25 ตุลาคม 2014, 22:57:39
กระทู้ใหม่กระทู้ใหม่

  แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2
1  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / "นายกฯ สมัคร" ลั่น จะอดกลั้นถึงพรุ่งนี้ ยันไม่ใช้ พรก.ฉุกเฉิน เมื่อ: 29 สิงหาคม 2008, 19:44:01
  นายกรัฐมนตรี เผย สั่งการให้ตำรวจถอยออกมาเพราะไม่ต้องการให้นองเลือด ระบุ มีข้อเสนอจากฝ่ายความมั่นคงแต่ไม่ขอใช้หวั่น ประชาชนต้องอยู่แต่ในบ้าน ด้าน อนุพงษ์ห่วงสถานการณ์ ไม่อยากให้เกิดความรุนแรง พร้อมยืนยันไม่มีปฏิวัติแน่นอน

  นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม แถลงว่า ตนเองเป็นผู้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจถอนกำลังออกมาจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพราะไม่อยากให้เกิดเหตุนองเลือด เนื่องจากต้องการให้ผ่านงาน 116 วัน จากวันแม่สู่วันพ่อ ที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ก่อน พร้อมยอมรับฝ่ายความมั่นคงมีข้อเสนอแนะออกมาแล้ว แต่ยังไม่ขอใช้ เพราะไม่อยากให้สถานการณ์ตึงเครียด และไม่อยากให้ประชาชนต้องอยู่แต่ในบ้าน และยังกระทบกับงานในวันพรุ่งนี้ โดยหลังจากในวันพรุ่งนี้ จะตัดสินใจดำเนินการอีกครั้งหากสถานการณ์รุนแรงขึ้น พร้อมยกมือไหว้ขอร้องประชาชนและรัฐวิสาหกิจให้ไตร่ตรองให้ดี อย่าร่วมชุมนุมเพียงเพราะนึกสนุกชั่วแล่น

  ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. กล่าวหลังการประชุมสภากลาโหม ว่า มีความเป็นห่วงสถานการณ์การบ้านเมืองไม่อยากให้มีความรุนแรงเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประชาชน ที่เขาไม่ได้มีอาวุธอะไร เมื่อถามว่า เหล่าทัพได้มีการเสนอแนะอะไรต่อที่ประชุมสภากลาโหม บ้าง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ไม่มีวาระการประชุมในเรื่องนี้ ส่วนกระแสข่าวที่ประชาชนหวั่นวิตกว่าจะเกิดการปฏิวัติ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ในเรื่องของกำลังที่มาจากการฝึก ได้แจ้งเรียบร้อยแล้ว ซึ่งสื่อก็เสนอไปแล้วเช่นกัน ส่วนเหตุการณ์ คาดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถดำเนินการได้เพียงแต่ว่าอยากให้ดำเนินการโดยที่ไม่มีความรุนแรง

  เมื่อถามว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการร้องขอกำลังจากกองทัพให้ไปช่วยหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ต้องอยู่ที่รัฐบาล รัฐบาลจะเป็นผู้สั่งการ เพราะตนไม่สามารถที่จะไปดำเนินการอะไรได้ ส่วนในเรื่องการปฏิวัติ ยืนยันได้ว่าไม่มี เพราะการปฏิวัติไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ เมื่อถามว่า เป็นห่วงหรือไม่ ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ประชาชนจะเดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ เป็นจำนวนมาก ทางทหารจะให้ความช่วยเหลือในเรื่องนี้อย่างไร พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับกับการสั่งการของรัฐบาล เพราะเราไม่สามารถเอาทหารออกมาได้ ทั้งนี้ ยืนยันใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจ น่าจะมีความเหมาะสม และพอเพียงที่จะรักษาสถานการณ์ให้เรียบร้อยได้

   ถามว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการถอนกำลังออกจากบริเวณสถานที่การชุมนุมแล้ว พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ แต่อย่างไรก็เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเมื่อตอนบ่ายได้เรียนผ่านไปถึง ผบ.ตร. ว่า น่าจะไม่ใช้มาตรการรุนแรง

  เมื่อถามว่า ในที่ประชุมสภากลาโหมแสดงว่านายกฯ ไม่ได้ขอความคิดเห็นกับผบ.เหล่าทัพ กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่มีวาระ ในส่วนของผู้ที่มาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่ว่า กลุ่มดังกล่าวน่าจะลดความรุนแรงในการปฏิบัติการลง และหาทางออกเพื่อประเทศชาติร่วมกัน อย่างไรก็ตาม เขาก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายด้วย ถ้ายึดถือตามกฎหมายและตามที่ศาลสั่ง เหตุการณ์ต่างๆ ก็จะคลี่คลายลงไปได้ โดยเฉพาะคนที่เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์และอาจจะได้รับการกระทบกระทั่งจากการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ ทางกองทัพประเมินสถานการณ์อยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ส่วนกรณีที่สหภาพการบินไทย และ รถไฟ ที่ประกาศหยุด ซึ่งประเด็นนี้ทางรัฐบาลจะแก้ไข เราคงไม่อยากให้เกิด เราไม่อยากให้มีผลแบบนั้น เพราะจะมีผลกระทบไปทุกมิติ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มปัญหาส่วนสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

   เมื่อถามว่า ควรจะ นำ พรก.ฉุกเฉิน หรือ พรบ.ด้านความมั่นคงมาใช้ หากตำรวจไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า การจะใช้หรือไม่ใช้เป็นเรื่องของทางรัฐบาล แต่ขณะนี้ ตนเห็นว่า ยังไม่ถึงขั้นที่น่าจะต้องใช้ ถ้าไม่มีความวุ่นวายเกิดขึ้น การที่ทหารออกมา บางทีมันก็ไม่เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ ภาพลักษณ์ที่ออกไปทั่วโลก บางทีมันอาจจะไม่ดี ดังนั้น มาช่วยกัน ร่วมมือกันทั้ง 2 ฝ่ายได้แก้ไขปัญหาร่วมกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องทำตามหน้าที่ของเขา แต่ก็อย่าให้รุนแรงนัก ส่วนทางฝ่ายชุมนุมก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และลดความรุนแรงลง อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า เราคนไทยด้วยกัน และเป็นปัญหาภายในประเทศไทย ถ้าบอกว่าแค่นี้ แล้วมันไม่มีทางที่จะแก้ ตนคิดว่า มันคงไม่ได้ มันจะต้องแก้ให้ได้ ทั้งนี้หากมีการพูดคุยกันได้คงดี แต่ถ้าหากไม่พูดคุยกัน ก็ควรหาทางออกของตัวเองกัน

http://www.prachatouch.com/content.php?id=8817
2  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ศาลอนุมัติหมายจับแกนนำพันธมิตรฯ 9 คน เมื่อ: 27 สิงหาคม 2008, 16:29:49
ศาลอนุมัติออกหมายจับ 5 แกนนำพันธมิตรฯ รวมถึง สุริยะใส กตะศิลา ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อมร อมรวัฒนานนท์ และ เทิดภูมิ ใจดี

ศาลอาญา มีคำสั่งอนุมัติหมายจับแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และแนวร่วมรวม 9 คน ประกอบด้วย

นายสนธิ ลิ้มทองกุล ,
พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ,
นายพิภพ ธงไชย ,
นายสมศักดิ์ โกศัยสุข,
นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ,
นายสุริยะใส กตะศิลา,
นายอมร อมรรัตนานนท์ ,
นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และ
นายเทิดภูมิ ใจดี

ตามคำร้องของพนักงานสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล ในคดีกล่าวหาว่า กระทำความผิดฐานเป็นกบฏ และสะสมกำลังหรืออาวุธเพื่อตระเตรียมการ หรือสมคบเพื่อเป็นกบฎ ใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด อันก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113,114,215 และ 216

นายณรัช อิ่มสุขศรี เลขานุการศาลอาญา กล่าวว่า ศาลอาญาได้อนุมัติออกหมายจับแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทั้ง 9 คนแล้วตามที่พนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร ได้ยื่นคำร้องเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

http://www.bangkokbiznews.com/2008/08/27/news_289116.php
3  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / แถลงการณ์ ม.เที่ยงคืน “ขอประณามการเคลื่อนไหวที่นำสังคมไทยไปสู่หายนะ” เมื่อ: 27 สิงหาคม 2008, 06:49:48
วันนี้ (26 ส.ค.) เวลา 15.30 น. ที่ห้องประชุมกระจก คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ได้แก่ รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล ผศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เชษฐพัฒนวนิช รศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ รศ.สมเกียรติ ตั้งนโม นายชำนาญ จันทร์เรือง ได้อ่านแถลงการณ์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนเรื่อง “ขอประณามการเคลื่อนไหวที่นำสังคมไทยไปสู่หายนะ” (ดูล้อมกรอบ)

 โดยเนื้อหาของแถลงการณ์เป็นการประณามการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่บุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีในช่วงเช้าวันนี้ ว่าจะนำพันธมิตรฯ ไปสู่การกระทำที่ก้าวข้ามพ้นจาก “อารยะขัดขืน” สู่ “อนารยะขัดขืน” และในแถลงการณ์ยังระบุว่านี่เป็นการทำลายสิทธิในการสื่อสารของฝ่ายต่างๆ ในสังคม และเรียกร้องให้สังคมไทยไตร่ตรองและใช้สติกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบ เนื่องจากเป็นการกระทำที่มุ่งนำไปสู่การสร้างความรุนแรงและอาจนำพาสังคมไทยไปสู่ความหายนะมากขึ้น

 นอกจากนี้ในท้ายแถลงการณ์ยังระบุด้วยว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่อาจแก้ไขได้ด้วยการรัฐประหาร หรือการใช้วิธีการอื่นใดที่ไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตย ดังที่สังคมไทยได้เคยประสบมาจากเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 แล้ว

 รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล กล่าวหลังการอ่านแถลงการณ์ว่าจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ขอย้ำว่าการรัฐประหารไม่ใช่ทางออกของปัญหานี้ ไม่ว่าการรัฐประหารนั้นจะเกิดขึ้นโดยฝีมือใครก็ตาม จะยิ่งซ้ำเติมให้สังคมไทยประสบหายนะมากขึ้น โดยก่อนหน้าเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 กระทั่งเกิดการรัฐประหารในคืนวันนั้นเป็นบทเรียนที่ดีที่ว่าปัญหาไม่ได้ถูกแก้ไขหลังมีการรัฐประหาร

 

แถลงการณ์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

เรื่อง ขอประณามการเคลื่อนไหวที่นำสังคมไทยไปสู่หายนะ

 
แม้การเคลื่อนไหวเพื่อแสดงความคิดเห็นทางการเมืองจะเป็นสิทธิพื้นฐานที่ไม่อาจปฏิเสธได้ในสังคมประชาธิปไตยซึ่งกลุ่มคนต่างๆ สามารถกระทำได้ แต่ก็ต้องเป็นการกระทำที่ดำเนินไปภายใต้หลักการพื้นฐานซึ่งต้องเคารพสิทธิของบุคคลอื่น ไม่ใช้ความรุนแรง รวมทั้งต้องไม่เป็นการเคลื่อนไหวที่นำไปสู่การทำลายระบอบประชาธิปไตยโดยรวม

 ณ บัดนี้ การเคลื่อนไหวทางการเมืองของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ก้าวข้ามพ้นจากสิ่งที่เรียกว่า “อารยะขัดขืน” ไปสู่การกระทำที่เป็น “อนารยะขัดขืน” อย่างชัดเจน หรือเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายโดยปราศจากความชอบธรรมและไม่เคารพสิทธิของสังคมโดยรวม ด้วยการบุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์อันเป็นการทำลายสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารและทางเลือกการรับรู้ของสังคมไทยด้วยการใช้กำลังและความรุนแรง

 รวมถึงการเคลื่อนไหวอื่นๆ ที่กำลังเกิดขึ้นด้วยการใช้กำลังและจำนวนของมวลชน เช่น การบุกเข้ายึดสถานที่ราชการ การใช้กำลังคุกคามเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อปกป้องผู้กระทำความผิด ทั้งหมดเป็นการกระทำที่จะนำพาสังคมไทยไปสู่ความหายนะอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนมีความเห็นต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นดังนี้

ข้อแรก ขอประณามการกระทำของพันธมิตรฯ ที่ใช้ความรุนแรงในการบุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์อันเป็นการทำลายหลักการเสรีภาพในการสื่อสารมวลชน และทำลายสิทธิในการสื่อสารของฝ่ายต่างๆ ในสังคม

ข้อสอง ขอเรียกร้องกับสังคมไทยให้ไตร่ตรองและใช้สติกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบ เนื่องจากเป็นการกระทำที่มุ่งนำไปสู่การสร้างความรุนแรงและอาจนำพาสังคมไทยไปสู่ความหายนะมากขึ้น

ข้อสาม ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่คุ้มครองสิทธิของประชาชน เพื่อมิให้บ้านเมืองตกอยู่ในสภาวะไร้ขื่อแปและอาจนำไปสู่การจราจลในหมู่ประชาชน

ข้อสี่ การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ไม่อาจแก้ได้ด้วยการใช้กำลัง การรัฐประหารหรือการใช้วิธีการอื่นใดที่ไม่ใช่วิถีทางตามระบอบประชาธิปไตย ดังที่สังคมไทยได้เคยประสบมาจากเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 แล้ว

 

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

                                                              26 สิงหาคม 2551


 
http://www.prachatai.com/05web/th/home/13317
4  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / (คำต่อคำ) นายกฯ แถลงจวกพันธมิตรฯ เตรียมดำเนินคดี วอนประชาชนถอย-สื่อใช้วิจารณญาณ เมื่อ: 27 สิงหาคม 2008, 06:45:15
26 ส.ค.51 เวลาประมาณ 15.10 น. หลังประชุมคณะรัฐมนตรีนาน 3 ชั่วโมงที่กองบัญชาการกองทัพไทย นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนเช้าจนกระทั่งบัดนี้ได้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่ากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่ได้ปฏิบัติการตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และเป็นการกระทำที่ไม่มีเหตุผล จึงขอเรียกร้องให้ประชาชนที่ไปร่วมชุมนุม รวมทั้งที่อยู่ในทำเนียบรัฐบาลพิจารณาเรื่องนี้และกลับบ้านไปเสีย

นายสมัครกล่าวต่อว่า ได้สั่งการให้ พล.ต.อ. โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ดูแลในเรื่องนี้ ใครปิดถนนหรือเข้าไปในสถานที่ที่ไม่ควรเข้า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะออกปฏิบัติการ และดำเนินการอย่างถึงที่สุด อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังมีอีกหลายขั้นตอนในการจัดการกับการเคลื่อนไหวในครั้งนี้แต่จะยั้งมือไว้เพราะไม่อยากให้บ้านเมืองเสียบรรยากาศ

นายกรัฐมนตรีระบุว่า สิ่งที่กลุ่มพันธมิตรฯ ดำเนินการนั้นเกินกว่าเหตุ และยืนยันว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้ทำความเสียหาย หรือทุจริตอย่างที่กลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวหา พร้อมทั้งยืนยันว่านายกฯ หรือรัฐบาลจะไม่ถอยไปไหน และรัฐบาล ตำรวจ ทหารจะไม่ยินยอมให้แกนนำ 5-6 คนกระทำผิดกฎหมายอีกต่อไป ขณะนี้ได้เตรียมรวบรวมหลักฐานเพื่อเอาผิดแล้ว

นอกจากนี้นายกฯ ยังระบุถึงการทำงานของสื่อมวลชนว่าสื่อต้องมีวิจารณญาณในการทำงาน และไตร่ตรองดูว่าจะอยู่ตรงไหน คงไม่สามารถเป็นกลางได้แล้ว ไม่เช่นนั้นครึ่งหนึ่งก็เท่ากับสนับสนุนให้กลุ่มพันธมิตรสร้างความเดือดร้อนให้บ้านเมือง

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่านี่เป็นการแถลงข้างเดียวและจะไม่เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนซักถาม

ต่อมาเวลาประมาณ 18.00 น. นายสมัครได้เปิดแถลงข่าวแก่ผู้สื่อข่าวต่างประเทศถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและยืนยันเช่นเดียวกับการแถลงข่าวก่อนหน้านั้นว่าจะดำเนินคดีผู้ที่กระทำความผิด พร้อมทั้งยืนยันว่าการเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลนั้นไม่มีเหตุผลเพียงพอ

000

คำต่อคำ 'สมัคร สุนทรเวช' แถลง

วันนี้คณะรัฐมนตรีได้มาใช้สถานที่กองบัญชาการทหารสูงสุดเป็นที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพิ่งเลิกเมื่อซักครู่นี้ นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่จะต้องอธิบายให้ประชาชนทั้งประเทศได้ทราบว่า กรณีที่มีบุคคลที่อ้างตัวว่ารัฐบาลได้ทำความเสียหายให้บ้านเมืองและจำเป็นต้องมาขับไล่รัฐบาลนั้น บุคคลคณะนี้ได้พูดจาตลอดว่าต้องการทำด้วยความเรียบร้อย ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 63 จะมาชุมนุมเฉยๆ ไม่มีอาวุธ ไม่มีอะไรต่างๆ แต่ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนเช้าจนถึงบัดนี้ ได้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า คนพวกนี้ไม่ได้ทำอย่างที่พูดไว้ ไม่ได้ปฏิบัติการตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดและได้กระทำการเกินไปยิ่งกว่า


นับว่าเป็นโชคดีมากที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เอ็นบีที ได้ถ่ายภาพบุคคลคณะนี้ที่ส่วนหนึ่งได้บุคเข้าไปยึดสถานี ต้องการใช้สถานีเพื่อจะเป็นที่ออกอากาศหรือจะให้ยุติการออกอากาศ พฤติการณ์ที่ได้เห็นนั้นตำรวจได้ไปทันเวลา ตำรวจได้จับตัวไว้ ค้นตัวพบทั้งปืน ทั้งดาบ อาวุธอย่างอื่น และกระทั่งใบกระท่อม พฤติการณ์ยังได้แพร่ไปยังที่อื่นๆ ไปล้อมทำเนียบรัฐบาล ล้อมหน่วยราชการ และในที่สุดก็บุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล

ความประสงค์พวกนี้ต้องการอย่างเดียวคือไล่รัฐบาลออก เป็นการกระทำที่ไม่มีเหตุผล ไม่มีข้อกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ผมบอกให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศได้ทราบว่า พฤติการณ์ของคนพวกนี้เราได้ให้โอกาส และให้เวลา ใช้ความอดทน ด้วยวิธีการที่นุ่มนวลที่สุดแล้ว แต่พฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นนี้ในฐานะนายกรัฐมนตรีผมขอประกาศให้ประชาชนทั้งประเทศที่ได้รับทราบอยู่ ขอให้คนที่ไปร่วมชุมนุมอยู่ด้วยนั้น ท่านมีโอกาสพิจารณาถ้าท่านไม่ต้องการให้ตัวเองและครอบครัวได้เดือดร้อนต้องตกเป็นผู้ต้องหาต่อไป ขอให้ท่านถอยและกลับบ้านไปเสีย

ผมขอขอบคุณพี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพมหานครซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้มาร่วมด้วย ไม่ได้เกี่ยวข้อง ผู้คนที่มาจากต่างจังหวัดท่านจะถูกเขาชักชวน เชิญชวนมาด้วยประการใดสุดแท้แต่ แต่ท่านกำลังเข้ามาประกอบการทำความผิดต่อบ้านเมือง ความผิดต่างๆ นั้น จะมีเจ้าหน้าที่อธิบายให้ท่านทราบในภายหลัง

บัดนี้ความอดทนของรัฐบาลได้ยาวมาถึงจวนจะสิ้นสุด ผมให้โอกาสครั้งสุดท้าย โดยผมแต่งตั้งให้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยปฏิบัติหน้าที่สั่งราชการงานตำรวจ ในการปฏิบัติงานของตำรวจทั้งหมดและราชการมหาดไทยที่ท่านรับผิดชอบอยู่ งานสองอย่างนี้จะประสานกัน และจะดำเนินการทุกอย่างเพื่อให้สถานการณ์กลับคืนเข้าสู้สภาพปกติ ใครที่ปิดถนนอยู่ ใครที่เข้าไปในสถานที่ที่ไม่ควรเข้า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะออกปฏิบัติการและดำเนินการถึงขั้นที่สุด ให้พวกที่ปฏิบัติการผิดกฎหมายรู้ไว้ด้วยว่า ถ้าหากว่าท่านปฏิบัติการอะไรผิดเกินเลยไปกว่านี่ เรายังมีอีกหลายขั้นหลายตอนซึ่งยังอยากจะยั้งมือไว้ ไม่อยากให้บ้านเมืองเสียบรรยากาศ ไม่ว่าจะใช้พระราชบัญญัติฉบับนั้น ไม่ว่าจะใช้เรื่องอย่างนี้ มีเครื่องมือของรัฐบาลอีกหลายอย่างที่จะทำให้ท่านยุติปฏิบัติการได้ แต่เราไม่อยากให้บ้านเมืองเสียบรรยากาศ ผมขอย้ำ ต่อไปนี้ ท่านรองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ จะดูแลกรมตำรวจ สั่งงานกรมตำรวจ และจะออกปฏิบัติการ เพื่อให้พี่น้องประชาชนทั้งหลายที่ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยได้รับความสงบสุข ได้มีความมั่นใจในสถานการณ์ รวมทั้งผู้คนต่างชาติที่อยู่ในบ้านเมืองนี้ด้วย

ขอให้รู้ว่าสิ่งที่พวกเขาทำนั้นไม่มีเหตุผล ผมเรียกร้องต่อพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ท่านใช้วิจารณญาณของตัวท่านเองดูก็แล้วกันว่าท่านควรจะเข้าอยู่ข้างไหน คณะรัฐบาลที่ผมบริหารอยู่นั้นได้ทำอะไรผิดพลาดในบ้านเมืองนี้ ได้ทำทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงตรงไหน ได้ทำความเสียหายให้บ้านเมืองอย่างไร ผมแน่ใจว่าผมและคณะไม่ได้ทำสิ่งนั้น ผมแน่ใจและยืนยันได้ว่าคณะบุคคล 5-6 คนที่เป็นหัวโจกนั้นได้กระทำการเกินกว่าเหตุ ได้ดุด่าว่ากล่าวผม ซึ่งได้มีการบันทึกไว้แล้วทั้งหมดและจะต้องดำเนินคดีต่อไป ไม่มีทางที่บ้านเมืองอย่างประเทศไทยมีคน 63 ล้านคน จะปล่อยให้คน 5-6 คนมาตั้งเป็นแก๊งค์ข้างถนนประกาศจะยึดอำนาจบ้านเมือง เป็นไปไม่ได้ ตำรวจเขาก็จะยอมไม่ได้แต่จะทำให้ถูกระเบียบ ทหารก็จะยอมไม่ได้แต่จะรอให้ถึงจังหวะเวลา มันจะผ่านไปได้อย่างไรเมื่อตำรวจทหารต้องดูแลความสงบของบ้านเมืองนี้

ขอให้ตรองดู ใครก็ตามที่สนุกสนานอยู่ข้างหลังกลุ่มคนพวกนี้ ท่านคิดดูให้ดีก็แล้วกันว่าจะดำเนินการอยู่ข้างหลังกลุ่มคนพวกนี้แค่ไหน ท่านมีโอกาสที่จะถอยออกไปจากท้องถนน ถอยออกไปจากกลุ่มคนพวกนี้ คนที่อยู่ในทำเนียบรัฐบาลนั้นท่านจะต้องออกมาข้างนอก รัฐบาลมีมาตรการที่จะต้องเอาท่านออกมา จะด้วยประการใดก็ตามแต่เราต้องรักษาความสงบของบ้านเมือง บ้านเมืองมีตำรวจ มีทหาร มีกฎหมาย มีความสงบสุขซึ่งได้อยู่คู่บ้านเมืองของเรามา ผู้คน 5-6 นี้ได้ก่อกวนให้เกิดความไม่สงบสุขในบ้านเมือง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเมือง เราจะอดทนถึงเพียงเท่านี้เท่านั้น ต่อไปนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด

ผมบอกบรรดาสื่อสารมวลชนทั้งหลายให้ท่านรู้ไว้ด้วย ท่านเองก็ควรมีวิจารณญาณว่ามีคนมาทำร้ายบ้านเมืองขนาดนี้ ท่านยังจะเลือกคิดอยู่หรือ ท่านยังจะคิดอยู่หรือว่ารัฐบาลนี้มันเป็นรัฐบาลชั่วร้ายเลวทราม รัฐบาลทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างที่เขากล่าวหากันโดยไม่มีเหตุผล ท่านต้องพิจารณาดูด้วยว่าพฤติการณ์ของคนพวกนี้เขาทำสิ่งที่ถูกที่ต้องหรือไม่ ทั้งหมดนั้นขอให้นึกถึงเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินของเรา ให้นึกถึงบ้านเมืองของเราซึ่งมีความสงบสุข ท่านทั้งหลายจะเสนอข่าวจะทำอะไรต่างๆ ขอให้ได้คิดไตร่ตรองดูด้วย ผมไม่อยากพูดถึงพวกท่านทั้งหลายหรอก แต่ถ้าจะถือว่าข่าวเป็นข่าว รายงานต้องรายงาน ขอให้ท่านคิดดูว่าท่านเป็นคนไทยหรือเปล่า ท่านพร้อมจะร่วมมือกับคนพวกนั้นทำลายบ้านเมืองเราหรือเปล่า ผมจะอยู่ป้องกันบ้านเมืองนี้ ผมไม่มีวันถอยไปไหน ที่ออกข่าวดักหน้าดักหลังจะจับผมที่นั่นที่นี่ จะจับนายสมัครไปเซ็นหนังสือลาออก จะจับประธานสภา ทำไม่ได้ในบ้านเมืองนี้ ผมไม่กลัวเกรงคนพวกนี้ บอกให้รู้ด้วยว่าจะคิดจะทำอะไรต่างๆ เรารู้อยู่ แต่ไม่อยากทำให้เสียบรรยากาศว่ารัฐบาลมีอำนาจในมือแล้วไปรังแกคนที่เขามีความคิด คิดอย่างอื่นได้ แต่คิดอย่างนี้ทำแบบนี้ไม่ได้

ผมขอแถลงข้างเดียว และจะขอไม่ตอบคำถามเพราะจะเป็นการต่อความยาวสาวความยืด ท่านทั้งหลายเป็นสื่อสารมวลชน กรุณาเสนอข่าวนี้ให้ประชาชนทั้งประเทศได้รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา บรรดาผู้คนทั้งหลายถ้าหากท่านได้ฟังอยู่ในต่างจังหวัด ใครปิดถนน ใครยึดถนนนั้น ถ้าจับได้ท่านมีความผิด มีข้อหาทางกฎหมายรุนแรง ตั้งแต่เช้าตีห้าที่เกิดเรื่องขึ้นมาจนกระทั่งถึงบัดนี้เราบันทึกเทปไว้ทั้งหมด มีตัวผู้คนที่สามารถดำเนินคดีตามจับกุมตัวได้ทั้งนั้นรวมทั้งคน 5 คนนั้น ท่านไม่ใช่คนวิเศษมาจากไหน ไม่ใช่จะมายืนด่าใครได้หลายเดือน เขายอมให้ยกให้นั้น วันหนึ่งต้องจบ ด่าได้ด่าเอาแสดงว่าเป็นผู้วิเศษ ท่านทั้งหลายที่เป็นสื่อสารมวลชนต้องใช้วิจารณญาณด้วยว่าคนพวกนั้นเขาได้รับเลือกตั้งมาจากใครที่ไหน มีกฎหมายอะไรรับรองไหมที่จะให้มาก่อกวนปั่นป่วนบ้านเมืองให้ยุ่งยากขนาดนี้

ผมไม่ยอม คณะรัฐมนตรีก็ไม่ยอม และทางตำรวจ ทหารก็จะไม่ยอม เราจะทำหน้าที่ของเราเป็นขั้นเป็นตอน ท่านทั้งหลายเป็นสื่อสารมวลชนต้องชั่งน้ำหนักด้วยว่าท่านจะเลือกอยู่ข้างไหน งานนี้อยู่ตรงกลางไม่ได้แล้ว เพราะครึ่งหนึ่งที่ท่านอยู่กับเขา ท่านส่งเสริมให้บ้านเมืองนี้มีความเสียหายด้วย ขอขอบคุณนะครับ

http://www.prachatai.com/05web/th/home/13313
5  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ป่วน! สงขลาบึ้ม 7 จุด ชาวบ้านเจ็บ 2 เมื่อ: 2 สิงหาคม 2008, 22:23:08
เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิด ป่วนจังหวัดสงขลา ในเขตเทศบาลเมือง และ อ.หาดใหญ่ พร้อมกัน 7 จุด มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย

พล.ต.ต.วิรุฬ เอี่ยมไพจิตร์ ผู้บังคับการตำรวจภูธร จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า เมื่อสักครู่ที่ผ่านมาเกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดพร้อมกัน หลายจุดโดย เขตเทศบาลเมืองสงขลา 5 จุด และ อ.หาดใหญ่ 2 จุด เป็นการวางไว้ในร้านสะดวกซื้อ 2 แห่ง ร้านอาหาร 1 แห่ง และใกล้คู้ ATM อีก 1 แห่ง ส่วน ที่ อ.หาดใหญ่ คนร้ายวางไว้ใกล้กับตู้ ATM เช่นกัน ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บขณะนี้มี 2 ราย

ขณะที่ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในเขตเทศบาลเมืองสงขลา คนร้ายลอบวางระเบิดภายในร้านเซ่เว่น 3 จุด ที่สาขาถนนประท่า มีผู้บาดเจ็บ 1 รายสาขาถนนทะเลหลวง และ สาขาหน้าโรงเรียนวิทยา ส่วนอีกจุด ถนนชลาทัศน์

http://www.innnews.co.th/local.php?nid=124981
6  หมวดหลัก / กระทู้การเมือง / Re: ป.ป.ช.ย้ำ ราชเลขาฯ ส่งหนังสือตอบกลับระบุไม่ต้องโปรดเกล้าฯถือเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ เมื่อ: 20 กรกฎาคม 2008, 15:29:03
ความเห็น คุณ kukkunoi

ตามกฎหมาย ต้องให้พระมหากษัตริย์โปรดเกล้าฯ โดยการเสนอของประธานวุฒิสภา เพราะใช้อำนาจแทนกษัตริย์ในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร แต่ปปช.ชุดนี้ แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร ให้มาใช้อำนาจแทนกษัตริย์ แล้วจะยังขอให้กษัตริย์โปรดเกล้าฯ อีก เหมือนกับคนอื่นมาใช้อำนาจแทนในการแต่งตั้ง แล้วคนที่ได้รับแต่งตั้ง จะยังขอเข้าเฝ้าให้โปรดเกล้าฯให้ใช้อำนาจแทนอีก ก็พระองค์ท่านไม่ได้แต่งตั้ง ก็ชอบแล้วที่ท่านจะไม่โปรดเกล้าญให้เข้าเฝ้า แต่งตั้งเพื่อใช้อำนาจแทนพระองค์ แทนที่จะละอายกลับภูมิอกภูมิใจ


ความเห็นคุณ digital Prime Minister

ถ้าหากตีความจากความคิดเด็กๆ ที่เริ่มเรียนกฎหมาย ก็อาจจะตีความว่า เมื่อ พรบ.ปปช.2542 ใช้ได้ครบถ้วนสมบูรณ์ เพียงแต่เปลี่ยนแปลงการสรรหา ให้ ปธ.คมช.สรรหา แทน องค์กรอื่นๆ ที่ระบุ ไว้ ใน รธน.40 และ พรบ.ปปช.2542 นั่นหมายความว่า เด็กที่เริ่มเรียนกฎหมาย ตีความว่า ตำแหน่ง ปปช.ต้องมีการโปรดเกล้าฯ เท่านั้น ไม่มีการโปรดเกล้าฯ ถือว่า ไม่สมบูรณ์ เป็นโมฆะ จะรับเงินเดือน ตาม พรบ.เงินเดือนที่กำหนดไว้ชัดเจนไม่ได้

เมื่อ ตรรกะออกมาอย่างนี้ สำนักราชเลขาธิการ จะให้เหตุผลอย่างไรก็ตาม แต่ปัญหาข้อกฎหมาย คือ ปปช.9 คน ยังคิดว่า ต้องโปรดเกล้าฯ เท่านั้น จึงจะมีความสมบูรณ์ เมื่อไม่มีการโปรดเกล้าฯ จะมาเอาการตีความของสำนักราชวังไม่ได้ ต้องเอาเจตนาของนักกฎหมาย คือ ปปช.9 คนเป็นหลัก

เมื่อพวกท่านยังตัดสินเองว่า ต้องมีการโปรดเกล้าฯ เมื่อยังไม่มีการโปรดเกล้าฯ พวกท่านก็ไม่สมควรทำหน้าที่

การที่พวกท่านยกเหตุผลของสำนักราชเลขาพระราชวังมาอ้าง ก็ยังไม่พ้นเจตนาที่พวกท่านตีความไว้ พวกท่านในฐานะ ผู้ต้องตัดสินตัวบทกฎหมาย ตาม รธน.ม.270 ชี้เป็นชี้ตาย พวกท่านยังชี้ผิด ยังตัดสินออกมติผิด ต้องลาออก

ความผิดก็อยู่ตรงขอโปรดเกล้าฯ นี่แหละ

คำถาม ปปช.9 คน ต้องตอบให้ได้ว่า ใช้ตัวบทกฎหมายอะไร ที่จะให้มีการโปรดเกล้าฯ ในเมื่อ การแต่งตั้ง มีผลสำเร็จ ตามที่อ้างรัฐาธิปัตย์ ตาม คปค.ที่ 19 และ 31

นั่นหมายความว่า ใน คปค.ก็ต้องมีระบุว่า ให้ ปธ.คปค.เป็นผู้ลงนามรับสนองฯ เพื่อมีการโปรดเกล้าฯ โดยให้มีการสรรหา โดย ปธ.คปค.และหรือ ให้โยง คปค.ที่ 19 และ 31 มาไว้ ใน รธน.49 โดยระบุให้ ปธ.สนช.ลงนามรับสนองฯ โปรดเกล้า ปปช.ไม่มี กฎหมายรองรับให้ทำ

นั่นหมายความว่า ทีมกฎหมาย มั่ว ทั้งหมด มั่วกันเองไม่ว่า แต่ไป มั่ว ให้ ลงนาม โปรดเกล้าฯ

