่า ระบอบประชาธิปไตย ที่เราช่วยกันสร้างขึ้นมาเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ยังอ่อนแอง่อนแง่นยิ่งนัก ในขณะที่เผด็จการและบริวาร แม้จะพ่ายแพ้ แต่ก็ไม่ได้หยุดยั้ง ไม่ได้เคารพหลักการและระบอบประชาธิปไตย ตามที่ควรจะเป็น กลับไปซ่องสุมรี้พลแล้วยกพวกเข้ามาก่อกวน ก่อการร้ายต่อระบอบประชาธิปไตย อีกครั้งหนึ่ง  ดังที่เห็นกันอยู่ในขณะนี้  ซึ่งผมเห็นว่าเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่จะต้องช่วยกันเป็นเสาค้ำยันระบอบประชาธิปไตย ไม่ให้ถูกทำลายโค่นลงด้วยน้ำมือเผด็จการและบริวาร เช่นที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 อีกแล้ว

          ถึงแม้วันนี้ จะไม่มี ประดาบ แต่ผมเชื่อว่า ประดาบ ไม่ได้ละทิ้งภารกิจ และไม่ได้ห่างไปไกลจากพวกเรา  แต่ด้วยข้อจำกัดบางประการ จึงทำให้ต้องเก็บดาบ ไป  และยังหวังอยู่ลึกๆ ว่าเมื่อพวกเรารวมตัวกันติด จับมือเป็นมิตรร่วมรบกันอีกครั้ง ประดาบ น่าจะย้อนกลับมาช่วยพวกเราอีกแรง  ซึ่งผมไม่เกี่ยงเลยว่าจะมาในชื่อไหน นามใด  ขอเพียงแต่ให้มา ก็จะเป็นอีกเรี่ยวแรงที่สำคัญสำหรับการต่อสู้ครั้งนี้ 

          ผมจำประโยคที่ ประดาบ พูดติดปาก ได้ว่า "กาลอวสานของประดาบ ยังมาถึงไม่ได้ หากเผด็จการยังไม่ถึงกาสอวสาน"  ผมเชื่อ และ คิดว่า ประดาบ ก็ยังเชื่อในคำพูดของตัวเอง ที่พูดไว้กับผู้คนจำนวนมากที่ชื่นชม ศรัทธาการต่อสู้ของ Hi-thaksin ในห้วงเวลา 1 ปีเศษที่ผ่านมา

          ผมไม่อาจเอื้อมหรือคิดไปไกลว่าผมตั้งใจสร้าง Thai-grassroots ขึ้นมาแทนที่ Hi-thaksin เพราะผมไม่มีความสามารถเทียบเท่าทีม Hi-thaksin ทั้งด้านเนื้อหา ข้อมูล และ เทคนิกการสร้างเว็บไซต์  ผมเพียงแต่นับถือ Hi-thaksin เป็นครู และเดินตามรอยเท้าของครู ที่บอกว่าจะไม่ย้อนกลับมาอีกแล้ว   จึงไม่ต้องแปลกใจหากว่าหลายสิ่งหลายอย่างจะละม้ายคล้ายคลึงกับเว็ปไซต์ที่เป็นครูของผม บทความประเดิมเปิดเว็บไซต์ในวันนี้ จึงเรียกว่าบทไหว้ครู  เพื่อให้ทุกคนได้รู้ว่าทำไมจึงมี Thai-grassroots เกิดขึ้น

          Thai-grassroots มีจุดมุ่งหมายที่จะเป็นช่องทางการสื่อสารของชนชั้นรากหญ้า สามัญชน คนธรรมดา ทั้งรากหญ้าทางการเมือง  รากหญ้าทางสังคม  รากหญ้าทางความคิด รากหญ้าทางเศรษฐกิจรากหญ้าทางวัฒนธรรม  ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีจำนวนมากที่สุด แต่มีพลังน้อยที่สุด เนื่องจากมีเครื่องไม้เครื่องมือสื่อสาร ที่จะเป็นกระบอกเสียงน้อยที่สุด  เสียงของรากหญ้าจึงไม่ดังกึกก้องไปทั่วแผ่นดิน ทั้งๆ ที่แผดเสียงออกไปเต็มกำลังแล้วก็ตาม  เพราะไม่มีโทรทัศน์ วิทยุ มาช่วยขยายเสียง ไม่มีหนังสือพิมพ์มาช่วยขยายความคิด  เหมือนกับพวกพันธมิตรประชาชนล้มล้างประชาธิปไตยที่กำลังเผาบ้านเผาเมืองให้วอดวายอยู่ในขณะนี้  และกลุ่มนักธุรกิจสื่อ ที่กำลังปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง โดยไม่สนใจความทุกข์ร้อนของประชาชน

          Thai-grassroots ตั้งใจอย่างยิ่งที่จะเป็นกระบอกเสียงของชนชั้นรากหญ้าของสังคมไทย เพื่อที่จะไม่มีใครมาแอบอ้างชนชั้นรากหญ้า ไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มก้อนตัวเอง ด้วยวลีเก่าๆ ที่ว่า "ประชาชนคนทั้งประเทศ"  เห็นตรงกันว่า  คิดเหมือนกันว่า  มีมติร่วมกันว่า  ในขณะที่ต้องการหาสมัครพรรคพวกในเชิงปริมาณ เพื่อดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง  แต่ครั้นได้สิ่งที่ต้องการแล้ว  ก็จะถีบหัวส่ง พร้อมกับดูถูกดูแคลนชนชั้นรากหญ้า เป็นคนไม่มีคุณภาพ เป็นภาระของบ้านเมือง

          Thai-grassroots ไม่ต้องการให้ใครมาดูถูกคนรากหญ้า ว่าเป็นคนชั้นต่ำ ไม่มีความรู้ ไม่มีการศึกษา  ด้อยสติปัญญา เป็นคะแนนเสียงที่ไม่มีคุณภาพ เป็นพวกไม่มีราคาในทางการเมือง เป็นพวกขายสิทธิ ขายเสียง   เพราะโดยความเป็นจริงแล้ว คนรากหญ้า มีความรู้  มีความคิด  มีสติปัญญา  มีหัวใจที่ดีงาม  มีเจตนาที่ดี  มีอุดมการณ์ความห่วงใยชาติแผ่นดินที่น่ายกย่อง  จะด้อยกว่าก็เพียงวุฒิการศึกษา เพราะมีโอกาสน้อยกว่า แต่ไม่ได้หมายความคนรากหญ้ามีความรู้ มีสติปัญญาด้อยกว่าคนชั้นกลาง ที่มักจะยกตนข่มท่านอยู่เสมอ

          ประเด็นสำคัญที่ Thai-grassroots ต้องการนำเสนอเป็นที่สุดในขณะนี้ ในวันที่สังคมไทยกำลังขัดแย้งกันอย่างหนัก และแย่งชิงอำนาจปกครองประเทศกันอย่างเป็นเอาตาย ซึ่งกำลังทำให้สังคมไทยแตกสลาย  แผ่นดินไทยใกล้แยกเป็นเสี่ยง  จนไม่มั่นใจว่าจะหลีกเลี่ยงได้  แต่กระนั้นก็ยังไม่อันตรายเท่ากับการที่มีความพยายามใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ มาเป็นเงื่อนไขปลุกระดมประชา ชนให้แตกแยก ด้วยคำแอบอ้างที่ว่าฝ่ายตนจงรักภักดีมากกว่า อีกฝ่ายหนึ่งไม่จงรักภักดี ทั้งยังเลยเถิดไปว่าฝ่ายตรงข้ามคิดทำลายล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ยังนำมากล่าวหากัน โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะมัวแต่ห่วงใยผลประโยชน์ของตนเอง

          Thai-grassroots นำเสนอหน้าแรกของเว็ปไซต์ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยพระบรมราโชวาทตอนหนึ่งว่า "ที่ของข้าพเจ้าในโลกนี้ คือการที่ได้อยู่ท่ามกลางประชาชนของข้าพเจ้า นั่นคือ คนไทยทั้งปวง" ซึ่งเป็นพระราชดำรัสที่ประจักษ์ชัดว่า ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่ประชาชนคนไทยทุกคน  ไม่แยกฝ่ายหนึ่ง ไม่แยกฝ่ายใด  ไม่แยกใคร  ไม่แยกข้าง และแสดงให้ประจักษ์ว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์ของคนไทยทุกคน  มิใช่พระมหากษัตริย์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง  จึงไม่บังควรอย่างยิ่งที่จะมีการนำพระองค์ท่าน และสถาบันพระมหากษัตริย์ ไปแอบอ้างเพื่อแบ่งแยก ปลุกระดมประชาชนคนไทยให้เกลียดชังกันเอง ซึ่งขัดพระราชประสงค์ที่ทรงต้องการเห็น คนไทยรู้รักสามัคคี

          ข้อเรียกร้องข้อที่หนึ่งของ Thai-grassroots ในวันแรกของการเปิดเว็บไซต์ ก็คือ ขอร้องคนไทยทุกคน ได้โปรดหยุดแอบอ้าง และหยุดใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือทำลายล้างคนไทยด้วยกันเอง ทำลายความสามัคคีของคนไทย สร้างความแตกแยกให้แก่แผ่นดิน เพราะผมเชื่อว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศไทย และ คนไทย ในขณะนี้ เป็นสถานการณ์ที่กระทบต่อพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และทุกพระองค์ เป็นแน่แท้ จึงขอเรียกร้องให้ทุกคนหยุดแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อประโยชน์ของตนเองได้แล้ว

          ผมใช้ชื่อบทความเปิดตัว Thai-grassroots ในวันนี้ ว่า "บทไหว้ครู จากใจผู้สืบทอด" เป็นการบ่งบอกชัดเจนว่าผมตั้งใจที่จะสืบทอดเจตนารมณ์ของ Hi-thaksin  และ ประดาบ เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์  กำจัดเผด็จการ  รักษาการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้คงอยู่คู่กับคนไทยตลอดไป

          ขอทุกท่านได้โปรดรับการคารวะจากผู้สืบทอด 
          ขอทุกท่านได้โปรดชี้แนะเพื่อปรับปรุงให้เกิดสิ่งที่ดีงาม และพละกำลังในการต่อสู้  ด้วยเถิด

 
                                                                                                                                                   ฟ้าฟื้น   


( http://www.thai-grassroots.com/index.php?pid=1ga85g132adbe&id=184 )
11  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / แถลงการณ์ ตร. ชี้ ม็อบพันธมิตรฯ ตุนอาวุธ ผิดกฎหมาย เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 18:48:04
พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ได้ออกแถลงการณ์ภายหลังการประชุมเตรียมความพร้อมรับมือการชุมนุมของเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สรุปว่า

สถานการณ์การชุมนุมในปัจจุบัน หลังจากกลุ่มผู้ชุมนุมได้เคลื่อนกำลังจากบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อถูกสกัดกั้น จึงใช้พื้นที่บริเวณถนนราชดำเนินก่อสร้างเวที รวมทั้งการก่อสร้างเต้นท์ ที่พัก ตั้งแผงเหล็ก กั้นลวดสลิง เป็นการปิดกั้นการจราจรโดยเด็ดขาด ทำให้ประชาชนทั่วไป ไม่สามารถใช้เส้นทางในการสัญจรผ่านบริเวณดังกล่าวได้ ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนทั่วไป และกระทบกระเทือนต่อประโยชน์สาธารณะ

นอกจากนั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมาได้มีความพยายามลักลอบนำเอาอุปกรณ์ที่สามารถใช้เป็นอาวุธได้ เช่นคันธง ไม้หน้าสาม ท่อนเหล็ก ไม้ตีเบสบอล และหนังสติ๊ก เข้าไปในบริเวณที่ชุมนุม มีการฝึกผู้ควบคุมกลุ่มผู้ชุมนุม ให้สามารถใช้อุปกรณ์ดังกล่าวแทนอาวุธได้ ซึ่งการชุมนุมดังกล่าว นอกจากจะเป็นการชุมนุมที่ส่อเจตนาว่า อาจก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ซึ่งเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมเลยขอบเขตที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ จนเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น อันถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งยังเป็นการชุมนุมที่ขัดต่อหลักพื้นฐานตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ม.63 ซึ่งต้องชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ

ตลอดระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 25-31 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้แนวทางในการรักษาความปลอดภัย อำนวยความสะดวกในการชุมนุมและอำนวยการจราจร โดยยึดมั่นการให้บริการแก่กลุ่มผู้ชุมนุมตามรัฐธรรมนูญอย่างเต็มความสามารถ โดยใช้การประสานงานกับแกนนำผู้ชุมนุมอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังได้นำเสนอความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องสัญจรไปมาบริเวณถนนราชดำเนิน ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเปลี่ยนเส้นทาง ต่อรถหลายทอด ประชาชนไม่สามารถพักผ่อนได้ เพราะการมีการใช้เครื่องขยายเสียง

แต่ปัจจุบันยังไม่มีแนวโน้มที่กลุ่มผู้ชุมนุมจะยกเลิกการชุมนุมที่สร้างความเดือดร้อยในกับประชาชน จนยากที่รัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะตอบข้อร้องเรียนแก่ประชนชนที่ได้รับความเดือดร้อน

'ตร.ตระหนักถึงวัตถุประสงค์ในการชุมนุม แต่เมื่อการชุมนุมมีแนวโน้มที่ใช้อาวุธ และละเมิดสิทธิต่อประชาชนทั่วไป เป็นการขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ จึงพิจารณาแล้วเห็นว่าหากกลุ่มผู้ชุมนุมต้องการชุมนุมต่อไป ก็สามารถทำได้ในที่ที่เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องใช้ความเดือดร้อนของประชาชนเป็นเครื่องมือต่อรอง ถึงเวลาที่เหมาะสมควรแล้วที่จะต้องเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่เหมาะสม ตร.จะอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายตามที่นายกรัฐมนตรีได้ร้องขอผู้ชุมนุม โดยเตรียมอุปกรณ์เครื่องมือ กำลังพล ยานพาหนะ สนับสนุนการขนย้าย' แถลงการณ์ระบุ

การชุมนุมในวันนี้ ทราบว่า จะมีผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ตำรวจขอร้องให้งดการเคลื่อนไหว เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพการควบคุมผู้ชุมนุมของตำรวจลดลง และยังเป็นช่องทางให้กลุ่มบุคคลที่สามฉวยโอกาสสร้างความวุ่นวายได้ หากมีการฝ่าฝืน ตำรวจจะดำเนินการสกัดกั้นตามมาตรการ การควบคุมฝูงชนเป็นลำดับไป

ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ระดมกำลังอย่างเต็มที่ ในการรักษาความสงบ เพื่อดำเนินการให้มีการปฏิบัติและบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายอย่าง ถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม เพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่ต้องใช้ที่สาธารณะ ขอเรียนว่าการดำเนินการใดๆ ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ใช่การกระทำเพื่อปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุม แต่เป็นการดำเนินการตามกฎหมายเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง และรักษาสิทธิเสรีภาพของประชาชนทุกคน


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=33772&catid=
12  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / สงสัย! พันธมิตร อ้างสงครามศักดิ์สิทธิ์ โยงสันติอโศก ขัดแย้งพุทธศาสนา? เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 18:35:57
     ฉะ! พันธมิตรฯ อ้างทำสงครามศักดิ์สิทธิ์เป็นเรื่องน่าเกลียด เอาความขัดแย้งทางศาสนาในอดีตมาพูดถึง ตั้งข้อสงสัยหรือจะเกี่ยวกับแนวคิดสันติอโศก

       นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ในฐานะคนเดือนตุลาฯ กล่าวถึงความพยายามอ้างสงครามศักดิ์สิทธิ์ เพื่อปลุกระดมประชาชน ของนายสนธิ  ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ว่าการอ้างเช่นนี้เป็นเรื่องที่น่าเกลียดมาก เพราะสงครามศักดิ์สิทธิ์ คือการต่อสู้ระหว่างมุสลิมกับศาสนาคริสต์ ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน
 
      การที่หยิบประเด็นนี้มาอ้าง เป็นเพราะ พล.ต.จำลอง  ศรีเมือง นำคนจากสันติอโศกมาร่วมต่อสู้และต้องการปลุกระดมในเชิงความขัดแย้งทางศาสนาอย่างนั้นหรือเปล่า แสดงว่าสันติอโศกกำลังทำสงครามกับศาสนาพุทธ อย่างนั้นหรือไม่ เพราะการพูดเช่นนี้อาจทำให้เรื่องราวบานปลายใหญ่โต และกลายเป็นเรื่องที่ขายตัวออกไปเรื่อยๆ ไม่ใช่เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญอีกต่อไปแล้ว
 
     พร้อมกล่าวด้วยว่าขณะนี้มีการต้งสภาสนามหลวงต่อต้านเผด็จการ ขอยืนยันว่าต่อให้มีการปฏิวัติ มีการนำรถถังออกมาวิ่ง ก็จะไม่หนีไปไกน จะจับก็จับ จะยิงก็ตามสลายเลย


http://www.prachatouch.com/content.php?id=5388
13  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / รองโฆษก สตช.ย้ำ ไม่ใช้ความรุนแรง แม้ถูกขัดขืน เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 18:25:49
พล.ต.ต. สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) กล่าวถึงการประชุมเตรียมความพร้อมรับมือการชุมนุมของเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า พยายามที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ของรัฐบาลและกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่ง รักษาการ ผบ.ตร.ให้นโยบายว่าตำรวจจะต้องมีความอดทนในการที่จะดำเนินการแม้จะมีการเพิ่มกำลังรักษาความปลอดภัยในวันนี้เพิ่มอีกครึ่งเท่าของกำลังพลเมื่อวาน แต่ก็จะไม่ใช้การปราบปราม เป็นการอำนวยความสะดวกช่วยเหลือกัน

ถ้ามีอะไรขัดแย้งกันก็ต้องพยายามใช้ความนุ่มนวลอ่อนโยนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเมื่อตรวจสอบคำพูดนายกรัฐมนตรีแล้วสื่อมวลชนมีการใช้ถ้อยคำว่าปราบปราม แต่เรื่องนี้ไม่ใช่อาชญากรรม เป็นชุมนุมทางการเมืองที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันไป และอาจจะมีการทำอะไรที่ก้าวล่วงสิทธิผู้อื่นไปบ้าง ก็ต้องใช้การแก้ไขด้วยวิถีทางการเมือง ใช้การเจรจาพูดคุยกันเป็นหลัก

ถ้ามีอะไรที่ต้องใช้ความเด็ดขาดในการดำเนินการก็จะต้องปฏิบัติด้วยความละมุนละม่อมไม่ใช้การแตกหัก บ้านเมืองเราได้รับความเสียหายจากการใช้กำลัง นำไปสู่ความแตกหัก บ้านเมืองเสียหายมามากแล้ว

'ตำรวจมีวิธีที่จะดำเนินการตามขั้นตอนในการควบคุมฝูงชน การดำเนินการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรง แม้มีการขัดขืนก็ไม่ต้องใช้ความรุนแรง มีวิธีที่เหมาะสมทั้งวิธีการเจรจา ผมไม่อยากใช้คำว่าปราบปรามเพราะเป็นเรื่องความคิดเห็นทางการเมือง ถ้ามีการกระทบกระทั่งกันบ้างก็ไม่ใช่เรื่องของการแตกหักให้บรรลัยไปข้างหนึ่ง  แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้กำลังก็ต้องใช้ แต่ไม่ใช่การปราบปราม ตอนนี้ยังประเมินไม่ได้ว่าจะอะไรจะเกิดขึ้น หากไม่อยู่ในสถานการณ์ที่จำเป็นหรือหลีกเลี่ยงได้ก็จะไม่ใช้กำลัง” รองโฆษก ตร.กล่าว

และว่าวันนี้ตำรวจจะไปแจ้งพันธมิตรว่าขณะนี้ได้มีประกาศเจ้าพนักงานจราจรแล้ว ดังนั้นผู้ชุมนุมต้องเคลื่อนย้ายสถานที่ชุมนุม โดยอาจย้ายไปที่สวนลุมพินี ลานคนเมือง สวนจตุจักร หรือสนามหลวง ซึ่งจะไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน'


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=33771&catid=
14  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / รถน้ำ เร่งสูบน้ำจากคลอง คาดใช้สลายการชุมนุม เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 17:50:42
ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้าการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า ได้มีการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประกอบด้วยตำรวจพลร่มจากค่ายนเรศวร อ. หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 1 กองร้อย และหน่วยปฏิบัติการพิเศษ 191 จำนวน 2 กองร้อย พร้อมอุปกรณ์ปราบการจราจลครบชุด

นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจต่าง ๆ มาร่วมสมทบบริเวณโดยรอบการชุมนุม จำนวนกว่า 2,000 นาย

นอกจากนี้ยังเตรียมรถดับเพลิงจากหน่วยบรรเทาสาธารณภัยมาจอดรอไว้บริเวณเชิงสะพานมัฆวานฯ ด้านข้างทำเนียบรัฐบาลอีกจำนวน 5 คัน อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่ารถน้ำจากการประปาส่วนภูมิภาคได้สูบน้ำจากคลองจำนวน 20 คัน เพื่อเตรียมสลายการชุมนุมครั้งนี้


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=33765&catid=
15  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ตำรวจเตรียมใช้ พรบ.จราจร จัดการให้เคลื่อนย้ายสิ่งของ ออกจากถนนราชดำเนิน เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 17:42:19
เมื่อเวลา 16.00น. แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทั้ง 5 คนขึ้นเวทีปราศรัยอ่านแถลงการณ์จุดยืนการชุมนุมโดยอ้างสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจราจลตรึงกำลังบริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์

นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ หนึ่งในแกนนำพันมิตรฯ กล่าวว่า แกนนำพันธมิตรฯทั้ง 5 คนพร้อมที่จะให้เจ้าหน้าที่เข้ามาจับกุม และได้แต่งตั้ง 6 แกนนำเพื่อสานต่อภารกิจ

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจราจลตรึงกำลังบรรยากาศบริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์จำนวน 8 คันรถบัส พร้อมด้วยรถขนผู้ต้องหา 3 คัน และยังมีพลร่มพระนเรศวรจากตำรวจตระเวนชายแดน จำนวน 1 กองร้อยตั้งแถวเตรียมพร้อมปฏิบัติหน้าที่

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดคลี่คลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะประกาศให้กลุ่มผู้ชุมนุมขนย้ายสิ่งของที่กีดขวางการจราจรออกจากพื้นผิวถนนราชดำเนิน ทั้งแผงเหล็ก เวทีปราศรัย และเต้นท์ ในเวลาประมาณ 17.00 น.วันนี้ โดยอาศัยอำนาจ พ.ร.บ.การจราจร ขณะนี้เจ้าหน้าได้พยายามเจรจาทางโทรศัพท์กับแกนนำผู้ชุมนุมด้วย

เจ้าหน้าที่ตำรวจ ระบุว่า วัตถุประสงค์ของตำรวจกำหนดเป้าหมายให้ผู้ชุมนุมย้ายออกจากพื้นที่บริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ โดยจะไม่ใช้กำลังเข้าปราบปรามหรือโต้ตอบกลุ่มผู้ชุมนุม

ขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯ ยังคงปราศรัยกับผู้ชุมนุมเพื่อให้เตรียมพร้อมรับมือการสลายการชุมนุม


http://www.posttoday.com/breakingnews.php?sec=breaking&id=241330
16  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / นับนาทีถอยหลัง ตร.ประจันหน้าม็อบ เคลียร์พื้นที่ตามสั่ง เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 17:16:10
เวลา 16.00 น. ได้มีการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประกอบด้วย ตำรวจพลร่มจากค่ายนเรศวร อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 1 กองร้อยและหน่วยปฏิบัติการพิเศษ 191 จำนวน 2 กองร้อย พร้อมอุปกรณ์ปราบการจราจลครบชุด นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจต่างๆ มาร่วมสมทบบริเวณโดยรอบการชุมนุมจำนวนกว่า 2,000 นาย นอกจากนี้ ยังเตรียมรถดับเพลิงจากหน่วยบรรเทาสาธารณภัยมาจอดรอไว้บริเวณเชิงสะพานมัฆวานฯ ด้านข้างทำเนียบรัฐบาลจำนวน 5 คัน

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำหน่วยปราบปรามจราจลมาเตรียมพร้อม ขณะเดียวกันฝ่ายพันธมิตรฯ ได้นำหน่วยรักษาความปลอดภัยไปยืนเป็นแนวกั้นอยู่ด้านหลังเวที พร้อมถือธงชาติและโล่ไม้อัดยืนประจัญหน้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้สวม หมวกกันน็อค พร้อมถือโล่ และกระบองเตรียมพร้อมเต็มที่

ข่าวจาก : มติชน
17  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ตร.ใช้ไม้นวมเจรจาพันธมิตร ให้ย้ายสถานที่ชุมนุม เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 16:45:31
พล.ต.ท.จงรัก จุฑานนท์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าววันนี้ (31 พ.ค.) ถึงการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะยังไม่ใช่กำลังในการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ แต่จะใช้วิธีการเจรจาอย่างสันติ โดยเสนอให้เคลื่อนย้ายการชุมนุมไปยังพื้นที่ที่เหมาะสม และไม่กีดขวางการจราจร

"ตำรวจจะยังไม่มีความจำเป็นถึงขั้นต้องใช้ พ.ร.บ.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ดำเนินการกับกลุ่มผู้ชุมนุม แต่อาจใช้ พ.ร.บ.การจราจร เพื่อบังคับใช้ในการเคลื่อนย้ายสิ่งกีดขวางเส้นทางจราจรให้พ้นไป" ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน  เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบจากสถานีตำรวจนครบาล 8 แห่ง ในพื้นที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 4 เสริมกำลังรักษาความปลอดภัย บ้านพักนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่หมู่บ้านโอฬาร 2 ซอยนวมินทร์ 81 นำแผงเหล็กมากั้นขวางไว้  โดย พ.ต.อ.มันทาร อภัยวงศ์ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 4 กล่าวว่า เบื้องต้นยังไม่มีรายงานกลุ่มผู้ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เคลื่อนไหวบริเวณหน้าบ้านพักของนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม ต้องมีการรักษาความปลอดภัยไว้ก่อน ถือเป็นการดำเนินการป้องกันตามปกติ

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อถึงความเคลื่อนไหวของนายกรัฐมนตรี ว่า นายกรัฐมนตรี ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ ชี้แจงข้อกล่าวหาของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในการชุมนุมเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล ในรายการสดทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (เอ็นบีที) แล้ว นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปจังหวัดสุพรรณบุรี โดยไม่ได้อยู่ที่บ้านพักหลังดังกล่าว


http://www.thairath.co.th/online.php?section=newsthairathonline&content=91827
18  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / สมาพันธ์ ปชต. จี้พันธมิตรฯ หยุดเคลื่อนไหวป่วนเมือง เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 16:42:19
    “สมาพันธ์” ออกแถลงการณ์จี้พันธมิตรฯ หยุดการเคลื่อนไหว ยั่วยุประชาชน หวังให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงอีกครั้งในบ้านเมือง ระบุส่อผิด ม.63,68 และ 113 โทษถึงประหาร

       บ่ายวันนี้ สมาพันธ์ประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้พันธมิตรฯ เคารพรัฐธรรมนูญ 2550 และหยุดสร้างเงื่อนไขให้เกิดรัฐประหาร โดยระบุว่า ในเมื่อพันธมิตรฯ ยืนยันมีท่าทีเห็นด้วยกับ รธน. 50 อย่างเต็มเปี่ยม จึงต้องเคารพและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะมาตรา 63,68 และ 113
 
       มาตรา 63 ในรัฐธรรมนูญ2550 ได้รับรองเสรีภาพในการชุนนุมไว้ แต่ต้องเป็นการชุนนุม โดยปราศจากอาวุธ การที่พันธมิตรฯไปบังคับเอาไม้เบสบอลจำนวนมากคืนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ไม่ต้องการให้มีสิ่งที่เป็นอาวุธในที่ชุมนุม แสดงให้เห็นชัดเจนว่า พันธมิตรฯมีเจตนาที่นำมาไว้ใช้เป็นอาวุธ เป็นการขัดกับรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง และยิ่งมีการทำร้ายคนเมาสุราในที่ชุนนุมอย่างรุนแรง  รวมทั้งการประกาศกร้าวว่า จะทำร้ายผู้ที่มาต่อต้านให้ถึงขั้นเข้าไอซียู (หอบริบาลผู้ป่วยอาการสาหัส) ด้วยแล้ว ยิ่งแสดงชัดเจนว่า การชุมนุมของพันธมิตรฯ ไม่ได้การรับรองจากรัฐธรรมนูญแม้แต่น้อย
 
     มาตรา 68 ในรัฐธรรมนูญ2550 ได้ระบุชัดเจนว่า บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ “เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้........มิได้ ดังนั้นการที่พันธมิตรฯ ประกาศโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญนี้ เท่ากับพันธมิตรฯ ได้กระทำการ อันขัดต่อมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญนี้แล้ว

     และย่อมเข้าข่ายมีความผิดตามมาตรา 113 ของประมวลกฎหมายอาญาที่กล่าวไว้ว่า “ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ยว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อ (1)........................(2) ล้มล้างอำนาจ........อำนาจบริหาร หรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้.(3)..................................ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต
 
     นอกจากนี้ จุดมุ่งหมายที่พันธมิตรฯ ชุมนุมเดินขบวน ก็เพื่อ “ต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และยื่นถอดถอน สส.สว.ที่เข้าชื่อ ยื่นญัตติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ”  ในขณะนี้ ญัตติของ สส.สว.ดังกล่าวได้ตกไปแล้ว เพราะจำนวนผู้เข้าชื่อยื่นญัตติมีไม่ถึง 126 เสียง เป้าหมายของพันธมิตรฯจึงบรรลุแล้ว

      การยกระดับไปเป็นการ “ขับไล่รัฐบาลโดยข้อกล่าวหาร้ายแรง และเป็นเท็จที่ว่า มีขบวนการสร้างระบอบสาธารณรัฐขึ้นในประเทศไทย ล้มล้างสถาบันกษัตริย์ เพื่อเปลี่ยนให้เป็นประธานาธิบดี” ที่ไม่มีหลักฐานและเหตุผลเพียงพอ  นั้น มีจุดมุ่งหมายเพียงเพื่อสร้างความวุ่นวายยุ่งเหยิง ให้เกิดขึ้นกับประเทศชาติบ้านเมืองอันอาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดการยึดอำนาจรัฐประหารขึ้น ซ้ำรอยกับเหตุการณ์สองปีที่แล้วเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

     จึงเป็นสิ่งที่เปิดเผยให้เห็นธาตุแท้ของพันธมิตรฯ ที่มุ่งสร้างเงื่อนไขให้เกิดการรัฐประหาร ยึดอำนาจ เป็นการทำลายล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่เลวร้ายที่สุด สร้างความพินาศวอดวายให้กับประเทศที่ยับเยินอยู่แล้วใ ห้หนักหน่วงยิ่งขึ้น
 
     พันธมิตรฯ หยุดการเคลื่อนไหวทุกอย่างได้แล้ว ท่านหมดความชอบธรรมในการเคลื่อนไหวแล้ว


http://www.prachatouch.com/content.php?id=5386
19  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ตร.ปราบจราจรตรึงกำลังหน้าศธ. พร้อมสลายม็อบ เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 16:30:51
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจราจลกว่า 200 นาย พร้อมอาวุธครบมือ ยืนปักหลักอยู่หน้ากระทรวงศึกษาธิการ อีกฟากของสะพานมัฆวาน ซึ่งเป็นสถานที่ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนประชาธิปไตย โดยเตรียมพร้อมในการสลายการชุมนุมม็อบดังกล่าว ขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯ ได้ระดมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตรึงกำลังป้องกันการบุกเข้าสลายการชุมนุมรอบพื้นที่ชุมนุมเช่นกัน

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=33758&catid=
20  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ตร.ประชุมเครียด คาด เตรียมเอาผิด 5 แกนนำพันธมิตรฯ เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 16:28:51
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ห้องปารุสกวัน 3 บช.น. พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รรท.ผบ.ตร.) เดินทางมาประชุมเมินเมินสถานการณ์การชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เปลี่ยนวัตถุประสงค์จากการต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นขับไล่รัฐบาล รวมทั้งเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สั่งการให้ตำรวจดำเนินการตามกฎหมายกับแกนนำทั้ง 5 คนผ่านสถานีโทรทัศน์ช่อง NBT

รรท.ผบ.ตร. กล่าวตอบคำถามสื่อมวลชนที่ถามว่า ได้รับคำสั่งโดยตรงจากนายกฯ หรือไม่ พล.ต.อ.พัชรวาท ตอบว่า ยัง ยังไม่มี และกล่าวอีกครั้งว่า ยังประชุมไม่เสร็จเลย ขออนุญาตประชุมก่อน จากนั้นเข้าประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับผิดชอบการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ประกอบด้วย พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น. พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ผบก.น.1  โดยใช้เวลานานประมาณ 1 ช.ม. ก่อนจะย้ายไปประชุมสั่งการเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับปฏิบัติยังห้องประชุมปารุสกวัน 1 ที่มี รอง ผบช.น. ผบก.น.1-9 จร. อก. ตปพ. พร้อมด้วยตัวแทนหน่วยข้างเคียงและกำลังหน่วยสนับสนุนทั้ง บช.ตชด. บช.ก. บช.ภ.1 , 2 , 7  บช.ส. เพื่อประชุมกำชับสั่งการแนวทางการปฏิบัติในการดำเนินการเคลื่อนย้ายกลุ่มผู้ชุมนุม ตามที่  พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง  รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ให้สัมภาษณ์สื่อทีวีหลายช่องตั้งแต่ช่วงเที่ยงๆ วันนี้ว่า เป็นการ'ช่วยรื้อถอน'ออกจากพื้นผิดการจราจร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นที่น่าสังเกตุว่าการประชุมดังกล่าว มี พล.ต.ท.จงรัก ซึ่งมีความเชียวชาญด้านกฎหมายเข้าร่วมประชุมด้วย เชื่อว่าน่าจะมีการพิจารณาข้อหาที่จะดำเนินคดีกับ 5 แกนนำ


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=33755&catid=
21  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ผ.บชน.สั่งกำลังพลเตรียมพร้อม – คุมเข้ม จยย.ป่วน เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 15:59:09
      “อัศวิน ขวัญเมือง” สั่งการเจ้าหน้าที่ตำรวจทุก สน. เตรียมตัว พร้อมรับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาทันที เพื่อสกัดและป้องกันการรวมตัวก่อความวุ่นวาย
 
       พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุก สน.เตรียมกำลังพลให้พร้อมปฏิบัติงานในพื้นที่ตัวเองอย่างเต็มที่ พร้อมกับเตรียมรับการประสานงานจากผู้บังคับบัญชาตลอดเวลาเพื่อนำกำลังพลเข้าสนับสนุนในจุดต่างๆ ได้ทันที  ในกรณีมีคำสั่งรวมพลของผู้บังคับบัญชาระดับสูง
 
       ทั้งนี้ ยังให้เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ กลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณท้องสนามหลวง และจุดต่างๆ ในพื้นที่รับผิดชอบอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา เพื่อป้องกันการรวมตัวเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งให้ตั้งด่านตรวจยึดรถจักรยานยนต์ต้องสงสัย ที่มุ่งหน้าสะพานมัฆวานรังสรรค์ ด้วย


http://www.prachatouch.com/content.php?id=5384
22  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ตรึงกำลังเข้มบ้านนายกฯ หลังม็อบถ่อยขู่บุก เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 15:58:03
   เพิ่มกำลังตำรวจคุมเข้มบ้าน “สมัคร” หลังม็อบถ่อยขู่นำกำลังบุก แถมใช้วิชามารแจกเบอร์บ้านนายกฯ กลางเวทีชุมนุม ทำเอาโทรศัพท์ดังไม่หยุดหย่อน

     ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่บ้านพักนายสมัคร หมู่บ้านโอฬาร 2 ถนนนวมินทร์ 81 ได้มีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ ดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด หลังจากที่ พล.ต.จำลอง  ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ประกาศจะนำม็อบบุกบ้านนายสมัคร
       
      พ.ต.อ.(พิเศษ)มันทาร อภัยวงศ์ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 4 เปิดเผยว่า ได้มีการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ จาก 8 ส.น. พร้อมเหล็กกั้น  คือ หัวหมาก , ลาดพร้าว , วังทองหลาง, โชคชัย , บึงกุ่ม , บางชัน , ประเวศ  และ อุดมสุข เป็นตำรวจในเครื่องแบบจำนวน 50 นาย และ นอกเครื่องแบบอีก จำนวนหนึ่งโดยถือว่าเป็นการดูแลความเรียบร้อยตามปกติ และยังไม่มีคำสั่งจากหน่วยเหนือให้ดูแลอะไรเป็นพิเศษ ซึ่งหากม็อบพันธมิตรฯ มากจริงก็จะสามารถดูแลได้
 
   อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการตั้งด่านสกัดการเดินทางของม็อบที่จะมาบ้านนายกฯ และนายกฯ ก็ไม่ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษ
 
      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่เวทีพันธมิตรฯ ประกาศให้เบอร์โทรศัพท์ ที่บ้านนายสมัคร ปรากฎว่า เสียงโทรศัพท์ ดังไม่ขาดสาย โดยคนใกล้ชิดนายสมัคร ได้โทรศัพท์มาสอบถามแม่บ้านถึงความเคลื่อนไหวดังกล่าวด้วย


http://www.prachatouch.com/content.php?id=5385
23  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / เจ้าหน้าที่ตำรวจ สแตนบาย พร้อมสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ วันนี้ เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 15:57:00
      ตำรวจกองกำลังควบคุมฝูงชน เตรียมตัวพร้อมลงมือปฏิบัติการสลายม็อบทันทีที่ได้รับคำสั่ง เผยนายกรัฐมนตรี เน้นให้มีการเจรจาด้วยสันติวิธีก่อน

     ท่ามกลางกระแสข่าวสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ มีรายงานว่ากองกำลังควบคมฝูงชนจากฉะเชิงเทรา 150 นายถึง กทม.แล้ว รอเพียงคำสั่งปฏิบัติการสลายการชุมนุมร่วมกับกำลังหนุน ตชด.และตำรวจภูธรภาค 1,2 และ 7 เท่านั้น
     ทั้งนี้ มีรายงานข่าวอ้างว่า นครบาล และกองกำลังตำรวจทั้งจากหน่วย ตชด. 3 กองร้อยได้เดินทางมาถึงตั้งแต่วานนี้ และมีการวางแผนเตรียมความพร้อมเป็นที่เรียบร้อย โดยนายกรัฐมนตรี เน้นให้มีการเจรจาก้อน หากไม่สำเร็จจึงจะใช้วิธีการอื่นต่อไป

     รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า กองกำลังควบคุมฝูงชนจากฉะเชิงเทรา มี พ.ต.อ.พรพจน์ สมิตตินันทร์ รอง ผบก.ภ.จว.ฉะเชิงเทรา เป็นหัวหน้าชุดในการควบคุมการปฏิบัติ ซึ่งมีกำลังพลเจ้าหน้าที่ตำรวจจากทุกสถานี ภายใต้สังกัดตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทรา รวม 18 ท้องที่


http://www.prachatouch.com/content.php?id=5382
24  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / 'พัชรวาท-วิเชียร-อัศวิน'ถกเครียด สั่งตร.ตรึง24ชม .ลือสลาย 6 โมงเย็น เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 15:51:59
รักษาการผบ.ตร.เรียกประเมินสถานการณ์ด่วน 2,000นายประจำการทุกจุด ลือ18.00.น.เข้าสลายผู้ชุมนุม "อัศวิน"สั่งทุกสน.พร้อมรวมพล 24ช.ม.เฝ้าระวังเหตุจับจยย.ต้องสงสัย

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) เวลา 14.00 น. พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รักษาการ ผบ.ตร. พร้อมด้วยพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำหน้าที่ รองผบ.ตร.ฝ่ายความมั่นคง เรียกประชุมประเมินสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ร่วมกับพล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น. รวมทั้ง รอง ผบช.น. หลังจากนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศผ่านโทรทัศน์ช่องNBT และข่ายช่อง 9 ว่าจะให้กลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนย้ายจุดชุมนุม เนื่องจากประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือนร้อน

ก่อนเข้าประชุม ผู้สื่อข่าวพยายามซักถาม พล.ต.อ.พัชรวาท ว่าได้รับคำสั่งจากนายสมัคร ให้สลายการชุมนุมแล้วหรือไม่ ซึ่ง พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า "ยังไม่ได้รับคำสั่ง" ก่อนจะเดินเข้าห้องประชุมทันที

ทั้งนี้ วาระการประชุมปกติ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รองผบ.ตร. จะเป็นประธานการประชุมเพื่อการวางมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย แต่ในการประชุมครั้งนี้พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รรท.ผบ.ตร. เดินทางมาเป็นประธานการประชุมด้วยตนเองคาดว่าอาจจะเป็นการประชุมเพื่อซักซ้อมวางแผน เพื่อเตรียมขั้นตอนในการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 

โดยมีรายงานว่าได้มีการจัดวางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากประมาณ 2,000 นาย ประจำตามจุดยุทธศาสตร์สำคัญรอบกลุ่มผู้ชุมนุมโดยทุกจุดมีนายตำรวจระดับ รอง ผบก.ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้รับผิดชอบ โดย ผบช.น. จะเป็น ผบ.เหตุการณ์ และมีรอง ผบช.น.เป็น รอง ผบ.และเหตุการณ์ ควบคุมกำลัง ปราบปรามจลาจลเพื่อในแต่ละจุด ในเวลา 16.00น. โดยคาดว่าอาจมีการใช้กำลังเข้าสลายกลุ่มผู้ชุมนุมในช่วงเวลาประมาณ 18.00-20.00น.

ขณะที่ รายงานข่าวอีกกระแสหนึ่ง ระบุว่ามีคำสั่งจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล(บชน.) โดย พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกสถานี เตรียมกำลังพลให้พร้อมปฏิบัติงานในพื้นที่ตัวเองอย่างเต็มที่ พร้อมกับ เตรียมรับการประสานงานจากผู้บังคับบัญชาตลอดเวลาเพื่อนำกำลังพลเข้าสนับสนุนในจุดต่างๆ ได้ทันที ในกรณีมีคำสั่งรวมพลของผู้บังคับบัญชาระดับสูง 

ทั้งนี้ ยังให้เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ สะพานมัฆวานรังสรรค์ ท้องสนามหลวง และจุดต่าง ๆ ในพื้นที่รับผิดชอบอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา เพื่อป้องกันการรวมตัวเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งให้ตั้งด่านตรวจยึด รถจักรยานยนต์ต้องสงสัยที่มุ่งหน้ามาสะพานมัฆวานรังสรรค์ จุดที่พันธมิตรฯ ชุมนุมด้วย


http://www.bangkokbiznews.com/2008/05/31/news_262732.php
25  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / แกนนำม็อบประชุมเครียด เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 13:00:36
        เมื่อวันที่ 31 พ.ค.51  ภายหลังฟังคำแถลงของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ถึงสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง ที่รัฐบาลจะให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ นายพิภพ ธงชัย หนึ่งในแกนนำ ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นถึงท่าทีของกลุ่มพันธมิตร ระบุว่า ยังไม่ได้รับการติดต่อจากนายสุริยะใส กตะศิลา หนึ่งในแกนนำ อย่างไรก็ตาม นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ แนวร่วมที่เข้าชุมนุมด้วย เปิดเผยว่า แกนนำพันธมิตรฯ นัดประชุมกันเที่ยงวันนี้ ที่บ้านพระอาทิตย์ แต่ยังไม่มีกำหนดการแถลงข่าวกับสื่อมวลชน

        ทางด้าน พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมสลายการชุมนุมทันที หลังได้คำสั่งจากนายกรัฐมนตรี แต่ขณะนี้ ยังคงให้เวลากลุ่มพันธมิตร เคลื่อนย้ายจุดชุมนุมไปบริเวณอื่น ที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน เนื่องจาก ไม่อยากให้เกิดปัญหาการกระทบกระทั้งกัน จนอาจเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นระหว่าง เจ้าหน้าที่กับกลุ่มผู้ชุมนุม พร้อมทั้ง มีการหารือกับเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ถึงท่าทีการปฏิบัติด้วย และในเวลา 14.00 น. จะมีการประชุมหารือถึงแผนการปฏิบัติต่อไป ซึ่งขณะนี้ยืนยันว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีแนวทางการดำเนินการอยู่แล้ว

        ในขณะเดียวกันที่ ภ.จว.ฉะเชิงเทรา  เจ้าหน้าที่ตำรวจกองร้อยควบคุมฝูงชน ชุดที่ 2 ได้รับคำสั่งด่วนที่สุด จากกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทรา เร่งระดมกำลัง เพื่อเตรียมความพร้อมในการสนับสนุนรัฐบาลทันที ที่ได้รับคำสั่งเคลื่อนกำลังเข้าไปสนับสนุนรัฐบาล ในการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ฯ ออกจาก ถ.ราชดำเนิน ตามคำกล่าวอ้าง นายกฯ ที่ว่า การปิดถนนทำให้มีผู้ได้รับความเดือดร้อนในการใช้เส้นทาง ทำให้ภาพพจน์ประเทศเสียหาย 

       ส่วน พ.ต.อ.พรพจน์ สมิตินันท์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นหัวหน้าชุดควบคุมการปฏิบัติ ซึ่งมีกำลังพลเจ้าหน้าที่ตำรวจจากทุกสถานี สังกัดตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทรา รวม 18 ท้องที่ เดินทางมารวมตัวสมทบกว่า150 นาย และมีนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 5 นาย โดยทั้งหมด ได้เข้ามาเตรียมความพร้อมที่ห้องประชุมชั้น 2 กองบังคับการตำรวจ-ภูธรจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อรอรับคำสั่ง เคลื่อนกำลังพลทันที ตามได้รับคำสั่ง ซึ่งมีอาวุธประจำกายทั้งโล่ห์และกระบอง ซึ่งได้เตรียมขนใส่รถไว้แล้ว

     ทางด้าน พล.อ. บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สส. ยืนยันว่า ตนไม่ได้สั่งการให้ทหารเตรียมพร้อม หรือเตรียมการอะไรเป็นพิเศษ แต่หากว่า นายกรัฐมนตรี สั่งการมาก็ต้องปฏิบัติไปตามหน้าที่เท่านั้นเอง อย่างไรก็ตาม ตนยังไม่ได้มีการหารืออะไรเป็นพิเศษกับนายกรัฐมนตรี เพียงแต่เฝ้าติดตามข่าวสารเป็นระยะๆ เท่านั้น

      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 12.15 น.บริเวณที่ชุมนุมของพันธมิตร ที่สะพานมัฆวาน ผู้นำการอภิปรายบนเวที ประกอบด้วย นายสำราญ รอดเพชร นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์  นายสาวอัญชลี ไฟรีรักษ์ ได้ประกาศเชิญชาวนประชาชน ทุกคนที่รับฟัง ASTV ให้เร่งเดินทางมายังสะพานมัฆวาน เพื่อร่วมกันต่อสู้กับรัฐบาล นอกจากนั้นยังให้คนไทยทั้งในและนอกประเทศ ให้โทรศัพท์ไปแสดงความคิดเห็นต่อการประกาศของ นายสมัคร สุนทรเวช ที่บ้านนายสมัคร ลูกชาย หลานสาว หลานชาย พร้อมทั้งแจ้งหมายเลขโทรบ้านและมือถือด้วย ล่าสุดขณะนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบริเวณที่ชุมนุมขณะนี้มีผู้ชุมนุมประมาณ 1,100 คน

       รายงานล่าสุดขณะนี้5แกนนำพันธมิตรกำลังประชุมอย่างเคร่งเครียดประกอบด้วย นายสมศักดิ์ โกสัยสุข นายสมเกียรติ พงษ์ใบบูลย์ นายสุริยะใส กตะศิลา พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล


http://www.siamrath.co.th/UIFont/NewsDetail.aspx?cid=50&nid=15065
26  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / พปช.ตั้ง 'วอร์รูม' วิเคราะห์-ประจานแกนนำพันธมิตรฯ เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 12:59:02
ที่พรรคพลังประชาชน ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน แถลงเมื่อเวลา 11.00 น. ถึงแนวทางการรับมือกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า พรรคพลังประชาชนได้เปิดศูนย์ติดตามและวิเคราะห์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือ 'วอร์รูม' ซึ่งจะวิเคราะห์สถานการณ์การข่าวและตอบโต้ทางการข่าว โดยใช้ห้องกองโฆษกพรรคชั้น 1 อาคารไปเอฟซีที เป็นห้องทำการชั่วคราว และมีเจ้าหน้าที่คอยติดตามอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง

โดยมีทีมวิเคราะห์สถานการณ์แล้วสรุปผล เพื่อเสนอต่อนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค และนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค โดยประกอบไปด้วย ส.ส.และนักการเมืองของพรรค โดยแบ่งเวลาจัดเป็นเวรยาม ซึ่งจะมี นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม นายนิสิต สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม  นายสงวน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.นครพนม  ร.ต.ท.เชาวรินทร์ ลักทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี นายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วน  นายชลน่าน ศรีแก้ว  ส.ส.น่าน นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุลส.ส.เชียงใหม่  และมีทีมโฆษกพรรคประสานงานการวิเคราะห์

ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า การชี้แจงของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เหมาะสมกับสถานการณ์มาก เพราะที่ผ่านมามีประชาชนร้องเรียนมาจำนวนมาก โดยเฉพาะการยึดถนนเป็นที่ชุมนุม ส่วนประชาชนในต่างจังหวัด ก็พูดเป็นเสียงเดียวกับว่า ครั้งนี้รัฐบาลอย่ายอมแพ้ต่อการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ และบางประเทศอย่างเอกอัครราชฑูตญี่ปุ่นได้มาพบตน และสอบถามสถานการณ์ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงว่าการชุมนุมกระทบไปทั่วทุกด้าน เราจึงคิดว่านายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาล ที่จะทำเรื่องที่ผิดกฎหมายให้ถูกกฎหมายก็สนับสนุนเต็มที่ โดยทีมของพรรคจะนำการวิเคราะห์แกนนำการชุมนุมว่ามีเป้าหมายพิเศษอย่างไรมาเผยแพร่กับประชาชนแบบวันละคน

ร.ท.กุเทพ กล่าวต่อว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้ออกมาบอกว่า รัฐบาลสอบตกทุกเรื่อง เพราะไม่มีผลงาน แต่ประชาชนไม่ได้เห็นด้วย อาทิ สถานการณ์ภาคใต้ในความเห็นของรัฐบาลก็ดีขึ้น โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจที่มีคนดูแลเฉพาะด้าน การที่ประชาธิปัตย์รีบออกมาสรุปผลงานรัฐบาลนั้น แสดงว่าพรรคประชาธิปัตย์กำลังสร้างธรรมเนียมทางการเมืองใหม่ ที่ไม่มีช่วงเวลาการฮันนีมูนหรือระยะเวลาให้รัฐบาลเริ่มทำงาน และการชุมนุมโค่นล้มรัฐบาลนั้น ก็โยงกับการเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์

เช่น กรณีที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ออกมาอย่างรวดเร็วและยืนหยัดเอาจริงเอาจัง ซึ่งตนรู้จักพล.ต.จำลองดีว่า อคติและอิจฉานายสมัคร เพราะเคยแย่งคะแนนในพื้นที่กทม.กันมาตลอด ซึ่งล่าสุดการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกทม. นายสมัครก็ได้เป็นล้านคะแนน ซึ่งมากกว่าพล.ต.จำลองอย่างมาก และการที่พ.ต.ท.ทักษิณเคยสนิทกับจำลอง และให้เงินให้ทองไปสร้างโรงเรียนผู้นำ ในจ.กาญจนบุรี แต่ช่วงหลัง พ.ต.ท.ทักษิณก็ไม่สนับสนุน พล.ต.จำลอง จึงเป็นการเติมเชื้อไฟให้พล.ต.จำลองอย่างมาก การเคลื่อนไหวของ พล.ต.จำลอง จึงไม่มีเหตุผลอื่น นอกจากอคติและริษยา โดยใช้ฐานอำนาจตัวเองที่สันติอโศก ซึ่งเป็นลัทธิที่ออกมาหักล้างกับพุทธศาสนากระแสหลักป็นกำลังสำคัญ

'พล.ต.จำลอง เคยสร้างเงื่อนไขจนเกิดเหตุการณ์พฤษภา 2535 และมีการนองเลือกมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้รัฐบาลจะไม่ให้ซ้ำรอยเหตุการณ์นั้นแน่นอน แต่ไม่ทราบว่าวิธีการนั้นจะเป็นอย่างไร แต่เราอยากจะขอร้องให้มีการเปลี่ยนสถานที่ชุมนุม  แล้วโด้โปรดไปชุมนุมตามท้องถนน เพราะทำให้ประชาชนทั่วไปเดือดร้อน หากขอร้องแล้วยังฝ่าฝืนเจ้าหน้าที่บ้านเมืองอาจจะดำเนินการตามกฎหมายที่ให้อำนาจไว้ ซึ่งในที่ประชุมพรรคก็ได้เสนอแนวทางที่จะทำอย่างละมุนละม่อม เพื่อไม่ให้เข้าทางกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งพล.ต.จำลองเคยใช้ได้ผลจนเกิดเหตุการณ์นองเลือดในเดือนพฤษภาคม 2535  การยึดถนนหนทางเป็นสถานที่ชุมนุมนั้น ถ้าผู้นำประเทศไม่แข็งแกร่งพอที่จะดำเนินการจะทำให้ประชาชนคิดว่ารัฐบาลอ่อนแอ และคนที่ใช้กฎหมู่มาเหนือกฎหมาย ดังนั้นรัฐบาลจะผ่อนปรนไปเรื่อยๆไม่ได้แล้ว เพราะประชาชนทั่วไปนั้นเดือดร้อนมาก' ร.ท.กุเทพ กล่าว


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=33728&catid=
27  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / เสริมตร.คุมจลาจลเข้ากทม.-พันธมิตรลั่นไม่ถอยพร้อมรับมือ เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 11:50:57
เสริม ตร.คุมจลาจลเข้ากทม.

มีรายงายว่า ตำรวจกองร้อยควบคุมฝูงชน ชุดที่ 2 กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รับคำสั่ง“ด่วนที่สุด” เร่งระดมกำลังเพื่อเตรียมความพร้อมถ้าได้รับคำสั่งให้เคลื่อนกำลังเข้าไปสนับสนุนใช้กำลังสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกจากถนนราชดำเนิน ตามคำกล่าวอ้างของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี แถลงออกโทรทัศน์NBT และช่อง9 โมเดิร์นไนน์ เช้าวันนี้ว่า การปิดถนนทำให้มีผู้ได้รับความเดือดร้อนในการใช้เส้นทาง และทำให้ภาพพจน์ของประเทศเสียหาย

สำหรับกองร้อยควบคุมฝูงชน ชุดที่ 2 ภายใต้การควบคุมของ พ.ต.อ.พรพจน์ สมิตตินันทร์ รอง ผบก.ภ.จว.ฉะเชิงเทรา เป็นหัวหน้าชุดในการควบคุมการปฏิบัติ ซึ่งมีกำพลเจ้าหน้าที่ตำรวจจากทุกสถานี ภายใต้สังกัดตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทรา รวม 18 ท้องที่ เดินทางมาสมทบกันกว่า 150 นาย และ มีนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรจำนวน 5 นาย โดยทั้งหมดได้เข้ามาเตรียมความพร้อมที่ห้องประชุมชั้น 2 กองบังคับการตำรวจภูธรฉะเชิงเทรา เพื่อรอรับคำสั่งให้เคลื่อนย้ายกำลังพลได้ในทันที หลังได้รับคำสั่ง ซึ่งมีการเตรียมอาวุธประจำกาย ทั้งโล่ และกระบอง  โดยได้มีการจัดเตรียมขนขึ้นใส่รถไว้เรียบร้อยแล้ว


พันธมิตรฯ โห่ร้อง-ไม่พอใจ 'สมัคร' ขู่สลายม็อบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ หน้าที่ทำการสหประชาชาติ บนถนนราชดำเนินนอก ได้โห่ร้องเป็นระยะระหว่างที่นายสมัคร สุนทรเวช แถลงผ่านสถานีโทรทัศน์ ว่าจะจัดการขั้นเด็ดขาดกับกลุ่มผู้ชุมนุม โดยได้เตรียมทหารและตำรวจไว้พร้อมแล้ว

ต่อมา ผู้ดำเนินการบนเวที และแกนนำพันธมิตรฯ ได้จัดอภิปรายตอบโต้นายสมัคร โดยระบุว่าคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีไม่ถูกต้อง เพราะไม่มีสิทธิ์จะสลายการชุมนุมที่มาด้วยความสงบ ถ้ามีการสั่งการใช้กำลังสลายการชุมนุมถือว่ามีความผิดกฎหมายทันที และผู้ชุมนุมมีสิทธิ์ขัดขืน ต่อสู้ป้องกันตัวเองได้ตามสมควรแก่เหตุ

นอกจากนี้ ยังประกาศลั่นจะไม่ยุติการชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ที่เป็นตัวแทนอำนาจของระบอบทักษิณ


http://www.bangkokbiznews.com/2008/05/31/news_262708.php
28  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / สัมภาษณ์ พิเศษ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี โดย นสพ.มติชน เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 11:13:00
เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา "นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี" รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ซึ่งมีหมวกอีกใบเป็น "เลขาธิการ พปช." ได้ปิดห้องสนทนากับ "มติชน" หลายคำเฉลยใจของเขาได้ฉายให้เห็นภาพรัฐบาล พปช. ภายใต้อุ้งมือ ที่ถูกปล่อยทิ้ง...