ยิ่งมาย้ำความสมบูรณ์ ของรัฐาธิปัตย์ ก็ยิ่งผิดใหญ่ เพราะ เท่ากับว่า มี ความผิด ปอ.108 ไปจำกัดเสรีภาพของพระมหากษัตริย์ ที่จะต้องทำตามคำสั่ง ของพวกที่อยู่ในอำนาจ รัฐาธิปัตย์ อย่างเดียว โดยไม่มีบทบัญญัติใด กำหนดเส้นทางกฎหมายไว้เลย

นี่คือ ความ มั่ว ทางกฎหมายอย่างชัดเจน

การออกนิรโทษกรรม การสร้าง รธน.มารองรับตามกฎหมาย ก็เป็นเรื่องของผู้ชนะ ในการยึดอำนาจ

แต่เรื่องให้โปรดเกล้าฯ 3 พ.ย. ปปช.9คน ผิดเต็มๆ ..ต้องลาออก สถานเดียวในความผิดนี้


คัดลอกจาก 'ปปช.อ้าง ราชเลขาธิการ ตอบกลับ ไม่ต้องโปรดเกล้าฯ : ความมั่วของทีมกฎหมาย' จาก  http://thaienews.blogspot.com/2008/07/blog-post_19.html
7  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / “กลุ่มต้านพันธมิตรฯ ” นัดรวมพล 10 โมงเช้า 21 ก.ค. หน้าศาล รธน. ประท้วง จรัญ เมื่อ: 20 กรกฎาคม 2008, 15:13:35
  “วรัญชัย โชคชนะ” แกนนำกลุ่มต้านพันธมิตรฯ เป่านกหวีด ระดมพล 10 โมงเช้า จันทร์ที่ 21 ก.ค. ประท้วง “จรัญ ภักดีธนากุล” พูดจาดูหมิ่นอำนาจนิติบัญญัติ

    นายวรัญชัย โชคชนะ แกนนำกลุ่มต่อต้านพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ ( 21 ก.ค.) เวลา 10 โมงเช้า ตนพร้อมด้วยแกนนำได้มีมติเคลื่อนไหวไปบริเวณศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อยื่นหนังสือประท้วงคำพูดของนายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งออกมาวิจารณ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยการตั้งคำถาม 3 ข้อ ซึ่งถือเป็นการพูดจาดูหมิ่นฝ่ายนิติบัญญัติที่ตนและแกนนำฯ รับไม่ได้อย่างยิ่ง

    นายวรัญชัย กล่าวว่า จากท่าทีดังกล่าวตนคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ประชาชนทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแสดงพลังในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ โดยสอดคล้องกับท่าทีของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีที่ออกมา ระบุว่าปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดเกิดจากรัฐธรรมนูญ 2550 ที่วางกับดักไว้ นายวรัญชัย กล่าวด้วยว่า ตนขอเชิญชวนประชาชนที่มีอุดมการณ์แบบเดียวกันร่วมแสดงพลังในวันและเวลาดังกล่าวอย่างพร้อมเพียงกัน

http://www.prachatouch.com/content.php?id=7331
8  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / 21 กค.51 เวลา 10.00 น. คปพร.บุกรัฐสภา จี้ ปปช.ลาออก เมื่อ: 20 กรกฎาคม 2008, 15:11:45
5 องค์กรภาคประชาชน เตรียมยื่นหนังสือถึงประธานวุฒิสภา วันพรุ่งนี้ เพื่อจี้ให้กรรมการ ป.ป.ช. ลาออกจากการทำหน้าที่ เนื่องจากมีที่มาไม่ถูกต้อง พร้อมเตรียมชุมนุมกดดัน อังคารนี้

นพ.เหวง  โตจิราการ แกนนำ คปพร. เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (21 ก.ค.) เวลา 10.00 น. คปพร. พร้อมด้วยตัวแทนภาคประชาชน 5 องค์กร จะเดินทางไปยังรัฐสภา เพื่อยื่นหนังสือต่อประธานวุฒิสภา จี้ให้ ป.ป.ช. ยุติการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากมีที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย
 
ขณะเดียวกันในวันอังคาร ก็จะมีประชาชนจากองค์กรต่างๆ เดินทางไปยัง ป.ป.ช. ในเวลา 10.00 น. เพื่อกดดัน ป.ป.ช.ให้ลาออกด้วย


http://www.prachatouch.com/content.php?id=7335
9  หมวดหลัก / กระทู้การเมือง / พญาครุฑ หน้าศาลอาญา ยังอาย....... เมื่อ: 17 กรกฎาคม 2008, 08:29:12


(ภาพต้นฉบับ จากเวบไซต์ มติชน โดย คุณ ไทยด่าน)


ต้องเสียหน้า พญาครุฑ ศาลอาญา
ผึ้งหลวงมา ทำรัง เกาะบังหน้า
ตุลาการ ศาลสั่ง สิ้นศรัทธา
กฎอาญา ถูกกบฏ กดกุมความ

คดีอาญา ความมั่นคง แห่งชาติไทย
มันผู้ใด ยึดอำนาจ ไม่อาจห้าม
อยู่เหนือศาล ดังผึ้งหลวง ประท้วงยาม
คดีความ ฟ้องกบฎ ถูกปลดปรง

บทประพันธ์ โดย คุณ Chupong



คัดลอกจาก  http://thaienews.blogspot.com/2008/07/blog-post_8070.html




10  หมวดหลัก / กระทู้การเมือง / ซีดีมัด รองหน.ปชป. ส่อถึงขั้นยุบพรรค เมื่อ: 10 กรกฎาคม 2008, 08:29:33
* หลักฐานชัดแจกตั๋วหนังพร้อมเปิดปราศรัย

         แฉหลักฐานสำคัญ วีซีดีมัดรองหัวหน้าพรรค ปชป. “วิฑูรย์ นามบุตร” แจกคูปองให้หัวคะแนนไปแจกจ่ายชาวบ้าน เอามาแลกเป็นตั๋วหนัง ขณะที่ผู้สมัคร ส.ส. เรียงหน้าเปิดปราศรัย “หน้าจอ” ก่อนหนังฉาย แฉเรื่องถึงมือ กกต. กลางนานแล้วแต่กลับเงียบกริบ ส่อจงใจดองเรื่องช่วยเหลือพรรคการเมืองบางพรรค จี้ กกต. อย่าเลือกปฏิบัติ ทั้งที่พรรคการเมืองอื่นโดนใบแดงถ้วนหน้า แต่ประชาธิปัตย์มีหลักฐานชัดกลับเงียบหาย เชื่อถ้า กกต. จริงใจสอบสวนเหมือนกรณีอื่นๆ คงเสร็จเรียบร้อยไปนานก่อนคดี “ยงยุทธ” เพราะหลักฐานชัดเจนกว่ากันเยอะ ไม่ต้องเป็น กกต. ก็ยังรู้ว่าทำผิด

* ซัด กกต.ดองสำนวนส่อช่วยเหลือ ปชป.

        ท่ามกลางกระแสข่าวการให้ใบแดงกับผู้สมัครรับเลือกตั้งที่เป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งมีมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นพรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรคเพื่อแผ่นดิน และล่าสุดกรณีของ นายยงยุทธ  ติยะไพรัช ที่ศาลฎีกาพิจารณายืนตามความเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการให้ใบแดง และเรื่องราวของทุกพรรคดังกล่าวจะนำไปสู่การยุบพรรคในที่สุดนั้น

         กลับปรากฏว่าเหตุการณ์ทำนองเดียวกันที่เกิดขึ้นกับ นายวิฑูรย์ นามบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้สมัคร ส.ส.อุบลราชธานี ซึ่งปรากฏหลักฐานตามคำร้องเรียนว่ามีการแจกตั๋วหนังต่อเนื่องหลายรอบ หลายวันในช่วงก่อนการเลือกตั้ง และมีการเข้าไปหาเสียงในโรงหนัง กลับไม่มีความคืบหน้า และ กกต. กลับเก็บเรื่องดังกล่าวเงียบเชียบ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์และข้อกังวลสงสัยของสังคมโดยทั่วไป ว่าจะมีความไม่ชอบมาพากลอย่างใดหรือไม่
 
        นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.พรรคพลังประชาชน และรองโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นที่เขตเลือกตั้งที่ 1 จ.อุบลราชธานี โดย ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ได้แจกคูปองให้หัวคะแนนเพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนนำไปแลกเป็นบัตรชมภาพยนตร์ที่โรงภาพยนตร์เนวาด้า มัลติเพล็กซ์ ติดต่อกันหลายวัน
 
       โดยก่อนที่จะฉายภาพยนตร์ ผู้สมัคร 3 คน คือ นายวุฒิพงษ์ นามบุตร นายศุภชัย ศรีหล้า รวมทั้ง นายวิฑูรย์ นามบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ส.ส. ระบบสัดส่วน จะสลับกันขึ้นปราศรัยหาเสียง พฤติการณ์เช่นนี้กฎหมายเลือกตั้งได้ห้ามไว้ มิให้มีการปราศรัยโดยการแสดงมหรสพ การฉายภาพยนตร์ถือเป็นมหรสพอย่างหนึ่ง ดังนั้นผู้ที่ขึ้นปราศรัยก็เท่ากับทำผิดกฎหมายโดยตรง
 
      “การให้คูปองกับหัวคะแนนเพื่อนำไปแลกเป็นตั๋วหนัง เป็นการให้ประโยชน์ที่ถือเป็นเงิน และมีลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน มีหลักฐานชัดเจน เพราะมีชาวบ้านถ่ายวิดีโอไว้ตั้งแต่ต้นจนจบ ถือเป็นการกระทำผิดที่ชัดเจน”
 
        นายศุภชัย กล่าวด้วยว่า ภายหลังประกาศผลการเลือกตั้ง นายสมบัติ รัตโน ผู้สมัครพรรคพลังประชาชน ได้นำเอกสารหลักฐานต่างๆ ไปร้องต่อคณะกรรมการสอบสวนการทุจริตการเลือกตั้ง (กกต.) จ.อุบลราชธานี แจ้งข้อกล่าวหาว่าผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 4 คน คือ นายวิฑูรย์ นามบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และ ส.ส.สัดส่วน นายวุฒิพงษ์ นามบุตร นายศุภชัย ศรีหล้า ส.ส.อุบลราชธานี เขต 11 และนายวิทวัส พันธ์นิกุล กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งโดยแจกบัตรชมภาพยนตร์โรงภาพยนตร์เนวาด้า มัลติเพล็กซ์ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550
 
       กกต.จังหวัดได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงและส่งสำนวนให้ กกต. กลางพิจารณานานแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการชี้แจงใดๆ กรณีเช่นนี้ตรงกับมาตรฐานที่ทำกันมาของ กกต. ชัดเจนและต้องให้ใบแดงอย่างเดียว

       จึงอยากจะตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใด กกต.กลางจึงดองเรื่องดังกล่าวไว้ ไม่นำสำนวนมาพิจารณาให้เสร็จสิ้น หรือมัวแต่เร่งทำคดีเพื่อช่วยพรรคการเมืองบางพรรคเท่านั้น  ซึ่งมีพยานหลักฐานชัดเจน ทั้งพยานบุคคลและวิดีโอ อยากจะเรียกร้องให้ กกต. เร่งพิจารณาเรื่องดังกล่าว
 
        นายศุภชัย กล่าวอีกว่า กรณีนี้เมื่อเทียบกับกรณีของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร กรณีของนายยงยุทธนั้นเป็นการจัดฉาก แผนซ้อนแผน แต่เรื่องของ ส.ส.ประชาธิปัตย์ หลักฐานมีชัดเจนเห็นๆ ไม่ต้องเป็น กกต. หากนำกฎหมายเลือกตั้งมากางดูก็ต้องบอกว่าผิด
 
       ทางด้าน นายสุทธิชัย จรูญเนตร ส.ส.อุบลราชธานี เขต 2 พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า กรณีนี้มีหลักฐานชัดเจนมาก มีทั้งวีซีดี ประกอบกับมีพยานบุคคล และเห็นอย่างชัดเจนว่ามีการปราศรัยในโรงภาพยนตร์ ซึ่งก็ไม่ต่างกับกรณี ส.ส.เพื่อแผ่นดินท่านหนึ่ง ที่จัดมหรสพ เพื่อใช้ปราศรัย เพราะนายวิฑูรย์ก็จัดปราศรัยในโรงมหรสพเช่นกัน

       ทั้งนี้ นายวิฑูรย์ เข้าชี้แจงต่อ กกต. จังหวัดไปแล้ว ไม่แน่ใจว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร เพราะบางแหล่งข่าวแจ้งมาว่านายวิฑูรย์ จะรอด ตอนนี้ต้องการให้ผู้ที่ร้อง กกต. ไปทวงถามกับ กกต. กลางอีกครั้งว่าจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป  อย่างที่เห็นว่ามีหลักฐานแน่นหนาแต่กลับไม่สามารถเอาผิดได้ เพราะเท่าที่ทราบมีการแจกเงินกันในโรงภาพยนตร์ด้วย

        เมื่อถามว่าภายในพรรคมีการพูดคุยกันในเรื่องดังกล่าวหรือไม่ นายสุทธิชัย กล่าวว่า ยังไม่มีการพูดคุยกันอย่างจริงจัง แต่มีการคุยกันในเฉพาะกลุ่ม  ซึ่งในความเห็นส่วนตัวแล้ว  ต้องการให้พรรคมีการประชุมหารือกันว่าจะจัดการเรื่องนี้ได้อย่างไร พูดคุยกันให้เป็นมติของพรรคไปเลย  ผู้ใหญ่ของพรรคควรจะต้องเข้ามาดูแลเพื่อเรียกร้องให้ กกต. แสดงความเป็นธรรม  และสร้างบรรทัดฐานที่ชัดเจน ถูกต้อง

         “ถ้าประชาธิปัตย์ถูกสอบสวนจริงจังเหมือนพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน ก็จะถือว่าทุกพรรคมีจุดยืนเท่ากัน ทั้งๆ ที่เรื่องนี้น่าจะมีการพิจารณาตัดสินเสร็จสิ้นก่อนกรณีคุณยงยุทธด้วยซ้ำ อีกอย่าง นายวิฑูรย์ก็มีตำแหน่งเป็นถึงผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน” นายสุทธิชัย กล่าว

         แหล่งข่าวระบุด้วยว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งมีพฤติกรรมชวนให้สงสัยว่า อาจจะช่วยเหลือพรรคประชาธิปัตย์ เพราะไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชาชน พรรคมัชฌิมาธิปไตย หรือพรรคชาติไทย ก็มีการให้ใบแดงกรรมการบริหารพรรค และต้องลุ้นยุบพรรคกันถ้วนหน้า ขณะที่กรณีของรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีลักษณะเดียวกัน มีพยานหลักฐานชัดเจน ไม่ต้องมีการตีความอะไร กลับไม่มีการดำเนินการ หรือแม้แต่กรณีของ นางลีนา จังจรรจา ที่เคยถูกตัดสิทธิ เมื่อคราวลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ก็เพราะมีขบวนแห่ ที่ กกต. ตีความว่าเป็นการจัดมหรสพเช่นกัน

http://www.prachatouch.com/content.php?id=6964
11  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / พันธมิตรฯ หน้าแหก ศาลแพ่งยกคำร้องถือเป็นสิทธิของ ปชช. เมื่อ: 2 กรกฎาคม 2008, 15:01:54
   ศาลแพ่งสั่งยกคำร้องพันธมิตร  เหตุเพราะศาลสั่งเปิดการจราจร ถือเป็นการปกป้องสิทธิของประชาชน เช่นกัน ส่วนข้ออ้างความปลอดภัย ไม่ใช่เหตุผลทางกฎหมาย ที่จะยกมาหักล้างได้
 
   วันนี้ (2 ก.ค.)เวลา 14.00 น.ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำสั่งผลการไต่สวนฉุกเฉิน กรณีพล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมด้วยนายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความแกนนำพันธมิตรฯ และนายนิติธร ล้ำเหลือ กรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง เพื่อขอไต่สวนฉุกเฉินให้ศาลระงับ หรือแก้ไขคำสั่ง เพื่อให้พันธมิตรฯ เปิดถนนพระราม 5 และถนนพิษณุโลก ตามคำร้องของครูและคณะผู้ปกครองโรงเรียนราชวินิตมัธยม และศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ไปเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา

     โดยศาลพิเคราะห์คำเบิกความในชั้นไต่สวนของจำเลยแล้ว เห็นว่า ที่จำเลยขอให้ศาลยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้เปิดถนน โดยอ้างว่า เป็นคำสั่งที่ผิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 63 เรื่องการกำจัดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม ศาลเห็นว่า การที่ศาลมีคำสั่งดังกล่าว ไม่ได้เป็นการห้าม หรือ กำจัดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม แต่เป็นการสั่งให้ มีการเปิดการจราจร บนถนน เพื่อให้ประชาชน สามารถสัญจรไปมาได้ เป็นการปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ตามมาตรา 63 เช่นกัน

     ส่วนที่ จำเลยอ้างว่า สาเหตุที่ต้องปิดกั้นถนนโดยรอบสถานที่ชุมนุม เนื่องจากเกรงว่า จะมีกลุ่ม นปก.เข้ามาก่อเหตุทำร้ายประชาชน ที่เข้าร่วมชุมนุม ศาลเห็นว่า เรื่องดังกล่าว ไม่ใช่เหตุผลทางกฎหมาย ที่จะยกมากล่าวอ้าง เพื่อให้ศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงมีคำสั่งยกคำร้อง


http://www.prachatouch.com/content.php?id=6607
12  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ศาลแพ่งสั่งพันธมิตรเปิดถนน เมื่อ: 30 มิถุนายน 2008, 14:59:35
ศาลแพ่ง สั่งคุ้มครองชั่วคราวครู รร.ราชวินิต ให้พันธมิตร เปิดการจราจรถนนพระราม 5 -งดใช้เครื่องขยายเสียง 07.30-16.30 น. วันจันทร์-ศุกร์ มีผลทันที


ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก ศาลได้ออกนั่งบัลลังก์วินิจฉัย กรณีที่เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.51 นางวรรธนันท์ พรวนต้นไทร ครูโรงเรียนราชวินิตมัธยม กับเพื่อนครูร่วมกันเป็นโจทก์ที่ 1-10 ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงไชย นายสุริยะใส กตะศิลา นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานละเมิด ขอให้ศาลมีคำสั่งขับไล่รื้อถอนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และให้ 5 พันธมิตรยุติการชุมนุม


ศาลพิเคราะห์ คำเบิกความในชั้นไต่สวน คำร้องโจทก์ และมีคำสั่ง คุ้มครองชั่วคราวให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดถนนพระราม 5 ถนนพิษณุโลก บริเวณแยกนางเลิ้ง แยกพาณิชยการ เพื่อให้รถโดยสารประจำทาง รถยนต์ส่วนบุคคล สามารถสัญจรไปมาได้ พร้อมทั้งให้งดใช้เครื่องขยายเสียงตั้งแต่เวลา 07.30 - 16.30 น.ในวันจันทร์-วันศุกร์ เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือนร้อนของประชาชนและนักเรียนโรงเรียนราชวินิต ให้คุ้มครองชั่วคราวมีผลทันที จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม คำสั่งศาลไม่ได้ห้ามการชุมนุม แต่ต้องเปิดการจราจรตามที่ร้องขอ

http://www.posttoday.com/topstories.php?id=246994
13  หมวดหลัก / กระทู้การเมือง / ไพร่อุปถัมภ์? เมื่อ: 7 มิถุนายน 2008, 13:05:24
      วิวาทะระหว่าง คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กับ คุณจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับเรื่องการบรรยายที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศของคุณจักรภพ เรื่องการเมืองการปกครองของไทย ซึ่งเรื่องนี้เกิดมาเป็นเวลาเกือบปีแล้ว ซึ่งเป็นการบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวหาว่า หมิ่นเบื้องสูง และได้เสนอให้นายกรัฐมนตรีปลดออกจากตำแหน่ง ซึ่งคุณจักรภพได้ตอบโต้ว่าเป็นคำแปลอย่างมีอคติ และท้าให้ออกโทรทัศน์ชี้แจงต่อประชาชนพร้อมกัน ซึ่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้รับคำท้า พร้อมกับกล่าวตอบโต้ที่พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2551 ว่า
 
    “นายจักรภพได้บรรยายถึงสาระหลัก คือ ประชาธิปไตย ไม่ก้าวหน้าเพราะระบบอุปถัมภ์ ความหมายคือ นายจักรภพต้องการสื่อว่าอย่างไร เห็นครั้งแรกแล้วไม่น่าเชื่อว่านายจักรภพจะเป็นคนมุ่งมั่นต่อต้านระบบอุปถัมภ์ เพราะนายจักรภพไม่เคยพูดหรือมีพฤติกรรมต่อต้านระบบอุปถัมภ์ แต่ที่ทำให้นายจักรภพนั่งในที่มีความสุข เพราะได้ระบบอุปถัมภ์ แต่บังเอิญเป็น ระบบไพร่อุปถัมภ์ หรือ ระบบอุปถัมภ์สามานย์ที่สุด ที่บางคนกล่าวว่า ถ้าไม่เลือกผมไม่ต้องเอางบประมาณ เหล่านี้นายจักรภพไม่เคยต่อต้าน แต่นายจักรภพกลับอ้างว่าต่อต้านขุนนาง เป็นการยืนยันอะไรบางอย่างหรือไม่ ตรงนี้ไม่ทราบ”  (เดลินิวส์ หน้า 2: 29 พฤษภาคม 2551)

     นับว่าเป็นวาทกรรมที่รุนแรงที่สุดเท่าที่ผู้เขียนเคยได้ยินจากนักการเมืองผู้นี้ เพราะโดยปกติจะเป็นคนพูดเฉียบคมและสุภาพ สมกับที่เป็นบัณฑิตจากมหาวิทยาลัย Oxford และมาจากชาติตระกูลที่ดี แต่จากถ้อยแถลงดังกล่าว ทำให้มองเห็นทัศนคติแท้ของนักการเมืองผู้นี้ และเป็นทัศนคติที่เป็นอันตรายยิ่งต่อระบอบประชาธิปไตย

      คำถามก็คือว่า ทำไม คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถึงได้กล่าวคำรุนแรงขนาดนี้ เพราะคำว่า “ไพร่” ในที่นี้ คงหมายความถึงใครอื่นไม่ได้ นอกจาก “ประชาชน” เพราะในระบอบประชาธิปไตย เสียงจากประชาชนเท่านั้นที่จะทำให้ใครได้หรือไม่ได้อำนาจรัฐ ปัจเจกบุคคลอื่นใดไม่สามารถทำได้ หรือในสายตาหัวหน้าพรรคการเมืองท่านนี้ ประชาชนที่สนับสนุนพรรคพลังประชาชนคือ “ไพร่” 
 
     “ไพร่” คือบุคคลที่ต้องใช้แรงงานรับใช้มูลนาย (เจ้านาย) แต่ไม่เป็นสมบัติของมูลนายเหมือนทาส (ทาสเป็นสมบัติของเจ้านายเหมือนวัว ม้า) ใน “พระอัยการบานแผนก” (กฎหมายเกี่ยวกับไพร่ ในกฎหมายตราสามดวง) ระบุว่า ผู้หญิงอยู่ในฐานะไพร่มาแต่กำเนิด โดยจะถูกแบ่งเป็นลูกหมู่เมื่ออายุ 9 ปี (อัญชุลี สุสายัณห์: 69) ส่วนไพร่ผู้ชายมีสภาพไม่ต่างกัน แต่จะ ขึ้นแรงงานเมื่ออายุ 16–18 ปีโดยประมาณ ทั้งหมดทำงานรับใช้มูลนายตลอดไปจนชราและเกษียณอายุ
   
    ระบบไพร่สมัยรัตนโกสินทร์ มี 3 จำพวก คือ 1.ไพร่หลวง 2.ไพร่สม 3.ไพร่ส่วย 
   
    ไพร่หลวง จะสังกัดตามกรมกองต่างๆ รับใช้เจ้ากรม เจ้ากอง ซึ่งเป็นมูลนาย หากมูลนายคนเก่าเสียชีวิต ก็จะขึ้นกับมูลนายคนใหม่ต่อไป ไพร่หลวงจะเข้าเดือนราชการเป็น 3 ผลัด คือ เข้าเดือนราชการ 1 เดือน ออก 2 เดือนทำงานให้ตัวเอง เวียนกันไปตลอดปี ไพร่หลวงบางคนที่ต้องขายตัวเองเป็นทาสนายเงิน จะต้องทำงานหนักอีกหลายเท่า คือ เข้าเดือนราชการ 1 เดือน และทำงานให้นายทาส 1 เดือน พร้อมกับทำงานให้ตัวเองอีก 1 เดือนสลับกันไป ไพร่สม หมายถึงไพร่ส่วนตัวของมูลนาย ขึ้นทะเบียนด้วยการสักเลกเป็นหมวดหมู่ และรับใช้เจ้านายในสังกัด เช่น สร้างบ้าน ทำนาให้ เป็นต้น
 
      ไพร่ส่วย คือ ไพร่หลวงและไพร่สม หากแต่บ้านอยู่ไกลไม่สามารถมาทำงานให้มูลนายได้จึงต้องส่งส่วย เช่น ส่งข้าว วัว ควาย ของมีค่า มาให้ตามแต่มูลนายจะต้องการ
 
    การขึ้นทะเบียนไพร่ ทำด้วยการสักเลก คือ เอาเหล็กแหลมแทงตามรอยหมึกที่เขียนไว้เป็นอักษร ที่บอกชื่อเมือง ชื่อมูลนายต้นสังกัด
 
    ความลำบากยากเข็ญของไพร่ ได้บรรยายไว้ในเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนหนึ่งกล่าวว่า
 
   “ฝ่ายท้าวพระยาเป็นใหญ่ ก็กะเกณฑ์พลไพร่ให้เรียกหา ไม่ได้ผัวเกาะตัวลูกเมียมา บ้างตีด่าจ้างไสให้ไปทัพ บ้างจัดหาข้าวของมากองไว้ หอกดาบปืนไฟไห้เสร็จสรรพ ช้างม้าวัวควายอเนกนับ กองต่างวางลำดับกระบวนไป”   
 
   การเลิกไพร่ เริ่มในปี พ.ศ.2440 โดยมีการแก้ไขระเบียบในกรมพระสุรัสวดี ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เกี่ยวกับหน้าที่ควบคุมกำลังคน การฟื้นฟูทหารหน้า โดยให้เข้าควบคุมกำลังคน แทนที่จะให้มูลนายควบคุม และพระราชบัญญัติเกณฑ์แรงงาน พ.ศ.2443 โดยให้ค่าจ้างแรงงานแก่ผู้ถูกเกณฑ์แรงงาน และออกพระราชบัญญัติเกณฑ์ทหาร
 
    โดยให้ชายไทยอายุตั้งแต่ 18-60 ปี ไปเป็นทหาร ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ทำให้ระบบมูลนายไพร่หมดไปจากสังคมไทย
 
     เป็นเวลาเกือบ 105 ปีแล้ว ที่คนไทยได้พ้นจากสังคม ศักดินาทาส และได้พัฒนาตัวเองมาอยู่ในสังคมประชาธิปไตยที่ทุกคนมีศักดิ์ศรี มีอิสรภาพและเสรีภาพเท่าเทียมกันตามกฎหมาย มีสิทธิ หน้าที่ และมีอำนาจในการเลือกสรรใครก็ได้ที่เห็นว่าจะสามารถมาทำหน้าแทนตัวเองได้ และใครก็ได้ที่เห็นว่ามีความสามารถมาเป็นผู้นำชาติ ซึ่งนี่ก็คือ อำนาจของประชาชน ตามระบอบประชาธิปไตย
 
     คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งก็เป็นนักการเมืองอาชีพ และเป็นคนที่มุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำประเทศ ในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง ก็ต้องไปกราบไหว้ขอคะแนนจากประชาชน และประชาชนก็ให้การสนับสนุนมาตลอด ถึงแม้ไม่มีคะแนนเสียงพอที่จะเป็นรัฐบาล แต่นั่นคือเสียงที่มีค่าและจากใจของประชาชน ซึ่งก็เช่นเดียวกันกับเสียงสนับสนุนพรรคพลังประชาชน จนทำให้ คุณจักรภพ เพ็ญแข นั่งในที่ที่มีความสมสุขในพรรคพลังประชาชน เพราะฉะนั้น การประณามเสียงประชาชนว่าเป็น ไพร่อุปถัมภ์ ไพร่อุปถัมภ์สามานย์ที่สุด ของ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงเป็นทัศนคติอันตรายยิ่งในระบอบประชาธิปไตย เพราะเท่ากับว่า เขา
       1.ไม่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย
       2.ไม่เคารพอำนาจอธิปไตยของปวงชน
       3.ดูหมิ่นประชาชนผู้เลือกนักการเมืองว่าเป็นพวก “ไพร่” 
 
    นักการเมืองไทยมีสิ่งซึ่งต้องยึดมั่นและหวงแหนมากที่สุด นอกเหนือจากสถาบัน คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ก็คือ ระบอบประชาธิปไตย ซึ่งก็คือระบอบที่เคารพสิทธิเสรีภาพ และอำนาจอธิปไตยของปวงชน หากนักนักการเมืองคนใดมีทัศนคติต่อประชาชนว่าเป็นคนด้อยค่า ไร้ความรู้ เป็นแค่ไพร่สนองตัณหาของมูลนาย

    ซึ่งก็คือนักการเมืองเท่านั้น นับว่าเป็นทัศนคติที่ทำลายปรัชญาประชาธิปไตยที่อันตรายยิ่ง หรือ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อยู่ดีมีสุขทุกวันนี้ ไม่มาจากประชาชน หากแต่มาจากระบอบ อำมาตยาธิปไตยอุปถัมภ์ เท่านั้น ผู้เขียนได้แต่ภาวนาว่า สิ่งที่ผู้เขียนเข้าใจคำว่า “ไพร่อุปถัมภ์” ที่ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พูดออกมานี้ จะเป็นการเข้าใจผิดของผู้เขียนเองต่อทัศนคติของนักการเมืองท่านนี้เท่านั้น



ผศ.ดร.ศิลป์ ราศี มหาวิทยาลัยศรีปทุม

http://www.prachatouch.com/content.php?id=5619
14  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / บทไหว้ครู..จากใจผู้สืบทอด hi-thaksin << เวบไซต์ใหม่ thai-grassroots.com เมื่อ: 5 มิถุนายน 2008, 07:04:56
         การจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ Hi-thaksin  และ การเก็บดาบแบบถาวรของประดาบ เป็นการจำพรากที่สร้างความสะเทือนใจให้แก่ชุมชนประชาธิปไตยไซเบอร์ อยู่ไม่น้อย เพราะสิ่งที่ Hi-thaksin  สร้างขึ้นให้ปรากฏต่อสายตาของทุกคนในช่วงเวลา 1 ปีเศษที่ผ่านมา ทำให้ทุกคนที่เคยเข้าไปสืบค้นหาข้อมูล เปิดหู เปิดตา สร้างปัญญา และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนคู่คิด มิตรร่วมรบ ยากที่จะลืมเลือนได้ แม้ว่าในวันที่ จะลาจากกันไปแบบไม่หวนกลับคืนมาแล้วก็ตาม

          แต่ก็เหมือนกับที่มีคำพูดของนักรบในอดีตที่บอกว่า "ตายสิบเกิดแสน"   การล้มหายตายจากของ Hi-thaksin มิได้ทำให้ชุมชนประชาธิปไตยไซเบอร์ ท้อแท้ ถดถอย หรือ ทิ้งอุดมการณ์ หันหลังให้แก่จุดมุ่งหมายของตนแม้แต่น้อย 

          ตรงกันข้าม ความคึกคัก ฮึกเหิมของผู้คนจำนวนมาก ที่เคยเฝ้ารออ่านบทความของประดาบ ก็กลับกลายมาเป็นผู้นำเสนอบทความ แสดงความคิดเห็น ให้เป็นที่ประจักษ์และเผยแพร่ในเว็บไซต์ต่างๆ อย่างกว้างขวางมากขึ้น  ส่งผลให้การแตกกอต่อยอดทางปัญญา เพื่อจุดมุ่งหมายรักษาประชาธิปไตย ให้อยู่ในระยะห่างพ้นภัยจากน้ำมือเผด็จการ มีการนำเสนอแนวคิด แนวทาง และวิธีการต่างๆ มากมาย อันเป็นผลมาจากความตื่นตัวซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า Hi-thaksin มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดบรรยากาศเช่นนี้ขึ้น

          ประดาบ ทำให้คนธรรมดาทั่วไปทุกคนมีความมั่นใจว่า แม้เราจะเป็นเพียงคนเล็กๆ คนหนึ่งในสังคมใหญ่  แต่หากตั้งใจจริง ที่สามารถที่จะใช้สองมือเปล่าเขย่าบัลลังก์เผด็จการที่เพียบพร้อมด้วยอาวุธครบมือให้พังทลายล้มครืนลงมาได้

          Hi-thaksin ทำให้ผู้คนในชุมชนประชาธิปไตยไซเบอร์ ตระหนักดีว่าเว็บไซต์เล็กๆ เพียงเว็บไซต์เดียว ก็เป็นช่องทางการสื่อสารที่มีพลัง ทรงอิทธิพล ยิ่งกว่าสื่อใดๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ เคเบิ้ลทีวี ทีวีดาวเทียม ตลอดจนสารพัดสื่อที่มากับเทคโนโลยีทั้งเก่าและใหม่  หากว่ามีความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอความจริง อย่างไม่เกรงกลัวต่อภัยอันตรายประดามีทั้งที่เห็นและไม่เห็น

           ผมก็เป็นผู้อ่านคนหนึ่งที่ติดตาม Hi-thaksin มาตั้งแต่วันแรกที่เปิด จนกระทั่งวันสุดท้ายที่ ประดาบ แจ้งว่าถึงเวลาต้องเก็บดาบ และกำลังจะจากไป เพื่อคนที่รัก คืออดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร  ทุกวันที่เข้าไปใน Hi-thaksin ทำให้ผมมีพลัง มีความหวัง ที่จะต่อสู้ตามแนวทางอุดมการณ์ของตัวเอง

          จนกระทั่ง Hi-thaksin ปิดตัวเองลงไป  พลัง และ ความหวังทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้น จึงได้แปรเปลี่ยนเป็นความตั้งใจที่จะสืบทอดเจตนารมณ์ของ ประดาบ และ Hi-thaksin นั่นคือ การต่อสู้เพื่อรักษาประชาธิปไตย และกำจัดเผด็จการที่เป็นศัตรูของระบอบประชาธิปไตย ให้หมดไป

          เรียกได้ว่าการตายจากไปของ Hi-thaksin คือ จุดกำเนิดของ Thai-grassroots ก็ไม่ผิด เพื่อที่จะทำให้เพื่อนคู่คิด มิตรร่วมรบ ได้มารวมตัวกันอีกครั้งหนึ่ง  เพราะเราได้เห็นกับตา ได้ยินกับหู ได้ประจักษ์กับตัวแล้วว่า ระบอบประชาธิปไตย ที่เราช่วยกันสร้างขึ้นมาเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ยังอ่อนแอง่อนแง่นยิ่งนัก ในขณะที่เผด็จการและบริวาร แม้จะพ่ายแพ้ แต่ก็ไม่ได้หยุดยั้ง ไม่ได้เคารพหลักการและระบอบประชาธิปไตย ตามที่ควรจะเป็น กลับไปซ่องสุมรี้พลแล้วยกพวกเข้ามาก่อกวน ก่อการร้ายต่อระบอบประชาธิปไตย อีกครั้งหนึ่ง  ดังที่เห็นกันอยู่ในขณะนี้  ซึ่งผมเห็นว่าเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่จะต้องช่วยกันเป็นเสาค้ำยันระบอบประชาธิปไตย ไม่ให้ถูกทำลายโค่นลงด้วยน้ำมือเผด็จการและบริวาร เช่นที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 อีกแล้ว

          ถึงแม้วันนี้ จะไม่มี ประดาบ แต่ผมเชื่อว่า ประดาบ ไม่ได้ละทิ้งภารกิจ และไม่ได้ห่างไปไกลจากพวกเรา  แต่ด้วยข้อจำกัดบางประการ จึงทำให้ต้องเก็บดาบ ไป  และยังหวังอยู่ลึกๆ ว่าเมื่อพวกเรารวมตัวกันติด จับมือเป็นมิตรร่วมรบกันอีกครั้ง ประดาบ น่าจะย้อนกลับมาช่วยพวกเราอีกแรง  ซึ่งผมไม่เกี่ยงเลยว่าจะมาในชื่อไหน นามใด  ขอเพียงแต่ให้มา ก็จะเป็นอีกเรี่ยวแรงที่สำคัญสำหรับการต่อสู้ครั้งนี้ 

          ผมจำประโยคที่ ประดาบ พูดติดปาก ได้ว่า "กาลอวสานของประดาบ ยังมาถึงไม่ได้ หากเผด็จการยังไม่ถึงกาสอวสาน"  ผมเชื่อ และ คิดว่า ประดาบ ก็ยังเชื่อในคำพูดของตัวเอง ที่พูดไว้กับผู้คนจำนวนมากที่ชื่นชม ศรัทธาการต่อสู้ของ Hi-thaksin ในห้วงเวลา 1 ปีเศษที่ผ่านมา

          ผมไม่อาจเอื้อมหรือคิดไปไกลว่าผมตั้งใจสร้าง Thai-grassroots ขึ้นมาแทนที่ Hi-thaksin เพราะผมไม่มีความสามารถเทียบเท่าทีม Hi-thaksin ทั้งด้านเนื้อหา ข้อมูล และ เทคนิกการสร้างเว็บไซต์  ผมเพียงแต่นับถือ Hi-thaksin เป็นครู และเดินตามรอยเท้าของครู ที่บอกว่าจะไม่ย้อนกลับมาอีกแล้ว   จึงไม่ต้องแปลกใจหากว่าหลายสิ่งหลายอย่างจะละม้ายคล้ายคลึงกับเว็ปไซต์ที่เป็นครูของผม บทความประเดิมเปิดเว็บไซต์ในวันนี้ จึงเรียกว่าบทไหว้ครู  เพื่อให้ทุกคนได้รู้ว่าทำไมจึงมี Thai-grassroots เกิดขึ้น

          Thai-grassroots มีจุดมุ่งหมายที่จะเป็นช่องทางการสื่อสารของชนชั้นรากหญ้า สามัญชน คนธรรมดา ทั้งรากหญ้าทางการเมือง  รากหญ้าทางสังคม  รากหญ้าทางความคิด รากหญ้าทางเศรษฐกิจรากหญ้าทางวัฒนธรรม  ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีจำนวนมากที่สุด แต่มีพลังน้อยที่สุด เนื่องจากมีเครื่องไม้เครื่องมือสื่อสาร ที่จะเป็นกระบอกเสียงน้อยที่สุด  เสียงของรากหญ้าจึงไม่ดังกึกก้องไปทั่วแผ่นดิน ทั้งๆ ที่แผดเสียงออกไปเต็มกำลังแล้วก็ตาม  เพราะไม่มีโทรทัศน์ วิทยุ มาช่วยขยายเสียง ไม่มีหนังสือพิมพ์มาช่วยขยายความคิด  เหมือนกับพวกพันธมิตรประชาชนล้มล้างประชาธิปไตยที่กำลังเผาบ้านเผาเมืองให้วอดวายอยู่ในขณะนี้  และกลุ่มนักธุรกิจสื่อ ที่กำลังปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง โดยไม่สนใจความทุกข์ร้อนของประชาชน

          Thai-grassroots ตั้งใจอย่างยิ่งที่จะเป็นกระบอกเสียงของชนชั้นรากหญ้าของสังคมไทย เพื่อที่จะไม่มีใครมาแอบอ้างชนชั้นรากหญ้า ไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มก้อนตัวเอง ด้วยวลีเก่าๆ ที่ว่า "ประชาชนคนทั้งประเทศ"  เห็นตรงกันว่า  คิดเหมือนกันว่า  มีมติร่วมกันว่า  ในขณะที่ต้องการหาสมัครพรรคพวกในเชิงปริมาณ เพื่อดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง  แต่ครั้นได้สิ่งที่ต้องการแล้ว  ก็จะถีบหัวส่ง พร้อมกับดูถูกดูแคลนชนชั้นรากหญ้า เป็นคนไม่มีคุณภาพ เป็นภาระของบ้านเมือง

          Thai-grassroots ไม่ต้องการให้ใครมาดูถูกคนรากหญ้า ว่าเป็นคนชั้นต่ำ ไม่มีความรู้ ไม่มีการศึกษา  ด้อยสติปัญญา เป็นคะแนนเสียงที่ไม่มีคุณภาพ เป็นพวกไม่มีราคาในทางการเมือง เป็นพวกขายสิทธิ ขายเสียง   เพราะโดยความเป็นจริงแล้ว คนรากหญ้า มีความรู้  มีความคิด  มีสติปัญญา  มีหัวใจที่ดีงาม  มีเจตนาที่ดี  มีอุดมการณ์ความห่วงใยชาติแผ่นดินที่น่ายกย่อง  จะด้อยกว่าก็เพียงวุฒิการศึกษา เพราะมีโอกาสน้อยกว่า แต่ไม่ได้หมายความคนรากหญ้ามีความรู้ มีสติปัญญาด้อยกว่าคนชั้นกลาง ที่มักจะยกตนข่มท่านอยู่เสมอ

          ประเด็นสำคัญที่ Thai-grassroots ต้องการนำเสนอเป็นที่สุดในขณะนี้ ในวันที่สังคมไทยกำลังขัดแย้งกันอย่างหนัก และแย่งชิงอำนาจปกครองประเทศกันอย่างเป็นเอาตาย ซึ่งกำลังทำให้สังคมไทยแตกสลาย  แผ่นดินไทยใกล้แยกเป็นเสี่ยง  จนไม่มั่นใจว่าจะหลีกเลี่ยงได้  แต่กระนั้นก็ยังไม่อันตรายเท่ากับการที่มีความพยายามใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ มาเป็นเงื่อนไขปลุกระดมประชา ชนให้แตกแยก ด้วยคำแอบอ้างที่ว่าฝ่ายตนจงรักภักดีมากกว่า อีกฝ่ายหนึ่งไม่จงรักภักดี ทั้งยังเลยเถิดไปว่าฝ่ายตรงข้ามคิดทำลายล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ยังนำมากล่าวหากัน โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะมัวแต่ห่วงใยผลประโยชน์ของตนเอง

          Thai-grassroots นำเสนอหน้าแรกของเว็ปไซต์ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยพระบรมราโชวาทตอนหนึ่งว่า "ที่ของข้าพเจ้าในโลกนี้ คือการที่ได้อยู่ท่ามกลางประชาชนของข้าพเจ้า นั่นคือ คนไทยทั้งปวง" ซึ่งเป็นพระราชดำรัสที่ประจักษ์ชัดว่า ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่ประชาชนคนไทยทุกคน  ไม่แยกฝ่ายหนึ่ง ไม่แยกฝ่ายใด  ไม่แยกใคร  ไม่แยกข้าง และแสดงให้ประจักษ์ว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์ของคนไทยทุกคน  มิใช่พระมหากษัตริย์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง  จึงไม่บังควรอย่างยิ่งที่จะมีการนำพระองค์ท่าน และสถาบันพระมหากษัตริย์ ไปแอบอ้างเพื่อแบ่งแยก ปลุกระดมประชาชนคนไทยให้เกลียดชังกันเอง ซึ่งขัดพระราชประสงค์ที่ทรงต้องการเห็น คนไทยรู้รักสามัคคี

          ข้อเรียกร้องข้อที่หนึ่งของ Thai-grassroots ในวันแรกของการเปิดเว็บไซต์ ก็คือ ขอร้องคนไทยทุกคน ได้โปรดหยุดแอบอ้าง และหยุดใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือทำลายล้างคนไทยด้วยกันเอง ทำลายความสามัคคีของคนไทย สร้างความแตกแยกให้แก่แผ่นดิน เพราะผมเชื่อว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศไทย และ คนไทย ในขณะนี้ เป็นสถานการณ์ที่กระทบต่อพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และทุกพระองค์ เป็นแน่แท้ จึงขอเรียกร้องให้ทุกคนหยุดแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อประโยชน์ของตนเองได้แล้ว

          ผมใช้ชื่อบทความเปิดตัว Thai-grassroots ในวันนี้ ว่า "บทไหว้ครู จากใจผู้สืบทอด" เป็นการบ่งบอกชัดเจนว่าผมตั้งใจที่จะสืบทอดเจตนารมณ์ของ Hi-thaksin  และ ประดาบ เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์  กำจัดเผด็จการ  รักษาการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้คงอยู่คู่กับคนไทยตลอดไป

          ขอทุกท่านได้โปรดรับการคารวะจากผู้สืบทอด 
          ขอทุกท่านได้โปรดชี้แนะเพื่อปรับปรุงให้เกิดสิ่งที่ดีงาม และพละกำลังในการต่อสู้  ด้วยเถิด

 
                                                                                                                                                   ฟ้าฟื้น   


( http://www.thai-grassroots.com/index.php?pid=1ga85g132adbe&id=184 )
15  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / แถลงการณ์ ตร. ชี้ ม็อบพันธมิตรฯ ตุนอาวุธ ผิดกฎหมาย เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 18:48:04
พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ได้ออกแถลงการณ์ภายหลังการประชุมเตรียมความพร้อมรับมือการชุมนุมของเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สรุปว่า

สถานการณ์การชุมนุมในปัจจุบัน หลังจากกลุ่มผู้ชุมนุมได้เคลื่อนกำลังจากบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อถูกสกัดกั้น จึงใช้พื้นที่บริเวณถนนราชดำเนินก่อสร้างเวที รวมทั้งการก่อสร้างเต้นท์ ที่พัก ตั้งแผงเหล็ก กั้นลวดสลิง เป็นการปิดกั้นการจราจรโดยเด็ดขาด ทำให้ประชาชนทั่วไป ไม่สามารถใช้เส้นทางในการสัญจรผ่านบริเวณดังกล่าวได้ ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนทั่วไป และกระทบกระเทือนต่อประโยชน์สาธารณะ

นอกจากนั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมาได้มีความพยายามลักลอบนำเอาอุปกรณ์ที่สามารถใช้เป็นอาวุธได้ เช่นคันธง ไม้หน้าสาม ท่อนเหล็ก ไม้ตีเบสบอล และหนังสติ๊ก เข้าไปในบริเวณที่ชุมนุม มีการฝึกผู้ควบคุมกลุ่มผู้ชุมนุม ให้สามารถใช้อุปกรณ์ดังกล่าวแทนอาวุธได้ ซึ่งการชุมนุมดังกล่าว นอกจากจะเป็นการชุมนุมที่ส่อเจตนาว่า อาจก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ซึ่งเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมเลยขอบเขตที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ จนเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น อันถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งยังเป็นการชุมนุมที่ขัดต่อหลักพื้นฐานตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ม.63 ซึ่งต้องชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ

ตลอดระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 25-31 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้แนวทางในการรักษาความปลอดภัย อำนวยความสะดวกในการชุมนุมและอำนวยการจราจร โดยยึดมั่นการให้บริการแก่กลุ่มผู้ชุมนุมตามรัฐธรรมนูญอย่างเต็มความสามารถ โดยใช้การประสานงานกับแกนนำผู้ชุมนุมอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังได้นำเสนอความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องสัญจรไปมาบริเวณถนนราชดำเนิน ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเปลี่ยนเส้นทาง ต่อรถหลายทอด ประชาชนไม่สามารถพักผ่อนได้ เพราะการมีการใช้เครื่องขยายเสียง

แต่ปัจจุบันยังไม่มีแนวโน้มที่กลุ่มผู้ชุมนุมจะยกเลิกการชุมนุมที่สร้างความเดือดร้อยในกับประชาชน จนยากที่รัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะตอบข้อร้องเรียนแก่ประชนชนที่ได้รับความเดือดร้อน

'ตร.ตระหนักถึงวัตถุประสงค์ในการชุมนุม แต่เมื่อการชุมนุมมีแนวโน้มที่ใช้อาวุธ และละเมิดสิทธิต่อประชาชนทั่วไป เป็นการขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ จึงพิจารณาแล้วเห็นว่าหากกลุ่มผู้ชุมนุมต้องการชุมนุมต่อไป ก็สามารถทำได้ในที่ที่เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องใช้ความเดือดร้อนของประชาชนเป็นเครื่องมือต่อรอง ถึงเวลาที่เหมาะสมควรแล้วที่จะต้องเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่เหมาะสม ตร.จะอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายตามที่นายกรัฐมนตรีได้ร้องขอผู้ชุมนุม โดยเตรียมอุปกรณ์เครื่องมือ กำลังพล ยานพาหนะ สนับสนุนการขนย้าย' แถลงการณ์ระบุ

การชุมนุมในวันนี้ ทราบว่า จะมีผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ตำรวจขอร้องให้งดการเคลื่อนไหว เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพการควบคุมผู้ชุมนุมของตำรวจลดลง และยังเป็นช่องทางให้กลุ่มบุคคลที่สามฉวยโอกาสสร้างความวุ่นวายได้ หากมีการฝ่าฝืน ตำรวจจะดำเนินการสกัดกั้นตามมาตรการ การควบคุมฝูงชนเป็นลำดับไป

ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ระดมกำลังอย่างเต็มที่ ในการรักษาความสงบ เพื่อดำเนินการให้มีการปฏิบัติและบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายอย่าง ถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม เพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่ต้องใช้ที่สาธารณะ ขอเรียนว่าการดำเนินการใดๆ ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ใช่การกระทำเพื่อปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุม แต่เป็นการดำเนินการตามกฎหมายเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง และรักษาสิทธิเสรีภาพของประชาชนทุกคน


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=33772&catid=
16  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / สงสัย! พันธมิตร อ้างสงครามศักดิ์สิทธิ์ โยงสันติอโศก ขัดแย้งพุทธศาสนา? เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 18:35:57
     ฉะ! พันธมิตรฯ อ้างทำสงครามศักดิ์สิทธิ์เป็นเรื่องน่าเกลียด เอาความขัดแย้งทางศาสนาในอดีตมาพูดถึง ตั้งข้อสงสัยหรือจะเกี่ยวกับแนวคิดสันติอโศก

       นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ในฐานะคนเดือนตุลาฯ กล่าวถึงความพยายามอ้างสงครามศักดิ์สิทธิ์ เพื่อปลุกระดมประชาชน ของนายสนธิ  ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ว่าการอ้างเช่นนี้เป็นเรื่องที่น่าเกลียดมาก เพราะสงครามศักดิ์สิทธิ์ คือการต่อสู้ระหว่างมุสลิมกับศาสนาคริสต์ ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน
 
      การที่หยิบประเด็นนี้มาอ้าง เป็นเพราะ พล.ต.จำลอง  ศรีเมือง นำคนจากสันติอโศกมาร่วมต่อสู้และต้องการปลุกระดมในเชิงความขัดแย้งทางศาสนาอย่างนั้นหรือเปล่า แสดงว่าสันติอโศกกำลังทำสงครามกับศาสนาพุทธ อย่างนั้นหรือไม่ เพราะการพูดเช่นนี้อาจทำให้เรื่องราวบานปลายใหญ่โต และกลายเป็นเรื่องที่ขายตัวออกไปเรื่อยๆ ไม่ใช่เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญอีกต่อไปแล้ว
 
     พร้อมกล่าวด้วยว่าขณะนี้มีการต้งสภาสนามหลวงต่อต้านเผด็จการ ขอยืนยันว่าต่อให้มีการปฏิวัติ มีการนำรถถังออกมาวิ่ง ก็จะไม่หนีไปไกน จะจับก็จับ จะยิงก็ตามสลายเลย


http://www.prachatouch.com/content.php?id=5388
17  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / รองโฆษก สตช.ย้ำ ไม่ใช้ความรุนแรง แม้ถูกขัดขืน เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 18:25:49
พล.ต.ต. สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) กล่าวถึงการประชุมเตรียมความพร้อมรับมือการชุมนุมของเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า พยายามที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ของรัฐบาลและกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่ง รักษาการ ผบ.ตร.ให้นโยบายว่าตำรวจจะต้องมีความอดทนในการที่จะดำเนินการแม้จะมีการเพิ่มกำลังรักษาความปลอดภัยในวันนี้เพิ่มอีกครึ่งเท่าของกำลังพลเมื่อวาน แต่ก็จะไม่ใช้การปราบปราม เป็นการอำนวยความสะดวกช่วยเหลือกัน

ถ้ามีอะไรขัดแย้งกันก็ต้องพยายามใช้ความนุ่มนวลอ่อนโยนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเมื่อตรวจสอบคำพูดนายกรัฐมนตรีแล้วสื่อมวลชนมีการใช้ถ้อยคำว่าปราบปราม แต่เรื่องนี้ไม่ใช่อาชญากรรม เป็นชุมนุมทางการเมืองที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันไป และอาจจะมีการทำอะไรที่ก้าวล่วงสิทธิผู้อื่นไปบ้าง ก็ต้องใช้การแก้ไขด้วยวิถีทางการเมือง ใช้การเจรจาพูดคุยกันเป็นหลัก

ถ้ามีอะไรที่ต้องใช้ความเด็ดขาดในการดำเนินการก็จะต้องปฏิบัติด้วยความละมุนละม่อมไม่ใช้การแตกหัก บ้านเมืองเราได้รับความเสียหายจากการใช้กำลัง นำไปสู่ความแตกหัก บ้านเมืองเสียหายมามากแล้ว

'ตำรวจมีวิธีที่จะดำเนินการตามขั้นตอนในการควบคุมฝูงชน การดำเนินการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรง แม้มีการขัดขืนก็ไม่ต้องใช้ความรุนแรง มีวิธีที่เหมาะสมทั้งวิธีการเจรจา ผมไม่อยากใช้คำว่าปราบปรามเพราะเป็นเรื่องความคิดเห็นทางการเมือง ถ้ามีการกระทบกระทั่งกันบ้างก็ไม่ใช่เรื่องของการแตกหักให้บรรลัยไปข้างหนึ่ง  แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้กำลังก็ต้องใช้ แต่ไม่ใช่การปราบปราม ตอนนี้ยังประเมินไม่ได้ว่าจะอะไรจะเกิดขึ้น หากไม่อยู่ในสถานการณ์ที่จำเป็นหรือหลีกเลี่ยงได้ก็จะไม่ใช้กำลัง” รองโฆษก ตร.กล่าว

และว่าวันนี้ตำรวจจะไปแจ้งพันธมิตรว่าขณะนี้ได้มีประกาศเจ้าพนักงานจราจรแล้ว ดังนั้นผู้ชุมนุมต้องเคลื่อนย้ายสถานที่ชุมนุม โดยอาจย้ายไปที่สวนลุมพินี ลานคนเมือง สวนจตุจักร หรือสนามหลวง ซึ่งจะไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน'


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=33771&catid=
18  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / รถน้ำ เร่งสูบน้ำจากคลอง คาดใช้สลายการชุมนุม เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 17:50:42
ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้าการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า ได้มีการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประกอบด้วยตำรวจพลร่มจากค่ายนเรศวร อ. หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 1 กองร้อย และหน่วยปฏิบัติการพิเศษ 191 จำนวน 2 กองร้อย พร้อมอุปกรณ์ปราบการจราจลครบชุด

นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจต่าง ๆ มาร่วมสมทบบริเวณโดยรอบการชุมนุม จำนวนกว่า 2,000 นาย

นอกจากนี้ยังเตรียมรถดับเพลิงจากหน่วยบรรเทาสาธารณภัยมาจอดรอไว้บริเวณเชิงสะพานมัฆวานฯ ด้านข้างทำเนียบรัฐบาลอีกจำนวน 5 คัน อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่ารถน้ำจากการประปาส่วนภูมิภาคได้สูบน้ำจากคลองจำนวน 20 คัน เพื่อเตรียมสลายการชุมนุมครั้งนี้


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=33765&catid=
19  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ตำรวจเตรียมใช้ พรบ.จราจร จัดการให้เคลื่อนย้ายสิ่งของ ออกจากถนนราชดำเนิน เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 17:42:19
เมื่อเวลา 16.00น. แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทั้ง 5 คนขึ้นเวทีปราศรัยอ่านแถลงการณ์จุดยืนการชุมนุมโดยอ้างสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจราจลตรึงกำลังบริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์

นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ หนึ่งในแกนนำพันมิตรฯ กล่าวว่า แกนนำพันธมิตรฯทั้ง 5 คนพร้อมที่จะให้เจ้าหน้าที่เข้ามาจับกุม และได้แต่งตั้ง 6 แกนนำเพื่อสานต่อภารกิจ

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจราจลตรึงกำลังบรรยากาศบริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์จำนวน 8 คันรถบัส พร้อมด้วยรถขนผู้ต้องหา 3 คัน และยังมีพลร่มพระนเรศวรจากตำรวจตระเวนชายแดน จำนวน 1 กองร้อยตั้งแถวเตรียมพร้อมปฏิบัติหน้าที่

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดคลี่คลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะประกาศให้กลุ่มผู้ชุมนุมขนย้ายสิ่งของที่กีดขวางการจราจรออกจากพื้นผิวถนนราชดำเนิน ทั้งแผงเหล็ก เวทีปราศรัย และเต้นท์ ในเวลาประมาณ 17.00 น.วันนี้ โดยอาศัยอำนาจ พ.ร.บ.การจราจร ขณะนี้เจ้าหน้าได้พยายามเจรจาทางโทรศัพท์กับแกนนำผู้ชุมนุมด้วย

เจ้าหน้าที่ตำรวจ ระบุว่า วัตถุประสงค์ของตำรวจกำหนดเป้าหมายให้ผู้ชุมนุมย้ายออกจากพื้นที่บริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ โดยจะไม่ใช้กำลังเข้าปราบปรามหรือโต้ตอบกลุ่มผู้ชุมนุม

ขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯ ยังคงปราศรัยกับผู้ชุมนุมเพื่อให้เตรียมพร้อมรับมือการสลายการชุมนุม


http://www.posttoday.com/breakingnews.php?sec=breaking&id=241330
20  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / นับนาทีถอยหลัง ตร.ประจันหน้าม็อบ เคลียร์พื้นที่ตามสั่ง เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 17:16:10
เวลา 16.00 น. ได้มีการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประกอบด้วย ตำรวจพลร่มจากค่ายนเรศวร อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 1 กองร้อยและหน่วยปฏิบัติการพิเศษ 191 จำนวน 2 กองร้อย พร้อมอุปกรณ์ปราบการจราจลครบชุด นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจต่างๆ มาร่วมสมทบบริเวณโดยรอบการชุมนุมจำนวนกว่า 2,000 นาย นอกจากนี้ ยังเตรียมรถดับเพลิงจากหน่วยบรรเทาสาธารณภัยมาจอดรอไว้บริเวณเชิงสะพานมัฆวานฯ ด้านข้างทำเนียบรัฐบาลจำนวน 5 คัน

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำหน่วยปราบปรามจราจลมาเตรียมพร้อม ขณะเดียวกันฝ่ายพันธมิตรฯ ได้นำหน่วยรักษาความปลอดภัยไปยืนเป็นแนวกั้นอยู่ด้านหลังเวที พร้อมถือธงชาติและโล่ไม้อัดยืนประจัญหน้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้สวม หมวกกันน็อค พร้อมถือโล่ และกระบองเตรียมพร้อมเต็มที่

ข่าวจาก : มติชน
21  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ตร.ใช้ไม้นวมเจรจาพันธมิตร ให้ย้ายสถานที่ชุมนุม เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 16:45:31
พล.ต.ท.จงรัก จุฑานนท์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าววันนี้ (31 พ.ค.) ถึงการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะยังไม่ใช่กำลังในการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ แต่จะใช้วิธีการเจรจาอย่างสันติ โดยเสนอให้เคลื่อนย้ายการชุมนุมไปยังพื้นที่ที่เหมาะสม และไม่กีดขวางการจราจร

"ตำรวจจะยังไม่มีความจำเป็นถึงขั้นต้องใช้ พ.ร.บ.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ดำเนินการกับกลุ่มผู้ชุมนุม แต่อาจใช้ พ.ร.บ.การจราจร เพื่อบังคับใช้ในการเคลื่อนย้ายสิ่งกีดขวางเส้นทางจราจรให้พ้นไป" ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน  เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบจากสถานีตำรวจนครบาล 8 แห่ง ในพื้นที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 4 เสริมกำลังรักษาความปลอดภัย บ้านพักนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่หมู่บ้านโอฬาร 2 ซอยนวมินทร์ 81 นำแผงเหล็กมากั้นขวางไว้  โดย พ.ต.อ.มันทาร อภัยวงศ์ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 4 กล่าวว่า เบื้องต้นยังไม่มีรายงานกลุ่มผู้ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เคลื่อนไหวบริเวณหน้าบ้านพักของนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม ต้องมีการรักษาความปลอดภัยไว้ก่อน ถือเป็นการดำเนินการป้องกันตามปกติ

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อถึงความเคลื่อนไหวของนายกรัฐมนตรี ว่า นายกรัฐมนตรี ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ ชี้แจงข้อกล่าวหาของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในการชุมนุมเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล ในรายการสดทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (เอ็นบีที) แล้ว นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปจังหวัดสุพรรณบุรี โดยไม่ได้อยู่ที่บ้านพักหลังดังกล่าว


http://www.thairath.co.th/online.php?section=newsthairathonline&content=91827
22  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / สมาพันธ์ ปชต. จี้พันธมิตรฯ หยุดเคลื่อนไหวป่วนเมือง เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 16:42:19
    “สมาพันธ์” ออกแถลงการณ์จี้พันธมิตรฯ หยุดการเคลื่อนไหว ยั่วยุประชาชน หวังให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงอีกครั้งในบ้านเมือง ระบุส่อผิด ม.63,68 และ 113 โทษถึงประหาร

       บ่ายวันนี้ สมาพันธ์ประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้พันธมิตรฯ เคารพรัฐธรรมนูญ 2550 และหยุดสร้างเงื่อนไขให้เกิดรัฐประหาร โดยระบุว่า ในเมื่อพันธมิตรฯ ยืนยันมีท่าทีเห็นด้วยกับ รธน. 50 อย่างเต็มเปี่ยม จึงต้องเคารพและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะมาตรา 63,68 และ 113
 
       มาตรา 63 ในรัฐธรรมนูญ2550 ได้รับรองเสรีภาพในการชุนนุมไว้ แต่ต้องเป็นการชุนนุม โดยปราศจากอาวุธ การที่พันธมิตรฯไปบังคับเอาไม้เบสบอลจำนวนมากคืนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ไม่ต้องการให้มีสิ่งที่เป็นอาวุธในที่ชุมนุม แสดงให้เห็นชัดเจนว่า พันธมิตรฯมีเจตนาที่นำมาไว้ใช้เป็นอาวุธ เป็นการขัดกับรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง และยิ่งมีการทำร้ายคนเมาสุราในที่ชุนนุมอย่างรุนแรง  รวมทั้งการประกาศกร้าวว่า จะทำร้ายผู้ที่มาต่อต้านให้ถึงขั้นเข้าไอซียู (หอบริบาลผู้ป่วยอาการสาหัส) ด้วยแล้ว ยิ่งแสดงชัดเจนว่า การชุมนุมของพันธมิตรฯ ไม่ได้การรับรองจากรัฐธรรมนูญแม้แต่น้อย
 
     มาตรา 68 ในรัฐธรรมนูญ2550 ได้ระบุชัดเจนว่า บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ “เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้........มิได้ ดังนั้นการที่พันธมิตรฯ ประกาศโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญนี้ เท่ากับพันธมิตรฯ ได้กระทำการ อันขัดต่อมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญนี้แล้ว

     และย่อมเข้าข่ายมีความผิดตามมาตรา 113 ของประมวลกฎหมายอาญาที่กล่าวไว้ว่า “ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ยว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อ (1)........................(2) ล้มล้างอำนาจ........อำนาจบริหาร หรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้.(3)..................................ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต
 
     นอกจากนี้ จุดมุ่งหมายที่พันธมิตรฯ ชุมนุมเดินขบวน ก็เพื่อ “ต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และยื่นถอดถอน สส.สว.ที่เข้าชื่อ ยื่นญัตติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ”  ในขณะนี้ ญัตติของ สส.สว.ดังกล่าวได้ตกไปแล้ว เพราะจำนวนผู้เข้าชื่อยื่นญัตติมีไม่ถึง 126 เสียง เป้าหมายของพันธมิตรฯจึงบรรลุแล้ว

      การยกระดับไปเป็นการ “ขับไล่รัฐบาลโดยข้อกล่าวหาร้ายแรง และเป็นเท็จที่ว่า มีขบวนการสร้างระบอบสาธารณรัฐขึ้นในประเทศไทย ล้มล้างสถาบันกษัตริย์ เพื่อเปลี่ยนให้เป็นประธานาธิบดี” ที่ไม่มีหลักฐานและเหตุผลเพียงพอ  นั้น มีจุดมุ่งหมายเพียงเพื่อสร้างความวุ่นวายยุ่งเหยิง ให้เกิดขึ้นกับประเทศชาติบ้านเมืองอันอาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดการยึดอำนาจรัฐประหารขึ้น ซ้ำรอยกับเหตุการณ์สองปีที่แล้วเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

     จึงเป็นสิ่งที่เปิดเผยให้เห็นธาตุแท้ของพันธมิตรฯ ที่มุ่งสร้างเงื่อนไขให้เกิดการรัฐประหาร ยึดอำนาจ เป็นการทำลายล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่เลวร้ายที่สุด สร้างความพินาศวอดวายให้กับประเทศที่ยับเยินอยู่แล้วใ ห้หนักหน่วงยิ่งขึ้น
 
     พันธมิตรฯ หยุดการเคลื่อนไหวทุกอย่างได้แล้ว ท่านหมดความชอบธรรมในการเคลื่อนไหวแล้ว


http://www.prachatouch.com/content.php?id=5386
23  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ตร.ปราบจราจรตรึงกำลังหน้าศธ. พร้อมสลายม็อบ เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 16:30:51
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจราจลกว่า 200 นาย พร้อมอาวุธครบมือ ยืนปักหลักอยู่หน้ากระทรวงศึกษาธิการ อีกฟากของสะพานมัฆวาน ซึ่งเป็นสถานที่ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนประชาธิปไตย โดยเตรียมพร้อมในการสลายการชุมนุมม็อบดังกล่าว ขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯ ได้ระดมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตรึงกำลังป้องกันการบุกเข้าสลายการชุมนุมรอบพื้นที่ชุมนุมเช่นกัน

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=33758&catid=
24  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ตร.ประชุมเครียด คาด เตรียมเอาผิด 5 แกนนำพันธมิตรฯ เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 16:28:51
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ห้องปารุสกวัน 3 บช.น. พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รรท.ผบ.ตร.) เดินทางมาประชุมเมินเมินสถานการณ์การชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เปลี่ยนวัตถุประสงค์จากการต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นขับไล่รัฐบาล รวมทั้งเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สั่งการให้ตำรวจดำเนินการตามกฎหมายกับแกนนำทั้ง 5 คนผ่านสถานีโทรทัศน์ช่อง NBT

รรท.ผบ.ตร. กล่าวตอบคำถามสื่อมวลชนที่ถามว่า ได้รับคำสั่งโดยตรงจากนายกฯ หรือไม่ พล.ต.อ.พัชรวาท ตอบว่า ยัง ยังไม่มี และกล่าวอีกครั้งว่า ยังประชุมไม่เสร็จเลย ขออนุญาตประชุมก่อน จากนั้นเข้าประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับผิดชอบการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ประกอบด้วย พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น. พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ผบก.น.1  โดยใช้เวลานานประมาณ 1 ช.ม. ก่อนจะย้ายไปประชุมสั่งการเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับปฏิบัติยังห้องประชุมปารุสกวัน 1 ที่มี รอง ผบช.น. ผบก.น.1-9 จร. อก. ตปพ. พร้อมด้วยตัวแทนหน่วยข้างเคียงและกำลังหน่วยสนับสนุนทั้ง บช.ตชด. บช.ก. บช.ภ.1 , 2 , 7  บช.ส. เพื่อประชุมกำชับสั่งการแนวทางการปฏิบัติในการดำเนินการเคลื่อนย้ายกลุ่มผู้ชุมนุม ตามที่  พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง  รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ให้สัมภาษณ์สื่อทีวีหลายช่องตั้งแต่ช่วงเที่ยงๆ วันนี้ว่า เป็นการ'ช่วยรื้อถอน'ออกจากพื้นผิดการจราจร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นที่น่าสังเกตุว่าการประชุมดังกล่าว มี พล.ต.ท.จงรัก ซึ่งมีความเชียวชาญด้านกฎหมายเข้าร่วมประชุมด้วย เชื่อว่าน่าจะมีการพิจารณาข้อหาที่จะดำเนินคดีกับ 5 แกนนำ