- ประเมินสถานการณ์ของรัฐบาล ณ ขณะนี้อย่างไร

ผมว่าสิ่งที่กระทบความเชื่อมั่นอย่างรุนแรงที่สุดคือ ปัญหาน้ำมัน ส่วนประเด็นทางการเมืองที่ว่าร้อนแรงมากๆ โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ยังไม่แรงเท่าเรื่องน้ำมัน เพราะเวลาไปเจอนักลงทุนชาวต่างชาติและถูกถามเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พอผมอธิบายไปว่าเรามีความตั้งใจอย่างไร และถ้าจะเกิดอะไรขึ้นก็เกิดบนพื้นฐานของกระบวนการประชาธิปไตย เขาฟังอย่างนี้ก็สบายใจ เขาไม่ได้มีปัญหาเรื่องความเห็นแตกต่าง

- มุมมองของรัฐมนตรีคือการที่เศรษฐกิจเดินหน้าไม่ได้ ไม่ใช่ผลจากปัญหาการเมือง

"การเมืองอาจจะเป็นส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ปัจจัยหลัก วันนี้ถามว่าผมห่วงอะไร ผมห่วงเรื่องน้ำมัน ถ้าพูดกันทุกวันว่าราคาน้ำมันจะขึ้น 150 หรือ 2- เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ผมเป็นนักลงทุน ผมก็หยุด แต่ถ้าไม่มีปัจจัยเรื่องน้ำมัน แล้วบอกจะแก้ไขรัฐธรรมนูญก็... อืม... (ผงกศีรษะ) ถ้าไม่มีแนวโน้มปฏิวัติ เขาอาจจะเฉยๆ ก็เดินหน้าไปได้ ตอนนี้คนส่วนใหญ่เขาไม่สนใจหรอกเรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องการเมือง เพราะชีวิตลำบากมาก ไม่มีใครสนใจเลย ผมก็ไม่สนใจ ใครจะคอมเมนต์เรื่องนั้นเรื่องนี้ เอาเลย ผมไม่สน เพราะมันเรื่องเดิมอีกแล้ว และมันไม่ได้สะท้อนปัญหาของคนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง"

- แต่การแก้ไขปัญหาปากท้องจำเป็นต้องเดินคู่กับการแก้ไขปัญหาการเมืองหรือไม่

อืม... เดินคู่กันไหม เรื่องการเมืองเป็นเรื่องรองนะ วันนี้ปัญหาปากท้องเป็นเรื่องหลัก ถ้าแก้ปัญหาปากท้องไม่ได้ ต่อให้ทำการเมืองดีอย่างไร ก็ไม่มีทางเลยที่ทั้งส่วนตัวของผู้ทำงานจะได้รับความนิยม และส่วนตัวของประเทศจะเดินหน้าไปได้ เพราะถ้าการเมืองนิ่ง แต่คุณแก้ปัญหาปากท้องไม่ได้เลย ประเทศก็ลำบาก แล้วถามว่าชาวบ้านจะอยู่เฉยหรือไม่ ไม่ ถึงวันหนึ่งรัฐบาลจะอยู่ไม่ได้ด้วย หลักวันนี้คือต้องแก้ปัญหาปากท้อง เอาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งมัน... เหนื่อย... วิ่งสู้ฟัดอย่างนี้

- ถ้าเช่นนั้นทำไม ส.ส.พปช. ต้องลุกลี้ลุกลนยื่นญัตติเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 จนถูกฝ่ายตรงข้ามนำไปจุดกระแสโค่นล้มรัฐบาลรอบใหม่

ต้องถามว่าแนวคิดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเริ่มต้นจากอะไร แน่นอนตัวรัฐธรรมนูญเองมีปัญหา แต่ถามว่า เหตุใดแนวคิดเรื่องการยุบพรรคถึงเกิดขึ้น เดิมไม่มีใครสนใจคดียุบพรรคเลย กระทั่งแกนนำพรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตยบางท่านออกมาบอกว่า ห่วงว่าจะมีการยุบพรรค มันก็ต้องย้อนกลับไปว่าการยุบพรรคมันเกิดขึ้นง่ายเกินไปหรือเปล่าในการเมืองไทย การเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญเพราะความหวั่นไหวในคดียุบพรรคใช่หรือไม่

- หลายคนเสนอว่าควรทดลองใช้รัฐธรรมนูญสัก 1 ปี เพื่อดัดหลังนักการเมือง จากนั้นค่อยทบทวนแก้ไข

ไม่มีใครรู้ว่าคดียุบพรรคจะออกเมื่อไหร่ ถ้าบอกให้รอ 1 ปี ทำไมไม่บอกว่าคดียุบพรรครออีก 1 ปีบ้างล่ะ มันเหมือนกับว่าเมื่อเอาชนะด้วยการเลือกตั้งไม่ได้ ก็มีวิธีการอื่นหรือเปล่า

- มองปรากฏการณ์ที่พรรคชาติไทยไม่ยอมร่วมลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร ทั้งที่คดียุบพรรคงวดเข้ามาแล้ว

ก็... เขาอาจจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เสนอแก้ไขมั้ง เขาอาจจะอยากแก้มาตรา 237 อย่างเดียว แต่ทางออกของนายกฯที่เสนอให้ทำประชามติ ผมสนับสนุนนะ อย่างน้อยๆ เรื่องที่ต่างฝ่ายต่างอ้างคนส่วนใหญ่ก็จะได้กลับไปถามว่าคนส่วนใหญ่คิดอย่างไรกันแน่ นี่คือวิธีลดปัจจัยเสี่ยงที่ได้ผลดีกว่าการตอบโต้กันรายวัน

- ภาระหน้าที่ของ รมว.คลังมากเหลือเกิน มีเวลาทำหน้าที่เลขาธิการพรรคบ้างหรือไม่

ก็... ยอมรับว่า เป็นภาระที่ทำให้เกิดผลกระทบนะ ทำให้การทำงานในฐานะเลขาธิการพรรคไม่เต็มที่ หลายเรื่องที่ตั้งใจจะทำก็ไม่ได้ทำดั่งใจ เช่น การพัฒนาความเข้มแข็งในพรรค การวางระบบงานภายในพรรค ผมเคยเห็นปัญหาอย่างนี้ตั้งแต่สมัยอยู่พรรคเดิม พอแกนนำมาทำหน้าที่บริหารประเทศ พรรคก็อ่อนยวบเลย ก็เป็นปัญหาอยู่ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร แค่นี้ก็ไม่รู้จะเอาเวลาที่ไหนแล้ว

- ในอีกมุมหนึ่งมีเสียงซุบซิบจากคนใน พปช.ว่า ทั้งหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคต่างไม่ยอมทำหน้าที่บริหารงานการเมือง อ้างภารกิจฝ่ายบริหารตลอด

หน้าที่เลขาธิการพรรคคือ อะไรล่ะ ถ้าเป็นเรื่องการประสานงานระหว่างพรรคการเมือง ส่วนใหญ่ก็มีการประสานกันอยู่แล้ว เพราะในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็มีแกนนำทุกพรรค เพียงแต่วันที่ท่านบรรหาร (ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย) บอกว่าไม่มีใครประสาน (ก่อนเรียกประชุมสภาเพื่อลงมติเลือกนายชัย ชิดชอบ เป็นประธานสภาคนใหม่) เพราะผมเพิ่งกลับจากเมืองนอก พอกลับมาก็ไม่รู้ว่าใครอยากจะเอาอย่างไร ส่วนคุณทรงศักดิ์ (ทองศรี รมช.คมนาคม ประธานภาคอีสาน พปช. กลุ่มเพื่อนเนวิน) ไปประสานได้อย่างไร ผมก็ไม่รู้ว่าใครมอบ

- โดยส่วนตัวไม่ได้รับสัญญาณจากใครให้ทิ้งพรรค หรือจงใจปล่อยมือจากการบริหารจัดการ พปช. เอง

ไม่หรอก แต่งานมันท่วมหัวจนกระทั่งอาจจะไม่มีเวลาไปดูแลพรรคจริงๆ ถามว่าวันนี้พรรคไร้เอกภาพ กำลังจะแตกหรือเปล่า ผมไม่คิดเช่นนั้น เพียงแต่ไม่มีใครไปดูแลพรรคในฐานะที่เป็นแกนนำพรรคอย่างเต็มเวลา นี่เป็นหลักฐานอย่างหนึ่งว่าเราบริหารกันเอง ไม่มีคนอื่นที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองมาร่วมบริหารด้วย เพราะถ้าคนเหล่านั้นมาร่วมคงไม่เป็นอย่างนี้

- แต่ที่ผ่านมา มีข่าวลือตลอดว่านายเนวิน ชิดชอบ คือผู้บงการหลัก เพราะเลขาธิการพรรคก็โดยสารฐานเสียงอีสานใต้เข้าสภา

นี่ถ้าเปลี่ยนอดีตได้ผมจะไปลงนครสวรรค์แทนเลย (หัวเราะ)

- เลือกไปลงจังหวัดไทยรักไทย

ไม่ใช่ บ้านเกิดผมอยู่ที่ปากน้ำโพ

- ไม่ได้เป็นเพราะต้องการหนีจากกับดักนายเนวินใช่หรือไม่

ไม่ใช่ จะได้ไม่ต้องถูกพาดพิงไงว่า โอ้ย...อาศัยบารมีของใครเข้ามา เพราะโดยตำแหน่งเลขาธิการพรรค ยกเว้นกลุ่ม 6 (กทม. นนทบุรี สมุทรปราการ) ผมอยู่เบอร์ 1 ของกลุ่มอื่นๆ ได้หมด และคิดว่าถ้าผมอยู่เบอร์ 1 ผมเข้าไปได้ทุกเขตอยู่แล้ว นอนมาเลย ดังนั้น ไม่ต้องไปอยู่เขต 4 หรอก อยู่ทำไม แต่พอดีมีคนบอกว่าที่อื่นคนแย่งกันเยอะ ถ้าผมไปอยู่เบอร์ 1 คนอื่นก็จะถูกดันลงไปอีก 1 เบอร์ แต่ปรากฏว่าเขตบุรีรัมย์นี่หาบิ๊กเนมไม่ค่อยมี ก็เลยว่าเฮ้ย! มันไม่มีเลยหรือ

- กำลังจะบอกว่าตกอยู่ในภาวะจำยอม

(หัวเราะ) ถ้าถูกพาดพิงอย่างนี้ ครั้งหน้าคงต้องไปลงนครสวรรค์แล้ว

- ในความเป็นจริงมีการบริหารจัดการ พปช.บ้างหรือไม่ เพราะภาพที่ออกมาชุลมุนวุ่นวายไปหมด ทั้งที่บุคลากรส่วนใหญ่ก็ยกมาจากพรรคไทยรักไทย

ถามว่าบุคลากรชุดเดิมหรือเปล่า ไม่ใช่นะ ถ้าเป็นบุคลากรชุดเดิม ผมจะสบายกว่านี้เยอะ อย่างน้อยถ้ามีคุณพงศ์เทพ เทพกาญจนา นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เนี่ย..โอ้โห..! ผมสบายเลย แต่นี่เขาก็ไม่มาช่วย เขาพยายามรักษาระยะห่าง ไม่อยากให้เป็นปัญหา และเมื่อก่อนพรรคไทยรักไทยบริหารโดยภาวะผู้นำที่เข้มแข็ง ซึ่งเป็นการบริหารแบบหนึ่ง ปัจจุบันทั้งหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคไม่ต้องการให้เป็นไปในลักษณะใช้ภาวะผู้นำมากขนาดนั้น พยายามให้คณะกรรมการบริหารและ ส.ส.แสดงบทบาทตัวเองได้ บางครั้งอาจดูเหมือนไม่มีการจัดการ ก็ต้องยอมรับว่าเราต้องปรับตัวให้เข้ากับทิศทางใหม่ บางทีก็ต้องปล่อยให้ ส.ส.คนนี้พูดอย่าง อีกคนอีกอย่างหนึ่ง ก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่มันยังไม่ก่อให้เกิดผลกระทบมาก แต่ถามว่าจริงๆ แล้วเราอยากเห็นแบบไหน เราอยากเห็นการแสดงความเห็นที่หลากหลาย แต่พูดเป็นการภายในน่าจะดีกว่า (หัวเราะแหะๆ)

- ปล่อยให้ ส.ส.เป็นอิสระ แต่อยู่ในสายตา

ไม่ต้องอยู่ในสายตาขนาดนั้น.... (ยิ้ม) เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าเห็นสายตาผมแล้วตีความอีก

- การขาดผู้นำอย่างแท้จริงในภาวะที่แกนนำพรรคตัวเท่ากันหมด ทำให้การควบคุม ส.ส.233 ชีวิตเป็นไปด้วยความยากลำบากหรือไม่

ก็นี่แหล่ะคือ พรรคการเมืองที่ระดับชั้นความสำคัญไม่ห่างกันนัก และไม่ใช้ผู้นำเดี่ยว

- ประเมินว่าอาการสะเปะสะปะที่เกิดขึ้นกับ พปช. บั่นทอนการบริหารประเทศของรัฐบาลหรือไม่

ไม่บั่นทอนหรอก ถามว่ารัฐบาลชุดนี้เข้มแข็งเท่ารัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ ก็ต้องยอมรับว่าไม่ แต่เป็นผลจาก พปช.หรือเปล่า ไม่ใช่ เป็นผลจากตัวบุคคล เรามีรัฐมนตรีหน้าใหม่จำนวนมาก ซึ่งความเป็นรัฐมนตรีใหม่จะให้เข้าใจระบบ น้อยมากนะ ตอนผมเป็น รมว.สาธารณสุข ใหม่ๆกว่าจะเข้าใจอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีในการเข้าไปบริหารจัดการภายในกระทรวง ก็ปาเข้าไป 3-4 เดือนแล้ว คนไม่เคยเป็นรัฐมนตรีไม่รู้หรอกว่า จะบริหารอำนาจหน้าที่ของตนอย่างไร อันนี้คือเรื่องใหญ่

- สมัยรัฐบาล "ทักษิณ" มีผู้นำเข้มแข็งทั้งในเชิงบริหารประเทศและเกมการเมือง ถ้าทำอย่างนั้นได้น่าจะเป็นผลดีกว่าหรือไม่

แล้วเป็นไง เข้มแข็งในการแก้เกมการเมืองแล้วเป็นไง สุดท้ายทำไมเป็นอย่างนี้ได้ แสดงว่าการแก้ปัญหาโดยใช้การเมืองแก้การเมือง มันไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะประสบความสำเร็จ แต่การทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกว่ามีคุณภาพชีวิตดีขึ้นจากการที่เราทำงานหนัก อันนี้ผมว่าเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้คนยังคิดถึง พ.ต.ท.ทักษิณที่ทำงานหนัก คนไม่ได้จำ พ.ต.ท.ทักษิณในวันที่โต้ตอบเกมการเมือง

"ดังนั้น ถามว่าจำเป็นต้องโต้การเมืองหรือไม่ ผมไม่สนใจ ผมมีหน้าที่มาทำ ถ้าทำจบผมก็ไป หรือถ้าไม่อยากให้ผมทำแล้ว ผมก็กลับบ้านและขอบพระคุณด้วย เพราะจะได้พักผ่อนเสียที วันนี้หากจะมีอะไรเกิดขึ้น ผมไม่แคร์ เพราะในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา ผมได้ทำในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์ และเป็นเรื่องที่ผมแอบภูมิใจ สุดท้ายถ้ารัฐบาลจะอยู่ได้แค่นี้ ก็ไม่เป็นไร ผมไม่แคร์เลย"

- แต่ถ้าสถานการณ์การเมืองนิ่ง น่าจะทำให้การบริหารประเทศราบรื่นกว่า

ต้องยอมรับว่าการเมืองวันนี้ไม่ใช่การเมืองปกติ ไม่ใช่บริหารพรรคให้ดีแล้วมันจะเดินไปได้ มันไม่ได้ตรงไปตรงมาอย่างนั้น ถ้าตรงไปตรงมาอย่างนั้น ผมอาจพร้อมทุ่มเท ไปสร้างพรรคให้ดี มีระบบ แต่วันนี้ถ้าเราสร้างพรรคให้ดีแล้วการเมืองดีขึ้นหรือไม่ ผมไม่แน่ใจนัก เพราะมันมีปัจจัยอื่นอีกเยอะ เดี๋ยวทหารบางคนเอาแล้ว ออกมาพูดแล้วว่าจะปฏิวัติ โธ่เอ้ย..! พูดทำไม ผมถึงบอกว่าตอนนี้มันเป็นการเมืองแบบแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแบ่งขั้ว เป็นการเมืองที่ไม่เชื่อในระบบรัฐสภา คิดว่าจะปฏิวัติเมื่อไรก็ได้ ผมถึงว่าอย่าไปทำเล้ย... (ลากเสียง) การเมืองให้ดีขึ้นกว่านี้ เพราะหลายส่วนยังไม่พร้อม

- ล่าสุด พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาเปิดโปงขบวนการล้มปืน ล้มทุน ล้มเจ้า โดยระบุว่า คอมมิวนิสต์ได้เปลี่ยนรูปแบบใหม่เป็นเผด็จการรัฐสภา ในฐานะคนตุลาฯฟังแล้วรู้สึกอย่างไร

คือ... ผมไม่รู้ ไม่เคยคุยกับพวกคนเดือนตุลาฯ วันนี้ไม่อยากจะคิดว่าคนเดือนตุลาฯคือใคร พิเศษอย่างไร เพราะก่อนหน้านี้ความเป็นคนเดือนตุลาฯถูกนำมาอ้าง นำมาเป็นเกราะอย่างหนึ่งที่ใช้หุ้มตัวเอง บอกว่าการเป็นคนเดือนตุลาฯหมายถึงผู้รักประชาธิปไตย มันไม่ได้แปลความหมายง่ายๆ อย่างนั้นแล้ว คนเดือนตุลาฯที่เรียกร้องการรัฐประหารไม่ควรมีสิทธิมาพูดอะไรในเรื่องรักประชาธิปไตยอีก ในความเป็นจริงคือหลายคนที่เดินออกจากป่า ก็เพราะผิดหวังในแนวทางของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ถามว่าแล้วใครจะยืนหยัด 30 กว่าปีเพื่อใช้นโยบายยึดประเทศ ยึดเมืองอีก วันนี้ทุกคนเสพสุข อย่างผมเองก็พอใจกับชีวิตชนชั้นกลาง ได้อ่านหนังสือดีๆ ได้ดูภาพยนตร์ดีๆ ได้ใช้ชีวิตที่มีความสุขกับครอบครัว

- แสดงว่าฝ่ายซ้ายที่คิดจะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองไม่มีเหลือแล้ว

ถ้าซ้ายประเภทสุดโต่ง ผมยังมองไม่เห็นเลยว่าใคร

- แต่หลายฝ่ายมองว่ายังพอมีเชื้ออยู่ โดยมีการเชื่อมโยงข้อกล่าวหาเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์ของแกนนำไทยรักไทย และวาทกรรมนายจักรภพ เพ็ญแข รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

(ไม่ตอบ ได้แต่หัวเราะหึๆ ในลำคอ)

- ประเมินว่าปัญหานายจักรภพจะลุกลามบานปลายหรือไม่

กรณีที่เกี่ยวพันกับสถาบันเบื้องสูงเนี่ย ควรจะหลีกเลี่ยงการนำมาทำให้เป็นประเด็นทางการเมือง หากใครมีความกังวลเรื่องคำพูดของคุณจักรภพ ก็ควรไปใช้กระบวนการยุติธรรมเดินหน้าไปเลย ฟ้องร้อง กล่าวหา แล้วคุณจักรภพก็มีหน้าที่ไปต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม ถ้ายึดมั่นอย่างนี้จะทำให้ความกังวลเรื่องการดึงฟ้าลงต่ำหมดไป ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถาบันเบื้องสูง ไม่ควรนำมาเป็นประเด็นรายวัน ทีกรณีของหลายๆ คนผมไม่เห็นเป็นข่าว แต่กรณีคุณจักรภพเป็นข่าวได้ทุกวัน

- เป็นเพราะสังคมไม่เชื่อหรือเปล่าว่านายจักรภพทำเพื่อตัวเอง แต่เป็นการต่อสู้แทนใครบางคน

"มันต้องผ่านกระบวนการแรกก่อนว่าเขาทำผิดหรือเปล่า วันนี้ยังไม่รู้เลย ถ้าถามผมว่าผมสนใจเรื่องคุณจักรภพหรือไม่ ผมไม่สนใจและไม่กังวล อย่างที่บอกคือผมไม่แคร์ วันนี้เราก็ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ถือเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องช่วยกันประคับประคองให้ประชาธิปไตยให้เดินหน้าไปได้ จะมานั่งแบกโลกเอาไว้คนเดียวทำไม ถ้าประชาธิปไตยมันจะเดินหน้าไปไม่ได้เพราะขาดเราไปสักคน ประชาธิปไตยของไทยก็คงไม่มั่นคง

"วันนี้ผมไม่ยินดียินร้ายกับอำนาจหน้าที่ ทุกอย่างไม่ได้ใช้ความอยากของตัวเองมากำหนด ถามว่ามีความมุ่งมั่น มีแรงผลักดันในการเข้าไปแก้ไขปัญหาการเมืองหรือไม่ ไม่มีแล้ว เบื่อเต็มที่ การเมืองท้อจริงๆ รู้สึกว่าเมื่อไหร่พวกเราจะออกจากวังวนได้เสียที"

- ในช่วงปลายรัฐบาล "ทักษิณ" เคยบอกว่ารัฐบาลมีปัญหาเรื่องภาพลักษณ์กับความจริง สังคมพร้อมเชื่อคำปลุกระดมของฝ่ายต่อต้าน สถานการณ์รัฐบาล "สมัคร" ณ วันนี้เดินไปซ้ำรอยเดิมหรือไม่ ไม่ว่าทำอะไรสังคมก็สงสัยว่าทำเพื่ออดีตนายกฯ

ผมว่า...วันนี้ยังดีกว่าวันนั้นนะ อย่างน้อยประเด็นที่มีการพูดถึงกัน มันอาจจะเป็นประเด็นเดิม แต่ไม่ได้ผลเท่าเดิม ผมเชื่อว่าในส่วนของนายกฯสมัครไม่มีใครสามารถตั้งคำถามเรื่องความจงรักภักดีได้เลย ประเด็นนี้จึงใช้ไม่ได้ผลกับผู้นำรัฐบาล

- คาดการณ์ว่ารัฐบาลจะอยู่ได้นานแค่ไหน

ก็เราไม่ได้เป็นตัวกำหนด ไม่ใช่ว่าเราทำงานหนักแล้วจะอยู่ได้นาน เพราะมันมีปัจจัยอื่น ซึ่งแตกต่างจากประเทศพัฒนาแล้ว สิ่งหนึ่งที่จะชี้ว่ารัฐบาลอยู่ได้หรือไม่คือ เราแก้ปัญหาปากท้องได้หรือเปล่า ถ้าแก้ได้ก็มั่นใจได้ว่าเราน่าจะอยู่ยาว ส่วนปัญหาการเมืองคงเป็นเรื่องรอง หากสิ่งรุมเร้าต่างๆ น้อยลง ทุกคนมีสติ พยายามไม่ผลักดันไปสู่วงวนที่ว่า ก็น่าจะอยู่ได้

- ถ้าปัญหาไม่คลี่คลาย จะใช้วิธียุบสภาเพื่อรักษาระบบและหนีการเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีการนอกสภาหรือไม่

(นิ่งไปพักหนึ่ง) อันนั้นต้องไปถามนายกฯ แต่ถามว่ารักษาได้จริงหรือไม่ หากยุบสภา เลือกตั้งใหม่ แล้ว พปช.กลับมาอีก จะเป็นอย่างไร เห็นก็พูดอย่างนี้ตั้งแต่ 23 ธันวาคม 2550 ไม่ใช่หรือ ผมถึงบอกว่าอย่าไปคิดมาก...


***ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01pol01260551&day=2008-05-26&sectionid=0133
29  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / กร้าววันนี้ต้องแตกหัก! นายกฯเช็คบิล5หัวโจก เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 10:57:47
เมื่อเวลา 09.00 น. วันนี้ (31 พ.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ออกอากาศสดรายการพิเศษทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เอ็นบีที ชี้แจงสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง โดยกล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ เป็นความเสียหายอย่างยิ่งของบ้านเมืองของเรา ตนจึงมีหน้าที่มาทำความเข้าใจกันเสียก่อน รัฐบาลที่ตนเป็นหัวหน้านี้เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างถูกต้อง มีการแข่งขันกันถูกต้องตามกติกา ได้เสียงข้างมาก 233 เสียง และสามารถรวมพรรคอื่นๆ อีก 6 พรรคได้ 316 เสียง จาก 480 เสียง ถูกต้องตามกติกาที่รัฐธรรมนูญกำหนด ตั้งรัฐบาลและถวายสัตย์ปฏิญาณ บริหารบ้านเมือง โดยวันที่ 6 มิ.ย.ก็จะครบ 4 เดือน เป็นรัฐบาลที่เข้ามาในช่วงวิกฤติ

 นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า รัฐบาลบริหารประเทศเดินมาถูกทาง ทุกอย่างกำลังจะเข้ารูปเข้ารอย ตนอาสาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมด้วย ก็เพราะรู้ว่าปัญหาของบ้านเมืองที่ผ่านมามันเกิดตรงไหน รู้ว่าเหตุปฏิวัติยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 มันมีเหตุมาอย่างไร ก็พยายามแก้ไข และบริหารประเทศมาอย่างดี แต่ว่ามีคนไม่พอใจอ้างเหตุไม่อยากให้แก้รัฐธรรมนูญ "มันเป็นอะไร รัฐธรรมนูญเห็นว่าไม่ดีฉีกทิ้งทั้งฉบับ แล้วพวกนั้นไปมุดหัวอยู่ไหน ฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เป็นคนยุยงให้ฉีกทิ้งซะด้วยซ้ำไป"

นายสมัคร กล่าวว่า นักการเมืองเขาเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีข้อบกพร่อง จึงต้องแก้ไข รวมถึงพรรคฝ่ายค้านด้วย ตอนหาเสียงเลือกตั้งก็บอกว่าจะต้องแก้รัฐธรรมนูญทุกพรรค โดยเฉพาะ 2 มาตราที่จะเห็นว่าจะเป็นก่อปัญหา คณะบุคคลประกอบด้วยคน 5 คน เป็นใคร จากไหน ยังไงถึงจะชี้ต้นร้ายปลายเป็นกับบ้านเมืองนี้ได้  มาบอกว่าแก้ไม่ได้ เอาเรื่องนี้มาเป็นเหตุยึดถนนราชดำเนิน จะล้อมทำเนียบรัฐบาล เล่นรุนแรงกันขึ้นทุกวัน ไม่มีเหตุหาเหตุ สุดท้ายหาอะไรไม่ได้ เพราะรู้ว่าทุกชนวนดับหมด ก็จะหาเหตุไล่ตน ไล่รัฐบาล หาว่าไม่มีความสามารถ เป็นรัฐบาลหุ้น ด่าย้อนมาตั้งแต่รัฐบาลทักษิณ พูดจาหยาบคาย ลองไปฟังดู ทุกคนจะต้องโดนคดีความเรื่องหมิ่นประมาท 

"วันนี้ ผมจะบอกให้รู้ว่า สิ่งที่ท่านทั้งหลายได้ทำนั้น มันผิดกฎหมาย มาตั้งกองกันขึ้นเร่งรัดกันขึ้น ทำไมผมจะไม่รู้ความเคลื่อนไหว จะเอาใครต่อใครมา จะเตรียมการยังไง ที่รัฐมนตรีเฉลิม (ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย) พูดนั้นเพราะเรามีข่าวกรองเข้ามา ว่าจะเล่นกันยังไง จะตูมๆๆๆ 7-8 จุดแบบตอนปีใหม่ก็จะทำกัน จะเอาระเบิดโยนกันกลางวงก็จะทำกัน เอามือร้ายๆ เข้ามา เรารู้หมด บ้านเมืองมันเป็นยังไงถึงต้องทำอย่างนี้ คนพวกนี้คิดอะไร คิดว่าวันนี้เป็นวันที่ 19 ก.ย. 2549 เหรอ ทำอย่างนี้คุณหวังใครจะมาปฏิวัติยึดอำนาจกันอีกอย่างนั้นหรือ" นายกฯ กล่าว และว่าหากจะสู้กันก็ควรไปสู้กันในสภาฯ ไม่ใช่ใช้การเมืองภาคประชาชนอย่างที่อ้างกัน ทำกันข้างถนน ปลุกระดมคนมาชุมนุมสร้างความเสียหายให้ประเทศ

นายกฯ กล่าวว่า วันที่ 26 พ.ค.ที่มายึดถนนชุมนุมนั้น ตนเป็นประธานประชุมร่วมกับเอกอัครราชทูตและกงสุลไทย 96 ประเทศ ทุกคนตกใจทำไมบ้านเมืองถึงเป็นอย่างนี้ ดังนั้น ตนมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบจัดการกับเรื่องนี้ เพราะสร้างความเดือดร้อนให้กับคนส่วนใหญ่ เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินจะเสด็จพระราชดำเนินไม่ได้ ต้องเสด็จพระราชดำเนินอ้อมไปทางถนนนางเลิ้ง ทั้งที่อ้างว่าจงรักภักดี 5 หัวโจกคิดกันอย่างไร เอาสิทธิเสรีภาพอะไรมาอ้าง ไม่ชอบหน้ารัฐบาล ไม่ชอบหน้านายสมัคร ไม่ชอบหน้าใคร ทำได้ แต่คุณต้องไปหาที่ที่ไม่รบกวนคนส่วนใหญ่อย่างนี้

"ผมไม่ได้ท้าทาย แต่ลองเอาส่วนไหนของร่างกายพวกคุณทั้ง 5 คนคิดดูสิ ว่าเป้าหมายบ้านเมืองมาอย่างนี้ แล้วคุณมาทำอย่างนี้ ผมไม่อยากจะย้อนถามว่าพวกคุณเป็นใคร ได้รับเลือกตั้งมาเมื่อไหร่ การเมืองภาคประชาชน เห็นส่งเสริมกันนัก แล้วยังไง คนอย่างผมนี้หรือที่ไอ้พวกด่ากันเมื่อคืน ว่าจะทำบ้านเมืองนี้ให้เป็นสาธารณรัฐ คนอย่างนายสมัคร สุนทรเวช นี่หรือครับ ต้นตระกูลผมพระราชวงศ์จักรีชุบเลี้ยง จนบัดนี้ผมก็มาทำงานสนองพระเดชพระคุณ มาชี้หน้าด่าว่าผมจะโยงใยนายกฯ ทักษิณ เป็นหุ่นเชิด แล้วจะเอาบ้านเมืองนี้เป็นสาธารณรัฐ จะเป็นประธานาธิบดี ผมเป็นคนรึเปล่าวะถ้าผมเป็นอย่างนั้น" นายกฯ กล่าวอย่างมีอารมณ์

นายสมัคร กล่าวต่อว่า บ้านเมืองเป็นของเราทุกคน แล้วคน 5 คนมาก่อกวน ดังนั้น ตนมีหน้าที่จะต้องจัดการ จะมาชุมนุมอยู่ตรงนี้ไม่ได้ ผิดกฎหมาย จะไม่ชอบตนจะตำหนิติเตียนก็ว่าไป ถ้ารุนแรงไปตนก็จะไปฟ้องคดีเรื่องหมิ่นประมาท แต่จะมาใช้สิทธิตรงนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ตนจะต้องดำเนินการเอาออกจากตรงนั้น ตนและตำรวจทหารไม่ยอม บ้านเมืองนี้ต้องการความสงบ โอกาสจะพัฒนาบ้านเมือง รอยแผลเป็นที่ทั้ง 5 คนสร้างไว้เมื่อ 7 วันที่ผ่านมา จะต้องลบออก

"จะท้าทายให้จับกุมอะไรนั้น ผมไม่ทำหรอก แต่ผมมีหน้าที่จะต้องเอาพวกคุณออกจากตรงนั้น พวกคุณท้าทาย ละเมิดกฎหมายของบ้านเมือง ผมไม่รอพูดพรุ่งนี้ เพราะวันนี้แหล่ะ จะเอาให้แตกหัก จะต้องพูดให้คนทั้งบ้านทั้งเมืองรู้ว่ารัฐบาลจะต้องรับผิดชอบ ผมเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว ทั้งตำรวจทหาร ผมบอกให้รู้ไว้ ว่าอย่าทำสิ่งที่มันโง่เง่า ไม่เข้าท่า เป็นไปได้ยังไง บ้านเมืองกำลังเดินมาดีๆ แล้วจะมาชักชวนให้เขาปฏิวัติยึดอำนาจอีก" นายสมัครกล่าว


http://www.thairath.co.th/onlineheadnews.html?id=91808
30  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / จี้จับพันธมิตร ส่อผิดมาตรา 68 เมื่อ: 29 พฤษภาคม 2008, 20:20:58
* นักก.ม.ชี้เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง

       นักกฎหมายประสานเสียง ชี้ช่องเอาผิด “พันธมิตรฯ-ส.ส.ปชป.” ร่วมชุมนุมล้มล้างรัฐบาล ทำลายระบอบประชาธิปไตย เข้าข่ายผิดกฎหมายอาญา ม.68 และกฎหมายความมั่นคง ม.116 มีความผิดฐานเป็นกบฏชัดเจน ด้านพลังประชาชน จ่อฟ้อง ประธานวุฒิฯ อีกรายหากรับยื่นถอดถอน ส.ส.-ส.ว. จากพันธมิตรฯ พร้อมทั้งตั้ง “วอร์รูม” จับตาพฤติกรรมชั่วใกล้ชิด ตำรวจนางเลิ้งใช้ภาพ “ประชาทรรศน์” เป็นหลักฐานมัดโจรผ้าพันคอเหลืองทำร้ายประชาชน ขณะที่ คปพร. เปิดสภาประชาชนถกแก้ รธน. ท้าพันธมิตรฯ ร่วมเวทีพิสูจน์ความจริง

        การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เริ่มจะหนักข้อขึ้นทุกวัน โดยล่าสุดได้มีความพยายามปลุกระดมประชาชนมาร่วมกันทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ และยังมีการปราศัยบนเวทีที่รุนแรงและล่อแหลมมากขึ้นทุกขณะ โดยที่หลายคำพูดที่ไปสอดคล้องกับนายทหารบางคน แกนนำบางพรรคการเมือง ส่อให้เข้าใจได้ว่ามีการร่วมกันเป็นขบวนการที่จะสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง เพื่อสร้างความชอบธรรมในการทำปฏิวัติรัฐประหาร
 
       โดยที่ก่อนหน้านี้ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ พรรคพลังประชาชน ได้เดินทางเข้าแจ้งความที่กองปราบปราม เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯ และส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ มาแล้วหลังจากพบว่าพฤติกรรมในการเคลื่อนไหวส่อเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 116 ในการเคลื่อนไหวสร้างความปั่นป่วนที่จะนำไปสู่การก่อความไม่สงบในราชอาณาจักร และมาตรา 68 ที่มีการกระทำเข้าข่ายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย

นักกม.ชี้ช่องเอาผิดกม.อาญา
      ต่อกรณีดังกล่าวได้มีนักกฎหมายให้ความเห็นสนับสนุนไว้อย่างกว้างขวาง
 
     ในขณะเดียวกันมีความเห็นในแง่มุมของนักกฎหมายระบุในแนวทางการฟ้องร้องดำเนินคดีกับแกนนำพันธมิตรฯ รวมถึง ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมาย โดย นายมโน ทองปาน กรรมการฝ่ายช่วยเหลือประชาชนด้านกฎหมาย สภาทนายความ ให้ความเห็นว่า การแจ้งความในข้อหาดังกล่าวสามารถกระทำได้ตามกฎหมาย ซึ่งพนักงานสอบสวนจะต้องนำข้อเท็จจริงมาตรวจสอบว่าเข้าองค์ประกอบข้อกฎหมายใดบ้าง หากเข้าองค์ประกอบของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 จริงก็จะเชิญผู้กระทำความผิดมารับทราบข้อกล่าวหา และดำเนินไปตามกระบวนการยุติธรรม
 
      “มองว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ต้องการล้มล้าง รธน.มากกว่าแก้ไข รธน. ทั้งที่ความจริงการแก้ไข รธน.เป็นสิทธิอันชอบธรรมตามกฎหมาย สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้เหมือนเรามองกฎหมายในคนละมุม ท้ายที่สุดก็ไม่เกิดผลดี บ้านเมืองยังคงวุ่นวายต่อไป อยากให้ยุติการชุมนุมแล้วมาเล่นกันตามกติกา ถกกันในสภาจะดีกว่า ใช้สภาเป็นเวที และทุกคนก็ปฏิบัติตามกรอบที่ควรเป็น ไม่ใช่ไม่พอใจก็ชุมนุมประท้วง” นายมโน กล่าว

เข้าข่ายล้มล้างอำนาจอธิปไตย
     ด้านนายพิชา วิจิตรศิลป์ ทนายความของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่าเป็นสิทธิ์สามารถทำได้ เพราะถือเป็นการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เข้าข่ายผิดกฎหมายอาญาตามมาตรา 68-113 ที่เป็นการล้มล้างอำนาจอธิปไตย อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจบริหาร  อีกทั้งเมื่อมีความพยายามสื่อสารยุยงให้เกิดการปฏิวัติเพื่อล้มล้างรัฐบาล ก็เข้าข่ายผิดกฎหมายความมั่นคงของประเทศด้วย
     
    ส่วนที่กลุ่มพันธมิตรฯ รวบรวมรายชื่อไม่ครบแต่กลับไปยื่นให้กับประธานวุฒิสภานั้น ความจริงไม่สามารถทำได้ แต่ประธานวุฒิฯ ก็ยังรับไว้พิจารณา ทั้งที่รู้กฎระเบียบ แต่แกล้งซื่อบื่อ และเห็นด้วยไปกับเขา
   
     อย่างไรก็ดี ตนมองว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้ทำให้เกิดผลดี ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศและการลงทุน ทำให้การจราจรติดขัด จึงอยากให้หยุดการชุมนุมในที่สุด
     
จี้ตร.เอาผิดม.113เป็นกบฎ
      ส่วนนายคำนวณ ชโลปถัมภ์ อดีต ส.ว. กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า การที่มีคนไปขวางการจราจรมีความผิด ทั้งผู้ที่ไปรวบรวม ยุยง หรือจ้างวานคนมาชุมนุน รวมถึงผู้ร่วมชุมนุม หากสอบสวนแล้วพบว่ามีเจตนาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล จะเข้าข่ายผิดกฎหมายด้านความมั่นคงมาตรา 113 หรือไม่ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้การสอบสวนต้องดำเนินการให้ลึกลงไปว่ามีเจตนาเช่นไร ซึ่งอาจจะไม่ต้องดูว่าบุคคลนั้นผิดหรือไม่ผิด ถ้าเป็นเช่นนั้น จะถือได้ว่าเป็นกบฎ ซึ่งการเตรียมการหรือคบคิดกันให้เกิดการกบฎต้องระวางโทษจำคุก 3 - 15 ปี
     
    ทั้งนี้ ส่วนตัวเห็นว่า เรื่องนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจควรเป็นผู้ดำเนินคดีเอง เนื่องจากเห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นการขัดขวางการจราจรทำให้เกิดความวุ่นวาย อย่างไรก็ดี ประชาชนควรรับฟังเหตุผลของทุกฝ่าย หากการแก้ไข รธน. เพื่อพวกพ้องตัวเองจริง ประชาชนก็จะเป็นผู้ตัดสินเอง เพราะเป็นเอกสิทธิ์ของประชาชน ขณะเดียวกันการแก้ไข รธน.ก็เป็นหน้าที่ของสภาไม่ใช่กลุ่มพันธมิตรฯ ที่เป็นคนตัดสินใจ

จวกพันธมิตรส่อขัดรธน.
     ทางด้าน นายคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2540 (สสร.40) ให้ความเห็นว่า ต้องทำความเข้าใจถึง ส.ส. – ส.ว. ที่เข้าชื่อเมื่อครบจำนวนตามที่กำหนดแล้วถือว่าเป็นเอกสิทธิ์ทันที  นั่นหมายถึง สิทธิ์อันดับ 1 ดังนั้นการที่บุคคลอื่นใดจะมาใช้สิทธิ์รองลงมายื่นถอดถอน ส.ส.ที่ใช้สิทธิ์ครั้งหลังนี้ถือว่าขัดต่อ รธน. ไม่เช่นนั้นก็จะไม่สิ้นสุด เพราะหากใช้เอกสิทธิ์ตาม รธน. แล้วถูกถอดถอนได้ก็ไม่จำเป็นต้องมี รธน.

    ดังนั้น การกระทำของกลุ่มพันธมิตรถือว่าไม่ชอบด้วย รธน. ส่วนการแจ้งความดำเนินคดีทำได้ เจ้าพนักงานจะเป็นผู้พิจารณาและใช้ดุลยพินิจเองว่าขัดขวางกระบวนการตาม รธน.หรือไม่ ทั้งนี้ การชุมนุมที่มีการใช้คำพูดยั่วยุ ปลุกระดม หรือก่อให้เกิดความรุนแรงเข้าข่ายผิดกฎหมายอาญาทั้งสิ้น ใครก็ตามแต่พบเห็นการกระทำที่อยู่นอกเหนือ รธน. พูดจาในทำนองเช่นนั้นสามารถร้องไปที่อัยการสูงสุดหรือพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีได้ตามกฎหมาย
 
      “การชุมนุมของพันธมิตรฯ ไม่ถูกต้อง หากชุมนุมกันอย่างสันติวิธีไม่มีอาวุธ จะชุมนุมกันนานแค่ไหนไม่มีใครว่า แต่การชุมนุมที่มีการพูดจายั่วยุ จาบจ้วง เพื่อล้มล้างการปกครองเข้าข่ายผิดกฎหมาย ที่ผ่านมาเรามีการเลือกตั้งและใช้สิทธิตาม รธน. แล้ว เมื่อมีการชุมนุมก็เท่ากับว่าใครก็ตามที่อยู่นอก รธน.มีอำนาจมาก ใช้อภิสิทธิ์ชนเปิดเวที ข่มขู่ เรียกร้องให้เกิดรัฐประหาร กลายเป็นผู้มีอทธิพล ขาใหญ่ เล่นงานคนที่อยู่ใน รธน. เช่นนี้แล้วจะมีการเลือกตั้งไปเพื่ออะไร สุดท้ายก็มาเจอกันที่ถนนเช่นเดิม” นายคณิน กล่าว

จ่อดำเนินคดีประธานวุฒิสภา
      ขณะเดียวกันหลังจากก่อนหน้านี้ได้แจ้งความดำเนินคดีกัยพันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์ไปแล้ว นายวรวัจน์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่าจะแจ้งความดำเนินคดีกับนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ตามมาตรา 113 ของกฎหมายอาญา หากรับรายชื่อประชาชนเพื่อถอดถอนสมาชิกรัฐสภาที่ลงชื่อรับรองญัตติแก้ไข รธน. จากกลุ่มพันธมิตรฯ ในวันศุกร์นี้ (30 พ.ค.) เพิ่มเติม เนื่องจากการกระทำดังกล่าวถือว่าขัดขวางการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งเข้าข่ายการเป็นกบฏ เพราะสมาชิกรัฐสภาที่ร่วมลงชื่อถือว่าทำหน้าที่ตามบทบัญญัติใน รธน. เพื่อปกป้องสถาบันนิติบัญญัติ การปกครองระบอบประชาธิปไตยและระบบรัฐสภา
   
     ทั้งนี้ หากมีการยื่นรายชื่อประชาชน 20,000 ชื่อเพื่อถอดถอน ส.ส.และ ส.ว.ที่ยื่นญัตติดังกล่าวเมื่อใด ตนก็จะแจ้งข้อกล่าวหากับประชาชนที่ร่วมลงชื่อถอดถอนทั้ง 20,000 คนทันที เพราะถือว่าล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย
       
      “พวกพันธมิตรฯ เป็นใคร คุณสุริยะใส เป็นใคร แค่คนไม่กี่คน ถึงจะมายื่นถอดถอน ส.ส.และ ส.ว. แม้กระทั่งพรรคยังบังคับไม่ได้ ส.ส.มาจากการเลือกตั้ง เราทำผิดอะไร ทั้งๆ ที่ทำตามหน้าที่ใน รธน.รองรับ ถ้าใช้ม็อบมาบีบ ส.ส.อย่างนี้แล้ว สถาบันนิติบัญญัติและระบบรัฐสภาจะอยู่ได้อย่างไร” ส.ส.แพร่ผู้นี้ กล่าว

คปพร. เปิดสภาประชาชน1มิ.ย.
       วันเดียวกัน คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) นำโดย นพ.เหวง โตจิราการ พร้อมแกนนำ แถลงถึงการจัดสภาประชาชนระดมความคิดเห็นเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่จะมีขึ้น ณ หอประชุมคุรุสภา ในวันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน ตั้งแต่ 13.00 น. เป็นต้นไป
     
     นพ.เหวง กล่าวว่า เป็นการจำลองการประชุมแบบรัฐสภา เพื่ออภิปรายถึง รธน. แต่ละหมวดตามหลักวิชาการ และจะไม่ใช้วิธีการปราศรัยแบบกลุ่มผู้ชุมนุม จึงไม่มีกลิ่นอายของม็อบอย่างที่หลายฝ่ายมีความกังวลว่าจะเกิดการม็อบชนม็อบขึ้น ส่วนการเข้าร่วมจะกลั่นกรองผู้ร่วมงานและจำกัดไม่ให้เกิน 500 คน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์โดยรวม
   
      สำหรับการรักษาความปลอดภัย จะมีการตรวจค้นอุปกรณ์ที่จะเป็นอาวุธ พร้อมกับได้ประสานไปยัง พล.ต.อ.พัชรวาทวงศ์สุวรรณ ผบ.ตร. เพื่อขอความร่วมมือช่วยดูแลความสงบเรียบร้อย ส่วนการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มพันธมิตรฯ ในวันที่ 30 พฤษภาคมนี้ ส่วนตัวไม่ได้สนใจ แต่มีความกังวลในเรื่องที่อาจจะมีทหารปฎิวัติมากกว่า

ท้าพันธมิตรฯเข้าร่วมดีเบต
    ด้าน นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ หนึ่งในแกนนำ กล่าวฝากเชิญ แกนนำพันธมิตรฯ เข้าร่วมงานด้วย แต่ต้องมีเฉพาะกลุ่มแกนนำพันธมิตรฯ ไม่มีผู้สนับสนุนติดตาม เพื่อจะให้ชี้แจงว่าทำไมถึงไม่ยอมให้แก้ไข รธน.50 และมีท่าทีรังเกียจ รธน.40 ด้วยเหตุใด
   
      ขณะที่ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข หนึ่งในแกนนำ กล่าวเสริมถึงการจัดตั้งสภาประชาชนเพื่อฟังเสียงนักวิชาการ ประชาชน ตลอดจนบุคคลที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำเสนอคณะกรรมาธิการในรัฐสภา เพื่อแก้ไข รธน.ให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของประชาชน ทั้งนี้ ยืนยันว่าหากมีการแก้ รธน.แล้ว ไม่ต้องกังวลว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจะพ้นผิด เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมกำลังดำเนินการอยู่ 
 
       พร้อมกับย้ำว่า จะไม่เกิดการเผชิญหน้ากันอย่างแน่นอน และเมื่อเสร็จสิ้นการสัมมนาในเวลา 18.00 น.จะสลายตัวทันที ไม่มีการชุมนุมยืดเยื้อ และขอวอนทางกลุ่มพันธมิตรฯ อย่าได้รุกล้ำเข้ามาสร้างความปั่นป่วน แต่หากถูกยั่วยุจริง คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของจ้าหน้าที่ตำรวจ

“เฉลิม”รับคำท้าดีเบต“สนธิ”         
       ในอีกด้านหนึ่ง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ระบุว่า ในวันศุกร์นี้ (30 พ.ค.) เตรียมนัดหารือกับรัฐมนตรีที่เป็นสมาชิกพรรคพลังประชาชนที่บ้านของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ในเรื่องการทำงาน ภายหลังที่รัฐบาลทำงานมาระยะหนึ่ง
     
       “ก็นัดคุยกันเรื่องการทำงาน เพราะไม่ได้คุยกันเลย” นายสมัคร กล่าวแต่ไม่ตอบคำถามว่า จะมีการหารือในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 หรือไม่
       
       ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย พร้อมรับคำท้าดีเบตเรื่อง รธน.กับ นายสนธิ แกนนำพันธมิตรฯ เพราะการแสดงความเห็นย่อมดีกว่าปิดถนนประท้วงและทำให้ประชาชนเดือดร้อน โดยขอดีเบตผ่านสื่อจะใช้ช่อง 9 หรือ NBT ก็ได้ และยืนยันรัฐบาลไม่มีแนวคิดจับตัวแกนนำพันธมิตรฯ ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยไม่มีนโยบายจัดมวลชนมาชุมนุมต้านพันธมิตรฯ และเชื่อว่า จะไม่มีกลุ่มต่อต้านจากมวลชนมาปะทะ ซึ่งจากสถานการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจยังสามารถควบคุมได้

จ่อส่งร่างประชามติถึงสภาศุกร์นี้
       ในขณะเดียวกัน นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง เปิดเผยว่า กกต.จะนำร่าง พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติส่งให้คณะกรรมการด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ ที่มีนายบุญทัน ดอกไธสง เป็นประธาน พิจารณาในรายละเอียดเรื่องของกฎหมายและวิธีปฏิบัติที่อาจจะแตกต่างจากของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในการทำประชามติครั้งที่ผ่านมา และจะนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมใหญ่ กกต.ในวันพรุ่งนี้ (29 พ.ค.) เพื่อขอมติว่าเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวหรือไม่ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จและส่งไปยังรัฐสภาได้ในวันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคมนี้
 ทั้งนี้ การยกร่าง พ.ร.บ. ได้นำกฎหมายประชามติปี 2541 มาเป็นต้นร่าง จึงทำให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะมีทั้งหมด 40 มาตรา โดยเนื้อหาและรายละเอียดจะไม่แตกต่าง แต่วิธีการจะแตกต่างกัน เพื่อให้สอดคล้องกับ รธน.ปัจจุบัน

ตั้งวอร์รูมจับตาม็อบพันธมิตร
     ขณะเดียวกันในส่วนของพรรคพลังประชาชน ก็มีการประเมินสถานการณ์ โดยเชื่อว่ากลุ่มพันธมิตรฯ มีความพยายามที่จะชุมนุมยืดเยื้อ
 
      ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน แถลงว่า จากการประเมินการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมีแนวโน้มยืดเยื้อและมีเป้าหมายเพื่อโค่นล้มรัฐบาล ดังนั้นเพื่อให้รู้เท่าทันความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ และเป็นการใช้ข้อมูลข่าวสารทำความเข้าใจกับประชาชน พรรคพลังประชาชนในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์ติดตามข้อมูลข่าวสาร (วอร์รูม) โดยมีกองโฆษกพรรคพลังประชาชนเป็นศูนย์กลางพร้อมกับเปิดให้ส.ส.พรรคเข้าร่วมวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด จากนั้นข้อมูลที่ได้จะส่งมอบให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และนำเสนอต่อประชาชนต่อไป อย่างไรก็ตามพรรคเห็นว่าท่าทีของนายสมัครต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยใช้ปัญญาอยู่เหนืออารมณ์ ถือเป็นเรื่องที่เหมาะสมและถูกต้องแล้ว
   
      ร.ท.กุเทพ กล่าวอีกว่า สถานการณ์การเมืองก่อนรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 และปัจจุบันแตกต่างกัน วันนี้มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มีส.ส.ในสภา ซึ่งที่ยังทำงานได้ไม่ครบ 3 เดือน และมีปัญหาปากท้อง ปัญหาเศรษฐกิจรุนแรงสาหัส ดังนั้นควรให้เวลารัฐบาลได้เร่งแก้ไข โดยที่ประชาชนในชาติต้องร่วมแรงร่วมใจกัน แต่กลุ่มพันธมิตรฯกลับเลือกเป็นโอกาสซ้ำเติมสถานการณ์ประเทศ ตนจึงฝากไปยังแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯว่าจะเอาประโยชน์ส่วนตัวอยู่เหนือส่วน รวมใช่หรือไม่ 
     
พันธมิตรกล่าวหาไร้หลักฐาน
      นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะปักหลักชุมนุนยืดเยื้อ จนกว่าจะมีการถอนมติแก้ไข รธน. ว่าอาจจะกลายเป็นปัจจัยที่นำไปสู่ความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้น คิดว่าถ้าทุกคนทำตามกฎหมาย กติกา บ้านเมืองน่าจะมีความสงบเรียบร้อย แตไม่เข้าใจว่าพันธมิตรฯ ชุมนุมเพื่ออะไร รัฐบาลเพิ่งทำงานได้ไม่นาน และได้ให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้องของประชาชน ไม่ใช่เน้นแต่เรื่องแก้รัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว การชุมนุมก็เป็นผลสะท้อนอย่างหนึ่ง แต่ก็ต้องคำนึงถึงด้วยว่าเป็นการสร้างปัญหาให้กับประชาชนโดยรอบหรือไม่ เพราะตอนนี้ประชาชนก็ได้รับความเดือดร้อน ถนนหนทางก็ถูกปิด จึงอยากเรียกร้องกลุ่มพันธมิตรฯ หากจะมีการจัดชุมนุม ก็ควรคำนึงถึงประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำของพวกตนด้วย
 
      ส่วนที่กลุ่มพันธมิตรฯ ได้มีการเปลี่ยนประเด็น เป็นการขับไล่รัฐบาล ไม่ปกป้องสถาบัน อยากบอกว่า ไปเอาที่ไหนมาพูด มากล่าวหากันแบบนี้ มีเหตุผลหรือหลักฐานอะไรหรือเปล่า รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลโดยชอบที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และได้รับการโปดเกล้าฯ ไม่เคยทำอะไรที่ไม่ดีไม่งามอย่างนั้น และอยากขอย้ำว่า อดีตนายกฯ ทักษิณ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือเข้ามาข้องเกี่ยวกับการทำงานของพรรคแต่อย่างใด

“บุญสร้าง”อุ้มม็อบข้างถนน
      ด้าน พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) ที่เคยออกมาแบะท่าเรื่องการปฏิวัติ กล่าวว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หากอยู่ในขอบเขตของกฎหมายก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ขณะที่การชุมนุมจะยืดเยื้อออกไปและจะมีปัญหาการปะทะกันของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยหรือไม่นั้น ก็สามารถเป็นไปได้ แต่อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับประชาชนว่าจะให้เรื่องเหล่านั้นเกิดขึ้นมาหรือไม่
 
      “ส่วนการดูแลรักษาความปลอดภัยเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งนี้หากสถานการณ์การชุมนุมบานปลายออกไป ฝ่ายทหารคงจะไม่ออกมาควบคุมสถานการณ์ เพราะถ้าทหารออกมาเป็นเรื่องที่เข้าขั้นเป็นยาแรง และเมื่อไหร่ที่ใช้ความรุนแรง ก็จะไม่ได้ผล รวมถึงปัจจัยชี้วัดอยู่ที่รัฐบาลจะเป็นผู้สั่งการ”พล.อ.บุญสร้างกล่าวและว่า ขอให้ผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่ายรักกันดีกว่า ช่วยกันสร้างบ้านเมืองสิ่งใดที่มีปัญหาขัดแย้งกันก็พูดคุยกันด้วยความเป็นมิตร ด้วยความตั้งใจที่ดีแก่ชาติบ้านเมือง

ทยอยแจ้งความรถติด-หนวกหู
        ส่วนทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็มีการประเมินสถานการณ์เช่นกันว่าการชุมนุมอาจมีความยืดเยื้อ และพยายามจะมีการเจรจาให้กลุ่มผู้ชุมนุมออกจากพื้นผิวทางจราจร เพราะมีประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่เป็นผล
       
        พล.ต.ต.สุรพล  ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สรุปภาพรวมการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อคืนที่ผ่านมาว่า มีผู้เข้าร่วมชุมนุมประมาณ 5,000 คน โดยมีผู้เข้าร่วมเพิ่มมากขึ้น จึงเชื่อว่าจะทำให้การชุมนุมมีความยืดเยื้อ แต่ตำรวจจะดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง และเจรจากับแกนนำให้ออกจากพื้นผิวจราจร เพราะขณะนี้กลุ่มประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนไปแจ้งความดำเนินคดีไว้แล้วหลายราย ซึ่งยืนยันว่าไม่ใช่การเกณฑ์คนไปแจ้งความตามที่มีกระแสข่าว โดยตำรวจได้สอบสวนผู้เสียหายทั้งหมดแล้ว
  นอกจากนี้ยังมีผู้เดือดร้อนอีกจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบจากเสียงและผลกระทบจากการจราจรที่ติดขัด ทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เป็นต้น
       
         นอกจากนี้ พล.ต.ต.สุรพล  ยืนยันว่าตำรวจทุกหน่วยในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่ได้ปล่อยเกียร์ว่างในการปฏิบัติหน้าที่

ภาพประชาทรรศน์มัดม็อบชั่ว
           ด้าน พ.ต.ท.ภูเบศ  เส้นขาว  รองผกก.สน.นางเลิ้ง เปิดเผยความคืบหน้ากรณีเกิดเหตุปะทะกันระหว่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มต่อต้านพันธมิตร เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมาจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ว่าเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบรายชื่อและที่อยู่ของผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวจาก รพ.วชิรพยาบาล จำนวน 16 คน และรพ.วิชัยยุทธ 1 คน แต่ทั้งหมดยังไม่ยอมมาแจ้งความ
         
       ทั้งนี้ได้ดำเนินการออกหมายเรียก เพื่อเป็นผู้กล่าวหากับผู้บาดเจ็บทั้งหมด เพื่อให้เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนแล้ว ส่วนกรณีหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ มีการตีพิมพ์ภาพเหตุการณ์ โดยพบผู้กระทำผิดและผู้ถูกกระทำอย่างชัดเจนนั้นจะได้ทำการตรวจสอบ และหากพบว่าเป็นหลักฐานได้ก็จะทำการออกหมายจับตัวคนร้ายต่อไป
 
      อนึ่ง ภาพที่ประชาทรรศน์ นำเสนอเป็นภาพกลุ่มคนที่มีผ้าโพกหัวและผ้าพันคอมีข้อความ “กู้ชาติ” พร้อมอาวุธครบมือ กำลังรุมทำร้ายคนที่ไม่มีทางสู้จนได้รับบาดเจ็บสาหัส รวมทั้งประชาชนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่

http://www.prachatouch.com/content.php?id=5292
31  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / นักธุรกิจเมืองชล สุดทนพันธมิตร / ยื่นหนังสือประณามทำลายชาติ สถาบันทหาร เมื่อ: 29 พฤษภาคม 2008, 20:20:01
    กลุ่มนักธุรกิจชาวชลบุรีรวมตัว บุกยื่นหนังสือผ่านปธ.สภา ขอประณามพันธมิตรก่อหวอดชุมนุม ทำลายเศรษฐกิจชาติ สถาบันทหาร ขอให้ยุติการกระทำ ขณะที่ “ชัย” เอือม แต่ยังหวังน่าจะมีสำนึกบ้าง

    โดยที่รัฐสภาในวันนี้ (29 พ.ค.) กลุ่มนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตยชาวชลบุรีประมาณ 10 คน นำโดย นายสมควร นกหงษ์ ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา เพื่อเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยุติการเคลื่อนไหวและอย่าทำลายเศรษฐกิจของชาติ

    โดยนายสมควร กล่าวว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ ทำลายเกียรติภูมิความน่าเชื่อถือของสถาบันทหารให้ถูกเกลียดชัง ทำให้ประชาชนไขว้เขว สับสน และตื่นตระหนกกลัวทหารจะออกมาปฏิวัติรัฐประหาร หากรัฐบาลไม่ทำตามข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยกากระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ส่งเสริมรัฐบาลประชาธิปไตย ปิดกั้นและก่อกวนการบริหารงานของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

    ดังนั้น กลุ่มนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตยฯ จึงขอประณามการชุมนุม และขอเรียกร้องผ่านประธานรัฐสภา ให้กลุ่มพันธมิตรฯยุติการเคลื่อนไหวและยุติการกระทำก่อกวนชาติ โดยขอสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และการทำประชามติเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจว่า เห็นด้วยหรือไม่กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยผลการทำประชามติออกมาอย่างไร ก็ให้ยอมรับเพื่อเดินไปตามวิถีทางประชาธิปไตย

    ด้านนายชัย กล่าวว่า ขอฝากผ่านสื่อเพื่อแจ้งการเรียกร้องของกลุ่มนักธุรกิจฯไปยังกลุ่มพันธมิตรฯด้วย โดยเห็นว่า การที่นักธุรกิจมายื่นหนังสือในวันนี้ เกิดจากประชาชนเริ่มมีความตื่นตัวในปัญหาเศรษฐกิจ โดยเห็นว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ จึงเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรฯเห็นแก่ชาติบ้านเมือง และเชื่อว่าการเรียกร้องนี้จะทำให้กลุ่มพันธมิตร เกิดความสำนึกบ้าง

    “ขอให้ทุกฝ่ายต้องพยายามถอยคนละก้าว เพื่อชาติบ้านเมือง และอยากให้ประชาชนมีจิตสำนึก และช่วยกันบอกญาติพี่น้องที่เข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า อย่าได้ร่วมกันสร้างความเดือดร้อนให้ชาติบ้านเมืองเลย” ประธานสภา กล่าววิงวอน

http://www.prachatouch.com/content.php?id=5300
32  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / เฉลิมปูดข่าว บึ้ม! เวทีพันธมิตรฯ เมื่อ: 29 พฤษภาคม 2008, 20:18:19
มท.1แนะประชาชนผู้รักประชาธิปไตย เลี่ยงชุมนุมพันธมิตรฯพรุ่งนี้ เพราะมีข่าววางระเบิด

วันนี้ (29พฤษภาคม) ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว. มหาดไทยกล่าวถึงกรณีที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเปลี่ยนแผนการชุมนุมเป็นการขับไล่รัฐบาลว่า การชุมนุมในที่สุดแล้วจะทำให้เห็นและรู้ว่าใครเป็นใคร รัฐบาลไม่คิดสลายการชุมนุมแต่เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องดูแลความสงบเรียบร้อย ส่วนการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 30 พ.ค. จะมีความรุนแรงหรือไม่อยู่ที่กลุ่มพันธมิตรถ้าไม่ก่อเหตุทำกันเองก็จะไม่มีอะไร

อย่างไรก็ตามส่วนตัวได้ทราบจากการข่าวว่า จะมีการวางระเบิดทำร้ายซึ่งกันและกันซึ่งหากเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นจริงขอยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องขอให้ประชาชนที่รักประชาธิปไตยควรติดตามการชุมนุมทางโทรทัศน์ไม่ควรออกไปร่วมชุมนุม

http://www.posttoday.com/breakingnews.php?sec=breaking&id=240943
33  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / อนุพงษ์ย้ายผบ.พัน98นาย เมื่อ: 29 พฤษภาคม 2008, 20:17:22
ผบ.ทบ.ลงนามปรับย้ายนายทหารระดับผู้บังคับกองพัน 98 นาย

วันนี้(29พฤษภาคม) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ได้ลงนามในคำสั่งกองทัพบก ที่ 155/2551 เรื่องให้นายทหารรับราชการและปรับเงินเดือน จำนวน 98 นาย โดยให้มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ซึ่งการปรับย้ายครั้งนี้เป็นการปรับย้ายในระดับผู้บังคับหน่วยระดับกองพัน โดยมีตำแหน่งที่น่าสนใจ อาทิ

พ.ท.บรรยง ทองน่วม ผู้บังคับกองพันที่ 2 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็ก รักษาพระองค์ เป็นฝ่ายยุทธการกองทัพภาคที่ 1 พ.ท.จักรกฤษณ์ ศรีนนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองฝ่ายส่งกำลังบำรุง กองทัพน้อยที่ 1 และอดีตนายทหารคนสนิท พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้บังคับกองพันที่ 2 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็ก รักษาพระองค์ พ.อ.เรืองศักดิ์ อรรคทิมากูล เสนาธิการกรมทหาราบที่ 19 เป็นรองเสนาธิการกองพลทหารราบที่ 9 พ.ท.ฐกัด หลอดศิริ ผู้บังคับกองพันที่ 2 กรมทหารราบที่ 19 เป็นเสนาธิการกรมทหารราบที่ 19 พ.ท.วิวัฒน์ หงส์บันดาลสุข หัวหน้าฝ่ายส่งกำลังบำรุง กองพลทหารราบที่ 9 เป็นผู้บังคับกองพันที่ 2 กรมทหารราบที่ 19

พ.ท.เวชยันต์ แว่นไธสงค์ หัวหน้าฝ่ายกิจการพลเรือน กองพลทหารราบที่ 9 เป็นผู้บังคับกองพันที่ 1 กรมทหารราบที่ 19 พ.ท. กฤษดา ปานทับทิม หัวหน้าฝ่ายยุทธการ กองพลทหารราบที่ 4 เป็นผู้บังคับกองพันที่ 4 กรมทหารราบที่ 4 พ.อ.ทิม เรือนโต ผู้บังคับการกรมทหาพรานที่ 41 เป็นเสนาธิการกรมทหารราบที่ 25 และ พ.อ.สัญญลักษณ์ ทั่งศิริ ฝ่ายยุทธการ กองทัพภาคที่ 1 เป็นผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 14

http://www.posttoday.com/breakingnews.php?sec=breaking&id=240948
34  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / "หมอเลี๊ยบ"ยันไม่มีปฏิวัติ-ไม่ยุบสภา เมื่อ: 29 พฤษภาคม 2008, 20:15:00
รมว.คลัง ยืนยันไม่มีปฏิวัติ ไม่ยุบสภา วอนนักลงทุนมั่นใจ เชื่อ 1-2 เดือน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะเห็นผล

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของไทยปรับตัวลดลงในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา เนื่องจากปัญหาการเมืองและการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า ปัญหาดังกล่าวมีผลทางจิตวิทยา ทำให้นักลงทุนเกิดความไม่มั่นใจ จึงสะท้อนมายังตลาดหุ้นให้ปรับลดลง และการลดลงของดัชนีไม่ใช่มาจากปัจจัยพื้นฐานของประเทศไม่ดี เพราะหากมาจากปัจจัยพื้นฐาน ดัชนีจะปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ในช่วงที่ผ่านมาเป็นการปรับลดลงอย่างรุนแรงสลับและดีดกลับขึ้นไปอีก 1 วัน

น.พ.สุรพงษ์ ยืนยันกระแสข่าวลือการปฏิวัติว่า จะไม่เกิดขึ้นแน่นอน เพราะขณะนี้ยังไม่มีเหตุผลใดที่จะนำไปสู่เงื่อนไขในการปฏิวัติ และคงไม่เป็นสถานการณ์ที่ไปสู่ความขัดแย้งจนไม่มีภาวะทางออกและนำไปสู่สถานการณ์เหมือนวันที่ 19 กันยายน 2549 และเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราวที่กระทบต่อความรู้สึกและจิตวิทยาของนักลงทุน ขอให้นักลงทุนมั่นใจได้

รมว.คลัง กล่าวว่า ส่วนกรณีที่นักลงทุนไม่มั่นใจรัฐบาล และมองว่าจะไม่อายุไม่ถึง 1 ปีนั้น นายกรัฐมนตรีก็ประกาศชัดเจนแล้วว่าจะไม่มีการยุบสภาฯ ขณะที่ผู้บริหารกองทุนยืนยันปัญหาการเมืองก็ควรแก้ไขด้วยทางการเมือง และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือกัน ทั้งผู้ชุมนุม นักวิชาการ สื่อมวลชน นักการเมือง อย่าสนใจข่าวปัญหาการเมืองมากนัก ควรสนใจปากท้องของประชาชนที่จะสร้างประโยชน์มากกว่า ซึ่ง เชื่อว่าในช่วง 1-2 เดือนนี้ มาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งการประหยัดพลังงาน มาตรการภาษี การเพิ่มค่าครองชีพให้ผู้มีรายได้น้อย จะเห็นผลในทางปฏิบัติ

http://www.posttoday.com/topstories.php?id=240950
35  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ม็อบรถร่วมฯสลายตัวแล้ว เมื่อ: 29 พฤษภาคม 2008, 20:14:05
ม็อบรถร่วมฯ-มินิบัส ยอมสลายตัว และเดินรถปกติ แล้ว รอผลเจรจาคมนาคม-พลังงานพรุ่งนี้

การประชุมระหว่างนายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กับผู้บริหาร ขสมก. และผู้ประกอบการรถร่วมบริการจากสมาคมพัฒนารถร่วมเอกชน เสร็จสิ้นลง ล่าสุดผู้ประกอบการได้รับเงื่อนไขของกระทรวงคมนาคม และได้ประกาศถอนการชุมนุมหน้ากระทรวงคมนาคม และเดินรถตามปกติในช่วงเย็นวันนี้

โดยที่ประชุมกระทรวงคมนาคม รับปากไปดำเนินการแก้ปัญหาให้ผู้ประกอบการ ข้อแรก ยืนยันจะเจรจากับกระทรวงพลังงาน เพื่ออุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลให้ไม่น้อยกว่าลิตรละ 2 บาท เป็นเวลา 6 เดือน โดยผู้ประกอบการถร่วมทั้งหมดสามารถนำรถมาเติมน้ำมันที่สถานีบริการของ ขสมก. หลังจากนี้ ขสมก.จะมีการประชุมหารือกำหนดรายละเอียดในการดำเนินการอีกครั้ง

และวันพรุ่งนี้ (30 พ.ค.) เวลา 11.00 น. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จะมีการประชุมหารือร่วมกับนายปิยะพันธ์ จัมปาสุต รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานบอร์ด ขสมก. และจะร่วมแถลงข่าวถึงวงเงินการอุดหนุนที่ชัดเจน ขณะที่ ขสมก.ก็จะงดเว้นค่าตอบแทนรายได้ 35 บาท รถร้อน และ 60 บาท รถปรับอากาศ จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ซึ่ง 2 เงื่อนไขนี้ ผู้ประกอบการแสดงความพอใจและได้สลายการชุมนุมในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่รถร่วมบริการซึ่งเป็นรถเมล์ขนาดใหญ่เริ่มทยอยออกจากกระทรวงคมนาคม โดยมีนายทรงศักดิ์ไปดำเนินการปล่อยรถ ได้เกิดเหตุวุ่นวายขึ้น เนื่องจากมีผู้ประกอบการรถร่วมบริการมินิบัสที่มาร่วมชุมนุม ได้นำสุรามาดื่มระหว่างรอฟังผล จนมีอาการมึนเมา ซึ่งแม้ว่าจะรับทราบผลการประชุมแล้วก็ยังแสดงความไม่พอใจ และประกาศจะไม่เคลื่อนย้ายออกจากกระทรวงฯ จึงเกิดเหตุวุ่นวาย อย่างไรก็ตาม รถร่วมอื่น ๆ ยืนยันที่จะกลับไปให้บริการในช่วงเย็นวันนี้

http://www.posttoday.com/topstories.php?id=240958

36  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / 2 รร.เดือดร้อนพันธมิตรชุมนุม สั่งหยุดเรียน-สอนพรุ่งนี้ เมื่อ: 29 พฤษภาคม 2008, 20:09:18
นายชาญณรงค์ แก้วเล็ก ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดโสมนัส ถนนกรุงเกษม  โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเขต 1 กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าววันนี้ (29 พ.ค.) ว่า

จากการหารือกับผู้ปกครอง มีข้อสรุปให้ทางโรงเรียนปิดการเรียนการสอนในวันพรุ่งนี้ 1 วัน เนื่องจากนักเรียนระดับอนุบาลถึงระดับประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 429 คน รวมทั้งผู้ปกครองและครู ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่จัดเวทีปราศรัยบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์  ตั้งห่างจากโรงเรียนไม่ถึง 100 เมตร

นอกจากการเรียนการสอนถูกรบกวนจากการเสียงปราศรัย และเพลงของกลุ่มผู้ชุมนุมแล้ว การปิดถนนราชดำเนินนอกและถนนใกล้เคียง ยังทำให้การเดินทางของนักเรียนและครู เป็นไปอย่างยากลำบาก ต้องมาโรงเรียนสาย และทำให้เด็กนักเรียนถึงร้อยละ 10 ขาดเรียน รถประจำทางสาย 53 ที่เคยจอดหน้าโรงเรียน และรถประจำทางสายอื่นๆ มีการเปลี่ยนเส้นทาง ทำให้นักเรียนต้องลงรถเดินเท้าเข้าโรงเรียน มีระยะทางไกลถึง 2 กิโลเมตร หรือบางคนก็หลงทาง เพราะไม่คุ้นเคยเส้นทาง

ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดโสมนัส  กล่าวต่อว่า ส่วนการเดินทางมาโรงเรียนของตนเองนั้น ก็ต้องจอดรถยนต์ไว้ที่ศรีย่าน จากนั้นนั่งรถจักรยานยนต์รับจ้าง และเดินเท้าต่อเพื่อเข้าโรงเรียน 

ทั้งนี้ การชุมนุมยังทำให้การดูแลเรื่องความปลอดภัยหน้าโรงเรียนทำได้ยากขึ้น และยังต้องเพิ่มครูดูแลความปลอดภัยในโรงเรียนมากขึ้น ส่วนการเรียนการสอนภายในห้องเรียนเด็กพิเศษ อาทิ ออทิสติก ดาวน์ซินโดรม จำนวน 58 คน  เด็กบางคนได้ยินเสียงดังจากการชุมนุมถึงกับร้องไห้

สำหรับการหยุดเรียนครั้งนี้ ทางโรงเรียนจะเปิดทำการตามปกติอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 2 มิ.ย.นี้ และจะมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด  การหยุดเรียนดังกล่าวยังไม่ถือว่ามีผลกระทบกับการเรียนสอน เพราะโรงเรียนได้เปิดภาคเรียนก่อนปกติถึง 4 วัน มีรายงานด้วยว่า วันพรุ่งนี้ โรงเรียนวัดมกุฎกษัตริยาราม ก็มีคำสั่งปิดการเรียนการสอน เป็นเวลา 1 วัน ด้วยเหตุผลเดียวกัน

http://www.thairath.co.th/onlineheadnews.html?id=91605
37  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / สู้กันไป ใครแพ้? เมื่อ: 27 พฤษภาคม 2008, 14:26:13
ศึกนี้...เดิมพัน สูงจริงๆ ฮืม สูงมากเสียจนฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด มิอาจจะหยุดดูอีกฝ่ายที่อยู่ตรงข้าม ทำการ “เคลื่อนไหว” ทั้ง ทางตรง และ ทางอ้อม...บนดิน และ ใต้ดิน ได้อย่างอิสระอีกต่อไป

พวกเขาจึงต้อง “เคลื่อนไหว” และ “เผชิญหน้า” เพื่อ หักล้าง และจ้อง ทำลาย ฝ่ายตรงข้ามอย่างมี นัยสำคัญ อย่างมี
เป้าหมาย และ ทำกันอย่าง เป็นระบบ

รัฐธรรมนูญ ปี 2550 คือ สิ่ง “ใกล้ตัวที่สุด” ที่แต่ละฝ่ายจะใช้ “แอบอ้าง” เพื่อสร้างความชอบธรรมในการ “เดิมเกม-ต่อสู้”

ระหว่างการ “เปิดศึก-ขั้นแตกหัก” ที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ โดยที่บางฝ่าย...หวัง “แอบอ้าง” เอาสิ่งที่อยู่ “ไกลตัว” แต่อยู่ใกล้ “หัวใจ” ของคนไทยทั้งชาติ...มาใช้เป็นเครื่องมือในการ “ปลุกระดม” สร้างแนวร่วม และเรียกร้องให้พี่น้องประชาชน เข้าร่วมกับขบวนการของพวกเขา กระนั้น แม้ทั้ง 2 ฝ่าย จะใช้ รัฐธรรมนูญ ปี 2550 สร้างความ ชอบธรรมในการต่อสู้ทุกๆ มิติ แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็ปฏิเสธ “ประชามติ”

แม้ว่าสิ่งนี้จะเป็น “เสียงสวรรค์” ของ “ตัวแทน” พี่น้องประชาชนคนไทย ทั้งกว่า 60 ล้านคน ในเมื่อคนกลุ่มนี้เคย “แอบอ้าง” ผลของ “ประชามติ” ครั้งก่อน รับ...ไม่รับ ร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ระหว่าง... รับ 14 ล้านเสียงเศษ กับ ไม่รับ 10 ล้านเสียงเศษ

แล้วเหตุใดครั้งนี้??? คนกลุ่มนี้ ซึ่งนำโดย แกนนำ “5+1” กลุ่ม พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มี นายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงไชย และ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เป็น “หัวหน้าทีม” โดยมี นายสุริยะใส กตะศิลา ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน จึงปฏิเสธการทำ “ประชามติ” ที่ นายสมัคร สุนทรเวช ประกาศ “กลับลำ” จะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. เพื่อของบประมาณ 2,000 ล้านบาท สำหรับการนี้

แม้การปฏิเสธ “เสียงสวรรค์” ของ แกนนำ “5+1” กลุ่มพันธมิตรฯ ในครั้งนี้ จะถูกมองว่า... มันมิต่างกับการ “ดูถูก” เสียงของ ประชาชนคนไทย ที่จะเป็นผู้ทำหน้าที่ “ตัดสินใจ” ด้วยตัวเองว่า... จะ แก้...ไม่แก้ รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ก็ตาม นั่นก็เพราะ “เป้าหมาย-แท้จริง” ของพวกเขาแปรเปลี่ยนไป!!!