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=33755&catid=
25  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ผ.บชน.สั่งกำลังพลเตรียมพร้อม – คุมเข้ม จยย.ป่วน เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 15:59:09
      “อัศวิน ขวัญเมือง” สั่งการเจ้าหน้าที่ตำรวจทุก สน. เตรียมตัว พร้อมรับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาทันที เพื่อสกัดและป้องกันการรวมตัวก่อความวุ่นวาย
 
       พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุก สน.เตรียมกำลังพลให้พร้อมปฏิบัติงานในพื้นที่ตัวเองอย่างเต็มที่ พร้อมกับเตรียมรับการประสานงานจากผู้บังคับบัญชาตลอดเวลาเพื่อนำกำลังพลเข้าสนับสนุนในจุดต่างๆ ได้ทันที  ในกรณีมีคำสั่งรวมพลของผู้บังคับบัญชาระดับสูง
 
       ทั้งนี้ ยังให้เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ กลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณท้องสนามหลวง และจุดต่างๆ ในพื้นที่รับผิดชอบอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา เพื่อป้องกันการรวมตัวเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งให้ตั้งด่านตรวจยึดรถจักรยานยนต์ต้องสงสัย ที่มุ่งหน้าสะพานมัฆวานรังสรรค์ ด้วย


http://www.prachatouch.com/content.php?id=5384
26  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ตรึงกำลังเข้มบ้านนายกฯ หลังม็อบถ่อยขู่บุก เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 15:58:03
   เพิ่มกำลังตำรวจคุมเข้มบ้าน “สมัคร” หลังม็อบถ่อยขู่นำกำลังบุก แถมใช้วิชามารแจกเบอร์บ้านนายกฯ กลางเวทีชุมนุม ทำเอาโทรศัพท์ดังไม่หยุดหย่อน

     ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่บ้านพักนายสมัคร หมู่บ้านโอฬาร 2 ถนนนวมินทร์ 81 ได้มีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ ดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด หลังจากที่ พล.ต.จำลอง  ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ประกาศจะนำม็อบบุกบ้านนายสมัคร
       
      พ.ต.อ.(พิเศษ)มันทาร อภัยวงศ์ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 4 เปิดเผยว่า ได้มีการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ จาก 8 ส.น. พร้อมเหล็กกั้น  คือ หัวหมาก , ลาดพร้าว , วังทองหลาง, โชคชัย , บึงกุ่ม , บางชัน , ประเวศ  และ อุดมสุข เป็นตำรวจในเครื่องแบบจำนวน 50 นาย และ นอกเครื่องแบบอีก จำนวนหนึ่งโดยถือว่าเป็นการดูแลความเรียบร้อยตามปกติ และยังไม่มีคำสั่งจากหน่วยเหนือให้ดูแลอะไรเป็นพิเศษ ซึ่งหากม็อบพันธมิตรฯ มากจริงก็จะสามารถดูแลได้
 
   อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการตั้งด่านสกัดการเดินทางของม็อบที่จะมาบ้านนายกฯ และนายกฯ ก็ไม่ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษ
 
      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่เวทีพันธมิตรฯ ประกาศให้เบอร์โทรศัพท์ ที่บ้านนายสมัคร ปรากฎว่า เสียงโทรศัพท์ ดังไม่ขาดสาย โดยคนใกล้ชิดนายสมัคร ได้โทรศัพท์มาสอบถามแม่บ้านถึงความเคลื่อนไหวดังกล่าวด้วย


http://www.prachatouch.com/content.php?id=5385
27  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / เจ้าหน้าที่ตำรวจ สแตนบาย พร้อมสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ วันนี้ เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 15:57:00
      ตำรวจกองกำลังควบคุมฝูงชน เตรียมตัวพร้อมลงมือปฏิบัติการสลายม็อบทันทีที่ได้รับคำสั่ง เผยนายกรัฐมนตรี เน้นให้มีการเจรจาด้วยสันติวิธีก่อน

     ท่ามกลางกระแสข่าวสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ มีรายงานว่ากองกำลังควบคมฝูงชนจากฉะเชิงเทรา 150 นายถึง กทม.แล้ว รอเพียงคำสั่งปฏิบัติการสลายการชุมนุมร่วมกับกำลังหนุน ตชด.และตำรวจภูธรภาค 1,2 และ 7 เท่านั้น
     ทั้งนี้ มีรายงานข่าวอ้างว่า นครบาล และกองกำลังตำรวจทั้งจากหน่วย ตชด. 3 กองร้อยได้เดินทางมาถึงตั้งแต่วานนี้ และมีการวางแผนเตรียมความพร้อมเป็นที่เรียบร้อย โดยนายกรัฐมนตรี เน้นให้มีการเจรจาก้อน หากไม่สำเร็จจึงจะใช้วิธีการอื่นต่อไป

     รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า กองกำลังควบคุมฝูงชนจากฉะเชิงเทรา มี พ.ต.อ.พรพจน์ สมิตตินันทร์ รอง ผบก.ภ.จว.ฉะเชิงเทรา เป็นหัวหน้าชุดในการควบคุมการปฏิบัติ ซึ่งมีกำลังพลเจ้าหน้าที่ตำรวจจากทุกสถานี ภายใต้สังกัดตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทรา รวม 18 ท้องที่


http://www.prachatouch.com/content.php?id=5382
28  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / 'พัชรวาท-วิเชียร-อัศวิน'ถกเครียด สั่งตร.ตรึง24ชม .ลือสลาย 6 โมงเย็น เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 15:51:59
รักษาการผบ.ตร.เรียกประเมินสถานการณ์ด่วน 2,000นายประจำการทุกจุด ลือ18.00.น.เข้าสลายผู้ชุมนุม "อัศวิน"สั่งทุกสน.พร้อมรวมพล 24ช.ม.เฝ้าระวังเหตุจับจยย.ต้องสงสัย

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) เวลา 14.00 น. พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รักษาการ ผบ.ตร. พร้อมด้วยพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำหน้าที่ รองผบ.ตร.ฝ่ายความมั่นคง เรียกประชุมประเมินสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ร่วมกับพล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น. รวมทั้ง รอง ผบช.น. หลังจากนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศผ่านโทรทัศน์ช่องNBT และข่ายช่อง 9 ว่าจะให้กลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนย้ายจุดชุมนุม เนื่องจากประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือนร้อน

ก่อนเข้าประชุม ผู้สื่อข่าวพยายามซักถาม พล.ต.อ.พัชรวาท ว่าได้รับคำสั่งจากนายสมัคร ให้สลายการชุมนุมแล้วหรือไม่ ซึ่ง พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า "ยังไม่ได้รับคำสั่ง" ก่อนจะเดินเข้าห้องประชุมทันที

ทั้งนี้ วาระการประชุมปกติ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รองผบ.ตร. จะเป็นประธานการประชุมเพื่อการวางมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย แต่ในการประชุมครั้งนี้พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รรท.ผบ.ตร. เดินทางมาเป็นประธานการประชุมด้วยตนเองคาดว่าอาจจะเป็นการประชุมเพื่อซักซ้อมวางแผน เพื่อเตรียมขั้นตอนในการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 

โดยมีรายงานว่าได้มีการจัดวางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากประมาณ 2,000 นาย ประจำตามจุดยุทธศาสตร์สำคัญรอบกลุ่มผู้ชุมนุมโดยทุกจุดมีนายตำรวจระดับ รอง ผบก.ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้รับผิดชอบ โดย ผบช.น. จะเป็น ผบ.เหตุการณ์ และมีรอง ผบช.น.เป็น รอง ผบ.และเหตุการณ์ ควบคุมกำลัง ปราบปรามจลาจลเพื่อในแต่ละจุด ในเวลา 16.00น. โดยคาดว่าอาจมีการใช้กำลังเข้าสลายกลุ่มผู้ชุมนุมในช่วงเวลาประมาณ 18.00-20.00น.

ขณะที่ รายงานข่าวอีกกระแสหนึ่ง ระบุว่ามีคำสั่งจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล(บชน.) โดย พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกสถานี เตรียมกำลังพลให้พร้อมปฏิบัติงานในพื้นที่ตัวเองอย่างเต็มที่ พร้อมกับ เตรียมรับการประสานงานจากผู้บังคับบัญชาตลอดเวลาเพื่อนำกำลังพลเข้าสนับสนุนในจุดต่างๆ ได้ทันที ในกรณีมีคำสั่งรวมพลของผู้บังคับบัญชาระดับสูง 

ทั้งนี้ ยังให้เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ สะพานมัฆวานรังสรรค์ ท้องสนามหลวง และจุดต่าง ๆ ในพื้นที่รับผิดชอบอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา เพื่อป้องกันการรวมตัวเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งให้ตั้งด่านตรวจยึด รถจักรยานยนต์ต้องสงสัยที่มุ่งหน้ามาสะพานมัฆวานรังสรรค์ จุดที่พันธมิตรฯ ชุมนุมด้วย


http://www.bangkokbiznews.com/2008/05/31/news_262732.php
29  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / แกนนำม็อบประชุมเครียด เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 13:00:36
        เมื่อวันที่ 31 พ.ค.51  ภายหลังฟังคำแถลงของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ถึงสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง ที่รัฐบาลจะให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ นายพิภพ ธงชัย หนึ่งในแกนนำ ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นถึงท่าทีของกลุ่มพันธมิตร ระบุว่า ยังไม่ได้รับการติดต่อจากนายสุริยะใส กตะศิลา หนึ่งในแกนนำ อย่างไรก็ตาม นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ แนวร่วมที่เข้าชุมนุมด้วย เปิดเผยว่า แกนนำพันธมิตรฯ นัดประชุมกันเที่ยงวันนี้ ที่บ้านพระอาทิตย์ แต่ยังไม่มีกำหนดการแถลงข่าวกับสื่อมวลชน

        ทางด้าน พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมสลายการชุมนุมทันที หลังได้คำสั่งจากนายกรัฐมนตรี แต่ขณะนี้ ยังคงให้เวลากลุ่มพันธมิตร เคลื่อนย้ายจุดชุมนุมไปบริเวณอื่น ที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน เนื่องจาก ไม่อยากให้เกิดปัญหาการกระทบกระทั้งกัน จนอาจเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นระหว่าง เจ้าหน้าที่กับกลุ่มผู้ชุมนุม พร้อมทั้ง มีการหารือกับเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ถึงท่าทีการปฏิบัติด้วย และในเวลา 14.00 น. จะมีการประชุมหารือถึงแผนการปฏิบัติต่อไป ซึ่งขณะนี้ยืนยันว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีแนวทางการดำเนินการอยู่แล้ว

        ในขณะเดียวกันที่ ภ.จว.ฉะเชิงเทรา  เจ้าหน้าที่ตำรวจกองร้อยควบคุมฝูงชน ชุดที่ 2 ได้รับคำสั่งด่วนที่สุด จากกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทรา เร่งระดมกำลัง เพื่อเตรียมความพร้อมในการสนับสนุนรัฐบาลทันที ที่ได้รับคำสั่งเคลื่อนกำลังเข้าไปสนับสนุนรัฐบาล ในการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ฯ ออกจาก ถ.ราชดำเนิน ตามคำกล่าวอ้าง นายกฯ ที่ว่า การปิดถนนทำให้มีผู้ได้รับความเดือดร้อนในการใช้เส้นทาง ทำให้ภาพพจน์ประเทศเสียหาย 

       ส่วน พ.ต.อ.พรพจน์ สมิตินันท์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นหัวหน้าชุดควบคุมการปฏิบัติ ซึ่งมีกำลังพลเจ้าหน้าที่ตำรวจจากทุกสถานี สังกัดตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทรา รวม 18 ท้องที่ เดินทางมารวมตัวสมทบกว่า150 นาย และมีนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 5 นาย โดยทั้งหมด ได้เข้ามาเตรียมความพร้อมที่ห้องประชุมชั้น 2 กองบังคับการตำรวจ-ภูธรจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อรอรับคำสั่ง เคลื่อนกำลังพลทันที ตามได้รับคำสั่ง ซึ่งมีอาวุธประจำกายทั้งโล่ห์และกระบอง ซึ่งได้เตรียมขนใส่รถไว้แล้ว

     ทางด้าน พล.อ. บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สส. ยืนยันว่า ตนไม่ได้สั่งการให้ทหารเตรียมพร้อม หรือเตรียมการอะไรเป็นพิเศษ แต่หากว่า นายกรัฐมนตรี สั่งการมาก็ต้องปฏิบัติไปตามหน้าที่เท่านั้นเอง อย่างไรก็ตาม ตนยังไม่ได้มีการหารืออะไรเป็นพิเศษกับนายกรัฐมนตรี เพียงแต่เฝ้าติดตามข่าวสารเป็นระยะๆ เท่านั้น

      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 12.15 น.บริเวณที่ชุมนุมของพันธมิตร ที่สะพานมัฆวาน ผู้นำการอภิปรายบนเวที ประกอบด้วย นายสำราญ รอดเพชร นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์  นายสาวอัญชลี ไฟรีรักษ์ ได้ประกาศเชิญชาวนประชาชน ทุกคนที่รับฟัง ASTV ให้เร่งเดินทางมายังสะพานมัฆวาน เพื่อร่วมกันต่อสู้กับรัฐบาล นอกจากนั้นยังให้คนไทยทั้งในและนอกประเทศ ให้โทรศัพท์ไปแสดงความคิดเห็นต่อการประกาศของ นายสมัคร สุนทรเวช ที่บ้านนายสมัคร ลูกชาย หลานสาว หลานชาย พร้อมทั้งแจ้งหมายเลขโทรบ้านและมือถือด้วย ล่าสุดขณะนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบริเวณที่ชุมนุมขณะนี้มีผู้ชุมนุมประมาณ 1,100 คน

       รายงานล่าสุดขณะนี้5แกนนำพันธมิตรกำลังประชุมอย่างเคร่งเครียดประกอบด้วย นายสมศักดิ์ โกสัยสุข นายสมเกียรติ พงษ์ใบบูลย์ นายสุริยะใส กตะศิลา พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล


http://www.siamrath.co.th/UIFont/NewsDetail.aspx?cid=50&nid=15065
30  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / พปช.ตั้ง 'วอร์รูม' วิเคราะห์-ประจานแกนนำพันธมิตรฯ เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 12:59:02
ที่พรรคพลังประชาชน ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน แถลงเมื่อเวลา 11.00 น. ถึงแนวทางการรับมือกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า พรรคพลังประชาชนได้เปิดศูนย์ติดตามและวิเคราะห์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือ 'วอร์รูม' ซึ่งจะวิเคราะห์สถานการณ์การข่าวและตอบโต้ทางการข่าว โดยใช้ห้องกองโฆษกพรรคชั้น 1 อาคารไปเอฟซีที เป็นห้องทำการชั่วคราว และมีเจ้าหน้าที่คอยติดตามอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง

โดยมีทีมวิเคราะห์สถานการณ์แล้วสรุปผล เพื่อเสนอต่อนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค และนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค โดยประกอบไปด้วย ส.ส.และนักการเมืองของพรรค โดยแบ่งเวลาจัดเป็นเวรยาม ซึ่งจะมี นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม นายนิสิต สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม  นายสงวน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.นครพนม  ร.ต.ท.เชาวรินทร์ ลักทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี นายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วน  นายชลน่าน ศรีแก้ว  ส.ส.น่าน นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุลส.ส.เชียงใหม่  และมีทีมโฆษกพรรคประสานงานการวิเคราะห์

ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า การชี้แจงของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เหมาะสมกับสถานการณ์มาก เพราะที่ผ่านมามีประชาชนร้องเรียนมาจำนวนมาก โดยเฉพาะการยึดถนนเป็นที่ชุมนุม ส่วนประชาชนในต่างจังหวัด ก็พูดเป็นเสียงเดียวกับว่า ครั้งนี้รัฐบาลอย่ายอมแพ้ต่อการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ และบางประเทศอย่างเอกอัครราชฑูตญี่ปุ่นได้มาพบตน และสอบถามสถานการณ์ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงว่าการชุมนุมกระทบไปทั่วทุกด้าน เราจึงคิดว่านายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาล ที่จะทำเรื่องที่ผิดกฎหมายให้ถูกกฎหมายก็สนับสนุนเต็มที่ โดยทีมของพรรคจะนำการวิเคราะห์แกนนำการชุมนุมว่ามีเป้าหมายพิเศษอย่างไรมาเผยแพร่กับประชาชนแบบวันละคน

ร.ท.กุเทพ กล่าวต่อว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้ออกมาบอกว่า รัฐบาลสอบตกทุกเรื่อง เพราะไม่มีผลงาน แต่ประชาชนไม่ได้เห็นด้วย อาทิ สถานการณ์ภาคใต้ในความเห็นของรัฐบาลก็ดีขึ้น โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจที่มีคนดูแลเฉพาะด้าน การที่ประชาธิปัตย์รีบออกมาสรุปผลงานรัฐบาลนั้น แสดงว่าพรรคประชาธิปัตย์กำลังสร้างธรรมเนียมทางการเมืองใหม่ ที่ไม่มีช่วงเวลาการฮันนีมูนหรือระยะเวลาให้รัฐบาลเริ่มทำงาน และการชุมนุมโค่นล้มรัฐบาลนั้น ก็โยงกับการเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์

เช่น กรณีที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ออกมาอย่างรวดเร็วและยืนหยัดเอาจริงเอาจัง ซึ่งตนรู้จักพล.ต.จำลองดีว่า อคติและอิจฉานายสมัคร เพราะเคยแย่งคะแนนในพื้นที่กทม.กันมาตลอด ซึ่งล่าสุดการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกทม. นายสมัครก็ได้เป็นล้านคะแนน ซึ่งมากกว่าพล.ต.จำลองอย่างมาก และการที่พ.ต.ท.ทักษิณเคยสนิทกับจำลอง และให้เงินให้ทองไปสร้างโรงเรียนผู้นำ ในจ.กาญจนบุรี แต่ช่วงหลัง พ.ต.ท.ทักษิณก็ไม่สนับสนุน พล.ต.จำลอง จึงเป็นการเติมเชื้อไฟให้พล.ต.จำลองอย่างมาก การเคลื่อนไหวของ พล.ต.จำลอง จึงไม่มีเหตุผลอื่น นอกจากอคติและริษยา โดยใช้ฐานอำนาจตัวเองที่สันติอโศก ซึ่งเป็นลัทธิที่ออกมาหักล้างกับพุทธศาสนากระแสหลักป็นกำลังสำคัญ

'พล.ต.จำลอง เคยสร้างเงื่อนไขจนเกิดเหตุการณ์พฤษภา 2535 และมีการนองเลือกมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้รัฐบาลจะไม่ให้ซ้ำรอยเหตุการณ์นั้นแน่นอน แต่ไม่ทราบว่าวิธีการนั้นจะเป็นอย่างไร แต่เราอยากจะขอร้องให้มีการเปลี่ยนสถานที่ชุมนุม  แล้วโด้โปรดไปชุมนุมตามท้องถนน เพราะทำให้ประชาชนทั่วไปเดือดร้อน หากขอร้องแล้วยังฝ่าฝืนเจ้าหน้าที่บ้านเมืองอาจจะดำเนินการตามกฎหมายที่ให้อำนาจไว้ ซึ่งในที่ประชุมพรรคก็ได้เสนอแนวทางที่จะทำอย่างละมุนละม่อม เพื่อไม่ให้เข้าทางกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งพล.ต.จำลองเคยใช้ได้ผลจนเกิดเหตุการณ์นองเลือดในเดือนพฤษภาคม 2535  การยึดถนนหนทางเป็นสถานที่ชุมนุมนั้น ถ้าผู้นำประเทศไม่แข็งแกร่งพอที่จะดำเนินการจะทำให้ประชาชนคิดว่ารัฐบาลอ่อนแอ และคนที่ใช้กฎหมู่มาเหนือกฎหมาย ดังนั้นรัฐบาลจะผ่อนปรนไปเรื่อยๆไม่ได้แล้ว เพราะประชาชนทั่วไปนั้นเดือดร้อนมาก' ร.ท.กุเทพ กล่าว


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=33728&catid=
31  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / เสริมตร.คุมจลาจลเข้ากทม.-พันธมิตรลั่นไม่ถอยพร้อมรับมือ เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 11:50:57
เสริม ตร.คุมจลาจลเข้ากทม.

มีรายงายว่า ตำรวจกองร้อยควบคุมฝูงชน ชุดที่ 2 กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รับคำสั่ง“ด่วนที่สุด” เร่งระดมกำลังเพื่อเตรียมความพร้อมถ้าได้รับคำสั่งให้เคลื่อนกำลังเข้าไปสนับสนุนใช้กำลังสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกจากถนนราชดำเนิน ตามคำกล่าวอ้างของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี แถลงออกโทรทัศน์NBT และช่อง9 โมเดิร์นไนน์ เช้าวันนี้ว่า การปิดถนนทำให้มีผู้ได้รับความเดือดร้อนในการใช้เส้นทาง และทำให้ภาพพจน์ของประเทศเสียหาย

สำหรับกองร้อยควบคุมฝูงชน ชุดที่ 2 ภายใต้การควบคุมของ พ.ต.อ.พรพจน์ สมิตตินันทร์ รอง ผบก.ภ.จว.ฉะเชิงเทรา เป็นหัวหน้าชุดในการควบคุมการปฏิบัติ ซึ่งมีกำพลเจ้าหน้าที่ตำรวจจากทุกสถานี ภายใต้สังกัดตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทรา รวม 18 ท้องที่ เดินทางมาสมทบกันกว่า 150 นาย และ มีนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรจำนวน 5 นาย โดยทั้งหมดได้เข้ามาเตรียมความพร้อมที่ห้องประชุมชั้น 2 กองบังคับการตำรวจภูธรฉะเชิงเทรา เพื่อรอรับคำสั่งให้เคลื่อนย้ายกำลังพลได้ในทันที หลังได้รับคำสั่ง ซึ่งมีการเตรียมอาวุธประจำกาย ทั้งโล่ และกระบอง  โดยได้มีการจัดเตรียมขนขึ้นใส่รถไว้เรียบร้อยแล้ว


พันธมิตรฯ โห่ร้อง-ไม่พอใจ 'สมัคร' ขู่สลายม็อบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ หน้าที่ทำการสหประชาชาติ บนถนนราชดำเนินนอก ได้โห่ร้องเป็นระยะระหว่างที่นายสมัคร สุนทรเวช แถลงผ่านสถานีโทรทัศน์ ว่าจะจัดการขั้นเด็ดขาดกับกลุ่มผู้ชุมนุม โดยได้เตรียมทหารและตำรวจไว้พร้อมแล้ว

ต่อมา ผู้ดำเนินการบนเวที และแกนนำพันธมิตรฯ ได้จัดอภิปรายตอบโต้นายสมัคร โดยระบุว่าคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีไม่ถูกต้อง เพราะไม่มีสิทธิ์จะสลายการชุมนุมที่มาด้วยความสงบ ถ้ามีการสั่งการใช้กำลังสลายการชุมนุมถือว่ามีความผิดกฎหมายทันที และผู้ชุมนุมมีสิทธิ์ขัดขืน ต่อสู้ป้องกันตัวเองได้ตามสมควรแก่เหตุ

นอกจากนี้ ยังประกาศลั่นจะไม่ยุติการชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ที่เป็นตัวแทนอำนาจของระบอบทักษิณ


http://www.bangkokbiznews.com/2008/05/31/news_262708.php
32  หมวดหลัก / กระทู้การเมือง / ม็อบกลัวตาย ถอยไปตั้งหลัก เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 11:21:37
รายงานจากสะพานมัฆวานล่าสุด กลุ่มผู้ชุมนุมที่เมื่อคืนวานตอนสองทุ่มมีเกือบหมื่นคน ตอนนี้ สิบเอ็ดนาฬิกาสิบนาที ล่าสุดเหลือไม่เกินห้าร้อยคนแล้ว แม้แกนนำพันธมิตรจะเรียกร้องให้ผู้คนมาชุมนุมเพิ่มขึ้นเพื่อเป็นโล่ห์มนุษย์ แต่ผู้คนต่างก็ไม่แน่ใจในสถานการณ์ ขณะที่กลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับม็อบต่างโทรเข้ามาแสดงความเห็นที่ช่อง NBT และช่องเก้าสายแทบไหม้ให้ปราบม็อบเด็ดขาดทันที

ขณะนี้พันธมารกำลังใช้เวปเพื่อปลุกปลอบใจตัวเองว่า ยังไหว ถ้าสลายม็อบคนจะมาชุมนุมเพิ่ม แต่ในขณะเดียวกัน ปรากฎการณ์แสดงแล้วว่า เมื่อคุณสมัครเลือกที่จะบังคับกฎหมายจริง ความนิยมก็พุ่งพรวด ต่างจากม็อบมัฆวานที่ตัวเลขผู้คนลดลงอย่างรวดเร็ว จนต้องนำข้าวกล่อง เปปซี่มาแจกฟรีล่อผู้คนให้อยู่ชุมนุมหลังเที่ยง

เช่นเดียวกับฟ้าฝนที่มืดคลึ้มหน้าเวทีม็อบ เหมือนกับเตรียมหลั่งน้ำตาให้กบฎผีบุญ จำลอง ศรีเมือง ที่อาจจะตายในที่รบวันนี้

น่าเศร้าครับ งานนี้แทนที่จะล้มรัฐบาลกลับเป็นงานฌาปนกิจห้าม็อบเสียชิบ


โดย คุณประชานิยม  เวบบอร์ด ประชาไท
http://www.prachatai.com/webboard/topic.php?id=688006
33  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / สัมภาษณ์ พิเศษ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี โดย นสพ.มติชน เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 11:13:00
เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา "นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี" รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ซึ่งมีหมวกอีกใบเป็น "เลขาธิการ พปช." ได้ปิดห้องสนทนากับ "มติชน" หลายคำเฉลยใจของเขาได้ฉายให้เห็นภาพรัฐบาล พปช. ภายใต้อุ้งมือ ที่ถูกปล่อยทิ้ง...

- ประเมินสถานการณ์ของรัฐบาล ณ ขณะนี้อย่างไร

ผมว่าสิ่งที่กระทบความเชื่อมั่นอย่างรุนแรงที่สุดคือ ปัญหาน้ำมัน ส่วนประเด็นทางการเมืองที่ว่าร้อนแรงมากๆ โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ยังไม่แรงเท่าเรื่องน้ำมัน เพราะเวลาไปเจอนักลงทุนชาวต่างชาติและถูกถามเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พอผมอธิบายไปว่าเรามีความตั้งใจอย่างไร และถ้าจะเกิดอะไรขึ้นก็เกิดบนพื้นฐานของกระบวนการประชาธิปไตย เขาฟังอย่างนี้ก็สบายใจ เขาไม่ได้มีปัญหาเรื่องความเห็นแตกต่าง

- มุมมองของรัฐมนตรีคือการที่เศรษฐกิจเดินหน้าไม่ได้ ไม่ใช่ผลจากปัญหาการเมือง

"การเมืองอาจจะเป็นส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ปัจจัยหลัก วันนี้ถามว่าผมห่วงอะไร ผมห่วงเรื่องน้ำมัน ถ้าพูดกันทุกวันว่าราคาน้ำมันจะขึ้น 150 หรือ 2- เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ผมเป็นนักลงทุน ผมก็หยุด แต่ถ้าไม่มีปัจจัยเรื่องน้ำมัน แล้วบอกจะแก้ไขรัฐธรรมนูญก็... อืม... (ผงกศีรษะ) ถ้าไม่มีแนวโน้มปฏิวัติ เขาอาจจะเฉยๆ ก็เดินหน้าไปได้ ตอนนี้คนส่วนใหญ่เขาไม่สนใจหรอกเรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องการเมือง เพราะชีวิตลำบากมาก ไม่มีใครสนใจเลย ผมก็ไม่สนใจ ใครจะคอมเมนต์เรื่องนั้นเรื่องนี้ เอาเลย ผมไม่สน เพราะมันเรื่องเดิมอีกแล้ว และมันไม่ได้สะท้อนปัญหาของคนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง"

- แต่การแก้ไขปัญหาปากท้องจำเป็นต้องเดินคู่กับการแก้ไขปัญหาการเมืองหรือไม่

อืม... เดินคู่กันไหม เรื่องการเมืองเป็นเรื่องรองนะ วันนี้ปัญหาปากท้องเป็นเรื่องหลัก ถ้าแก้ปัญหาปากท้องไม่ได้ ต่อให้ทำการเมืองดีอย่างไร ก็ไม่มีทางเลยที่ทั้งส่วนตัวของผู้ทำงานจะได้รับความนิยม และส่วนตัวของประเทศจะเดินหน้าไปได้ เพราะถ้าการเมืองนิ่ง แต่คุณแก้ปัญหาปากท้องไม่ได้เลย ประเทศก็ลำบาก แล้วถามว่าชาวบ้านจะอยู่เฉยหรือไม่ ไม่ ถึงวันหนึ่งรัฐบาลจะอยู่ไม่ได้ด้วย หลักวันนี้คือต้องแก้ปัญหาปากท้อง เอาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งมัน... เหนื่อย... วิ่งสู้ฟัดอย่างนี้

- ถ้าเช่นนั้นทำไม ส.ส.พปช. ต้องลุกลี้ลุกลนยื่นญัตติเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 จนถูกฝ่ายตรงข้ามนำไปจุดกระแสโค่นล้มรัฐบาลรอบใหม่

ต้องถามว่าแนวคิดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเริ่มต้นจากอะไร แน่นอนตัวรัฐธรรมนูญเองมีปัญหา แต่ถามว่า เหตุใดแนวคิดเรื่องการยุบพรรคถึงเกิดขึ้น เดิมไม่มีใครสนใจคดียุบพรรคเลย กระทั่งแกนนำพรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตยบางท่านออกมาบอกว่า ห่วงว่าจะมีการยุบพรรค มันก็ต้องย้อนกลับไปว่าการยุบพรรคมันเกิดขึ้นง่ายเกินไปหรือเปล่าในการเมืองไทย การเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญเพราะความหวั่นไหวในคดียุบพรรคใช่หรือไม่

- หลายคนเสนอว่าควรทดลองใช้รัฐธรรมนูญสัก 1 ปี เพื่อดัดหลังนักการเมือง จากนั้นค่อยทบทวนแก้ไข

ไม่มีใครรู้ว่าคดียุบพรรคจะออกเมื่อไหร่ ถ้าบอกให้รอ 1 ปี ทำไมไม่บอกว่าคดียุบพรรครออีก 1 ปีบ้างล่ะ มันเหมือนกับว่าเมื่อเอาชนะด้วยการเลือกตั้งไม่ได้ ก็มีวิธีการอื่นหรือเปล่า

- มองปรากฏการณ์ที่พรรคชาติไทยไม่ยอมร่วมลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร ทั้งที่คดียุบพรรคงวดเข้ามาแล้ว

ก็... เขาอาจจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เสนอแก้ไขมั้ง เขาอาจจะอยากแก้มาตรา 237 อย่างเดียว แต่ทางออกของนายกฯที่เสนอให้ทำประชามติ ผมสนับสนุนนะ อย่างน้อยๆ เรื่องที่ต่างฝ่ายต่างอ้างคนส่วนใหญ่ก็จะได้กลับไปถามว่าคนส่วนใหญ่คิดอย่างไรกันแน่ นี่คือวิธีลดปัจจัยเสี่ยงที่ได้ผลดีกว่าการตอบโต้กันรายวัน

- ภาระหน้าที่ของ รมว.คลังมากเหลือเกิน มีเวลาทำหน้าที่เลขาธิการพรรคบ้างหรือไม่

ก็... ยอมรับว่า เป็นภาระที่ทำให้เกิดผลกระทบนะ ทำให้การทำงานในฐานะเลขาธิการพรรคไม่เต็มที่ หลายเรื่องที่ตั้งใจจะทำก็ไม่ได้ทำดั่งใจ เช่น การพัฒนาความเข้มแข็งในพรรค การวางระบบงานภายในพรรค ผมเคยเห็นปัญหาอย่างนี้ตั้งแต่สมัยอยู่พรรคเดิม พอแกนนำมาทำหน้าที่บริหารประเทศ พรรคก็อ่อนยวบเลย ก็เป็นปัญหาอยู่ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร แค่นี้ก็ไม่รู้จะเอาเวลาที่ไหนแล้ว

- ในอีกมุมหนึ่งมีเสียงซุบซิบจากคนใน พปช.ว่า ทั้งหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคต่างไม่ยอมทำหน้าที่บริหารงานการเมือง อ้างภารกิจฝ่ายบริหารตลอด

หน้าที่เลขาธิการพรรคคือ อะไรล่ะ ถ้าเป็นเรื่องการประสานงานระหว่างพรรคการเมือง ส่วนใหญ่ก็มีการประสานกันอยู่แล้ว เพราะในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็มีแกนนำทุกพรรค เพียงแต่วันที่ท่านบรรหาร (ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย) บอกว่าไม่มีใครประสาน (ก่อนเรียกประชุมสภาเพื่อลงมติเลือกนายชัย ชิดชอบ เป็นประธานสภาคนใหม่) เพราะผมเพิ่งกลับจากเมืองนอก พอกลับมาก็ไม่รู้ว่าใครอยากจะเอาอย่างไร ส่วนคุณทรงศักดิ์ (ทองศรี รมช.คมนาคม ประธานภาคอีสาน พปช. กลุ่มเพื่อนเนวิน) ไปประสานได้อย่างไร ผมก็ไม่รู้ว่าใครมอบ

- โดยส่วนตัวไม่ได้รับสัญญาณจากใครให้ทิ้งพรรค หรือจงใจปล่อยมือจากการบริหารจัดการ พปช. เอง

ไม่หรอก แต่งานมันท่วมหัวจนกระทั่งอาจจะไม่มีเวลาไปดูแลพรรคจริงๆ ถามว่าวันนี้พรรคไร้เอกภาพ กำลังจะแตกหรือเปล่า ผมไม่คิดเช่นนั้น เพียงแต่ไม่มีใครไปดูแลพรรคในฐานะที่เป็นแกนนำพรรคอย่างเต็มเวลา นี่เป็นหลักฐานอย่างหนึ่งว่าเราบริหารกันเอง ไม่มีคนอื่นที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองมาร่วมบริหารด้วย เพราะถ้าคนเหล่านั้นมาร่วมคงไม่เป็นอย่างนี้

- แต่ที่ผ่านมา มีข่าวลือตลอดว่านายเนวิน ชิดชอบ คือผู้บงการหลัก เพราะเลขาธิการพรรคก็โดยสารฐานเสียงอีสานใต้เข้าสภา

นี่ถ้าเปลี่ยนอดีตได้ผมจะไปลงนครสวรรค์แทนเลย (หัวเราะ)

- เลือกไปลงจังหวัดไทยรักไทย

ไม่ใช่ บ้านเกิดผมอยู่ที่ปากน้ำโพ

- ไม่ได้เป็นเพราะต้องการหนีจากกับดักนายเนวินใช่หรือไม่

ไม่ใช่ จะได้ไม่ต้องถูกพาดพิงไงว่า โอ้ย...อาศัยบารมีของใครเข้ามา เพราะโดยตำแหน่งเลขาธิการพรรค ยกเว้นกลุ่ม 6 (กทม. นนทบุรี สมุทรปราการ) ผมอยู่เบอร์ 1 ของกลุ่มอื่นๆ ได้หมด และคิดว่าถ้าผมอยู่เบอร์ 1 ผมเข้าไปได้ทุกเขตอยู่แล้ว นอนมาเลย ดังนั้น ไม่ต้องไปอยู่เขต 4 หรอก อยู่ทำไม แต่พอดีมีคนบอกว่าที่อื่นคนแย่งกันเยอะ ถ้าผมไปอยู่เบอร์ 1 คนอื่นก็จะถูกดันลงไปอีก 1 เบอร์ แต่ปรากฏว่าเขตบุรีรัมย์นี่หาบิ๊กเนมไม่ค่อยมี ก็เลยว่าเฮ้ย! มันไม่มีเลยหรือ

- กำลังจะบอกว่าตกอยู่ในภาวะจำยอม

(หัวเราะ) ถ้าถูกพาดพิงอย่างนี้ ครั้งหน้าคงต้องไปลงนครสวรรค์แล้ว

- ในความเป็นจริงมีการบริหารจัดการ พปช.บ้างหรือไม่ เพราะภาพที่ออกมาชุลมุนวุ่นวายไปหมด ทั้งที่บุคลากรส่วนใหญ่ก็ยกมาจากพรรคไทยรักไทย

ถามว่าบุคลากรชุดเดิมหรือเปล่า ไม่ใช่นะ ถ้าเป็นบุคลากรชุดเดิม ผมจะสบายกว่านี้เยอะ อย่างน้อยถ้ามีคุณพงศ์เทพ เทพกาญจนา นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เนี่ย..โอ้โห..! ผมสบายเลย แต่นี่เขาก็ไม่มาช่วย เขาพยายามรักษาระยะห่าง ไม่อยากให้เป็นปัญหา และเมื่อก่อนพรรคไทยรักไทยบริหารโดยภาวะผู้นำที่เข้มแข็ง ซึ่งเป็นการบริหารแบบหนึ่ง ปัจจุบันทั้งหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคไม่ต้องการให้เป็นไปในลักษณะใช้ภาวะผู้นำมากขนาดนั้น พยายามให้คณะกรรมการบริหารและ ส.ส.แสดงบทบาทตัวเองได้ บางครั้งอาจดูเหมือนไม่มีการจัดการ ก็ต้องยอมรับว่าเราต้องปรับตัวให้เข้ากับทิศทางใหม่ บางทีก็ต้องปล่อยให้ ส.ส.คนนี้พูดอย่าง อีกคนอีกอย่างหนึ่ง ก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่มันยังไม่ก่อให้เกิดผลกระทบมาก แต่ถามว่าจริงๆ แล้วเราอยากเห็นแบบไหน เราอยากเห็นการแสดงความเห็นที่หลากหลาย แต่พูดเป็นการภายในน่าจะดีกว่า (หัวเราะแหะๆ)

- ปล่อยให้ ส.ส.เป็นอิสระ แต่อยู่ในสายตา

ไม่ต้องอยู่ในสายตาขนาดนั้น.... (ยิ้ม) เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าเห็นสายตาผมแล้วตีความอีก

- การขาดผู้นำอย่างแท้จริงในภาวะที่แกนนำพรรคตัวเท่ากันหมด ทำให้การควบคุม ส.ส.233 ชีวิตเป็นไปด้วยความยากลำบากหรือไม่

ก็นี่แหล่ะคือ พรรคการเมืองที่ระดับชั้นความสำคัญไม่ห่างกันนัก และไม่ใช้ผู้นำเดี่ยว

- ประเมินว่าอาการสะเปะสะปะที่เกิดขึ้นกับ พปช. บั่นทอนการบริหารประเทศของรัฐบาลหรือไม่

ไม่บั่นทอนหรอก ถามว่ารัฐบาลชุดนี้เข้มแข็งเท่ารัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ ก็ต้องยอมรับว่าไม่ แต่เป็นผลจาก พปช.หรือเปล่า ไม่ใช่ เป็นผลจากตัวบุคคล เรามีรัฐมนตรีหน้าใหม่จำนวนมาก ซึ่งความเป็นรัฐมนตรีใหม่จะให้เข้าใจระบบ น้อยมากนะ ตอนผมเป็น รมว.สาธารณสุข ใหม่ๆกว่าจะเข้าใจอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีในการเข้าไปบริหารจัดการภายในกระทรวง ก็ปาเข้าไป 3-4 เดือนแล้ว คนไม่เคยเป็นรัฐมนตรีไม่รู้หรอกว่า จะบริหารอำนาจหน้าที่ของตนอย่างไร อันนี้คือเรื่องใหญ่

- สมัยรัฐบาล "ทักษิณ" มีผู้นำเข้มแข็งทั้งในเชิงบริหารประเทศและเกมการเมือง ถ้าทำอย่างนั้นได้น่าจะเป็นผลดีกว่าหรือไม่

แล้วเป็นไง เข้มแข็งในการแก้เกมการเมืองแล้วเป็นไง สุดท้ายทำไมเป็นอย่างนี้ได้ แสดงว่าการแก้ปัญหาโดยใช้การเมืองแก้การเมือง มันไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะประสบความสำเร็จ แต่การทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกว่ามีคุณภาพชีวิตดีขึ้นจากการที่เราทำงานหนัก อันนี้ผมว่าเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้คนยังคิดถึง พ.ต.ท.ทักษิณที่ทำงานหนัก คนไม่ได้จำ พ.ต.ท.ทักษิณในวันที่โต้ตอบเกมการเมือง

"ดังนั้น ถามว่าจำเป็นต้องโต้การเมืองหรือไม่ ผมไม่สนใจ ผมมีหน้าที่มาทำ ถ้าทำจบผมก็ไป หรือถ้าไม่อยากให้ผมทำแล้ว ผมก็กลับบ้านและขอบพระคุณด้วย เพราะจะได้พักผ่อนเสียที วันนี้หากจะมีอะไรเกิดขึ้น ผมไม่แคร์ เพราะในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา ผมได้ทำในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์ และเป็นเรื่องที่ผมแอบภูมิใจ สุดท้ายถ้ารัฐบาลจะอยู่ได้แค่นี้ ก็ไม่เป็นไร ผมไม่แคร์เลย"

- แต่ถ้าสถานการณ์การเมืองนิ่ง น่าจะทำให้การบริหารประเทศราบรื่นกว่า

ต้องยอมรับว่าการเมืองวันนี้ไม่ใช่การเมืองปกติ ไม่ใช่บริหารพรรคให้ดีแล้วมันจะเดินไปได้ มันไม่ได้ตรงไปตรงมาอย่างนั้น ถ้าตรงไปตรงมาอย่างนั้น ผมอาจพร้อมทุ่มเท ไปสร้างพรรคให้ดี มีระบบ แต่วันนี้ถ้าเราสร้างพรรคให้ดีแล้วการเมืองดีขึ้นหรือไม่ ผมไม่แน่ใจนัก เพราะมันมีปัจจัยอื่นอีกเยอะ เดี๋ยวทหารบางคนเอาแล้ว ออกมาพูดแล้วว่าจะปฏิวัติ โธ่เอ้ย..! พูดทำไม ผมถึงบอกว่าตอนนี้มันเป็นการเมืองแบบแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแบ่งขั้ว เป็นการเมืองที่ไม่เชื่อในระบบรัฐสภา คิดว่าจะปฏิวัติเมื่อไรก็ได้ ผมถึงว่าอย่าไปทำเล้ย... (ลากเสียง) การเมืองให้ดีขึ้นกว่านี้ เพราะหลายส่วนยังไม่พร้อม

- ล่าสุด พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาเปิดโปงขบวนการล้มปืน ล้มทุน ล้มเจ้า โดยระบุว่า คอมมิวนิสต์ได้เปลี่ยนรูปแบบใหม่เป็นเผด็จการรัฐสภา ในฐานะคนตุลาฯฟังแล้วรู้สึกอย่างไร

คือ... ผมไม่รู้ ไม่เคยคุยกับพวกคนเดือนตุลาฯ วันนี้ไม่อยากจะคิดว่าคนเดือนตุลาฯคือใคร พิเศษอย่างไร เพราะก่อนหน้านี้ความเป็นคนเดือนตุลาฯถูกนำมาอ้าง นำมาเป็นเกราะอย่างหนึ่งที่ใช้หุ้มตัวเอง บอกว่าการเป็นคนเดือนตุลาฯหมายถึงผู้รักประชาธิปไตย มันไม่ได้แปลความหมายง่ายๆ อย่างนั้นแล้ว คนเดือนตุลาฯที่เรียกร้องการรัฐประหารไม่ควรมีสิทธิมาพูดอะไรในเรื่องรักประชาธิปไตยอีก ในความเป็นจริงคือหลายคนที่เดินออกจากป่า ก็เพราะผิดหวังในแนวทางของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ถามว่าแล้วใครจะยืนหยัด 30 กว่าปีเพื่อใช้นโยบายยึดประเทศ ยึดเมืองอีก วันนี้ทุกคนเสพสุข อย่างผมเองก็พอใจกับชีวิตชนชั้นกลาง ได้อ่านหนังสือดีๆ ได้ดูภาพยนตร์ดีๆ ได้ใช้ชีวิตที่มีความสุขกับครอบครัว

- แสดงว่าฝ่ายซ้ายที่คิดจะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองไม่มีเหลือแล้ว

ถ้าซ้ายประเภทสุดโต่ง ผมยังมองไม่เห็นเลยว่าใคร

- แต่หลายฝ่ายมองว่ายังพอมีเชื้ออยู่ โดยมีการเชื่อมโยงข้อกล่าวหาเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์ของแกนนำไทยรักไทย และวาทกรรมนายจักรภพ เพ็ญแข รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

(ไม่ตอบ ได้แต่หัวเราะหึๆ ในลำคอ)

- ประเมินว่าปัญหานายจักรภพจะลุกลามบานปลายหรือไม่

กรณีที่เกี่ยวพันกับสถาบันเบื้องสูงเนี่ย ควรจะหลีกเลี่ยงการนำมาทำให้เป็นประเด็นทางการเมือง หากใครมีความกังวลเรื่องคำพูดของคุณจักรภพ ก็ควรไปใช้กระบวนการยุติธรรมเดินหน้าไปเลย ฟ้องร้อง กล่าวหา แล้วคุณจักรภพก็มีหน้าที่ไปต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม ถ้ายึดมั่นอย่างนี้จะทำให้ความกังวลเรื่องการดึงฟ้าลงต่ำหมดไป ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถาบันเบื้องสูง ไม่ควรนำมาเป็นประเด็นรายวัน ทีกรณีของหลายๆ คนผมไม่เห็นเป็นข่าว แต่กรณีคุณจักรภพเป็นข่าวได้ทุกวัน

- เป็นเพราะสังคมไม่เชื่อหรือเปล่าว่านายจักรภพทำเพื่อตัวเอง แต่เป็นการต่อสู้แทนใครบางคน

"มันต้องผ่านกระบวนการแรกก่อนว่าเขาทำผิดหรือเปล่า วันนี้ยังไม่รู้เลย ถ้าถามผมว่าผมสนใจเรื่องคุณจักรภพหรือไม่ ผมไม่สนใจและไม่กังวล อย่างที่บอกคือผมไม่แคร์ วันนี้เราก็ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ถือเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องช่วยกันประคับประคองให้ประชาธิปไตยให้เดินหน้าไปได้ จะมานั่งแบกโลกเอาไว้คนเดียวทำไม ถ้าประชาธิปไตยมันจะเดินหน้าไปไม่ได้เพราะขาดเราไปสักคน ประชาธิปไตยของไทยก็คงไม่มั่นคง

"วันนี้ผมไม่ยินดียินร้ายกับอำนาจหน้าที่ ทุกอย่างไม่ได้ใช้ความอยากของตัวเองมากำหนด ถามว่ามีความมุ่งมั่น มีแรงผลักดันในการเข้าไปแก้ไขปัญหาการเมืองหรือไม่ ไม่มีแล้ว เบื่อเต็มที่ การเมืองท้อจริงๆ รู้สึกว่าเมื่อไหร่พวกเราจะออกจากวังวนได้เสียที"

- ในช่วงปลายรัฐบาล "ทักษิณ" เคยบอกว่ารัฐบาลมีปัญหาเรื่องภาพลักษณ์กับความจริง สังคมพร้อมเชื่อคำปลุกระดมของฝ่ายต่อต้าน สถานการณ์รัฐบาล "สมัคร" ณ วันนี้เดินไปซ้ำรอยเดิมหรือไม่ ไม่ว่าทำอะไรสังคมก็สงสัยว่าทำเพื่ออดีตนายกฯ

ผมว่า...วันนี้ยังดีกว่าวันนั้นนะ อย่างน้อยประเด็นที่มีการพูดถึงกัน มันอาจจะเป็นประเด็นเดิม แต่ไม่ได้ผลเท่าเดิม ผมเชื่อว่าในส่วนของนายกฯสมัครไม่มีใครสามารถตั้งคำถามเรื่องความจงรักภักดีได้เลย ประเด็นนี้จึงใช้ไม่ได้ผลกับผู้นำรัฐบาล

- คาดการณ์ว่ารัฐบาลจะอยู่ได้นานแค่ไหน

ก็เราไม่ได้เป็นตัวกำหนด ไม่ใช่ว่าเราทำงานหนักแล้วจะอยู่ได้นาน เพราะมันมีปัจจัยอื่น ซึ่งแตกต่างจากประเทศพัฒนาแล้ว สิ่งหนึ่งที่จะชี้ว่ารัฐบาลอยู่ได้หรือไม่คือ เราแก้ปัญหาปากท้องได้หรือเปล่า ถ้าแก้ได้ก็มั่นใจได้ว่าเราน่าจะอยู่ยาว ส่วนปัญหาการเมืองคงเป็นเรื่องรอง หากสิ่งรุมเร้าต่างๆ น้อยลง ทุกคนมีสติ พยายามไม่ผลักดันไปสู่วงวนที่ว่า ก็น่าจะอยู่ได้

- ถ้าปัญหาไม่คลี่คลาย จะใช้วิธียุบสภาเพื่อรักษาระบบและหนีการเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีการนอกสภาหรือไม่

(นิ่งไปพักหนึ่ง) อันนั้นต้องไปถามนายกฯ แต่ถามว่ารักษาได้จริงหรือไม่ หากยุบสภา เลือกตั้งใหม่ แล้ว พปช.กลับมาอีก จะเป็นอย่างไร เห็นก็พูดอย่างนี้ตั้งแต่ 23 ธันวาคม 2550 ไม่ใช่หรือ ผมถึงบอกว่าอย่าไปคิดมาก...


***ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01pol01260551&day=2008-05-26&sectionid=0133
34  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / กร้าววันนี้ต้องแตกหัก! นายกฯเช็คบิล5หัวโจก เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2008, 10:57:47
เมื่อเวลา 09.00 น. วันนี้ (31 พ.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ออกอากาศสดรายการพิเศษทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เอ็นบีที ชี้แจงสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง โดยกล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ เป็นความเสียหายอย่างยิ่งของบ้านเมืองของเรา ตนจึงมีหน้าที่มาทำความเข้าใจกันเสียก่อน รัฐบาลที่ตนเป็นหัวหน้านี้เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างถูกต้อง มีการแข่งขันกันถูกต้องตามกติกา ได้เสียงข้างมาก 233 เสียง และสามารถรวมพรรคอื่นๆ อีก 6 พรรคได้ 316 เสียง จาก 480 เสียง ถูกต้องตามกติกาที่รัฐธรรมนูญกำหนด ตั้งรัฐบาลและถวายสัตย์ปฏิญาณ บริหารบ้านเมือง โดยวันที่ 6 มิ.ย.ก็จะครบ 4 เดือน เป็นรัฐบาลที่เข้ามาในช่วงวิกฤติ

 นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า รัฐบาลบริหารประเทศเดินมาถูกทาง ทุกอย่างกำลังจะเข้ารูปเข้ารอย ตนอาสาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมด้วย ก็เพราะรู้ว่าปัญหาของบ้านเมืองที่ผ่านมามันเกิดตรงไหน รู้ว่าเหตุปฏิวัติยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 มันมีเหตุมาอย่างไร ก็พยายามแก้ไข และบริหารประเทศมาอย่างดี แต่ว่ามีคนไม่พอใจอ้างเหตุไม่อยากให้แก้รัฐธรรมนูญ "มันเป็นอะไร รัฐธรรมนูญเห็นว่าไม่ดีฉีกทิ้งทั้งฉบับ แล้วพวกนั้นไปมุดหัวอยู่ไหน ฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เป็นคนยุยงให้ฉีกทิ้งซะด้วยซ้ำไป"

นายสมัคร กล่าวว่า นักการเมืองเขาเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีข้อบกพร่อง จึงต้องแก้ไข รวมถึงพรรคฝ่ายค้านด้วย ตอนหาเสียงเลือกตั้งก็บอกว่าจะต้องแก้รัฐธรรมนูญทุกพรรค โดยเฉพาะ 2 มาตราที่จะเห็นว่าจะเป็นก่อปัญหา คณะบุคคลประกอบด้วยคน 5 คน เป็นใคร จากไหน ยังไงถึงจะชี้ต้นร้ายปลายเป็นกับบ้านเมืองนี้ได้  มาบอกว่าแก้ไม่ได้ เอาเรื่องนี้มาเป็นเหตุยึดถนนราชดำเนิน จะล้อมทำเนียบรัฐบาล เล่นรุนแรงกันขึ้นทุกวัน ไม่มีเหตุหาเหตุ สุดท้ายหาอะไรไม่ได้ เพราะรู้ว่าทุกชนวนดับหมด ก็จะหาเหตุไล่ตน ไล่รัฐบาล หาว่าไม่มีความสามารถ เป็นรัฐบาลหุ้น ด่าย้อนมาตั้งแต่รัฐบาลทักษิณ พูดจาหยาบคาย ลองไปฟังดู ทุกคนจะต้องโดนคดีความเรื่องหมิ่นประมาท 

"วันนี้ ผมจะบอกให้รู้ว่า สิ่งที่ท่านทั้งหลายได้ทำนั้น มันผิดกฎหมาย มาตั้งกองกันขึ้นเร่งรัดกันขึ้น ทำไมผมจะไม่รู้ความเคลื่อนไหว จะเอาใครต่อใครมา จะเตรียมการยังไง ที่รัฐมนตรีเฉลิม (ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย) พูดนั้นเพราะเรามีข่าวกรองเข้ามา ว่าจะเล่นกันยังไง จะตูมๆๆๆ 7-8 จุดแบบตอนปีใหม่ก็จะทำกัน จะเอาระเบิดโยนกันกลางวงก็จะทำกัน เอามือร้ายๆ เข้ามา เรารู้หมด บ้านเมืองมันเป็นยังไงถึงต้องทำอย่างนี้ คนพวกนี้คิดอะไร คิดว่าวันนี้เป็นวันที่ 19 ก.ย. 2549 เหรอ ทำอย่างนี้คุณหวังใครจะมาปฏิวัติยึดอำนาจกันอีกอย่างนั้นหรือ" นายกฯ กล่าว และว่าหากจะสู้กันก็ควรไปสู้กันในสภาฯ ไม่ใช่ใช้การเมืองภาคประชาชนอย่างที่อ้างกัน ทำกันข้างถนน ปลุกระดมคนมาชุมนุมสร้างความเสียหายให้ประเทศ

นายกฯ กล่าวว่า วันที่ 26 พ.ค.ที่มายึดถนนชุมนุมนั้น ตนเป็นประธานประชุมร่วมกับเอกอัครราชทูตและกงสุลไทย 96 ประเทศ ทุกคนตกใจทำไมบ้านเมืองถึงเป็นอย่างนี้ ดังนั้น ตนมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบจัดการกับเรื่องนี้ เพราะสร้างความเดือดร้อนให้กับคนส่วนใหญ่ เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินจะเสด็จพระราชดำเนินไม่ได้ ต้องเสด็จพระราชดำเนินอ้อมไปทางถนนนางเลิ้ง ทั้งที่อ้างว่าจงรักภักดี 5 หัวโจกคิดกันอย่างไร เอาสิทธิเสรีภาพอะไรมาอ้าง ไม่ชอบหน้ารัฐบาล ไม่ชอบหน้านายสมัคร ไม่ชอบหน้าใคร ทำได้ แต่คุณต้องไปหาที่ที่ไม่รบกวนคนส่วนใหญ่อย่างนี้

"ผมไม่ได้ท้าทาย แต่ลองเอาส่วนไหนของร่างกายพวกคุณทั้ง 5 คนคิดดูสิ ว่าเป้าหมายบ้านเมืองมาอย่างนี้ แล้วคุณมาทำอย่างนี้ ผมไม่อยากจะย้อนถามว่าพวกคุณเป็นใคร ได้รับเลือกตั้งมาเมื่อไหร่ การเมืองภาคประชาชน เห็นส่งเสริมกันนัก แล้วยังไง คนอย่างผมนี้หรือที่ไอ้พวกด่ากันเมื่อคืน ว่าจะทำบ้านเมืองนี้ให้เป็นสาธารณรัฐ คนอย่างนายสมัคร สุนทรเวช นี่หรือครับ ต้นตระกูลผมพระราชวงศ์จักรีชุบเลี้ยง จนบัดนี้ผมก็มาทำงานสนองพระเดชพระคุณ มาชี้หน้าด่าว่าผมจะโยงใยนายกฯ ทักษิณ เป็นหุ่นเชิด แล้วจะเอาบ้านเมืองนี้เป็นสาธารณรัฐ จะเป็นประธานาธิบดี ผมเป็นคนรึเปล่าวะถ้าผมเป็นอย่างนั้น" นายกฯ กล่าวอย่างมีอารมณ์

นายสมัคร กล่าวต่อว่า บ้านเมืองเป็นของเราทุกคน แล้วคน 5 คนมาก่อกวน ดังนั้น ตนมีหน้าที่จะต้องจัดการ จะมาชุมนุมอยู่ตรงนี้ไม่ได้ ผิดกฎหมาย จะไม่ชอบตนจะตำหนิติเตียนก็ว่าไป ถ้ารุนแรงไปตนก็จะไปฟ้องคดีเรื่องหมิ่นประมาท แต่จะมาใช้สิทธิตรงนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ตนจะต้องดำเนินการเอาออกจากตรงนั้น ตนและตำรวจทหารไม่ยอม บ้านเมืองนี้ต้องการความสงบ โอกาสจะพัฒนาบ้านเมือง รอยแผลเป็นที่ทั้ง 5 คนสร้างไว้เมื่อ 7 วันที่ผ่านมา จะต้องลบออก

"จะท้าทายให้จับกุมอะไรนั้น ผมไม่ทำหรอก แต่ผมมีหน้าที่จะต้องเอาพวกคุณออกจากตรงนั้น พวกคุณท้าทาย ละเมิดกฎหมายของบ้านเมือง ผมไม่รอพูดพรุ่งนี้ เพราะวันนี้แหล่ะ จะเอาให้แตกหัก จะต้องพูดให้คนทั้งบ้านทั้งเมืองรู้ว่ารัฐบาลจะต้องรับผิดชอบ ผมเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว ทั้งตำรวจทหาร ผมบอกให้รู้ไว้ ว่าอย่าทำสิ่งที่มันโง่เง่า ไม่เข้าท่า เป็นไปได้ยังไง บ้านเมืองกำลังเดินมาดีๆ แล้วจะมาชักชวนให้เขาปฏิวัติยึดอำนาจอีก" นายสมัครกล่าว


http://www.thairath.co.th/onlineheadnews.html?id=91808
35  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / จี้จับพันธมิตร ส่อผิดมาตรา 68 เมื่อ: 29 พฤษภาคม 2008, 20:20:58
* นักก.ม.ชี้เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง

       นักกฎหมายประสานเสียง ชี้ช่องเอาผิด “พันธมิตรฯ-ส.ส.ปชป.” ร่วมชุมนุมล้มล้างรัฐบาล ทำลายระบอบประชาธิปไตย เข้าข่ายผิดกฎหมายอาญา ม.68 และกฎหมายความมั่นคง ม.116 มีความผิดฐานเป็นกบฏชัดเจน ด้านพลังประชาชน จ่อฟ้อง ประธานวุฒิฯ อีกรายหากรับยื่นถอดถอน ส.ส.-ส.ว. จากพันธมิตรฯ พร้อมทั้งตั้ง “วอร์รูม” จับตาพฤติกรรมชั่วใกล้ชิด ตำรวจนางเลิ้งใช้ภาพ “ประชาทรรศน์” เป็นหลักฐานมัดโจรผ้าพันคอเหลืองทำร้ายประชาชน ขณะที่ คปพร. เปิดสภาประชาชนถกแก้ รธน. ท้าพันธมิตรฯ ร่วมเวทีพิสูจน์ความจริง

        การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เริ่มจะหนักข้อขึ้นทุกวัน โดยล่าสุดได้มีความพยายามปลุกระดมประชาชนมาร่วมกันทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ และยังมีการปราศัยบนเวทีที่รุนแรงและล่อแหลมมากขึ้นทุกขณะ โดยที่หลายคำพูดที่ไปสอดคล้องกับนายทหารบางคน แกนนำบางพรรคการเมือง ส่อให้เข้าใจได้ว่ามีการร่วมกันเป็นขบวนการที่จะสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง เพื่อสร้างความชอบธรรมในการทำปฏิวัติรัฐประหาร
 
       โดยที่ก่อนหน้านี้ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ พรรคพลังประชาชน ได้เดินทางเข้าแจ้งความที่กองปราบปราม เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯ และส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ มาแล้วหลังจากพบว่าพฤติกรรมในการเคลื่อนไหวส่อเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 116 ในการเคลื่อนไหวสร้างความปั่นป่วนที่จะนำไปสู่การก่อความไม่สงบในราชอาณาจักร และมาตรา 68 ที่มีการกระทำเข้าข่ายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย

นักกม.ชี้ช่องเอาผิดกม.อาญา
      ต่อกรณีดังกล่าวได้มีนักกฎหมายให้ความเห็นสนับสนุนไว้อย่างกว้างขวาง
 
     ในขณะเดียวกันมีความเห็นในแง่มุมของนักกฎหมายระบุในแนวทางการฟ้องร้องดำเนินคดีกับแกนนำพันธมิตรฯ รวมถึง ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมาย โดย นายมโน ทองปาน กรรมการฝ่ายช่วยเหลือประชาชนด้านกฎหมาย สภาทนายความ ให้ความเห็นว่า การแจ้งความในข้อหาดังกล่าวสามารถกระทำได้ตามกฎหมาย ซึ่งพนักงานสอบสวนจะต้องนำข้อเท็จจริงมาตรวจสอบว่าเข้าองค์ประกอบข้อกฎหมายใดบ้าง หากเข้าองค์ประกอบของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 จริงก็จะเชิญผู้กระทำความผิดมารับทราบข้อกล่าวหา และดำเนินไปตามกระบวนการยุติธรรม
 
      “มองว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ต้องการล้มล้าง รธน.มากกว่าแก้ไข รธน. ทั้งที่ความจริงการแก้ไข รธน.เป็นสิทธิอันชอบธรรมตามกฎหมาย สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้เหมือนเรามองกฎหมายในคนละมุม ท้ายที่สุดก็ไม่เกิดผลดี บ้านเมืองยังคงวุ่นวายต่อไป อยากให้ยุติการชุมนุมแล้วมาเล่นกันตามกติกา ถกกันในสภาจะดีกว่า ใช้สภาเป็นเวที และทุกคนก็ปฏิบัติตามกรอบที่ควรเป็น ไม่ใช่ไม่พอใจก็ชุมนุมประท้วง” นายมโน กล่าว

เข้าข่ายล้มล้างอำนาจอธิปไตย
     ด้านนายพิชา วิจิตรศิลป์ ทนายความของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่าเป็นสิทธิ์สามารถทำได้ เพราะถือเป็นการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เข้าข่ายผิดกฎหมายอาญาตามมาตรา 68-113 ที่เป็นการล้มล้างอำนาจอธิปไตย อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจบริหาร  อีกทั้งเมื่อมีความพยายามสื่อสารยุยงให้เกิดการปฏิวัติเพื่อล้มล้างรัฐบาล ก็เข้าข่ายผิดกฎหมายความมั่นคงของประเทศด้วย
     
    ส่วนที่กลุ่มพันธมิตรฯ รวบรวมรายชื่อไม่ครบแต่กลับไปยื่นให้กับประธานวุฒิสภานั้น ความจริงไม่สามารถทำได้ แต่ประธานวุฒิฯ ก็ยังรับไว้พิจารณา ทั้งที่รู้กฎระเบียบ แต่แกล้งซื่อบื่อ และเห็นด้วยไปกับเขา
   
     อย่างไรก็ดี ตนมองว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้ทำให้เกิดผลดี ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศและการลงทุน ทำให้การจราจรติดขัด จึงอยากให้หยุดการชุมนุมในที่สุด
     
จี้ตร.เอาผิดม.113เป็นกบฎ
      ส่วนนายคำนวณ ชโลปถัมภ์ อดีต ส.ว. กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า การที่มีคนไปขวางการจราจรมีความผิด ทั้งผู้ที่ไปรวบรวม ยุยง หรือจ้างวานคนมาชุมนุน รวมถึงผู้ร่วมชุมนุม หากสอบสวนแล้วพบว่ามีเจตนาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล จะเข้าข่ายผิดกฎหมายด้านความมั่นคงมาตรา 113 หรือไม่ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้การสอบสวนต้องดำเนินการให้ลึกลงไปว่ามีเจตนาเช่นไร ซึ่งอาจจะไม่ต้องดูว่าบุคคลนั้นผิดหรือไม่ผิด ถ้าเป็นเช่นนั้น จะถือได้ว่าเป็นกบฎ ซึ่งการเตรียมการหรือคบคิดกันให้เกิดการกบฎต้องระวางโทษจำคุก 3 - 15 ปี
     
    ทั้งนี้ ส่วนตัวเห็นว่า เรื่องนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจควรเป็นผู้ดำเนินคดีเอง เนื่องจากเห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นการขัดขวางการจราจรทำให้เกิดความวุ่นวาย อย่างไรก็ดี ประชาชนควรรับฟังเหตุผลของทุกฝ่าย หากการแก้ไข รธน. เพื่อพวกพ้องตัวเองจริง ประชาชนก็จะเป็นผู้ตัดสินเอง เพราะเป็นเอกสิทธิ์ของประชาชน ขณะเดียวกันการแก้ไข รธน.ก็เป็นหน้าที่ของสภาไม่ใช่กลุ่มพันธมิตรฯ ที่เป็นคนตัดสินใจ

จวกพันธมิตรส่อขัดรธน.
     ทางด้าน นายคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2540 (สสร.40) ให้ความเห็นว่า ต้องทำความเข้าใจถึง ส.ส. – ส.ว. ที่เข้าชื่อเมื่อครบจำนวนตามที่กำหนดแล้วถือว่าเป็นเอกสิทธิ์ทันที  นั่นหมายถึง สิทธิ์อันดับ 1 ดังนั้นการที่บุคคลอื่นใดจะมาใช้สิทธิ์รองลงมายื่นถอดถอน ส.ส.ที่ใช้สิทธิ์ครั้งหลังนี้ถือว่าขัดต่อ รธน. ไม่เช่นนั้นก็จะไม่สิ้นสุด เพราะหากใช้เอกสิทธิ์ตาม รธน. แล้วถูกถอดถอนได้ก็ไม่จำเป็นต้องมี รธน.