จากนี้ไป เมืองไทย...จะ สุขสงบไม่ได้ เพราะหากเป็นเช่นนั้น รัฐบาลของนายสมัคร ก็คงจะมี เวลา และ โอกาส ในการบริหารประเทศ และจะมี เวลา ในการ แก้ไขปัญหา ของชาติและประชาชน???

เป็นสิ่งที่อีกฝ่ายยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้!!!

ท่าทีที่ แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ เตรียมการ “เคลื่อนมวลชน”เพื่อไป “ปักหลัก” และ “เผชิญหน้า” อยู่บริเวณหน้า...ทำเนียบรัฐบาล กดดัน ให้ นายสมัคร ทั้งกับบทบาทของ หัวหน้ารัฐบาลและ หัวหน้าพรรคพลังประชาชน รวมถึง สภาผู้แทนราษฎร ภายใต้การนำของ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯต้องถอนเรื่อง แก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ออกไปอย่างไม่มี เงื่อนไขและข้อแม้ ใดๆ

ถ้าได้รับชัยชนะแล้ว พวกเขาก็คง ไม่หยุด อยู่เพียงแค่นี้...

นายสมัคร และ รัฐบาลของเขา จะต้อง ลาออก จากความเป็นรัฐบาล คือ เป้าหมาย ลึกๆ ต่อไป....ของคนกลุ่มนี้

จนถึง เป้าหมายสุดท้าย คือ ต้อง “ลากคอ” เอา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายก รัฐมนตรี คนที่ 23 ของไทย และครอบครัวชินวัตร ตลอดจน บริวารว่านเครือ ไป “ติดคุก” กันชนิด“ติดกัน” ยกตระกูล เลยทีเดียว

เป้าหมายมัน ชัดเจน ออกอย่างนี้ มีหรือ???  ที่อีกฝ่ายจะยอม“ตั้งรับ” และนั่ง “งอมืองอเท้า” อยู่อย่างนี้!!!

ในเมื่อ... อำนาจรัฐ อยู่ในมือของพวกเขา ในเมื่อ...ประสบการณ์ในอดีต เรื่อง “ความไม่เด็ดขาด” ในการ ตัดสินใจกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ก็มีให้เห็นกันมาแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน

ครั้งนี้...เรา “บางกอกทูเดย์” มั่นใจอย่างแรง!!!  ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่ “เปิดศึก” ชิงลงมือก่อน ฝ่าย นั้นๆ ก็ย่อมจะต้อง เดินหน้า “ขุดรากถอนโคน” ฝ่ายตรงข้ามได้อย่าง “ถึงลูกถึงคน” มากกว่าครั้งก่อนๆ นัก

เหตุการณ์ ปฏิวัติ “24 กุมภาพันธ์ 2534” โดย รสช. และ เหตุการณ์ ปฏิวัติ “19 กันยายน 2549” โดย คปค. (ก่อนจะเปลี่ยนชื่อมาเป็น คมช.) คือ บทเรียนที่ชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างกันได้อย่างชัดเจน

แต่หากจะมีการ ปฏิวัติ ในครั้งใหม่นี้ จะด้วยเงื่อนของฝ่ายที่ได้“แรงหนุน” จาก กลุ่มพันธมิตรฯ เป็นผู้ “จุดชนวน” เหมือนครั้งก่อน หรือเพราะ อีกฝ่ายที่อยู่ตรงข้าม “ชิงลงมือ” ก่อนก็ตาม ผลที่จะเกิดขึ้นตามมา ย่อมจะต้อง รุนแรง และ รุนแรง เสียยิ่งกว่าเหตุการณ์ ปฏิวัติ “24 กุมภาพันธ์ 2534” โดย รสช. เป็นไหนๆ นัก!!!

ถ้า ฝ่ายหนึ่งชนะ อีก ฝ่ายที่พ่ายแพ้ ก็จะ ไม่ได้รับ โอกาส ทาง กระบวนการยุติธรรม เหมือนที่เกิดขึ้นกับ เหตุการณ์ ปฏิวัติ “19 กันยายน 2549” โดย คปค.

การ อายัดทรัพย์ จะเปลี่ยนเป็น การยึดทรัพย์ ในทันที และกระทำกันเป็นวงกว้าง

ความผิดที่จะต้องรอ การไต่สวน จะไม่เกิดขึ้น ฝ่ายพ่ายแพ้ทั้งหมดจะถูกป้อนด้วย “ข้อหา” ที่รุนแรง ถึงขั้น “ตัดหัว” กันในทันที หากหนีกันไม่ทัน???

กลับกัน หากทุกอย่าง กลับตาลปัตร!!! เป็น อีกฝ่ายที่ได้รับชัยชนะ ฝ่ายตรงข้าม...ก็จะ โดน ข้อหาฉกรรจ์ เป็น ภัยต่อความมั่นคง ตายกันยกโขยงแน่นอน... แม้ ทรัพย์สมบัติของคนในฝ่ายนี้ จะมีไม่มาก และเทียบไม่ได้กับอีกฝ่ายหนึ่ง แต่นั่นก็เฉพาะในแง่ของ ภาพรวม  หากซอยย่อยไปดูเฉพาะ ใครบางคน ในกลุ่มนี้ รวมถึง“นายทุน” ที่อยู่ ฉากหลัง การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ บางคน...ล้วนมีเงินและทรัพย์สินรวมๆ กัน ระดับเฉียดๆ “หมื่นล้าน” หรือมากกว่านั้นด้วยซ้ำไป  คนพวกนี้...อาจจะโดน “พ่วง” ในข้อหา...มี รายได้และทรัพย์สิน ซึ่ง “ไร้ที่มาที่ไป” และมิอาจจะ พิสูจน์ทราบ ได้ถึง “ที่ไปที่มา”ของ ทรัพย์สินและรายได้ เหล่านั้น...ได้


http://www.bangkok-today.com/bkk.content.php?bkk=1,1,0,21113
38  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / นักกฎหมายชี้ คตส.ไร้ความชอบธรรม ทิ้งทวนชง อสส.ฟ้องยึดทรัพย์ ‘ทักษิณ’ เมื่อ: 27 พฤษภาคม 2008, 14:08:23
     คตส. ยังไม่เข็ด เดินหน้าสรุปคดี “ทักษิณ” เอื้อประโยชน์ธุรกิจตัวเองและพวกพ้อง มีมติเสนอให้ อสส. พิจารณา 29 พ.ค.ก่อนส่งฟ้องศาลฎีกา สั่งยึดทรัพย์จากการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป กว่า 7.66 หมื่นล้านบาท ขณะที่ทนายความชื่อดัง ระบุ คตส. ไม่มีอำนาจยุ่งเกี่ยวคดีได้อีก เพราะขาดความชอบธรรม ควรส่งต่อให้ ป.ป.ช. จัดการ ชี้ช่องพิสูจน์ได้ทรัพย์โดยสุจริตภายใน 60 วัน

       ขณะที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำวินิจฉัยส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยถึงที่มาและการต่ออายุ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ และยังคงอยู่ระหว่างรอการพิจารณานั้น ขณะเดียวกัน คตส. กลับเดินหน้าที่จะทำงานต่อ โดยพยายามเร่งสางคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบทั้งหมดก่อนที่จะหมดอายุโดยสมบูรณ์สิ้นเดือนมิถุนายนนี้
 
       โดยล่าสุดที่ประชุม คตส. มีมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เสนออัยการสูงสุด (อสส.) พิจารณาในวันที่ 29 พฤษภาคมนี้  เพื่อส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีที่กล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กระทำการเอื้อประโยชน์ให้แก่ธุรกิจของตัวเองและพวกพ้อง ทำให้มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมาก หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร สืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ อันเป็นการร่ำรวยผิดปกติ พร้อมกันนี้ คตส. ยังขอให้ อสส. ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้มีคำสั่งยึดทรัพย์สินจำนวน 76,621 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน
         
       ทั้งนี้ เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ และคู่สมรสคือ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ยังคงถือไว้ซึ่งหุ้นใน บมจ.ชิน คอร์ปอเรชั่น (SHIN) ในชื่อของ นายพานทองแท้ ชินวัตร น.ส.พิณทองทา ชินวัตร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ บริษัท แอมเพิลริช อินเวสเมนท์ จำกัด และ บริษัท วินมาร์ก จำกัด โดยมีจำนวนหุ้นทั้งหมด 1.4 พันล้านหุ้น
     
        นอกจากนี้ ยังพบว่าจงใจฝ่าฝืนกฎหมายคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทำให้ธุรกิจในครอบครัวมีการเพิ่มมูลค่านับแสนล้านบาท รวมทั้งมีการออกมาตรการเอื้อประโยชน์ ทั้งการแก้ไขสัญญาบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ รวมถึงการยิงดาวเทียมไอพีสตาร์ จนทำให้ร่ำรวยผิดปกติ มีทรัพย์สินได้มาโดยมิชอบ รวมทั้งมีผลประโยชน์ทับซ้อน อันเป็นการกระทำผิดฝ่าฝืนกฎบัญญัติรัฐธรรมนูญ 40 มาตรา 110, 208, 209, 291 และ 292 รวมทั้ง พ.ร.บ.การจัดหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี 2543 มาตรา 4, 5, 6 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มาตรา 32, 33, 100 และความผิดอาญา มาตรา 119 และ 122
   
      ในเรื่องดังกล่าว นายพิชา วิจิตรศิลป์ ทนายความจากสภาทนายความ ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสถานะของ คตส. ขณะนี้ถือว่ากำลังจะหมดอำนาจหน้าที่สิ้นเดือนมิถุนายนนี้แล้ว จึงควรจะส่งเรื่องต่อให้กับทาง ป.ป.ช. ดำเนินการต่อเพื่อความเหมาะสม 
   
      “ขณะนี้ยังมีข้อกำกวมในอำนาจของ คตส. โดยศาลฎีกาได้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเรื่องอำนาจ รวมถึงการต่ออายุของ คตส. ตาม พ.ร.บ.แก้ไขประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 นั้นขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ดังนั้น เมื่อยังมีข้อสงสัยเกิดขึ้น คตส. ก็ไม่สมควรที่จะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องคดีดังกล่าว และไม่ควรที่จะดำเนินการต่อ เพราะอาจเกิดปัญหาในเรื่องของการขาดความชอบธรรมได้” ทนายความผู้นี้ กล่าวและว่า คดีดังกล่าวควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ที่รับผิดชอบโดยตรง และควรปล่อยให้ตัวเองหมดวาระไปน่าจะดีที่สุด
 
        ส่วนการสั่งอายัดทรัพย์ เห็นควรให้ดำเนินการในส่วนที่เป็นผลกำไรจากการขายหุ้น น่าจะเป็นแนวทางดำเนินการที่ถูกต้องนั้น ทนายความผู้นี้ กล่าวว่า การยึดหรืออายัดทรัพย์ในกรณีที่เป็นที่น่าสงสัยว่าทรัพย์ที่ได้มานั้น ได้จากการกระทำผิดสามารถสั่งอายัดหรือยึดทรัพย์ได้ทั้งหมด แต่ทั้งนี้เจ้าของทรัพย์สินสามารถขอให้มีการตรวจทรัพย์ที่เป็นต้นทุนเดิมว่าไม่ได้มาจากการกระทำอันขัดกับกฎหมาย เป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากความสุจริต โดยสามารถร้องขอให้มีการพิสูจน์ได้ภายใน 60 วันนับจากมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินดังกล่าว


http://www.prachatouch.com/content.php?id=5188
39  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ‘จักรภพ’แจงชัด จงรักภักดี ซัดกลับใครกันแน่ดึงฟ้าต่ำ เมื่อ: 27 พฤษภาคม 2008, 14:06:51
     “จักรภพ” แจงละเอียดยิบปาฐกถา”ระบบอุปถัมภ์” ย้ำจงรักภักดีมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวด แถมตัวเองยังรับใช้เบื้องพระยุคลบาทมาอย่างต่อเนื่อง เทียบคำแปลทุกฝ่ายให้เห็นกันจะจะ ใครจงใจบิดเบือน ท้า “อภิสิทธิ์” เปิดตัวคนแปล พร้อมเตรียมฟ้องกลับพรรคประชาธิปัตย์ แอบอ้างสถาบันทำลายพรรคการเมืองและระบอบประชาธิปไตย

     เมื่อช่วงบ่าย วันที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดแถลงข่าวชี้แจงกรณีถูกกล่าวหากล่าวสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษให้แก่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2550 เป็นการหมิ่นสถาบันเบื้องสูงว่า เรื่องนี้ยังไม่ถึงขั้นนั้น แต่เป็นเพียงคำกล่าวหาจากบุคคลหนึ่ง ซึ่งไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผสมด้วยการขยายประเด็นอย่างบิดเบือนโดยพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เขย่าผ่านสื่อมวลชนจนกลายเป็นประเด็นใหญ่ของบ้านเมือง ซึ่งคนที่ได้อ่านจริงๆ มีไม่กี่คน แต่ส่วนใหญ่เป็นการนำคำพูดของผู้อื่นมาถ่ายทอดซ้ำ
   
       โดยสาเหตุที่สามารถจะบิดเบือนเรื่องนี้กันได้มาก มีอยู่ 3 ประการ คือ ประการแรก เป็นคำบรรยายสดภาษาอังกฤษ ซึ่งถ้าจะเข้าใจก็ต้องแปลเป็นไทย แต่ก็ขึ้นอยู่กับคนแปลด้วย จะแปลอย่างซื่อสัตย์ หรือแปลอย่างฉ้อฉล ประการที่ 2 ที่บิดเบือนกันได้มากก็เพราะเป็นการพูดต่อหน้าคนฟังที่เป็นชาวต่างประเทศส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้น การอธิบายศัพท์สำนวนต่างๆ จึงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับบริบทในการพูดกับคนไทยได้ และประการที่ 3 เป็นคำกล่าวเชิงวิชาการ ซึ่งตนขึ้นเวทีคู่กับนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่ใช่เป็นการบรรยายเรื่องการเมือง หรือเป็นการให้นโยบายใดๆ ทั้งสิ้น
   
       นายจักรภพ กล่าวยอมรับว่า รู้สึกโกรธที่ถูกกล่าวหาไม่จงรักภักดี โดยการเอาเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องนี้มาชี้เป็นประเด็นสร้างความเสื่อมเสียให้ตนเอง รัฐบาล โดยเฉพาะครอบครัวได้รับผลกระทบไปด้วย คือมีความกังวลใจอยู่ตลอดเวลา จึงถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องออกมาอธิบายกันให้ชัด โดยความจงรักภักดีของตนและครอบครัวนั้นเป็นที่ประจักษ์มาหลายชั่วอายุคนแล้ว เป็นครอบครัวทหาร รับราชการมาตั้งแต่รุ่นปู่ถึงบิดา และถึงพี่ชายอีก 2 คน จึงเป็นเรื่องที่ตนถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ต้นในความจงรักภักดี
 
        “นอกจากจะได้พระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เป็นรัฐมนตรี ผมยังทำหน้าที่ในการถวายงานแด่เจ้านายในพระบรมวงศานุวงศ์ เป็นจำนวนมากมายหลายงาน เช่น งานพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งผมเป็นประธานอนุกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ งานที่เกี่ยวกับหอภาพยนตร์ส่วนพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว งานที่เกี่ยวกับโครงการตามแนวพระราชดำริต่างๆ อีกมาก” นายจักรภพ กล่าวย้ำ
 
          รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการบรรยายในวันที่ 29 สิงหาคม 2550 ได้กระทำอย่างเปิดเผย ต่อหน้าผู้คน สื่อมวลชนเป็นจำนวนมาก จึงมีความระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ ที่จะทำให้การบรรยายครั้งนั้นเป็นเรื่องของวิชาการ เป็นการบรรยายให้ชาวต่างประเทศฟัง เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ที่สำคัญคือต้องพูดในภาษาที่ชาวต่างประเทศเข้าใจได้โดยที่ไม่ให้ผิดเพี้ยนความหมายในภาษาไทย ซึ่งเอกสารที่จะแจก 1 ชุด จะประกอบด้วยเอกสาร 4 ชิ้นคือ 1.คำบรรยายภาษาอังกฤษ  2.คำแปลภาษาไทย 3.สำนวนแปลของ พ.ต.ท.วัฒนศักดิ์ มุ่งกิจการดี ผู้แจ้งความดำเนินคดี 4.สำนวนแปลของพรรคประชาธิปัตย์ที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส่งมาให้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ปลดตนออกจากคณะรัฐมนตรี
     
          นายจักรภพ กล่าวด้วยว่า ในสำนวนแปลทั้ง 3 สำนวน ปรากฏความแตกต่างที่เป็นความเป็นความตายในคดีนี้อยู่มาก เป็นต้นว่า จับภาษาอังกฤษที่เป็นหัวใจของการบรรยายในครั้งนี้ คือคำว่า “ระบบอุปถัมภ์” ซึ่งใช้ในภาษาอังกฤษว่า “patronage” สำนวนของตนกับพรรคประชาธิปัตย์ แปลตรงกัน คือ ระบบอุปถัมภ์ แต่สำนวนแปลของ พ.ต.ท.วัฒนศักดิ์ กลับระบุคำแปลเป็น “ราชาธิปไตยระบบเผด็จการ” หรือคำว่า “Myth” ที่ถูกต้องคือแปลว่า “ตำนาน” ซึ่งหมายถึง เรื่องที่เชื่อ ที่เคารพ ที่ยึดมั่นทางใจกันต่อๆ มา แต่สำนวนแปลของ พ.ต.ท.วัฒนศักดิ์ กลับแปลว่า “เทพนิยาย” โดยการแปลบิดเบือนยังมีอีกหลายจุด หลายตอน ตามเอกสารที่แจกไป ซึ่งตนจะนำเอกสารทั้งหมดเผนแพร่บนเว็บไซต์ 3 แห่งด้วย ได้แก่ www.thaigov.go.th, www.opm.go.th และ www.pantip.com เพื่อให้สาธาณชนได้อ่านกันโดยทั่วไปด้วย
   
      อย่างไรก็ตาม นายจักรภพ ได้กล่าวตอบโต้ให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยชื่อบุคคลที่แปลเอกสาร เพื่อจะนำไปฟ้องร้องดำเนินคดี หรือไม่เช่นนั้นให้นายอภิสิทธิ์ ค้ำประกันการแปลเอกสารดังกล่าว และพร้อมเผชิญหน้ากับนายอภิสิทธิ์ทุกเวที หากจะนำทีละคำ ทีละประโยคมาทำให้เกิดความกระจ่างชัดขึ้น โดยกล่าวว่า
     
     “ผมจึงอยู่เฉยไม่ได้ และได้มอบให้ทีมงานทางกฎหมายดำเนินการกับพรรคประชาธิปัตย์ ในการใช้สถาบันมาทำลายพรรคการเมือง เป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ขอให้นายอภิสิทธิ์จงแสดงความรับผิดชอบออกมา ระบุชื่อนามสกุลของคนแปลฉบับประชาธิปัตย์ออกมา หากหาคนแปลไม่ได้ให้ นายอภิสิทธิ์ต้องค้ำประกันการแปล” นายจักรภพ กล่าวและว่า
     
     การที่พรรคประชาธิปัตย์ยื่นเรื่องให้นายกรัฐมนตรีถอดถอนตนเองออกจากตำแหน่ง ถือว่าไม่ให้โอกาสกระบวนการยุติธรรมดำเนินการ จึงเป็นการไม่เคารพกระบวนการดังกล่าว เป็นความสิ้นคิดและไม่มีความเป็นผู้ใหญ่ ดังนั้น จึงขอพิสูจน์ว่าระหว่างตนเองกับนายอภิสิทธิ์ ใครจะมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแท้จริงกว่ากัน หรือใครดึงฟ้าต่ำ ซึ่งสังคมรอตัดสินอยู่
     
     “ผมขอบอกไว้ตรงนี้ว่า เรื่องนี้เป็นการพิสูจน์ว่าระหว่างผมกับนายอภิสิทธิ์ ใครจะมีความจงรักภักดีมากกว่ากัน ใครเป็นคนดึงฟ้าต่ำ สังคมกำลังรอตัดสิน พร้อมเผชิญหน้ากับนายอภิสิทธิ์ทุกเวที บอกว่าที่ไหนอย่างไร บอกว่าจะใช้วิธีการอย่างไร เสียดายอภิสิทธิ์นักการเมืองรุ่นใหม่ แต่มีความคิดเก่าสุดกู่” นายจักรภพ กล่าว
     
      นอกจากนี้ ตนได้ทำหนังสือขอลากิจ 7 วัน ต่อนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันนี้ ซึ่งจะใช้ช่วงเวลาดังกล่าวฟังข่าวสารจากบุคคลต่างๆ ในประเทศไทย เพื่อประกอบการตัดสินใจในการดำเนินการต่อไป แต่ไม่ใช่เพื่อการตัดสินใจลาออก เพราะไม่มีเหตุผล นอกจากนี้ หากลาออกในตอนนี้ สังคมก็ไม่ได้ความจริง คนที่เสี้ยมต้องการให้เกิดความแตกแยกก็จะเสี้ยมเรื่องอื่นต่อไป
     
     รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงผู้นำทหาร คือ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ด้วยว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ต้องเคารพด้วยความจริงใจ ที่บุคคลทั้ง 2 ออกมากล่าว อยากให้ทุกฝ่ายยุตินำสถาบันเบื้องสูงมากล่าวอ้างด้วย แม้ความคิดเห็นทางการเมืองจะไม่ตรงกันก็ตาม


http://www.prachatouch.com/content.php?id=5189
40  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / นักวิชาการฉะ ม๊อบลวงโลก เมื่อ: 27 พฤษภาคม 2008, 14:04:40
* แฉ‘พันธมิตร’อ้างรธน.ล้มรัฐบาล

       รุมประณามม็อบพันธมิตรฯ ลวงโลก นักวิชาการฉะแหลกอ้างค้านแก้ไข รธน. แต่แท้ที่จริงส่อจงใจล้มล้างรัฐบาล เข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ไม่เว้นแม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ที่เปิดตัวเป็นแนวร่วม จับตาเวทีปราศรัยใกล้ชิด จ่อถอนประกันตัวเอา “สนธิลิ้ม” เข้าคุก  สนนท. จี้หยุดอ้างเบื้องสูงทำลายฝ่ายตรงข้าม และเลิกอ้าง รธน. ทำลายรัฐบาลได้แล้ว ด้านแกนนำ นปก. ยืนยันไม่ได้ส่งคนต้านม็อบ แฉกลับพันธมิตรฯ เองที่ยั่วยุ เผยคน ปชป. ดาหน้าเปิดตัวร่วมเวทีปราศรัย

       การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่บ่ายวันที่ 25 พฤษภาคม ยังคงปักหลักชุมนุมต่อเนื่องในบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ถ.ราชดำเนินนอก จนถึงเช้าวันที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยไม่สนใจการจราจรที่ติดขัดในช่วงเช้าของการทำงานวันแรกในรอบสัปดาห์ และเป็นช่วงเปิดภาคเรียน โดยมีการเปิดเวทีปราศรัยโจมตีรัฐบาลตั้งแต่เช้า โดยไม่ได้พุ่งเป้าวิพากษ์วิจารณ์ไปที่เรื่องรัฐธรรมนูญแต่เพียงเรื่องเดียวอย่างที่กล่าวอ้าง

      ขณะเดียวกันการขึ้นปราศรัยบนเวทีก็ยังชวนให้เชื่อได้ว่ามีความเชื่อมโยงไปถึงพรรคประชาธิปัตย์ อย่างเช่นกรณีของผู้ปราศรัยอย่าง นายสมเกียรติ  พงษ์ไพบูลย์ ส.ส. ของพรรค หรือจะเป็น นายอติพล พลบุตร น้องชาย นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ประกาศบนเวทีว่า มาร่วมชุมนุมเพื่อมาดูแลม็อบจาก จ.เพชรบุรี ที่มาสมทบกับกลุ่มพันธมิตรฯ
 
      นอกจากนี้ในช่วงเช้าที่กลุ่มผู้ชุมนุมจากทางบ้าน ได้สลายตัวกลับกันไปหมดแล้ว และเหลือเพียงผู้ชุมนุมที่แหล่งข่าวอ้างว่าเป็นม็อบรับจ้าง รับค่าตัว 1,300 บาท เพื่อการชุมนุม 3 วัน 3 คืน กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังคงมีความพยายามที่จะปิดถนน และนอนกระจัดกระจายไร้ระเบียบ แม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการเจรจาเพื่อขอให้ย้ายการชุมนุมขึ้นไปบนฟุตบาธ เพื่อเปิดเส้นทางจราจร ที่ผู้คนในย่านนั้นต้องเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองแต่อย่างใด

      อย่างไรก็ดี ในช่วงกลางวันกลุ่มผู้ชุมนุมที่หลงเหลือดังกล่าว ส่วนหนึ่งได้พากันแยกย้ายหาร่มไม้หลบแดด และนำเสบียงที่พกติดตัวมาในกระเป๋าเดินทางออกมากินกันด้วยท่าทีอิดโรย

 
พันธมิตรหาเหตุถอดถอน ส.ส.-ส.ว.

     ขณะเดียวกันแกนนำพันธมิตรฯ ก็ได้ส่งตัวแทนเดินทางเข้าพบ นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เพื่อยื่นถอดถอนสมาชิกรัฐสภาที่เข้าชื่อในญัตติเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยแจงความผิดทั้งหมด 4 ข้อหา ประการแรกระบุว่า ส.ส. บางส่วนที่ร่วมลงชื่ออยู่ในพรรคการเมืองที่อาจโดนยุบจึงถือว่า มีส่วนได้ส่วนเสียในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

      ประการที่ 2  ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มีเนื้อหาเปลี่ยนโครงสร้างที่มาวุฒิสภา ดังนั้น ส.ว. ที่ลงชื่อ จึงเข้าข่ายผลประโยชน์ขัดกัน ประการที่ 3 รูปแบบในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ 2550 และความผิดข้อสุดท้าย ข้อ 4 เป็นความผิดตามมาตรา 64 ที่การเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้

       ขณะเดียวกัน นายสุริยะใส กตะศิลา หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ ก็ยังออกมาระบุว่า จะจัดชุมนุมอย่างยืดเยื้อต่อไปจนกว่าจะมีการถอนญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือทันทีที่ญัตตินี้เป็นโมฆะ ทั้งยังกลืนน้ำลายตัวเองว่าไม่เห็นด้วยกับประชามติ เพราะเชื่อว่าจะทำให้เหตุการณ์บานปลาย


“สมัคร” ระบุการชุมนุมไร้เหตุผล

       จากท่าทีทั้งหลายของกลุ่มพันธมิตรฯ ทำให้เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ตรงกันของหลายๆ ฝ่ายว่าเจตนาในการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ นั้น แท้ที่จริงแล้วสาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่มีเจตนาที่จะล้มล้างรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช มากกว่า เหมือนกับที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ เคยออกมาระบุถึงภารกิจที่ยังทำไม่เสร็จ           
       
      นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก ประจำปี 2551 ที่กระทรวงการต่างประเทศว่า มีเอกอัครราชทูตอย่างน้อย 3 ประเทศ รู้สึกห่วงกังวลถึงสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เนื่องจากเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งจะต้องให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการดูแลรักษาความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเห็นว่าการชุมนุมที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผล ซึ่งประชาชนก็จะเห็นเองว่า ใครที่ทำให้บ้านเมืองเดือดร้อนเสียหาย โดยยืนยันจะเดินหน้าการลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป โดยให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ


ยื่นศาลพิจารณาถอนประกัน “สนธิ”

     ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ขณะนี้ได้มอบเอกสารหลักฐานกรณีแจ้งความกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ต่อ นายอาวุธ ปรีชาวุฒิ ทนายความคู่กรณีของนายสนธิไว้แล้ว เพื่อนำไปให้ศาลจังหวัดเชียงรายพิจารณาในวันพรุ่งนี้ว่า นายสนธิทำผิดเงื่อนไขที่ให้ไว้กับศาลหรือไม่
 
     กรณีที่ศาลจังหวัดเชียงรายให้ประกันตัวในคดีที่ถูกข้าราชการกรมป่าไม้ฟ้อง และถูกพิพากษาจำคุก 9 เดือนโดยไม่รอลงอาญา นอกจากนี้ยังได้มอบวีซีดีบันทึกการขึ้นเวทีของกลุ่มพันธมิตรฯ ของนายสนธิด้วย เนื่องจากมีการกล่าวพาดพิงหลายคน ทั้งนี้ยืนยันไม่ได้ข่มขู่หรือสร้างเงื่อนไขเพื่อไม่ให้กลุ่มพันธมิตรฯ เคลื่อนไหวอีก หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่านายสนธิทำผิดเงื่อนไขจะถูกถอนประกันตัวทันที
   
        รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า อยากให้กลุ่มพันธมิตรฯ ไปใช้สวนลุมพินีเป็นที่ชุมนุมตามแบบเดิมน่าจะเหมาะสมกว่า


นักวิชาการเชื่ออ้าง รธน. บังหน้า


       ทางด้าน รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงจุดยืนของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ออกมาเคลื่อนไหวว่า การอ้างเรื่องค้านแก้ รธน. นั้นเป็นไปได้ว่าเป็นเพียงเหตุผลบังหน้า แต่เจตนาจริงๆ ต้องการล้มล้างรัฐบาล แต่ที่ต้องอ้างเพราะรัฐบาลทำถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง และตอนนี้มีการดึงเอา 3 ประเด็นใหญ่เพื่อทำการเคลื่อนไหวคือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นความผิดปกติ เหมือนเป็นการปลุกปั่นพลังมวลชน นอกจากนี้เรื่องราวต่างๆ ที่บรรดาแกนนำใช้ขึ้นพูดบนเวทีนั้น ล้วนเป็นเรื่องเดิมแทบทั้งสิ้น
   
     นอกจากนี้กลุ่มพันธมิตรฯ ยังใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ มีการใช้คำว่าประชาชนเพื่อกล่าวอ้างในการเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นความหมายที่คลุมเครือไม่ชัดเจนว่า ประชาชนคืออะไร จะหมายความรวมถึงประชาชนที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และประชาชนที่เลือกพรรคพลังประชาชนมาด้วยหรือไม่ ส่วนตนเองนั้นไม่ใช่ประชาชนของกลุ่มพันธมิตรฯ แน่ เพราะไม่เห็นด้วยกับการกระทำเช่นนี้แน่นอน ทั้งนี้อยากให้พลังมวลชนที่ไม่เห็นด้วยอย่าตอบโต้ และควรนิ่งเฉยเพื่อไม่ให้ติดกับดัก


ชัดเจนที่สุดเป็นม็อบการเมือง

      นายคารม  พลทะกลาง ทนายความชมรมนักกฎหมายเพื่อประชาชน กล่าวแสดงความคิดเห็นว่า การที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชิปไตย ออกมาเคลื่อนไหว แท้จริงแล้วก็คือการหวังผลทางการเมืองเพียงประการเดียว โดยยกอ้างการแก้ไขรัฐธรรรมนูญมาเป็นเงื่อนไข ซึ่งความจริงแล้วรัฐบาลดำเนินตามข้อฎหมายทุกประการ หมายความว่าแนวทางในการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลของพันธมิตรฯ คลุมเครือ แต่ชัดเจนในจุดยืนคือ หวังผลทางการเมือง   
 
      ส่วนที่มองกันว่าพันธมิตรฯ จะชุมนุมยืดเยื้อ นายคารม กล่าวว่า โดยส่วนตัวเห็นว่าไม่มีเหตุผลที่ดีพอที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะทำการชุมนุมยืดเยื้อ นอกจากต้องการกดดันรัฐบาล เพื่อให้กระทำตามความต้องการบางอย่างของตนเอง ทุกวันนี้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศก็มีปัญหามากพอ ประชาชนต้องการความมั่นคงและชัดเจนทางการเมือง การกระทำเช่นนี้รังแต่จะสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติมากยิ่งขึ้น ทางที่ดีควรรับฟัง และรอดูผลการลงประชามติของประชาชนเสียก่อน
 
       อย่างไรก็ตาม รัฐบาลควรใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในการจัดการกับการชุมนุม หรือทำการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อทำการควบคุมการเคลื่อนไหวให้อยู่ในกรอบ


จับตาใกล้ชิด-เอา “สนธิ” เข้าคุก

         ด้าน นายประชา ประสพดี ส.ส. สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน ในฐานะแกนนำกลุ่มมหาประชาชนเพื่อพิทักษ์ประชาธิปไตย กล่าวว่า จะเฝ้าสังเกตการณ์การชุมนุมของพันธมิตรฯ โดยจะยังไม่นัดชุมนุมในช่วงนี้ แต่จะใช้ 3 มาตรการจัดการกับพันธมิตรฯ โดยดำเนินการตามกฎหมาย เฝ้าดูว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ จะขึ้นเวทีปราศรัยหรือไม่ หากขึ้นเวทีจะบันทึกคำปราศรัยเพื่อนำไปร้องต่อศาลขอให้ยกเลิกคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราว ในคดีที่ศาลตัดสินจำคุกกรณีหมิ่นประมาท ต่อไป
       
        นอกจากนี้ จะขอมติจากประชาชนทั่วประเทศให้ร่วมกันลงประชามติผ่านไปรษณียบัตร และหากกลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุมปิดถนน สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน จะนัดชุมนุมที่สนามหลวงเพื่อขับไล่กลุ่มพันธมิตรฯ ทันที


สนนท. จี้หยุดอ้างเรื่องแก้ รธน.

     วันเดียวกัน สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ได้ออกแถลงการณ์ประณามการชุมนุมของพันธมิตรฯ โดระบุว่า การชุมนุมดังกล่าวส่งผลให้เกิดการเผชิญหน้า และทำท่าจะบานปลายมากขึ้น และไม่เห็นด้วยที่มีการดึงเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้เพื่อปลุกระดม เพื่อหวังผลทางการเมืองของฝ่ายตนเอง ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะ และอยู่เหนือการเมือง แต่ละฝ่ายต้องหาทางออกโดยดำเนินวิถีทางของประชาธิปไตย เคารพการตัดสินใจของประชาชน นำไปสู่การแก้วิกฤติ ลดการเผชิญหน้า ไม่ให้นำไปสู่ความรุนแรง ซึ่งประวัติศาสตร์ ที่ผ่านมาเราได้มีบทเรียนแล้วว่า จะนำไปสู่ความสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตของผู้บริสุทธิ์ เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมืองของแต่ละฝ่าย
 
       พร้อมกันนี้ได้เรียกร้องให้ทุกฝ่าย ยุติการเคลื่อนไหว ที่จะนำไปสู่ความรุนแรง เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการใช้ประเด็นรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นทางการเมืองเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม เพราะการแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของคนทั้งประเทศ จะต้องฟังเสียงประชาชน เรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดการกระทำที่นำเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้เป็นประเด็นในการปลุกระดม และขอให้รัฐบาล แก้วิกฤติโดยดำเนินการปฏิรูปการเมือง แล้วให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนานำไปสู่ระบบประชาธิปไตย ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม อย่างแท้จริง


นปก.โต้พันธมิตรส่อผิด ม.68

    ขณะเดียวกันที่รัฐสภา นพ.เหวง โตจิราการ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย นายชินวัฒน์ หาบุญพาด และ นายสุชาติ นาคบางไทร ในฐานะแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ และแถลงข่าวยืนยันว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไม่ใช่การสร้างระบอบสาธารณรัฐ และ นปก. ไม่สนับสนุนความรุนแรง รวมทั้งเหตุการณ์รุนแรงเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดจาก นปก. แต่เกิดจากพันธมิตรฯ เป็นผู้ยั่วยุและวิ่งเข้าหากลุ่มคนที่รักประชาธิปไตย
   
     นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปก. กล่าวถึงกรณีที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และแกนนำพันธมิตรฯ โจมตีถึงกรณีการแก้ไข รธน.50 เป็นขบวนการโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ และสร้างระบอบสาธารณรัฐ เป็นการล้มและฉีกรัฐธรรมนูญ 2550 ว่า เป็นเรื่องเท็จโดยสิ้นเชิง และแก่นแท้ของการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ในวันที่ 25 พฤษภาคม เป็นเรื่องที่ประกาศอย่างไม่ปิดบังคือ ไล่รัฐบาล นอกจากนี้ยังกล่าวเท็จต่อสาธารณชนอีกว่า รัฐนี้เป็นรัฐโจร ข้อความจริงแล้วรัฐหรือรัฐบาลนี้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั่วประเทศตาม รธน.50 เท่ากับว่าแกนนำพันธมิตรฯ กำลังโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้ขัด รธน. มาตรา 68 ซึ่งประชาชนทุกคนมีสิทธิต่อต้านตามมาตรา 69 และ 70 นอกจากนี้ยังอาจเข้าข่ายผิด ก.ม. อาญา ม. 113 และ 116
 

ยัน นปก. ไม่ได้ส่งคนต้านพันธมิตร

     ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ที่ประกาศให้สมาชิกเข้าร่วมกับแกนนำพันธมิตรฯ ย่อมเป็นการยืนยันได้ว่า ปชป . มีนโยบายแนวทางเดียวกับพันธมิตรฯ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ เองก็อาจเข้าข่ายตาม ม. 68 เหมือนกับกลุ่มพันธมิตร

       “กลุ่มที่ออกมาคัดค้านพันธมิตรฯ ที่สื่อมวลชนระบุว่าเป็นกลุ่ม นปก. นั้น ยืนยันว่า นปก. ไม่เคยมีมติหรือนโยบายให้ใครออกมาเคลื่อนไหว คนที่ออกมาคัดค้านเป็นกลุ่มคนที่มีใจรักประชาธิปไตย ไม่ได้เคลื่อนไหวในนาม นปก. ตามปกติทุกวันเสาร์-อาทิตย์ กลุ่มคนผู้รักประชาธิปไตยร่วมตัวกันที่ท้องสนามหลวงอยู่แล้ว พอพันธมิตรฯ จัดเวทีจึงเคลื่อนตัวมาสังเกตการณ์ การแสดงออกในระบอบประชาธิปไตยของพวกเขา นปก. ไม่ได้เป็นผู้นำ หากสื่อหรือพันธมิตรฯ จะกล่าวหาก็ควรมีหลักฐานมาแสดง” นพ.เหวง กล่าว


ฉะพันธมิตรเจตนาโค่นรัฐบาล

     ด้าน นายจรัล ดิษฐาอภิชัย แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) กล่าวว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล โจมตีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ นปก. ทั้งที่เรายังคงหมวด 1 และหมวด 2 ไว้ และไม่มีหมวดใดเลยที่มีลักษณะโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์
 
     “การชุมนุมของพันธมิตรฯ เป็นการชุมนุมไปวันๆ ทำให้เกิดการกระทบกระทั่ง มีคนบาดเจ็บ ประชาชนเดือดร้อน การกระทำอย่างนี้เราไม่เห็นด้วย และสื่อยังโยนความผิดให้ นปก. ว่าเป็นผู้ยั่วยุให้เกิดความรุนแรง ขอย้ำว่า นปก. เป็นองค์การ การจะทำอะไรนั้นต้องมีการหารือร่วมกันเป็นมติ” นายจรัล กล่าว

      ขณะที่นายชินวัฒน์ หาบุญพาด แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า การออกมาชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย หาก นปก. จะกระทำการใดๆ จะมีมติแจ้งให้ทุกคนทราบโดยชัดเจน คนเราสามารถสวมหมวกได้หลายใบ ใครจะออกมาเคลื่อนไหวอย่างไรนั้นเป็นสิทธิของเขา ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ นปก.แต่อย่างใด เวลานี้พันธมิตรและพรรคการเมืองบางพรรคกำลังขัดขวางการทำงานของ ส.ส. และ ส.ว. และมีความพยายามที่จะโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน การที่พรรคประชาธิปัตย์ให้สมาชิกพรรคออกมาเคลื่อนไหวร่วมกับพันธมิตรฯ ข้างถนนนั้นควรหรือไม่ ถูกต้องแล้วหรือ


คน ปชป.เปิดตัวร่วมเวทีพันธมิตร

      ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตามที่มีข่าวอ้างว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ได้ติดต่อขอเงินสนับสนุน 30 ล้านบาทจาก นายประชัย  เลี่ยวไพรัตน์ แห่งทีพีไอ แต่ถูกปฏิเสธ และยังถอนโฆษณาใน ASTV ด้วยนั้น ในส่วนของการถอนโฆษณาและยกเลิกการเช่าช่องสัญญาณนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ประมาณ 6 เดือนก่อน ในช่วงที่นายประชัยตัดสินใจหันหลังให้การเมือง

        ขณะเดียวกันก็มีรายงานว่า คนของพรรคประชาธิปัตย์ได้ร่วมเวทีกับกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างเปิดเผย ไม่ว่าจะเป็น นายสมเกียรติ  พงษ์ไพบูลย์ หรือ นายอติพล  พลบุตร น้องชายนายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ร่วมขึ้นปราศรัยบนเวที โดยในรายของนายอติพล ยังระบุว่า ตามมาดูแล “พี่น้องของผม” ที่มาร่วมการชุมนุมกับพันธมิตรฯ
 
       รวมทั้งในวันที่ 25 พฤษภาคม ยังพบว่า คุณหญิงกัลยา  โสภณพนิช อดีตกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังร่วมเป็นกำลังใจอยู่ด้านหลังเวทีด้วย


http://www.prachatouch.com/content.php?id=5190
41  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / “สนธิ ลิ้ม”เจอของจริง มท.1 ส่งทนายร้องศาลเชียงราย ถอนประกัน เมื่อ: 27 พฤษภาคม 2008, 13:52:45
   ปากเป็นเหตุจนได้ หลัง “สนธิ ลิ้ม” ปราศรัยอ้างการแก้ไข รธน.นำประเทศไทยเป็นสู่สาธารณรัฐ “เฉลิม” หวั่นจุดชนวนสร้างความแตกแยก ส่งทนายร้องศาลเชียงราย ถอดถอนประกัน เอาตัวเก็บเข้าเรือนจำ

     ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ตนเองได้ยื่นเอกสารพร้อมหลักฐาน รวมทั้งรายงานบันทึกประจำวันที่เคยไปแจ้งความต่อสถานีตำรวจนครบาลแสมดำไว้กรณีถูกหมิ่นประมาทขณะจัดรายการยามเฝ้าแผ่นดิน ตลอดจนการปราศรัยเมื่อคืนที่ผ่านมา ผ่านเวทีพันธมิตรฯ ส่งฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ โดยได้มอบให้ นายอาวุธ ปรีชาวุธ ทนายความ ไปยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเชียงรายเช้าวันพรุ่งนี้ (27 พ.ค.51)

    “นายสนธิ มีคดีที่อยู่ในระหว่างการประกันตัว และไม่รอลงอาญา ที่ศาลจังหวัดเชียงราย โดยมีเงื่อนไขห้ามเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือใส่ร้ายผู้อื่น ซึ่งตนเองมั่นใจว่า การกระทำครั้งนี้มีหลักฐานเพียงพอที่จะสามารถเอาผิดกับนายสนธิได้ อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ทนายได้เสนอต่อศาลก็ขึ้นอยู่กับอำนาจการพิจารณา โดยหากนายสนธิ ถูกถอนประกัน จะต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวอีกว่า การดำเนินการส่งฟ้องนายสนธิ ไม่ได้เป็นการข่มขู่ หรือต่อรอง เพื่อให้ยุติการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ไม่ต้องการให้เกิดความแตกแยกของคนในประเทศและประชาชนได้รับความเดือดร้อน นอกจากนี้ ยังเสนอให้กลุ่มพันธมิตรฯไปชุมนุมที่บริเวณสวนลุมพินีแทน เพื่อจะได้ไม่เป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศอีกด้วย


http://www.prachatouch.com/content.php?id=5160
42  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / “หมอเหวง”หนุน นายกฯ ทำประชามติ – เสนอปลด 2 พลเอกทรราชย์ เมื่อ: 27 พฤษภาคม 2008, 13:51:38
    แกนนำ คปพร. ออกโรงหนุน “สมัคร” ทำประชามติแก้ รธน.50 เพื่อลดความขัดแย้งทางการเมือง ปิดช่องกลุ่มพันธมารปลุกปั่นสร้างความแตกแยกในสังคม เสนอปลด 2 พลเอก “สพรั่ง – สมเจตน์” ไม่หนุนประชาธิปไตย เป็นเผด็จการทรราชย์

    เช้าวันนี้ (27 พ.ค.) นพ.เหวง โตจิราการ พร้อมแกนนำตัวแทนคณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี โดยมี นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับหนังสือแทน
 
     ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนการลงประชามติต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 เพื่อลดสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง และปิดช่องที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะอาศัยสถานการณ์นำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมือง
 
    พร้อมเรียกร้องให้มีการปลดนายทหาร 2 คน คือ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เนื่องจากมีพฤติกรรมไม่สนับสนุนระบอบประชาธิปไตย และเป็นเผด็จการทรราชย์ พร้อมให้ทบทวนกรณีการปรับรายละเอียดเรื่องศาสนาออกจากบัตรประชาชน และให้บรรจุข้อความว่า “ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ” ในรัฐธรรมนูญ
   
    “เราขอสนับสนุนความเห็นของนายกรัฐมนตรีเต็มที่ และเพื่อให้ความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันได้มีข้อยุติที่สร้างสรรค์ด้วยสันติวิธี และหยุดยั้งโอกาสที่พันธมิตรฯ จะปลุกปั้นสถานการณ์อันจะนำไปสู่ความยุ่งเหยิงทางการเมืองหรือการรัฐประหารได้ในที่สุด” นพ.เหวง กล่าว

      ทั้งนี้ การทำประชามติถือเป็นหัวใจสำคัญตามครรลองประชาธิปไตย แม้บางฝ่ายจะอ้างว่าไม่มี พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเรื่องการประชามติ แต่รัฐบาลสามารถออกเป็นพระราชกำหนดหรือพระราชกฤษฎีกาได้ภายในเวลาอันสมควร ทำให้เห็นว่ารัฐบาลยึดมั่นแนวทางประชาธิปไตยในการแก้ไขปัญหาของประเทศ

      นอกจากนี้ นพ.เหวง ระบุด้วยว่า ทหารและกองทัพจะต้องมีความเป็นประชาะธิปไตยด้วยเช่นกัน แต่ขณะนี้พบว่ามี 2 นายทหารที่ไม่เข้าข้างประชาธิปไตย คือ พล.อ.สมเจตน์ และ พล.อ.สพรั่ง ดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะรมว.กลาโหม ช่วยพิจารณาการกระทำของนายทหาร 2 นายนี้ด้วย


http://www.prachatouch.com/content.php?id=5200
43  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / คตส.ปัดสวะ ฟ้องยึดทรัพย์กว่า 7 หมื่นล./ ชี้ ทรัพย์สินได้มาก่อนเป็นนายกฯ เมื่อ: 27 พฤษภาคม 2008, 13:47:45
    “พงษ์เทพ” ชี้ทรัพย์สิน พ.ต.ท.ทักษิณ ได้มาก่อนนั่งเก้าอี้นายกฯ ขณะที่ทีมทนาย ชี้ คตส.เร่งส่งฟ้องเพราะใกล้หมดอายุ เลยโยนกองให้อัยการสูงสุด

    นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าว ก่อนเดินทางร่วมคณะของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปประเทศอินโดนีเซีย ในวันนี้ (27 พ.ค.) เพื่อร่วมประชุมการลงทุนในภูมิภาค กรณี คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) มีมติอายัดทรัพย์สินกว่า 76,000 ล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก่อนส่งให้ อัยการสูงสุด สั่งฟ้อง ว่า ทรัพย์สินดังกล่าว เป็นทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีมาก่อนเข้าดำรงตำแหน่งทางเมือง ไม่ใช่ทรัพย์สินที่มีขึ้นหลังจากการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และ พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมพิสูจน์เรื่องดังกล่าวในชั้นศาลเพื่อให้ทุกฝ่ายทราบความจริง

    "มันทรัพย์สินแต่เดิมที่มีอยู่ ต่อมามีการโอนอะไรกัน ก็ทรัพย์สินก้อนเดียวกัน ในส่วนเฉพาะที่เกี่ยวกับลูกท่าน ไม่ใช่หุ้นใหม่ ไม่ได้เป็นการหาหุ้นใหม่อะไร" โฆษกส่วนตัวอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าว

    โฆษกส่วนตัวอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อถึงการลงทุนโครงการโมเดิร์น ซิตี้ ที่เกาะกง ประเทศกัมพูชา ว่า ไม่ใช่การลงทุนของ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเพียงผู้เชิญชวนให้นักลงทุนเข้ามาลงทุน เพราะเชื่อว่าจะได้ประโยชน์กับประเทศไทย

    ด้านนายฉัตรทิพย์ ตัณฑประศาสน์ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึงกรณีที่ คตส. มีมติส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด ฟ้องยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ทีมทนายความ คาดการณ์ไว้แล้วต้องออกมาในลักษณะนี้ เนื่องจาก คตส. เหลืออายุการทำงานอีกเพียง 1 เดือนหากไม่เร่งดำเนินการคำสั่งอายัดทรัพย์ ก็จะหมดไปตามวาระด้วย อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับหุ้นตั้งแต่ก่อนเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง พร้อมระบุ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่รู้สึกกังวลและได้กำชับทีมทนายความ ให้เตรียมพยานหลักฐานเอกสารไว้ต่อสู้ในชั้นศาล และเมื่อถึงขั้นตอนนั้น อาจต้องขอให้ศาลใช้อำนาจในการเรียกเอกสารเพิ่มเติม

    นอกจากนี้ นายฉัตรทิพย์ ยังระบุว่า การทำงานของ คตส. มีลักษณะเคลือบแคลงในการตั้งข้อกล่าวหา ซึ่งไม่มีหลักฐานชัดเจน เป็นเพียงการตั้งข้อสันนิษฐานเท่านั้น รวมทั้ง การที่ทนายความอ้างพยานจำนวนหลายปาก ก็ไม่ได้รับความเห็นชอบ จาก คตส. ด้วย


http://www.prachatouch.com/content.php?id=5201
44  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / จดหมายเปิดผนึก การข่มขู่คุกคามต่อชีวิตฯ จาก นพ.เหวงฯ เมื่อ: 19 พฤษภาคม 2008, 18:16:49
จดหมายเปิดผนึก การข่มขู่คุกคามต่อชีวิต ไม่อาจหยุดการต่อสู้คัดค้านเผด็จการ สร้างสานประชาธิปไตยได้

19 พฤษภาคม 2551

เรื่อง การข่มขู่คุกคามต่อชีวิต ไม่อาจหยุดการต่อสู้คัดค้านเผด็จการ สร้างสานประชาธิปไตยได้

เรียน หัวหน้ากอง บก.การเมืองที่นับถือ

เมื่อเช้านี้เวลาประมาณ 05.45น.ในขณะที่ภรรยาผม ได้เดินไปนำหนังสือพิมพ์รายวัน ที่หน้าประตูรั้ว ก็ได้พบเห็น “ปืนกระบอกหนึ่ง” วางไว้นอกประตูรั้วหน้าบ้าน ในทิศหันปากกระบอกปืนเข้าในบ้าน จึงได้เรียกผมเข้าไปดูด้วยกัน เราสังเกตว่า เป็น “ปืนปลอม” คล้ายกับปืนจริง ที่พวกมิจฉาชีพบางพวก นำไปปฏิบัติการปล้นร้านทอง ธนาคาร เครื่องบิน

นี่เป็นสิ่งผิดปกติอย่างแน่นอน เพราะบ้านผม อยู่อย่างสงบเรียบร้อยมาเป็นเวลาประมาณ 14-15 ปีแล้ว ไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้ และรอบบริเวณบ้านผม เพื่อนบ้านล้วนเป็น “คนดีเรียบร้อยรักสันติทั้งสิ้น”

ดังนั้นดูรูปการแล้ว “เป็นการแสดงการข่มขู่คุกคามต่อชีวิต จากพวกศัตรูทางการเมือง” ของผมและครอบครัวอย่างแน่นอน

ผมและภรรยาจึงได้ไปแจ้งความ เพื่อบันทึกเป็นหลักฐานลงประจำวันไว้ที่ สถานีตำรวจดอนเมือง โดยได้รับความกรุณา เป็นอย่างดี จาก ร้อยตำรวจโท นพดล ขันตีกุล หมายเลขประจำวันที่ 132 ลำดับ 2 เวลา 07.00 น.วันที่ 19 พฤษภาคม 2551 และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ไปดำเนินการ บันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน และเก็บ “ปืนปลอม”ของกลางดังกล่าว เพื่อดำเนินการไปตามกฎหมายต่อไป

ทั้งหมดนี้เป็นการ “ข่มขู่คุกคามต่อชีวิต จากศัตรูทางการเมือง” อย่างไม่ต้องสงสัย อันเนื่องจากผม ได้มีบทบาทในคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ2550(คปพร.)เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ2550 ที่ยังมีเนื้อหาอีกจำนวนไม่น้อย เป็นเผด็จการอำมาตยาธิปไตย อภิชนาธิปไตย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยผ่านครรลองรัฐสภา และสันติวิธีทุกรูปการ

ผมจึงขอความกรุณาท่านกอง บก.ได้กรุณาเผยแพร่จดหมายเปิดผนึกของผม ต่อสาธารณะเพื่อส่งสารให้ฝ่ายปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตย ได้ตระหนักว่า การต่อสู้ของผมและคณะนั้น จุดมุ่งหมายที่ชัดเจน มีเพียงประการเดียวคือ “ต้องการให้ประเทศไทย มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริง” ไม่ใช่เปลือกนอกเป็นประชาธิปไตย แต่แก่นแท้เป็นอำมาตยาธิปไตย อภิชนาธิปไตย รัฐประหารนิยม อย่างที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ2550

การข่มขู่คุกคามต่อชีวิต ไม่อาจหยุดยั้งการต่อสู้คัดค้านเผด็จการ สร้างสานประชาธิปไตยได้ ไม่ว่าจะเป็นตัวผม คณะของผม หรือนักสู้ และประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน

จึงขอเรียกร้องให้ฝ่ายปฏิปักษ์ประชาธิปไตย ยุติการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ รวมทั้งความพยายามที่จะ “ดึงฟ้าต่ำ โหนสถาบัน” ใช้สถาบันเบื้องสูงเป็นเครื่องมือทางการเมืองของตน ในการฟาดฟันฝ่ายประชาธิปไตยและสร้างเงื่อนไขให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหารก่อเหตุการณ์ 6 ตุลา ครั้งใหม่ อันเป็นการทำลายประเทศให้พังพินาศยับเยินยิ่งๆ ขึ้น

ขอแสดงความนับถือ

(นพ.เหวง โตจิราการ )


http://thaienews.blogspot.com/2008/05/blog-post_8212.html
45  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ขบวน " พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร " ผวา หลังพบกระเป๋าต้องสงสัยวางตู้ ATM เมื่อ: 12 เมษายน 2008, 13:43:45
พล.ต.ต. สุเทพ เดชรักษา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดลำพูน ได้รับรายงานจากทางเจ้าหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัย สถานีตำรวจภูธร อำเภอเมือง จังหวัดลำพูนว่า

มีกระเป๋าเจมส์บอนด์ เป็นวัตถุลึกลับ วางอยู่บริเวณตู้เอทีเอ็มของธนาคารกรุงไทย ทางเข้าด้านหน้าของเจ้าแม่จามเทวี ก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปถึง

ในเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่เร่งให้ทำการตรวจสอบ และได้มีการเคลื่อนย้ายวัตถุต้องสงสัยดังกล่าว ออกจากพื้นที่เป็นการเร่งด่วน

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ยกเลิกการเดินทางเข้าไปกราบเจ้าแม่จามเทวี แต่เมื่อทราบว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการเคลียร์ พื้นที่เรียบร้อย จึงเดินทางกลับมาจากจังหวัดลำพูนอีกครั้ง โดยยกเลิกการเข้าไปบริเวณเขตเจ้าแม่จามเทวี แต่เข้าไปสรงน้ำองค์พระธาตุหริภุญชัยแทน
46  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / นายกฯเซ็นคำสั่งเชือด 'เสรีพิศุทธ์'พ้นราชการ เมื่อ: 9 เมษายน 2008, 06:48:53
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (8 เม.ย.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ลงนามสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 71/2551 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง กรณีมีข้าราชการตำรวจถูกกล่าวหาว่าได้กระทำผิดวินัยร้ายแรงหลายกรณี ดังนี้ กรณีโครงการทุจริตโครงการรับซื้อลำไย ปี 2547 โดยนำเงินงบประมาณไปใช้จัดทำเอกสารอันเป็นเท็จ โดยใช้ชื่อ และปลอมลายมือชื่อ ในการเบิกเงินค่าใช้จ่ายการเดินทางไปราชการ, กรณีกล่าวหาว่ามีการทุจริตในการจัดซื้อรถจักรยานยนต์สายตรวจ ขนาด 200 ซีซี จำนวนกว่า 19,000 คัน ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์, กรณีกล่าวหาว่ารีสอร์ท ภูไพร ธารน้ำ จ.กาญจนบุรี ของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี บุกรุกที่ดินของแม่น้ำแควน้อย และกรณีกล่าวหาว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ใช้เฮลิคอปเตอร์ของทางราชการ เดินทางไปพักผ่อนที่รีสอร์ทภูไพร ธารน้ำ ในวันหยุดราชการ

สำหรับ คณะกรรมการดังกล่าว มี นายจุฑาธวัช อินทรสุขศรี ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน และมีกรรมการ ประกอบด้วย นายวชิระ เพ่งผล ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี, พล.ต.ต.อาจินต์ โชติวงศ์ รองผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและสอบสวน และ พล.ต.ต.ศรีวรา รังสิพราหมณกุล ผู้บังคับการกองตำรวจสื่อสาร สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ทำรายงานเสนอกลับไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาต่อไป 

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ล่าสุด นายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 73/2551 เรื่องให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการไว้ก่อน โดยระบุว่า ด้วย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ข้าราชการตำรวจประจำการ ตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติรับเงินเดือนระดับ ส.9 ขั้น 10 (66,480 บาท) มีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ดังนี้

1.ดำเนินโครงการเช่ารถยนต์บรรทุกขนาด 1 ตัน แบบดับเบิ้ลแคป จำนวน 2,894คัน โครงการเช่ารถตู้โดยสาร (เบนซิน) ใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) ขนาด15 ที่นั่ง จำนวน 1,447 คัน โครงการเช่ารถยนต์บรรทุกอเนกประสงค์ขนาด 3ตัน ขนาด 24 ที่นั่ง จำนวน 270 คัน และรถยนต์บรรทุกขนาด 3 ตันพร้อมติดตั้งอุปกรณ์กวาดเรือใบ เครนยก จำนวน 51 คันและโครงการเช่ารถยนต์บรรทุก (ขนาด 1 ตัน) แบบมีช่องว่างด้านหลังคนขับ จำนวน1,555 คัน ซึ่งใช้งบประมาณรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 9,899,578,200 บาทโดยมีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริตและเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ซึ่งทำให้ทางราชการเสียหายตลอดจนเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทผู้ให้เช่ารถยนต์ อันถือได้ว่าเป็นการกระทำการหรือไม่กระทำการใดๆอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรงและเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้

2. สั่งการโดยใช้ถ้อยคำที่มิบังควรและไม่เหมาะสมในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยงานในบันทึกของกองสวัสดิการที่เสนอขอให้พิจารณางดการแข่งขันกีฬาภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติประจำปี2551 ที่จะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 21-28 มี.ค.2551เนื่องจากผู้เสนอเห็นว่าในช่วงระยะเวลาดังกล่าวอยู่ระหว่างการไว้ทุกข์ตามมติ ครม. หากจัดการแข่งขันกีฬาภายในจะเป็นการไม่บังควร

3. ดำเนินการบริหารงานบุคคลโดยออกคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับพันตำรวจเอก ตำแหน่งผู้กำกับการฝ่ายปฏิบัติการที่ 1-10 ในสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ในกองบังคับการต่างๆ โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการทำให้ข้าราชการตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ดังกล่าวไม่มีกฎหมายรองรับตำแหน่ง จึงไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในการแบ่งส่วนราชการของกองบังคับการต่างๆ และกรณีดังกล่าวเป็นเหตุทำให้ราชการต้องเสียงบประมาณสำหรับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งโดยยังไม่มีการดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายเสียก่อนแต่อย่างใด จนถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีลับมากที่ 34/2551 ลงวันที่ 29 ก.พ. 2551 และคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ลับมากที่ 45/2551 ลงวันที่ 13 มี.ค.2551 แล้ว และมีเหตุให้พักราชการได้ตามกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนพ.ศ.2547 ข้อ 3(1) และ (2) คือถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนในเรื่องเกี่ยวกับการทุจริตต่อหน้าที่ราชการหรือเกี่ยวกับความประพฤติหรือพฤติการณ์อันไม่น่าไว้วางใจหากให้คงอยู่ในหน้าที่ราชการอาจเกิดการเสียหายแก่ราชการและจะเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนพิจารณาหรือจะก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นและได้พิจารณาแล้วเห็นว่าการสอบสวนพิจารณาที่เป็นเหตุให้สั่งพักราชการนั้นจะไม่แล้วเสร็จโดยเร็ว

ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 95 แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ประกอบกับกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ.2547 ข้อ 8 จึงให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ออกจากราชการไว้ก่อนเพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณาทางวินัย ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

อนึ่ง ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนตามคำสั่งนี้มีสิทธิอุทธรณ์ต่อ ก.ตร. ได้ตามพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 105 และหากประสงค์จะฟ้องโต้แย้งคำสั่งหรือคำวินิจฉัยอุทธรณ์นี้ให้ทำคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลปกครองหรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปยังศาลปกครองภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งหรือรับทราบคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือภายใน 90 วัน นับแต่วันพ้นกำหนด 90วันนับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือร้องขอทราบผลการวินิจฉัยอุทธรณ์

http://www.thairath.co.th/online.php?section=newsthairathonline&content=85422
47  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / มติ พปช.แก้ใหญ่ รธน. 2พรรคร่วมคล้อยตาม เมื่อ: 9 เมษายน 2008, 06:40:21
วานนี้ (8 เม.ย.) นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชาชน เปิดเผยผลการประชุมพรรคพลังประชาชน ว่าที่ประชุมมีมติให้แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยนำรัฐธรรมนูญฉบับปี 40 เป็นตัวตั้ง และคงหมวด 1 และ 2 ไว้ เพื่อให้รัฐธรรมนูญมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น รวมถึงเป็นการปฏิบัติตามพันธสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนก่อนการเลือกตั้ง โดยยืนยันจะเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการระดมความเห็น

นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดรูปแบบการดำเนินการแก้ไข ว่าจะให้มีการแก้ไขในสภาผู้แทนราษฎรหรือการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาพิจารณา รวมถึงยังไม่ได้มีการกำหนดกรอบเวลา ซึ่งภายในสัปดาห์นี้ จะหารือกับพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อพูดคุยในรายละเอียดอีกครั้ง

วันเดียวกัน พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ ในฐานะว่าที่รองหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย และตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาลพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า เมื่อพรรคพลังประชาชนมีมติให้แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ พรรคจึงทบทวนกันอีกครั้งว่าจะมีความเห็นเป็นอย่างไร แต่ส่วนตัวเห็นว่า ถ้ามีเวลาควรจะแก้ไขทั้งฉบับ เพื่อป้องกันการกล่าวหาว่า แก้ไขเพื่อตนเอง

เมื่อถามว่า มองอย่างไรกับเสียงคัดค้านเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พ.ต.ท.บรรยิน กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติในความเห็นที่แตกต่าง แต่เชื่อว่าประชาชนไม่ต้องการให้เกิดปัญหา เพราะไม่ใช่ผลดี ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นประเด็นนำไปสู่การปฏิวัติได้หรือไม่นั้น เห็นว่าเรื่องดังกล่าวต้องดูที่เหตุผลและเชื่อว่าเรื่องดังกล่าวจะไม่ส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล หากทุกฝ่ายยอมรับกติกา และมองว่าผู้ที่ออกมาคัดค้านไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังหรือถูกจ้างวาน เพราะคนที่ออกมาคัดค้านบางคนเป็นคนเก่ง ฉลาด ซึ่งบางครั้งก็ต้องรับฟัง

ทางด้านนายไชยยศ จิรเมธากร โฆษกพรรคเพื่อแผ่นดิน แถลงภายหลังการประชุมพรรค ว่า ที่ประชุมรับทราบมติของคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่ประชุมเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยเป็นแนวทางตามที่พรรคเพื่อแผ่นดินเสนอตั้งแต่ต้น อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมเห็นชอบให้ตนร่างข้อเสนอแนวทางตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาร่างรัฐธรรมนูญ ให้ที่ประชุมวิปรัฐบาลพิจารณาในการประชุมวันนี้ (9 เม.ย.) เวลา 10.00 น.

โฆษกพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯ ดังกล่าว อาจเสนอบุคคลภายนอกตั้งเป็นสภาร่าง หรือตั้งตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาลขึ้นมา โดยเชิญฝ่ายค้าน นักวิชาการ ภายนอกเข้ามา และอาจตั้งคณะอนุกรรมาธิการฯ ขึ้นมารับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อที่จะไม่ถูกข้อครหา ว่าทำเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อย่างไรก็ตามการเสนอแนวคิดดังกล่าว หากที่ประชุมวิปรัฐบาลไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไร เพราะในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล หากวิปรัฐบาลมีความเห็นอย่างไร ก็พร้อมเห็นด้วย เพราะถือว่าลงเรือลำเดียวกันแล้ว แต่จะให้ลงชื่อร่วมด้วยนั้น ต้องกลับมาหารือในที่ประชุมพรรคอีกครั้ง

"เราต้องเคารพ 10 ล้านเสียงที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าแต่ละฝ่ายออกไปเคลื่อนไหวอาจจะก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม และส่งผลกระทบกับภาพลักษณ์ของประเทศชาติในประชาคมโลก ดังนั้นต้องรวบรวมความเห็นที่เป็นกลางไม่ใช่เฉพาะฝ่ายการเมือง" นายไชยยศ กล่าว

http://www.thairath.co.th/online.php?section=newsthairathonline&content=85441
48  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / คิดถึง...จารุวรรณ เมื่อ: 6 เมษายน 2008, 05:21:08
     “ประชาทรรศน์” เคยเสนอข่าวความไม่ชอบมาพากลที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มาแล้วเมื่อหลายเดือนก่อน
 ทั้งในกรณีจ้าง บ.ออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด จัดอบรมให้กับบุคลากรของ สตง. ในยุคของคุณหญิงจารุวรรณ  เมณฑกา หลายต่อหลายครั้ง โดยการจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษ ไม่มีการสอบราคาและไม่มีคู่แข่ง ซึ่งประมาณการกันว่าในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา อาจจะมีมูลค่าสูงถึง 30 ล้านบาท

       ขณะเดียวกันบริษัทดังว่า ก็ไปเช่าอาคารพาณิชย์ในซอยจรัญสนิทวงศ์ 40/1 ซึ่งเป็นของนายทรงเกียรติ  เมณฑกา สามีตามกฎหมายของคุณหญิงจารุวรรณ ในสนนราคาปีละประมาณ 5 หมื่นบาท
 
     โดยที่บ้านเลขที่ 29 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 40/1 แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด เท่าที่มีการตรวจสอบในช่วงที่มีการนำเสนอข่าว ก็ยังปรากฎว่ามีชื่อของทั้งคุณหญิง และสามี เป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งตามทะเบียนบ้านหลังนั้นด้วย

      ในการนำเสนอข่าวคร้งนั้นมีทั้งข้อมูลที่สามารถนำเสนอได้ และขณะเดียวกันก็ยังมีทั้งข้อมูลและข้อกล่าวหาอีกหลายประเด็น เกี่ยวข้องพาดพิงไปถึงตัวบุคคลอีกหลายคน
   
      รวมทั้งมีการกล่าวหาไปถึงเรื่องของการมีผลประโยชน์ตอบแทน
 
     ซึ่งผู้สื่อข่าวได้พยายามติดต่อเพื่อขอสัมภาษณ์คุณหญิงจารุวรรณ เพื่อให้เกิดการเสนอข่าวอย่างรอบด้าน แต่ก็ได้รับการบ่ายเบี่ยงหลายครั้ง

     จนที่สุดได้มีการนัดหมายกันเพื่อสัมภาษณ์พิเศษที่ สตง. ในเวลา 17.00 น. ของวันที่ 28 ธันวาคม ปีที่ผ่านมา แต่เมื่อผู้สื่อข่าวไปนั่งรออยู่ร่วมชั่วโมง ก็มีเจ้าหน้าที่มาบอกว่าคุณหญิงไม่สะดวกลงมาพบ
 
     จึงเป็นอันว่าไม่มีการชี้แจงแสดงเหตุผลในสิ่งที่สังคมกังวลสงสัยเกิดขึ้น โดยเฉพาะความโปร่งใสในการจัดจ้างบริษัทออดิตฯ และผลประโยชน์ทับซ้อนกรณีเช่าอาคารพาณิชน์ ดังกล่าว

     แต่กลับกลายเป็นว่าในเวลาถัดมาคุณหญิงจารุวรรณ ไปให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์บางฉบับว่าคนที่นำเสนอข่าวมีเจตนาจ้องทำลาย และกำลังให้ฝ่ายกฎหมายรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
 
    ซึ่งจากวันนั้นถึงวันนี้กินเวลาไปแล้วถึง 2 เดือนเศษ ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะมีการฟ้องร้องอย่างไรหรือไม่ และขณะเดียวกันก็ไม่เห็นคุณหญิงจารุวรรณ สนใจที่จะสร้างความกระจ่างแก่สังคม มากไปกว่าการพูดกับใครต่อใครว่าโดนกลั่นแกล้ง
 
    แน่นอนว่าในบทบาทของสื่อมวลชน มีทำหน้าที่ในการเสนอข้อมูลข่าวสารข้อเท็จจริง และรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ซึ่งก็ได้ทำหน้าที่เสร็จสมบูรณ์ไปแล้ว
 
    เมื่อคนที่ถูกตั้งข้อสงสัย อย่างคุณหญิงจารุวรรณ มีความเชื่อว่าการอยู่นิ่งเฉยจะเป็นการยุติปัญหา หรือเชื่อว่าความกังวลสงสัยจะลบหายไปพร้อมกับการเวลาก็เป็นสิทธิในการจัดสินใจ
 
    และเรื่องราวก็คงจะเงียบหายไปจริงๆ หากคนในสังคมยังมองปัญหาของบ้านเมือง เป็นเรื่องไกลตัว

    ซึ่งต้องนับเป็นโชคดีที่มีคนลุกขึ้นมาหยิบเรื่องดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ด้วยการเข้าร้องเรียนต่อดีเอสไอ ให้มี
 
    การสอบสาวราวเรื่องกันอย่างจริงจัง อย่างน้อยความจริงก็จะได้ปรากฎ และไม่มีข้อครหาได้ว่าเป็นเรื่องที่ใครกลั่นแกล้งใคร
 
    สำหรับคุณหญิงจารุวรรณ เอง ก็น่าจะเป็นโอกาสดีที่จะได้บอกเล่าข้อเท็จจริง ที่ผู้คนสงสัยโดยเฉพาะเรื่องง่ายๆ อย่างเช่น ความสัมพันธ์กับนางพิไล  เปี่มพงษ์ศานต์ ประธานกรรมการบริษัทออดิตฯ  ที่ต่างก็เคยทำงานอยู่ที่ กฟผ.
   
    รวมทั้งเมื่อคราวที่นางพิไล ออกมาดูแลสมาคมผู้ตรวจสอบภายใน เมื่อไปทำการอบรมให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็มีคุณหญิงจารุวรรณ ไปเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้หลายคร้ง จนกระทั่งต่อมานางพิไล ได้ออกมาตั้งบริษัทออดิตฯ รับงานเองดังกล่าว และมาได้รับงานจาก สตง. อย่างต่อเนื่อง
     
    นอกจากนี้ในการตั้งข้อสงสัยก็ยังมีการเอ่ยถึงคนชื่อ “เยี่ยมรัตน์” ที่อ้างกันว่าคุณหญิงจารุวรรณ รู้จักดี ซึ่งหากมีเค้า
 
    ความจริงตามที่มีการกล่าวหา และตามที่มีการยื่นเอกสารหลักฐานต่อดีเอสไอ คิดว่ากระบวนการสอบสวนและค้นหาความจริงคงทำได้ไม่ยาก
   
     ถึงวันนั้นจะได้รู้กันซะที...ว่าความจริงเป็นอย่างไรกันแน่...!!

http://www.prachatouch.com/content.php?id=3839
49  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ประกาศ “ฉันทามติประชาธิปไตย” ล้มคว่ำ “รัฐธรรมนวยฉบับหัวคูณ” เมื่อ: 4 เมษายน 2008, 21:26:48
ที่มา เวบไซต์ ประชาทรรศน์
4 เมษายน 2551

คพปร.เปิดเวทีฉะ “รัฐธรรมนวยฉบับหัวคูณ” ชี้ที่มาจาก “พวกโจร” อุ้ม “พวกทรราษฎร์ – ซากคมช.” ทำบ้านเมืองพังพินาศ มุ่งล้างประชาธิปไตย ปล้นอำนาจไปจากประชาชน ปลุกพลังมวลชนผนึกกำลังเรียกร้องเอา รธน.40 กลับคืนมา สร้างความชอบธรรม ฉีกระบอบ “อำมาตยาธิปไตย” ให้สิ้นซาก

ขณะที่ กลุ่มคนวันเสาร์ ไม่เอาเผด็จการ เปิดเวทีสนามหลวง หนุนต่อ 17.00 น.พรุ่งนี้ ตั้งหัวข้อทำไม ส.ส.ร.จึงค้านแก้รธน.

เริ่มแล้ววันนี้ (4 เม.ย.)คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550(คปพร.)เปิดเวทีสัมมนาวิชาการ “วิกฤติรัฐธรรมนูญ 2550” โดยมีวิทยากรร่วมอภิปราย อาทิ นพ.เหวง โตจิราการ คุณคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรมมนูญ (ส.ส.ร.) 2540 นายอดิษร เพียงเกษ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย นายวีระ มุสิกพงศ์ และร.ต.ฉลาด วรฉัตร โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 16.00 น.- 21.00 น. ณ อาคาร เวทีลีลาส สวนลุมพินี

อ.จรัล ดิษฐาอภิชัย เริ่มต้นกล่าวว่า คพปร.มีแนวทางเพื่อการแก้รธน.50 ทั้งฉบับ เสนอแนะผลักดันให้นำรธน.40 กลับคืนมา และเราจะดำเนินการต่อไปจนกว่าบรรลุผลสำเร็จ ตั้งแต่สัปดาห์หน้าเราจะเดินทางไปต่างจังหวัดตามแผนปฏิทินกิจกรรมประจำเดือนเมายน คาดว่า ประชาชนในพื้นที่จะเห็นด้วยกับการแก้รธน.50 ครั้งนี้

ทั้งนี้ คณะกรรมการ คพปร.ยืนยันจะดำเนินการทุกรูปแบบให้มีการแก้ไขรธน.เผด็จการที่พ่นพิษทางการเมืองอยู่ในขณะนี้ แล้วเอารธน.40 ของประชาชนกลับคืนมา

ต่อมา นายชินวัตร หาบุญพาด หนึ่งใน คปพร.กล่าวว่า รธน.ฉบับนี้ มุ่งล้มล้างประชาธิปไตย เป็นฉบับที่เขียนเพื่อประโยชน์ของตนเอง แล้วพวกที่ออกมาคัดค้านการแก้ รธน.ฉบับนี้ ทำเพื่อตัวเองหรือเปล่า? เป็นปกป้องคนผิดหรือพวก คมช.ร่วมไปถึงลูกสมุนที่ล้มล้างระบอบประชาธิปไตยและปล้นอำนาจไปจากประชาชน จึงมาเขียนกติกาเพื่อการคุ้มครองตัวเอง

รธน.50 ไม่ว่าจะหัวหงอกหรือดำ ต่างก็ออกมาปกป้องคนผิดด้วยกันทั้งนั้น พรรคการเมืองไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชาชนหรือพรรค “ลูกผีลูกคน” อย่างประชาธิปัตย์ ที่เคยพูดว่าถ้าได้เป็นรัฐบาลจะเข้ามาแก้ รธน.50 ตอนนี้ยังไม่เห็นจะดำเนินการอย่างไรเลยแม้แต่น้อย กลับออกมาบอกว่ายังไม่ถึงเวลา และให้ยุบ 3 พรรคก่อน แล้วค่อยมาแก้ไข ตนมองว่ามันไม่ยุติธรรม

ด้านนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข คณะกรรมการ คปพร.กล่าวว่า รธน.50 ไม่ใช้รธน.ที่เกิดจากประชาชน เป็น “รัฐธรรมนวยฉบับหัวคูณ” มาจากพวกโจร สมควรถูกฉีกทิ้ง ซึ่งเชื่อว่า ส.ส.คนใดยอมรับ รธน.50 ถือว่าเป็นซากคมช. อีกทั้งต้องประนามผู้ที่คัดค้านการแก้ไข รธน. คนผู้พวกนี้เป็นหางเครื่องของพวก คมช. และขอประนามพวกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ออกมาต้านการแก้ไข รธน.

ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าจะขอประกาศการแก้ไข รธน.50และขอให้ประชาชนร่วมกันผนึกกำลังเพื่อแก้ไข รธน. และนำไปสู่ระบอบประชาธิปไตย

ส่วน นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท คณะกรรมการ คปพร.กล่าวว่า การแก้ไข รธน.ต้องการปฏิรูปหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญเท่านั้น เพราะว่าประชาชนไม่ต้องการอำนาจนอกระบบ โดยหนึ่งจะต้องทำความเข้าใจกับประชาชนทั่วประเทศในหลักการที่จะแก้ไข รธน.50 วันนี้ถือเป็นการ “เขี่ยลูก” เพื่อวันแดงเดือด เพราะ รธน.นี้มีที่มาจากการกดขี่ สองทาง คปพร.จะมีประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชนด้วยสื่อสิ่งพิมพ์ ว่าทำไมต้องแก้ไข รธน.50 เพื่อร่วมกันขับเคลื่อน

ขณะนี้เราทุกคนถูกล้อมกรอบด้วยอำนาจอำมาตยาธิปไตย ถึงตอนนี้พลังประชาชน ได้เป็นรัฐบาลแล้วควรเปิดโอกาสให้ คปพร.ปูพรมแดงทางอากาศ ให้ใช้วิทยุและโทรทัศน์เพื่อบอกประชาชนชาวไทยว่า ที่มาของ รธน.ไม่ชอบธรรม และต่อไปนี้ใครอย่าได้บังอาจทำการปฏิวัติอีก เพราะประชาชนไม่เอาแล้ว

ด้าน อ.คนิน บุญสุวรรณ อดีต สสร.ปี2540 กล่าวว่า วันนี้ที่หนังสือพิมพ์มติชนพาดหัวว่า 41 นักวิชาการ อ.นิติฯ เสนอว่าการแก้ ม.237 จะทำให้ชาติบ้านเมืองพังทลายลง อันที่จริงแล้ว ทำไมกล่าวผ่านสื่อไปว่า กฏหมายประเทศไทยพังมาตั้งแต่สมัย 19 กันยายน 2549 รธน.40 ที่มาจากประชาชน ทำให้ระบบการเมืองดำเนินมาโดยดีตลอด แต่หลัง 19 ก.ย. ประเทศไทยได้มีกฏหมายที่เขียนขึ้นโดยบุคคลเดียวที่เราเรียกว่า ONE MAN LAW โดย ม.237 ใน รธน.50 ที่ต่อยอดมาจาก รธน.ฉบับชั่วคราว เพราะ ม.35ได้ระบุว่า ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ไม่ใช่ศาลมาใช้อำนาจแทนศาล ในการสั่งยุบพรรคการเมือง ทำให้เกิดกระบวนการยุติธรรมทางเดียว โจทย์คือผู้ปฏิวัติ จำเลยคือผู้ถูกปฏิวัติ

ในขณะที่ รธน.40 ส่งเสริมการจัดตั้งพรรคการเมืองที่มาจากประชาชน จะไม่ถูกยุบ แต่พรรคการเมืองที่ควรถูกยุบควรเป็นพรรคที่ร่วมมือกันก่อรัฐประหาร ไม่ใชพรรคที่ถูกรัฐประหาร เชื่อ รธน.50 อายุไม่ยืนยาวแน่นอน เพราะเป็นแค่ รธน.เฉพาะกิจ ที่ออกแบบมาเพื่อกำจัดอำนาจเก่า และไม่ให้กับมามีอำนาจอีกครั้ง

เพราะฉะนั้นแล้วตอนนี้คนที่ถูกปฏิวัติมาจากภาคประชาชน อีกทั้ง รธน.50 เป็นสิ่งมหัศจรรย์เป็น รธน.ฉบับเดียวในโลกที่บุคคลเดียวมีถึง 5 ตำแหน่งและ รธน.ฉบับเดียวกันนี้ ทำให้ตำแหน่งนายกฯ กลายเป็นตำแหน่งที่ต่ำต้อยที่สุด

ขณะที่ นพ.เหวง โตจิราการ กล่าวตอนหนึ่งว่า วันนี้เริ่มเป่านกหวีด คพปร.จัดงานนี้ขึ้นเพื่อนำมาสู่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย รณรงค์ให้มีการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ เราไม่เอาอำนาจนอกระบบ เอารัฐธรรมนูญ 2540 ของพวกเราคืนมา เราจะสัปยุทธ์กับพวกอำนาจนิยม พวกทรราษฎร์นิยม ขณะนี้ถึงเวลาที่พวกเราจะต้องลุกขึ้นมาหวงแหนประชาธิปไตย และบดขยี้อำนาจเผด็จการ

วันนี้จึงขอ “ฉันทามติประชาธิปไตย” แสดงจุดยืนร่วมกันแก้รัฐธรรมนูญ 2550 “เรามารวมกันในที่นี้ เพื่อแสดงจุดยืนร่วมกันในการ แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ได้ใช้มาเป็นระยะเวลา 7 เดือน และ กำลังส่งผลเสียหายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุข ในหลายกรณี โดยมีนักวิชาการทุกสาขาวิชา องค์กรเพื่อประชาธิปไตย ผู้แทนองค์กรภาคประชาชน ผู้แทนองค์กรผู้ใช้แรงงาน ผู้แทนองค์กรนิสิตนักศึกษา องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ได้แสดงเหตุผลสนับสนุนต่างกรรม ต่างวาระ หลายครั้ง เห็นสมควรให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ให้มีความเป็นประชาธิปไตย

รัฐธรรมนูญ ปี 2550 มีการใช้งบประมาณกว่า 5 พันล้านบาท ซึ่งถือว่ามีราคาแพงที่สุดในโลกก็ว่าได้ แต่กลับมีความอัปลักษณ์หลายประการ คือ

1. ที่มาแห่งการร่างรัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตย มีการล็อคโผกันตั้งแต่ต้น กีดกันฝ่ายการเมืองสมาชิกพรรคการเมืองกว่า 36 ล้านคนและประชาชนที่รักประชาธิปไตยอีกเกือบ 30 ล้านไม่ให้เข้าไปมีส่วนในกระบวนการ

2. เนื้อหาภายในมีความจงใจทำลายสถาบันพรรคการเมืองให้อ่อนแอ โดย “อำมาตยาธิปไตย” ได้สถาปนา “ตุลาการภิวัตน์” ขึ้นมามีอำนาจเหนืออำนาจอธิปไตยของประชาชน

3. ทำลายหลักนิติธรรม โดยการนิรโทษกรรมให้กับคณะปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทั้ง อดีต ปัจจุบันและอนาคต ทั้งที่ได้ทำผิดตามกฏหมายอาญา มีโทษถึงประหารชีวิต ทำให้รัฐธรรมนูญ 2550 มีค่าเพียงเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้แก่การรัฐประหารเท่านั้น

4. ใช้อำนาจกระบอกปืนและกฏอัยการศึก ในการการบีบคับประชาชนลงมติประชามติ ผ่านหน่วยงานราชการนักวิชาการ ที่หามเสลี่ยงให้คณะปฏิวัติรัฐประหาร ล่อหลอกประชาชน ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อให้ไปกากบาท “เห็นชอบ” แล้วนำผลอันทุจริตฉ้อฉลนี้มากล่าวอ้าง

5. คอรัปชั่น เอื้อประโยชน์ในกระบวนการการจัดพิมพ์ร่างฯ การซื้อโฆษณาให้กับสื่อที่เป็นพรรคพวก และยอมศิโรราบกับคณะปฏิวัติรัฐประหาร รวมทั้งการใช้งบประมาณคนไปเที่ยว เพื่อหวังซื้อใจให้ลงประชามติ ในแนวทางที่ตนเองต้องการ

ในขณะนี้ สังคมแบ่งเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน คือพวกเราในมหาสมาคมแห่งนี้ ที่ร่วมประกาศจุดยืนสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 กับฝ่ายที่แสดงความคิดเห็นคัดค้าน ซึ่งคนพวกนี้ล้วนแต่เป็นพวกที่นิยมชมชอบการปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยไม่สนใจความเสียหายของประเทศชาติ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ตลอดระยะเวลา 1 ปี 5 เดือนที่ผ่านมา มิได้เคารพในวิถีทางประชาธิปไตย มิได้เคารพเสียงอันบริสุทธิ์ของพี่น้องประชาชนแม้แต่น้อย เพียงเพราะมีความมุ่งหวังผลทางการเมือง ตำแหน่ง ลาภ ยศ สรรเสริญเป็นการส่วนตัวเท่านั้นเอง ซึ่งเราจะพบได้ในข้อมูลข่าวสาร ที่เผยแพร่โดยทั่วไปว่า มีการทุจริตฉ้อฉลในหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจที่คนเหล่านี้สนับสนุน เข้าไปมีตำแหน่งในตลอดระยะเวลา 1 ปี 5 เดือนที่ผ่านมา

กลุ่มคนที่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่มีความชอบธรรมในการเคลื่อนไหวเพราะ

1.พวกเขาเป็นผู้ที่เคลื่อนไหวทางการเมือง
2.พวกเขาเป็นสมุนบริวารรับใช้คณะรัฐประหารโดยตลอด 1 ปี 5 เดือน
3.รูปการจิตสำนึกของพวกเขาเป็น “รัฐประหารนิยมอำมาตยาธิปไตยนิยม”
4. พวกเขาเป็นผู้มีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ 2550 นั้นย่อมพิสูจน์เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า พวกเขานั่นแหละเป็น “อาชญากรทางประชาธิปไตย” อย่างแท้จริง

พวกเราที่มาร่วมประชุมในมหาสมาคมแห่งนี้จะร่วมกันต่อสู้แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 โดยให้นำรัฐธรรมนูญ 2540 มาเป็นหลัก แล้วปรับปรุงเนื้อหาให้ความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เพื่อพิทักษ์ไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงของประชาชน”

http://thaienews.blogspot.com/2008/04/blog-post_6464.html
50  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ทักษิณถึงกรุงเทพฯแล้ว เตรียมบินตีกอล์ฟ"ฮุนเซน" พรุ่งนี้ เมื่อ: 4 เมษายน 2008, 17:13:52
      “ทักษิณ” กลับถึงกรุงเทพฯแล้ว หลังเดินสายสืบชะตา ที่ “พะเยา-เชียงราย” บินไปตีกอล์ฟกับ “ฮุนเซน” พรุ่งนี้ ก่อนไปดูไบ 14 - 16 เม.ย. ขึ้นปาฐก “ภาวะผู้นำภายใต้โลกที่มีแต่ความไม่แน่นอน"
 
            เมื่อเวลา 12.40 น. วันนี้ (4 เม.ย.) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย นายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย น.ส.ศันสนีย์ นาคพงศ์ โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เดินทางกลับด้วยเที่ยวบินทีจี 1133 ถึงกรุงเทพฯ
 
     ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวเพียงสั้นๆ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มถึงการทำบุญว่า “ไปทำบุญก็ได้บุญ” จากนั้นได้ขึ้นรถกลับทันที  ด้าน  น.ส.ศันสนีย์ เปิดเผยว่า การเดินทางดังกล่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ทำบุญที่วัดศรีโคมคำ จ.พะเยา และวัดพระธาตุดอยตุง จ.เชียงราย ซึ่งมีพิธีสืบชะตาหลวง ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่าจากการทำบุญและพบปะกับคนสนับสนุนให้กำลังใจ ก็รู้สึกสบายใจ หน้าตาเบิกบาน
 
     ทั้งนี้ ในวันพรุ่งนี้ (5 เม.ย.) พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิไปประเทศกัมพูชา เวลาประมาณ 10.00 น. ส่วนการเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งตามกำหนดการคือวันที่ 11 เมษายน จะไปแสดงความเคารพบรรพบุรุษ แต่กิจกรรมอย่างอื่นอยู่ในระหว่างการวางแผน เพราะมีบุคคลต่างๆ ได้แสดงความจำนงขอทำกิจกรรมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ
   
     ส่วนการดูแลรักษาความปลอดภัยคงไม่มีอะไรเป็นพิเศษ คงเป็นไปตามความเหมาะสม นอกจากนี้ ยังมีกำหนดการเดินทางไปยังเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ระหว่างวันที่ 14 - 16 เมษายน ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับเชิญให้พูดในหัวข้อ “ภาวะผู้นำภายใต้โลกที่มีแต่ความไม่แน่นอน”

http://www.prachatouch.com/content.php?id=3886
51  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / บุกคุกพบชลอ ไขปมคดีซาอุฯ เมื่อ: 4 เมษายน 2008, 16:25:40
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 3 เม.ย. นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม ได้เดินทางไปที่เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. เข้าพบ พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ อดีต ผบช. ประจำ ตร. ผู้ต้องขังคดีฆาตกรรม 2 แม่ลูกตระกูลศรีธนะขัณฑ์ที่ถูกจำคุกนานกว่า 14 ปี ในแดนความมั่นคงสูง เพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นการคลี่คลายคดีเพชรซาอุดีอาระเบีย คดีสังหารอุปทูตซาอุดีอาระเบีย และคดีการหายตัวไปของนักธุรกิจซาอุดีอาระเบีย ที่ยังเป็นเรื่องค้างคาใจทางการประเทศซาอุดีอาระเบียมานานเกือบ 20 ปี

ต่อมาเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ได้ควบคุม พล.ต.ท. ชลอออกมายังห้องรับรองของเรือนจำ อดีตนายตำรวจมือปราบอยู่ในชุดเสื้อยืดสีขาว กางเกงขาสั้นสีน้ำตาล มีสีหน้ายิ้มแย้มทันทีที่เห็นหน้านายสมพงษ์ ก่อนจะเข้าสวมกอดทักทายถามสารทุกข์สุขดิบ ชนิดที่ทำเอา พล.ต.ท.ชลอน้ำตาคลอเบ้า จากนั้นทั้งคู่ได้นั่งพูดคุยกันถึงเรื่องคดีดังกล่าวภายในห้องเพียงลำพัง โดยไม่เปิดโอกาสให้ ผู้สื่อข่าวและผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปร่วมรับฟังการสนทนา   

ภายหลังการหารือ นายสมพงษ์กล่าวว่า รู้จัก พล.ต.ท.ชลอมานาน เพราะ พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ พี่ชาย กับ พล.ต.ท.ชลอพบกันตลอดจึงมีสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แม้เวลาจะผ่านมานานสายสัมพันธ์ทางจิตใจไม่มี เกษียณอายุ พล.ต.ท.ชลอมีส่วนไขความกระจ่างในคดีต่างๆมาแล้วมากมาย การเดินทางมาหารือครั้งนี้เลยมาขอความร่วมมือในการให้ข้อมูลคดีซาอุดีอาระเบียที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี เพราะยืดเยื้อกันมา 18-19 ปี ไทยกับประเทศซาอุดีอาระเบีย หลังจากได้ข้อมูลชัดเจนแล้วรัฐบาลไทยจะส่งข้อมูลการสืบสวนสอบสวนให้ทางซาอุดีอาระเบียทราบ และหวังจะเป็นการฟื้นการค้า การลงทุนที่ดีต่อกันระหว่างสองประเทศ

ด้าน พล.ต.ท.ชลอเผยความรู้สึกว่า ดีใจมาก ทำให้คิดถึงอดีต นับตั้งแต่เข้ามาอยู่ในเรือนจำเหมือนตัดขาดจากญาติพี่น้องและโลกภายนอก ส่วนด้านข้อมูลคดี ตนส่งข้อมูลให้กรมสอบสวนคดีพิเศษหมดแล้ว ไม่อยากพูดอะไรมาก กลัวเสียรูปคดี และพร้อมเป็นพยานในคดีนี้ให้ รัฐบาลชุดอื่นๆก็เคยคิดรื้อฟื้นคดี แต่ดูไม่จริงใจ ผิดกับรัฐบาลชุดนี้ที่จริงใจกว่า คาดว่าทุกอย่างน่าจะดีขึ้น ตนทำไปไม่ได้หวังผลตอบแทนหรือสิ่งแลกเปลี่ยน คิดว่าทำเพื่อประเทศชาติ ถ้าไม่มั่นใจก็ไม่ออกมาให้ข้อมูลแน่ และไม่กลัวตาย เพราะทุกวันนี้ติดคุกก็เหมือนคนที่ตายไปแล้ว 

มีรายงานว่า การเข้าหารือระหว่างนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ กับ พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ ในครั้งนี้ กระทรวงยุติธรรมต้องการเน้นข้อมูลคดีการหายตัวไปของนายมูฮัมหมัด อัลรูไวรี่ นักธุรกิจคนดังของประเทศซาอุดีอาระเบียเป็นหลัก เพื่อวางแนวทางในการรื้อสำนวนคดีที่เคยมีการแจ้งข้อหานายตำรวจระดับ รอง ผกก.สส.น.ใต้ ในสมัย พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ พี่ชายนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็น อ.ตร. หลังมีตำรวจในทีมอุ้มนักธุรกิจรายนี้หักหลังนำข้อมูลทั้งหมดไปเปิดโปงต่อนายตำรวจระดับสูงของกรมตำรวจสมัยนั้น แต่ในที่สุดขาดพยานหลักฐานเชื่อมโยง เพราะไม่เจอศพ ทำให้อัยการสั่งไม่ฟ้อง ขณะที่กรมตำรวจไม่ได้มีความเห็นแย้งกลายเป็นเรื่องคาใจของทางการซาอุดีอาระเบียที่ต้องการความชัดเจนของรัฐบาลไทยในการเอาผิดการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกิดขึ้น ดังนั้น กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลุ่มนายตำรวจที่พัวพันคดีอุ้มนักธุรกิจซาอุฯรายนี้จากข้อมูลของ พล.ต.ท. ชลอ เกิดเทศ ว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้างเพื่อดำเนินการต่อไป

http://www.thairath.co.th/offline.php?section=hotnews&content=84867
52  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ส่วยทำพิษ!เด้งอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เมื่อ: 3 เมษายน 2008, 06:00:12
พิษส่วย! ปลัดกระทรวงคมนาคม เด้ง อธิบดีกรมการขนส่งทางบก มาช่วยราชการในกระทรวงฯ หลังผลสอบกรณีเรียกรับผลประโยชน์จากเอกชนมีมูล

นายชัยสวัสดิ์ กิตติพรไพบูลย์ ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ในวันนี้ได้ลงนามในคำสั่งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง โดยได้ให้นายศิลปชัย จารุเกษมรัตนะ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก มาช่วยราชการในกระทรวงคมนาคม พร้อมลงนามแต่งตั้งให้นายชัยรัตน์ สงวนชื่อ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก มาทำหน้าที่รักษาการอธิบดีกรมการขนส่งทางบกแทน ทั้งนี้ การโยกย้ายดังกล่าวมาจากสาเหตุหลังจากมีการร้องเรียนเกี่ยวกับกรณีที่นายศิลปชัยถูกกล่าวหาว่า มีการเรียกรับผลประโยชน์จากเอกชน และกระทรวงคมนาคมได้แต่งตั้งนายปิยะพันธ์ จัมปาสุต รองปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธานคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งผลสอบสวนพบว่า มีการกระทำที่มีมูลความผิดจริง หลังจากนี้จะมีการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยกับนายศิลปชัยด้วย โดยคำสั่งโยกย้ายดังกล่าวให้มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นตันไป

http://www.posttoday.com/topstories.php?id=230215
53  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / กรอ.รูปแบบใหม่ใช้งบฯ 2,000 ล้านบาท เมื่อ: 3 เมษายน 2008, 05:50:06
จากการประชุมคณะกรรมการกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) นพ.ธาดา มาร์ติน ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยผลการประชุมว่า ที่ประชุมตั้งคณะทำงาน มี ดร.สุเมธ แย้มนุ่ม เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เป็นประธาน ทำหน้าที่พิจารณาว่าสาขาวิชา 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ สุขภาพ บริการและการท่องเที่ยว และเกษตรศาสตร์ มีสาขาวิชาใดบ้าง ทั้งพิจารณาถึงจำนวนผู้กู้และงบประมาณที่ต้องใช้ ก่อนจะนำเสนอกระทรวงการคลังเพื่อออกเป็นประกาศ กรอ.เกี่ยวกับสาขาวิชาที่จะให้กู้ กรอ.ได้ต่อไป จากนั้นจะนำไปชี้แจงให้สถานศึกษารับทราบภายในเดือน เม.ย.นี้ 

ด้านนายเสริมเกียรติ ทัศนสุวรรณ ผู้ช่วยผู้จัดการ กยศ. กล่าวว่า ที่ประชุมกรอ. ได้ประมาณการจำนวนงบประมาณที่ต้องใช้สำหรับ กรอ.รูปแบบใหม่ ซึ่งจะใช้ในภาคเรียนที่ 1/2551 ซึ่งคาดว่าไม่เกิน 1,000 ล้านบาท ส่วนงบฯสำหรับใช้ตลอดปีการศึกษา 2551 เป็นเงิน 2,000 ล้านบาท สามารถรองรับผู้กู้ได้ 30,000 คน โดยจะใช้งบฯที่ กยศ.มีอยู่ ส่วนปีการศึกษา 2552 ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้ 2,000 ล้านบาทนั้น จะต้องเสนอของบประมาณจากรัฐบาล นอกจากนี้ที่ประชุม กรอ.ได้แก้ไขระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการบริหารกองทุนเพื่อการศึกษา พ.ศ.2549 (ฉบับแก้ไข พ.ศ.2550) ให้สอดคล้องกับมติ ครม.โดยระเบียบใหม่จะให้มีผู้กู้รายใหม่ของ กรอ.ได้ และการกู้ก็จะเน้นสาขาที่เป็นความต้องการ มีความชัดเจนของการผลิตกำลังคนร่วมกับภาคเอกชนเป็นลำดับแรก

ผู้ช่วยผู้จัดการ กยศ. กล่าวต่อว่า ส่วนการจัดสรรงบประมาณ กยศ.ในปีการศึกษา 2551 นั้น คณะอนุกรรมการบัญชีจ่ายที่ 2 ได้จัดสรรงบฯ ให้แก่สถานศึกษาสังกัด สกอ. ในวงเงิน 2,900 ล้านบาท เพื่อจัดสรรให้กับผู้กู้รายใหม่จำนวน 54,800 ราย ส่วนคณะอนุกรรมการบัญชีจ่ายที่ 1 ได้จัดสรรงบประมาณให้แก่สถานศึกษาที่มีนักเรียนนักศึกษาในระดับ ปวช. ปวส. และปริญญาตรีนอกสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นวงเงิน 4,300 ล้านบาท เพื่อจัดสรรให้กับผู้กู้รายใหม่ 1.8 แสนราย รวมตลอดปีการศึกษา 2551 ใช้งบฯ 3.5 หมื่นล้านบาท. 

http://www.thairath.co.th/news.php?section=education&content=84742
54  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / มิ่งขวัญกล่อม5ผู้ค้าปุ๋ยรายใหญ่ ลดได้200-1,000บาท/ตัน เมื่อ: 3 เมษายน 2008, 05:44:26
นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าววานนี้ (2 เม.ย.) ภายหลังหารือร่วมกับสมาคมผู้ค้าปุ๋ย มีตัวแทนผู้ค้าปุ๋ยรายใหญ่ 5 ราย ที่มีส่วนแบ่งร้อยละ 75 ของตลาดการจำหน่ายปุ๋ยทั่วประเทศ ว่า ผลการหารือ สมาคมผู้ค้าปุ๋ยได้เสนอที่จะจำหน่ายปุ๋ยราคาพิเศษให้กระทรวงพาณิชย์ โดยจะขายปุ๋ยเม็ดตามความต้องการของเกษตรกร ผ่านกรมการค้าภายในให้แก่เกษตรกร ในราคาส่วนลด 200-1,000 บาท ต่อตัน  มีปริมาณปุ๋ยที่จะจำหน่ายครั้งนี้ จำนวน 130,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าส่วนลดประมาณ 70 ล้านบาท  เกษตรกรสามารถจองซื้อปุ๋ยลดราคาพิเศษได้ตั้งแต่ 18-30 เม.ย.นี้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 5 เม.ย.นี้ กระทรวงพาณิชย์ จะเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจค้าข้าว ทั้งผู้แทนชาวนา พ่อค้าคนกลาง และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมปุ๋ย มาประชุมรับทราบสถานการณ์ และแจ้งปัญหาให้ทราบ เพื่อขอความร่วมมือในการดำเนินการมาตรการอื่นๆต่อไป

http://www.thairath.co.th/online.php?section=newsthairathonline&content=84727
55  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ทักษิณขึ้นเหนือเดินสายทำบุญ ก่อนออกรอบตีกอล์ฟฮุนเซน เมื่อ: 3 เมษายน 2008, 05:42:18
ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า วันนี้ (3 เม.ย.) พ.ต.ท.ทักษิณ มีกำหนดเดินทางไป จ.เชียงราย โดยออกเดินทางจากสนามบินดอนเมือง เวลา 09.15 น. ด้วยเครื่องบินสายการบินไทยเที่ยวบินที่ ทีจี-1132 กรุงเทพมหานคร-เชียงราย เพื่อเดินสายทำบุญระหว่างวันที่ 3-4 เม.ย. โดยจะเดินทางไปที่วัดศรีโคมคำ หรือวัดพระเจ้าต๋นหลวง อ.เมือง จ.พะเยา เพื่อสักการะพระเจ้าต๋นหลวง พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง จ.พะเยา ที่ชาวภาคเหนือให้ความเคารพนับถือเพื่อความเป็นสิริมงคล และจะมีการทำพิธีสืบชะตาโดยพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ในจังหวัดพะเยาจำนวน 9 รูป ตามความเชื่อว่าการทำบุญสืบชะตาจะเป็นการเสริมบุญบารมีให้กับชีวิตมีความสุขในช่วงย่างเข้าสู่ปีใหม่ไทย

ส่วนวันพรุ่งนี้ (4 เม.ย.)  พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางไปยังโครงการปลูกป่าดอยตุง บนพระตำหนักดอยตุง พร้อมกับไปไหว้ พระธาตุดอยตุง จ.เชียงราย จากนั้นจะไปทำบุญไหว้พระตามวัดต่างๆ นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณจะแวะพบเพื่อให้ กำลังใจนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎรและอดีต ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน จ.เชียงราย

ด้าน นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณเตรียมเดินทางไปร่วมออกรอบตีกอล์ฟกับสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ตามคำเชิญ ในวันที่ 5-6 เม.ย.นี้

หลังจากเดินทางกลับจากประเทศกัมพูชา พ.ต.ท.ทักษิณจะร่วมหารือกับนักธุรกิจชาวบราซิลและยุโรป 2 คน ที่จะมาลงทุนในประเทศไทย

ส่วนกรณีคดีปล่อยเงินกู้ให้กับประเทศสหภาพพม่าจำนวน 4 พันล้านบาท ขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้งจาก พ.ต.ท. ทักษิณว่าจะมีการแถลงชี้แจงหรือไม่ แต่ยืนยันว่า พ.ต.ท. ทักษิณพร้อมต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมและมั่นใจในพยานหลักฐานที่ทีมทนายความเตรียมพร้อมไว้แก่ต่างให้ในชั้นศาล

http://www.thairath.co.th/onlineheadnews.html?id=84765
56  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ‘พลเมืองภิวัฒน์’ จี้ แก้ รธน. 50 หวั่นปมยุบพรรคก่อวิกฤติ เมื่อ: 29 มีนาคม 2008, 02:06:09
กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 3/2551เรียกร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 โดยระบุว่า รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 มิใช่รัฐธรรมนูญของปวงชนชาวไทย แต่เป็นผลิตผลของเผด็จการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ที่กำลังส่งผลทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะมาตรา 237 ที่อยู่ในระหว่างดำเนินการกรณีกรรมการบริหารพรรคการเมืองกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งและถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง จะส่งผลให้ต้องดำเนินการยุบพรรคการเมืองดังกล่าวหรือไม่ และต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคคนอื่นที่ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจกับการกระทำความผิดนั้นด้วยหรือไม่ เป็นประเด็นเร่งด่วนและอาจก่อให้เกิดวิกฤตทางการเมืองตามมาได้

กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ เรียกร้องให้มีการดำเนินการเเก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 โดยเร็วที่สุด โดยให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผ่านรัฐสภาที่มาจากเลือกตั้งของประชาชน ด้วยการยึดถือเอารัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญของปวงชนชาวไทยมาเป็นต้นแบบในการแก้ไข

http://www.prachatai.com/05web/th/home/11639
57  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / จี้สอบ สมเกียรติ ร่วมพันธมิตรฯ ผิดมารยาททางการเมือง เมื่อ: 29 มีนาคม 2008, 02:05:12
วันที่ 26 มี.ค. เวลาประมาณ 11.00 น. กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ เข้ายื่นหนังสือต่อ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รองประธานสภาคนที่ 1 ที่รัฐสภา ร้องเรียนเรื่องตรวจสอบบทบาทสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ ของนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ กรณีการเข้าไปมีส่วนร่วมเป็นแกนนำใน ‘กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย’ เพื่อสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย

นายภูมิวัฒน์ นุกิจ กล่าวว่าการที่นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ซึ่งเป็น ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามครรลองประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนนอกรัฐสภา โดยเข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทั้งที่มีกระบวนการทางรัฐสภา เช่น การยื่นกระทู้ หรือยื่นญัตติ รองรับอยู่ ถือเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ด้วยการไม่เคารพระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ทั้งนี้การออกมาเรียกร้องไม่ได้เป็นลิ่วล้อของใครหรือฝ่ายใดเพียงแต่ต้องการสร้างบรรทัดฐานทางการเมือง ตามสิทธิของพลเมือง

“ส.ส. หรือ ส.ว.ไม่ว่าพรรคการเมืองใด มีความชอบธรรมที่จะมาเคลื่อนไหวนอกรัฐสภาอย่างนั้นหรือ” นายภูมิวัฒน์ตั้งคำถาม

ทั้งนี้ ภายในหนังสือที่ยื่นต่อ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ระบุการกระทำที่นอกเหนือวาระข้อบังคับของรัฐสภา และมารยาททางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาคือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ สามารถ ยื่นกระทู้ ยื่นญัตติ วิพากษ์ วิจารณ์ โดยสุจริต ในรัฐสภา เพื่อร่วมกันพัฒนาระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาได้ แต่นายสมเกียรติ ไม่เคารพในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มุ่งหวังเพียงเพื่อจะขับไล่รัฐบาลอันมาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ โดยสร้างวาทกรรมสำนวน กล่าวหาว่า “รัฐบาลอันมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เป็นระบอบทักษิณ เป็นรัฐบาลนอมินี (ตัวแทน) เป็นรัฐบาลศรีธนณชัย เป็นรัฐตำรวจ เป็นรัฐทุนนิยมสามานย์”

นอกจากนี้ นายสมเกียรติ ได้ร่วมกับพวกออกแถลงการณ์และนัดชุมนุมในรูปแบบงานสัมมนา ซึ่งจะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 28 มี.ค.ที่จะถึงนี้ ณ หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยได้เดินสายโฆษณา ชักชวน พี่น้องประชาชนตามที่ต่างๆ และได้กล่าวปราศรัยระหว่างการประชุมใหญ่สามัญประจำปีพรรคประชาธิปัตย์ ที่ อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช มีข้อความตอนหนึ่งซึ่งบ่งบอกว่ามีแนวคิดแบ่งแยกประเทศไทย ให้ออกเป็นภาคส่วนต่างๆ เพื่อสร้างความเกลียดชัง และเหมารวม สร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นเป็นฝัก เป็นฝ่ายในสังคม

ด้านนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รองประธานสภาคนที่ 1 กล่าวหลังการรับมอบหนังสือว่า ตามหลักการไม่เห็นด้วยกับการกระทำของนายสมเกียรติ เพราะส.ส.ควรปฏิบัติตามวิถีทางประชาธิปไตย แต่โดยรัฐธรรมนูญได้ระบุสิทธิในการเสนอความคิดเห็นเอาไว้ ดังนั้นการก้าวล่วงไปสั่งห้ามจึงทำไม่ได้ เพียงแต่ต้องจับตาดูไม่ให้เกินขอบเขต เกิดการละเมิดต่อผู้อื่น หรือขัดต่อหลักกฎหมาย ซึ่งก็จะไม่ปล่อยให้เกินเลยเหมือนการเคลื่อนไหวของพันธมิตรครั้งที่ผ่านมาอีก

ส่วนการออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่ม ส.ส.พลังประชาชน ภายใต้ชื่อกลุ่มมหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย ซึ่งจะมีการจัดเวทีคู่ขนานในวันที่ 28 มี.ค.นั้น นายสมศักดิ์กล่าวว่าทางพรรคพลังประชาชนไม่ได้ให้การสนับสนุนและได้มีคำสั่งให้ยุติแล้ว แต่ก็ไม่สามารถที่จะเข้าไปห้ามปรามไม่ให้เคลื่อนไหวได้เพราะถือว่าเป็นสิทธิของบุคคล ทั้งนี้คิดว่าเป็นความผิดพลาดมาตั้งแต่ที่ระบุในรัฐธรรมนูญว่า ส.ส.ไม่จำเป็นต้องฟังมติของพรรคทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้น ดังนั้นจึงคิดว่าควรเร่งให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเร่งด่วน

http://www.prachatai.com/05web/th/home/11649
58  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / นายกฯ แฉเอกสารลับ เตรียมปฏิวัติรอบสอง เมื่อ: 28 มีนาคม 2008, 15:46:29
วันนี้ (28 มี.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวระหว่างการพบปะกับสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาล ว่าได้รับเอกสารลับที่แทรกมากับเอกสารการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยเขียนด้วยลายมือ แจ้งเตือนว่ามีขบวนการจ้องล้มล้างทำลายรัฐบาล มีการประชุมกันเพื่อเตรียมปฏิวัติอีก แต่ยังหาเหตุผลในการปฏิวัติไม่ได้ อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีไม่พูดชัดว่าจะสามารถนำมาเปิดเผยกับสื่อมวลชนได้หรือไม่ เนื่องจากเกี่ยวพันกับคนหลายกลุ่ม และยืนยันว่าเอกสารดังกล่าวไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อป้องปรามคนบางกลุ่ม และคิดว่าคนของพรรคพลังประชาชน คนไม่ใช้วิธีการเช่นนี้

"ขณะนี้ยังมีคนบางกลุ่มพยายามวิ่งเต้นเคลื่อนไหว เพราะคิดว่ายังสามารถทำให้เกิดการปฏิวัติได้ ผมก็คงจะไม่ตอบโต้ เพราะเชื่อว่าไม่สามารถปฏิวัติได้ ในที่สุดคนกลุ่มนี้ก็จะเลิกแนวคิดนี้ไปเอง" นายกรัฐมนตรีกล่าว

นายกรัฐมนตรี ไม่ขอตอบว่าคนกลุ่มดังกล่าวเกี่ยวข้องกับมือที่มองไม่เห็น ทหาร หรือแม่ทัพภาคที่ 1 หรือไม่ แต่ยืนยันว่าไม่กลัวที่จะถูกปฏิวัติ โดยจะมีความพยายามจับจ้องเล่นงานรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้เพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงหนังสือเรื่อง "ลับ ลวง พราง ปฏิวัติปราสาททราย" ว่าเป็นแค่การเขียนหนังสือแบบหนึ่งที่ผู้แต่งไม่ใช่ผู้เขียน และมีผู้ที่รู้สึกอึดอัดจากหนังสือเล่มนี้หลายคน โดยได้มีการพูดคุยกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่มีชื่ออยู่ในหนังสือดังกล่าวแล้ว และมีความเข้าใจกันดี

ส่วนการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในเย็นวันนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่รู้สึกเป็นกังวล แต่ไม่ขอประเมิน เพราะไม่ใช่นักวิชาการ ส่วนการดูแลรักษาความปลอดภัยนั้น มีเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ยังยืนยันว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องฟังเสียงของ ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎร และเสียงจากพรรคร่วมรัฐบาล ส่วนความคิดเห็นที่แตกต่างกันภายในพรรคพลังประชาชนนั้น ไม่เป็นปัญหา ส่วนตัวย้ำว่าไม่มีประโยชน์ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 309 นอกจากนี้ยังไม่มีปัญหาที่ ส.ส.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของพรรคกว่า 50 คน ไม่เห็นด้วยที่จะแก้ไข ส่วนหากแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ทันแล้วจะต้องมีการยุบพรรคเกิดขึ้น คงช่วยไม่ได้ และยังไม่มีแนวคิดการนิรโทษกรรม เพราะแค่คิดก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์แล้ว

http://www.thairath.co.th/onlineheadnews.html?id=84078
59  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / องค์กร ปชต.เคลื่อน หนุนแก้ รธน.50 เมื่อ: 27 มีนาคม 2008, 16:48:21
องค์กรประชาธิปไตย เร่งเครื่องเดินหน้าผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 เตรียมผนึกแนวร่วมทั่วประเทศขอฉันทามติจากประชาชนใน 2 เดือน ยกเป็นวาระแห่งชาติ ยึด รธน.40 เป็นตัวตั้ง  โพลชี้คนไทยหนุนแก้ พร้อมเสนอปลดล็อก 111 ทรท. ชี้ รธน.จุดอ่อนเพียบ ขณะที่ วิปรัฐบาลตั้งคณะทำงาน 6 พรรคร่วม พร้อมตั้ง กมธ.วิสามัญ คู่ขนาน เล็งประเดิมแก้ 4 มาตรา ทั้ง 237, 266, 309 และ 190 ด้วย

        ท่ามกลางกระแสผลักดันของภาคการเมือง ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 อันเป็นผลพวงอำมาตยาธิปไตยในยุคเผด็จการ องค์กรภาคประชาชน ต่างก็ออกมาขับเคลื่อน เพื่อเรียกร้องให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเตรียมพร้อมที่จะผนึกกำลังจากภาคประชาชนทั่วประเทศ ให้ออกมามีส่วนร่วมในการแก้ไขครั้งนี้ด้วย   

        นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท 1 ใน 11 คณะกรรมการบริหารแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช..)  เปิดเผยถึงที่ประชุมมีมติกำหนดทิศทาง โดยให้ความสำคัญอันดับแรก กับการรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 จะขอให้ประชาชนร่วมลงรายชื่อสนับสนุน รวมถึงจะขยายการทำความเข้าใจกับประชาชนทั่วประเทศด้วย โดยจะเดินสายไปในทั่วทุกภูมิภาค เพื่อจัดสัมมนา และเข้าร่วมหารือภายในกลุ่มองค์กรในภูมิภาคนั้นๆ ถึงเหตุผลจำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงประชาชนจะได้อะไรบ้างกับการแก้ไขที่จะเกิดขึ้น

นปช.ตั้งธงผนึกปชช.ใน2ด.

       
      “นปช.ต้องการผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ ที่ประชาชนทุกภาคส่วนต้องดำเนินการร่วมกัน เพราะเรื่องนี้ได้กลายเป็นจุดหักเหที่สำคัญของประเทศและกระทบต่อประชาชนทั่วไป ซึ่งคงไม่ใช่จะแก้มาตราใดมาตราหนึ่ง แต่เป็นภาพรวมทั้งหมด เช่นมาตราใดเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง” นายวิภูแถลง กล่าว และว่า ในวันที่ 30 มีนาคม จะมีอีกหลายองค์กรภาคประชาชนเข้าร่วมหารือ และจะแถลงข่าวเป็นทางการในวันที่ 5 เมษายนนี้

      นอกจากนี้ ที่ประชุมกำหนดให้มีแกนนำ 5 คน คือ ตน นพ.เหวง โตจิราการ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์  และนายชินวัฒน์ หาบุญพาค โดยมีนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข เป็นผู้ประสานงาน เพื่อให้การเดินหน้านำธงในเรื่องนี้เป็นไปอย่างรวดเร็วภายใน 2 เดือน
 
กลุ่มพลเมืองฯชี้รธน.40เป็นตัวตั้ง

     ขณะที่ กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ ได้ออกแถงการณ์เรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเช่นดียวกัน โดยระบุรัฐธรรมนูญนี้ไม่ใช่ของปวงชนชาวไทย หากเป็นผลิตผลของเผด็จการคมช. ที่กำลังส่งผลทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะมาตรา 237 เป็นประเด็นเร่งด่วนที่ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และอาจก่อให้เกิดวิกฤตทางการเมืองตามมา รวมไปถึงบทบัญญัติในมาตราอื่นๆ ที่เป็นอุปสรรคเช่นเดียวกัน 
         
         ดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้มีการดำเนินการเเก้ไขโดยเร็วที่สุด โดยให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพ ผ่านรัฐสภา ด้วยการยึดถือรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นต้นแบบ นอกจากนี้ จะร่วมกับองค์กรประชาธิปไตยอื่นๆ ทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนให้เห็นถึงผลกระทบอันเลวร้ายของรัฐธรรมนูญอันเป็นซากเดนของเผด็จการคมช. พร้อมกับชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับที่เป็นของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง
   
       ก่อนหน้านี้ กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ 2540 นำโดยนายจรัล ดิษฐาอภิชัย ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้รัฐบาล รัฐสภา พรรคการเมือง องค์กรประชาธิปไตย นักวิชาการ สื่อมวลชน และประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญนี้ ใหลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการยกเลิกฉบับ 2550 และนำฉบับ 2540 กลับมาใช้โดยแก้ไขเพิ่มเติมบางมาตราเช่นกัน

โพลชี้59.3%หนุน-ปลดล็อก111ทรท.

        ขณะเดียวกัน กระแสจากประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนให้เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ด้วยเช่นกัน จากผลสำรวจของเอแบคโพล ระบุถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญในสายตาประชาชนพบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 59.3 เห็นด้วย เพราะอยากให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่าย ให้ประเทศเกิดความสงบสุข และการเมืองเข้มแข็งขึ้น มีเพียงร้อยละ 32.9 ไม่เห็นด้วย
 
      และยังพบในกลุ่มประชาชนที่ให้แก้ไขร้อยละ 49.1 ต้องการให้แก้ไขทุกมาตรายกเว้นที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ขณะที่ร้อยละ 40.4 ต้องการแก้ไขเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมือง           
   
      นอกจากนี้ ร้อยละ 51.7 เห็นว่ารัฐบาลควรมีแนวทางให้อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทั้ง 111 คนได้มาช่วยงานรัฐบาลในขณะนี้ เพราะมีความสามารถ มีศักยภาพในการทำงานขณะที่บ้านเมืองกำลังประสบปัญหา มีประสบการณ์การทำงาน และอยากให้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง
 
      เมื่อถามถึงจุดด้อยของรัฐธรรมนูญที่ต้องแก้ไข พบร้อยละ 34.7 ระบุกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับพรรคการเมือง การยุบพรรคการเมือง บทลงโทษพรรคการเมืองที่กระทำผิด ร้อยละ 25.4 เกี่ยวกับการได้มาของ ส.ส. และ ส.ว. ร้อยละ 22.2 ทำให้รัฐบาลอ่อนแอทำงานให้ประชาชนไม่ได้ ร้อยละ 12.4 เกี่ยวกับการได้มาซึ่งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ กฎระเบียบข้อบังคับของสังคม การมีส่วนร่วมของคนในสังคม สิทธิมนุษยชน และความเป็นกลางของรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ร้อยละ 29.6 ระบุว่าไม่มีจุดดีในมาตราที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง

วิปรัฐบาลถกเข้ม-ปิดทาง ปชป.