    ดังนั้น การกระทำของกลุ่มพันธมิตรถือว่าไม่ชอบด้วย รธน. ส่วนการแจ้งความดำเนินคดีทำได้ เจ้าพนักงานจะเป็นผู้พิจารณาและใช้ดุลยพินิจเองว่าขัดขวางกระบวนการตาม รธน.หรือไม่ ทั้งนี้ การชุมนุมที่มีการใช้คำพูดยั่วยุ ปลุกระดม หรือก่อให้เกิดความรุนแรงเข้าข่ายผิดกฎหมายอาญาทั้งสิ้น ใครก็ตามแต่พบเห็นการกระทำที่อยู่นอกเหนือ รธน. พูดจาในทำนองเช่นนั้นสามารถร้องไปที่อัยการสูงสุดหรือพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีได้ตามกฎหมาย
 
      “การชุมนุมของพันธมิตรฯ ไม่ถูกต้อง หากชุมนุมกันอย่างสันติวิธีไม่มีอาวุธ จะชุมนุมกันนานแค่ไหนไม่มีใครว่า แต่การชุมนุมที่มีการพูดจายั่วยุ จาบจ้วง เพื่อล้มล้างการปกครองเข้าข่ายผิดกฎหมาย ที่ผ่านมาเรามีการเลือกตั้งและใช้สิทธิตาม รธน. แล้ว เมื่อมีการชุมนุมก็เท่ากับว่าใครก็ตามที่อยู่นอก รธน.มีอำนาจมาก ใช้อภิสิทธิ์ชนเปิดเวที ข่มขู่ เรียกร้องให้เกิดรัฐประหาร กลายเป็นผู้มีอทธิพล ขาใหญ่ เล่นงานคนที่อยู่ใน รธน. เช่นนี้แล้วจะมีการเลือกตั้งไปเพื่ออะไร สุดท้ายก็มาเจอกันที่ถนนเช่นเดิม” นายคณิน กล่าว

จ่อดำเนินคดีประธานวุฒิสภา
      ขณะเดียวกันหลังจากก่อนหน้านี้ได้แจ้งความดำเนินคดีกัยพันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์ไปแล้ว นายวรวัจน์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่าจะแจ้งความดำเนินคดีกับนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ตามมาตรา 113 ของกฎหมายอาญา หากรับรายชื่อประชาชนเพื่อถอดถอนสมาชิกรัฐสภาที่ลงชื่อรับรองญัตติแก้ไข รธน. จากกลุ่มพันธมิตรฯ ในวันศุกร์นี้ (30 พ.ค.) เพิ่มเติม เนื่องจากการกระทำดังกล่าวถือว่าขัดขวางการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งเข้าข่ายการเป็นกบฏ เพราะสมาชิกรัฐสภาที่ร่วมลงชื่อถือว่าทำหน้าที่ตามบทบัญญัติใน รธน. เพื่อปกป้องสถาบันนิติบัญญัติ การปกครองระบอบประชาธิปไตยและระบบรัฐสภา
   
     ทั้งนี้ หากมีการยื่นรายชื่อประชาชน 20,000 ชื่อเพื่อถอดถอน ส.ส.และ ส.ว.ที่ยื่นญัตติดังกล่าวเมื่อใด ตนก็จะแจ้งข้อกล่าวหากับประชาชนที่ร่วมลงชื่อถอดถอนทั้ง 20,000 คนทันที เพราะถือว่าล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย
       
      “พวกพันธมิตรฯ เป็นใคร คุณสุริยะใส เป็นใคร แค่คนไม่กี่คน ถึงจะมายื่นถอดถอน ส.ส.และ ส.ว. แม้กระทั่งพรรคยังบังคับไม่ได้ ส.ส.มาจากการเลือกตั้ง เราทำผิดอะไร ทั้งๆ ที่ทำตามหน้าที่ใน รธน.รองรับ ถ้าใช้ม็อบมาบีบ ส.ส.อย่างนี้แล้ว สถาบันนิติบัญญัติและระบบรัฐสภาจะอยู่ได้อย่างไร” ส.ส.แพร่ผู้นี้ กล่าว

คปพร. เปิดสภาประชาชน1มิ.ย.
       วันเดียวกัน คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) นำโดย นพ.เหวง โตจิราการ พร้อมแกนนำ แถลงถึงการจัดสภาประชาชนระดมความคิดเห็นเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่จะมีขึ้น ณ หอประชุมคุรุสภา ในวันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน ตั้งแต่ 13.00 น. เป็นต้นไป
     
     นพ.เหวง กล่าวว่า เป็นการจำลองการประชุมแบบรัฐสภา เพื่ออภิปรายถึง รธน. แต่ละหมวดตามหลักวิชาการ และจะไม่ใช้วิธีการปราศรัยแบบกลุ่มผู้ชุมนุม จึงไม่มีกลิ่นอายของม็อบอย่างที่หลายฝ่ายมีความกังวลว่าจะเกิดการม็อบชนม็อบขึ้น ส่วนการเข้าร่วมจะกลั่นกรองผู้ร่วมงานและจำกัดไม่ให้เกิน 500 คน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์โดยรวม
   
      สำหรับการรักษาความปลอดภัย จะมีการตรวจค้นอุปกรณ์ที่จะเป็นอาวุธ พร้อมกับได้ประสานไปยัง พล.ต.อ.พัชรวาทวงศ์สุวรรณ ผบ.ตร. เพื่อขอความร่วมมือช่วยดูแลความสงบเรียบร้อย ส่วนการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มพันธมิตรฯ ในวันที่ 30 พฤษภาคมนี้ ส่วนตัวไม่ได้สนใจ แต่มีความกังวลในเรื่องที่อาจจะมีทหารปฎิวัติมากกว่า

ท้าพันธมิตรฯเข้าร่วมดีเบต
    ด้าน นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ หนึ่งในแกนนำ กล่าวฝากเชิญ แกนนำพันธมิตรฯ เข้าร่วมงานด้วย แต่ต้องมีเฉพาะกลุ่มแกนนำพันธมิตรฯ ไม่มีผู้สนับสนุนติดตาม เพื่อจะให้ชี้แจงว่าทำไมถึงไม่ยอมให้แก้ไข รธน.50 และมีท่าทีรังเกียจ รธน.40 ด้วยเหตุใด
   
      ขณะที่ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข หนึ่งในแกนนำ กล่าวเสริมถึงการจัดตั้งสภาประชาชนเพื่อฟังเสียงนักวิชาการ ประชาชน ตลอดจนบุคคลที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำเสนอคณะกรรมาธิการในรัฐสภา เพื่อแก้ไข รธน.ให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของประชาชน ทั้งนี้ ยืนยันว่าหากมีการแก้ รธน.แล้ว ไม่ต้องกังวลว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจะพ้นผิด เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมกำลังดำเนินการอยู่ 
 
       พร้อมกับย้ำว่า จะไม่เกิดการเผชิญหน้ากันอย่างแน่นอน และเมื่อเสร็จสิ้นการสัมมนาในเวลา 18.00 น.จะสลายตัวทันที ไม่มีการชุมนุมยืดเยื้อ และขอวอนทางกลุ่มพันธมิตรฯ อย่าได้รุกล้ำเข้ามาสร้างความปั่นป่วน แต่หากถูกยั่วยุจริง คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของจ้าหน้าที่ตำรวจ

“เฉลิม”รับคำท้าดีเบต“สนธิ”         
       ในอีกด้านหนึ่ง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ระบุว่า ในวันศุกร์นี้ (30 พ.ค.) เตรียมนัดหารือกับรัฐมนตรีที่เป็นสมาชิกพรรคพลังประชาชนที่บ้านของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ในเรื่องการทำงาน ภายหลังที่รัฐบาลทำงานมาระยะหนึ่ง
     
       “ก็นัดคุยกันเรื่องการทำงาน เพราะไม่ได้คุยกันเลย” นายสมัคร กล่าวแต่ไม่ตอบคำถามว่า จะมีการหารือในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 หรือไม่
       
       ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย พร้อมรับคำท้าดีเบตเรื่อง รธน.กับ นายสนธิ แกนนำพันธมิตรฯ เพราะการแสดงความเห็นย่อมดีกว่าปิดถนนประท้วงและทำให้ประชาชนเดือดร้อน โดยขอดีเบตผ่านสื่อจะใช้ช่อง 9 หรือ NBT ก็ได้ และยืนยันรัฐบาลไม่มีแนวคิดจับตัวแกนนำพันธมิตรฯ ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยไม่มีนโยบายจัดมวลชนมาชุมนุมต้านพันธมิตรฯ และเชื่อว่า จะไม่มีกลุ่มต่อต้านจากมวลชนมาปะทะ ซึ่งจากสถานการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจยังสามารถควบคุมได้

จ่อส่งร่างประชามติถึงสภาศุกร์นี้
       ในขณะเดียวกัน นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง เปิดเผยว่า กกต.จะนำร่าง พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติส่งให้คณะกรรมการด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ ที่มีนายบุญทัน ดอกไธสง เป็นประธาน พิจารณาในรายละเอียดเรื่องของกฎหมายและวิธีปฏิบัติที่อาจจะแตกต่างจากของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในการทำประชามติครั้งที่ผ่านมา และจะนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมใหญ่ กกต.ในวันพรุ่งนี้ (29 พ.ค.) เพื่อขอมติว่าเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวหรือไม่ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จและส่งไปยังรัฐสภาได้ในวันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคมนี้
 ทั้งนี้ การยกร่าง พ.ร.บ. ได้นำกฎหมายประชามติปี 2541 มาเป็นต้นร่าง จึงทำให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะมีทั้งหมด 40 มาตรา โดยเนื้อหาและรายละเอียดจะไม่แตกต่าง แต่วิธีการจะแตกต่างกัน เพื่อให้สอดคล้องกับ รธน.ปัจจุบัน

ตั้งวอร์รูมจับตาม็อบพันธมิตร
     ขณะเดียวกันในส่วนของพรรคพลังประชาชน ก็มีการประเมินสถานการณ์ โดยเชื่อว่ากลุ่มพันธมิตรฯ มีความพยายามที่จะชุมนุมยืดเยื้อ
 
      ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน แถลงว่า จากการประเมินการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมีแนวโน้มยืดเยื้อและมีเป้าหมายเพื่อโค่นล้มรัฐบาล ดังนั้นเพื่อให้รู้เท่าทันความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ และเป็นการใช้ข้อมูลข่าวสารทำความเข้าใจกับประชาชน พรรคพลังประชาชนในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์ติดตามข้อมูลข่าวสาร (วอร์รูม) โดยมีกองโฆษกพรรคพลังประชาชนเป็นศูนย์กลางพร้อมกับเปิดให้ส.ส.พรรคเข้าร่วมวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด จากนั้นข้อมูลที่ได้จะส่งมอบให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และนำเสนอต่อประชาชนต่อไป อย่างไรก็ตามพรรคเห็นว่าท่าทีของนายสมัครต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยใช้ปัญญาอยู่เหนืออารมณ์ ถือเป็นเรื่องที่เหมาะสมและถูกต้องแล้ว
   
      ร.ท.กุเทพ กล่าวอีกว่า สถานการณ์การเมืองก่อนรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 และปัจจุบันแตกต่างกัน วันนี้มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มีส.ส.ในสภา ซึ่งที่ยังทำงานได้ไม่ครบ 3 เดือน และมีปัญหาปากท้อง ปัญหาเศรษฐกิจรุนแรงสาหัส ดังนั้นควรให้เวลารัฐบาลได้เร่งแก้ไข โดยที่ประชาชนในชาติต้องร่วมแรงร่วมใจกัน แต่กลุ่มพันธมิตรฯกลับเลือกเป็นโอกาสซ้ำเติมสถานการณ์ประเทศ ตนจึงฝากไปยังแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯว่าจะเอาประโยชน์ส่วนตัวอยู่เหนือส่วน รวมใช่หรือไม่ 
     
พันธมิตรกล่าวหาไร้หลักฐาน
      นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะปักหลักชุมนุนยืดเยื้อ จนกว่าจะมีการถอนมติแก้ไข รธน. ว่าอาจจะกลายเป็นปัจจัยที่นำไปสู่ความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้น คิดว่าถ้าทุกคนทำตามกฎหมาย กติกา บ้านเมืองน่าจะมีความสงบเรียบร้อย แตไม่เข้าใจว่าพันธมิตรฯ ชุมนุมเพื่ออะไร รัฐบาลเพิ่งทำงานได้ไม่นาน และได้ให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้องของประชาชน ไม่ใช่เน้นแต่เรื่องแก้รัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว การชุมนุมก็เป็นผลสะท้อนอย่างหนึ่ง แต่ก็ต้องคำนึงถึงด้วยว่าเป็นการสร้างปัญหาให้กับประชาชนโดยรอบหรือไม่ เพราะตอนนี้ประชาชนก็ได้รับความเดือดร้อน ถนนหนทางก็ถูกปิด จึงอยากเรียกร้องกลุ่มพันธมิตรฯ หากจะมีการจัดชุมนุม ก็ควรคำนึงถึงประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำของพวกตนด้วย
 
      ส่วนที่กลุ่มพันธมิตรฯ ได้มีการเปลี่ยนประเด็น เป็นการขับไล่รัฐบาล ไม่ปกป้องสถาบัน อยากบอกว่า ไปเอาที่ไหนมาพูด มากล่าวหากันแบบนี้ มีเหตุผลหรือหลักฐานอะไรหรือเปล่า รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลโดยชอบที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และได้รับการโปดเกล้าฯ ไม่เคยทำอะไรที่ไม่ดีไม่งามอย่างนั้น และอยากขอย้ำว่า อดีตนายกฯ ทักษิณ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือเข้ามาข้องเกี่ยวกับการทำงานของพรรคแต่อย่างใด

“บุญสร้าง”อุ้มม็อบข้างถนน
      ด้าน พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) ที่เคยออกมาแบะท่าเรื่องการปฏิวัติ กล่าวว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หากอยู่ในขอบเขตของกฎหมายก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ขณะที่การชุมนุมจะยืดเยื้อออกไปและจะมีปัญหาการปะทะกันของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยหรือไม่นั้น ก็สามารถเป็นไปได้ แต่อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับประชาชนว่าจะให้เรื่องเหล่านั้นเกิดขึ้นมาหรือไม่
 
      “ส่วนการดูแลรักษาความปลอดภัยเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งนี้หากสถานการณ์การชุมนุมบานปลายออกไป ฝ่ายทหารคงจะไม่ออกมาควบคุมสถานการณ์ เพราะถ้าทหารออกมาเป็นเรื่องที่เข้าขั้นเป็นยาแรง และเมื่อไหร่ที่ใช้ความรุนแรง ก็จะไม่ได้ผล รวมถึงปัจจัยชี้วัดอยู่ที่รัฐบาลจะเป็นผู้สั่งการ”พล.อ.บุญสร้างกล่าวและว่า ขอให้ผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่ายรักกันดีกว่า ช่วยกันสร้างบ้านเมืองสิ่งใดที่มีปัญหาขัดแย้งกันก็พูดคุยกันด้วยความเป็นมิตร ด้วยความตั้งใจที่ดีแก่ชาติบ้านเมือง

ทยอยแจ้งความรถติด-หนวกหู
        ส่วนทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็มีการประเมินสถานการณ์เช่นกันว่าการชุมนุมอาจมีความยืดเยื้อ และพยายามจะมีการเจรจาให้กลุ่มผู้ชุมนุมออกจากพื้นผิวทางจราจร เพราะมีประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่เป็นผล
       
        พล.ต.ต.สุรพล  ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สรุปภาพรวมการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อคืนที่ผ่านมาว่า มีผู้เข้าร่วมชุมนุมประมาณ 5,000 คน โดยมีผู้เข้าร่วมเพิ่มมากขึ้น จึงเชื่อว่าจะทำให้การชุมนุมมีความยืดเยื้อ แต่ตำรวจจะดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง และเจรจากับแกนนำให้ออกจากพื้นผิวจราจร เพราะขณะนี้กลุ่มประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนไปแจ้งความดำเนินคดีไว้แล้วหลายราย ซึ่งยืนยันว่าไม่ใช่การเกณฑ์คนไปแจ้งความตามที่มีกระแสข่าว โดยตำรวจได้สอบสวนผู้เสียหายทั้งหมดแล้ว
  นอกจากนี้ยังมีผู้เดือดร้อนอีกจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบจากเสียงและผลกระทบจากการจราจรที่ติดขัด ทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เป็นต้น
       
         นอกจากนี้ พล.ต.ต.สุรพล  ยืนยันว่าตำรวจทุกหน่วยในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่ได้ปล่อยเกียร์ว่างในการปฏิบัติหน้าที่

ภาพประชาทรรศน์มัดม็อบชั่ว
           ด้าน พ.ต.ท.ภูเบศ  เส้นขาว  รองผกก.สน.นางเลิ้ง เปิดเผยความคืบหน้ากรณีเกิดเหตุปะทะกันระหว่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มต่อต้านพันธมิตร เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมาจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ว่าเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบรายชื่อและที่อยู่ของผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวจาก รพ.วชิรพยาบาล จำนวน 16 คน และรพ.วิชัยยุทธ 1 คน แต่ทั้งหมดยังไม่ยอมมาแจ้งความ
         
       ทั้งนี้ได้ดำเนินการออกหมายเรียก เพื่อเป็นผู้กล่าวหากับผู้บาดเจ็บทั้งหมด เพื่อให้เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนแล้ว ส่วนกรณีหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ มีการตีพิมพ์ภาพเหตุการณ์ โดยพบผู้กระทำผิดและผู้ถูกกระทำอย่างชัดเจนนั้นจะได้ทำการตรวจสอบ และหากพบว่าเป็นหลักฐานได้ก็จะทำการออกหมายจับตัวคนร้ายต่อไป
 
      อนึ่ง ภาพที่ประชาทรรศน์ นำเสนอเป็นภาพกลุ่มคนที่มีผ้าโพกหัวและผ้าพันคอมีข้อความ “กู้ชาติ” พร้อมอาวุธครบมือ กำลังรุมทำร้ายคนที่ไม่มีทางสู้จนได้รับบาดเจ็บสาหัส รวมทั้งประชาชนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่

http://www.prachatouch.com/content.php?id=5292
36  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / นักธุรกิจเมืองชล สุดทนพันธมิตร / ยื่นหนังสือประณามทำลายชาติ สถาบันทหาร เมื่อ: 29 พฤษภาคม 2008, 20:20:01
    กลุ่มนักธุรกิจชาวชลบุรีรวมตัว บุกยื่นหนังสือผ่านปธ.สภา ขอประณามพันธมิตรก่อหวอดชุมนุม ทำลายเศรษฐกิจชาติ สถาบันทหาร ขอให้ยุติการกระทำ ขณะที่ “ชัย” เอือม แต่ยังหวังน่าจะมีสำนึกบ้าง

    โดยที่รัฐสภาในวันนี้ (29 พ.ค.) กลุ่มนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตยชาวชลบุรีประมาณ 10 คน นำโดย นายสมควร นกหงษ์ ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา เพื่อเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยุติการเคลื่อนไหวและอย่าทำลายเศรษฐกิจของชาติ

    โดยนายสมควร กล่าวว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ ทำลายเกียรติภูมิความน่าเชื่อถือของสถาบันทหารให้ถูกเกลียดชัง ทำให้ประชาชนไขว้เขว สับสน และตื่นตระหนกกลัวทหารจะออกมาปฏิวัติรัฐประหาร หากรัฐบาลไม่ทำตามข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยกากระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ส่งเสริมรัฐบาลประชาธิปไตย ปิดกั้นและก่อกวนการบริหารงานของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

    ดังนั้น กลุ่มนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตยฯ จึงขอประณามการชุมนุม และขอเรียกร้องผ่านประธานรัฐสภา ให้กลุ่มพันธมิตรฯยุติการเคลื่อนไหวและยุติการกระทำก่อกวนชาติ โดยขอสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และการทำประชามติเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจว่า เห็นด้วยหรือไม่กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยผลการทำประชามติออกมาอย่างไร ก็ให้ยอมรับเพื่อเดินไปตามวิถีทางประชาธิปไตย

    ด้านนายชัย กล่าวว่า ขอฝากผ่านสื่อเพื่อแจ้งการเรียกร้องของกลุ่มนักธุรกิจฯไปยังกลุ่มพันธมิตรฯด้วย โดยเห็นว่า การที่นักธุรกิจมายื่นหนังสือในวันนี้ เกิดจากประชาชนเริ่มมีความตื่นตัวในปัญหาเศรษฐกิจ โดยเห็นว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ จึงเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรฯเห็นแก่ชาติบ้านเมือง และเชื่อว่าการเรียกร้องนี้จะทำให้กลุ่มพันธมิตร เกิดความสำนึกบ้าง

    “ขอให้ทุกฝ่ายต้องพยายามถอยคนละก้าว เพื่อชาติบ้านเมือง และอยากให้ประชาชนมีจิตสำนึก และช่วยกันบอกญาติพี่น้องที่เข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า อย่าได้ร่วมกันสร้างความเดือดร้อนให้ชาติบ้านเมืองเลย” ประธานสภา กล่าววิงวอน

http://www.prachatouch.com/content.php?id=5300
37  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / เฉลิมปูดข่าว บึ้ม! เวทีพันธมิตรฯ เมื่อ: 29 พฤษภาคม 2008, 20:18:19
มท.1แนะประชาชนผู้รักประชาธิปไตย เลี่ยงชุมนุมพันธมิตรฯพรุ่งนี้ เพราะมีข่าววางระเบิด

วันนี้ (29พฤษภาคม) ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว. มหาดไทยกล่าวถึงกรณีที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเปลี่ยนแผนการชุมนุมเป็นการขับไล่รัฐบาลว่า การชุมนุมในที่สุดแล้วจะทำให้เห็นและรู้ว่าใครเป็นใคร รัฐบาลไม่คิดสลายการชุมนุมแต่เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องดูแลความสงบเรียบร้อย ส่วนการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 30 พ.ค. จะมีความรุนแรงหรือไม่อยู่ที่กลุ่มพันธมิตรถ้าไม่ก่อเหตุทำกันเองก็จะไม่มีอะไร

อย่างไรก็ตามส่วนตัวได้ทราบจากการข่าวว่า จะมีการวางระเบิดทำร้ายซึ่งกันและกันซึ่งหากเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นจริงขอยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องขอให้ประชาชนที่รักประชาธิปไตยควรติดตามการชุมนุมทางโทรทัศน์ไม่ควรออกไปร่วมชุมนุม

http://www.posttoday.com/breakingnews.php?sec=breaking&id=240943
38  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / อนุพงษ์ย้ายผบ.พัน98นาย เมื่อ: 29 พฤษภาคม 2008, 20:17:22
ผบ.ทบ.ลงนามปรับย้ายนายทหารระดับผู้บังคับกองพัน 98 นาย

วันนี้(29พฤษภาคม) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ได้ลงนามในคำสั่งกองทัพบก ที่ 155/2551 เรื่องให้นายทหารรับราชการและปรับเงินเดือน จำนวน 98 นาย โดยให้มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ซึ่งการปรับย้ายครั้งนี้เป็นการปรับย้ายในระดับผู้บังคับหน่วยระดับกองพัน โดยมีตำแหน่งที่น่าสนใจ อาทิ

พ.ท.บรรยง ทองน่วม ผู้บังคับกองพันที่ 2 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็ก รักษาพระองค์ เป็นฝ่ายยุทธการกองทัพภาคที่ 1 พ.ท.จักรกฤษณ์ ศรีนนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองฝ่ายส่งกำลังบำรุง กองทัพน้อยที่ 1 และอดีตนายทหารคนสนิท พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้บังคับกองพันที่ 2 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็ก รักษาพระองค์ พ.อ.เรืองศักดิ์ อรรคทิมากูล เสนาธิการกรมทหาราบที่ 19 เป็นรองเสนาธิการกองพลทหารราบที่ 9 พ.ท.ฐกัด หลอดศิริ ผู้บังคับกองพันที่ 2 กรมทหารราบที่ 19 เป็นเสนาธิการกรมทหารราบที่ 19 พ.ท.วิวัฒน์ หงส์บันดาลสุข หัวหน้าฝ่ายส่งกำลังบำรุง กองพลทหารราบที่ 9 เป็นผู้บังคับกองพันที่ 2 กรมทหารราบที่ 19

พ.ท.เวชยันต์ แว่นไธสงค์ หัวหน้าฝ่ายกิจการพลเรือน กองพลทหารราบที่ 9 เป็นผู้บังคับกองพันที่ 1 กรมทหารราบที่ 19 พ.ท. กฤษดา ปานทับทิม หัวหน้าฝ่ายยุทธการ กองพลทหารราบที่ 4 เป็นผู้บังคับกองพันที่ 4 กรมทหารราบที่ 4 พ.อ.ทิม เรือนโต ผู้บังคับการกรมทหาพรานที่ 41 เป็นเสนาธิการกรมทหารราบที่ 25 และ พ.อ.สัญญลักษณ์ ทั่งศิริ ฝ่ายยุทธการ กองทัพภาคที่ 1 เป็นผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 14

http://www.posttoday.com/breakingnews.php?sec=breaking&id=240948
39  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / "หมอเลี๊ยบ"ยันไม่มีปฏิวัติ-ไม่ยุบสภา เมื่อ: 29 พฤษภาคม 2008, 20:15:00
รมว.คลัง ยืนยันไม่มีปฏิวัติ ไม่ยุบสภา วอนนักลงทุนมั่นใจ เชื่อ 1-2 เดือน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะเห็นผล

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของไทยปรับตัวลดลงในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา เนื่องจากปัญหาการเมืองและการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า ปัญหาดังกล่าวมีผลทางจิตวิทยา ทำให้นักลงทุนเกิดความไม่มั่นใจ จึงสะท้อนมายังตลาดหุ้นให้ปรับลดลง และการลดลงของดัชนีไม่ใช่มาจากปัจจัยพื้นฐานของประเทศไม่ดี เพราะหากมาจากปัจจัยพื้นฐาน ดัชนีจะปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ในช่วงที่ผ่านมาเป็นการปรับลดลงอย่างรุนแรงสลับและดีดกลับขึ้นไปอีก 1 วัน

น.พ.สุรพงษ์ ยืนยันกระแสข่าวลือการปฏิวัติว่า จะไม่เกิดขึ้นแน่นอน เพราะขณะนี้ยังไม่มีเหตุผลใดที่จะนำไปสู่เงื่อนไขในการปฏิวัติ และคงไม่เป็นสถานการณ์ที่ไปสู่ความขัดแย้งจนไม่มีภาวะทางออกและนำไปสู่สถานการณ์เหมือนวันที่ 19 กันยายน 2549 และเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราวที่กระทบต่อความรู้สึกและจิตวิทยาของนักลงทุน ขอให้นักลงทุนมั่นใจได้

รมว.คลัง กล่าวว่า ส่วนกรณีที่นักลงทุนไม่มั่นใจรัฐบาล และมองว่าจะไม่อายุไม่ถึง 1 ปีนั้น นายกรัฐมนตรีก็ประกาศชัดเจนแล้วว่าจะไม่มีการยุบสภาฯ ขณะที่ผู้บริหารกองทุนยืนยันปัญหาการเมืองก็ควรแก้ไขด้วยทางการเมือง และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือกัน ทั้งผู้ชุมนุม นักวิชาการ สื่อมวลชน นักการเมือง อย่าสนใจข่าวปัญหาการเมืองมากนัก ควรสนใจปากท้องของประชาชนที่จะสร้างประโยชน์มากกว่า ซึ่ง เชื่อว่าในช่วง 1-2 เดือนนี้ มาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งการประหยัดพลังงาน มาตรการภาษี การเพิ่มค่าครองชีพให้ผู้มีรายได้น้อย จะเห็นผลในทางปฏิบัติ

http://www.posttoday.com/topstories.php?id=240950
40  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ม็อบรถร่วมฯสลายตัวแล้ว เมื่อ: 29 พฤษภาคม 2008, 20:14:05
ม็อบรถร่วมฯ-มินิบัส ยอมสลายตัว และเดินรถปกติ แล้ว รอผลเจรจาคมนาคม-พลังงานพรุ่งนี้

การประชุมระหว่างนายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กับผู้บริหาร ขสมก. และผู้ประกอบการรถร่วมบริการจากสมาคมพัฒนารถร่วมเอกชน เสร็จสิ้นลง ล่าสุดผู้ประกอบการได้รับเงื่อนไขของกระทรวงคมนาคม และได้ประกาศถอนการชุมนุมหน้ากระทรวงคมนาคม และเดินรถตามปกติในช่วงเย็นวันนี้

โดยที่ประชุมกระทรวงคมนาคม รับปากไปดำเนินการแก้ปัญหาให้ผู้ประกอบการ ข้อแรก ยืนยันจะเจรจากับกระทรวงพลังงาน เพื่ออุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลให้ไม่น้อยกว่าลิตรละ 2 บาท เป็นเวลา 6 เดือน โดยผู้ประกอบการถร่วมทั้งหมดสามารถนำรถมาเติมน้ำมันที่สถานีบริการของ ขสมก. หลังจากนี้ ขสมก.จะมีการประชุมหารือกำหนดรายละเอียดในการดำเนินการอีกครั้ง

และวันพรุ่งนี้ (30 พ.ค.) เวลา 11.00 น. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จะมีการประชุมหารือร่วมกับนายปิยะพันธ์ จัมปาสุต รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานบอร์ด ขสมก. และจะร่วมแถลงข่าวถึงวงเงินการอุดหนุนที่ชัดเจน ขณะที่ ขสมก.ก็จะงดเว้นค่าตอบแทนรายได้ 35 บาท รถร้อน และ 60 บาท รถปรับอากาศ จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ซึ่ง 2 เงื่อนไขนี้ ผู้ประกอบการแสดงความพอใจและได้สลายการชุมนุมในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่รถร่วมบริการซึ่งเป็นรถเมล์ขนาดใหญ่เริ่มทยอยออกจากกระทรวงคมนาคม โดยมีนายทรงศักดิ์ไปดำเนินการปล่อยรถ ได้เกิดเหตุวุ่นวายขึ้น เนื่องจากมีผู้ประกอบการรถร่วมบริการมินิบัสที่มาร่วมชุมนุม ได้นำสุรามาดื่มระหว่างรอฟังผล จนมีอาการมึนเมา ซึ่งแม้ว่าจะรับทราบผลการประชุมแล้วก็ยังแสดงความไม่พอใจ และประกาศจะไม่เคลื่อนย้ายออกจากกระทรวงฯ จึงเกิดเหตุวุ่นวาย อย่างไรก็ตาม รถร่วมอื่น ๆ ยืนยันที่จะกลับไปให้บริการในช่วงเย็นวันนี้

http://www.posttoday.com/topstories.php?id=240958

41  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / 2 รร.เดือดร้อนพันธมิตรชุมนุม สั่งหยุดเรียน-สอนพรุ่งนี้ เมื่อ: 29 พฤษภาคม 2008, 20:09:18
นายชาญณรงค์ แก้วเล็ก ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดโสมนัส ถนนกรุงเกษม  โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเขต 1 กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าววันนี้ (29 พ.ค.) ว่า

จากการหารือกับผู้ปกครอง มีข้อสรุปให้ทางโรงเรียนปิดการเรียนการสอนในวันพรุ่งนี้ 1 วัน เนื่องจากนักเรียนระดับอนุบาลถึงระดับประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 429 คน รวมทั้งผู้ปกครองและครู ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่จัดเวทีปราศรัยบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์  ตั้งห่างจากโรงเรียนไม่ถึง 100 เมตร

นอกจากการเรียนการสอนถูกรบกวนจากการเสียงปราศรัย และเพลงของกลุ่มผู้ชุมนุมแล้ว การปิดถนนราชดำเนินนอกและถนนใกล้เคียง ยังทำให้การเดินทางของนักเรียนและครู เป็นไปอย่างยากลำบาก ต้องมาโรงเรียนสาย และทำให้เด็กนักเรียนถึงร้อยละ 10 ขาดเรียน รถประจำทางสาย 53 ที่เคยจอดหน้าโรงเรียน และรถประจำทางสายอื่นๆ มีการเปลี่ยนเส้นทาง ทำให้นักเรียนต้องลงรถเดินเท้าเข้าโรงเรียน มีระยะทางไกลถึง 2 กิโลเมตร หรือบางคนก็หลงทาง เพราะไม่คุ้นเคยเส้นทาง

ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดโสมนัส  กล่าวต่อว่า ส่วนการเดินทางมาโรงเรียนของตนเองนั้น ก็ต้องจอดรถยนต์ไว้ที่ศรีย่าน จากนั้นนั่งรถจักรยานยนต์รับจ้าง และเดินเท้าต่อเพื่อเข้าโรงเรียน 

ทั้งนี้ การชุมนุมยังทำให้การดูแลเรื่องความปลอดภัยหน้าโรงเรียนทำได้ยากขึ้น และยังต้องเพิ่มครูดูแลความปลอดภัยในโรงเรียนมากขึ้น ส่วนการเรียนการสอนภายในห้องเรียนเด็กพิเศษ อาทิ ออทิสติก ดาวน์ซินโดรม จำนวน 58 คน  เด็กบางคนได้ยินเสียงดังจากการชุมนุมถึงกับร้องไห้

สำหรับการหยุดเรียนครั้งนี้ ทางโรงเรียนจะเปิดทำการตามปกติอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 2 มิ.ย.นี้ และจะมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด  การหยุดเรียนดังกล่าวยังไม่ถือว่ามีผลกระทบกับการเรียนสอน เพราะโรงเรียนได้เปิดภาคเรียนก่อนปกติถึง 4 วัน มีรายงานด้วยว่า วันพรุ่งนี้ โรงเรียนวัดมกุฎกษัตริยาราม ก็มีคำสั่งปิดการเรียนการสอน เป็นเวลา 1 วัน ด้วยเหตุผลเดียวกัน

http://www.thairath.co.th/onlineheadnews.html?id=91605
42  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / สู้กันไป ใครแพ้? เมื่อ: 27 พฤษภาคม 2008, 14:26:13
ศึกนี้...เดิมพัน สูงจริงๆ ฮืม สูงมากเสียจนฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด มิอาจจะหยุดดูอีกฝ่ายที่อยู่ตรงข้าม ทำการ “เคลื่อนไหว” ทั้ง ทางตรง และ ทางอ้อม...บนดิน และ ใต้ดิน ได้อย่างอิสระอีกต่อไป

พวกเขาจึงต้อง “เคลื่อนไหว” และ “เผชิญหน้า” เพื่อ หักล้าง และจ้อง ทำลาย ฝ่ายตรงข้ามอย่างมี นัยสำคัญ อย่างมี
เป้าหมาย และ ทำกันอย่าง เป็นระบบ

รัฐธรรมนูญ ปี 2550 คือ สิ่ง “ใกล้ตัวที่สุด” ที่แต่ละฝ่ายจะใช้ “แอบอ้าง” เพื่อสร้างความชอบธรรมในการ “เดิมเกม-ต่อสู้”

ระหว่างการ “เปิดศึก-ขั้นแตกหัก” ที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ โดยที่บางฝ่าย...หวัง “แอบอ้าง” เอาสิ่งที่อยู่ “ไกลตัว” แต่อยู่ใกล้ “หัวใจ” ของคนไทยทั้งชาติ...มาใช้เป็นเครื่องมือในการ “ปลุกระดม” สร้างแนวร่วม และเรียกร้องให้พี่น้องประชาชน เข้าร่วมกับขบวนการของพวกเขา กระนั้น แม้ทั้ง 2 ฝ่าย จะใช้ รัฐธรรมนูญ ปี 2550 สร้างความ ชอบธรรมในการต่อสู้ทุกๆ มิติ แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็ปฏิเสธ “ประชามติ”

แม้ว่าสิ่งนี้จะเป็น “เสียงสวรรค์” ของ “ตัวแทน” พี่น้องประชาชนคนไทย ทั้งกว่า 60 ล้านคน ในเมื่อคนกลุ่มนี้เคย “แอบอ้าง” ผลของ “ประชามติ” ครั้งก่อน รับ...ไม่รับ ร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ระหว่าง... รับ 14 ล้านเสียงเศษ กับ ไม่รับ 10 ล้านเสียงเศษ

แล้วเหตุใดครั้งนี้??? คนกลุ่มนี้ ซึ่งนำโดย แกนนำ “5+1” กลุ่ม พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มี นายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงไชย และ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เป็น “หัวหน้าทีม” โดยมี นายสุริยะใส กตะศิลา ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน จึงปฏิเสธการทำ “ประชามติ” ที่ นายสมัคร สุนทรเวช ประกาศ “กลับลำ” จะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. เพื่อของบประมาณ 2,000 ล้านบาท สำหรับการนี้

แม้การปฏิเสธ “เสียงสวรรค์” ของ แกนนำ “5+1” กลุ่มพันธมิตรฯ ในครั้งนี้ จะถูกมองว่า... มันมิต่างกับการ “ดูถูก” เสียงของ ประชาชนคนไทย ที่จะเป็นผู้ทำหน้าที่ “ตัดสินใจ” ด้วยตัวเองว่า... จะ แก้...ไม่แก้ รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ก็ตาม นั่นก็เพราะ “เป้าหมาย-แท้จริง” ของพวกเขาแปรเปลี่ยนไป!!!