        ในอีกด้านหนึ่ง คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ประชุมประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา โดยมีการเสนอความเห็นอย่างกว้างขวาง ซึ่งนายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคพลังประชาชน เสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ แทนการตั้งคณะทำงานศึกษาแก้ไข เพราะจะทำให้เกิดความล่าช้า และการตั้งคณะ กรรมาธิการจะสามารถดึงให้พรรคประชาธิปัตย์เข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งอาจจะเป็นไปตามเกมที่เขาไว้เพื่อให้การแก้ไขครั้งนี้ไม่มีความชอบธรรม ส่วนตัวคิดว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่เอา เพราะเขามาจากระบอบประชาธิปไตย และถ้าไม่เอาก็ไปเจอกันที่สนามหลวง
   
       ขณะที่นายชัย  ชิดชอบ ประธานวิปรัฐบาล ยืนยันให้มีการตั้งคณะทำงานศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนนำเข้าสู่สภา โดยในส่วนของพรรคพลังประชาชนขณะนี้ นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะทำงานศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว

ตั้งกมธ.-คณะทำงาน6พรรคร่วม
 
        ภายหลัง นายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย ในฐานะเลขานุการวิปรัฐบาล แถลงถึงที่ประชุมมีมติเห็นชอบ 2 แนวทาง คือ 1.ตั้งคณะทำงานศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญจำนวน 16 คน ประกอบด้วย นายชูศักดิ์ ศิรินิล เป็นตัวแทนจากสำนักนายกฯ ตัวแทนจากคณะกรรมการกฤษฎีกา 1 คน เลขาวิปรัฐบาล 2 คน และตัวแทนจาก 6 พรรคร่วมรัฐบาลพรรคละ 2 คน ขณะนี้ทุกพรรคเสนอรายชื่อครบแล้ว และ 2.มีมติให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ตามที่นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชาชน พร้อมคณะ เสนอญัตติต่อสภาฯ ส่วนจะบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมเพื่อตั้งเป็นกรรมาธิการวิสามัญได้เมื่อใด วิปรัฐบาลจะประชุมอีกครั้งในวันที่ 31 มีนาคม ทั้งนี้คณะทำงานฯ และกรรมาธิการวิสามัญจะทำงานควบคู่กันไป

เล็งแก้ รธน. ก่อนรอบแรก 4 มาตรา

      ด้านนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล ส.ส.แพร่ พรรคพลังประชาชน กล่าวในการประชุมมีทั้งฝ่ายเสนอให้แก้เล็กเพียง 4 - 5 มาตรา ได้แก่ มาตรา 237, 266, 309 และล่าสุดมีการเสนอมาตรา 190 ที่ว่าด้วยการทำสนธิสัญญากับนานาประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาส่วนมาตรา 265 ที่ห้าม ส.ส. ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานราชการของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจนั้น ต้องหารืออีกครั้ง ขณะที่ฝ่ายเสนอให้ปรับแก้ขนาดกลางถึงใหญ่ เสนอให้แก้ไขในมาตราที่เกี่ยวกับที่มาของส.ส.และส.ว.ด้วย

ใช้ 96 เสียง ส.ส.เสนอแก้ไข รธน.


       ส่วน นายชัย ชิดชอบ กล่าวเพิ่มเติมว่า พรรคพลังประชาชนประกาศตั้งแต่หาเสียงเลือกตั้งจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้นเรามีหลักไม่ใช่ว่าอยู่ๆ มาคิดแก้มาตรา 237 เพื่อหนีคดียุบพรรค แต่จะแก้ไขโดยยึดประโยชน์ประเทศเป็นหลัก ส่วนมาตรา 309 ที่เกี่ยวโยงถึงคำสั่งต่างๆ ของ คมช. นั้น ไม่ใช่เพื่อล้มล้าง คตส. อะไรที่ทำแล้วก็แล้วไป ซึ่งในกรอบเวลาต้องเป็นไปตามกระบวนการ คาดว่าต้องใช้เวลาพอสมควร เนื่องจากกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เช่น พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเสียก่อน แต่ก็จะเร่งรัดให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้
 
   ทั้งนี้ การดำเนินการ ส.ส.จะเป็นผู้เสนอแก้ไข ตามรัฐธรรมนูญใช้ 96 เสียงเท่านั้น ส่วนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น หมายถึงทุกพรรคการเมือง รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ต้องเสนอตัวแทนเป็นกรรมาธิการตามสัดส่วนด้วย

มั่นใจเสียงข้างมากผ่านฉลุย

       เมื่อถามถึงการตั้งกรรมาธิการเพื่อดึงพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมเพื่อสร้างความชอบธรรมหรือไม่นั้น ประธานวิปรัฐบาล กล่าวยอมรับ ถูกต้อง เป็นการสร้างความชอบธรรม เพราะการพิจารณาต้องขอความเห็นร่วมจาก ส.ส. ในสภาทั้งหมด ถ้าเสียงข้างมากเห็นด้วยก็ต้องผ่าน เสียงข้างน้อยก็ตกไป 
 
       “มั่นใจว่า พรรคร่วมรัฐบาลจะมีคะแนนเสียงเพียงพอในการลงมติวาระแรกให้มีการแก้ไข รัฐธรรมนูญ โดยคาดว่าจะได้รับความร่วมมือจากพรรคร่วมฝ่ายค้านและส.ว.บางส่วนที่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงมั่นใจว่าจะมีคะแนนเสียงเพียงพออย่างแน่นอน” ประธานวิปรัฐบาล กล่าว
 
        อย่างไรก็ดี จำเป็นต้องพิจารณาอย่างครอบคลุมในหลายมาตรา ถ้าให้แล้วเสร็จในครั้งเดียวได้ก็จะดี เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่ละครั้งต้องใช้งบประมาณมาหาศาล
   
         ขณะเดียวกันในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญ (กมธ.) ยกร่างข้อบังคับการประชุมสภา มีมติเห็นชอบให้มีคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 32 คณะ

“กุเทพ”ชี้ม.237ขัดหลักนิติธรรม

          ด้าน ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง ส.ส.ศรีสะเกษ และโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงวิปรัฐบาลจะให้มีการนำญัตติด่วนเรื่องขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาพิจารณาปัญหาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ของนายบุญจง ส.ส.นครราชสีมา พร้อมคณะ เสนอไว้แล้วขึ้นมาพิจารณาก่อน และจะเสนอตั้งคณะกรรมการพิจารณาประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาลขึ้นมาเพื่อศึกษายกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญคู่ขนานกันไป จากนั้น ส.ส.จำนวน 96 คนเซ็นรายชื่อรับรองเพื่อเสนอเรื่องนี้เข้าสู่สภารับหลักการวาระแรก และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อเปิดให้โอกาสทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
 
       “โดยเฉพาะมาตรา237 เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมือง ซึ่งพรรคเห็นว่าขัดต่อหลักนิติธรรมและมาตรา 309 ที่ไปรับรองอำนาจองค์กรอิสระที่ตั้งโดยคณะปฎิวัติ ถือเป็นประเด็นสำคัญในหลายประเด็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ร.ท.กุเทพกล่าว
             
        พร้อมระบุว่า รัฐบาลมองถึงประโยชน์ของส่วนรวม เพราะเห็นว่า มีหลายประเด็นขัดกับหลักนิตธรรม มีหลักกฎหมายที่บิดเบือนเมื่อมีโอกาสเข้าไปแก้ไขก็ต้องแก้ไข ส่วนกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยก็มีช่องทางที่แสดงความคิดเห็นที่แตกต่างอยู่แล้ว รัฐบาลเคารพเสียงของทุกคน แต่หลักประชาธิปไตย ต้องเคารพเสียงข้างมากด้วย

ระบุขนาดเผด็จการยังทำได้

         โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวต่อถึงมาตรา 309 กรณีองค์กรอิสระที่คณะปฎิวัติตั้งขึ้น เช่น คตส. มองว่าเราก็รับได้ในส่วนของ คตส.และพรรคไม่คิดจะให้มีผลย้อนหลังอะไร ก็เป็นไปตาม คตส.ดำเนินงานทั้งหมด แต่หากต่อไป คตส.จะพิจารณาดำเนินคดีอะไร ก็เห็นว่าไม่ควรมีการไปรับรองการดำเนินการขององค์กรที่ถูกตั้งขึ้นหลังมีรัฐประหาร
 
         “ส่วนการแก้ไขประเด็นต่างๆ ถ้าผู้ร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่าไม่ควรทำ ควรตอบอย่างตรงไปตรงมา ขนาดคนร่างมาจากเผด็จการยังสามารถร่างรัฐธรรมนูญได้ แต่เรามีอำนาจได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนแล้วทำไม เมื่อมีโอกาสถึงจะแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้” โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าว

อดีตส.ส.ชี้ยุบ3พรรคต่างชาติกระเจิง

        ทางด้าน นายวัฒนา เซ่งไพเราะ อดีต ส.ส.กทม. พรรคพลังประชาชน เห็นในเรื่องนี้ว่า เวลานี้เราจำเป็นต้องปรับปรุงกติกาให้เข้มแข็ง เพราะหาก 3 พรรคการเมืองในรัฐบาลถูกยุบพรรคไปจริงๆ จะไปทำลายความเชื่อมั่นต่อต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุน เพราะเราต้องเชื่อมั่นในการเมืองที่มาจากภาคประชาชน ก่อนหน้านี้ไม่มีการเมืองภาคประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะนักวิชาการ อาจารย์จากสถาบันการศึกษาที่เข้าไปมีส่วนร่วมยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หมดความชอบธรรมแล้ว เพราะไปยอมรับอำนาจนอกระบบ เชื่อว่ารัฐธรรมนูญตามกระบวนการที่ร่างนั้นต้องการทำให้การเมืองอ่อนแอ ในยุคโลกาภิวัตน์
 
        “ถ้าแก้ไขมาตราเดียว ผมไม่เห็นด้วยเพราะในบรรยากาศเช่นนี้ จะถูกหาว่าแก้ไขเพื่อเผื่อ 3 พรรคการเมือง เป็นเรื่องปกติ อคติของคน จะไปห้ามคิดคงไม่ได้ แต่อยากให้มีการโหวตในสภาให้เลือกรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 เพราะทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ก็มีสองสภาสมบูรณ์อยู่แล้ว

http://www.prachatouch.com/content.php?id=3565
60  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / 'จักรภพ' แพลมข่าววงใน เมียใครใน อสมท. จุ้นจนเจ๊ง เมื่อ: 27 มีนาคม 2008, 16:37:44
       “จักรภพ” ไฟเขียว ก.ล.ต. ตรวจสอบ อสมท. ขาดทุน จะได้โปร่งใส แพลม ข่าววงใน เมียใครไม่รู้ต้องสาวไปถึงด้วย ไม่หวั่น ม.268 เพราะรัฐบาลถือหุ้นใหญ่ ต้องรักษาประโยชน์ผู้ถือหุ้นรายย่อยด้วย

         ต่อกรณี การขาดทุนของ บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเพิ่มเติมในวันนี้ (27 มี.ค.) ว่า  หากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะเข้าดำเนินการตรวจสอบข้อมูลผลประกอบการของบริษัท อสมท. ที่ตนระบุว่าขาดทุน 27 ล้านบาท นับเป็นเรื่องดีที่ต้องขอบคุณ ก.ล.ต.ที่จะช่วยกันทำให้การประเมินการทำงานของ อสมท.ชัดเจนมากขึ้น

        เนื่องจากรัฐบาลมีหน้าที่กำกับดูแลบริษัท อสมท. และเมื่อข้อมูลเป็นที่สนใจของผู้ถือหุ้น ก.ล.ต.ก็ต้องสนใจเป็นธรรมดา เพราะ ก.ล.ต.มีหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่ต้องมีความชัดเจนว่า การปกป้องสิทธิผู้ถือหุ้น ไม่ได้หมายความว่าซ่อนความลับ ไม่ให้ผู้ถือหุ้นได้รับทราบ ต้องให้ผู้ถือหุ้นมีสิทธิได้รับรู้ความเป็นจริง

         นายจักรภพ กล่าวต่อว่า ตนจะเดินหน้าเตรียมการให้ อสมท.เป็นบริษัทจำกัดมหาชน ที่ตอบโจทย์ผู้ถือหุ้นและประเทศได้ ยืนยันว่าข้อมูลเกี่ยวกับ อสมท.นั้นค่อนข้างปรากฏชัดเจน ในการรายงานข่าวเป็นระยะ เพียงแต่ไม่ได้รวบรวมตัวเลขมาพูดกัน ข้อมูลเหล่านี้ พนักงาน อสมท. รู้กันทุกคน ซึ่งไม่ได้มองปีต่อปี แต่มีการขาดทุนในรอบ 7 ปี ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก และแสดงให้เห็นว่าทิศทางการบริหารงานที่ผ่านมามีปัญหา จึงต้องมีการประเมินองค์กร ผู้บริหาร และภรรยาของผู้บริหาร

        “ผมอดตั้งข้อสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมเรื่องของ อสมท. หลายคนถึงมีอาการกันมากเหลือเกิน และอยากบอกว่า การประเมินผลการบริหารงาน เป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายหรือการประเมิน ไม่ว่าใครจะเป็นนอมินีของใคร หรือเป็นผู้แบ่งปันผลประโยชน์ให้ใครก็ตาม หากต้องถูกประเมินผล ทุกคนอยู่ในสถานะเสมอภาค และเท่าเทียมกัน ยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องการบริหารงานล้วนๆ  หากเป็นเรื่องการเมืองคงไม่จำเป็นต้องอธิบายอย่างนี้”

       นอกจากนี้ การเปิดเผยข้อมูลเรื่องนี้ ก็ไม่กระทบต่อผู้ถือหุ้น แต่เป็นการปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นด้วยซ้ำ ซึ่งหากผู้ถือหุ้นไม่ได้รับรู้ข้อมูล เกี่ยวกับผลการประกอบการที่แท้จริง คงจะเกิดปัญหา และเมื่อแยกรายได้จากสัมปทานแล้ว ปรากฏว่า รายได้ไม่ได้ดีจริง เมื่อมีการชี้จุดที่ถูกต้อง จึงถือว่าเป็นการปกป้องผู้ถือหุ้น

      เมื่อถามว่า ขณะนี้มีการระบุว่า ข้อมูลที่รัฐมนตรีมี กับที่ อสมท.รายงาน ก.ล.ต.มีความแตกต่างกัน นายจักรภพกล่าวว่า อยู่ที่ว่า ใครใน อสมท.เป็นคนพูด ข้อมูลนี้ หากอยากรู้ข้อมูลจริง ก็ให้ไปถามอย่างไม่เป็นทางการดีกว่า เชื่อว่ามีพนักงาน อสมท.เป็นจำนวนมาก ที่รู้ข้อมูลตรงนี้ รวมทั้งสหภาพแรงงาน อสมท. ก็รู้ว่าการประกอบการในช่วงที่ผ่านมา เป็นอย่างไร
สำหรับข่าวการปลดนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ ผอ. อสมท. จะเข้าข่ายกระทำผิดมาตรา 268 หรือไม่

         รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯนายจักรภพ กล่าวว่า ตนไม่ได้ระบุถึงเรื่องนี้ และไม่ได้มุ่งเป้าที่ตัวบุคคล แต่มุ่งเป้าที่การบริหารงานของบริษัทที่รัฐบาลถือหุ้นใหญ่ ซึ่งตนไม่รู้สึกกังวลว่า จะนำมาตรา 268 มาตรวจสอบ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีประเด็นปัญหาที่วางกับดักไว้อยู่แล้ว หากนั่งห่วงก็คงไม่ต้องทำงานอะไรเลย

http://www.prachatouch.com/content.php?id=3598
61  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / หวั่นปะทะ “ประชา”ยกเลิกเสวนาชนพันธมิตร เมื่อ: 27 มีนาคม 2008, 16:32:20
       กลุ่มมหาประชาชนฯ ยกเลิกเสวนา 28 มี.ค.หวั่นกองเชียร์ปะทะกลุ่มพันธมิตรฯ แต่จะส่งคนสังเกตการณ์

        นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน (พปช.) ซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มมหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย แถลงข่าวเลื่อนการจัดเสวนาเรื่องประชาธิปไตยในวันพรุ่งนี้ (28 มี.ค.) ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์

      แม้จะมีประชาชนตอบรับที่จะเข้าร่วมฟังเสวนาจำนวนมาก เนื่องจากเกรงจะเกิดปัญหาบานปลายหากประชาชนที่มาเข้าร่วมเสวนาเกิดไปปะทะกับประชาชนที่เข้าร่วมงานสัมมนาของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งจะจัดขึ้นในวันเดียวกันที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

       อย่างไรก็ดี กลุ่มมหาประชาชนฯ จะส่งตัวแทนไปสังเกตการณ์การจัดสัมมนาภาคประชาชนของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่ามีเนื้อหาสาระอย่างไร และมีผู้เข้าร่วมงานมากน้อยเพียงใด

http://www.prachatouch.com/content.php?id=3602
62  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ตั้ง กก.สอบ กกต.ฮั้วพิมพ์บัตร/แอบกาเบอร์เลือกตั้ง ส.ส.ล่วงหน้า เมื่อ: 27 มีนาคม 2008, 16:31:05
      น้ำลดตอผุดจนได้ นายตำรวจเจ้าของค่ายมวยดัง บุกแจ้งความ ดีเอสไอ ดำเนินคดี กกต. ฮั้วประมูลบัตรเลือกตั้ง ส.ส. เลยเถิดถึงขั้นอาจทุจริตช่วงเลือกตั้ง เพราะพบเงื่อนงำแอบกาเบอร์ให้บางพรรค สับเปลี่ยนบัตรลงคะแนนจริง ดีเอสไอรับเรื่อง ตั้ง ธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดี ดีเอสไอ ตรวจสอบทันที

       พล.ต.ต.เสวก ปิ่นสินชัย อดีตผู้บังคับการตำรวจป่าไม้ เจ้าของค่ายมวยชื่อดัง เดินทางเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ให้ดำเนินคดีกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.และผู้เกี่ยวข้องในความผิดทางกฎหมาย ฮั้วประมูลกรณีจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ส.ส. และปฏิบัติละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

       ทั้งนี้ พบว่ามีการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2550 มีการดำเนินการที่มิชอบ ด้วยระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้เสนอราคาบางราย รวมทั้งมีการกำหนดและยกเว้นคุณสมบัติบางรายการ เพื่อให้ผู้เสนอราคารายหนึ่งรายใด ได้รับงานไป และปล่อยให้มีการพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินจำนวน เพื่อนำไปสับเปลี่ยนกับบัตรจริง โดยมีการนำสำเนาบัตรเลือกตั้ง ที่พลเมืองดีมามอบให้มาแสดงเป็นหลักฐาน
โดยได้กระทำกับการเลือกตั้งล่วงหน้า

       เมื่อวันที่ 15 และ 16 ธ.ค. 2550 ทำให้คะแนนเสียงของพรรคการเมืองบางพรรค และคะแนนเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งบางคน ได้รับคะแนนเสียงเกินกว่าจริง และบางส่วนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง

      อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ตนได้เคยร้องเรียนกับ กกต.แล้ว แต่ไม่มีความคืบหน้าใดๆ ซึ่งหาก กกต. ยังไม่ชี้แจงภายใน 2 วัน จะแฉเรื่องนี้ และจะไปร้องต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

       ด้าน พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ โฆษกดีเอสไอ ได้เป็นตัวแทนรับเรื่องและกล่าวว่าได้มีการตั้งกรรมการตรวจสอบแล้ว โดย นายธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดีดีเอสไอ เป็นผู้ตรวจสอบข้อมูล

http://www.prachatouch.com/content.php?id=3596

http://www.prachatouch.com/content.php?id=3596
63  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / “มิ่งขวัญ” หนุนราคาข้าวสูงประวัติการณ์ มีเท่าไร ส่งออกให้หมด เมื่อ: 27 มีนาคม 2008, 15:13:51
นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงแนวทางการทำตลาดข้าวของกระทรวงพาณิชย์ในสถานการณ์ข้าวมีราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ว่า จะสนับสนุนให้ส่งออกข้าวอย่างเต็มที่ และจะไม่กำหนดโควตาส่งออก หรือกำหนดราคาส่งออกขั้นต่ำ ส่วนราคาขายก็ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด หากขายได้ ราคาดีขึ้น ก็ยินดีกับพ่อค้า สำหรับเกษตรกร จะดูแลให้ขายข้าวได้ตามราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น หรือเท่ากับราคาส่งออก และดูแลไม่ให้ถูกพ่อค้าคนกลางกดราคารับซื้อ ส่วนในประเทศจะไม่ขาด แคลน เพราะกลไกตลาดจะทำงานตามปกติ พ่อค้าที่ทำข้าวบรรจุถุงขายก็จะไปแย่งซื้อข้าวในตลาดกับผู้ส่งออก ทำให้ราคาข้าวเป็นไปตามกลไกตลาด และมีข้าวบรรจุถุงออกมาจำหน่ายตามปกติ

“กระทรวงพาณิชย์จะสนับสนุนให้ส่งออกข้าวให้หมด ชาวนาจะได้ลืมตาอ้าปากได้ เพราะราคาข้าวขณะนี้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนข้าวนาปรังที่กำลังจะออกมาก็สนับสนุนให้ส่งออก รวมถึงข้าวฤดูกาลใหม่ เพราะปีนี้เป็นปีทองของชาวนา เพราะที่ผ่านๆมา คนเคยพูดชาวนาขายข้าวหนึ่งเกวียนซื้อทองไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้ซื้อได้แล้ว แต่อยากขอเตือนชาวนาให้ดูแลข้าวให้ดีที่สุด และให้ขายในราคาที่ตัวเองพอใจ” 

สำหรับการดูแลราคาข้าวที่บริโภคภายในประเทศ กระทรวงพาณิชย์จะนำข้าวสารในสต๊อกจำนวนหนึ่งประมาณ 10% ของปริมาณการบริโภคข้าวในประเทศปีละ 9 ล้านตัน หรือประมาณ 900,000 ตัน มาบรรจุเป็นข้าวถุง 5 กก. จำหน่ายให้กับผู้บริโภคในราคาต้นทุนของข้าวที่รับจำนำมา รวมกับค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าสีแปรสภาพข้าว ค่าเช่าโกดังเก็บข้าว ค่ารักษาคุณภาพ ดอกเบี้ย ซึ่งถูกกว่าท้องตลาด 

สำหรับผลการตรวจสอบข้าวในสต๊อกของรัฐบาลจำนวน 2.109 ล้านตัน ตั้งแต่วันที่ 11-16 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า ข้าวที่ฝากเก็บในโกดังกลาง 1.964 ล้านตัน มีปริมาณครบถ้วน ส่วนข้าวที่ฝากเก็บในโรงสี 0.145 ล้านตัน ขาดหายไป 13,000 ตัน คิดเป็น 0.62% ตรวจสอบพบข้าวหายในจังหวัดพิจิตร พะเยา ชัยนาท คงเหลือข้าวในสต๊อกทั้งสิ้น 2.096 ล้านตัน ซึ่งหากรวมกับข้าวที่หายที่จังหวัดเชียงรายอีก 12,000 ตัน จะมีข้าวหาย 25,000 ตัน

“ได้สั่งการให้ดำเนินคดีกับโรงสีทั้งทางแพ่งและอาญาให้ถึงที่สุด ซึ่ง อคส.ได้แจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว และขึ้นบัญชีดำห้ามเข้าร่วมงานกับรัฐบาลอีกต่อไป และขอให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และดำเนินการทางวินัย และดำเนินคดีอาญากับพนักงาน และข้าราชการอย่างเคร่งครัด”

ด้านผู้ประกอบการข้าวถุง ระบุว่า การที่พาณิชย์จะนำข้าวในสต๊อกรัฐบาลมาบรรจุถุงขายนั้น เชื่อว่าจะทำให้ราคาข้าวถุงถูกลง เพราะต้นทุนของรัฐบาลต่ำกว่าราคาข้าวที่ผู้ประกอบการต้องซื้อในขณะนี้ โดยคาดว่า ราคาจะอยู่ที่ประมาณ กก.ละ 13-15 บาท ขณะที่ราคาข้าวถุงปัจจุบันนี้ต้นทุน กก.ละ 18-20 บาท.

http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=83901
64  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / “จักรภพ”รอด เอาผิดไม่ได้ หลังปูด อสมท.ขาดทุน เมื่อ: 27 มีนาคม 2008, 15:04:26
หลังจากที่นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  ออกมาระบุถึงผลประกอบการของบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ในเดือน ม.ค.มีผลขาดทุน 27 ล้านบาท โดยมีการหวั่นเกรงว่าจะเป็นการทำผิด พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ ที่เปิดเผยข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต และออกมาส่งสัญญาณปลดนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ ผอ.อสมท โดยมีการวิจารณ์ว่า เป็นการแทรกแซงการทำงานตามรัฐธรรมนูญมาตรา 268 นั้น

วันนี้ (27 มี.ค.) นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า  ฟังแล้วเป็นข้อมูลเบื้องต้น การให้ข้อมูลในแง่ของรัฐมนตรี ไม่น่าจะถือว่าเกี่ยวข้องกับการบริหารโดยตรง เวลาให้ข้อมูล จึงขอให้เป็นข้อมูลที่กว้างขวาง เป็นข้อมูลทั่วไป

“ประเด็นนี้ต้องตีความให้ชัดว่า รัฐมนตรีที่กำกับดูแล โดยทั่วไป การบริหารราชการแผ่นดินในรัฐวิสาหกิจเป็นผู้บริหารหรือไม่ ผมว่า ไม่น่าจะใช่” นายธีระชัย กล่าว และว่า ตามหลักการผลประกอบการต้องแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก่อนเป็นข่าว และต้องยอมรับคนใดก็ตามที่เข้ามารู้ข้อมูลวงในแล้ว มีการเอาข้อมูลนี้ไปให้บุคคลอื่นใดหรือไม่ และมีใครฉวยโอกาสทำการซื้อขายหรือไม่ แต่กรณีนี้ราคาหุ้น อสมท ไม่ได้กระเพื่อมแต่อย่างใด

เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวด้วยว่า ต้องมีการตรวจสอบนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ภายในหรือไม่ หากจะมีปัญหา ก็ต่อเมื่อถือว่า นายจักรภพ เป็นผู้บริหาร รัฐมนตรีในฐานะที่กำกับดูแลภาพรวมนโยบายรัฐบาล และรัฐวิสาหกิจ มีการเข้าไปเยี่ยมชม ได้รับข้อมูล  ให้นโยบาย สั่งการ หรือให้ธง  รวมทั้งให้สัมภาษณ์เศรษฐกิจจะโตกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ว่าจะสั่งได้ หรือแม้กระทั่งให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับแนวนโยบาย ตนคิดว่า นักลงทุนแยกแยะเป็น

http://www.thairath.co.th/online.php?section=newsthairathonline&content=83939
65  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง 'ชิดชัย' ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ เมื่อ: 27 มีนาคม 2008, 15:03:11
วันนี้ (27 มี.ค.) ศาลอาญานัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ คดีที่นายชูศักดิ์ จึงพานิช อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายยิ่ว แซ่หยาง เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กับพวกรวม 3 คน เป็นจำเลยในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณี พล.ต.อ.ชิดชัย ขณะปฏิบัติหน้าที่ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กับพวกไม่ยินยอมส่งคืนเงินของนายยิ่ว ที่อายัดไว้มูลค่ากว่า 5.5 ล้านบาท แก่ทายาท ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เมื่อปี 2547

ศาลพิจารณาพยานหลักฐานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้ง 3 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด เนื่องจากการพิจารณาตรวจคืนทรัพย์สินของ ป.ป.ส.กระทำการในรูปแบบของคณะกรรมการมาโดยตลอด มิใช่การตัดสินใจของจำเลยคนหนึ่งคนใด คดีของโจทก์จึงไม่มีมูล พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้อง

http://www.thairath.co.th/online.php?section=newsthairathonline&content=83949
66  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ตั้งกรรมการสอบ กกต. ฮั้วประมูลพิมพ์บัตร ลต. เมื่อ: 27 มีนาคม 2008, 15:01:47
วันนี้ (27 มี.ค.) พล.ต.ต.เสวก ปิ่นสินชัย อดีตผู้บังคับการตำรวจป่าไม้ เข้าร้องเรียนต่อ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รักษาการอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ดำเนินคดีกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และฮั้วประมูลการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2550 เอื้อประโยชน์ให้กับผู้เสนอราคาบางราย และปล่อยให้มีการพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินจำนวน เพื่อนำไปสับเปลี่ยนกับบัตรจริง โดยมีการนำสำเนาบัตรเลือกตั้ง ที่พลเมืองดีมามอบให้มาแสดงเป็นหลักฐาน

อดีตผู้บังคับการตำรวจป่าไม้ กล่าวว่า เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ตนได้เคยร้องเรียนกับ กกต.แล้ว แต่ไม่มีความคืบหน้าใดๆ  หาก กกต. ยังไม่ชี้แจงภายใน 2 วัน จะแฉเรื่องนี้  และจะไปร้องต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทั้งนี้ พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ โฆษกดีเอสไอ ได้เป็นตัวแทนรับเรื่องและกล่าวว่าได้มีการตั้งกรรมการตรวจสอบแล้ว โดย นายธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดีดีเอสไอ เป็นผู้ตรวจสอบข้อมูล

http://www.thairath.co.th/onlineheadnews.html?id=83948
67  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ผวา ตลาดหุ้นไทยหายไปจากแผนที่โลก เมื่อ: 26 มีนาคม 2008, 07:29:08
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การสัมมนา “จุดเปลี่ยนตลาดทุนไทย” จัดโดยตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย ร่วมกับ สมาคมบริษัทหลักทรัพย์และสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนอย่างจริงจัง และเข้มข้นถึงยุทธศาสตร์ และรูปแบบการแปรรูปของตลาดหุ้นไทย

 โดยในงานนี้ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ที่มีประสบการณ์และก้าวผ่าน “จุดเปลี่ยน” ของตลาดหุ้นมาให้ข้อมูลและความคิดเห็น ในการแปรรูปตลาดหุ้นไทย ประกอบด้วย

นายแอนโตนิโอ ริเอรา จากบริษัทบอสตัส คอนซัลติ้งกรุ๊ป ผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาตลาดหลักทรัพย์มาแล้วหลายแห่งทั่วโลก,  นายแอนดรูว์ เช็ง อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ฮ่องกง รวมทั้ง นายเชีย ฟูหัว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารตลาด หลักทรัพย์สิงคโปร์

ต่างเห็นตรงกันว่า หากต้องการพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาของตลาดทุนโลกขณะนี้ ควรเร่งเปิดเสรี และแปรรูปให้เป็นบริษัทเอกชน รวมทั้งส่งเสริมให้นำตัวองค์กรของตลาดหลักทรัพย์กระจายหุ้นเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้น เนื่องจากแรงกดดันในกระแสโลกาภิวัตน์ ทำให้ตลาดหุ้นไทยเล็กลงมารั้งท้ายอยู่อันดับที่ 11 จากตลาดหุ้นเอเชีย 14 แห่ง 

ซึ่งตลาดหุ้นสิงคโปร์และฮ่องกง ถือเป็นตลาด หุ้นชั้นนำและเป็นศูนย์กลางการเงินและตลาดทุนในเอเชีย ต่างก็พัฒนาอย่างรวดเร็ว หลังการแปรรูปและนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาด และทำให้หุ้นตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นเหมือนสกุลเงิน ที่มีมูลค่าและนำไปแลกเปลี่ยน สร้างความเชื่อมโยงกับตลาดหุ้นต่างชาติได้

นอกเหนือจากการแปรรูป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการทำงาน เพราะต่อไปตลาดหุ้นไทยต้องทำงานแข่งกับตลาดหุ้นอื่นๆ ทั่วโลก และเห็นว่าภาคเอกชนหรือประชาชน นักลงทุนควรเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เพราะถ้าให้รัฐเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ การทำงานจะไม่ยืดหยุ่นและแทรกแซงได้ง่าย นอกจากนี้ การแปรรูปมีข้อดีคือ จะทำให้ตลาดมีเป้าหมายชัดเจน และประสิทธิภาพการบริหารงานที่เพิ่มขึ้น ทำให้มูลค่าตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นหลังนำหุ้นเข้าซื้อขาย

นายริเอรากล่าวย้ำว่า ตลาดหุ้นไทยกำลังเล็กลงเรื่อยๆ และอาจหายไปหากไม่ทำอะไรเลย เพราะประเทศไทยเป็นเศรษฐกิจขนาดเล็ก หากต้องการเป็นตลาดที่น่าดึงดูดและเติบโต ต้องเปิดเสรี รวมทั้งเชื่อมโยงกับตลาดหุ้นโลก ดังนั้น ตลาดหุ้นไทยต้องเร่งแปรรูป และกระจายหุ้น จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวตลาด และหุ้นยังเป็นเครื่องมือหรือหน้าต่าง ในการเชื่อมโยงและสร้างเครือข่ายกับตลาดหุ้นอื่นๆ ทั่วโลกได้ง่ายขึ้น

ด้านนายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ประธานตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยมีอัตราการเติบโตที่ช้ามากโดยอยู่ที่ร้อยละ 8.5 ในขณะที่ตลาดทุนเกิดใหม่ทั่วโลกมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 35 โดยเฉพาะตลาดทุนของจีนและอินเดีย หลังประเทศทั้งสองเริ่มมีระบบเศรษฐกิจแบบเปิด ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อตลาดทุนที่มีขนาดเล็กอย่างตลาดทุนไทย ที่อาจเลือนหายจากความสนใจของนักลงทุนทั่วโลก

ดังนั้น ตลาดหุ้นไทยต้องกลับมานั่งทบทวนจริงจังถึงยุทธศาสตร์ ได้แก่

1. การเร่งปรับปรุงโครงสร้างและการดำเนินการโดยไม่แปลงสภาพตลาดหุ้นไทย
2. การแปลงสภาพเป็นบริษัทจำกัด และ
3. การแปลงสภาพเป็นบริษัทมหาชน

ทั้งนี้ ทางเลือกต่างๆ นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญมาก อย่างไรก็ตาม ผลสรุปที่ได้ จ้างให้บอสตัส คอนซัลติ้งกรุ๊ปศึกษาแนวทางและข้อเสนอแนะในการแปรรูป และปรับโครงสร้างตลาดหุ้นไทย จะเสร็จในอีก 2-3 เดือน หลังจากนั้นบอร์ดตลาดหุ้นไทย ก็จะมาพิจารณาและตัดสินใจว่าจะเลือกดำเนินการในแนวทางใด.

http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=83762
68  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ฟื้นความร่วมมือรัฐ-เอกชน “ลุงหมัก” สั่งประชุมด่วน รับ 12 ข้อแก้เศรษฐกิจ เมื่อ: 26 มีนาคม 2008, 07:24:28
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการเข้าพบของคณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.) พร้อมคณะ 22 คน ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า

ได้อ่านประเด็นขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ กกร.เสนอทั้งหมดแล้ว เห็นว่าเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาก และจะนำไปบอกให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในภาครัฐได้รับทราบ โดยส่วนตัว มีแนวทางการทำงานที่ไม่รอช้า จะตัดสินใจทำงานต่างๆ อย่างรวดเร็ว จึงเห็นควรให้มีการประชุมร่วมระหว่างภาครัฐกับคณะกรรมการ กกร. โดยเร็ว

โดยขอให้ กกร.ประสานเตรียมการประชุมหารือร่วมกับรัฐบาล “ผมเป็นคนถึงลูกถึงคน และคิดถึงผลประโยชน์ ของบ้านเมืองก่อนเป็นสำคัญ เรื่องทั้งหลายทั้งปวงแต่ก่อนผมอยู่ไกลๆ แต่ตอนนี้ผมมาอยู่ใกล้ ขอให้ ได้มีการประชุมระหว่างภาครัฐกับคณะกรรมการ กกร.ก่อน และจะได้ให้นโยบายในการทำงานทั้งหมดนี้ถือว่าความเชื่อมั่นสำคัญที่สุด”

ด้านนายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) เปิดเผยว่า ได้จัดทำประเด็นด้านเศรษฐกิจที่มีความเร่งด่วน 12 ข้อ เสนอต่อรัฐบาล ซึ่งนายสมัครได้รับเอกสารไว้ พร้อมบอกว่าจะนำไปประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ และจะมีการประชุมร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณาในแต่ละเรื่องที่ทางภาคเอกชนเสนอ

ทั้งนี้ นายกฯได้ฝากให้ดูแลเรื่องการขึ้นราคาสินค้า โดยนายกฯ เข้าใจว่าราคาน้ำมันสูงขึ้นได้ดันให้ต้นทุนของผู้ ประกอบการสูงขึ้น แต่ก็ขอให้ดูแลให้ผู้ผลิต พ่อค้าและผู้บริโภคอยู่ร่วมกันได้

สำหรับ 12 ข้อที่เสนอต่อนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย

ข้อที่ 1. การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชน ผ่านกระบวนการคณะกรรมการร่วมมือภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่หายไปนาน ซึ่งนายกฯเห็นด้วย จึงเสนอเพิ่มให้มี กรอ.ระดับจังหวัดด้วย เพื่อเป็นเวทีประสานการแก้ไขปัญหาระหว่างรัฐกับเอกชน

ข้อที่ 2. เร่งแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งในด้านความปลอดภัย ด้านชีวิตและทรัพย์สิน เพื่อให้เอื้อต่อการลงทุน และการพัฒนาเศรษฐกิจ รวมทั้งเร่งออกมาตรการสนับสนุนพื้นที่พัฒนาเขตเศรษฐกิจเฉพาะกิจ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ข้อที่ 3. แก้ไขหนี้ของเกษตรกรรายย่อยและยากจน ตามข้อตกลงเดิม ว่าหนี้เกษตรกร ซึ่งเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ก่อน 30 มิ.ย.48 และเป็นหนี้เงินต้นไม่เกิน 1 ล้านบาท กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ซื้อในอัตรา 50% ของเงินต้น และดอกเบี้ยให้หมด

ข้อที่ 4. การสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นการลงทุนในประเทศ เสริมสร้างบรรยากาศการแข่งขันที่เป็นธรรม รวมทั้งเร่งรัดโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น โครงการขนส่งมวลชน และโลจิสติกส์

ข้อที่ 5. เร่งรัดความสามารถในการแข่งขัน ทบทวนการเจรจาการค้าเสรี ทั้งพหุภาคี และทวิภาคี รวมทั้งดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าสูงกว่าสกุลอื่นในภูมิภาค

ข้อที่ 6. การปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้ เพื่อขยายฐานภาษีและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่นการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 1-2 ปี ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% ลงเหลือ 25% และขยายเวลานำขาดทุนสะสมมาลดหย่อนภาษี

ข้อที่ 7. ปรับปรุงและพัฒนากฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบการธุรกิจ ให้เกิดความชัดเจน และสร้างความมั่นใจในการลงทุน ได้แก่ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ร.บ.การส่งเสริมการลงทุน ร่าง พ.ร.บ.ค้าปลีก ค้าส่ง ร่าง พ.ร.บ. หลักประกันทางธุรกิจ

ข้อที่ 8. ส่งเสริมและพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อประโยชน์ด้านการค้าขาย

ข้อที่ 9. ดำเนินการตลาดเชิงรุก เพื่อรักษาตลาดเดิมและสร้างตลาดใหม่ จัดโรดโชว์ร่วมโดยภาครัฐและเอกชน ส่งเสริมผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพไปลงทุนต่างประเทศ ออกมาตรการสร้างแรงจูงใจในการหาตลาดใหม่ของเอกชน

ข้อที่ 10. ส่งเสริมการพัฒนาวิสาหกิจ ขนาดกลางและย่อม ให้เข้าถึงแหล่งเงินได้สะดวกขึ้น สร้างแนวคิดรวมกลุ่ม (Cluster) ให้กับเอสเอ็มอี เร่งรัดกฎหมายหลักประกันเพื่อให้นำสินทรัพย์อื่นที่ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ขอกู้ได้

ข้อที่ 11. เร่งพัฒนาและจัดการพื้นที่รองรับอุตสาหกรรม โดยจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก ที่คาดว่าในอนาคตจะมีปัญหาซับซ้อนมากขึ้น และพัฒนาพื้นที่ใหม่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมและบริการ โดยเร่งรัดศึกษาแผนแม่บทพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมภาคใต้

ข้อที่ 12. เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ เพื่อโครงการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ระยะเร่งด่วน แก้ไขปัญหามลพิษที่ จ.ระยอง โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของภาคอุตสาหกรรม พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา และยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุข.

http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=83761
69  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / 'ข้าว'ในสต๊อกรัฐ หายอีก 2 แสนตัน โดนโกดังยักยอก เมื่อ: 26 มีนาคม 2008, 06:58:46
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ว่า ผลการตรวจสอบปริมาณข้าวในสต๊อก รัฐบาล ตามนโยบาย นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รองนายกรัฐ มนตรี และ รมว.พาณิชย์ พบว่าจำนวนข้าวทั้งหมดไม่ตรง ตามบัญชี 2.1 ล้านตัน และมีข้าวหายไป 10-15% หรือกว่า 200,000  ตัน  โดยหายในพื้นที่เดิม  เช่น  จังหวัดพิจิตร นครสวรรค์ เชียงราย เป็นต้น ซึ่งกระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่า เป็นการทุจริต หรือตัวเลขตามบัญชีมีความคลาดเคลื่อน

อย่างไรก็ตาม ส่วนหนึ่งของจำนวนข้าว ที่หายไปเกือบ 200,000 ตัน นั้น มีการทุจริตจากเจ้าของโกดังที่รัฐฝากเก็บข้าว และผู้ชนะการประมูลซื้อข้าวรัฐ แต่ยังไม่ได้ชำระเงินค่าซื้อข้าว ได้นำข้าวส่วนหนึ่งออกไป ขายก่อนเพื่อหวังกำไรส่วนต่าง เพราะขณะนี้ข้าวมีราคาสูงขึ้นมาก อีกทั้งยังพบการปลอมปนข้าวในหลายพื้นที่ ส่วนปริมาณสต๊อกข้าวในบัญชีก็ยังไม่ชัดเจนว่ามีทั้งสิ้น 2.1 ล้านตัน หรือ 1.98 ล้านตัน ซึ่งตัวเลขที่แตกต่างกันนี้ กระทรวงพาณิชย์กำลังหาสาเหตุอยู่ว่าเป็นเพราะอะไรแน่ 

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า นอกจากนี้ ยังพบว่าเจ้าของ โรงสีส่วนใหญ่ โดยเฉพาะรายกลางและรายย่อยกำลังประสบ ปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน เพราะมีชาวนานำข้าว มาจำนำน้อยมาก บางรายถูกธนาคารริบทรัพย์สิน หากรัฐ ดำเนินการเอาผิดกับเจ้าของโรงสีที่ผิดสัญญากับรัฐ หรือเจ้าของโรงสีที่ทุจริตกับรัฐในลักษณะขโมยข้าวและปลอม ปนข้าวด้วยวิธีการขึ้นบัญชีดำ โรงสีเหล่านั้นจะได้รับผล กระทบทันที และอาจต้องปิดกิจการ ซึ่งมีจำนวนมากอาจถึง 1 ใน 3 ของจำนวนโรงสีทั่วประเทศ 

ทั้งนี้ นายมิ่งขวัญได้สั่งการให้นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ศึกษาและปรับปรุงกฎหมาย และข้อสัญญาระหว่างรัฐกับเอกชนให้เข้มงวดรัดกุมกว่าปัจจุบัน เพราะพบว่า เมื่อเอกชนผิดสัญญากับรัฐ ก็ไม่อาจ เอาผิดได้ หรือบางครั้งรัฐเรียกร้องค่าเสียหายจากเอกชนที่ทำผิดได้น้อยกว่าจำนวนความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งยัง มีโทษปรับ หรือจำคุก สำหรับผู้ทำความเสียหายให้รัฐน้อย มาก จึงทำให้เกิดการกระทำผิดที่ซ้ำแล้วซ้ำอีก

ทั้งนี้ ในวันที่ 26 มี.ค. นายมิ่งขวัญจะประชุมปลัดกระทวงพาณิชย์ ผู้ตรวจกระทรวงพาณิชย์ และทีมงานตรวจสอบปริมาณข้าว เพื่อให้รายงานตัวเลขข้าวในสต๊อกหลังการตรวจสอบ รวมถึงปัญหาการขโมยข้าว สถานการณ์ค้าข้าว จากนั้นจะนำข้อสรุปที่ได้ไปชี้แจง และรับฟังความคิดเห็นจากสมาคม ชาวนาไทย และสมาคมผู้ส่งข้าวออกต่างประเทศ ในปลาย สัปดาห์นี้ เพื่อกำหนดเป็นแนวทางแก้ปัญหาข้าวทั้งระบบ 

นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าว ว่า ในการประชุมร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ สมาคมจะเสนอ ให้กระทรวงพาณิชย์ดูแลปัญหาราคาปุ๋ยเคมี ที่ขณะนี้ราคา สูงขึ้นมาก ทำให้ต้นทุนการผลิตข้าวเพิ่มขึ้นเป็น 5,500 บาท/ไร่ จากเดิมประมาณ 4,000 บาท/ไร่ หากไม่มีแนวทาง ทำให้ราคาปุ๋ยเคมีลดลง ชาวนาไทยก็จะไม่ได้ประโยชน์ จากราคาข้าวที่เพิ่มสูงขึ้นมากเป็นประวัติการณ์ในขณะนี้

นอกจากนี้ ยังจะขอความชัดเจนในเรื่องนโยบายข้าวของรัฐบาล ตอนนี้ถือเป็นโอกาสของชาวนาที่จะลืมตาอ้าปากได้ เพราะตลอดชีวิตของการเป็นชาวนาเพิ่งจะมีปีนี้ที่ราคาข้าวเพิ่มขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ จึงไม่อยากให้กระทรวงพาณิชย์ควบคุมราคาข้าว เพื่อหวังช่วยเหลือผู้บริโภคให้กิน ข้าวราคาถูก แต่เห็นว่าควรที่จะนำข้าวในสต๊อกรัฐมาบรรจุ เป็นข้าวถุงขายราคาถูก  เพื่อช่วยเหลือผู้บริโภคดีกว่า

http://www.thairath.co.th/offline.php?section=hotnews&content=83787
70  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / 'หมัก' จวกเลือก 4 ว่าที่ตุลาการ ปฏิปักษ์กับรัฐบาลเก่า เมื่อ: 26 มีนาคม 2008, 06:49:30
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า รายชื่อว่าที่ 4 ตุลาการรัฐธรรมนูญที่ได้รับการคัดเลือกในวันนี้มีความผิดปกติ เพราะไม่ควรเลือกที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลเก่าเข้ามาทำหน้าที่ โดยขอให้ดูคำวิจารณ์จากสังคมว่าเหมาะสมหรือไม่ที่คณะกรรมการสรรหาฯ ไม่มีชื่อของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร รวมอยู่ด้วย

ด้านนายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีได้รับคัดเลือกจากคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ให้เป็นหนึ่งในคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ว่า ขอขอบคุณคณะกรรมการสรรหาฯ ที่มอบความไว้วางใจให้ อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอการพิจารณาของวุฒิสภาก่อนว่าจะให้ความเห็นชอบด้วยหรือไม่ ชั้นนี้ถือว่าได้ผ่านกระบวนการไปเพียงครึ่งเดียว ขอให้ผ่านกระบวนการ จนได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ถึงจะสามารถแสดงความยินดีได้

สำหรับกระบวนการนับจากนี้ วุฒิสภาจะมีการพิจารณาภายใน 30 วัน นับตั้งแต่ได้รับเรื่องจากคณะกรรมการสรรหาฯ และหากวุฒิสภาเห็นชอบแล้ว ผู้ได้รับความเห็นชอบจะต้องลาออกจากความเป็นข้าราชการ หรือที่ปรึกษาหน่วยงานของรัฐ ภายใน 15 วัน มิฉะนั้นจะถือว่าไม่ได้รับการคัดเลือก

นายจรัญ ยังกล่าวถึงการคัดเลือกคนมาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรมแทนว่า หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้โอกาสสำหรับการแนะนำ ตนก็พร้อมที่จะเสนอแนะ โดยมีตัวเลือกไว้ในใจแล้ว เบื้องต้นอยากให้โอกาสคนในในการพิจารณาก่อน ถึงจะถูกต้องกับหลักการบริหาร เว้นแต่หากคนในไม่เหมาะสมถึงจะพิจารณาคนนอกแทน
71  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / กำนันโผล่แฉที่ดิน 'ศรีสุบรรณ' เอกสารสิทธิ์ทับซ้อน เมื่อ: 26 มีนาคม 2008, 06:41:16
ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า กรณีการตั้งกรรมการตรวจสอบข้อมูลบริษัทศรีสุบรรณฟาร์ม บุกรุกที่ดิน อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่าที่ทำไปไม่ได้กลั่นแกล้งพรรคประชาธิปัตย์ และไม่หวั่นหากจะถูกฟ้องร้อง ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่าที่ดินผืนนี้ ได้มาอย่างถูกต้อง จากการขายทอดตลาดจากกรมบังคับคดี ถ้าจะสอบเรื่องนี้ก็ขอให้ชัดเจน

ล่าสุด วันนี้ (25 มี.ค.) นายวิลาศ ไกรวงศ์ อดีตกำนัน ต.น้ำหัก อ.คีรีรัฐนิคม เป็นตัวแทนชาวบ้าน ออกมาแฉว่าการออกเอกสารสิทธิ การครอบที่ดินของบริษัทศรีสุบรรณฟาร์มไม่ถูกต้อง โดยพื้นที่จริงของบริษัทมีเพียง 500 ไร่เท่านั้น ที่เหลือเป็นการออกเอกสารสิทธิทับซ้อนที่ดินของชาวบ้านมากกว่า 1,600 ไร่

http://www.thairath.co.th/online.php?section=newsthairathonline&content=83732
72  หมวดหลัก / แจ้งข่าวประชาสัมพันธ์ และ ประกาศต่างๆ / สธ.ยัน หัดสุนัข ไม่ติดต่อสู่คน คนละโรคกับ หัดแมว เมื่อ: 26 มีนาคม 2008, 06:39:39
สัตวแพทย์หญิงอภิรมย์ พวงหัตถ์ นายสัตวแพทย์ 8 กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าววันนี้ (25 มี.ค.) กรณีพบสุนัขป่วยเป็นโรคไข้หัดสุนัข หลังจากพบแมวป่วยตายด้วยโรคไข้หัดแมว ว่า โรคทั้ง 2 ชนิด เกิดจากเชื้อไวรัสเหมือนกัน แต่เป็นคนละตัว ดังนั้น โรคจะไม่ติดจากแมวไปยังสุนัขแต่อย่างใด และแม้ว่าสุนัขจะเป็นโรคไข้หวัดสุนัข ซึ่งเกิดจากเชื้อ Canine Distemper Virus (CDV) ก็จะไม่ติดต่อมาสู่คนเช่นกัน ประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนก

"ทั้งไข้หัดแมวและหัดสุนัข มิใช่โรคอุบัติใหม่ แต่เป็นโรคที่พบได้ในสุนัขและแมวตามปกติอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าที่เป็นข่าวคงเป็นเพราะมีแมวป่วยตายจำนวนมาก พอมีข่าวแมวป่วยตายก็มีข่าวสุนัขออกมาอีก ขอเรียนว่า โรคในแมวและสุนัขมิใช่เรื่องใหม่ และการที่กระทรวงสาธารณสุขออกมาเตือน ก็เพื่อมิให้ประชาชนแตกตื่นเท่านั้น เพราะเวลาเรียกว่าโรคไข้หัด คนก็อาจจะคิดว่าเป็นหัดเหมือนกัน อาจติดต่อมาสู่คนได้" สัตวแพทย์หญิงอภิรมย์ กล่าว

สัตวแพทย์หญิงอภิรมย์ กล่าวด้วยว่า สำหรับสุนัขที่เป็นโรคไข้หัดสุนัข วิธีสังเกตง่ายๆ คือ จะมีอาการซึม มีขี้มูก ขี้ตา อาเจียน ท้องเสีย ซึ่งอาการเกิดขึ้นได้ทุกระบบ กรณีของสุนัขอาจแพร่เชื้อทางอากาศไปยังสุนัขตัวอื่นได้ หากสุนัขป่วยอยู่เหนือลม ดังนั้น การป้องกันที่ดีที่สุด คือ การนำสุนัขไปฉีดวัคซีนตั้งแต่อายุ 6 สัปดาห์ ส่วนสุนัขที่เป็นโรคนี้แล้วคงดูแลลำบาก และเป็นเรื่องใหญ่กว่าการดูแลแมวป่วย คือ ต้องดูแลกันเป็นเดือน และถ้ารักษาหาย สุนัขบางตัวอาจตาบอด หรือมีอาการทางระบบประสาท ส่วนการดูแลแมวที่ป่วยเป็นไข้หัดแมว 2 สัปดาห์ก็รู้ผลแล้วว่าจะอยู่หรือตาย

http://www.thairath.co.th/online.php?section=newsthairathonline&content=83734
73  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / สองหมื่นชื่อ หนุนแก้ รธน. ‘สมัคร’ ส่งสัญญาณ รื้อทั้งฉบับ เมื่อ: 24 มีนาคม 2008, 12:34:07
แกนนำ นปช. เผย มีประชาชนร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วไม่ต่ำกว่า 20,000 รายชื่อ เตรียมประกาศแนวทางเคลื่อนไหวกลางสัปดาห์นี้ “สมัคร” หนุนแก้ไขใหม่ทั้งฉบับ โดยเอาฉบับปี 2540 มาเป็นหลักในการแก้ไข  ระบุรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ร่างมาเพื่อฆ่าคนคนเดียวให้ตายทางการเมือง อดีต ส.ส.ร. อ้างรัฐธรรมนูญผ่านการลงประชามติ หากคิดแก้ต้องถามประชาชนสนับสนุนหรือไม่ “เสนาะ” ไม่เชื่อแก้เพื่อหนียุบพรรค เพราะทำอย่างไรก็ไม่ทัน เนื่องจากต้องใช้เวลาอย่างน้อย 180 วัน
 
       นพ.เหวง โตจิราการ ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตยและแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีประชาชนร่วมลงชื่อ เสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วประมาณ 20,000 คน เป้าหมายหลักคือ ต้องการให้กลับไปใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 โดยจะแก้บางประเด็นที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ยืนยันว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคพลังประชาชน ที่ถูกวิจารณ์เสนอแก้รัฐธรรมนูญเพื่อหนีการยุบพรรค

ได้แล้ว 20,000 ชื่อหนุนแก้ รธน.

“เราได้กระจายการล่ารายชื่อไปตามองค์กรพันธมิตรต่างๆ กว่า 20 กลุ่ม หากนำรายชื่อผู้สนับสนุนมารวมกัน ก็จะได้ประมาณ 20,000 รายชื่อแล้ว ประมาณกลางสัปดาห์นี้ เราจะร่วมกันกำหนดทิศทางการเคลื่อนไหวเพื่อให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป”

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ว่า ที่เสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเห็นว่า รัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ออกมาเพื่อทำลายคนคนหนึ่งให้ตายในทางการเมือง แต่เมื่อยังไม่ตาย ก็มีคนพยายามที่จะทำให้ตาย ซึ่งเรื่องนี้ใครไม่โดนกับตัวเองไม่มีวันรู้

“สมัคร” ให้แก้ทั้งฉบับ

“ผมอยากให้แก้ไขใหม่ทั้งหมด ยกเว้นหมวดพระมหากษัตริย์เพียงหมวดเดียวที่ต้องเก็บไว้ ส่วนหมวดอื่นๆ ต้องเอารัฐธรรมนูญปี 2540 มาประกอบ โดยดูว่ามาตราไหนของรัฐธรรมนูญปี 2540 ไม่ดีก็ตัดออกไป ส่วนมาตราไหนดีก็เก็บเอาไว้ อะไรที่จำเป็นต้องเพิ่มก็เพิ่มเข้ามา หากทำอย่างนี้จะง่ายกว่า” นายสมัครกล่าว และว่า ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอให้ลงประชามติเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ แม้จะเป็นเรื่องที่ดี แต่ไม่สมเหตุสมผล ที่ต้องใช้งบประมาณถึง 2,000 ล้านบาทจัดลงประชามติ

นายวุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และอดีตคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับกรณียุบพรรคการเมืองว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ผ่านการลงประชามติจากประชาชน จึงถือว่ามีความชอบธรรมในระดับหนึ่ง ส่วนความพอใจหรือไม่พอใจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นเรื่องธรรมดา

ให้ถามประชาชนเห็นด้วยหรือไม่

“ควรถามประชาชนด้วยว่า มีความเห็นอย่างไร ต้องการแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ ขณะนี้กลไกของรัฐธรรมนูญกำลังทำงานด้วยดี ดังนั้น หากจะแก้ไข ก็ต้องคิดด้วยว่าจะเกิดประโยชน์อย่างไร ซึ่งคนที่คิดจะแก้ ต้องตอบคำถามนี้ให้ได้” นายวุฒิสารกล่าวและว่า เรื่องการยุบพรรคเป็นประเด็นที่ยังไปไม่ถึงศาล และยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีคำตัดสินอย่างไร จึงไม่ควรตีตนไปก่อนไข้

นายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล ส.ว.ปัตตานี และอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) กล่าวว่า การแก้รัฐธรรมนูญต้องทำอย่างรอบคอบ และมีเหตุผลที่ชัดเจน ไม่เอื้อต่อผลประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ส่วนตัวคิดว่าควรใช้รัฐธรรมนูญไปสักประมาณ 1-2 ปีก่อน เพื่อดูข้อดีข้อเสียจึงค่อยทำการแก้ไข “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการลงประชามติจากประชาชน ดังนั้น สิ่งที่ควรพิจารณาคือ หากจะแก้ไขต้องผ่านกระบวนการลงประชามติด้วยหรือไม่”

ปัญหาอยู่ที่นักการเมืองไม่ใช่ รธน.

นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีตรองประธาน ส.ส.ร. กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญแม้จะเป็นอำนาจของรัฐสภา แต่ต้องมีความชัดเจนว่าต้องการแก้ไขเรื่องอะไร และเรื่องที่จะแก้ไขมีปัญหามากน้อยเพียงใด ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาคือรัฐธรรมนูญปัจจุบันเพิ่งใช้ได้ไม่นาน เป็นรัฐธรรมนูญที่ผ่านการลงประชามติจากประชาชน ดังนั้น ต้องให้ความสำคัญกับประชาชนด้วยว่าสิ่งที่จะขอแก้ไขเป็นสิ่งที่ประชาชนเห็นด้วยหรือไม่ หากจะแก้เฉพาะเรื่องการยุบพรรคคิดว่าน่าจะมีคนออกมาต่อต้าน สุดท้ายจะทำให้เกิดความวุ่นวาย

“ปัญหาอยู่ที่คนทำผิดไม่ยอมรับผิดแล้วไปโทษรัฐธรรมนูญว่ามีปัญหา ลองคิดดูว่าหากไม่มีการกระทำผิดเราต้องเอามาตรา 237 มาใช้หรือไม่” นายเสรีกล่าวและว่า ควรใช้รัฐธรรมนูญไปอีกระยะหนึ่งเพื่อดูว่ามาตราใดเป็นปัญหาจริงๆที่จำเป็นต้องแก้ไข ไม่ใช่มุ่งแก้ไขเพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม   
 
“เสนาะ” ชี้แก้ไม่ทันหนียุบพรรค

นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช เห็นด้วยกับข้อเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เพราะหากแก้ไขจุดใดจุดหนึ่งจะถูกกล่าวหาว่าทำเพื่อประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ดังนั้น จึงควรดูภาพรวมว่าอะไรที่ยากต่อการปฏิบัติก็ควรแก้ไข

“คนที่มีอำนาจแก้ไขคือ ส.ส. และ ส.ว. ดังนั้น คน 480+150 ควรมาปรึกษากันแล้วให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษา ไม่ต้องตั้ง ส.ส.ร. ให้มันยุ่งยาก ส.ส. และ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง ถือเป็นตัวแทนประชาชนอยู่แล้ว” นายเสนาะกล่าวและว่า การแก้ไขไม่ควรนำรัฐธรรมนูญฉบับใดมาเป็นตัวตั้ง ควรพิจารณาเอาแต่ข้อดีของรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับมาใช้ ต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับมีข้อบกพร่อง แม้แต่ฉบับปี 2540 ก็มีข้อบกพร่อง ดังนั้น จึงควรดูประสบการณ์จากการปฏิบัติดีกว่าว่าส่วนไหนมีปัญหาต้องแก้ไข หรือส่วนไหนไม่ต้องแก้ไข ส่วนข้อกล่าวหาที่ว่าต้องการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อหนีการยุบพรรคนั้น ส่วนตัวคิดว่าคงทำไม่ทัน เพราะการแก้รัฐธรรมนูญต้องใช้เวลาอย่างน้อย 180 วัน

ปชป. รอผลศึกษาก่อนคิดแก้ไข

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยหารือเรื่องการแก้ไขมาตรา 237 เรื่องเกี่ยวกับการยุบพรรค ซึ่งตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้วต้องการไม่ให้มีการทุจริตในการเลือกตั้ง เพราะการทุจริตเลือกตั้งเป็นปัจจัยที่ทำให้บ้านเมืองไปสู่จุดวิกฤต ดังนั้น หากพรรคการเมืองและนักการเมืองไม่ต้องการมีปัญหาก็ไม่ควรทำผิด

“การแก้รัฐธรรมนูญไม่ควรทำเพื่อพรรคใดพรรคหนึ่ง ควรทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม หากจะแก้ควรพิจารณาภาพรวม เพราะรัฐธรรมนูญมีหลายมาตราที่เกี่ยวเนื่องกัน หากจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจริงก็ควรมีข้อเสนอการป้องกันทุจริตเลือกตั้งที่ดีกว่ารัฐธรรมนูญปัจจุบันมาเสนอด้วย” นายองอาจกล่าวและว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้ตั้งคณะกรรมการติดตามการใช้รัฐธรรมนูญ โดยมีนายบัญญัติ บรรทัดฐาน เป็นประธาน หากรวบรวมปัญหาได้พร้อมแล้วจะเสนอสังคมต่อไป เราต้องการศึกษาปัญหาให้ถ่องแท้ก่อนจะเสนอแก้ไข

นายองอาจไม่เห็นด้วยที่นายสมัครระบุว่าหากมียุบพรรคจริงจะถือเป็นการฆ่าประเทศ โดยกล่าวว่า การยุบพรรคไม่ได้หมายความว่าประเทศจะสลายไปด้วย ประเทศยังเดินหน้าต่อไปได้ ไม่มีผลกระทบ เพราะยังมีองคาพยพอื่นที่สามารถนำประเทศต่อไปได้ หากพรรคการเมืองเชื่อว่าไม่ได้กระทำผิดก็ควรเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในชั้นศาล

“จาตุรนต์” ระบุต้องแก้ให้เร็วที่สุด


นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า รัฐธรรมนูญปัจจุบันทำให้รัฐบาลมีปัญหาในการทำงาน ทำให้ประชาชนอ่อนแอ รัฐบาลไม่เข้มแข็ง ซึ่งการแก้รัฐธรรมนูญควรดำเนินการโดยเร็ว โดยพิจารณาทั้งฉบับ

“ส.ส. สามารถดำเนินการได้เลยในลักษณะร่วมกันเสนอ ไม่ต้องรอรัฐบาลหรือการรวบรวมรายชื่อจากประชาชน เพราะจะทำให้เกิดความล่าช้า การแก้ไขควรเอารัฐธรรมนูญปี 2540 มาเป็นหลัก โดยตัดประเด็นที่มีปัญหาออกไปแล้วนำข้อดีของรัฐธรรมนูญปัจจุบันมาใส่เพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้การแก้ไขทำได้เร็วขึ้น” นายจาตุรนต์กล่าและว่า กฎหมายว่าด้วยการยุบพรรคเป็นกฎหมายที่ล้าหลังและขัดต่อหลักนิติธรรม ในส่วนนี้ควรจะแก้ไข เพราะทำให้เกิดการยุบพรรคได้ง่าย ไม่มีกฎหมายใดในโลกทำกันแบบนี้ อย่างไรก็ตาม หากมีการปรับแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับอาจใช้เวลานานเป็นปี แต่หากปรับแก้เป็นบางประเด็นอาจทำได้ง่ายและเร็วขึ้น

นายจาตุรนต์ยืนยันว่า การสนับสนุนให้แก้ไขรัฐธรรมนูญไม่เกี่ยวกับการนิรโทษกรรมให้อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน เพราะการนิรโทษกรรมต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ


http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=1335
74  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / นิติฯ มธ.เสียงข้างน้อย ไม่เห็นด้วย'ยุบพรรค' ออกแถลงการณ์ให้แก้ไข รธน. เมื่อ: 24 มีนาคม 2008, 12:22:13
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสียงข้างน้อยในคณะ  ประกอบไปด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ รองศาสตราจารย์ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช อาจารย์ ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล  อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล  อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร ได้ออกแถลงการณ์กรณีการยุบพรรคการเมือง ซึ่งกำลังเป็นที่สับสนในสังคมวงกว้างขณะนี้ โดยระบุว่า รัฐธรรมนูญเขียนข้อความที่ขัดกันเอง ในเรื่องพรรคการเมือง ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญในระบอบประชาธิปไตย และ การยุบพรรคการเมือง ซึ่งนานาอารยะประเทศจะไม่ทำกัน และมีการใช้ถ้อยคำที่เสมือนเป็นคำพิพากษา เอาไว้แล้วในรัฐธรรมนูญ  รวมทั้งข้อเสนอที่ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ
 
แถลงการณ์

เรื่อง การตีความกฎหมายเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

            ตามที่ปรากฏข้อถกเถียง เกี่ยวกับการตีความกฎหมายอยู่ในขณะนี้ว่า ในกรณีที่กรรมการบริหารพรรคการเมือง กระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง การกระทำของกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น จะส่งผลให้ต้องดำเนินการยุบพรรคการเมืองดังกล่าว และต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคคนอื่น ที่ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจกับการกระทำความผิดนั้นด้วยหรือไม่นั้น

           คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดังมีรายนามตอนท้ายเห็นว่า โดยที่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับการตีความรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และอาจก่อให้เกิดวิกฤติทางการเมืองตามมาได้ จึงเห็นสมควรที่จะได้แสดงทัศนะทางกฎหมายให้สาธารณชนได้รับทราบไว้ ดังต่อไปนี้

            ๑. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๓๗ บัญญัติว่า “ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ใดกระทำการ ก่อ หรือสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา หรือระเบียบ หรือประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งมีผลทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา  ถ้าการกระทำของบุคคลดังกล่าวตามวรรคหนึ่ง ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมือง หรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ใด มีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไข เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ถือว่า พรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มา ซึ่งอำนาจการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ตามมาตรา ๖๘  และในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมือง และกรรมการบริหารพรรคการเมืองดังกล่าว มีกำหนดเวลาห้าปี นับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง”

             บทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น ได้รับการบัญญัติซ้ำไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๐๓ วรรคสอง โดยมีถ้อยคำที่คล้ายคลึงกัน แต่มาตราดังกล่าวบัญญัติเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า  “..ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เพื่อเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมือง และกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น มีกำหนดห้าปีนับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง”

            ๒. พรรคการเมือง นับเป็นสถาบันทางการเมืองที่สำคัญที่สุดสถาบันหนึ่งในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แบบมีผู้แทน การรวมตัวกันจัดตั้งพรรคการเมือง เป็นเสรีภาพอันจะขาดเสียมิได้ ตามหลักกฎหมายที่ยอมรับนับถือกันทั่วไปในนานาอารยะประเทศ การยุบพรรคการเมืองจะกระทำได้ ก็ต่อเมื่อเหตุอันจำเป็น ที่จะต้องรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หรือเป็นกรณีที่เห็นได้ว่า พรรคการเมืองนั้นไม่ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่อไปแล้วเท่านั้น เพราะการยุบพรรคการเมือง นอกจากจะทำลายสถาบันทางการเมืองลงแล้ว ยังมีผลเป็นการทำลายเสรีภาพในการรวมตัวกันเ พื่อสร้างเจตจำนงทางการเมืองของราษฎร ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอีกด้วย การตีความกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมือง จึงไม่สามารถทำได้ โดยการอ่านกฎหมายแบบยึดติดกับถ้อยคำเท่านั้น แต่จะต้องคำนึงถึงหลักการอันเป็นรากฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตลอดสิทธิทางการเมืองของปัจเจกบุคคลประกอบด้วยเสมอ

             ๓. หากพิจารณาจากถ้อยคำที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ประกอบกับความเห็นของอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญบางท่านแล้ว กรณีอาจเห็นไปได้ว่า เมื่อกรรมการบริหารพรรคการเมืองคนหนึ่ง กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแล้ว รัฐธรรมนูญให้ถือว่า พรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ  ซึ่งเท่ากับว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องดำเนินการเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมืองนั้น และเมื่อรัฐธรรมนูญบัญญัติว่าให้ถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศโดยวิธีการที่ไม่เป็นตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และกรณีนี้เป็นกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่อาจสั่งยกเลิกการกระทำได้ เพราะการกระทำได้เสร็จสิ้นไปแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญก็ย่อมจะต้องวินิจฉัยยุบพรรคการเมืองนั้น และต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นทุกคนเป็นเวลาห้าปี มีปัญหาว่าความเข้าใจกฎหมายและการตีความกฎหมายในลักษณะเช่นนี้ซึ่งดูเหมือนจะเป็นความเข้าใจในหมู่ของบุคคลที่มีบทบาทชี้นำสังคม ทั้งที่เป็นนักวิชาการและอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการวินิจฉัยเรื่องดังกล่าวเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องหรือไม่

            ๔. ในทางนิติศาสตร์ การใช้และการตีความกฎหมายไม่ได้มีความหมายเพียงแค่การอ่านถ้อยคำของกฎหมายหรือการสอบถามความเห็นของผู้ร่างกฎหมาย แล้วให้ความหมายของบทกฎหมายนั้นตามถ้อยคำหรือตามความต้องการของผู้ร่างกฎหมายเท่านั้น ถึงแม้ว่าถ้อยคำของบทกฎหมายจะเป็นปฐมบทของการตีความกฎหมายทุกครั้ง แต่การตีความกฎหมายก็ไม่ใช่การยอมตนตกเป็นทาสของถ้อยคำ ถึงแม้ว่าความเห็นของผู้ร่างกฎหมายจะเป็นสิ่งที่ต้องนำมาคำนึงประกอบในการค้นหาความหมายของบทกฎหมาย แต่ความเห็นของผู้ร่างกฎหมายก็ไม่ใช่เครื่องชี้ขาดความหมายของบทกฎหมายบทนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ผู้ร่างกฎหมายได้ร่างกฎหมายขัดแย้งกันเองในกฎหมายฉบับเดียวกัน หรือกรณีที่ผู้ร่างกฎหมายไม่ได้คาดเห็นผลร้ายของการร่างกฎหมายเช่นนั้นขณะร่างกฎหมาย ในการตีความกฎหมาย นอกจากจะต้องพิจารณาถ้อยคำ บริบททางประวัติศาสตร์ สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรมในขณะร่างกฎหมายนั้นแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันและในหลายกรณีอาจสำคัญยิ่งกว่า คือ การพิจารณาระบบกฎหมายทั้งระบบ พิจารณาหลักเกณฑ์อันเป็นเสาหลักที่ยึดโยงระบบกฎหมายนั้นไว้ ตลอดจนพิจารณาจากวัตถุประสงค์ของบทกฎหมายบทนั้น (ratio legis) หลักเกณฑ์การตีความดังกล่าวมานี้เป็นเครื่องป้องกันไม่ให้เกิดการตีความกฎหมายที่ส่งอันประหลาดและขัดกับสำนึกในเรื่องความยุติธรรม

             ๕. กล่าวเฉพาะการตีความกฎเกณฑ์เกี่ยวกับกับการยุบพรรคการเมืองที่กล่าวมาข้างต้น หากตีความตามถ้อยคำหรือตีความตามความประสงค์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญบางท่าน ก็เท่ากับว่าการกระทำความผิดของบุคคลเพียงคนเดียวย่อมนำไปสู่การยุบพรรคการเมืองที่ประกอบไปด้วยสมาชิกพรรคการเมืองจำนวนมากได้ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อมีการยุบพรรคการเมืองแล้ว ก็จะต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองทั้งหมด ถึงแม้บุคคลดังกล่าวจะไม่ได้มีส่วนผิดในการกระทำนั้น เท่ากับตีความกฎหมายเอาผิดบุคคลซึ่งไม่ได้กระทำความผิดซึ่งขัดต่อหลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอย่างรุนแรง การตีความกฎหมายในลักษณะเช่นนี้ย่อมฝืนต่อสามัญสำนึกของวิญญูชนทั่วไป และเท่ากับทำให้กฎเกณฑ์ทางกฎหมายในประเทศไทยย้อนยุคกลับไปเหมือนกับกฎเกณฑ์การประหารชีวิตญาติพี่น้องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด อันเป็นการฝืนพัฒนาการทางกฎหมายของโลกและจะทำให้สถานะทางกฎหมายของประเทศตกต่ำลงในสายตาของนานาอารยะประเทศด้วย หาใช่ความน่าภูมิใจดังที่มีบางท่านกล่าวอ้างไม่

              ๖. ประเด็นที่ผู้สนับสนุนการตีความกฎหมายเอาผิดกับกรรมการบริหารพรรคการเมืองทุกคนและการให้ยุบพรรคการเมือง แม้กรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นเพียงคนเดียวเป็นผู้กระทำความผิดอาจหยิบยกขึ้นอ้างก็คือ รัฐธรรมนูญบัญญัติ “ให้ถือว่า” พรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ คำว่า “ให้ถือว่า” เท่ากับไม่เปิดช่องให้ผู้ใช้กฎหมายสามารถตีความกฎหมายเป็นอย่างอื่นได้ อันที่จริงแล้วการบัญญัติกฎหมายโดยใช้คำว่า “ให้ถือว่า” เท่ากับผู้ร่างกฎหมายทำตัวเป็นผู้พิพากษาเสียเองแล้ว การบัญญัติกฎหมายโดยใช้ถ้อยคำดังกล่าวจึงต้องกระทำเท่าที่จำเป็นอย่างยิ่งและต้องไม่ขัดต่อหลักเหตุผล เพราะมิฉะนั้นผู้ร่างกฎหมายก็สามารถบัญญัติกฎหมายอย่างไรก็ได้ โดยใช้คำว่า “ให้ถือว่า” เสียทั้งสิ้น บทบัญญัติที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๓๐๙ เป็นตัวอย่างของความไร้เหตุผลในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะผู้ร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติ “ให้ถือว่า” การกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับการใดๆที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าการกระทำนั้นจริงๆแล้วชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญหรือไม่ เท่ากับบัญญัติให้การกระทำในอนาคตพ้นไปจากเสียการตรวจสอบในทางตุลาการ ซึ่งขัดกับหลักการแบ่งแยกอำนาจอย่างเห็นได้ชัด

              ๗. เมื่อผู้ร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติรัฐธรรมนูญขึ้นโดยฝ่าฝืนกับหลักเหตุผลเช่นนี้ ในการตีความรัฐธรรมนูญตลอดจนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ผู้ตีความจึงต้องตีความกฎหมายไปในทางแก้ไขให้สอดรับกับหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เพราะบทบัญญัติที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญนั้นมีทั้งบทบัญญัติที่เป็นคุณค่าพื้นฐานและบทบัญญัติที่เป็นรายละเอียด บทบัญญัติที่เป็นหลักการสำคัญที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญย่อมได้แก่ หลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและหลักราชอาณาจักรที่เป็นรัฐเดี่ยว ซึ่งรัฐธรรมนูญเองก็ได้รับรองไว้ในมาตรา ๒๙๑ ห้ามมิให้เสนอญัตติขอแก้ไขเปลี่ยนแปลง เท่ากับว่ารัฐธรรมนูญได้ยกคุณค่าของเรื่องดังกล่าวนี้ให้สูงกว่าบทบัญญัติอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้น ในมาตรา ๓ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้บัญญัติให้ การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม และบทบัญญัติในมาตรา ๒๙ ก็บัญญัติคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลไว้ การจำกัดตัดทอนสิทธิเสรีภาพของบุคคลจะต้องกระทำเท่าที่จำเป็นและจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญของสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้ ซึ่งย่อมหมายว่า การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลจะต้องกระทำตามหลักความพอสมควรแก่เหตุเท่านั้น

               ๘. เมื่อพิเคราะห์หลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญแล้ว ย่อมจะเห็นได้ว่าบทบัญญัติมาตรา ๒๓๗ ของรัฐธรรมนูญ หากพิจารณาแต่เฉพาะถ้อยคำย่อมขัดกับคุณค่าพื้นฐานในตัวรัฐธรรมนูญเอง ซึ่งหมายความว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้บัญญัติรายละเอียดเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองและการเพิกถอนสิทธิกรรมการบริหารพรรคการเมืองไม่ถูกต้องตามหลักการที่ตนเองได้ประกาศไว้ เพราะการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ไม่ได้รู้เห็นกับการกระทำความผิด จะถือว่าเป็นการกระทำตามหลักนิติธรรมไม่ได้ การที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้ถือว่าการกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยที่หัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นรู้เห็นแล้วปล่อยปละละเลยเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และจะต้องดำเนินการยุบพรรคการเมืองนั้น เป็นการบัญญัติรัฐธรรมนูญจำกัดตัดทอนสิทธิและเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรกว่าเหตุจึงขัดกับหลักประชาธิปไตยและหลักการประกันสิทธิและเสรีภาพของบุคคล กรณีที่บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญขัดกันเองเช่นนี้ องค์กรที่มีอำนาจตามกฎหมายย่อมจะต้องตีความบทบัญญัติที่เป็นรายละเอียดให้สอดคล้องกับบทบัญญัติที่เป็นหลักการ โดยจำกัดผลการใช้บังคับของบทบัญญัติที่เป็นรายละเอียดลง โดยอาศัยเหตุผลตามหลักวิชาที่ได้แสดงให้เห็นโดยสังเขปข้างต้น คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดังมีรายนามตอนท้ายจึงมีความเห็นว่า ในกรณีที่กรรมการบริหารพรรคผู้หนึ่งกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งแล้วถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง โดยที่หัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นไม่ได้มีส่วนรู้เห็นด้วย ย่อมถือไม่ได้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำของพรรคการเมืองนั้น และเมื่อถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำของพรรคการเมืองเสียแล้ว จึงไม่มีกรณีที่จะต้องวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการที่ไม่เป็นไปวิถีทางตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ และด้วยเหตุดังกล่าวจึงจะดำเนินการยุบพรรคการเมืองนั้นไม่ได้ การใช้และการตีความกฎหมายเช่นนี้ย่อมสอดคล้องกับหลักเหตุผลและหลักการประกันสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๒๙ กล่าวคือ คณะกรรมการการเลือกตั้งในฐานะองค์กรที่ริเริ่มกระบวนการยุบพรรคการเมืองย่อมมีดุลพินิจที่จะพิจารณาได้ว่าการกระทำของบุคคลหรือของพรรคการเมืองนั้นถึงขนาดที่สมควรจะต้องดำเนินการยุบพรรคการเมืองหรือไม่ และหากเป็นกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ใช้ดุลพินิจริเริ่มกระบวนการยุบพรรคการเมืองแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญย่อมมีดุลพินิจในการวินิจฉัยในทำนองเดียวกัน

                  ๙. อนึ่ง นอกเหนือจากเหตุผลที่ได้กล่าวมาแล้ว หากพิจารณากรณีที่เกิดขึ้นกับพรรคการเมืองพรรคหนึ่งซึ่งกรรมการบริหารพรรคการเมืองถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก่อนประกาศผลการเลือกตั้งโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง แล้วจะตีความกฎหมายให้ดำเนินการยุบพรรคการเมืองนั้นโดยอัตโนมัติ ผลในทางกฎหมายก็เสมือนกับว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งจะเป็นผู้มีอำนาจยุบพรรคการเมืองนั้นเองในทางความเป็นจริง เพราะการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก่อนประกาศผลการเลือกตั้งเป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งโดยศาลฎีกาได้ตีความรับรองไว้ว่าการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นที่สุดไม่อาจถูกตรวจสอบได้ (ซึ่งมีปัญหาอย่างยิ่งในทางทฤษฎี) หากยึดติดกับถ้อยคำตามกฎหมายแล้ว เมื่อมีการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง กลไกการยุบพรรคการเมืองจะตามมาทันที และหากไม่ตีความรัฐธรรมนูญตามที่กล่าวมาแล้ว แม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญเองก็อาจจะไม่มีดุลพินิจที่จะวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นได้ ทั้งนี้ยังไม่ต้องพิเคราะห์ถึงข้อเท็จจริงในทางการเมืองว่าใครบ้างที่จะมาดำรงตำแหน่งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในระยะเวลาอันใกล้นี้และกฎเกณฑ์การสรรหาบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งดังกล่าวมีความชอบธรรมหรือไม่

               ๑๐. กลไกทางกฎหมายที่ได้รับการออกแบบไว้โดยผู้ร่างรัฐธรรมนูญและผู้ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้แม้ว่าอาจจะเกิดจากความหวังดีของผู้ร่างรัฐธรรมนูญและผู้ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่จะขจัดการทุจริตการเลือกตั้ง แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุดและรุนแรงเกินสมควรกว่าเหตุ การดำเนินการกับผู้ทุจริตการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่จะต้องกระทำ แต่ต้องดำเนินการกับบุคคลนั้น ไม่ใช่กับพรรคการเมืองหรือบุคคลอื่นที่ไม่ได้กระทำความผิดด้วย มิพักต้องกล่าวว่าการออกแบบกลไกในลักษณะเช่นนี้เป็นการมอบอำนาจให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้งอย่างมาก และเมื่อการใช้อำนาจดังกล่าวส่วนหนึ่งปราศจากการตรวจสอบในทางตุลาการ เช่น การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง ผลที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ปัญหามาตรฐานของการวินิจฉัยและความเสมอภาคในการใช้กฎหมาย ตลอดจนความเป็นธรรมต่อบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการนั้น กลไกดังกล่าวนี้จะเป็นกลไกที่กระทบกับประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน และสร้างปัญหาทั้งทางการเมืองและกฎหมายให้กับประเทศ

                ๑๑. สมควรตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ด้วยว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่มีผลใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลจากการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ บรรดาบุคคลที่เข้าไปมีส่วนยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นแม้บางท่านจะมีความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง แต่จากวิกฤติการเมืองไทยตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๙ เป็นต้นมา ทำให้บุคคลเหล่านั้นกลายเป็นฝักฝ่ายทางการเมืองทั้งโดยเปิดเผยและไม่เปิดเผย ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงมีบทบัญญัติที่ไม่สอดคล้องกับหลักการที่ควรจะเป็นหลายมาตรา ดังนั้นการดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้ไม่ว่าจะบางส่วนหรือทั้งฉบับจึงเป็นสิ่งที่จะต้องกระทำโดยเร็ว

               คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดังมีรายนามตอนท้าย ขอเรียกร้องให้บรรดาพรรคการเมืองทุกพรรคการเมืองร่วมมือกันในอันที่จะดำเนินการแก้ไขกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองให้เป็นไปตามหลักกฎหมายที่นานาอารยะประเทศนับถือ และไม่ควรจะจำกัดการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเฉพาะประเด็นนี้เพียงประเด็นเดียว  ยิ่งไปกว่านั้นขอยืนยันว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งมีความชอบธรรมในทางประชาธิปไตยที่จะดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามหลักการที่ถูกต้อง การกล่าวอ้างว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการออกเสียงประชามติ จึงไม่ควรแก้ไขหรือยังไม่ควรแก้ไขนั้น เป็นการกล่าวอ้างที่จงใจละเลยบริบทของการออกเสียงประชามติที่ประชาชนจำนวนมากถูกบีบบังคับโดยเทคนิคทางกฎหมายให้ต้องยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปก่อน เพื่อให้ประเทศพ้นจากสภาวะของรัฐบาลที่เป็นผลพวงจากการยึดอำนาจ และละเลยข้อเท็จจริงที่ว่ามีประชาชนออกเสียงไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้กว่าสิบล้านเสียง ขอเรียนด้วยว่าคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดังมีรายนามตอนท้ายไม่ประสงค์จะเป็นฝักฝ่ายทางการเมือง แต่การออกแถลงการณ์ฉบับนี้เป็นไปเพราะต้องการให้การปกครองประเทศเป็นไปตามหลักวิชา และมุ่งหวังให้การแก้ปัญหาทางการเมืองและกฎหมายดำเนินไปอย่างสันติและถูกต้องเป็นธรรมอย่างแท้จริง

รองศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์
รองศาสตราจารย์ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
อาจารย์ ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล
อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล
อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

๒๔ มีนาคม ๒๕๕๑



http://www.prachatouch.com/content.php?id=3460
75  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / กบข.ปิดความเสี่ยงค่าเงิน 100% ทั้งการลงทุนหุ้น-ตราสารหนี้ต่างประเทศ ชะลอลุยนอก เมื่อ: 24 มีนาคม 2008, 09:23:27
นายวิสิฐ ตันติสุนทร เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่า สภาพตลาดหุ้นและตลาดเงินที่ปั่นป่วนทั่วโลกจากปัญหาซับไพรม์ของสหรัฐอเมริกา ทำให้ กบข.ชะลอการออกไปลงทุนต่างประเทศ เพื่อรอให้ตลาดนิ่งกว่าก่อน

ทั้งนี้ ประเมินตลาดยังคงปั่นป่วนต่อเนื่องใน 3-6 เดือนข้างหน้าหรือถึงปลายปี 2551

นายวิสิฐ กล่าวว่า ผลที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลดดอกเบี้ยอีก 0.75% ไปยืนที่ 2.25% และห่างจากดอกเบี้ยไทย 1% ทำให้เห็นชัดเจนว่ามีแนวโน้มที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ กบข. เพื่อป้องกันความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนจึงซื้อความเสี่ยงล่วงหน้าค่าเงิน (เฮดจิง) สำหรับพอร์ตหุ้นที่ออกไปลงทุนต่างประเทศเต็ม 100% โดยซื้อในช่วงประมาณ 32-33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งก่อนหน้านี้ กบข.ไม่จำเป็นต้องซื้อความเสี่ยงสำหรับเงินที่ออกไปลงทุนในหุ้นต่างประเทศ และทำเฉพาะตราสารหนี้เท่านั้น

“การซื้อความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนสอดคล้องกับการดำเนินการของกองทุนขนาดใหญ่ทั่วโลก ที่หารือร่วมกันและเห็นว่าจำเป็นต้องดูแลเรื่องค่าเงินผันผวน”

ทั้งนี้ กบข.มีพอร์ตหุ้นต่างประเทศประมาณ 46% ของเงินลงทุนที่นำออกไปลงทุนแล้ว 800 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 15% ของพอร์ตรวม 3.2 แสนล้านบาท และอนาคตจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 21.5% หรือเพิ่มอีก 1.92 หมื่นล้านบาท

นายวิสิฐ กล่าวว่า เป็นความยากลำบากของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการตัดสินใจว่าจะลดดอกเบี้ยตามเฟดหรือจะยังคงดอกเบี้ย เพราะขณะนี้เงินเฟ้อได้ปรับตัวสูงขึ้นและคาดกันว่าสิ้นปีจะเห็นอัตราเงินเฟ้อที่ 4% จากก่อนหน้าอยู่ที่ 3% เศษ ทำให้ช่องการลดดอกเบี้ยอาจจำกัด เพราะทำให้รายได้ที่แท้จริงของประชาชนติดลบแต่หากห่างกันมากเกินไปทำให้เงินไหลเข้า ดังนั้นจึงมองว่าช่องที่ดอกเบี้ยจะลงน่าจะอยู่ที่ 0.25-0.5% เท่านั้น

เลขาธิการ กบข. กล่าวว่า ปีนี้การบริหารพอร์ตลงทุนยากลำบากเพราะตลาดผันผวนรุนแรง แต่ด้วยนโยบายและกรอบการลงทุนที่วางไว้อย่างชัดเจน ทำให้การบริหารงานตลอดระยะเวลา 11 ปีสามารถที่จะดำเนินการได้มีประสิทธิภาพ และเชื่อว่าผลงานงวดไตรมาสแรกนี้จะยังคงชนะดัชนีตลาดหุ้นแน่นอน

“หากบริหารความเสี่ยงในเรื่องต่างๆ ได้ดีก็จะทำให้มีกำไรประมาณ 1,000 ล้านบาท และยังได้รับเงินปันผลจากหุ้นต่างๆ อีกกว่า 1,000 ล้านบาทด้วย”

สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงที่ผ่านมามีสัดส่วน 11.5-12% ซึ่งลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน แต่ในแง่เม็ดเงินยังคงเดิมเพราะพอร์ตใหญ่ขึ้นมาอยู่ที่ 3.8 แสนล้านบาท และช่วงนี้มองว่าเป็นจังหวะซื้อสำหรับหุ้นไทยและเลือกหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลในอัตราดี ซึ่งหุ้นปันผลดีมีความเสี่ยงน้อยกว่าการไปลงทุนในหน่วยลงทุนที่นิยมออกไปลงทุนต่างประเทศ

นายวิสิฐ กล่าวว่า ในโอกาสที่ กบข.จะก้าวสู่ปี 12 หวังว่าจะเป็นกองทุนระดับโลกซึ่งทุกวันนี้หากเปรียบเทียบผลตอบแทนที่ทำได้ทุกๆ ปีก็ถือว่าอยู่ในระดับเดียวกับกองทุนบำเหน็จบำนาญใหญ่ของโลกแล้ว และอนาคตจะเพิ่มฐานสมาชิกข้าราชการให้กว้างขึ้นเพื่อให้ครอบคลุมข้าราชการท้องถิ่นด้วย จากเดิมที่จะครอบคลุมเฉพาะส่วนกลาง 12 ประเภทเท่านั้น

http://www.posttoday.com/newsdet.php?sec=invest&id=228372
76  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ข้าราชการเฮ ซี1-7เพิ่ม4% เมื่อ: 24 มีนาคม 2008, 09:18:13
ก.พ.รับลูกขึ้นเงินเดือนข้าราชการ เน้นชั้นผู้น้อย ไม่เกินซี 7 ชงหลายสูตรเสนอรัฐบาล คาดปรับ 4%

นายปรีชา วัชราภัย เลขา ธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) กล่าวว่า นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ได้สั่งการให้สำนักงาน ก.พ. กรมบัญชีกลาง และสำนักปลัดกระทรวงการคลัง ศึกษาความ เป็นไปได้ในการปรับเพิ่มเงินเดือนข้าราชการกว่า 1.9 ล้านคน

ทั้งนี้ มีข้อสรุปเตรียมเสนอ นพ.สุรพงษ์หลายทางเลือก ทั้งในแง่จำนวนและวงเงินที่ใช้ แต่จะเน้นที่กลุ่มข้าราชการชั้นผู้น้อยเป็นหลัก เช่น หากขึ้นเงินเดือนข้าราชการระดับ 6 ลงมา จะต้องเสียงบประมาณจำนวนเท่าไร และต้อง ขึ้นในสัดส่วนใดเพื่อให้เกิดความเหมาะสม หรือหากขึ้นเงินเดือน ข้าราชการระดับ 7 ลงมา ก็จะมีจำนวนข้าราชการเพิ่มขึ้นอีกระดับหลักแสน ซึ่งล้วนมีผลต่อการใช้เงินงบประมาณของรัฐบาลด้วย

ด้านแหล่งข่าวจากกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า สูตรในการปรับขึ้นเงินเดือน ประกอบด้วย การปรับให้ข้าราชการตั้งแต่ ซี 1-6 และตั้งแต่ ซี 1-7 ของข้าราชการพลเรือน อย่างเดียว และรวมไปถึงข้าราชการพลเรือนและครู โดยยึดอัตราการปรับขึ้นที่ 4%

ทั้งนี้ หากเลือกสูตรเฉพาะ ข้าราชการพลเรือน ซี 1-6 จะใช้เงินเพิ่มต่อเดือนจาก 4,609 ล้านบาทเป็น 4,794 ล้านบาท/เดือน หรือเพิ่มขึ้น 185 ล้านบาท หากเลือกสูตรปรับตั้งแต่ ซี 1-7 จะจ่ายเงินเดือนเพิ่มจาก 7,239 ล้านบาท เป็น 7,528 ล้านบาท หรือใช้เงินเพิ่มขึ้น 289 ล้านบาท เพราะมีข้าราชการเพิ่มขึ้นมา 1.2 แสนคน

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า หากใช้สูตรปรับเฉพาะข้าราชการครูที่พิจารณาตำแหน่งเทียบเท่าข้าราชการ ซี 1-6 จะใช้เงินเพิ่มขึ้นจาก 557.4 ล้านบาท เป็น 535.9 ล้านบาท/เดือน แต่ถ้าเทียบเท่า ซี 1-7 จะใช้เงินเพิ่มจาก 544.1 ล้านบาท เป็น 565.9 ล้านบาท

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ถ้าใช้สูตรการปรับเงินเดือนให้ข้าราชการพล เรือนและครูในระดับ ซี 1-6 จะใช้เงินเพิ่มขึ้นเป็น 5,351 บาท/เดือน แต่ถ้าเลือกปรับตั้งแต่ ซี 1-7 จะใช้เงินเพิ่มขึ้นเป็น 8,094 ล้านบาท มีความแตกต่างอยู่ถึง 2,700 ล้านบาท

นายมนัส คำภักดี รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า การปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการยังไม่มีข้อสรุปและหากจะมีการปรับขึ้นถึง 4% จริง ก็จะต้องใช้เงินไม่น้อยกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งเท่ากับการปรับขึ้นเมื่อครั้งล่าสุดเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่าจะเร่งผลักดันการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากที่จะนำเสนอให้ ครม.พิจารณาในวันที่ 25 มี.ค. นี้ เช่น โครงการเอสเอ็มแอล ที่จะอัดฉีดเงินจำนวน 18,687 ล้านบาท เข้าสู่หมู่บ้านและชุมชนทั้ง 78,358 แห่งทั่วประเทศ

http://www.posttoday.com/newsdet.php?sec=news&id=228308
77  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / เร่งสางปัญหา “คิงเพาเวอร์” ผลสอบชุด “ประทิน” พลิก! ฟ้องเอาผิดไม่ได้ เมื่อ: 24 มีนาคม 2008, 09:14:42
พล.อ.ท.ชนะ  อยู่สถาพร  กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) เปิดเผยว่า ทอท. เตรียมเสนอรายละเอียดข้อพิพาทระหว่าง ทอท.กับกลุ่มคิง เพาเวอร์ กรุ๊ป ที่บอร์ดชุดเดิมที่มี พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ได้ดำเนินการไว้ เพื่อให้บอร์ดชุดใหม่รับทราบ และ มอบนโยบายในการดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไป 

“ขณะนี้ฝ่ายบริหารของ ทอท.ได้ร่วมกับตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และอัยการสูงสุด กำลังรวบรวมรายละเอียดกรณีข้อพิพาทระหว่าง ทอท. กับกลุ่มคิงเพาเวอร์ เพื่อรายงานสถานะล่าสุดของ แต่ละเรื่อง เพื่อให้บอร์ดชุดใหม่ได้รับทราบ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาในส่วนที่บอร์ดสามารถดำเนินการได้ ทำให้เกิดความรวดเร็วในการแก้ปัญหา เพราะจะเป็นผลดีต่อทั้ง ทอท.และกลุ่มคิงเพาเวอร์เอง ส่วนเรื่องใดที่ยังอยู่ในดุลพินิจของศาล ก็ต้องรอให้ศาลมีคำสั่งออกมาก่อน จึงจะดำเนินการต่อได้” 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความคืบหน้าที่คณะกรรมการ ติดตามผลสอบข้อเท็จจริงกรณีกลุ่มคิงเพาเวอร์ ที่มี พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ อดีตสมาชิกวุฒิสภาเป็นประธาน ที่ได้มีมติออกมาว่า โครงการซิตี้ การ์เด้น ที่คิงเพาเวอร์ได้ก่อสร้างเพื่อทำเป็นร้านค้าในอาคารที่พักผู้โดยสาร ไม่ได้อยู่ในแผนการก่อสร้าง และ ไม่มีการออกแบบก่อสร้างในสัญญา และคณะกรรมการมีมติให้ฟ้องร้องนั้น เรื่องนี้ ทอท.ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องมาตรวจสอบถึงข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยล่าสุดพบว่า โครงการซิตี้ การ์เด้น ได้ระบุอยู่ในเอกสารแนบของแบบการก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสาร จึงอาจจะไม่เข้าข่ายตามที่คณะกรรมการชุดของ พล.ต.อ.ประทินกล่าวหา 

“หลังการเข้ามาชี้แจงของเจ้าหน้าที่ที่ถูกกล่าวหาเบื้องต้น พบว่า ซิตี้ การ์เด้น มีอยู่ในแบบก่อสร้าง ซึ่งเรื่องนี้คงต้องมีการพิจารณาในรายละเอียด โดยมีฝ่ายกฎหมายเข้ามาร่วมพิจารณา ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ ก่อนที่จะเสนอให้  บอร์ดพิจารณา เพราะเรื่องนี้มีผลต่อคดีที่ ทอท.มีกับกลุ่มคิงเพาเวอร์”

ด้านนายสุรธัส สุรธรรมนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงาน พัฒนาธุรกิจ ทอท. กล่าวว่า หลังจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) มีการแต่งตั้ง ผู้ว่าการ ร.ฟ.ท.คนใหม่แล้ว ทอท.จะเจรจากับ ร.ฟ.ท.เพื่อกำหนดแนวทางในการจ่ายเงินค่าก่อสร้างอุโมงค์และสถานีใต้อาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่ ร.ฟ.ท.ต้องจ่ายเงินค่าก่อสร้างที่ ทอท.ได้จ่ายไปให้ก่อนแล้วจำนวน 5,000 ล้านบาท โดยก่อนหน้านี้ ทอท.พยายามขอเจรจาเพื่อให้ได้ข้อยุติกับ ร.ฟ.ท.มา โดยตลอด แต่ทาง ร.ฟ.ท.อ้างว่าต้องการให้ได้ผู้ว่าการ ร.ฟ.ท.คนใหม่ก่อน ทั้งนี้ ยังได้เตรียมเจรจากับผู้บริหาร ร.ฟ.ท.เกี่ยวกับการบริหารจัดการและใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวด้วย นอกจากนี้ ในการประชุมคณะกรรมการ ทอท.นัดแรกนั้น ในส่วนของสายงานพัฒนาธุรกิจ ได้เตรียมวาระให้คณะกรรมการพิจารณาคือ โครงการพัฒนาพื้นที่รอบสนามบินสุวรรณภูมิ 37 แปลง ที่มีแผนจะพัฒนาให้เป็นแอร์พอร์ต ซิตี้ ที่เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการแข่งขันเชิงธุรกิจ สร้างรายได้ให้กับ ทอท.ต่อไป.

http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=83527
78  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ‘อ๋อย’โผล่ทวงสัญญา! เร่งแก้ไข รธน.ทั้งฉบับ รีบยุส.ส.เข้าชื่อ‘1ใน5’ เมื่อ: 23 มีนาคม 2008, 23:03:26
“จาตุรนต์” โผล่ทวงสัญญาประชาคม ขอเสียงพรรคการเมืองสนับสนุนแก้รธน.ทั้งฉบับโดยเร็วที่สุด เหตุไม่เป็นประชาธิปไตย ยุส.ส.เข้าชื่อ 1 ใน 5 ได้เลยไม่ต้องรอประชาชนและครม. ลั่นไม่ได้หวังพ่วงบทนิรโทษกรรม 111 อดีตกก.บห.ทรท.

ขู่ยุบพรรคประเทศวิกฤติแน่ สวดฝีมือคณะยึดอำนาจ วางแผนแต่ต้นหวังดันบางพรรคเป็นรัฐบาล

วันที่ 23 มี.ค. 2551 เวลา 10.00 น.ที่โรงแรมเรดิสัน นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย แถลงสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้เหตุผลว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่มีความเป็นประชาธิปไตย ทำให้ระบบรัฐสภาและรัฐบาลไม่เข้มแข็ง และยังทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ ดังนั้นควรจะดำเนินการแก้ไขโดยเร็วที่สุด และเชื่อว่าหลายฝ่ายจะเห็นด้วย

ซึ่งนอกจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว ควรแก้ไขหมายอื่นที่ไม่มีความเป็นประชาธิปไตยด้วย เช่น พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งกฎหมายเหล่านี้ เป็นผลมาจาการยึดอำนาจ แม้เขาจะพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว แต่ก็วางโครงสร้างวางระบบไว้ และกลไกต่างๆ ก็ยังทำงานอย่างต่อเนื่อง

สำหรับแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เห็นว่าส.ส.จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของ สมาชิกที่มีอยู่ของทั้งสองสภา สามารถเข้าชื่อเสนอแก้ไขได้เลย โดยไม่ต้องรอให้ประชาชนหรือคณะรัฐมนตรีเสนอ เพราะ ส.ส.ก็ถือเป็นตัวแทนประชาชนอยู่แล้ว ทั้งนี้ควรใช้รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นหลักมาปรับแก้ข้อเสีย หรือถ้ารัฐธรรมนูญ 2550 มีข้อดีตรงไหนก็นำมาบรรจุไว้ก็จะทำให้ดำเนินการได้เร็วขึ้น หรือหากมีมาตราใดจำเป็นเร่งด่วน ก็สามารถดำเนินการควบคู่ไปกับการศึกษาเพื่อแก้ไขทั้งฉบับได้เลย
 
นายจาตุรนต์ กล่าวว่า หากการแก้ไขรัฐธรรมนูญทำทั้งฉบับ ก็ต้องทำประชาพิจารณ์ รับฟังความเห็นประชาชน แต่ไม่ควรใช้เวลานานเกินไป ส่วนตัวคาดว่าอาจใช้เวลาดำเนินการเป็นปี 

ทั้งนี้ ส่วนตัวขอทวงสัญญาประชาคม ที่พรรคการเมืองต่างๆ ได้ให้ต่อประชาชนเมื่อครั้งหาเสียงเลือกตั้ง และการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งบางพรรคที่เห็นชอบขณะนั้น ก็ได้บอกว่ารับร่างรัฐธรรมนูญไปก่อน แล้วค่อยแก้ไขภายหลัง ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะทำให้พรรคการเมืองหลุดคดียุบพรรคหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ เพราะยังไม่ได้ศึกษาข้อกฎหมายอย่างละเอียด แต่ตนไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอให้แก้ไขเศรษฐกิจก่อน แล้วค่อยแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าประเทศไม่เป็นประชาธิปไตยก็ยากที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจสำเร็จ 
 
“ที่ผมออกมาสนับสนุนให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่หวังเรียกร้องให้พ่วงบทนิรโทษกรรมในรัฐธรรมนูญ ให้กับอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เพราะการนิรโทษกรรมต้องออกเป็น พ.ร.บ. จนถึงวันนี้ ผมก็ยังยืนยันว่าไม่ได้ทำผิด แต่ที่อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คนถูกเพิกถอนสิทธิ เป็นผลมาจากกฎหมายเผด็จการ ที่เอาโทษย้อนหลังอย่างไม่เป็นธรรม เราไม่เรียกร้องขอความเมตตากรุณาจากใคร และถ้าจะพ่วงบทนิรโทษกรรมในรัฐธรรมนูญ ผมก็ไม่เห็นด้วย”นายจาตุรนต์กล่าว
 
นายจาตุรนต์ กล่าวถึงกระแสข่าวการยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย ว่า หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวจริง จะเป็นผลให้เกิดวิกฤติการเมือง เกิดความแตกแยกในสังคมครั้งสำคัญ

ดังนั้นการจะยุบพรรค ต้องพูดด้วยเหตุและผล อย่างไรก็ตามกฎหมายที่ว่าด้วยการยุบพรรคการเมือง สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เป็นประชาธิปไตย และขัดกับหลักนิติธรรมอย่างร้ายแรง ทั่วโลกไม่มีใครทำเหมือนประเทศไทย ที่การยุบพรรคการเมืองเกิดขึ้นง่ายมาก และลงโทษคนทั้งองค์กร รวมทั้งประชาชนทั่วประเทศที่เป็นสมาชิกพรรค โดยที่ไม่ มีส่วนรู้เห็นกับการทำความผิด

สาเหตุมาจากจากคนร่างข้อบังคับไม่เข้าใจประชาธิปไตย ไม่เชื่อถือประชาชน ส่วนจะมีใบสั่งยุบพรรค หรือมีอดีตหัวหน้าคณะปฏิวัติ ไปเดินสายขอเสียงสนับสนุน เพราะจะลงเล่นการเมืองจริงหรือไม่นั้น ตนไม่มีข้อมูล แต่ที่เห็นชัดคือการยุบพรรคเป็นผลมาจากการรัฐประหาร ที่ต้องการกำหนดให้พรรค การเมืองบางพรรคเป็นรัฐบาล และจัดการบางพรรคบางกลุ่มให้สิ้นซาก เป็นการวางแผนมาตั้งแต่ต้น ตอนนี้ก็เริ่มออกฤทธิ์แล้ว

สำหรับกรณี น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญระบุว่า พรรคการเมืองที่ไม่ดี ก็ควรยุบทิ้งไป นายจาตุรนต์ กล่าวว่า การยุบพรรคที่ไม่ดีก็ถูก แต่ไม่ควรตัดสินโดยใช้ความผิดจากกรรมการบริหารพรรคเพียงคนเดียวตัดสินคนทั้งหมด

http://thaiinsider.info/portal/content/view/7171/12/
79  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / รัฐลบชื่อ ช่อง11 เข็นลุกใหม่ 'NBT' ไฟเขียวโฆษณา เมื่อ: 23 มีนาคม 2008, 22:32:56
          กรมประชาสัมพันธ์รีแบรนดิ้ง ทีวีช่อง 11 เป็น "NBT"  สถานีโทรทัศน์ประเทศไทย พร้อมดึง"ดิจิตอลมีเดีย" ซึ่งเป็นบริษัทของอดีตคนไอทีวี ยึดผังรายการข่าวแบบเบ็ดเสร็จ ทั้งร่วมผลิตและขายเวลาโฆษณา ใจดีไฟเขียวให้โฆษณาสินค้าข่าวกีฬา เริ่ม 1 เมษายนนี้ ด้านเอเยนซีเฮได้ทางเลือกเพิ่ม แต่ขอดูกฎระเบียบรัฐและเรตติ้งรายการ

          แหล่งข่าวจากบริษัทผู้ผลิตรายการ เปิดเผยว่า จากแนวคิดของนายกฯสมัคร สุนทรเวช ที่จะปรับปรุงการทำงานสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ ให้มีรูปแบบทันสมัยและรวดเร็ว เพื่อหาทางลงให้กับอดีตคนข่าวไอทีวีนั้น ทางนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ดูแลกำกับกรมประชาสัมพันธ์ ได้รับมาดำเนินการเป็นกรณีเร่งด่วน และพร้อมจะเปิดโฉมผังรายการใหม่ของทีวีช่อง 11 ในวันจันทร์ที่ 24 มีนาคมนี้

          สำหรับโฉมใหม่ของทีวีช่อง 11 ภายใต้คอนเซ็ปต์ โมเดิร์น อีเลฟเว่น กรมประชาสัมพันธ์จะทำการรีแบรนดิ้งเป็น เอ็นบีที (National Broadcasting Television) หรือสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย

          พร้อมปรับเปลี่ยนโลโกใหม่ จากเดิมที่เป็นตัวเลข พร้อมกันนี้ จะเปิดผังรายการใหม่ซึ่งจะเริ่มด้วย การปรับปรุงช่วงรายการข่าวเป็นอันดับแรก ทำนองเดียวกับการปรับโฉมช่องโมเดิร์นไนน์ทีวี ทั้งนี้ กรมประชาสัมพันธ์ได้มอบหมายให้บริษัท ดิจิตอลมีเดียฯ เข้ามาบริหารช่วงเวลารายการข่าวทั้งหมด ประกอบด้วยข่าวประจำวัน สารคดีข่าว และกีฬา รวมเวลา 9 ชั่วโมง 30 นาทีต่อวัน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและมีเอกภาพให้กับรายการข่าว

          "ที่ผ่านมาช่อง 11 ให้คนนอกมาร่วมผลิตรายการข่าวและสารคดี มีประมาณ 8-9 บริษัท ซึ่งต่างคนต่างทำ เมื่อขายโฆษณาภาพลักษณ์ไม่ได้ บางบริษัทก็เอาตัวรอด ด้วยการนำเสนอรายการแบบมีโฆษณาแฝงเข้าไปในเนื้อหา จึงทำให้รายการข่าวของช่อง ไม่น่าสนใจและไม่มีพลัง"
 
          แหล่งข่าวคนเดิมกล่าวเสริมว่า เมื่อบริษัท ดิจิตอล มีเดียฯ เข้ามา จะปรับรูปแบบการนำเสนอรายการข่าวให้เข้มข้นโดยเอานำคอนเซ็ปต์รายการที่เคยประสบความสำเร็จในช่องไอทีวีมาทำ โดยเปลี่ยนชื่อใหม่ อย่างเช่น ฮอตนิวส์ และ ตัวจริง เป็นต้น โดยได้ผู้ประกาศข่าวคนเดิมมาร่วมงานหลายคน อาทิ จอม เพ็ชรประดับ ตวงพร อัศววิไล สร้อยฟ้า โอสุคนธ์ทิพย์ และจิรายุ ห่วงทรัพย์ นอกจากนี้ยังได้ ชมะนันท์ วรรณวินเวศน์ อดีตผู้ประกาศข่าวช่องโมเดิร์นไนน์ทีวีมาเสริมทีมด้วย

          ด้านแหล่งข่าวจากกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวถึงการรีแบรนดิ้งช่อง เอ็นบีที ว่า เดิมกรมประชาสัมพันธ์ มีโครงการจะสร้างสำนักข่าวแห่งชาติขึ้น โดยพัฒนาสำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์  จึงได้แยกฝ่ายข่าวสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ออกมาเป็นสำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์  แต่เนื่องจากปัญหาขาดแคลนบุคลากร และงบประมาณ จึงต้องปรับวิธีใหม่ด้วยการให้บริษัทเอกชนเข้ามาร่วมผลิต โดยแบ่งเวลาให้เอกชนไปขายหารายได้ในสัดส่วน 7 นาทีต่อหนึ่งชั่วโมง อีก 3 นาทีเป็นของกรมประชาสัมพันธ์ สำหรับกฎเกณฑ์นี้ จะใช้กับผู้ร่วมผลิตรายใหม่ ที่จะมาดูแลช่วงเวลาข่าวทั้งหมดของเอ็นบีที โดยที่เอกชนต้องลงทุนด้านบุคลากรและอุปกรณ์

          "การรีแบรนดิ้งจากช่อง 11 เป็นเอ็นบีที เพื่อรองรับการแตกช่องในอนาคต ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีการแพร่ภาพทันสมัย สามารถแบ่งช่องสัญญาณได้มากมาย"

          แหล่งข่าวจากบริษัทมีเดียเอเยนซี กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ ได้รับการติดต่อจากทีมงานชุดเก่าของไอทีวีว่า จะมีการแถลงข่าวเปิดตัวโฉมใหม่ทีวีช่อง 11 โดยมีบริษัท อินดิเพนเดนท์ นิวส์ เซ็นเตอร์ฯ ที่คนข่าวไอทีวีร่วมกันจัดตั้งขึ้นมา และมีนายอัชฌา สุวรรณปากแพรก เป็นที่ปรึกษา เข้าไปเป็นผู้ร่วมผลิตและขายเวลารายการข่าวทั้งหมด

          "การปรับโฉมของช่อง 11 ครั้งนี้ คาดว่าจะทำให้วงการทีวีคึกคักยิ่งขึ้น เพราะทีมใหม่ที่เข้าไปเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพ แต่ที่ผ่านมา ติดข้อจำกัดห้ามไม่ให้รับโฆษณาสินค้า ให้แต่เฉพาะโฆษณาภาพลักษณ์องค์กรเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในการรีแบรนดิ้งครั้งนี้ มีการแจ้งว่ากรมประชาสัมพันธ์ เปิดให้รับโฆษณาสินค้าในรายการกีฬาได้ ถือเป็นข่าวดี ทำให้มีทางเลือกเพิ่มขึ้น"

          แหล่งข่าวจากบริษัทมีเดียเอเยนซี่ฯ กล่าวต่อไปว่า ในช่วงแรกบริษัท หรือองค์กรธุรกิจชั้นนำ ที่จะซื้อเวลาโฆษณาเชิงภาพลักษณ์ คงมีไม่มากนัก ผู้ร่วมผลิตคงได้งบโฆษณาของหน่วยงานรัฐเข้ามาอุดหนุน เช่นเดียวกับที่รัฐบาลทักษิณ เคยให้การสนับสนุนช่องโมเดิร์นไนน์ทีวี

          อนึ่ง เมื่อนายจักรภพ ประกาศว่า ขานรับแนวคิดนายกฯสมัคร ที่จะปรับปรุงช่อง 11 ให้ทันสมัย  โดยจะปรับปรุงทั้งภายในและภายนอก รวมถึงยอมรับมีแผนดึงคนนอกเข้ามาร่วมผลิต ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาว่า คนข่าวไอทีวี พีทีวี และกลุ่มนปก. เข้ายึดผังรายการใหม่ช่อง 11 ทุกช่วงข่าว ภายหลังเห็นร่องรอยการเตรียมตัวของกลุ่มคนดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นคนไอทีวี ที่รวมตัวกันเป็นชมรมเพื่อนไอทีวี ซึ่งมาลงขันเปิดบริษัท ไอเอ็นซีฯ หรืออินดิเพนเดนท์ นิวส์ เซ็นเตอร์ และ จอม เพ็ชรประดับ เปิดบริษัท ตัวจริง ชัดเจน ครีเอชั่นฯ หรือ อลงกรณ์ เหมือนดาว ที่เปิดบริษัท ถอดรหัส ย้อนรอยฯ ขึ้นมา โดยทุกบริษัทประกาศตัวเป็นผู้ผลิตรายการนำเสนอให้ทุกช่อง ไม่จำกัดเฉพาะช่อง 11

http://www.thannews.th.com/detialNews.php?id=T0123074&issue=2307
80  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / แฉยุค‘เสรีพิศุทธ์’ ย้ายตำรวจผิดกฏหมาย 7,241 ราย เมื่อ: 23 มีนาคม 2008, 18:17:57
ไทยอินไซดเดอร์ เปิดผลสอบฟัน‘เสรีพิศุทธ์’ แต่งตั้ง 7,241 ตำรวจผิดกฏหมายหลายมาตรา โดยอ้างการปรับโครงสร้าง ทั้งที่กฏหมายแบ่งส่วนราชการกรมตำรวจยังไม่เรียนร้อย  ชงบอร์ด ก.ตร.‘เยียวยา’ ช่วยนายตำรวจที่เคว้ง!   
 
            เวปไซด์ ไทยอินไซเดอร์ (www.thaiinsider.com) เปิดข่าวสุดฮือฮา ผลสอบ ‘เสรีพิศุทธ์’ กรณีย้ายตำรวจ 26 คำสั่ง 7,214 ตำแหน่ง ผิดกฏหมายชัดเจน โดยรายงานการพาดหัวข่าวว่า 'ผลสอบฟัน‘เสรีพิศุทธ์’ แต่งตั้ง 7,241ตร. ‘มิชอบ’  ชงบอร์ดก.ตร.‘เยียวยา’ ช่วยนายตำรวจที่เคว้ง! '

           โดยมีเนื้อหาระบุว่า เปิดผลสอบ “เสรีพิศุทธ์” ตั้งข้าราชการตำรวจ 7,241 ราย รวม 26 คำสั่ง “มิชอบด้วยกฎหมาย” เหตุยังไม่มีการแก้ไขกฎกระทรวง -ยังไม่ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ทำให้ไม่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย แถม “ผบ.ตร.” ยังใช้อำนาจ แต่งตั้งเกินขอบเขตที่ ก.ตร.ให้ไว้ ทั้งยังไม่ได้รายงานให้ ก.ตร. ทราบหลังออกคำสั่งไปแล้ว เตรียมชง “บอร์ด ก.ตร.” ชุด “หมัก” ชี้ขาด เพื่อเยียวยานายตำรวจที่เคว้งต่อไป

           กรณีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีคำสั่ง ตร. ที่ 176/2551 ลงวันที่ 6 มี.ค. 2551 ให้ตั้งคณะทำงานตรวจสอบและแก้ไขปัญหา การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ที่มีพล.ต.ท.สุวัฒน์ จันทรอิทธิกุล ผู้บัญชาการสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ผบช.สทส.) เป็นหัวหน้าคณะทำงาน เพื่อตรวจสอบคำสั่งแต่งตั้ง โยกย้าย ข้าราชการตำรวจในสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) กองบัญชาการตำรวจสันติบาล (บช.ส.) และจเรตำรวจ ที่มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2551 รวม 26 คำสั่ง ที่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผบ.ตร. ช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ออกคำสั่งดังกล่าว และถูกร้องเรียนว่า คำสั่งดังกล่าว อาจมิชอบหรือไม่ถูกต้องตามหลักของกฎหมาย ทำให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่ เพราะไม่มีกฎระเบียบออกมารองรับอย่างถูกต้องนั้น

          ปรากฏว่า ผลการสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวของคณะทำงานฯชุดนี้ สรุปสาระสำคัญว่า

          พิจารณาประเด็น “ตำแหน่งที่แต่งตั้งในคำสั่ง” เป็นตำแหน่งที่ถูกต้อง ครบถ้วนตามระเบียบหรือไม่

          1.คำสั่งทั้ง 26 คำสั่ง ซึ่งมีการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจมากถึง 7,241 รายนั้น ยังไม่มีการแก้ไขกฎกระทรวง แบ่งส่วนราชการฯ ของ บก.ป., บก.ปดส., บก.ปศท., บก.ปทส., บก.ทล. และ บก.ทท. การแบ่งส่วนราชการของหน่วยงานดังกล่าวข้างต้น ยังคงเป็นไปตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการฯเดิม และตำแหน่งฝ่ายปฏิบัติการ 1-10 ของ บก.ป., บก.ปดส., บก.ทล. และ บก.ทท. และตำแหน่งฝ่ายปฏิบัติการ 1-5 ของ บก.ปศท. และ บก.ปทส. ที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงของส่วนราชการนั้น ยังไม่มีผลตามกฎหมาย จนกว่าจะมีการแก้ไขกฎกระทรวงและประกาศในราชกิจจานุเบกษา

          2.กรณี บก.ท. นั้น ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการฯ กำหนดให้ บก.ท. ประกอบด้วย 3 กก. และมีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง กฎหมายว่าด้วยภาพยนตร์ กฎหมายว่าด้วยโรงรับจำนำ กฎหมายว่าด้วยโรงแรม การพนัน การควบคุมการเรี่ยไร การควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ และกฎหมายอื่นที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ ตร. แต่จากการอนุมัติกำหนดตำแหน่งดังกล่าวข้างต้น ตร.ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ให้ บก.ท. รับผิดชอบในการรักษาความสงบเรียบร้อย ป้องกันปราบปรามอาชญากรรม สืบสวนสอบสวนคดีที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมผู้บริโภคเขตพื้นที่ โดยแบ่งออกเป็น 4 ฝ่ายปฏิบัติการ ซึ่งการกำหนดอำนาจหน้าที่ในระดับ บก.นั้น พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 10 กำหนดไว้ให้ออกเป็นกฎกระทรวง รวมทั้งต้องประกาศกำหนดหน่วยงานและเขตอำนาจความรับผิดชอบหรือเขตพื้นที่ปกครองส่วนราชการ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ตาม ป.วิอาญา ดังนั้น หากยังไม่มีการแก้ไขกฎกระทรวงและประกาศในราชกิจจานุเบกษา เรื่องการแบ่งส่วนราชการและอำนาจหน้าที่ของ บก.ท. ตำแหน่งต่างๆ ในฝ่ายปฏิบัติการ 1-4 ของ บก.ท. จึงยังไม่มีผลตามกฎหมาย

             3.สำหรับตำแหน่งฝ่ายปฏิบัติการข่าว 1-10 ของ ส. เป็นตำแหน่งที่กำหนดขึ้นใหม่ โดยยังไม่มีการแก้ไขกฎกระทรวงและประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงเป็นตำแหน่งที่ไม่มีผลตามกฎหมาย เช่นเดียวกับตำแหน่งใน บก.ของบช.ก.ดังกล่าว

            4.ส่วนตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประจำชุดปฏิบัติการของ จต. เป็นการกำหนดตำแหน่งประจำ จต. ซึ่งเป็นส่วนราชการที่มีอยู่เดิมใน พ.ร.ฎ.ฯ มิใช่การกำหนดตำแหน่งให้กับส่วนราชการที่เกิดขึ้นใหม่ใน จต. กรณีการกำหนดตำแหน่งใน จต. จึงแตกต่างกับการกำหนดตำแหน่งใน บช.ก. และ ส. ทำให้การกำหนดตำแหน่งใน จต.มีผลตามกฎหมาย

           พิจารณาประเด็น “ผู้มีอำนาจแต่งตั้ง ดำเนินการถูกต้องตามระเบียบกฎหมายหรือไม่”

           1.ตามพ.ร.บ.แห่งชาติ พ.ศ.2547 การแต่งตั้งตำรวจให้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ ผกก.ลงไป มาตรา 54 ได้กำหนดให้เป็นอำนาจของ ผบช. หรือตำแหน่งเทียบเท่า ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการในระดับ บช.นั้นๆ เป็นผู้สั่งแต่งตั้ง และการแต่งตั้งข้ามส่วนราชการ มาตรา 55 กำหนดให้ ผบช. หรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการทั้งสองแห่งตกลงกัน และให้ ผบช. ของหน่วยที่จะแต่งตั้งไปนั้น เป็นผู้สั่งแต่งตั้ง และหลักเกณฑ์วิธีการที่จะใช้ในการแต่งตั้งนั้น มาตรา 59 ได้กำหนดไว้ให้เป็นไปตามคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง เว้นแต่ได้รับอนุมัติจาก ก.ตร. และมาตรา 32 และ 57 กำหนดให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดไว้ในกฎ ก.ตร. ในกรณีที่ ผบ.ตร. จะเป็นผู้ใช้อำนาจสั่งแต่งตั้งได้นั้น มาตรา 56 ได้กำหนดให้ทำได้ในกรณี “ในกรณีที่ ผบ.ตร. เห็นว่า การใช้อำนาจในการแต่งตั้งของผู้บัญชาการไม่เป็นธรรม หรือมีกรณีไม่ชอบด้วยหลักเกณฑ์ หรือวิธีการที่ ก.ตร. กำหนดตามมาตรา 57 หรือมีกรณีที่จะต้องดำเนินการทางวินัยและมีความจำเป็นต้องให้ข้าราชการตำรวจ ซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่มาตรา 44(5) ลงมาให้พ้นจากพื้นที่หรือหน้าที่ หรือมีเหตุพิเศษตามที่ ก.ตร. กำหนดให้ ผบ.ตร. มีอำนาจสั่งแต่งตั้งสั่งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา 44(5) ลงมาได้ตามควรแก่กรณี” ซึ่งมีลักษณะเป็นการควบคุมกำกับดูแลการใช้อำนาจของ ผบช.ต่างๆ ที่จะทำให้เกิดความเสียหายหรือไม่เป็นธรรม หรือเป็นเหตุพิเศษต่างๆ ที่จำเป็นต้องให้ ผบ.ตร. เป็นผู้ใช้อำนาจแต่งตั้ง

           2.การแต่งตั้งข้าราชการ ตามคำสั่งที่มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2551 เป็นต้นไป รวม 26 คำสั่ง จำนวน 7,241 รายนั้น เป็นการแต่งตั้งลงในตำแหน่งตั้งแต่ ผกก.ลงไป บางรายแต่งตั้งลงใน บช.เดิม บางรายแต่งตั้งข้ามส่วนราชการและ ผบ.ตร. เป็นผู้สั่งแต่งตั้ง ตามมาตรา 56 โดยอาศัย “เหตุพิเศษตามที่ ก.ตร.กำหนด” ตามมติ ก.ตร. ครั้งที่ 15/2550 เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2550 ซึ่งเมื่อได้ตรวจสอบ มติ ก.ตร.ดังกล่าวซึ่งกำหนดไว้ว่า “ให้การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจดำรงตำแหน่งที่กำหนดขึ้นในครั้งนี้และที่เกี่ยวพันกัน รวมทั้งการคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจดำรงตำแหน่งที่จะได้รับการกำหนดขึ้นใหม่ในโอกาสต่อไป เป็นเหตุพิเศษที่ ก.ตร. กำหนดตามมาตรา 56 แห่งพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547”

          เหตุพิเศษที่ ก.ตร. กำหนดตามมาตรา 56 มีลักษณะเป็นการกำกับดูแล บช.ต่างๆ หรือเป็นข้อยกเว้นการใช้อำนาจของ ผบช. ที่กำหนดไว้ในกฎหมาย การนำไปใช้ต้องมีลักษณะพิเศษเฉพาะรายตัวคน หรือรายกรณีเท่าที่ ก.ตร.เองจะมีอำนาจหน้าที่กำหนดให้ไว้ได้เท่านั้น มิอาจนำไปตีความใช้ลักษณะกว้างขวางโดยไม่มีเงื่อนเวลาและถือเป็นการต่อเนื่องไม่รู้จบ จนทำให้อำนาจของ ผบช.ที่กำหนดไว้โดยกฎหมาย (มาตรา 55 และ 56) หมดไป

           ข้อความที่ว่า “และที่เกี่ยวพันกัน” และ “ตำแหน่งที่จะได้รับการกำหนดขึ้นใหม่ในโอกาสต่อไป” ตามมติ ก.ตร.ดังกล่าว พิจารณาได้แต่เพียงว่า เป็นตำแหน่งที่เกี่ยวพันกับสถานีตำรวจ หรือตำแหน่งที่เกิดขึ้นใหม่ในสถานีตำรวจที่มีวัตถุประสงค์โดยตรงมาจากการปรับปรุงสถานีตำรวจ เมื่อครั้งที่ ก.ตร.มีมติในการประชุมครั้งที่ 15/2550 เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2550 กำหนดตำแหน่งให้สถานีตำรวจดังกล่าวเท่านั้น ดังนั้นการแต่งตั้งของ ผบ.ตร. ตามคำสั่งที่มีผลตั้งแต่ 1 ก.พ. 2551 รวม 26 คำสั่ง จึงเป็นการแต่งตั้งโดยไม่ชอบ ไม่มีผลใช้บังคับ อีกทั้งเมื่อออกคำสั่งแล้ว ก็ยังมิได้มีการรายงานให้ ก.ตร.ทราบ กรณีดังกล่าวจำเป็นต้องดำเนินการเยียวยาแก้ไข เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ ตร.อีกต่อไป

          ข้อเสนอแนะ

          คณะทำงานฯพิจารณาแล้วเห็นว่า การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจตามคำสั่งดังกล่าวในสังกัดของ บช.ก. และ ส. เป็นการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งที่ยังดำเนินการไม่เสร็จสิ้น ครบถ้วนตามขั้นตอนและวิธีการตามกฎหมาย (ยังไม่มีการแก้ไขกฎกระทรวงฯ และประกาศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่องการกำหนดหน่วยงานและเขตอำนาจการรับผิดชอบหรือเขตพื้นที่ปกครอง ซึ่งต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงเป็นผลทำให้ตำแหน่งดังกล่าวไม่มีอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมาย) และยังเป็นการใช้อำนาจแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ตามมาตรา 56 แห่งพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ซึ่งในบางตำหน่งเป็นการแต่งตั้งข้าราชการที่เกินกว่าเหตุพิเศษที่ ก.ตร. กำหนด ตามมติ ก.ตร. ครั้งที่ 15/2550 เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2550 ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้เมื่อผู้มีอำนาจแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว จึงทำให้การแต่งตั้งข้าราชการในสังกัด บช.ก. และ ส. และในบางตำแหน่งของ จต. ที่เกินกว่าเหตุพิเศษที่ ก.ตร. กำหนด ไม่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย

           แต่เนื่องจากการแต่งตั้งข้าราชการนั้น เกี่ยวพันกับข้าราชการตำรวจเป็นจำนวนมาก เพื่อให้เกิดความชัดเจนและรัดกุมในการดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย จึงเห็นควรนำเสนอให้ ก.ตร. เพื่อโปรดพิจารณาดังนั้

          1.การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจดังกล่าวนี้ สามารถดำเนินการได้หรือไม่ และตำแหน่งดังกล่าวจะมีผลตามกฎหมายหรือไม่

          2.ตามที่ ผบ.ตร. แต่งตั้งข้าราชการตำรวจดังกล่าว เป็นการแต่งตั้งที่เกินกว่าขอบเขตที่ ก.ตร. อนุมัติไว้ตาม มติ ก.ตร. ครั้งที่ 15/2550 เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2550 หรือไม่ หากเห็นว่าเกินกว่าขอบเขตที่ ก.ตร.อนุมัติไว้ ให้ ตร. รวบรวมรายละเอียดเสนอ ก.ตร. (ที่มีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน) พิจารณาในโอกาสต่อไป

ติดตามดูเอกสารหลักฐานทั้งหมดได้ที่  http://thaiinsider.info/portal/content/view/7170/59/

(http://www.prachatouch.com/content.php?id=3438)
81  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / เข้าสู่ยุคการเมืองไม่สร้างสรรค์ เมื่อ: 23 มีนาคม 2008, 14:29:17
• รู้สึกเหมือนการเมืองกำลังเข้าสู่ยุคของการ ไล่ล่าตามล้างตามผลาญ กันอย่าง บ้าคลั่งไร้สติ ประชาชนก็เลยหนีไม่พ้นต้องตกอยู่ในภาวะ สงครามการเมือง ได้รับผลกระทบไปเต็มๆ เพราะแทนที่ ผู้มีอำนาจ ทั้งที่ มองเห็น และ มองไม่เห็น จะใช้การเมืองอย่างสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง กลับเอาการเมืองมา ไล่ล่าล้างแค้น กันวุ่นวาย โกลาหล ถ่วงความเจริญของบ้านเมืองไปซะฉิบ!!!