จากนี้ไป เมืองไทย...จะ สุขสงบไม่ได้ เพราะหากเป็นเช่นนั้น รัฐบาลของนายสมัคร ก็คงจะมี เวลา และ โอกาส ในการบริหารประเทศ และจะมี เวลา ในการ แก้ไขปัญหา ของชาติและประชาชน???

เป็นสิ่งที่อีกฝ่ายยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้!!!

ท่าทีที่ แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ เตรียมการ “เคลื่อนมวลชน”เพื่อไป “ปักหลัก” และ “เผชิญหน้า” อยู่บริเวณหน้า...ทำเนียบรัฐบาล กดดัน ให้ นายสมัคร ทั้งกับบทบาทของ หัวหน้ารัฐบาลและ หัวหน้าพรรคพลังประชาชน รวมถึง สภาผู้แทนราษฎร ภายใต้การนำของ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯต้องถอนเรื่อง แก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ออกไปอย่างไม่มี เงื่อนไขและข้อแม้ ใดๆ

ถ้าได้รับชัยชนะแล้ว พวกเขาก็คง ไม่หยุด อยู่เพียงแค่นี้...

นายสมัคร และ รัฐบาลของเขา จะต้อง ลาออก จากความเป็นรัฐบาล คือ เป้าหมาย ลึกๆ ต่อไป....ของคนกลุ่มนี้

จนถึง เป้าหมายสุดท้าย คือ ต้อง “ลากคอ” เอา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายก รัฐมนตรี คนที่ 23 ของไทย และครอบครัวชินวัตร ตลอดจน บริวารว่านเครือ ไป “ติดคุก” กันชนิด“ติดกัน” ยกตระกูล เลยทีเดียว

เป้าหมายมัน ชัดเจน ออกอย่างนี้ มีหรือ???  ที่อีกฝ่ายจะยอม“ตั้งรับ” และนั่ง “งอมืองอเท้า” อยู่อย่างนี้!!!

ในเมื่อ... อำนาจรัฐ อยู่ในมือของพวกเขา ในเมื่อ...ประสบการณ์ในอดีต เรื่อง “ความไม่เด็ดขาด” ในการ ตัดสินใจกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ก็มีให้เห็นกันมาแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน

ครั้งนี้...เรา “บางกอกทูเดย์” มั่นใจอย่างแรง!!!  ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่ “เปิดศึก” ชิงลงมือก่อน ฝ่าย นั้นๆ ก็ย่อมจะต้อง เดินหน้า “ขุดรากถอนโคน” ฝ่ายตรงข้ามได้อย่าง “ถึงลูกถึงคน” มากกว่าครั้งก่อนๆ นัก

เหตุการณ์ ปฏิวัติ “24 กุมภาพันธ์ 2534” โดย รสช. และ เหตุการณ์ ปฏิวัติ “19 กันยายน 2549” โดย คปค. (ก่อนจะเปลี่ยนชื่อมาเป็น คมช.) คือ บทเรียนที่ชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างกันได้อย่างชัดเจน

แต่หากจะมีการ ปฏิวัติ ในครั้งใหม่นี้ จะด้วยเงื่อนของฝ่ายที่ได้“แรงหนุน” จาก กลุ่มพันธมิตรฯ เป็นผู้ “จุดชนวน” เหมือนครั้งก่อน หรือเพราะ อีกฝ่ายที่อยู่ตรงข้าม “ชิงลงมือ” ก่อนก็ตาม ผลที่จะเกิดขึ้นตามมา ย่อมจะต้อง รุนแรง และ รุนแรง เสียยิ่งกว่าเหตุการณ์ ปฏิวัติ “24 กุมภาพันธ์ 2534” โดย รสช. เป็นไหนๆ นัก!!!

ถ้า ฝ่ายหนึ่งชนะ อีก ฝ่ายที่พ่ายแพ้ ก็จะ ไม่ได้รับ โอกาส ทาง กระบวนการยุติธรรม เหมือนที่เกิดขึ้นกับ เหตุการณ์ ปฏิวัติ “19 กันยายน 2549” โดย คปค.

การ อายัดทรัพย์ จะเปลี่ยนเป็น การยึดทรัพย์ ในทันที และกระทำกันเป็นวงกว้าง

ความผิดที่จะต้องรอ การไต่สวน จะไม่เกิดขึ้น ฝ่ายพ่ายแพ้ทั้งหมดจะถูกป้อนด้วย “ข้อหา” ที่รุนแรง ถึงขั้น “ตัดหัว” กันในทันที หากหนีกันไม่ทัน???

กลับกัน หากทุกอย่าง กลับตาลปัตร!!! เป็น อีกฝ่ายที่ได้รับชัยชนะ ฝ่ายตรงข้าม...ก็จะ โดน ข้อหาฉกรรจ์ เป็น ภัยต่อความมั่นคง ตายกันยกโขยงแน่นอน... แม้ ทรัพย์สมบัติของคนในฝ่ายนี้ จะมีไม่มาก และเทียบไม่ได้กับอีกฝ่ายหนึ่ง แต่นั่นก็เฉพาะในแง่ของ ภาพรวม  หากซอยย่อยไปดูเฉพาะ ใครบางคน ในกลุ่มนี้ รวมถึง“นายทุน” ที่อยู่ ฉากหลัง การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ บางคน...ล้วนมีเงินและทรัพย์สินรวมๆ กัน ระดับเฉียดๆ “หมื่นล้าน” หรือมากกว่านั้นด้วยซ้ำไป  คนพวกนี้...อาจจะโดน “พ่วง” ในข้อหา...มี รายได้และทรัพย์สิน ซึ่ง “ไร้ที่มาที่ไป” และมิอาจจะ พิสูจน์ทราบ ได้ถึง “ที่ไปที่มา”ของ ทรัพย์สินและรายได้ เหล่านั้น...ได้


http://www.bangkok-today.com/bkk.content.php?bkk=1,1,0,21113
43  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / นักกฎหมายชี้ คตส.ไร้ความชอบธรรม ทิ้งทวนชง อสส.ฟ้องยึดทรัพย์ ‘ทักษิณ’ เมื่อ: 27 พฤษภาคม 2008, 14:08:23
     คตส. ยังไม่เข็ด เดินหน้าสรุปคดี “ทักษิณ” เอื้อประโยชน์ธุรกิจตัวเองและพวกพ้อง มีมติเสนอให้ อสส. พิจารณา 29 พ.ค.ก่อนส่งฟ้องศาลฎีกา สั่งยึดทรัพย์จากการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป กว่า 7.66 หมื่นล้านบาท ขณะที่ทนายความชื่อดัง ระบุ คตส. ไม่มีอำนาจยุ่งเกี่ยวคดีได้อีก เพราะขาดความชอบธรรม ควรส่งต่อให้ ป.ป.ช. จัดการ ชี้ช่องพิสูจน์ได้ทรัพย์โดยสุจริตภายใน 60 วัน

       ขณะที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำวินิจฉัยส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยถึงที่มาและการต่ออายุ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ และยังคงอยู่ระหว่างรอการพิจารณานั้น ขณะเดียวกัน คตส. กลับเดินหน้าที่จะทำงานต่อ โดยพยายามเร่งสางคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบทั้งหมดก่อนที่จะหมดอายุโดยสมบูรณ์สิ้นเดือนมิถุนายนนี้
 
       โดยล่าสุดที่ประชุม คตส. มีมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เสนออัยการสูงสุด (อสส.) พิจารณาในวันที่ 29 พฤษภาคมนี้  เพื่อส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีที่กล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กระทำการเอื้อประโยชน์ให้แก่ธุรกิจของตัวเองและพวกพ้อง ทำให้มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมาก หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร สืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ อันเป็นการร่ำรวยผิดปกติ พร้อมกันนี้ คตส. ยังขอให้ อสส. ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้มีคำสั่งยึดทรัพย์สินจำนวน 76,621 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน
         
       ทั้งนี้ เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ และคู่สมรสคือ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ยังคงถือไว้ซึ่งหุ้นใน บมจ.ชิน คอร์ปอเรชั่น (SHIN) ในชื่อของ นายพานทองแท้ ชินวัตร น.ส.พิณทองทา ชินวัตร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ บริษัท แอมเพิลริช อินเวสเมนท์ จำกัด และ บริษัท วินมาร์ก จำกัด โดยมีจำนวนหุ้นทั้งหมด 1.4 พันล้านหุ้น
     
        นอกจากนี้ ยังพบว่าจงใจฝ่าฝืนกฎหมายคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทำให้ธุรกิจในครอบครัวมีการเพิ่มมูลค่านับแสนล้านบาท รวมทั้งมีการออกมาตรการเอื้อประโยชน์ ทั้งการแก้ไขสัญญาบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ รวมถึงการยิงดาวเทียมไอพีสตาร์ จนทำให้ร่ำรวยผิดปกติ มีทรัพย์สินได้มาโดยมิชอบ รวมทั้งมีผลประโยชน์ทับซ้อน อันเป็นการกระทำผิดฝ่าฝืนกฎบัญญัติรัฐธรรมนูญ 40 มาตรา 110, 208, 209, 291 และ 292 รวมทั้ง พ.ร.บ.การจัดหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี 2543 มาตรา 4, 5, 6 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มาตรา 32, 33, 100 และความผิดอาญา มาตรา 119 และ 122
   
      ในเรื่องดังกล่าว นายพิชา วิจิตรศิลป์ ทนายความจากสภาทนายความ ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสถานะของ คตส. ขณะนี้ถือว่ากำลังจะหมดอำนาจหน้าที่สิ้นเดือนมิถุนายนนี้แล้ว จึงควรจะส่งเรื่องต่อให้กับทาง ป.ป.ช. ดำเนินการต่อเพื่อความเหมาะสม 
   
      “ขณะนี้ยังมีข้อกำกวมในอำนาจของ คตส. โดยศาลฎีกาได้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเรื่องอำนาจ รวมถึงการต่ออายุของ คตส. ตาม พ.ร.บ.แก้ไขประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 นั้นขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ดังนั้น เมื่อยังมีข้อสงสัยเกิดขึ้น คตส. ก็ไม่สมควรที่จะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องคดีดังกล่าว และไม่ควรที่จะดำเนินการต่อ เพราะอาจเกิดปัญหาในเรื่องของการขาดความชอบธรรมได้” ทนายความผู้นี้ กล่าวและว่า คดีดังกล่าวควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ที่รับผิดชอบโดยตรง และควรปล่อยให้ตัวเองหมดวาระไปน่าจะดีที่สุด
 
        ส่วนการสั่งอายัดทรัพย์ เห็นควรให้ดำเนินการในส่วนที่เป็นผลกำไรจากการขายหุ้น น่าจะเป็นแนวทางดำเนินการที่ถูกต้องนั้น ทนายความผู้นี้ กล่าวว่า การยึดหรืออายัดทรัพย์ในกรณีที่เป็นที่น่าสงสัยว่าทรัพย์ที่ได้มานั้น ได้จากการกระทำผิดสามารถสั่งอายัดหรือยึดทรัพย์ได้ทั้งหมด แต่ทั้งนี้เจ้าของทรัพย์สินสามารถขอให้มีการตรวจทรัพย์ที่เป็นต้นทุนเดิมว่าไม่ได้มาจากการกระทำอันขัดกับกฎหมาย เป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากความสุจริต โดยสามารถร้องขอให้มีการพิสูจน์ได้ภายใน 60 วันนับจากมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินดังกล่าว


http://www.prachatouch.com/content.php?id=5188
44  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ‘จักรภพ’แจงชัด จงรักภักดี ซัดกลับใครกันแน่ดึงฟ้าต่ำ เมื่อ: 27 พฤษภาคม 2008, 14:06:51
     “จักรภพ” แจงละเอียดยิบปาฐกถา”ระบบอุปถัมภ์” ย้ำจงรักภักดีมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวด แถมตัวเองยังรับใช้เบื้องพระยุคลบาทมาอย่างต่อเนื่อง เทียบคำแปลทุกฝ่ายให้เห็นกันจะจะ ใครจงใจบิดเบือน ท้า “อภิสิทธิ์” เปิดตัวคนแปล พร้อมเตรียมฟ้องกลับพรรคประชาธิปัตย์ แอบอ้างสถาบันทำลายพรรคการเมืองและระบอบประชาธิปไตย

     เมื่อช่วงบ่าย วันที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดแถลงข่าวชี้แจงกรณีถูกกล่าวหากล่าวสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษให้แก่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2550 เป็นการหมิ่นสถาบันเบื้องสูงว่า เรื่องนี้ยังไม่ถึงขั้นนั้น แต่เป็นเพียงคำกล่าวหาจากบุคคลหนึ่ง ซึ่งไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผสมด้วยการขยายประเด็นอย่างบิดเบือนโดยพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เขย่าผ่านสื่อมวลชนจนกลายเป็นประเด็นใหญ่ของบ้านเมือง ซึ่งคนที่ได้อ่านจริงๆ มีไม่กี่คน แต่ส่วนใหญ่เป็นการนำคำพูดของผู้อื่นมาถ่ายทอดซ้ำ
   
       โดยสาเหตุที่สามารถจะบิดเบือนเรื่องนี้กันได้มาก มีอยู่ 3 ประการ คือ ประการแรก เป็นคำบรรยายสดภาษาอังกฤษ ซึ่งถ้าจะเข้าใจก็ต้องแปลเป็นไทย แต่ก็ขึ้นอยู่กับคนแปลด้วย จะแปลอย่างซื่อสัตย์ หรือแปลอย่างฉ้อฉล ประการที่ 2 ที่บิดเบือนกันได้มากก็เพราะเป็นการพูดต่อหน้าคนฟังที่เป็นชาวต่างประเทศส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้น การอธิบายศัพท์สำนวนต่างๆ จึงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับบริบทในการพูดกับคนไทยได้ และประการที่ 3 เป็นคำกล่าวเชิงวิชาการ ซึ่งตนขึ้นเวทีคู่กับนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่ใช่เป็นการบรรยายเรื่องการเมือง หรือเป็นการให้นโยบายใดๆ ทั้งสิ้น
   
       นายจักรภพ กล่าวยอมรับว่า รู้สึกโกรธที่ถูกกล่าวหาไม่จงรักภักดี โดยการเอาเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องนี้มาชี้เป็นประเด็นสร้างความเสื่อมเสียให้ตนเอง รัฐบาล โดยเฉพาะครอบครัวได้รับผลกระทบไปด้วย คือมีความกังวลใจอยู่ตลอดเวลา จึงถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องออกมาอธิบายกันให้ชัด โดยความจงรักภักดีของตนและครอบครัวนั้นเป็นที่ประจักษ์มาหลายชั่วอายุคนแล้ว เป็นครอบครัวทหาร รับราชการมาตั้งแต่รุ่นปู่ถึงบิดา และถึงพี่ชายอีก 2 คน จึงเป็นเรื่องที่ตนถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ต้นในความจงรักภักดี
 
        “นอกจากจะได้พระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เป็นรัฐมนตรี ผมยังทำหน้าที่ในการถวายงานแด่เจ้านายในพระบรมวงศานุวงศ์ เป็นจำนวนมากมายหลายงาน เช่น งานพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งผมเป็นประธานอนุกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ งานที่เกี่ยวกับหอภาพยนตร์ส่วนพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว งานที่เกี่ยวกับโครงการตามแนวพระราชดำริต่างๆ อีกมาก” นายจักรภพ กล่าวย้ำ
 
          รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการบรรยายในวันที่ 29 สิงหาคม 2550 ได้กระทำอย่างเปิดเผย ต่อหน้าผู้คน สื่อมวลชนเป็นจำนวนมาก จึงมีความระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ ที่จะทำให้การบรรยายครั้งนั้นเป็นเรื่องของวิชาการ เป็นการบรรยายให้ชาวต่างประเทศฟัง เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ที่สำคัญคือต้องพูดในภาษาที่ชาวต่างประเทศเข้าใจได้โดยที่ไม่ให้ผิดเพี้ยนความหมายในภาษาไทย ซึ่งเอกสารที่จะแจก 1 ชุด จะประกอบด้วยเอกสาร 4 ชิ้นคือ 1.คำบรรยายภาษาอังกฤษ  2.คำแปลภาษาไทย 3.สำนวนแปลของ พ.ต.ท.วัฒนศักดิ์ มุ่งกิจการดี ผู้แจ้งความดำเนินคดี 4.สำนวนแปลของพรรคประชาธิปัตย์ที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส่งมาให้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ปลดตนออกจากคณะรัฐมนตรี
     
          นายจักรภพ กล่าวด้วยว่า ในสำนวนแปลทั้ง 3 สำนวน ปรากฏความแตกต่างที่เป็นความเป็นความตายในคดีนี้อยู่มาก เป็นต้นว่า จับภาษาอังกฤษที่เป็นหัวใจของการบรรยายในครั้งนี้ คือคำว่า “ระบบอุปถัมภ์” ซึ่งใช้ในภาษาอังกฤษว่า “patronage” สำนวนของตนกับพรรคประชาธิปัตย์ แปลตรงกัน คือ ระบบอุปถัมภ์ แต่สำนวนแปลของ พ.ต.ท.วัฒนศักดิ์ กลับระบุคำแปลเป็น “ราชาธิปไตยระบบเผด็จการ” หรือคำว่า “Myth” ที่ถูกต้องคือแปลว่า “ตำนาน” ซึ่งหมายถึง เรื่องที่เชื่อ ที่เคารพ ที่ยึดมั่นทางใจกันต่อๆ มา แต่สำนวนแปลของ พ.ต.ท.วัฒนศักดิ์ กลับแปลว่า “เทพนิยาย” โดยการแปลบิดเบือนยังมีอีกหลายจุด หลายตอน ตามเอกสารที่แจกไป ซึ่งตนจะนำเอกสารทั้งหมดเผนแพร่บนเว็บไซต์ 3 แห่งด้วย ได้แก่ www.thaigov.go.th, www.opm.go.th และ www.pantip.com เพื่อให้สาธาณชนได้อ่านกันโดยทั่วไปด้วย
   
      อย่างไรก็ตาม นายจักรภพ ได้กล่าวตอบโต้ให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยชื่อบุคคลที่แปลเอกสาร เพื่อจะนำไปฟ้องร้องดำเนินคดี หรือไม่เช่นนั้นให้นายอภิสิทธิ์ ค้ำประกันการแปลเอกสารดังกล่าว และพร้อมเผชิญหน้ากับนายอภิสิทธิ์ทุกเวที หากจะนำทีละคำ ทีละประโยคมาทำให้เกิดความกระจ่างชัดขึ้น โดยกล่าวว่า
     
     “ผมจึงอยู่เฉยไม่ได้ และได้มอบให้ทีมงานทางกฎหมายดำเนินการกับพรรคประชาธิปัตย์ ในการใช้สถาบันมาทำลายพรรคการเมือง เป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ขอให้นายอภิสิทธิ์จงแสดงความรับผิดชอบออกมา ระบุชื่อนามสกุลของคนแปลฉบับประชาธิปัตย์ออกมา หากหาคนแปลไม่ได้ให้ นายอภิสิทธิ์ต้องค้ำประกันการแปล” นายจักรภพ กล่าวและว่า
     
     การที่พรรคประชาธิปัตย์ยื่นเรื่องให้นายกรัฐมนตรีถอดถอนตนเองออกจากตำแหน่ง ถือว่าไม่ให้โอกาสกระบวนการยุติธรรมดำเนินการ จึงเป็นการไม่เคารพกระบวนการดังกล่าว เป็นความสิ้นคิดและไม่มีความเป็นผู้ใหญ่ ดังนั้น จึงขอพิสูจน์ว่าระหว่างตนเองกับนายอภิสิทธิ์ ใครจะมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแท้จริงกว่ากัน หรือใครดึงฟ้าต่ำ ซึ่งสังคมรอตัดสินอยู่
     
     “ผมขอบอกไว้ตรงนี้ว่า เรื่องนี้เป็นการพิสูจน์ว่าระหว่างผมกับนายอภิสิทธิ์ ใครจะมีความจงรักภักดีมากกว่ากัน ใครเป็นคนดึงฟ้าต่ำ สังคมกำลังรอตัดสิน พร้อมเผชิญหน้ากับนายอภิสิทธิ์ทุกเวที บอกว่าที่ไหนอย่างไร บอกว่าจะใช้วิธีการอย่างไร เสียดายอภิสิทธิ์นักการเมืองรุ่นใหม่ แต่มีความคิดเก่าสุดกู่” นายจักรภพ กล่าว
     
      นอกจากนี้ ตนได้ทำหนังสือขอลากิจ 7 วัน ต่อนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันนี้ ซึ่งจะใช้ช่วงเวลาดังกล่าวฟังข่าวสารจากบุคคลต่างๆ ในประเทศไทย เพื่อประกอบการตัดสินใจในการดำเนินการต่อไป แต่ไม่ใช่เพื่อการตัดสินใจลาออก เพราะไม่มีเหตุผล นอกจากนี้ หากลาออกในตอนนี้ สังคมก็ไม่ได้ความจริง คนที่เสี้ยมต้องการให้เกิดความแตกแยกก็จะเสี้ยมเรื่องอื่นต่อไป
     
     รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงผู้นำทหาร คือ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ด้วยว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ต้องเคารพด้วยความจริงใจ ที่บุคคลทั้ง 2 ออกมากล่าว อยากให้ทุกฝ่ายยุตินำสถาบันเบื้องสูงมากล่าวอ้างด้วย แม้ความคิดเห็นทางการเมืองจะไม่ตรงกันก็ตาม


http://www.prachatouch.com/content.php?id=5189
45  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / นักวิชาการฉะ ม๊อบลวงโลก เมื่อ: 27 พฤษภาคม 2008, 14:04:40
* แฉ‘พันธมิตร’อ้างรธน.ล้มรัฐบาล

       รุมประณามม็อบพันธมิตรฯ ลวงโลก นักวิชาการฉะแหลกอ้างค้านแก้ไข รธน. แต่แท้ที่จริงส่อจงใจล้มล้างรัฐบาล เข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ไม่เว้นแม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ที่เปิดตัวเป็นแนวร่วม จับตาเวทีปราศรัยใกล้ชิด จ่อถอนประกันตัวเอา “สนธิลิ้ม” เข้าคุก  สนนท. จี้หยุดอ้างเบื้องสูงทำลายฝ่ายตรงข้าม และเลิกอ้าง รธน. ทำลายรัฐบาลได้แล้ว ด้านแกนนำ นปก. ยืนยันไม่ได้ส่งคนต้านม็อบ แฉกลับพันธมิตรฯ เองที่ยั่วยุ เผยคน ปชป. ดาหน้าเปิดตัวร่วมเวทีปราศรัย

       การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่บ่ายวันที่ 25 พฤษภาคม ยังคงปักหลักชุมนุมต่อเนื่องในบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ถ.ราชดำเนินนอก จนถึงเช้าวันที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยไม่สนใจการจราจรที่ติดขัดในช่วงเช้าของการทำงานวันแรกในรอบสัปดาห์ และเป็นช่วงเปิดภาคเรียน โดยมีการเปิดเวทีปราศรัยโจมตีรัฐบาลตั้งแต่เช้า โดยไม่ได้พุ่งเป้าวิพากษ์วิจารณ์ไปที่เรื่องรัฐธรรมนูญแต่เพียงเรื่องเดียวอย่างที่กล่าวอ้าง

      ขณะเดียวกันการขึ้นปราศรัยบนเวทีก็ยังชวนให้เชื่อได้ว่ามีความเชื่อมโยงไปถึงพรรคประชาธิปัตย์ อย่างเช่นกรณีของผู้ปราศรัยอย่าง นายสมเกียรติ  พงษ์ไพบูลย์ ส.ส. ของพรรค หรือจะเป็น นายอติพล พลบุตร น้องชาย นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ประกาศบนเวทีว่า มาร่วมชุมนุมเพื่อมาดูแลม็อบจาก จ.เพชรบุรี ที่มาสมทบกับกลุ่มพันธมิตรฯ
 
      นอกจากนี้ในช่วงเช้าที่กลุ่มผู้ชุมนุมจากทางบ้าน ได้สลายตัวกลับกันไปหมดแล้ว และเหลือเพียงผู้ชุมนุมที่แหล่งข่าวอ้างว่าเป็นม็อบรับจ้าง รับค่าตัว 1,300 บาท เพื่อการชุมนุม 3 วัน 3 คืน กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังคงมีความพยายามที่จะปิดถนน และนอนกระจัดกระจายไร้ระเบียบ แม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการเจรจาเพื่อขอให้ย้ายการชุมนุมขึ้นไปบนฟุตบาธ เพื่อเปิดเส้นทางจราจร ที่ผู้คนในย่านนั้นต้องเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองแต่อย่างใด

      อย่างไรก็ดี ในช่วงกลางวันกลุ่มผู้ชุมนุมที่หลงเหลือดังกล่าว ส่วนหนึ่งได้พากันแยกย้ายหาร่มไม้หลบแดด และนำเสบียงที่พกติดตัวมาในกระเป๋าเดินทางออกมากินกันด้วยท่าทีอิดโรย

 
พันธมิตรหาเหตุถอดถอน ส.ส.-ส.ว.

     ขณะเดียวกันแกนนำพันธมิตรฯ ก็ได้ส่งตัวแทนเดินทางเข้าพบ นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เพื่อยื่นถอดถอนสมาชิกรัฐสภาที่เข้าชื่อในญัตติเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยแจงความผิดทั้งหมด 4 ข้อหา ประการแรกระบุว่า ส.ส. บางส่วนที่ร่วมลงชื่ออยู่ในพรรคการเมืองที่อาจโดนยุบจึงถือว่า มีส่วนได้ส่วนเสียในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

      ประการที่ 2  ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มีเนื้อหาเปลี่ยนโครงสร้างที่มาวุฒิสภา ดังนั้น ส.ว. ที่ลงชื่อ จึงเข้าข่ายผลประโยชน์ขัดกัน ประการที่ 3 รูปแบบในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ 2550 และความผิดข้อสุดท้าย ข้อ 4 เป็นความผิดตามมาตรา 64 ที่การเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้

       ขณะเดียวกัน นายสุริยะใส กตะศิลา หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ ก็ยังออกมาระบุว่า จะจัดชุมนุมอย่างยืดเยื้อต่อไปจนกว่าจะมีการถอนญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือทันทีที่ญัตตินี้เป็นโมฆะ ทั้งยังกลืนน้ำลายตัวเองว่าไม่เห็นด้วยกับประชามติ เพราะเชื่อว่าจะทำให้เหตุการณ์บานปลาย


“สมัคร” ระบุการชุมนุมไร้เหตุผล

       จากท่าทีทั้งหลายของกลุ่มพันธมิตรฯ ทำให้เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ตรงกันของหลายๆ ฝ่ายว่าเจตนาในการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ นั้น แท้ที่จริงแล้วสาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่มีเจตนาที่จะล้มล้างรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช มากกว่า เหมือนกับที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ เคยออกมาระบุถึงภารกิจที่ยังทำไม่เสร็จ           
       
      นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก ประจำปี 2551 ที่กระทรวงการต่างประเทศว่า มีเอกอัครราชทูตอย่างน้อย 3 ประเทศ รู้สึกห่วงกังวลถึงสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เนื่องจากเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งจะต้องให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการดูแลรักษาความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเห็นว่าการชุมนุมที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผล ซึ่งประชาชนก็จะเห็นเองว่า ใครที่ทำให้บ้านเมืองเดือดร้อนเสียหาย โดยยืนยันจะเดินหน้าการลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป โดยให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ


ยื่นศาลพิจารณาถอนประกัน “สนธิ”

     ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ขณะนี้ได้มอบเอกสารหลักฐานกรณีแจ้งความกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ต่อ นายอาวุธ ปรีชาวุฒิ ทนายความคู่กรณีของนายสนธิไว้แล้ว เพื่อนำไปให้ศาลจังหวัดเชียงรายพิจารณาในวันพรุ่งนี้ว่า นายสนธิทำผิดเงื่อนไขที่ให้ไว้กับศาลหรือไม่
 
     กรณีที่ศาลจังหวัดเชียงรายให้ประกันตัวในคดีที่ถูกข้าราชการกรมป่าไม้ฟ้อง และถูกพิพากษาจำคุก 9 เดือนโดยไม่รอลงอาญา นอกจากนี้ยังได้มอบวีซีดีบันทึกการขึ้นเวทีของกลุ่มพันธมิตรฯ ของนายสนธิด้วย เนื่องจากมีการกล่าวพาดพิงหลายคน ทั้งนี้ยืนยันไม่ได้ข่มขู่หรือสร้างเงื่อนไขเพื่อไม่ให้กลุ่มพันธมิตรฯ เคลื่อนไหวอีก หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่านายสนธิทำผิดเงื่อนไขจะถูกถอนประกันตัวทันที
   
        รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า อยากให้กลุ่มพันธมิตรฯ ไปใช้สวนลุมพินีเป็นที่ชุมนุมตามแบบเดิมน่าจะเหมาะสมกว่า


นักวิชาการเชื่ออ้าง รธน. บังหน้า


       ทางด้าน รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงจุดยืนของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ออกมาเคลื่อนไหวว่า การอ้างเรื่องค้านแก้ รธน. นั้นเป็นไปได้ว่าเป็นเพียงเหตุผลบังหน้า แต่เจตนาจริงๆ ต้องการล้มล้างรัฐบาล แต่ที่ต้องอ้างเพราะรัฐบาลทำถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง และตอนนี้มีการดึงเอา 3 ประเด็นใหญ่เพื่อทำการเคลื่อนไหวคือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นความผิดปกติ เหมือนเป็นการปลุกปั่นพลังมวลชน นอกจากนี้เรื่องราวต่างๆ ที่บรรดาแกนนำใช้ขึ้นพูดบนเวทีนั้น ล้วนเป็นเรื่องเดิมแทบทั้งสิ้น
   
     นอกจากนี้กลุ่มพันธมิตรฯ ยังใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ มีการใช้คำว่าประชาชนเพื่อกล่าวอ้างในการเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นความหมายที่คลุมเครือไม่ชัดเจนว่า ประชาชนคืออะไร จะหมายความรวมถึงประชาชนที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และประชาชนที่เลือกพรรคพลังประชาชนมาด้วยหรือไม่ ส่วนตนเองนั้นไม่ใช่ประชาชนของกลุ่มพันธมิตรฯ แน่ เพราะไม่เห็นด้วยกับการกระทำเช่นนี้แน่นอน ทั้งนี้อยากให้พลังมวลชนที่ไม่เห็นด้วยอย่าตอบโต้ และควรนิ่งเฉยเพื่อไม่ให้ติดกับดัก


ชัดเจนที่สุดเป็นม็อบการเมือง

      นายคารม  พลทะกลาง ทนายความชมรมนักกฎหมายเพื่อประชาชน กล่าวแสดงความคิดเห็นว่า การที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชิปไตย ออกมาเคลื่อนไหว แท้จริงแล้วก็คือการหวังผลทางการเมืองเพียงประการเดียว โดยยกอ้างการแก้ไขรัฐธรรรมนูญมาเป็นเงื่อนไข ซึ่งความจริงแล้วรัฐบาลดำเนินตามข้อฎหมายทุกประการ หมายความว่าแนวทางในการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลของพันธมิตรฯ คลุมเครือ แต่ชัดเจนในจุดยืนคือ หวังผลทางการเมือง   
 
      ส่วนที่มองกันว่าพันธมิตรฯ จะชุมนุมยืดเยื้อ นายคารม กล่าวว่า โดยส่วนตัวเห็นว่าไม่มีเหตุผลที่ดีพอที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะทำการชุมนุมยืดเยื้อ นอกจากต้องการกดดันรัฐบาล เพื่อให้กระทำตามความต้องการบางอย่างของตนเอง ทุกวันนี้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศก็มีปัญหามากพอ ประชาชนต้องการความมั่นคงและชัดเจนทางการเมือง การกระทำเช่นนี้รังแต่จะสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติมากยิ่งขึ้น ทางที่ดีควรรับฟัง และรอดูผลการลงประชามติของประชาชนเสียก่อน
 
       อย่างไรก็ตาม รัฐบาลควรใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในการจัดการกับการชุมนุม หรือทำการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อทำการควบคุมการเคลื่อนไหวให้อยู่ในกรอบ


จับตาใกล้ชิด-เอา “สนธิ” เข้าคุก

         ด้าน นายประชา ประสพดี ส.ส. สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน ในฐานะแกนนำกลุ่มมหาประชาชนเพื่อพิทักษ์ประชาธิปไตย กล่าวว่า จะเฝ้าสังเกตการณ์การชุมนุมของพันธมิตรฯ โดยจะยังไม่นัดชุมนุมในช่วงนี้ แต่จะใช้ 3 มาตรการจัดการกับพันธมิตรฯ โดยดำเนินการตามกฎหมาย เฝ้าดูว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ จะขึ้นเวทีปราศรัยหรือไม่ หากขึ้นเวทีจะบันทึกคำปราศรัยเพื่อนำไปร้องต่อศาลขอให้ยกเลิกคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราว ในคดีที่ศาลตัดสินจำคุกกรณีหมิ่นประมาท ต่อไป
       
        นอกจากนี้ จะขอมติจากประชาชนทั่วประเทศให้ร่วมกันลงประชามติผ่านไปรษณียบัตร และหากกลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุมปิดถนน สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน จะนัดชุมนุมที่สนามหลวงเพื่อขับไล่กลุ่มพันธมิตรฯ ทันที


สนนท. จี้หยุดอ้างเรื่องแก้ รธน.