• ข้อสำคัญ ในช่วงของการยึดอำนาจ เพื่อปฏิรูปการเมืองไปตามความต้องการของผู้ที่อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติ บรรดานักกฎหมายสติเฟื่อง ได้รวมหัวกันคิดค้นกฎกติกา แปลกประหลาด ขึ้นมาหลายเรื่อง แถมยัง ยัดเยียด แกมบังคับให้สังคมไทยต้องนำมาปฏิบัติ ทั้งที่กติกาเหล่านั้น สวนทางกับความเป็น จริงโดยสิ้นเชิง!!!

• ยกตัวอย่างเรื่องการ ยุบพรรค ที่ไปเขียนล็อกเอาไว้ว่า ถ้ากรรมการบริหารคนหนึ่งคนใดทำผิด ให้ถือว่า คณะกรรมการทั้งหมดทำผิด ต้องเสนอ ยุบพรรค แต่ผลปรากฏว่า ในการสอบสวนข้อเท็จจริง กรรมการบริหารคนที่ไปทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง กระทำไปโดย พลการ กรรมการคนอื่นไม่ได้รู้เห็น แต่ต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย นี่น่ะหรือ กฎกติกาที่อ้างว่ามีความยุติธรรม ฮ่วย!!!

• “เห่าไฟ” อยากให้ลองคิดดูง่ายๆว่า ถ้านำกฎกติกาเยี่ยงนี้ไปบังคับ กับทุกองค์กรในสังคมไทย บ้านเมืองจะไม่วุ่นวายโกลาหลหรอกหรือ ยกตัวอย่าง กรรมการบริษัทคนใดคนหนึ่งทำผิดกฎหมาย ต้องยุบบริษัททิ้งไปเลย หรือหากปลัดกระทรวงใดทำผิดกฎหมายก็ต้อง ยุบกระทรวงทิ้งไปเลย ถามว่า จะเอากันแบบนี้ใช่หรือไม่ ถ้าตอบว่า ไม่ เพราะจะใช้กติกานี้กับ พรรคการเมือง เท่านั้น องค์กรอื่นไม่เกี่ยว ก็แสดงว่ามีการ เลือกปฏิบัติ ชัดเจน แล้วอย่างนี้จะเป็นกฎที่มี ความเป็นธรรม ได้อย่างไรกัน!!!............

•“เห่าไฟ” ว่า ทางที่ดี พรรคการเมืองทั้งหมด ต้องร่วมกันฝืนชะตากรรมที่คนอื่นเป็นผู้กำหนด โดยผนึกกำลังกัน กำหนดชะตากรรม ให้ตัวเองเสียที เมื่อกฎกติกาไม่เป็นธรรม ก็แก้ไขใหม่ให้เป็นธรรมก็สิ้นเรื่อง เลิกตีโพยตีพายด่าทอลมๆ แล้งๆ ไร้ประโยชน์เสียที โดยเฉพาะข้อเสนอยุบสภาหนียุบพรรค ถือว่า ตื่นตูมเกินเหตุ หากทำเช่นนั้น ปัญหาจะบานปลายไม่หยุด และไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่ ต้นเหตุ อีกด้วย!!!

• ตอนนี้ “เห่าไฟ” สงสารประชาชนมากที่สุด เพราะพวกเขากำลังเผชิญหน้ากับปัญหาเศรษฐกิจ ที่ผันผวนรุนแรง แทนที่ผู้เกี่ยวข้องกับการเมือง ทั้งที่ มองเห็น และ มองไม่เห็น จะเลิก ทุบถอง ปัดแข้งปัดขากันชั่วคราว กลับทำตัวยิ่งว่าเหมือนยิ่งยุ ทุบถองกันหนักมือขึ้นกว่าเดิม ก็ไหนอ้างนักอ้างหนาว่า จะอุทิศชีพเพื่อ ประเทศชาติ และ ประชาชน ยังไงเล่า ตอนนี้ประชาชนขอให้ เลิกฟัดกันชั่วคราว ก็ให้ไม่ได้ใช่ไหม หรือต้องรอให้ประชาชนนับล้านอดตายตรงหน้าก่อนค่อยเลิกรา ถ้าให้ถึงตอนนั้น ก็สายเกินไปแล้ว!!!

• ยิ่งทำงานก็ยิ่ง โดดเด่น มากขึ้นเรื่อยๆ หมอเลี้ยบ สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯ และ รมว.คลัง เสนอให้รัฐบาลเป็น ตัวตั้งตัวตี แก้ไขกฎกติกา ห่วยแตก ที่พวกนักกฎหมายสติเฟื่องเขียนเอาไว้แบบ ฝืนความเป็นจริง โดยเฉพาะเรื่อง ยุบพรรคแบบเหมารวม เหตุผลก็เพราะกติกาเหล่านี้จะทำให้ นักลงทุนต่างชาติ ไม่เชื่อมั่น เป็นอุปสรรคต่อการกอบกู้เศรษฐกิจ และหากเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า ก็จะกระทบต่อ ปัญหาปากท้อง ของประชาชนไปในตัว!!!............

• ตอนนี้ถือว่า พรรคพลังประชาชน มีคลื่นลูกใหม่ อย่าง หมอเลี้ยบ มาคอยขับเคลื่อนรับช่วงต่อจาก สมัคร สุนทรเวช ในอีก 4 ปี ข้างหน้าแล้ว บรรดาประชาชนชาวรากหญ้าผู้น่าสงสารทั้งหลาย น่าจะเบาใจได้ เพราะโครงการที่เกี่ยวข้องกับรากหญ้า หมอเลี้ยบ เป็นคนผลักดันเองทั้งหมด ฉะนั้น ความหวังที่ตั้งเอาไว้ว่า ต้องมี อัศวินขี่ม้าขาวคนแล้วคนเล่า มาช่วยเหลือ ชาวชนบท ให้พ้นจากความทุกข์ยากนั้น ไม่ใช่เรื่อง เพ้อฝัน แต่เป็น เรื่องจริง!!!

• “เห่าไฟ” ก็จะขอ ยืนหยัด อยู่เคียงข้างชาวรากหญ้า ไปตลอดเช่นกัน จนกว่าประชาชนชาวชนบท จะกลายเป็น คนที่มีความรู้ สามารถเข้าถึง เทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อนำมาพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมให้กลายเป็น ระบบฟาร์ม ที่ได้มาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งสามารถวางแผนการตลาดต่อรองราคาผลผลิต ได้อย่างเหนือชั้นมากขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวรากหญ้าจะต้องดีขึ้นกว่านี้ และนี่ก็คือเหตุผลที่ว่า ทำไมชาวรากหญ้าจึงต้องรักษารัฐบาลของชาวรากหญ้า เอาไว้ให้ดี!!

• ส่วนวิธีตรวจสอบว่า รัฐบาลใดเป็นรัฐบาลของชาวรากหญ้าอย่างแท้จริง ก็ต้องดูว่า รัฐบาลนั้นได้ทำตาม คำมั่นสัญญา ที่ให้ไว้หรือไม่ ยกตัวอย่าง การผันน้ำจากแม่น้ำโขงมาทำให้อีสานเขียว ถ้าสิ้นรัฐบาลชุดนี้แล้วยังไม่เห็นอะไรเป็นรูปธรรม ก็โบกมือลากันได้เลย!!!

• สะกิดเตือนกันเอาไว้ตรงนี้ หลังจากรัฐบาลเอาจริงเอาจังกับการโยกย้ายข้าราชการทั้ง ทหาร ตำรวจ เพื่อรักษาฐานอำนาจของตัวเอง จริงๆ แล้วแม้จะเป็นอำนาจของรัฐบาล แต่ก็ขอให้ทำอย่าง พอเพียง เพราะฐานอำนาจที่แท้จริงของรัฐบาล ไม่ได้อยู่ที่ ข้าราชการ แต่อยู่ที่ ประชาชน ยังจำได้หรือไม่ วันที่อำนาจล้นมือแล้วถูกปฏิวัติ ข้าราชการคนไหนช่วยได้บ้าง มีก็แต่ประชาชนเท่านั้นที่ช่วยได้ ฉะนั้น อย่าเหลิงอำนาจจนทำให้คะแนนนิยมหดหายไปเด็ดขาด!!!

http://www.thairath.co.th/society.php?content=83375
82  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / สมัคร ฉะ หน้าแหลมฟันดำ โผล่วิจารณ์แนวคิดแก้ รธน. เมื่อ: 23 มีนาคม 2008, 14:03:13
          นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” วันนี้ (23 มี.ค.) ซึ่งออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ถึงการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 เรื่องการยุบพรรค ว่า มีที่ปรึกษาพรรคการเมืองบางพรรค พูดจาไม่เห็นด้วย ตนอยากบอกว่า ไม่โดนกับตัวเองไม่รู้ คนที่โดนถึงจะรู้ว่าเจ็บแสบอย่างไร ที่ทำกันมามีเจตนาอย่างไร เกลียดชังคนนี้ ออกรัฐธรรมนูญเขียนทุกอย่างเพื่อให้คนนี้ตายกันไป

           “คนไม่เดือดร้อนเองไม่รู้ ผมบอกเลยว่า ผมต้นทุนต่ำ จะฟาดฟันอย่างไรก็เอามาแล้วกัน หน้าแหลมฟันดำโผล่ออกมาเลย หาว่า เอาชาติ อ้างชาติเป็นประกัน ทั้งที่ผมต้องทำงาน แทบตาย กว่าจะตั้งรัฐบาลได้” นายสมัคร กล่าว และว่า นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง จะไปเจรจาก็ไปไม่ได้ เพราะพรรคจะถูกยุบไม่ถูกยุบ ฝรั่งถามว่า ตกลงจะยุบไม่ยุบ มีคนข้องใจ เกิดการปั่นป่วนกันอีก

          นายสมัคร กล่าวว่า อยากแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมด ยกเว้นหมวด 1 ที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ที่ต้องเก็บไว้  เพราะไม่มีอะไรเสียหาย ทุกอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ ต้องการความรวดเร็ว จึงจะแก้ในประเด็นที่เป็นปัญหาก่อน การแก้รัฐธรรมนูญ ตนอยากให้มีการลงประชามติกันว่า จะแก้หรือไม่แก้ แต่ต้องใช้งบประมาณ 2,000 ล้านบาท มองว่าเป็นการเสียของ 2,000 ล้านบาท ถือว่า เกินเหตุ

           ส่วนการนัดชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย วันที่ 28 มี.ค.นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนได้เตือนส.ส.ของพรรคพลังประชาชนว่า อย่าออกไปชุมนุม ไม่ต้องไปต่อต้าน ให้แสดงไปข้างเดียว คนของพรรคการเมืองไปร่วม หัวหน้าพรรครับรองแล้วเป็นสิทธิของเขา  ส่วนของตนบอก ไม่ โดยเฉพาะ ส.ส.สมุทรปราการ อย่าออกไปเป็นเหยื่อ เป็นเครื่องมือ ไม่ได้หน้าตาอะไรขึ้นมา

http://www.thairath.co.th/online.php?section=newsthairathonline&content=83446
83  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / “ตัวจริงชัดเจน” ผงาด ช่อง11 สมัคร แขกรับเชิญคนแรก เมื่อ: 23 มีนาคม 2008, 13:59:55
          นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” วันนี้ (23 มี.ค.) ถึงการปฏิรูปสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 ว่า  ในพรุ่งนี้ (24 มี.ค.)  จะเปิดตัวสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 รูปแบบใหม่ และวันที่ 1 เม.ย. รายการตัวจริงชัดเจน  จะมาออกอากาศทางช่อง 11 ตนจะรับเชิญเป็นแขกคนแรกในรายการนี้ สัญญา คือ ให้เป็นตัวของตัวเอง เหมือนที่อยู่สถานีทีไอทีวี  ตรงไปตรงมา วิพากษ์วิจารณ์ได้เหมือนเคย และไม่ต้องมาประจบประแจงรัฐบาล

           “เราเคยเห็นคนพวกนี้ จะเอามาปรับปรุงช่อง 11 ทำถูกต้องตามกฎหมาย มีผู้สนับสนุน ไม่มีโฆษณา อยากเทียบเคียงให้ดูกับช่องสาธารณะ ที่ยึดเอาไป ของเขาดี ๆ ทำมาหากินดี ๆ เป็นกลาง ไว้วางใจได้ กลับถูกมองว่า เป็นช่องของอดีตนายกรัฐมนตรี ไป ๆ มา ๆ ยึด อยู่ดี ๆ เอาเงินหลวงไปใส่ ”  นายกรัฐมนตรี กล่าว และว่า ผู้คนในบ้านเมืองจะได้มีความสุข ได้ฟังข่าว ทันเหตุการณ์ อย่างเช่น รายการฮอตนิวส์  และที่ชัดเจนได้ทีมงานที่ทำงานเก่ง ๆ จะเอามาทำงานช่องนี้  นี่คือความเปลี่ยนแปลง

http://www.thairath.co.th/online.php?section=newsthairathonline&content=83450
84  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / สมัคร คำราม เกมยุบพรรคทำลายประเทศไทย ลั่น'จะเอาให้ตายโดยไม่เห็นแก่ประเทศชาติ' เมื่อ: 22 มีนาคม 2008, 09:38:16
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ระบุ หากมีการยุบพรรคพลังประชาชน(พปช.),พรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย เปรียบเสมือนทำลายประเทศไทยพร้อมขอความเป็นธรรมจากสังคม

"ผมพาดหัวให้เลย ไปเขียนเลยว่าสมัครพูดว่า ฆ่าสามพรรคก็คือฆ่าประเทศไทย...คนจะทำอะไรขอให้คิดถึงบ้านเมือง เอาพรรคการเมืองให้ตาย แสดงว่าจะเอาบ้านเมืองให้ตายกันเลยหรือคนที่ต้องการทำลายสามพรรค คือการทำลาย การฆ่าชาติ" นายสมัคร กล่าว

เขากล่าวถึงเรื่องนี้ หลังวานนี้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งรับพิจารณาคำร้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กรณีมีมติให้ใบแดง นายยงยุทธ ติยะไพรัชประธานสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) แบบสัดส่วนจาก พปช.

นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่หนึ่งในคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ระบุว่าอาจจะต้องส่งเรื่องให้อัยการเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อตัดสินกรณีพรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตยเข้าข่ายถูกยุบพรรคหรือไม่ ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดในกฎหมายรัฐธรรมนูญและพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) มาตรา103 วรรค 2

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ขณะนี้ประเทศไทยผ่านพ้นการปฏิวัติมาแล้วมีการเลือกตั้งและมีรัฐบาลแล้ว แต่ก็มีความพยายามที่จะทำลายพรรคพลังประชาชน

"ที่ต้องแสดงความคิดเห็นแบบนี้ เพราะมันน่าเจ็บใจ เดินมาถึงตรงนี้ก็แทบตายแต่ก็จะมาทำกันให้ตายกันอีก ขอเรียกร้องความเป็นธรรมจากสังคม เพราะผมกำลังทำงานให้บ้านเมืองนี้อยู่" นายสมัคร กล่าว

"ผมท้อใจ เพราะผมไปคุยกับ 4 หัวหน้าประเทศและจะไปพบหัวหน้าอีก 5 ประเทศเขาแสดงความยินดีที่ไทยมีรัฐบาล หลังจากนี้ผมจะไปเอเชีย ยุโรป อเมริกา รัสเซียผมขอโอกาสทำหน้าที่ให้บ้านเมือง"นายกรัฐมนตรี กล่าว

"ผมไม่ถาม คนทำงานมาด้วยกัน ไปกินข้าวด้วยกัน ไม่เสียหาย ผมไม่ฟื้นฝอยหาตะเข็บอยากให้ทุกอย่างเดินไปข้างหน้า ขนาดผมเป็นนักการเมือง แต่ก็ยังไม่ฟื้นฝอยหาตะเข็บ คนที่ถือกฎหมายอยู่ขอให้คิดถึงเรื่องนี้กันบ้าง"นายกรัฐมนตรี กล่าว

http://www.prachatouch.com/content.php?id=3412
85  หมวดหลัก / แจ้งข่าวประชาสัมพันธ์ และ ประกาศต่างๆ / ฉนวน ทูอินวัน เมื่อ: 22 มีนาคม 2008, 08:27:18
อยากจะได้เป็นเจ้าของบ้านอนุรักษ์พลังงาน “แม่ทองต่อ” ย้ำนักย้ำหนา ต้องหาวิธีหยุดความร้อนจากหลังคาที่จะแทรกซึมเข้าบ้านให้ได้

วิธีที่ได้ผลมากที่สุด ต้องมีระบบป้องกันความร้อน 2 ชั้น

1. ติดตั้งแผ่นสะท้อนความร้อนใต้กระเบื้องมุงหลังคา
2. ติดตั้งฉนวนป้องกัน ความร้อนไว้บนฝ้าเพดาน

แต่วิธีนี้ออกจะล้าสมัยไปแล้วสำหรับปัจจุบัน เพราะทำให้ เราต้องเสียค่าใช้จ่าย เสียค่าแรงในการติดตั้งถึง 2 ครั้ง

วันนี้นวัตกรรมวัสดุก่อสร้างป้องกันความร้อนให้ กับบ้าน ได้พัฒนาไปอีกขั้นหนึ่งแล้วค่ะ

ยักษ์ใหญ่ “เครือซิเมนต์ไทย” ได้เอาแผ่นสะท้อนความร้อนและฉนวนใยแก้วสีเขียว หนา 3 นิ้ว มารวมกันเป็นหนึ่งเดียว แบบทูอินวัน  เรียกว่า...อัลตร้าคูล

ติดตั้งเพียงครั้งเดียว แบบเดียวกับติดตั้งแผ่นสะท้อนความร้อน ปูทับลงไปบนแปหลังคาเท่านั้นเอง

แต่ได้ระบบป้องกันความร้อน 2 ชั้น...ที่ช่วยให้บ้านเย็นได้ไม่ต่างกัน

แถมยังประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 25%

ก็การติดตั้งแบบเก่า ติดตั้ง 2 ชั้น 2 ครั้ง...ติดตั้งแผ่นสะท้อนความร้อน ค่าวัสดุ+ค่าแรง ตกประมาณ 90 บาทต่อตารางเมตร...ติดตั้งฉนวนใยแก้วสีเขียว หนา 3 นิ้ว ค่าวัสดุ+ ค่าแรง ตกตารางเมตรละ 175 บาท

รวมแล้วตารางเมตรละ 265 บาท

ติดตั้งอัลตร้าคูล ค่าวัสดุ+ค่าแรงตารางเมตรละ 200 บาท

ถูกกว่าตารางเมตรละ 65 บาท แต่ระบบป้องกันความร้อนจากหลังคาแบบทูอินวันของอัลตร้าคูล มีข้อด้อยตรง...

ใช้ได้กับบ้านที่กำลังสร้างใหม่ และบ้านที่หลังคามุงด้วยกระเบื้องคอนกรีต กระเบื้องเซรามิกเท่านั้น

กระเบื้องอย่างอื่น ต้องใช้วิธีเก่า...ติดตั้ง 2 ครั้งค่ะ.


http://www.thairath.co.th/news.php?section=agriculture07&content=83251
86  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ตั้งงบกว่า 12,000 ล้าน ลุยแจก คอมฯ เมื่อ: 22 มีนาคม 2008, 07:53:56
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่า ได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบถึงผลการประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบการศึกษาและการเรียนรู้  ซึ่งเห็นชอบให้เพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานต่อคนต่อปี ตามเพดานที่ ศธ.เสนอ ดังนี้ ก่อนประถม 1,700 บาท ประถม 1,900 บาท ม.ต้น 3,500 บาท และ ม.ปลาย 3,800 บาท โดยจะเริ่มใช้ตั้งแต่ภาคเรียนที่  1/2551 

นอกจากนี้ได้พิจารณาโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาผ่านระบบสารสนเทศ โดยแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ

1. จัดคอมพิวเตอร์ให้กับโรงเรียน
2. จัดแล็ปท็อปให้กับนักเรียน โดยยึดหลักการให้ยืมแล็ปท็อปกลับบ้าน และ
3. จัดการเรียนการสอนด้วยการสื่อสารทางไกล โดยสอนผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครู 

ด้านนายวัฒนา เซ่งไพเราะ โฆษก ศธ. กล่าวว่า ตั้งเป้าหมายว่าในปี 2554 โรงเรียนทุกโรงจะมีคอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอน สามารถเชื่อมโยงระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ปัจจุบันโรงเรียนทั่วประเทศมีคอมพิวเตอร์ 186,868 เครื่อง คิดเป็นอัตราส่วนคอมพิวเตอร์ 1 เครื่องต่อนักเรียน 46 คน ยังขาดแคลนคอมพิวเตอร์อีก 249,521 เครื่อง ในโรงเรียน 16,999 แห่ง ที่จำเป็นต้องเร่งจัดหาคอมพิวเตอร์ให้ โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้น 12,406 ล้านบาท เป็นงบฯผูกพันปีงบ 2551-2554

คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ศธ.ยังได้เสนอ ครม.ขอรับเงินช่วยเหลือค่าใช้จ่ายส่วนตัวเพิ่มอีก 4,500 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าหนังสือเรียน 2,723 ล้านบาท และค่าเครื่องแบบนักเรียน ค่าเครื่องเขียน 1,777 ล้านบาท รวมทั้งเงินปัจจัยพื้นฐาน จำนวน 2,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสในสัดส่วนร้อยละ 40 ของนักเรียนทั้งหมด และเร่งรัดบรรจุครูที่ได้รับอัตราคืนจำนวน 4,263 อัตรา จากการเกษียณอายุราชการปี 2550 ให้ทันก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551. 

http://www.thairath.co.th/news.php?section=education&content=83316
87  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / เงินกู้เรียนปี 51ใช้ กรอ. คู่ขนาน กยศ. เมื่อ: 22 มีนาคม 2008, 07:48:34
นพ.ธาดา มาร์ติน ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบการศึกษาและการเรียนรู้ ที่มีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้นำเรื่องการกู้เงินเพื่อการศึกษาเข้าหารือ ที่ประชุมได้พิจารณาแล้วได้ข้อสรุปในหลักการว่า

ปีการศึกษา 2551 จะดำเนินการกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) และกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) คู่ขนานกันไป

โดยในส่วนของ กรอ. จะให้กู้เฉพาะสาขาที่เป็นความต้องการสูงของตลาดแรงงาน ส่วนผู้กู้ไม่จำกัดรายได้ของครอบครัว สำหรับระเบียบเงื่อนไขการชำระคืน ให้เป็นแบบ กยศ. ส่วนจะกู้ในสาขาใดได้บ้าง จำนวนผู้กู้เท่าไหร่ และจะใช้งบประมาณเท่าใดนั้น จะมีการหารือร่วมกัน ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ สศช.และ กรอ.ต่อไป ส่วนในอนาคตจะมีการนำข้อดีและข้อเสียของ กรอ.และ  กยศ.มารวมกัน เพื่อปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่ ให้รองรับกับการกู้แบบ กรอ.ต่อไป

ทั้งนี้ในที่ประชุม นายกฯได้เน้นย้ำ ให้มีการแนะแนวให้ความรู้แก่นักศึกษาว่า สาขาใดกู้ กรอ.ได้หรือกู้ไม่ได้ เพื่อเป็นข้อมูลให้นักศึกษาตัดสินใจเลือกเรียนได้ถูก โดยจะนำเรื่องนี้เสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อขอความเห็นชอบต่อไปในวันที่ 25 มี.ค.นี้ 

ด้าน ดร.สุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา กล่าวว่า การกู้ กรอ.ในครั้งนี้ มีข้อควรจำกัดโดยให้กู้เฉพาะสาขาที่ประเทศต้องการ หรือสาขาขาดแคลน ซึ่งเรื่องนี้ตนจะหารือในรายละเอียดกับ นพ.ธาดา เพื่อจัดทำรายละเอียดกำหนดสาขาขาดแคลนให้เรียบร้อยภายในสัปดาห์หน้า

ซึ่งในเบื้องต้นการจะกำหนดว่า สาขาใดเป็นสาขาขาดแคลน หรือสาขาที่เป็นที่ต้องการหรือจำเป็น ก็ต้องดูว่าหลักสูตรนั้นต้องได้รับการรับรองจาก สกอ. หากใช้ระเบียบสำหรับเด็กกู้ กรอ.ปี 2550 ก็สามารถนำมาใช้ได้ทันภาคเรียนที่ 1/2551 ได้แน่ เพราะระเบียบมีอยู่แล้ว แต่เดิมเราไม่อนุญาตให้มีผู้กู้รายใหม่ สำหรับปีนี้ก็ให้มีผู้กู้รายใหม่ได้ และยิ่งกำหนดสาขาไม่ใช่เรื่องยาก.

http://www.thairath.co.th/news.php?section=education&content=83315
88  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / เจอแล้วขุมทรัพย์เอสเอ็มแอล “หมอเลี้ยบ” ลั่น 18,000 ล้านถึงรากหญ้า พ.ค.นี้ เมื่อ: 22 มีนาคม 2008, 07:37:14
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯ และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาศักยภาพหมู่บ้าน (เอสเอ็มแอล) ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ได้สรุปแนวทางการจัดสรรเงินงบประมาณในปี 51 ให้กับหมู่บ้านและชุมชนรวม 78,358 แห่ง ทั่วประเทศ โดยจะยุติการดำเนินงาน ของโครงการอยู่ดีมีสุขทั้งหมด แล้วนำเงินงบประมาณจากโครงการจำนวน 15,000 ล้านบาท มาให้กับเอสเอ็มแอล ขณะเดียวกันจะของบประมาณจากงบกลางในปี 51 เพิ่มเติมอีก 3,687 ล้านบาท มาสมทบเพิ่มเติม เนื่องจากคณะกรรมการได้จัดขนาดของหมู่บ้านและงบประมาณที่จะได้รับใหม่หมด แบ่งเป็น 7 ขนาดใช้งบประมาณรวม 18,687 ล้านบาทเศษ 

ทั้งนี้ จะเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาอนุมัติในการประชุม ครม. วันที่ 25 มี.ค.นี้ จากนั้นจะเร่งประชาสัมพันธ์โครงการและรายละเอียดทั้งหมดให้ประชาชนทราบตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. เป็นต้นไป โดยตั้งเป้าหมายว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนเดินทางกลับบ้าน ไปร่วมกันจัดทำประชาคม เพื่อจัดทำโครงการที่เป็นประโยชน์ และส่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับหมู่บ้าน แล้วเสนอให้คณะกรรมการพิจารณา เพื่อจัดสรรเงินงบประมาณ กว่า 18,000 ล้านบาท ให้กับหมู่บ้านทั้งหมดในเดือน พ.ค.นี้ ซึ่งจะเร็วขึ้นจากเดิมที่กำหนดไว้ในเดือน มิ.ย. 1 เดือน เพื่อกระตุ้นให้มีเงินหมุนเวียนในระบบอย่างน้อย 2-3 รอบ 

สำหรับขนาดของหมู่บ้านและงบประมาณที่ได้รับจัดสรรใหม่ทั้งหมดนั้นแบ่งเป็น 7 ขนาด คือ

ขนาด พ 1 มีประชากรตั้งแต่ 1-50 คนได้รับเงิน 50,000 บาท มีทั้งหมด 48 แห่ง,
ขนาด พ 2 มีประชากร 51-100 คน ได้รับเงิน 1 แสนบาท มี จำนวน 252 แห่ง, 
ขนาด พ 3 มีประชากร 101-200 คน ได้รับเงิน 1.5 แสนบาท มี 4,804 แห่ง, 
ขนาดเอส มีประชากร 201-500 คน ได้รับเงิน 2 แสนบาท มี 23,681 แห่ง,
ขนาดเอ็ม มีประชากร 501-1,000 คน ได้รับเงิน 2.5 แสนบาท, 
ขนาดแอล มีประชากร 1,001-1,500 คน ได้รับเงิน 3 แสนบาท มี 9,904 แห่ง 
ขนาดเอ็กซ์แอล มีประชากรตั้งแต่ 1,501 คนขึ้นไป ได้รับเงิน 3.5 แสนบาท มีจำนวน 3,147 แห่ง

และจากการที่รัฐบาลมั่นใจว่าจะอยู่ครบทั้ง 4 ปี จึงตั้งเป้าหมายที่จะให้ งบประมาณเพิ่มเป็น 3 แสนบาท 5 แสนบาท และ 7 แสนบาท ตามที่เคยสัญญาไว้กับประชาชนทั่วประเทศ แต่การเพิ่มงบประมาณต้องเป็นไปตามศักยภาพของหมู่บ้านที่เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
 

นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายการทำงานให้กรมการค้าต่างประเทศ วานนี้ (21 มี.ค.) ว่า จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการสนับสนุนให้ภาคเอกชนไทยเข้าไปทำโครงการลงทุนสินค้าเกษตรแบบมีสัญญา (คอนแทรกต์ฟาร์มมิ่ง) กับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ลาว กัมพูชา และพม่า ในสินค้าเกษตรที่จะนำมาเป็นวัตถุดิบและใช้ผลิตพลังงานทดแทน 10 รายการ คือยูคาลิปตัส ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเขียวผิวมัน ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ลูกเดือย ละหุ่ง งา และฝ้าย 

“ไทยต้องการสินค้าเหล่านี้มาเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้า ทำอาหารสัตว์และพลังงานทดแทน จึงต้องสนับสนุนให้คนไทยเข้าไปลงทุนให้มากขึ้นโดยมีเป้าหมายได้รับผลผลิตสินค้าเกษตรที่ทำคอนแทรกต์ฟาร์มมิ่งจากกัมพูชา 1.2 ล้านตัน ลาว 500,000 ตัน และพม่า 200,000 ตัน ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบและสนับสนุนการทำพลังงานทดแทนได้” 

นอกจากนี้ ยังจะเน้นเพิ่มมูลค่าการค้า ชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านให้มากขึ้น โดยจะพัฒนาสถานที่ต่างๆให้เป็นจุดค้าขายตามแนวชายแดน (เอาต์เล็ต) และจะประสานธนาคารพาณิชย์ของไทยเข้าไปตั้งสาขาในประเทศเพื่อนบ้านและสร้างพันธมิตรทางธุรกิจกับธนาคารท้องถิ่นให้มากขึ้น คาดว่าปีนี้การค้าชายแดนไทยกับเพื่อน บ้านจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 15%   

ส่วนมันสำปะหลังจะต้องดูแลให้ได้มาตรฐาน อย่าให้ปลอมปนเพราะขณะนี้ราคาหัวมันสดสูงมากเฉลี่ย กก.ละ 2.06-2.20 บาท จึงอาจทำให้มีการปลอมปนคุณภาพโดยผสมดินทราย กากมัน หรือเหง้ามัน เพื่อให้ได้น้ำหนักมาก ซึ่งจะทำให้ผู้ซื้อขาดความเชื่อมั่นในมาตรฐานสินค้าไทย และกระทบต่อการส่งออกได้ “ขอเตือนให้ผู้เกี่ยวข้องใช้ความระมัดระวังในการซื้อขายมันสำปะหลังทั้งในส่วนของเกษตรกร ลานมัน โรงงานแปรรูปจนถึงผู้ส่งออกทุกรายต้องให้ความสำคัญและใส่ใจกับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเป็นพิเศษ เพื่อรักษาชื่อเสียง และความเชื่อมั่นในมันสำปะหลังของไทย   หากตรวจพบว่าผู้ใดปลอมปนจะมีโทษตามกฎหมาย”. 

http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=83320
89  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / กระชากหน้ากาก รัฐศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อ: 21 มีนาคม 2008, 17:19:19
       ชำแหละ บทบาทนักวิชาการ “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” เขมือบ โปรเจคงานวิจัย ยุคคมช.เรืองอำนาจ 42.6 ล้านบาท อ้างทำเรื่องการพัฒนาประชาธิปไตย

        อ.ใจ อึ้งภากรณ์ แฉขบวนการผลาญงบประมาณชาติเอาโครงการไปแก้ตัวให้ การรัฐประหาร 19 กันยายน 2551 ในต่างประเทศ ทั้งที่ผิดหลักการประชาธิปไตย น่าอับอายขายหน้า ล่าสุดนักวิชาการจุฬาฯกลุ่มนี้ยังมีหน้ามาขึ้นเวทีพันธมิตรฯ วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ นี้อีก

        จากกรณีที่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะมีการจัดชุมนุมโดยอ้างว่าเป็นการเสวนาทางวิชาการ แต่แท้จริงมีการจัด“รายการยามเฝ้าแผ่นดิน ภาคพิเศษ” วันศุกร์ที่ 28 มีนาคม 2551ณ หอประชุมใหญ่ ม.ธรรมศาสตร์ นั้น
 
       จากการตรวจสอบโปรแกรมงานดังกล่าว ในเวลา 18.45-20.15 น. อภิปราย “เหลียวหลังแลหน้าการเมืองไทย” โดยมีวิทยากรประกอบไปด้วย  ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา คณบดีรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  รศ.ดร.เรืองวิทย์ เกษสุวรรณ คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี  ศ.ดร.สุรชัย ศิริไกร คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ผศ.ทวี สุรฤทธิกุล อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช  รศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มอ.ปัตตานี  ศ.ดร.ภูวดล ทรงประเสริฐ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผศ.ดร.พิรงรอง รามสูตรณะนันท์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีผู้ดำเนินรายการคือ รศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เคยมีประวัติในการฉีกบัตรเลือกตั้งในคูหาเลือกตั้ง  ผศ.ดร.สุรัตน์ โหราชัยกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

          โดยหัวข้ออภิปรายดังกล่าว ปรากฏว่ามี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าร่วมอภิกปรายถึง 4 คนด้วยกัน และเป็นที่น่าสังเกตว่า นักวิชาการเหล่านี้ มีความเป็นกลางทางการเมืองหรือไม่ เพราะเคยเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวในการล้มล้างรัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาแล้ว และนักวิชาการกลุ่มนี้ ยังมีบทบาทในการสนับสนุนหรือทำงานให้กับ เผด็จการ คมช. หรือ โจรปล้นประชาธิปไตย ที่นำทหารเข้ายึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 2540  อีกด้วย
 
         ภายใต้บทความของ รศ.ใจ อึ้งภากรณ์ อาจารย์ประจำภาคปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เคยเขียนบทความเรื่อง “คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย”  เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2550 โดยระบุในบทความว่า  “ผู้ที่กล่าวหาอดีตนายกฯ ทักษิณ ว่ากระทำความผิด มีความถูกต้องในการมองว่าทักษิณคอร์รัปชั่นทางนโยบาย ในการไม่จ่ายภาษีและการกระทำอื่นๆ ที่ให้ผลประโยชน์กับตนเอง ทั้งๆ ที่พฤติกรรมดังกล่าว ไม่ถือว่าผิดกฏหมายสมัยนั้น แต่ตอนนี้เป็นที่น่าสลดใจ ที่ผมต้องรายงานให้ทราบว่า คณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ คณะของผม กระทำการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายอันใหญ่หลวง เพราะมีการนำเงินภาษีประชาชนคนยากคนจนในจำนวน 42.6 ล้านบาท มาทำ ‘การวิจัย’ เรื่องประชาธิปไตย"

         พฤติกรรมนี้ เป็นการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย และเป็นการโกงประชาชน เพราะผู้บริหารคณะรัฐศาสตร์ และอาจารย์ในคณะเกือบทั้งหมด สนับสนุนการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่ทำลายประชาธิปไตย ต่อจากนั้น กลุ่มอาจารย์เหล่านี้ เข้าไปรับตำแหน่งและค่าตอบแทนจากการเป็นที่ปรึกษา คมช. ที่ปรึกษารัฐบาลเผด็จการ และเข้าไปดำรงตำแหน่งใน สนช. สภาเถื่อน ที่เผด็จการแต่งตั้ง และสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 50 ของเผด็จการ ที่ลดทอนสิทธิเสรีภาพทางประชาธิปไตย

         คณาจารย์เหล่านี้สนับสนุน คมช.มาตลอด และสนับสนุนรัฐธรรมนูญของเผด็จการ พร้อมกันนั้น มีการเห็นด้วย สมยอม เพิกเฉยกับทางมหาวิทยาลัยส่วนกลาง ในการสั่งไม่ขายหนังสือต่างๆ ที่คัดค้านการทำรัฐประหาร เช่น หนังสือ A Coup for the Rich เป็นต้น แถมยังมีการเดินหน้าในกระบวนการสอบสวนพฤติกรรมของอาจารย์ที่คัดค้านเผด็จการ  ซึ่งถือว่าละเมิดสิทธิเสรีภาพทางวิชาการ

        “โครงการศูนย์ติดตามประชาธิปไตยไทย”  Thailand Democracy Watch ของคณะรัฐศาสตร์ ได้งบประมาณจากภาษีประชาชนถึง 42.6 ล้านบาท โดยหัวหน้าทีมวิจัยคือ จรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ  นักวิชาการคนนี้ได้นำทีมอาจารย์คณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ  ไปแก้ตัวแทน คมช.และการทำรัฐประหารตามมหาวิทยาลัยในออสเตรเลียและอังกฤษ  โดยใช้เงินภาษีประชาชนในการเดินทาง
 
         ผู้ที่มีหน้าที่สร้างโครงการวิจัยนี้ อ้างว่าสังคมไทยไม่มีการเรียนรู้จากอดีต ทำให้มี “วงจรอุบาทว์ทางการเมือง” มีการด่าพลเมืองไทยว่า มีนิสัยและวัฒนธรรมทางการเมืองที่ไม่ยอมเรียนรู้ เพิกเฉย ยอมรับคอร์รัปชั่น คำนึงถึงผลประโยชน์ใกล้ตัว ไม่ไตร่ตรอง ไม่แสวงหาข้อมูล และเหตุผล ซึ่งเป็นการด่าคนจน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศที่ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และเป็นการด่าผู้จ่ายภาษีให้นักวิชาการมีอาชีพได้

         โครงการนี้อ้างว่าคณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ  มีหน้าที่ในการชี้นำสังคมไทยด้านการเมืองประชาธิปไตย ให้ข้อมูลแก่ประชาชน สร้าง “ดัชนีประชาธิปไตย” เพื่อสามารถเป็นที่อ้างอิงของนักวิชาการต่างประเทศ

         การที่คณาจารย์คณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ  ไม่มีความละอายใจ ไม่รู้จักความผิดของตนเองในการสนับสนุนและการร่วมมือกับเผด็จการ เป็นเรื่องน่าเศร้าและเป็นเรื่องที่ทำให้ชื่อเสียงของคณะเสียไป ขายหน้าประชาสังคมทั้งในไทยและภายนอกประเทศ  แต่การรับเงินมาเป็นล้านๆ  โดยการอ้างว่า คณะมีอะไรจะสั่งสอนพลเมืองไทยและนักวิชาการต่างประเทศ เป็นเรื่องเหลวไหล น่ารังเกียจอย่างถึงที่สุด ผมไม่เคยคิดว่าคณะของผม จะคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย และขาดศีลธรรมในอุดมการณ์แบบนี้ วันนี้เป็นวันที่ชื่อเสียงของคณะกลายเป็นสิ่งสกปรก
 
        ท้ายบทความ ได้ลงท้ายว่า “ด้วยความเศร้าใจ” รศ. ใจ อึ๊งภากรณ์  ภาคปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

        จึงเป็นข้อน่าสังเกตุ และ น่าห่วงใย กับบทบาทของนักวิชาการ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นอย่างมากว่าเข้าร่วมการเคลื่อนไหวครั้งนี้เพื่อจุดประสงค์อะไร เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบการใช้งบประมาณ หรือการของบประมาณงานวิจัย หรือไม่อย่างไร

http://www.prachatouch.com/content.php?id=3408
90  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / โหมแก้ รธน. ชี้กฎยุบพรรคถ่วงความเจริญบ้านเมือง เมื่อ: 21 มีนาคม 2008, 14:20:17
วันนี้ (21 มี.ค.) นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า จากคดียุบพรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย รวมทั้งกรณีศาลฎีการับฟ้องคดีนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทุจริตการเลือกตั้งที่ จ.เชียงราย ทำให้ขณะนี้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเริ่มไม่มั่นใจ สะท้อนได้จากดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงวานนี้ ประกอบกับ 1 ใน  5 กกต. ให้สัมภาษณ์ว่าไม่มีทางเลือกในการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ดังนั้นจะต้องพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ที่เกิดมาจากเหตุการณ์ 19 ก.ย. 2549  เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนและเกิดเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งทุกพรรคไม่ว่าฝ่ายค้านหรือรัฐบาลต่างก็มีข้อวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้

นพ.สุรพงษ์ อ้างว่า เป็นไปได้ยากที่พรรคการเมืองจะคัดเลือกผู้สมัครที่ดีได้ทั้งหมด ดังนั้น หากมีผู้ทำผิดควรจะลงโทษเป็นบุคคล อย่าโยงถึงขั้นยุบองค์กร พรรคพลังประชาชนจะนำเรื่องนี้เข้าหารือกับสมาชิก เชื่อว่าจะมีทางออกเร็วที่สุดก่อนที่จะเดินทางไปโรดโชว์ และลงนามเงินกู้โครงการรถไฟฟ้าที่ประเทศญี่ปุ่น วันที่ 30-31 มี.ค.นี้

ด้านนายบรรหาร ศิลปอาชา หน.พรรคชาติไทย เห็นด้วยว่าควรแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 เพราะทำให้การดำเนินงานทางการเมืองของพรรคยุ่งยาก

http://www.thairath.co.th/online.php?section=newsthairathonline&content=83235
91  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ครั้งแรกรอบ 1 เดือนครึ่ง เบนซินลด 50 สต./ลิตร เมื่อ: 21 มีนาคม 2008, 14:17:25
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ประกาศลดราคาเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ลง 50 สตางค์ต่อ/ลิตร มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. ของวันพรุ่งนี้ (22 มี.ค.)

ด้านนายมนูญ ศิริวรรณ  ผู้เชี่ยวชาญด้านราคาน้ำมัน กล่าวว่า เป็นผลมาจากราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง และทำให้ค่าการตลาดน้ำมันสูงขึ้นมาก การปรับลดราคาน้ำมันในกลุ่มเบนซินครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 1 เดือนครึ่ง ส่วนราคาน้ำมันดีเซล ยังไม่มีการปรับลด เนื่องจากค่าการตลาดปรับขึ้นมาเล็กน้อย

ทั้งนี้ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงต่อเนื่องนาน 1 สัปดาห์แล้วจนถึงเมื่อวานนี้ (20 มี.ค.) โดยลดลงต่ำกว่า 100 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลเป็นเวลาสั้นๆ เป็นครั้งแรกในรอบ 2 สัปดาห์ ท่ามกลางความวิตกกังวลมากขึ้นว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้บริโภครายใหญ่จะทำให้ความต้องการพลังงานของโลกลดลง

ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าในสหรัฐฯ ลดลง 70 เซนต์อยู่ที่ 101.84 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หลังจากลดลงถึง 98.65 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในการซื้อขายระหว่างวัน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ต่ำกว่า 100 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล นับตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ในตลาดลอนดอนลดลง 34 เซนต์อยู่ที่ 100.38 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล

http://www.thairath.co.th/onlineheadnews.html?id=83230
92  หมวดหลัก / แจ้งข่าวประชาสัมพันธ์ และ ประกาศต่างๆ / หนุนเอกชนผลิตน้ำมันจากขยะ เมื่อ: 21 มีนาคม 2008, 07:52:14
พล.ท.หญิงพูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า การแปรรูปขยะให้เป็นพลังงาน เป็นหนึ่งในนโยบายที่กระทรวงพลังงานจะให้การส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง อาทิ การนำขยะจากเศษอาหารมาผลิตเป็นก๊าซชีวภาพใช้ทดแทนก๊าซหุงต้ม รวมถึงการกำหนดส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) จากผู้ผลิตไฟฟ้าที่ใช้ขยะเป็นเชื้อเพลิงในอัตรา 2.50 บาทต่อหน่วย เป็นต้น และในอนาคตกระทรวงพลังงานมีแผนที่จะสนับสนุนให้มีการนำขยะประเภทพลาสติกที่ยากต่อการกำจัด และก่อปัญหาสิ่งแวดล้อมมาผลิตเป็นน้ำมัน เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ

ทั้งนี้ จากการสำรวจของกระทรวงพลังงานพบว่า ปัจจุบันมีปริมาณขยะมูลฝอยเกิดขึ้นทั่วประเทศ 14 ล้านตันต่อปี หรือประมาณ 40,000 ตันต่อวัน แต่ขีดความสามารถในการกำจัดขยะ ไม่ว่าจะเป็นการรีไซเคิล การฝังกลบ หรือการส่งเข้าเตาเผา ก็ยังมีขยะประเภทพลาสติกตกค้างในระบบอยู่ถึง 30% ของขยะที่รอการกำจัด ซึ่งจากข้อมูลวิจัยทั้งของไทยและต่างประเทศพบว่า ขยะพลาสติกที่ตกค้างอยู่ในกองขยะสามารถนำมาผลิตเป็นน้ำมันที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงน้ำมันดิบ ดังนั้น กระทรวงพลังงานจึงมีนโยบายให้มีการนำขยะเศษพลาสติกมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำมันขึ้นอย่างจริงจัง ภายใต้โครงการส่งเสริมการแปรรูปจากขยะเป็นน้ำมัน 

“แนวทางการส่งเสริมการแปรรูปจากขยะเป็นน้ำมันมี 2 แนวทาง คือ 1. สนับสนุนในรูปแบบงานวิจัยและสาธิตเพื่อเป็นโครงการนำร่อง โดยใช้งบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน 105 ล้านบาท เป็นเงินช่วยเหลือให้เปล่าในสัดส่วน 32% แต่ไม่เกิน 35 ล้านบาทต่อรายในการวิจัย และ 2. การจูงใจด้านราคา ด้วยการกำหนดส่วนเพิ่มราคารับซื้อจากผู้ผลิต ที่อัตรา 7 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 5 ปี เพื่อเป็นแรงจูงใจในการตัดสินใจลงทุนในช่วงแรก”.

http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=83181
93  หมวดหลัก / แจ้งข่าวประชาสัมพันธ์ และ ประกาศต่างๆ / ยนตรกิจกรุ๊ปช็อกตลาดรถ! เปิดตัวเก๋ง 'นาซ่า' จากมาเลเซียแค่ 3.49 แสน เมื่อ: 21 มีนาคม 2008, 07:50:24
นายสาธิต เตชะลาภอำนวย กรรมการผู้จัดการ บริษัทยนตรกิจมอเตอร์เซลส์ จำกัด ในเครือยนตรกิจกรุ๊ป เปิดเผยว่าบริษัทยนตรกิจมอเตอร์เซลส์นอกจากจะเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เกียจากเกาหลีแต่ผู้เดียวในไทยแล้ว ล่าสุดยังได้รับการแต่งตั้งจากนาซ่ากรุ๊ป (NAZA Group) จากมาเลเซีย ให้เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์นาซ่าจากมาเลเซียแต่ผู้เดียวอย่างเป็นทางการในไทย โดยจะเปิดตัวเป็นทางการครั้งแรกที่งานบางกอกมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 29 ระหว่างวันที่ 28 มี.ค.-6 เม.ย.นี้ที่ไบเทค 

“โดยจะแนะนำนาซ่า ฟอร์ซ่า (NAZA FORZA) ในงานนี้ ด้วยราคาจำหน่ายเพียง 349,000 บาท เป็นรถแฮทช์แบ็ก 5 ประตู ขนาดกะทัดรัด เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1,075 ซีซี ขุมพลัง 65 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 88 นิวตันเมตร มีเฉพาะเกียร์ธรรมดา 5 สปีด เน้นกลุ่มลูกค้าที่ต้องการซื้อรถยนต์คันแรกหรือคนวัยหนุ่มสาว ตั้งเป้าขายในปีนี้ประมาณ 1,000 คัน เฉพาะงานบางกอกมอเตอร์โชว์น่าจะได้ยอดจอง 200 คัน ต่อไปตั้งเป้าจะมียอดขายประมาณ 100 คันต่อเดือน พร้อมส่งมอบให้แก่ลูกค้าตั้งแต่เดือน พ.ค.นี้เป็นต้นไป ด้านเครือข่ายการจำหน่ายรถยนต์นาซ่าได้มอบหมายให้สาขาและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เกียที่มีอยู่ทั้งสิ้น 34 แห่งทั่วประเทศ เป็นผู้แทนจำหน่ายรถยนต์นาซ่าอีกด้วย สำหรับรุ่นอื่นๆของนาซ่าอยู่ระหว่างการศึกษา”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นาซ่ากรุ๊ปเป็นกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ของมาเลเซียที่ดำเนินธุรกิจประกอบและจำหน่ายรถยนต์รวมทั้งรถจักรยานยนต์ รวมทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม และอื่นๆอีกมากมายในมาเลเซียและต่างประเทศ ทั้งยังเป็นผู้ผลิตรถยนต์เกียในมาเลเซีย ทำให้นาซ่ากรุ๊ปกับยนตรกิจกรุ๊ปมีสายสัมพันธ์ทางธุรกิจร่วมกัน เพราะล่าสุด บริษัทยนตรกิจมอเตอร์เซลส์ยังได้สั่งนำเข้าเกีย พิคันโต จากนาซ่ากรุ๊ป เพื่อรับประโยชน์จากเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ทำให้ราคารถเกีย พิคันโต ราคาถูกลงเหลือเพียง 449,000 บาท สำหรับรถยนต์นาซ่า ฟอร์ซ่าเป็นรถที่พัฒนามาจากรถยนต์ HAFEI LOBO ของจีน.

http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=83180
94  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ศาลฎีกาประทับรับฟ้องคดี ยงยุทธ เมื่อ: 21 มีนาคม 2008, 07:47:20
วานนี้ (20 มี.ค.)  ที่ศาลฎีกา สนามหลวง ศาลโดยนายสมศักดิ์ เนตรมัย มีคำสั่งประทับรับคำฟ้อง คดีหมายเลขดำที่ ลต. 38/2551 ระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และนายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.สัดส่วน กลุ่มที่ 1 รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และ น.ส.ละออง ติยะไพรัช ส.ส.เขต 3 จ.เชียงราย พรรคพลังประชาชน ที่ กกต.ยื่นคำร้องขอให้ ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เนื่องจากกระทำผิด พ.ร.บ.ประกอบ รัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ. 2550 ด้วยการแจกเงินให้กับกลุ่มกำนัน อ.แม่จัน จ.เชียงราย เพื่อให้มีการลงคะแนนเลือกผู้สมัครของพรรคพลังประชาชน โดยศาลมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา และหมายแจ้งให้นายยงยุทธและ น.ส.ละออง มารับสำเนาคำร้อง และเอกสารภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหมายนี้

“กานต์” อ้าง กกต.ไม่ให้ความเป็นธรรม
 
พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และหนึ่งในทีมทนายความนายยงยุทธ กล่าวว่า มั่นใจในพยานหลักฐานที่จะนำมาต่อสู้ในชั้นไต่สวนของศาล จะต้องต่อสู้กันทั้งในข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง เนื่องจากกระบวนการวินิจฉัยของ กกต.ไม่ได้ทำอย่างครบถ้วนทุกประเด็น

นายยงยุทธเคยขอให้ กกต.สอบปากคำพยานปากสุดท้าย เป็นนายตำรวจยศพันตำรวจโทใน จ.เชียงราย แต่ กกต.กลับไม่ดำเนินการ และไม่ได้ให้ความเป็นกลางและเป็นธรรมกับนายยงยุทธ กรณีที่ พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล รอง ผบช.ส. หัวหน้าทีมสืบสวนสอบสวนการทุจริตเลือกตั้ง จ.เชียงราย ไม่มีความเป็นกลาง เพราะเป็นคนสนิทของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย เป็นปฏิปักษ์กับนายยงยุทธ

อีกส่วนเรื่องที่นายยงยุทธพยายามที่จะขอให้ กกต.เปิดเผยซีดีจำนวน 8 แผ่นที่ใช้เป็นหลักฐาน กกต.กลับไม่ยอมอนุญาตให้นายยงยุทธได้ตรวจสอบ ทั้งๆที่ภาพในซีดีปรากฏภาพการข่มขู่ พยานด้วย อย่างไรก็ดี นายยงยุทธจะขอให้ศาลพิจารณาเรื่องนี้โดยจะให้มีการเปิดภาพที่บันทึกอยู่ในซีดีด้วย 

เสนอให้ชิงยุบสภาหนีคดียุบพรรค

พ.ต.ท.กานต์กล่าวย้ำอีกว่า สำหรับพยานหลักฐานที่จะนำมาไต่สวนน่าจะมีถึง 50 ปาก เพราะคดีนี้มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากเป็นกระบวนการใหญ่ ขณะที่ในการสอบสวนก็ได้มีการนำสิ่งที่ไม่ถูกต้องมาประกอบสำนวนด้วย ส่วนเรื่องที่จะเชิญให้นางสดศรี สัตยธรรม และนายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.เสียงข้างน้อย มาเป็นพยานนั้น เป็นเรื่องที่จะต้องยื่นบัญชีพยานต่อศาล ตามสิทธิและหน้าที่ของผู้ถูกกล่าวหา กกต.ให้ความยุติธรรมกับเราไม่เต็มที่ บางสิ่ง บางอย่างยังละเว้นการตรวจสอบ กกต.มีสองมาตรฐานและยังมีการกั๊กบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ให้มีการตรวจสอบ จึงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะคาดว่า กกต.มีการตั้งธงไว้ในการวินิจฉัยมีมติให้ใบแดง ที่จะนำไปสู่การยุบพรรคพลังประชาชน

จึงเสนอทางแก้ไขว่าเมื่อ กกต.จะดำเนินการให้มีการยุบพรรคพลังประชาชนก็ยุบไป แต่จะเสนอให้ยุบสภาฯก่อนที่จะมีการยุบพรรคพลังประชาชน และให้ย้ายไปอยู่พรรคการเมืองอื่น น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดของทุกฝ่าย ขณะนี้ได้มีการหารือกับ ส.ส.ภาคเหนือของพรรคแล้ว เห็นว่าหากนายยงยุทธถูกศาลฎีกาพิจารณาเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง จะเสนอนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลัง ประชาชน ชิงยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ ก่อนที่จะถูกพิจารณาให้ยุบพรรค 

รับฟ้องใบเหลืองว่าที่ ส.ส.เพชรบูรณ์

นายถวิล อินทรรักษา ตัวแทนจาก กกต. ที่เดินทางมารับทราบคำสั่งศาล กล่าวว่า กกต. มั่นใจที่จะนำพยานหลักฐานทั้งหมดมาเสนอต่อศาล เพื่อให้มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากคดีของนายยงยุทธแล้ว วันเดียวกันนี้ ศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง ยังมีคำสั่งประทับรับคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ ลต.39/2551 ระหว่าง กกต.และนายเอี่ยม ทองใจสด นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ และนายสุรศักดิ์ อนรรฆพันธ์ ว่าที่ ส.ส. เขต 2 จ.เพชรบูรณ์ พรรคพลังประชาชน ที่ถูก กกต. แจกใบเหลือง โดยศาลมีคำสั่งหมายแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 มารับสำเนาคำร้องภายใน 7 วันด้วย   

“สมชาย” ป้อง “ยงยุทธ” ยังบริสุทธิ์

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า เมื่อศาลฎีการับพิจารณาคดี นายยงยุทธและ น.ส.ละอองก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อรัฐบาล เพราะยังมีรองประธานสภาฯปฏิบัติหน้าที่แทนนายยงยุทธ ตอนนี้เรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลแล้ว นายยงยุทธก็ต่อสู้คดีของท่านไป เพราะเห็นว่ามีพยานหลักฐานว่าท่านไม่ได้ กระทำผิด

เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลตามกฎหมายต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่า ศาลจะมีคำพิพากษา เราต้องรอฟังออกได้ 2 ประตู คือผิดกับไม่ผิด ถ้าไม่ผิดท่านก็กลับมาปฏิบัติหน้าที่เหมือนเดิม ตอนนี้พรรคยังไม่ได้พูดเรื่องจะตั้งใครมาแทน ยังไม่ ต้องรีบร้อนรอฟังศาลก่อน เมื่อถามว่าพรรคพลังประชาชนกังวลใจหรือไม่ว่าจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาล เพราะมีทั้งคดีใบแดงของนายยงยุทธและคดีนอมินี นายสมชายตอบว่า เป็นไปได้ที่จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของต่างชาติ แต่สำหรับพรรคพลังประชาชนไม่มีอะไรต้องวิตกกังวล ก็เตรียมชี้แจงต่อสู้ไปตามกระบวนการ ครม.ใครมีหน้าที่อะไรก็ทำงานไป มีเวลาก็รีบๆทำงาน เพราะประเทศเราเสียโอกาสในการดูแลประชาชนไปพอสมควรแล้ว 

“กุเทพ” จวกยับ “กานต์” ปากพล่อย 

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.กานต์ระบุว่า หากนายยงยุทธถูกศาล ฎีกาเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง พ.ต.ท.กานต์และ ส.ส.ภาคเหนือจะเสนอนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ให้ชิงยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ ก่อนที่ถูกพิจารณายุบพรรคว่า คิดว่าเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็น อย่างไรก็ตาม เราเคยอยู่ในสถานการณ์ที่พรรคถูกยุบมาแล้ว แต่เราไม่เคยใช้วิธีการจับประชาชนเป็นตัวประกัน เพื่อความอยู่รอดของเรา เรื่องการยุบสภาถือเป็นอำนาจของนายกฯ และจะยุบสภาได้กรณีที่รัฐสภามีความขัดแย้งจนไม่สามารถดำเนินการ หรือผลงานของรัฐบาลดีในช่วงใกล้หมดวาระ แต่ สถานการณ์ปัจจุบันประเทศกำลังเดือดร้อน และรัฐบาลกำลังบริหารงานเพื่อกอบกู้วิกฤติ จึงขอยืนยันว่า พรรคและนายกฯไม่มีความคิดที่จะยุบสภาอยู่ในสมอง ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคจะดำเนินการอย่างไรกับผู้ที่ออกมาให้ข่าว ร.ท.กุเทพตอบว่า คงต้องมีการหยิบยกเรื่องนี้มาพูดในที่ประชุมสามัญประจำปี ในวันที่ 22 มี.ค.นี้ ส่วนจะมีการตักเตือนอย่างไรก็เป็นสิทธิของสมาชิก อย่างไรก็ตาม รู้สึกไม่เข้าใจสาเหตุที่ พ.ต.ท.กานต์มาระบุเช่นนี้

“หมอเลี้ยบ” ปัดยุบสภาหนียุบพรรค

 นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯและ รมว.คลัง ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า เป็นไปตามกฎหมาย นายยงยุทธต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ ในส่วนของพรรคพลังประชาชนจะได้ประชุมเพื่อพิจารณากระบวนการหลังจากนี้ว่า ต้องเตรียมการชี้แจงในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพรรค อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นไม่กระทบต่อขวัญกำลังใจของ ครม.และคนในพรรค ใครมีหน้าที่อะไรก็ทำงานอย่างดีที่สุด

เมื่อถามว่าจำเป็นต้องหาคนมาทำหน้าที่ประธานสภาฯแทนนายยงยุทธหรือไม่ นพ.สุรพงษ์ตอบว่า คงต้องมีการพูดคุยกันว่าพรรคเองจะตัดสินใจอย่างไร แต่ในชั้นนี้ศาลยังไม่ได้มีการพิพากษาไปในทางใดทางหนึ่ง ในการประชุมสัมมนา ส.ส.พรรคพลังประชาชนในวันที่ 22 มี.ค. นี้ ก็คงจะมีการหยิบยกมาหารือว่าจะรอให้มีคำพิพากษามาก่อน หรือจะมีเงื่อนเวลาหรือการดำเนินการอย่างไร ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ออกมาระบุว่าอาจจะมีการยุบสภา เพื่อไม่ให้มีการยุบพรรคพลังประชาชนนั้น เป็นความเห็นส่วนตัว ไม่ใช่ความเห็นของกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด ในพรรคยังไม่ได้มีการพูดคุย เป็นเพียงการคาดเดาว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะไปในทิศทางนั้น ความจริงอาจจะไม่เป็นเช่นนั้นก็ได้

http://www.thairath.co.th/news.php?section=politics&content=83198
95  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ตท.10 ผงาด เด้งเด็ก คมช. เมื่อ: 21 มีนาคม 2008, 07:41:43
หลังจากที่รัฐบาลพรรคพลังประชาชน ภายใต้การนำของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้เข้ามาบริหารประเทศ ทำให้การแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารระดับสูงกลางปี 2551 ถูกจับตาว่าจะมีการโยกย้ายคนของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ออกจากตำแหน่งคุมกำลังหรือไม่

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 20 มี.ค. ได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องให้นายทหารรับราชการ โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้นายทหารรับราชการสนองพระเดชพระคุณ 383 คน โดยนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.นี้ เป็นต้นไป โดยมีรายชื่อที่น่าสนใจดังนี้

กระทรวงกลาโหม ปรากฏว่า พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ผอ.สำนักงบประมาณกลาโหม อดีตหน.สำนักงานเลขาธิการ คมช. นายทหารคนใกล้ชิดกับ พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม และมีบทบาทในการสกัดการเคลื่อนไหวของนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ถูกย้ายไปเป็นประธานคณะที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม (อัตราจอมพล) ที่ถือว่าได้ครองยศสูงขึ้น เพื่อรอเกษียณในเดือนตุลาคมนี้ โดยขยับเอา พล.อ.รังสาทย์ แช่มเชื้อ (ตท.10) มาเป็น ผอ.สำนักงบประมาณกลาโหมแทน

นอกจากนี้เตรียมทหารรุ่น 10 เพื่อนร่วมรุ่น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ได้รับการพิจารณาเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญในกองทัพอีกครั้ง ภายหลังถูกปรับย้ายไปหลังการปฏิวัติเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 คือ

พล.อ.ท.สุเมธ์ โพธิ์มณี ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทอ. เป็นหัวหน้าฝ่ายเสนาธิการประจำ รมว.กลาโหม (อัตรา พล.อ.)

พล.ต.พฤณฑ์ สุวรรณทัต อดีตผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.1 รอ.) พล.ต.มนัส เปาริก อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 3 และ พล.อ.ต.พงษ์ธร บัวทรัพย์ อดีตเจ้ากรมสรรพาวุธทหารอากาศ เป็นผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายเสนาธิการประจำ รมว.กลาโหม (อัตรา พล.ท.)

พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพอากาศ ที่มีความขัดแย้งกับ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ. ถูกเด้งมาเป็นที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และ พล.ต.เรืองศักดิ์ ทองดี อดีต ผบ.ปตอ. เป็นที่ปรึกษาสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (อัตรา พล.ท.)

พล.ท.ชูชัย บุญย้อย ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ บก. ทหารสูงสุด ขยับขึ้นเป็น ผบ.ศรภ. แทน พล.ท.ชวลิต จารุจินดา นายทหารคนใกล้ชิด พล.อ.วินัย ที่ถูกเด้งไปนั่งรอง ผบ.นทพ. 

นอกจากนี้ได้ย้ายนายทหารคนใกล้ชิดกับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตรองนายกฯ และประธาน คมช.เข้ากรุ คือ พล.ท.สุนัย สัปปัตตะวนิช ผบ.นสศ. ไปเป็นที่ปรึกษากองทัพบก โดยโยกเอา พล.ท.ภุชงค์ รัตนวรรณ (ตท.10) จเรทหารขึ้นเป็น ผบ.นสศ.

ส่วน พล.ท.พิรุณ แผ้วพลสง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ บก.ทหารสูงสุด ข้ามมาเป็นรอง เสธ.ทบ.

พล.ท.กิตติทัศน์ บำเหน็จพันธุ์ ผอ.ททบ.5 เป็นเจ้ากรมการทหารสื่อสาร

พล.ต.สหชาติ พิพิธกุล เป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแพทย์พระมงกุฎ

ในกองทัพเรือที่เป็น ตท.10 ได้มีการขยับ คือ พล.ร.ท.วัลลภ เกิดผล ผบ.โรงเรียนนายเรือ เป็นที่ปรึกษาสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (อัตรา พล.ร.อ.)

พล.ร.ท.รพล คำคล้าย ผู้ช่วย เสธ.ทร.ฝ่ายยุทธการ เป็นรอง เสธ.ทร.

พล.ร.ท.นิพนธ์ จักษุดุลย์ เป็นที่ปรึกษากองทัพเรือ (อัตรา พล.ร.อ.)

พล.ร.ท. ชัยวัฒน์ พุกกะรัตน์ เป็นผู้บัญชาการกองเรือภาคที่ 1 กองเรือยุทธการ

ส่วนกองทัพอากาศ พล.อ.ท.หม่อมหลวงสุทธิรัตน์ เกษมสันต์ ณ อยุธยา ปลัดบัญชี ทอ. บิดา “นุก” นางสุทธิดา เกษมสันต์ ณ อยุธยา ขึ้นเป็น ผบ.กองบัญชาการสนับสนุนทหารอากาศ

นอกจากนี้  นายทหารที่มีการปรับย้ายตำแหน่งสำคัญในกองบัญชาการทหารสูงสุด อาทิ

พล.ท.เสถียร เพิ่ม ทองอินทร์ รอง ผบ.นทพ. เป็น ผบ.นทพ. แทน พล.อ.เหมรัฐ ขำนิล (ตท.9) เป็นนายทหารใกล้ชิดกับ พล.อ. บุญรอด สมทัศน์ อดีต รมว.กลาโหม ถูกเด้งเข้ากรุเป็นที่ปรึกษาพิเศษ บก.ทหารสูงสุด

พล.ต.สุรพันธ์ วงษ์ไทย เป็นเจ้ากรมยุทธศึกษาทหาร

พล.ต.สุรัตน์ วรรักษ์ เป็นเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหาร 

กองทัพบก

พล.ท.บดินทร์ ลักษมีวาสิน รอง เสธ.ทบ. เป็นที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก

พล.ท.อารักษ์ ประภาพันธ์  เจ้ากรมการทหารสื่อสาร  เป็นที่ปรึกษาพิเศษ  ทบ.

พล.ต.อดุล อุบล รองเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก เป็นเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก

พล.ต.ชาย วงคำษา รองแม่ทัพภาคที่  1 และ พล.ต.จิระพันธ์ เกษมศานติ์สุข รองแม่ทัพภาคที่ 4 เป็นรองหัวหน้าคณะนายทหารฝ่าย เสธ.ประจำผู้บังคับบัญชา 

พล.ต.คณิต  สาพิทักษ์  ผบ.พล.ร.2  รอ. เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1

พล.ต.โฆษิต สมุทรผ่อง ผบ.กองพลพัฒนาที่ 4 ขยับขึ้นเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 4

พล.ต.ไตรรัตน์ รังคะรัตน์ รอง ผอ.ททบ.5 เป็น ผบ.ศูนย์การทหารม้า และ

พ.อ.วลิต โรจนภักดี รอง ผบ.พล.ร.2 รอ. เป็น ผบ.พล.ร.2 รอ.

สำหรับกองทัพอากาศ ที่มีตำแหน่งผู้ช่วย ผบ.ทอ.ว่างลง เนื่องจาก พล.อ.อาคม กาญจนหิรัญ ลาออกไปเป็น ส.ว. ปรากฏว่า พล.อ.อ.ชลิตได้ขยับเอา พล.อ.อ.พุฑฒิ มังคละพฤกษ์ ผบ.บยอ. เพื่อนร่วมรุ่นมงฟอร์ตกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ทอ.

และให้ พล.อ.อ.คณาพันธุ์ สงวนสัตย์ เป็น ผบ.กองบัญชาการยุทธทางอากาศ

นอกจากนี้ พล.อ.ต.ระพีพัฒน์ หลาบเลิศบุญ ผบ.ดม. ขยับขึ้นเป็น ผบ.อย. โดยเอา พล.อ.ต.อานนท์ จารยะพันธุ์ เสธ.คปอ. เป็น ผบ.ดม. 

ทั้งนี้ พล.อ.อนุพงษ์ ยังขยับน้องชาย พล.ต.ธนดล เผ่าจินดา เสธ.นสร. ขึ้นเป็นรอง ผบ.นสร. เพื่อเตรียมจ่อ เก้าอี้ ผบ.นสร. ในเดือน ต.ค.นี้

นอกจากนี้ พ.อ.ธัญญพรหม อัศวจินดา นายทหารคนสนิทของ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม ขยับมานั่งผู้ช่วยหัวหน้านายทหารฝ่าย เสธ.ประจำรองปลัดกระทรวงกลาโหม (อัตรา พล.ต.)   

สำหรับรายชื่อนายพลหญิงใหม่ของกองทัพมีทั้งหมด 12 คน สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม 6 คน คือ น.อ.หญิง วิชชุดา พิชญาภรณ์ เป็นผู้ชำนาญการกรมการเงินกลาโหม 
พ.อ.หญิง  พูลศรี  รัศมี  พ.อ.หญิง  หิรัญญา เพ็ญกิตติ พ.อ.หญิง ศรีสรัณย์ ธีรธำรง พ.อ.หญิง สุวาณี ศรีวิไลทนต์ และ พ.อ.หญิง เอี่ยมทิพย์ สิมารักษ์ เป็นผู้ชำนาญการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม

ส่วนกองบัญชาการกองทัพไทย มี 1 คน คือ น.อ.หญิง สุรัชฎา ชลออยู่ เป็นผู้ชำนาญการกองบัญชาการทหารสูงสุด

กองทัพบกมี 2 คน คือ พ.อ.หญิง ศิริรัตน์ บุญรอด และ พ.อ.หญิง วราภรณ์ ทวีวุฒิทรัพย์ เป็นผู้ชำนาญการกองทัพบก

และกองทัพอากาศ มี 3 คน คือ น.อ.หญิง วันเพ็ญ โพธิสุวรรณ น.อ.หญิง วีร์นะ ตระกูลฮุน และ น.อ.หญิง กาญจนา เชื้อทอง เป็นผู้ชำนาญการกองทัพอากาศ 

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.กล่าวถึงเหตุผลในการปรับย้าย พล.ท.สุนัย สัมปัตตะวนิช ออกจากตำแหน่ง ผบ.นสศ.ว่า ไม่มีปัญหาอะไร ก็ปรับเพื่อความเหมาะสม ทาง พล.ท.ภุชงค์ รัตนวรรณ ก็เคยเป็นรอง ผบ.นสศ.มาก่อน และก็มีการถูกปรับออกไป ซึ่งคนที่ขึ้นมาเป็นแล้ว ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็น 3 ปี 5 ปี 7 ปี ต่อไปคงจะหาตำแหน่งที่ดีให้ได้ และ พล.ท.ภุชงค์ก็คงมีโอกาสได้เข้ามาทำงานในหน่วยที่เขาเติบโตขึ้นมา ผู้สื่อข่าวถามว่า เกี่ยวกับเรื่องรุ่นหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ปฏิเสธที่จะตอบ พร้อมระบุว่า “ขอคำถามต่อไป” เมื่อถามว่า การปรับย้ายครั้งนี้เพื่อวางฐานในการปรับย้ายเดือน ต.ค. หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า การปรับย้ายก็ต้องให้เหมาะสมทั้งปัจจุบันและอนาคตอยู่แล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่า โผนี้เป็นการวางฐานไว้ในการโยกย้ายปลายปีใช่หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า “ไม่มี กองทัพบกก็ทำไปตามภารกิจของตัวเองต่อไป และคิดว่าคงทำได้ดี เมื่อถามว่า จะทำให้กองทัพเหนียวแน่นและสามัคคีกันมากขึ้นใช่หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า ไม่ได้พูดเรื่องเหนียวแน่นหรือไม่เหนียวแน่น กองทัพก็ทำตามภารกิจของตัวเองเท่านั้น” 

พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.ทหารสูงสุด กล่าวว่า การโยกย้ายครั้งนี้เราทำกันเองในกองทัพ ถือว่าทำได้ดีรับรองว่าจะไม่มีการแตกแยกในกองทัพ ทหารเรามีวินัยไม่ทำอะไรนอกลู่นอกทาง ส่วนเตรียมทหาร 10 ที่เข้ามาไม่ได้มากมายอะไร ส่วนหนึ่งเพราะถึงเวลาของเขาแล้ว เนื่องจากอายุเยอะและก็ใกล้จะเกษียณ การโยกย้ายทุกครั้งอาจจะไม่ถูกใจคนทั้งหมด แต่เราจะมุ่งประเด็นที่จะโยกย้ายเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานมากที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บ่ายวันเดียวกัน ที่บ้านพักรับรองผบ.ทอ. พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตรองนายกฯ และอดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) พร้อมด้วย พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกลาโหม พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.ทหารสูงสุด พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. และพล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ. เข้าร่วมรับประทานอาหารและหารือถึงการจัดทำบัญชีโยกย้ายนายทหารกลางปี ภายหลังมีการปรับเปลี่ยนให้ ตท.10 เพื่อนร่วมรุ่นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เข้ามาดำรงตำแหน่งหลักหลายตำแหน่ง 

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับตำแหน่ง ผบ.นสศ.ที่มีการปรับเปลี่ยนนั้น ฝ่ายการเมืองได้กดดันนายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ และรมว.กลาโหม ให้มีการเปลี่ยนตัวผบ.นสศ. เพราะเกรงว่า พล.ท.สุนัย สัปปัตตะวนิช อดีต ผบ.นสศ. ที่มีความสนิทสนมกับ พล.อ.สนธิ จะมีความเคลื่อนไหว โดยเฉพาะการส่งกำลังพลจากหน่วยไปติดตามนักการเมืองบางคน นายสมัครจึงได้พูดคุยกับ พล.อ.อนุพงษ์ถึงประเด็นดังกล่าว พล.อ.อนุพงษ์จึงเสนอ พล.ท.ภุชงค์ รัตนวรรณ (ตท.10) จเรทหาร เข้ามาดำรงตำแหน่งแทน เพื่อจัดระเบียบให้กำลังพลกลับหน่วยที่ตั้ง

ทั้งนี้ ยังได้มีการแต่งตั้ง พล.ท.ชูชัย บุญย้อย ขึ้นมาเป็น ผบ.ศรภ. เพื่อมาดูแลด้านการข่าว และแต่งตั้ง พล.อ.รังสาทย์ แช่มเชื้อ ขึ้นมาเป็น ผอ.สำนักงบประมาณกระทรวงกลาโหม เพื่อเข้ามาตรวจสอบการใช้งบลับของคมช.ที่ใช้ในช่วงการปฏิวัติที่ผ่านมา ตามที่กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการทำหนังสือร้องเรียนมา

http://www.thairath.co.th/offline.php?section=hotnews&content=83193
96  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / กัญจนาแฉ ใบสั่งจากผู้ใหญ่ ให้ยุบพรรค เมื่อ: 21 มีนาคม 2008, 07:30:24
สืบเนื่องจากกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้ที่ปรึกษากฎหมายไปพิจารณามาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญ และมาตรา 103 วรรคสอง ของ พ.ร.บ.เลือกตั้ง ในกรณีที่กรรมการบริหารพรรคไปกระทำการซื้อเสียง โดยที่กรรมการบริหารหรือหัวหน้าพรรคไม่มีส่วนรู้เห็น จะนำไปสู่การยุบพรรคได้หรือไม่ ก่อนนำกลับมาเสนอต่อที่ประชุม กกต.ในวันที่ 20 มี.ค.นี้ เพื่อชี้ขาดว่าจะต้องเสนอตุลาการรัฐธรรมนูญ ยุบพรรคพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตยหรือไม่

“เสธ.หนั่น” ปลงหากชาติไทยถูกยุบ
 

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 11.45 น.วันที่ 20 มี.ค. พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายสุเมธ อุปนิสากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านการมีส่วนร่วม ออกมาระบุว่ากฎหมายเขียนเอาไว้ชัดเจน ไม่มีทางเลี่ยงเป็นอย่างอื่น ต้องยุบพรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตยว่า เรื่องนี้ต้องแล้วแต่ กกต.ใหญ่ทั้ง 5 คนจะพิจารณาอย่างรอบคอบ นายสุเมธเองก็บอกว่าเป็นเพียงความคิดเห็นของท่าน และต้องส่งเรื่องให้คณะที่ปรึกษากฎหมายได้พิจารณาก่อน เมื่อถามว่าการที่นายสุเมธระบุว่ากฎหมายเขียนมัดไว้ชัดแปลเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ก็อาจจะนำไปสู่การยุบพรรคจริงๆ พล.ต.สนั่นตอบว่า การมองกฎหมายก็มองได้หลายด้าน เช่น อนุกรรมการสอบสวนเขาก็มองอีกด้านหนึ่งและพิจารณามาแล้วว่าถือว่าพรรคไม่ได้ไปทำอะไร ตัวบุคคลซึ่งไปกระทำความผิด ก็ควรจะเป็นเรื่องของตัวบุคคล ที่ฝ่าฝืนคำสั่งหรือนโยบายของพรรคไป 

คนฝืนคำสั่งพรรคเป็นเรื่องสุดวิสัย

เมื่อถามว่า ดูเหมือนว่ามีความพยายามเทียบเคียงกับกรณีของพรรคไทยรักไทยเดิมที่โยงว่าแม้จะเป็นตัวบุคคลกระทำเพื่อให้ได้ ส.ส. แต่พรรคเป็นผู้ได้รับประโยชน์ พล.ต.สนั่นตอบว่า มองอย่างไรก็ต่างกัน การปฏิบัติของพรรคไทยรักไทยเดิมเรามองชัดเจนเลยว่าพยายามที่จะให้การเลือกตั้งคราวนั้นผ่านไปให้ได้ เช่น ไม่ถึง 20% ก็ไปจ้างนอมินีพรรคต่างๆ มาลงสมัคร แต่ของพรรคชาติไทยนั้นได้มีหนังสือกำชับสั่งห้าม หัวหน้าพรรคชาติไทยไปปราศรัยทุกแห่ง ก็กำชับห้ามการซื้อเสียงโดยเด็ดขาด ทางพรรคมั่นใจว่ามีเอกสารหลักฐานที่จะต่อสู้ได้ เพราะทางพรรคได้กำชับแล้วกำชับอีก ถ้ายังไปฝ่าฝืนเองก็เป็นเรื่องสุดวิสัย ทุกพรรคการเมืองแม้แต่พรรคพลังประชาชน ก็ได้ออกคำสั่งกำชับห้ามสมาชิกทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเหมือนกัน เมื่อถามว่ามองว่าการเมืองจะยิ่งตึงเครียดหรือไม่ เพราะมีการมองว่ามีการนำกรณีของพรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตย เป็นตัวเทียบเคียงเพื่อจะนำไปสู่การยุบพรรคพลังประชาชน พล.ต.สนั่นตอบว่า ถ้าโดนพรรคหนึ่ง มันก็โดนหมด

“กัญจนา” ขอความเป็นธรรมยุบ ชท.


น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา รองหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า การที่นายสุเมธระบุว่า กกต.ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคชาติไทยและมัฌชิมาธิปไตย เป็นเรื่องที่พรรคชาติไทยต้องขอความเป็นธรรม เคยได้ยินกระแสข่าวว่ามีใบสั่งให้มีการยุบพรรคทั้งสองมาบ้างเหมือนกัน เรื่องนี้จึงขอให้ทุกฝ่ายให้ความเป็นธรรม เพื่อให้ประเทศชาติดำเนินต่อไปได้ เพราะทุกอย่างเกิดจากมนุษย์ และก็กำหนดโดยมนุษย์เช่นเดียวกัน“ไม่รู้จะว่าอย่างไร รู้สึกท้อใจไปหมดแล้ว ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เรื่องนี้ดิฉันพูดได้คำเดียวว่า ขอความเป็นธรรมด้วย” น.ส.กัญจนากล่าวผู้สื่อข่าวรายงานว่า แกนนำพรรคชาติไทยได้วิเคราะห์กรณีดังกล่าวว่า กกต.ชี้นำกระบวนการพิจารณากฎหมาย อย่างที่ไม่สมควรเกิดขึ้น เพราะสร้างความหนักใจกับผลการตัดสินของ กกต. และมีความกังวลว่า พรรคชาติไทยจะถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ยุบพรรค ตามกฎหมายที่เขียนมัดไว้ในหลายมาตรา

เชื่อมีใบสั่งจากผู้ใหญ่ให้ยุบสองพรรค

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แกนนำพรรคชาติไทยได้วิเคราะห์กรณีดังกล่าวว่ากรณีนี้จะเป็นการอ้างเหตุความชอบธรรม เพื่อโยงไปถึงการยุบพรรคพลังประชาชนต่อไป ถือว่าไม่เป็นธรรมกับพรรค แม้ก่อนหน้านี้จะมีการวิเคราะห์ว่าพรรคชาติไทยจะสู้คดียุบพรรคหลุดในชั้นศาลรัฐธรรมนูญ แต่การถูกสั่งยุบโดย กกต.จะสร้างผลกระทบตามมา และโยงถึงการยุบพรรคพลังประชาชนด้วย“เกมนี้ดูไม่ยาก เพราะเป็นการล้างบางพรรคการเมืองที่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล ทำให้เชื่อว่าการยุบพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาฯก็เพื่อจะบอกว่าต้องมีการยุบพรรค พลังประชาชนด้วย ส่วนการโยนเรื่องให้ที่ปรึกษากฎหมายของ กกต.เป็นผู้ตัดสิน กลับคำให้ความเห็นของชุดอนุกรรมการฯของ กกต.นั้น ก็เพื่อให้คำตัดสินมีความชอบธรรม ได้ยินข่าวมาด้วยว่าจะมีการยุบทั้ง 3 พรรคการเมืองแน่นอน เพราะกลุ่มผู้มีอำนาจทางทหารไม่ยอมรับการกลับมาของพรรคพลังประชาชน และต้องการล้มเกมเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ นอกจากนี้การที่พรรคเราไปร่วมจัดตั้งรัฐบาล ทำให้รัฐบาลมีเสียงแข็งแกร่งขึ้น แกนนำของพรรคจึงเชื่อว่ามีใบสั่งจากผู้ใหญ่ที่กองทัพเกรงใจ เพื่อให้มีการยุบพรรคชาติไทย” แกนนำพรรครายหนึ่งกล่าว 

“สุนัย” แขวะ กกต.ตั้งท่ายุบชาติไทย

บ่ายวันเดียวกัน ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณากระทู้ถาม โดยก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระ นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ได้ขอหารือที่ประชุมว่า ขณะนี้ดูเหมือนจะมีการมองเรื่องการยุบพรรคเป็นเรื่องสนุก กกต.เองก็มีอาการเหมือนจะยุบพรรคชาติไทยและมัชฌิมาฯโดยที่ไม่เคยดูที่มาของพรรค การเมือง ก่อตั้งมานานกว่า 20 ปีว่าพรรคการเมืองเหล่านั้นมีความผูกพันกับประชาชน ขณะที่ กกต.และศาลรัฐธรรมนูญเองไม่มีอะไรที่ผูกพันกับประชาชนเลย ทั้งนี้ รู้สึกเป็นห่วงที่มีบุคคล 2 คน ที่เป็นอดีตผู้พิพากษาและอดีตอาจารย์มหาวิทยาลัย ที่ได้ประโยชน์จากการรัฐประหาร มาสมัครเป็นตุลาการรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ด้วย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อนายสุนัยพูดถึงช่วงนี้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์หลายคน อาทิ นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.กทม. และนายสมบูรณ์ อุทัยเวียงกุล ส.ส.ตรัง ได้ประท้วงว่าไม่ควรกล่าวถึงบุคคลภายนอกที่ไม่มีโอกาสได้ ชี้แจง ที่สำคัญการเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญควรปล่อย ให้เป็นดุลยพินิจของคณะกรรมการสรรหา “ประพันธ์” ไม่หลงประเด็นยุบพรรค 

นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารการเลือกตั้ง กล่าวถึงการพิจารณาสำนวนการยุบพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตยว่า ขณะนี้ กกต.ยังไม่ได้หารือ โดยมอบให้ที่ปรึกษากฎหมายของ กกต. เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้พิจารณาปัญหาด้านข้อกฎหมายเพื่อให้เกิดความชัดเจน เกี่ยวกับบทบัญญัติตามมาตรา 103 ของ พ.ร.บ.เลือกตั้ง และมาตรา 95 ของ พ.ร.บ.พรรคการเมือง ยังต้องรอให้ที่ปรึกษากฎหมายสรุปส่งความเห็นมา อย่างไรก็ตาม กกต. แต่ละคนยังไม่สรุปความเห็นของแต่ละคน จึงยังไม่มีข้อยุติ เมื่อถามว่า นายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านการมีส่วนร่วม ระบุว่ากฎหมายล็อกให้ กกต.ส่งศาลรัฐธรรมนูญ นายประพันธ์ตอบว่า ยังไม่ได้พิจารณา ขณะนี้ขอดูเรื่องปัญหาการตีความข้อกฎหมายก่อนว่า เมื่อกรรมการบริหารพรรคที่ถูกใบแดงจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคโดยอัตโนมัติเลยหรือไม่ เพราะผลของการพิจารณาจะเป็นบรรทัดฐานสำหรับกรณีอื่นด้วย และขอยืนยันว่า กกต.ดำเนินการอย่างรอบคอบแล้ว ไม่ได้หลงประเด็นตามที่นักวิชาการหลายคนออกความเห็น 

คำพูด “สุเมธ” เป็นความเห็นส่วนตัว
 

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงกรณีที่นายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านการมีส่วนร่วม ระบุว่า กกต.ส่วนใหญ่แสดงความคิดเห็นสวนทางกับคณะกรรมการสอบสวนการยุบพรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ที่อาจจะเป็นการกดดันที่ปรึกษาด้านกฎหมายว่า นายสุเมธให้สัมภาษณ์เป็นเพียงความเห็นส่วนตัว แต่มติตรงกันว่า สำนวนนี้มีปัญหาด้านกฎหมายเท่านั้น ยืนยันว่า กกต.ไม่ได้หลงทาง หลงประเด็นในการพิจารณา ส่วนที่นายสุเมธระบุว่า กฎหมายล็อกคอให้ยื่นสำนวนสู่ศาลรัฐธรรมนูญนั้น ก็ไม่คิดว่าเป็นการสร้างแรงกดดันการทำงานของคณะที่ปรึกษากฎหมาย ถือเป็นความบริสุทธิ์ใจในการยืนความเห็นของนายสุเมธ และความเห็นดังกล่าวก็ไม่ใช่มติของ กกต. เพราะหาก กกต.มีมติแล้ว ก็คงไม่ต้องส่งเรื่องให้ที่ปรึกษากฎหมาย ซึ่งแต่ละท่านก็จะมีดุลพินิจของตัวเอง อย่างไรก็ดี เมื่อได้ข้อสรุปมาแล้ว ก็จะส่งเรื่องกลับมายัง กกต. แต่ กกต.ไม่จำเป็นต้องเห็นคล้อยตามคณะที่ปรึกษากฎหมาย หรือคณะกรรมการสอบฯก็ได้ เชื่อว่า กกต.จะนำข้อมูลและเหตุผลทุกอย่างมาประกอบการพิจารณา 

คณะที่ปรึกษา ก.ม.ยังไม่เรียกประชุม


บ่ายวันเดียวกัน ที่ห้องประชุม กกต. ได้มีการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ที่มีนายสุพล ยุติธาดา อัยการอาวุโส สำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีอาญา กรุงเทพใต้ เป็นประธาน โดยนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคลและกฎหมาย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในคณะกรรมการฯ กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมายในวันนี้ ยังไม่มีการบรรจุเรื่องการตีความข้อกฎหมายในมาตรา 103 วรรค 2 ของ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ในเรื่องการยุบพรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตย แต่ที่วาระที่มีอยู่มีเพียงเรื่องกฎหมายท้องถิ่นเท่านั้น อาจเป็นไปได้ที่จะมีการนำมาหารือเป็นวาระจร เรื่องกฎหมายที่เกี่ยวกับการยุบพรรคที่ กกต.ขอให้พิจารณา จะเสร็จเร็วหรือช้าขึ้นอยู่ กับคณะที่ปรึกษาจะเห็นตรงกันหรือไม่ หากมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันก็ใช้เวลานาน เท่าที่ผ่านมาการพิจารณาของคณะที่ปรึกษาไม่เคยมีการลงมติ เป็นเพียงการเสนอความเห็นกลับขึ้นไปว่า ฝ่ายเสียงข้างมากและข้างน้อยเห็นอย่างไร

http://www.thairath.co.th/offline.php?section=hotnews&content=83192
97  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / แฉบ้าน 100 ล้าน ปากช่อง เฉลิมชี้นอมินีตำรวจใหญ่ เมื่อ: 21 มีนาคม 2008, 07:22:29
ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าววานนี้ (20 มี.ค.) ถึงการบุกรุกที่ดินป่าสงวน ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ว่า  ผู้ว่าราชการจังหวัด ยังไม่ได้รายงานความคืบหน้าให้ทราบ แต่ขอย้ำว่าการตรวจสอบไม่ต้องการพุ่งเป้าที่ ส.ส. หรือ อดีตนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ นอกจากนี้ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย ตรวจสอบการบุกรุกที่ดินป่าสงวนทั่วประเทศ เพราะการบุกรุกป่าสงวน และโครงการพระราชดำริ เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ

"ยุคผมต้องไม่มีอิทธิพล ไม่ใช่เฉพาะที่ปากช่อง ยังมีอีกเยอะ ใครก็ตามที่ทำผิด จะจับหมด ที่ปากช่อง มีนอมินีตัวจริงของนายตำรวจใหญ่ ปลูกบ้านราคากว่า 100 ล้าน แค่ต้นไม้ที่ปลูกในพื้นที่ก็เกือบ 300 ล้านบาท ถ้าเข้าไปตรวจพื้นที่แล้วขุดต้นไม้หนี ระวังจะถูกข้อหาลักทรัพย์ราชการ" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีหนังสือคำสั่งแต่งตั้งคณะกรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง การครอบครองที่ดินเขายายเที่ยง ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาเตียน ป่าเขาเขื่อนลั่น จ.นครราชสีมา จำนวน 9 คน ประกอบด้วย พล.อ.ธนู ศรียากูล เป็นประธาน  พล.ต.ท.ชัยณรงค์ วัชรานันท์ เป็นรองประธาน และกรมการอีก 7 คน คือ นายปรีชา จันทร์ศิริตานนท์ นายสมศักดิ์ เนติรังษีวัชรา นายชำนาญ เอกวัฒนโชตกูร นายวิฑูรย์ ชลายนนาวิน ผู้อำนวยการสำนักแก้ไขการบุกรุกที่ดินของรัฐ สำนักงานปลัดทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควบตำแหน่ง เลขานุการ และนายนฤพล บุญชื่น หัวหน้ากลุ่มประสานการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ควบตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขานุการเพื่อตรวจสอบการถือครองที่ดินบริเวณเขายายเที่ยง มีอำนาจตรวจสอบ เรียกหรือขอเจ้าหน้าที่หรือบุคคลใดมาให้ถ้อยคำ ชี้แจงจัดส่งเอกสารตามที่เห็นสมควร ตั้งคณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงานช่วยเหลือการปฏิบัติหน้าที่ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าว มีผล ตั้งแต่วันที่ 20 มี.ค.นี้ เป็นต้นไป

http://www.thairath.co.th/online.php?section=newsthairathonline&content=83169
98  หมวดหลัก / แจ้งข่าวประชาสัมพันธ์ และ ประกาศต่างๆ / เกลือเป็นหนอนตำราเรียนเถื่อน เกลื่อนอีสานเสียหาย100ล้าน เมื่อ: 21 มีนาคม 2008, 07:19:57
นายพงศกร อรรณนพพร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าววานนี้ (20 มี.ค.) ว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ประสานกับตำรวจเข้าตรวจค้นและจับกุมเจ้าของร้านจำหน่ายหนังสือเรียนเถื่อนใน จ.ร้อยเอ็ด มหาสารคาม และอุดรธานี มีพฤติกรรมจัดพิมพ์ปลอมแปลงหนังสือที่องค์การค้าของ สกสค.ได้ลิขสิทธิ์ให้จัดพิมพ์และจัดจำหน่าย หลังจากได้เบาะแสเกี่ยวกับขบวนการจำหน่ายหนังสือเถื่อนมาระยะหนึ่งแล้ว โดยจับได้พร้อมของกลางจำนวน 30,000 เล่ม เป็นหนังสือเถื่อนระดับประถมศึกษาหลายวิชา เช่น ภาษาไทย คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ แต่ไม่สามารถจับตัวการผู้พิมพ์ได้

"หนังสือเถื่อนทำความเสียหายให้กับองค์การค้าฯ อย่างมาก เฉพาะเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้ยอดขายหายไปกว่า 100 ล้านบาท เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้องค์การค้าฯ ปลดหนี้ไม่ได้ ที่น่าสนใจคือ หนังสือเถื่อนที่จับมาได้ มีหนังสือใหม่ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) 3 เล่ม ที่กำลังทำต้นฉบับอยู่ด้วย  น่าสงสัยว่า ต้นฉบับมันหลุดออกไปได้อย่างไร ทั้งที่ต้นฉบับยังอยู่ในขั้นตอนขอตรวจต้นฉบับจาก สพฐ." รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า วันนี้ (21 มี.ค.) กระทรวงศึกษาธิการ โดย สพฐ.และ สสวท. จะแถลงข่าวร่วมกันตำรวจ เพื่อให้รายละเอียดในเรื่องนี้ ส่วนหนังสือเถื่อนของกลางที่ยึดได้จะนำไปไว้ที่โรงพิมพ์องค์การค้าฯ ลาดพร้าว เชื่อว่ามีการทำเป็นขบวนการ น่าจะสาวไปถึงตัวการได้ หากพบว่ามีข้าราชการเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย นอกจากจะมีความผิดตามกฎหมายแล้ว จะถูกดำเนินการทางวินัยด้วย

ด้านนายบำเรอ ภาณุวงศ์  ผู้อำนวยการองค์การค้าฯ กล่าวว่า  ตัวการพิมพ์หนังสือเถื่อน น่าจะเป็นคนในวงการ เพราะคนนอกคงไม่สามารถทำได้ ที่ผ่านมาหนังสือเถื่อนระบาดหนักขึ้นทุกที แต่ที่มีเบาะแสชัดเจนคือใน 3 จังหวัดดังกล่าว และยังมี จ.ขอนแก่นด้วย  แต่จากการตรวจสอบไม่พบหนังสือเถื่อน

http://www.thairath.co.th/online.php?section=newsthairathonline&content=83170
99  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ‘เหวง’ยื่นสอบปชป.จ้างม็อบล้มรัฐบาล เมื่อ: 20 มีนาคม 2008, 22:59:00
          “หมอเหวง” เตรียมยื่น กกต. สอบพรรคประชาธิปัตย์ หลังถูกแกนนำชาวบ้านออกมารุมแฉ จ้างคนร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ แถมยังมีกรณี “สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์” ขึ้นเวทีพรรคปลุกระดมคนใต้ร่วมล้มล้างระบอบทักษิณ จุดชนวนแบ่งแยกคนไทยเป็นฝักเป็นฝ่าย เผยมีสิทธิ์เข้าข่ายถูกยุบพรรคตามมาตรา 237 ชี้ ปชป. ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ พร้อมจี้ให้ไล่สมเกียรติ พ้น ส.ส. ด้าน พปช. ย้ำจุดยืนชัด ไม่สนับสนุนการเผชิญหน้า
     
          การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่จะมีการเปิดเวที “ยามเฝ้าแผ่นดิน” ในวันที่ 28 มีนาคมนี้ ด้วยข้ออ้างว่าเป็นเวทีการเสวนาทางวิชาการ แต่กลับมีข่าวการะดมผู้คนจำนวนนับหมื่น และมีข่าวเกี่ยวโยงถึงพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีแกนนำชาวบ้านใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ออกมาระบุชัดถึงการจ้างคนเข้าร่วมการชุมนุมดังที่ปรากฎเป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับ

           รวมไปถึงบทบาทและท่าทีของ นายสมเกียรติ  พงษ์ไพบูลย์ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นหนึ่งในแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งส่อว่าจะเป็นการปลุกระดมสร้างความแตกแยกในบ้านเมือง และล่อแหลมต่อการเข้าใจว่าเป็นการแสดงบทบาทในฐานะ ส.ส. เนื่องจากมีการพูดจาเรื่องดังกล่าวผ่านเวทีของพรรคประชาธิปัตย์นั้น

          นพ.เหวง  โตจิราการ แกนนำสมาพันธ์ประชาธิปไตย กล่าวว่า นายสมเกียรติออกมาทำลายประเทศ ทำให้เกิดการแบ่งแยกออกเป็น 2  กลุ่ม คือ คนรักทักษิณ ในภาคเหนือ  ภาคกลาง  ภาคอีสาน และคนไม่ชอบทักษิณ ในภาคใต้ ซึ่งการที่ออกมาพูดยั่วยุในทำนองนี้เข้าข่ายผิดตามมาตรา 1  ของรัฐธรรมนูญปี  2550  ที่กล่าวว่า”ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้” 

          พร้อมกันนี้ยังตั้งข้อสงสัยว่าการพูดดังกล่าวเป็นนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ควรจะออกมาแถลงแสดงความรับผิดชอบกับเหตุการณ์ดังกล่าวว่ามีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับสิ่งที่นายสมเกียรติพูดไว้หรือไม่ ถ้าไม่มีส่วนรู้เห็นก็น่าจะลงโทษ ด้วยการให้นายสมเกียตริยุติบทบาทของการเป็น ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์
     
ชี้ “สมเกียรติ” ส่อทำผิดมาตรา 68

          นพ.เหวง ยังกล่าวว่า การพูดของนายสมเกียรติ เหมือนต้องการให้คนไทยรบราฆ่าฟันกันเอง  และยุยงให้คนไทยแบ่งพรรคแบ่งพวก  ก่อความวุ่นวายให้กับบ้านเมือง  เป็นการกระทำที่ผิดกฏหมาย

          การที่นายสมเกียรติออกมาประกาศว่าได้รับอนุญาติจากพรรคประชาธิปัตย์ว่าจะทำการโค่นล้มระบอบทักษิณอีกครั้ง  และที่กล่าวหาว่า นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนอมินี  โดยออกมาประกาศว่าวันที่  28  มีนาคมนี้จะออกมาเชิญชวนพี่น้องภาคใต้ร่วมการชุมนุมนั้น  เป็นการกระทำที่ผิดกฏหมายที่อาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 68  ที่ระบุว่า
 
           “บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ ในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำ ดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการดังกล่าว

          ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้พรรคการเมืองใดเลิกกระทำการตามวรรคสอง ศาลรัฐธรรมนูญอาจสั่งยุบพรรคการเมืองดังกล่าวได้

          ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองตามวรรคสาม ให้เพิกถอนสิทธิ เลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารของพรรคการเมืองที่ถูกยุบในขณะที่กระทำ ความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นระยะเวลาห้าปีนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งดังกล่าว”

ระบุการกล่าวหาจะต้องมีหลักฐาน

          นอกจากนี้การกล่าวหาว่ารัฐบาล นายสมัครอยู่เหนือกฎหมายนั้น  ต้องมีพยานหลักฐาน  จะมากล่าวอ้างว่าเป็นระบอบชักใย  หรือเป็นหุ่นเชิดไม่ได้ทั้งนั้น   ขอให้พวกพันธมิตรฯ ช่วยบอกหน่อยเถอะว่าระบอบทักษิณอยู่ที่ไหน  การกล่าวหาต่างๆ นานานั้นไม่เป็นความจริง ทั้งรัฐตำรวจ  ทุนนิยมสามาน เป็นการโกหกคำโตของพวกพันธมิตรที่ต้องการจะเปิดประเด็นให้เกิดความแตกแยกของคนในสังคม  เพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้อยู่ในประเทศแล้ว
 
          รวมท้งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ เพราะว่าได้ขายทุนของชินคอร์ปไปเกือบหมดแล้ว  จะไม่มีระบอบเศรษฐกิจทักษิณอีก  อีกทั้งรัฐบาลชุดนี้ก็มาจากการเลือกตั้งที่ผ่านระบอบรัฐสภา  ฉะนั้นหยุดกล่าวอ้างเพื่อสร้างความดือดร้อนและทำให้คนเข้าใจผิดเสียที

          คำกล่าวอ้างของนายสมเกียรติที่บอกว่า  คนใต้ทำให้ระบอบทักษิณถูกยุบนั้น  มันเป็นหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่จะพิจารณาเรื่องดังกล่าว  ถ้าออกมากล่าวหาเช่นนี้แล้วแสดงว่าคนภาคใต้ไปร๊อบบี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือ  พรรคประชาธิปัตย์ไปแทรกแซงหรือล็อบบี้     ตุลาการศาสรัฐธรรมนูญหรือเปล่า ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเองก็ควรที่จะออกมาชี้แจ้งเพื่อให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเรื่องนี้ด้วย

อ้างหลักฐานชี้ชัด ปชป.เอี่ยวชุมนุม

          ส่วนการที่มีกลุ่มบุคคลออกมาเปิดเผยว่า พรรคประชาธิปัตย์มีส่วนเกี่ยวข้องในการควักเงินให้คนไปร่วมชุมนุมกลับกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น  หลักฐานก็ชี้ชัดอยู่แล้วว่าพรรคประชาธิปัตย์มีส่วนเกี่ยวข้อง  นอกจากนี้ยังมีแหล่งเงินทุนที่มาจากนายทุนที่เกลียดระบอบทักษิณอีกที่ควักเงินให้กับพันธมิตรฯ  หรืออาจมีงบมาจากหน่วยงานลับบางหน่วยงานที่ให้การสนับสนุน  ส่วนเงินทุนที่กล่าวอ้างว่ามาจากต่างประเทศนั้นก็จะต้องมีการตรวจสอบรายละเอียดกันต่อไป

           นพ.เหวง  ยังกล่าวอีกว่า  จะมีการประชุมหารือกับทางสมาพันธ์ฯ  ถ้าหากว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ออกมาชี้แจ้ง  เพื่อพิจารณาว่าเป็นการทำให้เกิดความแตกแยกในประเทศ เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 1 หรือไม่ และถ้านโยบายดังที่นายสมเกียรติออกมาพูดเป็นของพรรคประชาธิปัตย์จริงก็จะมีความผิดตามมาตรา  68

ส่อถึงขั้นยุบพรรคประชาธิปัตย์         

          รวมไปถึงมาตรา  237  ที่ระบุว่า “ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ใดกระทำการ ก่อ หรือสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำการ อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและ การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา หรือระเบียบหรือประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งมีผลทำให้ การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลดังกล่าวตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

          ถ้าการกระทำของบุคคลตามวรรคหนึ่ง ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้า พรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารของพรรคการเมืองผู้ใด มีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้ เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ตามมาตรา 68 และในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่ง ให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหาร พรรคการเมืองดังกล่าวมีกำหนดเวลาห้าปีนับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง”

          ท้งนี้ จะได้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อใมห้มีการพิจารณาเรื่องดังกล่าว และเพื่อมให้พรราคประชาธิปัตย์ได้ออกมาชี้แจงเรื่องราวทั้งหมด ซึ่งหากพบว่าพรรคประชาธิปัตย์มาส่วนเกี่ยวข้องในการจ่ายเงินเกณฑ์คนมาร่วมชุมนุมในลักษณะล้มล้างรัฐบาล ดังที่มีคนออกมาแฉ หรือการกระทำของนายสมเกียรติ มีความเชื่อมโยงกับพรรคก็อาจจะนำไปถึงขั้นการยุบพรรคประชาธิปัตย์ ตามข้อกฎหมายดังกล่าว

จี้ ปชป.รับผิดชอบการกระทำ “สมเกียรติ”

           นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเรื่องเดียวกันว่าการกระทำของนายสมเกียรติ เป็นเรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบแม้การกระทำของนายสมเกียรติ จะเป็นสิทธิส่วนบุคคลก็ตาม และนายสมเกียรติ ควรมีวิจารณญาณในการเคลื่อนไหวหรือการกระทำใดๆ นอกรัฐสภา

           “ที่ผมบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องออกมารับผิดชอบนั้นเนื่องจากการกระทำของคุณสมเกียรติอาจจะทำให้เกิดควรสับสนแก่ประชาชนได้ว่าบทบาทหน้าที่ที่แท้จริงของคุณสมเกียรติคือส.ส. ในรัฐสภาหรือแกนนำต่อต้านการทำงานของรัฐบาลและการเคลื่อนไหวในครั้งนี้เกี่ยวข้องหรือไม่กับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งทาง คุณอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ ผู้เป็นหัวหน้าพรรคนั้น ผมไม่สามารถชี้กำกับได้ว่าควรจะดำเนินการกับสมาชิคพรรคเช่นไร เพราะเป็นเรื่องของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะต้องเป็นผู้ชี้แจงต่อสาธารณชน แต่ทั้งนี้ผมขอยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องรับผิดชอบลูกพรรคของตนเอง”

แนะ “สมเกียรติ” ควรยอมรับความจริง

          ว่าที่ ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงบทบาทของนายสมเกียรติ ว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างมากเพราะนายสมเกียรติ มีบทบาทในการเป็น ส.ส. ซึ่งเป็นนักการเมือง ถ้าอยากต่อสู้ก็ควรต่อสู้ในสภา ไม่ควรเคลื่อนไหวนอกรัฐสภาและทำการปลุกระดมหรือใช้วิธีการที่จะเป็นความไม่เหมาะสมเช่นนี้ ซึ่งไม่เหมาะสมกับทั้งสภาวะผู้แทนของประชาชน   “อยากขอให้คุณสมเกียรติยุติบทบาทการกระทำเช่นนี้ เพราะเมื่อเลือกที่จะเป็น ส.ส. ก็ถือว่าสมใจแล้วการต่อสู้ควรเป็นในที่รัฐสภามากกว่า”
 
           การที่ นายสมเกียรติออกมาเคลื่อนไหวเช่นนี้แสดงว่าเป็นการต่อยอดหลังจากที่พรรคประชาธิปัตย์ผิดหวังจากการเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลคุณสมเกียรติจึงได้ออกมาสู้นอกสภาเช่นนี้ อยากถามหน่อยว่าการกระทำเช่นนี้ต้องการโค้นล้มรัฐบาลหรือ ซึ่งจริงๆ คำว่าระบบทักษิณที่มีการกล่าวอ้างถือว่าได้ยุติบทบาทไปตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทยและในขณะนี้ประชาชนได้เป็นผู้ตัดสินเลือกพรรคพลังประชาชน และบ้านเมืองได้เข้าสู่สภาวะปกติ ก็ควรยอมรับความเป็นจริง

ประชาธิปัตย์ปฏิเสธรับผิดชอบไม่ได้

           การปลุมระดมเพื่อทำให้เกิดการต่อต้านแบบนี้กลายกลับว่าเป็นการต้องการให้พรรคประชาธิปัตย์มีตำแหน่งเป็นรัฐบาลอย่างเดียวหรือ เมื่อเป็นฝ่ายค้านก็ไม่เกิดความพอใจ และทำการเคลื่อนไหวนอกรัฐสภาทำให้เกิดความวุ่นวายที่ไม่ยุติจุดนี้พรรคประชาธิปัตย์ควรออกมาแสดงความรับผิดชอบจัดการให้มีมาตรการตรวจสอบ และดูแลไม่ให้สมาชิกออกมาเคลื่อนไหวนอกรัฐสภา เพราะเมื่อหากปล่อยให้สมาชิกพรรคโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลระดับแกนนำออกมากระทำการเช่นนี้ก็เท่ากับว่าพรรคประชาธิปัตย์มีส่วนรู้เห็นเป็นใจ เพราะพรรครู้ดีอยู่แล้วว่าจะเกิดความวุ่นวายมากมายหากมีการเคลื่อนไหว

           เรื่องนี้หากพรรคประชาธิปัตย์ทำการปฏิเสธความรับผิดชอบและชี้แจงว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่สามารถกระทำได้ตรงจุดนี้ทางพรรคควรมีมาตรการออกมาให้ประชาชนได้เห็นถึงการห้ามปรามไม่ให้สมาชิกพรรคทำการนอกกรอบ แต่พูดจริงๆ ว่า ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์มีมาตรการใดออกมาป้องกันสมาชิกในพรรคเลย ขอย้ำอีกครั้งว่าเรื่องนี้พรรคประชาธิปัตย์ต้องรับผิดชอบ

เตือน “สมเกียรติ” อย่าเล่นผิดเวที

          ด้าน นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส. ระบบสัดส่วนพรรคพลังประชาชน กล่าวว่าต้องเข้าใจว่าระบอบประชาธิปไตย การทำงานของ ส.ส. ก็คือรัฐสภา มีอะไรก็พูดกัน แต่การที่ ส.ส. ไปเคลื่อนไหวอย่างนี้ หากเป็นในเรื่องส่วนตัวก็คือสิทธิที่สามารถกระทำได้  แต่ว่า ส.ส. ก็มีสภาผู้แทนราษฎรเป็นสนามเล่นอยู่แล้ว เอาปัยหาเอาทุกข์ของประชาชน หรือจะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล หรือจะตั้งกระทู้ถามตอบ ก็สามารถทำได้

           แต่การที่นายสมเกียรติเปิดเวทีนอกเพื่อทำการเคลื่อนไหวทางการเมือง นายสมเกียรติต้องถอดหมวกการเป็น ส.ส. ออกเสียก่อน และชี้แจงให้ได้ว่าการกระทำในครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับพรรคการเมืองที่ตนสังกัด ซึ่งเป้นเรื่องที่ต้องแยกให้ออกระหว่างการเป็น ส.ส. กับการเป็นหนึ่งในการนำเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านรัฐบาล นายสมเกียรติต้องจำให้แม่นว่า ส.ส. เป็นคนของประชาชน ต้องทำหน้าที่ทักทวงการทำงานของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ

กินเงินเดือน ส.ส. แต่ไม่ทำงานในสภา

           นายบุญจง กล่าวอีกว่าที่จริงแล้วที่ทำงานจริงๆ ของนายสมเกียรติคือรัฐสภา ที่จะเป็นเวที่ให้ได้แสดงความคิดเห็น และโต้แย้งในระบอบประชาธิปไตย แต่เมื่อครั้งนายสมเกียรติอยู่ในที่ประชุมรัฐสภา ก็ไม่เคยเห็นใช้เวทีนี้ในการโต้แย้งเลย
 
           “ผมไม่เคยเห็นเขาว่ารัฐมนตรีคนใดในที่ประชุม เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนสามารถตัดสินได้ว่า คุณสมเกียรติมีบทบาทเป็นอะไร ในฐานะใด ในเมื่อบทบาทในที่ประชุมรัฐสภาไม่ได้ทำ และยังเข้ามารับเงินเดือน แต่กลับออกไปเคลื่อนไหวข้างนอก เพื่อต่อต้านรัฐบาลกับกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งที่จริงแล้วไม่รู้ว่า คุณสมเกียรติรับเงินจากข้างนอกด้วยหรือเปล่าถึงได้ออกไปทำงาน และเคลื่อนไหว”

ซัดพันธมิตรฯ อ้างเหตุผล “ศรีธนญชัย”

          ด้าน นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล ที่ปรึกษากลุ่มการ์ดประชาธิปไตยต่อต้านพันธมิตรป่วนเมือง เปิดเผยว่า กลุ่มพันธมิตรฯ เกิดขึ้นมาเพื่อภารกิจที่มุ่งทำลายล้มล้างอย่าเดียว ไม่ได้สนใจจริงๆ หรอกบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร เป็นเพียงแค่พวกอันธพาลจ้องหาเรื่องสังคม การอ้างคำว่าทุนนิยมสามานย์ เป็นเพียงแค่ความคิดแบบศรีธนญชัย  เป็นเพียงคำที่สร้างขึ้นมาเอง ไม่มีใครหรือนักวิชาการคนไหนให้คำรับรองกัน หากว่ามีบอกได้คำเดียวเลยว่าเพี้ยน

          ตรงนี้ต้องสร้างความเข้าใจกันใหม่ว่าระบบทุนนิยม มันมี 2 รูปแบบ คือแบบเก่าและแบบใหม่ ระบบทุนนิยมแบบเก่านั้นเป็นแบบที่เรียกกันว่ากดุมภี กินแรงแบ่งชนชั้น เป็นระบบที่รับใช่เผด็จการอย่างแท้จริง แต่ว่าในปัจจุบันนี้ที่ระบบที่เรายอมรับกันอยู่คือ ระบบทุนนิยมแบบใหม่ที่มาจากการพัฒนา สร้างและปรับระบบรูปแบบให้ทันสมัยแต่มุ่งไปในทิศทางพัฒนาสร้างสรรค์ในวงเศรษฐกิจ
     
ระบุพันธมิตรฯ กุเรื่องให้คนเกลียดรัฐบาล

          ซึ่งตรงนี้กลุ่มพันธมิตรฯ พยายามกุเรื่องให้ประชาชนเกลียดชังระบบทุนนิยม อันที่จริงเราต้องมองให้ออกว่าระบบทุนนิยมที่พันธมิตรประดิษฐ์สวยๆ มาหลอกล่อเรานั้น พยายามแสดงให้เห็นถึงความชั่วร้ายของระบบทุนนิยมเก่าแล้วให้ประชาชนตีความเหมาร่วมกันไปหมด ซึ่งจริง ๆ แล้วต้องพิจารณาดูให้ดีว่าเป็นระบบทุนนิยมไหน ไม่ใช้เหมาร่วมกันว่าไม่ดีไปซะหมดและอีกกรณีหนึ่งที่พันธมิตรฯ พยายามให้ภาคสังคมเกลียดชังระบบทุนนิยม ก็เป็นเพราะอดีตนายกฯ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร มาจากอดีตนักธุรกิจ ตรงนี้แหละที่พันธมิตรฯ กำลังยุแยงตะแคงรั่วอยู่

           ส่วนในอีกกรณีที่ พูดอ้างว่าจะเกิดรัฐตำรวจ สร้างความวุ่นวายให้กับบ้านเมือง ตรงนี้มันเวอร์ไป คำว่ารัฐตำรวจ ก็คือตำรวจมีอำนาจเด็ดขาด ทุกอย่างสามารถควบคุมดูแลบริหารตนเองเสร็จสรรพ แต่ว่าขณะนี้ ตำรวจเองไม่ได้เข้มแข็งพอที่จะทำให้เกิด รัฐตำรวจขึ้นมาได้ เพราะการที่เกิดรัฐตำรวจมันต้องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ทั้งหมด ใช้อำนาจเข้าควบคุมรัฐบาล
     
22 มีนาเปิดแถลงข่าวแฉพันธมิตรฯ

          นายนพรุจ กล่าวด้วยว่าสิ่งเหล่านี้ที่กลุ่มพันธมิตรฯ กำลังทำอยู่ เป็นสิ่งที่พันธมิตรฯ กำลังพยายามสร้างเงื่อนไขขึ้นมาหาเรื่องและอาจจะลุกลามบานปลายกลายเป็นสายล่อฟ้าให้ล้มรัฐบาลได้สำเร็จ

          ส่วนทางออกที่ดีที่สุดของบ้านเมืองขณะนี้ ประชาชนควรจะต้องร่วมกันต่อสู้เรียกร้องเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 50 มากกว่าไม่ใช้จะมาต่อสู้เพื่อล้มรัฐบาล ตรงนี้มันไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยในส่วนของรัฐบาลเองก็ควรที่จะต้องคิดว่าเป็นรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยและต้องรีบสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาชนโดยเร็วที่สุด อีกทั้งไม่ต้องไม่มัวห่วงกังวลเรื่องพวกเผด็จการมากไปและควรที่จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับพวกที่จะมาล้มประชาธิปไตยของเรา
 
          ส่วนในวันเสาร์ที่ 22 มีนาคม 2550 นี้ เวลา 16.00 น. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ทางกลุ่มการ์ดประชาธิปไตยต่อต้านพันธมิตรป่วนเมือง จะจัดให้มีการแถลงข่าวแฉขบวนการพันธมิตรฯ อย่างแน่นอน

พปช.ย้ำจุดยืนไม่หนุนเผชิญหน้า


           ส่วนทางด้านท่าทีของพรรคพลังประชาชน ได้ออกมายืนยันว่าพรรคไม่เห็นด้วยกับการเผชิญหน้ากัน และพรรคจะไม่มีการจัดคนไปร่วมการชุมนุมโดยเด็ดขาด

          นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีส.ส.ของพรรคพลังประชาชนตั้งกลุ่มมหาประชาชนฯ เคลื่อนไหวต่อต้านการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า ในเรื่องการชุมนุมหรือประท้วงนั้นมีกฎหมายอยู่แล้ว ซึ่งต้องดำเนินการตามกฎหมาย หากจะทำอะไรให้เกิดความวุ่นวาย หรือนอกกรอบของกฎหมาย ตนก็อยากจะขอร้องว่าเราไม่อยากกลับไปสู่ภาวะวิกฤติหรือกระทบกระเทือนกับความเชื่อมั่น ความสงบสุข ภายในประเทศ หากทุกอย่างเป็นไปตามกฎ กติกา ทุกฝ่ายก็สามารถดำเนินการได้ ตนไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการเผชิญหน้ากัน ยืนยันว่าพรรคพลังประชาชนไม่มีการสนับสนุนให้ส.ส.หรือใครเคลื่อนไหว ดำเนินการอะไรที่จะเป็นปัญหาของบ้านเมือง

“สมชาย” ออกโรงปรามลูกพรรค พปช.

          เมื่อถามว่า ส.ส. ระบุว่าดำเนินการในนามส่วนตัว จะดำเนินการอย่างไร นายสมชาย กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. พรรคไหน พรรคนั้นก็ต้องกังวลใจ แต่ยืนยันว่า รัฐบาลและพรรคพลังประชาชนไม่ได้ให้การสนับสนุน ในเรื่องที่จะออกมามีปฏิกิริยาอย่างไรนั้น อยากให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าใครถูก-ใครผิด ซึ่งตนก็จะเตือน นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน แต่ถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวที่แต่ละคนมีสิทธิเสรีภาพที่จะทำได้ ส่วนพรรคพลังประชาชนยืนยันว่าไม่เห็นด้วย และการไม่เห็นด้วยนี้ก็คือการปรามอย่างหนึ่งแล้ว
 
          “รัฐบาลไม่ได้เต้น ที่เต้นเป็นส่วนบุคคล รัฐบาลยืนยันไม่สนับสนุนให้เกิดการเผชิญหน้ากัน ที่บอกว่าปรบมือข้างเดียวไม่ดัง ก็อยากให้ประชาชนเป็นผู้ดูและพิจารณา ซึ่งพรรคก็ไม่สนับสนุนและคงต้องไปเตือนท่าน” นายสมชาย กล่าว

  อย่างไรก็ตามรัฐบาลจะพยายามประนีประนอมกับคนที่พูดคุยกันได้ แต่ก็คงจะไปจำกัดสิทธิเสรีภาพกันไม่ได้

มติพรรคชัดเจนไม่หนุนเคลื่อนไหว

          ด้าน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า ในที่ประชุมพรรคเมื่อวันที่ 19 มีนาคมมีการหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดคุยกัน พรรคไม่มีวัตถุประสงค์ให้เกิดการเผชิญหน้า เพราะยังไม่มั่นใจในสถานการณ์ทางการเมือง และยืนยันพรรคไม่ได้สนับสนุน แต่ถ้าสมาชิกพรรคจะดำเนินการอะไร ก็จะต้องพูดคุยกัน ซึ่งการเคลื่อนไหวจะต้องเป็นไปตามทิศทางของพรรค ทุกคนมีสิทธิแสดงความคิดเห็น แต่ทั้งนี้จะต้องไม่ก่อให้เกิดเหตุวุ่นวาย บานปลาย หรือเผชิญหน้า  ทางแกนนำได้พูดคุยกับ นายประชาแล้ว และเชื่อว่าจะมีการพิจารณาให้รอบคอบ จะมีข้อสรุปออกมาตามทิศทางที่พรรคต้องการ

          ท้งนี้ นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน เตรียมแถลงเปิดตัวกลุ่มมหาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย ในวันที่ 26 มีนาคม และจัดสัมมนากลุ่มที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ในวันที่ 28 มีนาคม ซึ่งเป็นวันเดียวกับกลุ่มพันธมิตรฯ จัดกิจกรรมยามเฝ้าแผ่นดิน ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

มธ.ยันพันธมิตรฯ เช่าหอประชุมตามปกติ
 
          ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายติติงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่าการเปิดเวทีให้กลุ่มพันธมิตรฯ จะเป็นการสนับสนุนให้เป็นชนวนความรุนแรงในบ้านเมืองอีกครั้งนั้น
           
          รศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต รองคณบดีฝ่ายบริหารท่าพระจันทร์ ได้ชี้แจงว่า กรณีของกลุ่มพันธมิตร ได้มีการขออนุญาตเช่าหอประชุมตามหลักเกณฑ์ปกติ เมื่อมหาวิทยาลัยได้ตรวจสอบว่า หอประชุมใหญ่ว่างอยู่ในวันดังกล่าว ก็ได้อนุญาตให้ใช้โดยให้ชำระค่าธรรมเนียมและค่าสาธารณูปโภคตามระเบียบของมหาวิทยาลัย เพราะได้เห็นว่ามีลักษณะเป็นการจัดอภิปราย และสัมมนาเช่นเดียวกับการจัดกิจจกรมปกติของหอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อีกทั้งเป็นการแสดงทรรศนะและความคิดเห็นทางการเมืองอันเป็นเรื่องที่สามารถกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

          “มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขอยืนยันว่า ทุกกลุ่มทุกฝ่ายที่มีทัศนคติ และความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกันไป สามารถมาใช้สถานที่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทำกิจกรรม และแสดงออกซึ่งความคิดเห็นทางการเมืองได้อย่างเต็มที่ในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์”

http://www.prachatouch.com/content.php?id=3379
100  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / เด้งเด็ก คมช.กราวรูด เมื่อ: 20 มีนาคม 2008, 20:10:08
วันนี้ (20 มี.ค.) มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายทหารประจำปี 2551 จำนวน 383 ตำแหน่ง สำหรับตำแหน่งสำคัญที่มีการโยกย้าย อาทิ พล.อ.อภิชัย ทรงศิลป์ ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม เป็น ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณกลาโหม แทนพล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม (ตท.เจ๋ง  คนสนิทของ พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหมและอดีตเลขาธิการ คมช.ที่ถูกโยกไปเป็น ประธานคณะที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม

พล.ท.สุนัย สัปปัตตะวนิช ผู้บัญชาการหน่วยสงครามพิเศษ (ผบ.นสศ.) เด็ก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ไปเป็นที่ปรึกษากองทัพบก ในส่วนของเตรียมทหารรุ่น 10 พล.ท.ภุชงค์ รัตนวรรณ จเรทหาร บก.ทหารสูงสุด เป็น ผบ.หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (ผบ.นสศ.) พล.ท.อารักษ์ ประภาพันธ์ จก.สื่อสารทหารบก เป็นที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก พล.ท.กิตติทัศน์ บำเหน็จพันธุ์ ผอ.ททบ.5 เป็น จก.สื่อสารทหารบก  เป็นต้น

ขณะที่พล.อ..เหมรัฐ ขำนิล (ตท.9) ผบ.หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา นายทหารคนใกล้ชิดกับ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ อดีต รมว. กลาโหม ถูกย้ายไปเป็นที่ปรึกษาพิเศษ บก.ทหารสูงสุด พล.ท.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ รองผู้บัญชาการหน่วยทหารพัฒนา ขึ้นมาเป็น ผบ.หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา และ พล.ท.ชวลิต จารุจินดา ผบ.ศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) ซึ่งใกล้ชิดกับ พล.อ.วินัย ไปเป็นรอง ผบ.หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา  โดยโยก พล.ท.ชูชัย บุญย้อย ผู้ทรงคุณวุฒิ บก.ทหารสูงสุด มาเป็น ผบ.ศรภ.  พล.ท.พลางกูร กล้าหาญ เจ้ากรมกิจการพลเรือน เป็นที่ปรึกษาพิเศษกองบัญชาการทหารสูงสุด พล.ต.นินนาท เบี้ยวไข่มุข ที่ปรึกษาพิเศษสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม นายทหารคนสนิทพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก  นอกจากนี้ยังมีการแต่งตั้ง เตรียมทหารรุ่น10 เป็นทีมเสนาธิการทหาร ประจำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ด้วย

http://www.prachatouch.com/content.php?id=3404
หน้า: [1] 2