     วันเดียวกัน สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ได้ออกแถลงการณ์ประณามการชุมนุมของพันธมิตรฯ โดระบุว่า การชุมนุมดังกล่าวส่งผลให้เกิดการเผชิญหน้า และทำท่าจะบานปลายมากขึ้น และไม่เห็นด้วยที่มีการดึงเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้เพื่อปลุกระดม เพื่อหวังผลทางการเมืองของฝ่ายตนเอง ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะ และอยู่เหนือการเมือง แต่ละฝ่ายต้องหาทางออกโดยดำเนินวิถีทางของประชาธิปไตย เคารพการตัดสินใจของประชาชน นำไปสู่การแก้วิกฤติ ลดการเผชิญหน้า ไม่ให้นำไปสู่ความรุนแรง ซึ่งประวัติศาสตร์ ที่ผ่านมาเราได้มีบทเรียนแล้วว่า จะนำไปสู่ความสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตของผู้บริสุทธิ์ เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมืองของแต่ละฝ่าย
 
       พร้อมกันนี้ได้เรียกร้องให้ทุกฝ่าย ยุติการเคลื่อนไหว ที่จะนำไปสู่ความรุนแรง เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการใช้ประเด็นรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นทางการเมืองเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม เพราะการแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของคนทั้งประเทศ จะต้องฟังเสียงประชาชน เรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดการกระทำที่นำเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้เป็นประเด็นในการปลุกระดม และขอให้รัฐบาล แก้วิกฤติโดยดำเนินการปฏิรูปการเมือง แล้วให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนานำไปสู่ระบบประชาธิปไตย ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม อย่างแท้จริง


นปก.โต้พันธมิตรส่อผิด ม.68

    ขณะเดียวกันที่รัฐสภา นพ.เหวง โตจิราการ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย นายชินวัฒน์ หาบุญพาด และ นายสุชาติ นาคบางไทร ในฐานะแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ และแถลงข่าวยืนยันว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไม่ใช่การสร้างระบอบสาธารณรัฐ และ นปก. ไม่สนับสนุนความรุนแรง รวมทั้งเหตุการณ์รุนแรงเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดจาก นปก. แต่เกิดจากพันธมิตรฯ เป็นผู้ยั่วยุและวิ่งเข้าหากลุ่มคนที่รักประชาธิปไตย
   
     นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปก. กล่าวถึงกรณีที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และแกนนำพันธมิตรฯ โจมตีถึงกรณีการแก้ไข รธน.50 เป็นขบวนการโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ และสร้างระบอบสาธารณรัฐ เป็นการล้มและฉีกรัฐธรรมนูญ 2550 ว่า เป็นเรื่องเท็จโดยสิ้นเชิง และแก่นแท้ของการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ในวันที่ 25 พฤษภาคม เป็นเรื่องที่ประกาศอย่างไม่ปิดบังคือ ไล่รัฐบาล นอกจากนี้ยังกล่าวเท็จต่อสาธารณชนอีกว่า รัฐนี้เป็นรัฐโจร ข้อความจริงแล้วรัฐหรือรัฐบาลนี้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั่วประเทศตาม รธน.50 เท่ากับว่าแกนนำพันธมิตรฯ กำลังโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้ขัด รธน. มาตรา 68 ซึ่งประชาชนทุกคนมีสิทธิต่อต้านตามมาตรา 69 และ 70 นอกจากนี้ยังอาจเข้าข่ายผิด ก.ม. อาญา ม. 113 และ 116
 

ยัน นปก. ไม่ได้ส่งคนต้านพันธมิตร

     ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ที่ประกาศให้สมาชิกเข้าร่วมกับแกนนำพันธมิตรฯ ย่อมเป็นการยืนยันได้ว่า ปชป . มีนโยบายแนวทางเดียวกับพันธมิตรฯ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ เองก็อาจเข้าข่ายตาม ม. 68 เหมือนกับกลุ่มพันธมิตร

       “กลุ่มที่ออกมาคัดค้านพันธมิตรฯ ที่สื่อมวลชนระบุว่าเป็นกลุ่ม นปก. นั้น ยืนยันว่า นปก. ไม่เคยมีมติหรือนโยบายให้ใครออกมาเคลื่อนไหว คนที่ออกมาคัดค้านเป็นกลุ่มคนที่มีใจรักประชาธิปไตย ไม่ได้เคลื่อนไหวในนาม นปก. ตามปกติทุกวันเสาร์-อาทิตย์ กลุ่มคนผู้รักประชาธิปไตยร่วมตัวกันที่ท้องสนามหลวงอยู่แล้ว พอพันธมิตรฯ จัดเวทีจึงเคลื่อนตัวมาสังเกตการณ์ การแสดงออกในระบอบประชาธิปไตยของพวกเขา นปก. ไม่ได้เป็นผู้นำ หากสื่อหรือพันธมิตรฯ จะกล่าวหาก็ควรมีหลักฐานมาแสดง” นพ.เหวง กล่าว


ฉะพันธมิตรเจตนาโค่นรัฐบาล

     ด้าน นายจรัล ดิษฐาอภิชัย แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) กล่าวว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล โจมตีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ นปก. ทั้งที่เรายังคงหมวด 1 และหมวด 2 ไว้ และไม่มีหมวดใดเลยที่มีลักษณะโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์
 
     “การชุมนุมของพันธมิตรฯ เป็นการชุมนุมไปวันๆ ทำให้เกิดการกระทบกระทั่ง มีคนบาดเจ็บ ประชาชนเดือดร้อน การกระทำอย่างนี้เราไม่เห็นด้วย และสื่อยังโยนความผิดให้ นปก. ว่าเป็นผู้ยั่วยุให้เกิดความรุนแรง ขอย้ำว่า นปก. เป็นองค์การ การจะทำอะไรนั้นต้องมีการหารือร่วมกันเป็นมติ” นายจรัล กล่าว

      ขณะที่นายชินวัฒน์ หาบุญพาด แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า การออกมาชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย หาก นปก. จะกระทำการใดๆ จะมีมติแจ้งให้ทุกคนทราบโดยชัดเจน คนเราสามารถสวมหมวกได้หลายใบ ใครจะออกมาเคลื่อนไหวอย่างไรนั้นเป็นสิทธิของเขา ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ นปก.แต่อย่างใด เวลานี้พันธมิตรและพรรคการเมืองบางพรรคกำลังขัดขวางการทำงานของ ส.ส. และ ส.ว. และมีความพยายามที่จะโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน การที่พรรคประชาธิปัตย์ให้สมาชิกพรรคออกมาเคลื่อนไหวร่วมกับพันธมิตรฯ ข้างถนนนั้นควรหรือไม่ ถูกต้องแล้วหรือ


คน ปชป.เปิดตัวร่วมเวทีพันธมิตร

      ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตามที่มีข่าวอ้างว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ได้ติดต่อขอเงินสนับสนุน 30 ล้านบาทจาก นายประชัย  เลี่ยวไพรัตน์ แห่งทีพีไอ แต่ถูกปฏิเสธ และยังถอนโฆษณาใน ASTV ด้วยนั้น ในส่วนของการถอนโฆษณาและยกเลิกการเช่าช่องสัญญาณนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ประมาณ 6 เดือนก่อน ในช่วงที่นายประชัยตัดสินใจหันหลังให้การเมือง

        ขณะเดียวกันก็มีรายงานว่า คนของพรรคประชาธิปัตย์ได้ร่วมเวทีกับกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างเปิดเผย ไม่ว่าจะเป็น นายสมเกียรติ  พงษ์ไพบูลย์ หรือ นายอติพล  พลบุตร น้องชายนายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ร่วมขึ้นปราศรัยบนเวที โดยในรายของนายอติพล ยังระบุว่า ตามมาดูแล “พี่น้องของผม” ที่มาร่วมการชุมนุมกับพันธมิตรฯ
 
       รวมทั้งในวันที่ 25 พฤษภาคม ยังพบว่า คุณหญิงกัลยา  โสภณพนิช อดีตกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังร่วมเป็นกำลังใจอยู่ด้านหลังเวทีด้วย


http://www.prachatouch.com/content.php?id=5190
46  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / “สนธิ ลิ้ม”เจอของจริง มท.1 ส่งทนายร้องศาลเชียงราย ถอนประกัน เมื่อ: 27 พฤษภาคม 2008, 13:52:45
   ปากเป็นเหตุจนได้ หลัง “สนธิ ลิ้ม” ปราศรัยอ้างการแก้ไข รธน.นำประเทศไทยเป็นสู่สาธารณรัฐ “เฉลิม” หวั่นจุดชนวนสร้างความแตกแยก ส่งทนายร้องศาลเชียงราย ถอดถอนประกัน เอาตัวเก็บเข้าเรือนจำ

     ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ตนเองได้ยื่นเอกสารพร้อมหลักฐาน รวมทั้งรายงานบันทึกประจำวันที่เคยไปแจ้งความต่อสถานีตำรวจนครบาลแสมดำไว้กรณีถูกหมิ่นประมาทขณะจัดรายการยามเฝ้าแผ่นดิน ตลอดจนการปราศรัยเมื่อคืนที่ผ่านมา ผ่านเวทีพันธมิตรฯ ส่งฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ โดยได้มอบให้ นายอาวุธ ปรีชาวุธ ทนายความ ไปยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเชียงรายเช้าวันพรุ่งนี้ (27 พ.ค.51)

    “นายสนธิ มีคดีที่อยู่ในระหว่างการประกันตัว และไม่รอลงอาญา ที่ศาลจังหวัดเชียงราย โดยมีเงื่อนไขห้ามเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือใส่ร้ายผู้อื่น ซึ่งตนเองมั่นใจว่า การกระทำครั้งนี้มีหลักฐานเพียงพอที่จะสามารถเอาผิดกับนายสนธิได้ อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ทนายได้เสนอต่อศาลก็ขึ้นอยู่กับอำนาจการพิจารณา โดยหากนายสนธิ ถูกถอนประกัน จะต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวอีกว่า การดำเนินการส่งฟ้องนายสนธิ ไม่ได้เป็นการข่มขู่ หรือต่อรอง เพื่อให้ยุติการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ไม่ต้องการให้เกิดความแตกแยกของคนในประเทศและประชาชนได้รับความเดือดร้อน นอกจากนี้ ยังเสนอให้กลุ่มพันธมิตรฯไปชุมนุมที่บริเวณสวนลุมพินีแทน เพื่อจะได้ไม่เป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศอีกด้วย


http://www.prachatouch.com/content.php?id=5160
47  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / “หมอเหวง”หนุน นายกฯ ทำประชามติ – เสนอปลด 2 พลเอกทรราชย์ เมื่อ: 27 พฤษภาคม 2008, 13:51:38
    แกนนำ คปพร. ออกโรงหนุน “สมัคร” ทำประชามติแก้ รธน.50 เพื่อลดความขัดแย้งทางการเมือง ปิดช่องกลุ่มพันธมารปลุกปั่นสร้างความแตกแยกในสังคม เสนอปลด 2 พลเอก “สพรั่ง – สมเจตน์” ไม่หนุนประชาธิปไตย เป็นเผด็จการทรราชย์

    เช้าวันนี้ (27 พ.ค.) นพ.เหวง โตจิราการ พร้อมแกนนำตัวแทนคณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี โดยมี นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับหนังสือแทน
 
     ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนการลงประชามติต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 เพื่อลดสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง และปิดช่องที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะอาศัยสถานการณ์นำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมือง
 
    พร้อมเรียกร้องให้มีการปลดนายทหาร 2 คน คือ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เนื่องจากมีพฤติกรรมไม่สนับสนุนระบอบประชาธิปไตย และเป็นเผด็จการทรราชย์ พร้อมให้ทบทวนกรณีการปรับรายละเอียดเรื่องศาสนาออกจากบัตรประชาชน และให้บรรจุข้อความว่า “ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ” ในรัฐธรรมนูญ
   
    “เราขอสนับสนุนความเห็นของนายกรัฐมนตรีเต็มที่ และเพื่อให้ความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันได้มีข้อยุติที่สร้างสรรค์ด้วยสันติวิธี และหยุดยั้งโอกาสที่พันธมิตรฯ จะปลุกปั้นสถานการณ์อันจะนำไปสู่ความยุ่งเหยิงทางการเมืองหรือการรัฐประหารได้ในที่สุด” นพ.เหวง กล่าว

      ทั้งนี้ การทำประชามติถือเป็นหัวใจสำคัญตามครรลองประชาธิปไตย แม้บางฝ่ายจะอ้างว่าไม่มี พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเรื่องการประชามติ แต่รัฐบาลสามารถออกเป็นพระราชกำหนดหรือพระราชกฤษฎีกาได้ภายในเวลาอันสมควร ทำให้เห็นว่ารัฐบาลยึดมั่นแนวทางประชาธิปไตยในการแก้ไขปัญหาของประเทศ

      นอกจากนี้ นพ.เหวง ระบุด้วยว่า ทหารและกองทัพจะต้องมีความเป็นประชาะธิปไตยด้วยเช่นกัน แต่ขณะนี้พบว่ามี 2 นายทหารที่ไม่เข้าข้างประชาธิปไตย คือ พล.อ.สมเจตน์ และ พล.อ.สพรั่ง ดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะรมว.กลาโหม ช่วยพิจารณาการกระทำของนายทหาร 2 นายนี้ด้วย


http://www.prachatouch.com/content.php?id=5200
48  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / คตส.ปัดสวะ ฟ้องยึดทรัพย์กว่า 7 หมื่นล./ ชี้ ทรัพย์สินได้มาก่อนเป็นนายกฯ เมื่อ: 27 พฤษภาคม 2008, 13:47:45
    “พงษ์เทพ” ชี้ทรัพย์สิน พ.ต.ท.ทักษิณ ได้มาก่อนนั่งเก้าอี้นายกฯ ขณะที่ทีมทนาย ชี้ คตส.เร่งส่งฟ้องเพราะใกล้หมดอายุ เลยโยนกองให้อัยการสูงสุด

    นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าว ก่อนเดินทางร่วมคณะของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปประเทศอินโดนีเซีย ในวันนี้ (27 พ.ค.) เพื่อร่วมประชุมการลงทุนในภูมิภาค กรณี คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) มีมติอายัดทรัพย์สินกว่า 76,000 ล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก่อนส่งให้ อัยการสูงสุด สั่งฟ้อง ว่า ทรัพย์สินดังกล่าว เป็นทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีมาก่อนเข้าดำรงตำแหน่งทางเมือง ไม่ใช่ทรัพย์สินที่มีขึ้นหลังจากการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และ พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมพิสูจน์เรื่องดังกล่าวในชั้นศาลเพื่อให้ทุกฝ่ายทราบความจริง

    "มันทรัพย์สินแต่เดิมที่มีอยู่ ต่อมามีการโอนอะไรกัน ก็ทรัพย์สินก้อนเดียวกัน ในส่วนเฉพาะที่เกี่ยวกับลูกท่าน ไม่ใช่หุ้นใหม่ ไม่ได้เป็นการหาหุ้นใหม่อะไร" โฆษกส่วนตัวอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าว

    โฆษกส่วนตัวอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อถึงการลงทุนโครงการโมเดิร์น ซิตี้ ที่เกาะกง ประเทศกัมพูชา ว่า ไม่ใช่การลงทุนของ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเพียงผู้เชิญชวนให้นักลงทุนเข้ามาลงทุน เพราะเชื่อว่าจะได้ประโยชน์กับประเทศไทย

    ด้านนายฉัตรทิพย์ ตัณฑประศาสน์ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึงกรณีที่ คตส. มีมติส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด ฟ้องยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ทีมทนายความ คาดการณ์ไว้แล้วต้องออกมาในลักษณะนี้ เนื่องจาก คตส. เหลืออายุการทำงานอีกเพียง 1 เดือนหากไม่เร่งดำเนินการคำสั่งอายัดทรัพย์ ก็จะหมดไปตามวาระด้วย อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับหุ้นตั้งแต่ก่อนเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง พร้อมระบุ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่รู้สึกกังวลและได้กำชับทีมทนายความ ให้เตรียมพยานหลักฐานเอกสารไว้ต่อสู้ในชั้นศาล และเมื่อถึงขั้นตอนนั้น อาจต้องขอให้ศาลใช้อำนาจในการเรียกเอกสารเพิ่มเติม

    นอกจากนี้ นายฉัตรทิพย์ ยังระบุว่า การทำงานของ คตส. มีลักษณะเคลือบแคลงในการตั้งข้อกล่าวหา ซึ่งไม่มีหลักฐานชัดเจน เป็นเพียงการตั้งข้อสันนิษฐานเท่านั้น รวมทั้ง การที่ทนายความอ้างพยานจำนวนหลายปาก ก็ไม่ได้รับความเห็นชอบ จาก คตส. ด้วย


http://www.prachatouch.com/content.php?id=5201
49  หมวดหลัก / กระทู้การเมือง / ประชาธิปัตย์ ต้องการการปฏิรูปอย่างรุนแรง และขนานใหญ่ เมื่อ: 24 พฤษภาคม 2008, 09:11:23
บทความ โดย คุณวีรพงษ์ รามางกูร

การเลือกตั้งทั่วไป หลังจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นเครื่องชี้อย่างดีว่า พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคที่เก่าแก่ที่สุดของบ้านเรา ต้องการการปฏิรูปอย่างรุนแรงและขนานใหญ่ มิฉะนั้นประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศที่มี ระบอบการปกครองโดยพรรคใหญ่ พรรคเดียว ซึ่งไม่เหมาะกับบ้านเรา และเราก็ไม่ต้องการอย่างนั้น

พรรคประชาธิปัตย์ก็เหมือนกับพรรคการเมืองอื่น ที่ต้องถือว่า เป็นของประชาชน มิใช่พรรคของกรรมการบริหารพรรค หรือสมาชิกพรรคเท่านั้น เพราะได้รับเงินจากภาษีอากรที่เก็บจากประชาชนทั่วประเทศ ไปทำกิจกรรมของพรรค พรรคต้องฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้เสียภาษีด้วย ถ้าการวิพากษ์วิจารณ์มีเหตุผล ควรฟังว่า เขาวิพากษ์วิจารณ์อะไร อย่ามัวแต่ค้นหาว่า ทำไมเขาจึงวิพากษ์วิจารณ์

เรื่องแรก พรรคต้องเปลี่ยนทัศนคติ เสียใหม่ว่า การเอาแต่คิดโค่นล้มคู่ต่อสู้ทุกวิถีทางนั้น ต้องเปลี่ยนใหม่ แม้ว่าตอนที่ก่อตั้งพรรคเมื่อปี 2489 พรรคประสบความสำเร็จ ในการโค่นล้มพรรคแนวรัฐธรรมนูญ และพรรคสหชีพ โดยการ ร่วมมือกับทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับจอมพลผิน ชุณหะวัณ และจอมพล ป.พิบูลสงคราม ลงเลือกตั้งโดยการ ช่วยเหลือของทหารในเดือนมกราคม 2491 เป็นรัฐบาลอยู่ได้ 4 เดือน ก็ถูกทหารหักหลัง จี้ให้ลาออก หลังจากนั้นก็ไม่ได้อะไร จนเกิดกรณี 14 ตุลาคม 2516 เพราะทหารแตกคอกันเอง ไม่ใช่ฝีมือของพรรค

ทรรศนะที่ถูกต้องก็คือ ต้องสร้างผลงานในทางสร้างสรรค์ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และการต่างประเทศ ในด้านการต่างประเทศ ประเทศเราใหญ่พอ ที่ผู้นำของเรา สามารถจะเป็นผู้นำของภูมิภาคอย่าง ดร.โมฮัมเหม็ด มหาเธร์ ได้

น่าเห็นใจผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนมากเป็นทนายความ เป็นครู เป็นข้าราชการที่เกษียณอายุแล้ว มีนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จน้อย

หัวหน้าพรรคแม้ว่าจะมีอายุพอสมควรแล้ว มีการศึกษาจากสถาบันชั้นนำของโลก แต่ไม่เคยทำงานรับผิดชอบจริงๆ ข้อสำคัญอยู่ไปๆ ถูกพรรคล้างสมอง ลืมหลักการทางปรัชญากฎหมาย รัฐศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ เสียสิ้น ค้านทุกเรื่องที่ฝ่ายตรงกันข้ามทำ หรือฝ่ายตรงกันข้ามคิด ผลจึงออกมาในสายตาประชาชนว่าที่คิดที่พูดนั้น ตนเองก็ไม่ได้เชื่ออย่างนั้นเลย แต่พูดไปตามมติพรรคซึ่งล้าสมัยแล้ว

เรื่องที่สอง เหตุที่พรรคมีทัศนคติในทางลบ และไม่สร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลา ก็เพราะพรรคถูกครอบงำด้วยผู้นำรุ่นเก่าที่เคยประสบความสำเร็จ โดยการทำลายล้างฝ่ายตรงกันข้าม ที่เป็นรัฐบาลทหาร ขณะนั้นโอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์จะเป็นรัฐบาลไม่มี เพราะทหารกุมอำนาจเบ็ดเสร็จเอาไว้

พรรคประชาธิปัตย์ จึงได้รับการยกย่องว่า เป็นพรรคฝ่ายค้านที่ดีที่สุด ผู้นำพรรคซึ่งบัดนี้อายุอยู่ระหว่าง 65-75 ปี จึงติดยึดอยู่กับยุทธวิธีแบบนั้น ไม่เปลี่ยนแปลง

เมื่อมีพรรคใหม่ ที่ผู้นำพรรคเกือบ 100 คน มาจากคนที่มีประสบการณ์ทั้งทางธุรกิจและทางราชการ มีวิสัยทัศน์ยาวไกล ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ในยุคโลกาภิวัตน์ ทำการบ้านว่า คนชั้นล่างซึ่งมีสัดส่วนที่สูงต้องการอะไร และสามารถทำอย่างที่ตนสัญญาไว้ตอนหาเสียงเลือกตั้งได้ พรรคประชาธิปัตย์จึงพ่ายแพ้อย่างยับเยินครั้งแล้วครั้งเล่า

ผู้นำพรรค ก็ไม่ยอมรับความบกพร่องของตน แต่หลอกตนเองว่า พ่ายแพ้การเลือกตั้ง เพราะฝ่ายตรงกันข้ามซื้อเสียง แต่ในกรณีที่ทหารและข้าราชการ ถูกสั่งให้มาช่วยอย่างเต็มที่ทั้งกำลังคน กำลังอำนาจ และกำลังเงินซื้อเสียงให้ แล้วยังแพ้อย่าง ยับเยิน ตนกลับไม่คำนึงถึง หลายคนบอกว่าแม้ฝ่ายตรงกันข้ามไม่ซื้อเสียงเลย ก็ยังชนะพรรคประชาธิปัตย์

สิ่งที่พิสูจน์ได้ก็คือ ผู้ที่ออกจากพรรคไทยรักไทยไปอยู่พรรคอื่น กลับสอบตกเป็นจำนวนมาก ทั้งๆ ที่มีกระสุนจากทหารมาช่วยจำนวนมาก

เรื่องที่สาม ผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ อาจแบ่งเป็นสองพวก พวกนักกฎหมาย กับพวกครู จะไม่ค่อยยอมรับการเปลี่ยนแปลง กฎหมายระเบียบแบบแผนเป็นอย่างไร ก็ถือเป็นคัมภีร์ ให้ข้าราชการเป็นผู้แนะนำ และชี้นำนโยบายในการทำงาน อีกพวกหนึ่ง เป็นพวกที่มีผลประโยชน์ จึงไม่ยอมให้คนรุ่นใหม่ เข้าไปรับผิดชอบพรรคจริงๆ ยังกุมอำนาจพรรคไว้ด้วยผลประโยชน์

ส่วนฝ่ายตรงกันข้ามพูดเสมอว่า กฎหมายระเบียบแบบแผน เป็นเครื่องมือที่จะทำให้งานสำเร็จ ประชาชนได้ประโยชน์ ถ้ากฎหมายข้อบังคับ เป็นอุปสรรคก็ต้องแก้ไข เพราะกฎหมายข้อบังคับระเบียบแบบแผน สร้างมาโดยมนุษย์ มนุษย์ย่อมสามารถแก้ไขได้ มนุษย์ต้องเป็นนายกฎหมาย ไม่ใช่ให้กฎหมายมาเป็นนายมนุษย์

ข้าราชการ ไม่ใช่ผู้กำหนดนโยบาย แต่เป็นผู้นำนโยบายของฝ่ายการเมืองไปปฏิบัติ กลับกันกับวิธีคิดของประชาธิปัตย์

ผลงานของประชาธิปัตย์ ในฐานะเป็นรัฐบาล ไม่ใช่ในฐานะของฝ่ายค้าน จึงไม่ค่อยมีเป็นรูปธรรม ทั้งๆ ที่เคยร่วมรัฐบาลมาหลายยุคหลายสมัย เป็นเวลากว่า 15 ปี

เคยถามเพื่อนฝูงชาวปักษ์ใต้ ที่ภูเก็ต กระบี่ พังงา สุราษฎร์ฯ ว่า ชอบผลงานของรัฐบาลพรรคไหน ไม่มีใครบอกว่าผลงานของประชาธิปัตย์ดีกว่าคู่ต่อสู้ ทุกคนบอกว่าผลงานของรัฐบาลคู่ต่อสู้ดีกว่า แต่ที่เลือกประชาธิปัตย์ เพราะพ่อแม่ปู่ย่าตายายเลือกประชาธิปัตย์ หรือที่เลือกก็เพราะผู้นำพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายหัวเป็นคนใต้ เคยถามต่อว่าถ้านายหัวไม่อยู่แล้วจะเลือกอย่างไร ผู้ตอบก็ตอบไม่ถูกเหมือนกัน เอาไว้ถึงเวลานั้นแล้วค่อยคิด

พฤติกรรมการเลือก ส.ส.ของคนใต้ จึงต่างกับคนอีสานและคนเหนือ ที่เน้นว่า ส.ส.คนนั้น เคยทำประโยชน์ให้กับตนหรือชุมชนของตนแค่ไหน ส่วนในกรุงเทพฯ เลือกไปตามกระแสที่สื่อมวลชนยัดเยียดให้ เพราะตนก็ไม่เคยได้ประโยชน์อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน จาก ส.ส.ของตนอยู่แล้ว เพราะตนเองก็มีเส้นสายโยงใยเองอยู่แล้ว ไม่เดือดร้อนเหมือนคนในต่างจังหวัด

เรื่องที่สี่ เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ ไม่สามารถเข้าถึง หรือไม่พยายามเข้าถึงคนระดับล่าง ไม่ว่าจะเป็นภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลาง และแม้แต่ในกรุงเทพฯ พรรคไม่เน้นที่จะสร้างผลงาน แต่เน้นในการทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม ทุกวิถีทาง พรรคจึงกลายเป็นทาร์ซาน พยายามจะช่วยเจนนี่ โดยการโหนเถาวัลย์ โหนกระแส และโหนทหาร แล้วให้เจนนี่คอยกอดเอว พอเจนนี่จับพลาด ในที่สุดทาร์ซานก็ต้องป้องปากโห่อย่างโหยหวนลั่นป่า

การทำตัวเป็นทาร์ซาน จะไปถึงที่หมายโดยวิธีโหน จึงต้องละทิ้งอุดมการณ์ประชาธิปไตย อุดมการณ์ทางกฎหมาย ความถูกต้อง จารีต ประเพณี ในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ร่วมมือกับทหารสร้างทางตัน เพื่อเชื้อเชิญให้ทหารปฏิวัติ ทำลายรัฐธรรมนูญ เพื่อให้พรรคฝ่ายตรงกันข้ามถูกยุบ ให้นักการเมืองฝ่ายตรงกันข้าม ถูกตัดสิทธิทางการเมือง และสนับสนุนรัฐธรรมนูญที่มีบทบัญญัติ จะตอนพรรคการเมืองไม่ให้โต สร้างองค์กรอิสระที่ไม่มีใครตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นผลเสียกับตัวเองด้วยในระยะยาว แต่ก็ยอมทำ ทำให้พรรคเสียคะแนนจากผู้คนที่หัวก้าวหน้า และคนรุ่นใหม่อย่างน่าเสียดาย

การที่พรรคประณามนโยบาย และโครงการที่เป็นประโยชน์กับคนระดับล่าง ทั้งๆ ที่อยู่ในกรอบที่การเงินการคลังของประเทศรับได้ เพราะมีทุนสำรองระหว่างประเทศเหลือเฟือ จนธนาคารแห่งประเทศไทยไม่อยากจะได้ ว่าเป็นโครงการ 'ประชานิยม' เท่ากับการทำลายเสียงของตนเอง กับคนระดับล่างทั่วประเทศ และจำกัดตัวเอง เพราะถ้าตนเองเป็นรัฐบาล ก็คงต้องทำ หรืออาจจะทำมากกว่า เพราะที่ใช้หาเสียง สัญญาว่าจะทำมากกว่า

เรื่องที่ห้า พรรคประชาธิปัตย์เป็น พรรคปิด มีระบบอาวุโสที่เหนียวแน่น สมาชิกใหม่ให้อยู่ระดับล่าง หรือในสภา ก็อยู่แถวหลัง หรือที่อังกฤษเรียกว่า 'Back Benchers' แต่อังกฤษ ผู้นำพรรคที่นำพรรคไปแพ้เลือกตั้ง จะลาออกเกือบหมด เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มาแทน แต่ของเราไม่มีประเพณีอย่างนั้น สมาชิกรุ่นใหม่จึงไม่มีโอกาสมานำพรรค ผู้นำพรรค ไม่มุ่งจะทำพรรคให้ชนะการเลือกตั้ง เพียงแต่ได้ ส.ส.มากเพิ่มขึ้น ก็พอใจจะอยู่ในตำแหน่ง ต่อไปแล้ว

ส่วนฝ่ายตรงกันข้าม เน้นในเรื่องผลงานทางเศรษฐกิจของผู้ออกเสียง เน้นคะแนนนิยมในตัว ส.ส. เน้นการเมืองที่มีผลสำเร็จของการเลือกตั้ง เน้นทางด้านการหาเงินช่วยพรรค ซึ่งไม่ต้องบอกก็คงเข้าใจ ดังนั้นจึงมีการสับเปลี่ยนตัวผู้นำพรรคระดับรองๆ ลงไปอยู่ตลอดเวลา

พรรคฝ่ายตรงกันข้ามจึงสามารถ 'ดูด' นักการเมืองให้เข้าพรรคได้มากขึ้นเสมอ เพราะมาอยู่แล้ว โอกาสชนะการเลือกตั้งมีสูง ไม่ใช่เพราะเงินอย่างเดียวอย่างที่พรรคประชาธิปัตย์เข้าใจ

เรื่องที่หก พรรคไม่เคยหวังว่า จะชนะการเลือกตั้ง และสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้พรรคเดียว หวังแต่เพียงเป็นแกนนำของรัฐบาลผสม เมื่อหวังเพียงเท่านี้ ก็ทำให้มีทัศนคติว่า ถ้าสามารถทำลายพรรคคู่แข่ง ไม่ให้ลงมาแข่งในการเลือกตั้งก็พอแล้ว

ถ้าพรรครู้จุดอ่อนความสามารถในการสร้างนโยบายใหม่ๆ ไว้ขายกับประชาชน ถ้าคิดไม่ออก ก็ขวนขวายหาบริษัทที่ปรึกษาที่ชำนาญการ แต่ก็ไม่มีความพยายาม แต่ใช้วิธีสะกดจิตตนเองว่า ตนเองเป็นฝ่ายเทพ ฝ่ายตรงกันข้ามเป็นฝ่ายมาร แท้จริงในงานการเมืองไม่มีใครเป็นเทพ ไม่มีใครเป็นมาร มีแต่ผู้ชนะ กับ ผู้แพ้การเลือกตั้งเท่านั้น

ทั้งหมดนี้เป็นจุดอ่อนของพรรคประชาธิปัตย์ ผู้เสียภาษีอย่างพวกเรา น่าจะมีสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์ และเสนอแนะให้แก้ไขปฏิรูปตนเอง เพราะผลการดำเนินงานของพรรคไม่คุ้มกับเงินภาษีที่รับไป

จะโกรธจะเคืองอย่างไรก็ไม่ว่า เพราะไม่อยากเห็นเมืองไทยเป็นระบบการเมืองแบบพรรคเดียว ถ้าเมืองไทยเป็นการเมืองพรรคเดียวก็ต้องโทษประชาธิปัตย์ อย่าไปโทษใคร

คิดแล้วอ่อนใจ


( http://thaienews.blogspot.com/2008/05/blog-post_4259.html )
50  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / จดหมายเปิดผนึก การข่มขู่คุกคามต่อชีวิตฯ จาก นพ.เหวงฯ เมื่อ: 19 พฤษภาคม 2008, 18:16:49
จดหมายเปิดผนึก การข่มขู่คุกคามต่อชีวิต ไม่อาจหยุดการต่อสู้คัดค้านเผด็จการ สร้างสานประชาธิปไตยได้

19 พฤษภาคม 2551

เรื่อง การข่มขู่คุกคามต่อชีวิต ไม่อาจหยุดการต่อสู้คัดค้านเผด็จการ สร้างสานประชาธิปไตยได้

เรียน หัวหน้ากอง บก.การเมืองที่นับถือ

เมื่อเช้านี้เวลาประมาณ 05.45น.ในขณะที่ภรรยาผม ได้เดินไปนำหนังสือพิมพ์รายวัน ที่หน้าประตูรั้ว ก็ได้พบเห็น “ปืนกระบอกหนึ่ง” วางไว้นอกประตูรั้วหน้าบ้าน ในทิศหันปากกระบอกปืนเข้าในบ้าน จึงได้เรียกผมเข้าไปดูด้วยกัน เราสังเกตว่า เป็น “ปืนปลอม” คล้ายกับปืนจริง ที่พวกมิจฉาชีพบางพวก นำไปปฏิบัติการปล้นร้านทอง ธนาคาร เครื่องบิน

นี่เป็นสิ่งผิดปกติอย่างแน่นอน เพราะบ้านผม อยู่อย่างสงบเรียบร้อยมาเป็นเวลาประมาณ 14-15 ปีแล้ว ไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้ และรอบบริเวณบ้านผม เพื่อนบ้านล้วนเป็น “คนดีเรียบร้อยรักสันติทั้งสิ้น”

ดังนั้นดูรูปการแล้ว “เป็นการแสดงการข่มขู่คุกคามต่อชีวิต จากพวกศัตรูทางการเมือง” ของผมและครอบครัวอย่างแน่นอน

ผมและภรรยาจึงได้ไปแจ้งความ เพื่อบันทึกเป็นหลักฐานลงประจำวันไว้ที่ สถานีตำรวจดอนเมือง โดยได้รับความกรุณา เป็นอย่างดี จาก ร้อยตำรวจโท นพดล ขันตีกุล หมายเลขประจำวันที่ 132 ลำดับ 2 เวลา 07.00 น.วันที่ 19 พฤษภาคม 2551 และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ไปดำเนินการ บันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน และเก็บ “ปืนปลอม”ของกลางดังกล่าว เพื่อดำเนินการไปตามกฎหมายต่อไป

ทั้งหมดนี้เป็นการ “ข่มขู่คุกคามต่อชีวิต จากศัตรูทางการเมือง” อย่างไม่ต้องสงสัย อันเนื่องจากผม ได้มีบทบาทในคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ2550(คปพร.)เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ2550 ที่ยังมีเนื้อหาอีกจำนวนไม่น้อย เป็นเผด็จการอำมาตยาธิปไตย อภิชนาธิปไตย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยผ่านครรลองรัฐสภา และสันติวิธีทุกรูปการ

ผมจึงขอความกรุณาท่านกอง บก.ได้กรุณาเผยแพร่จดหมายเปิดผนึกของผม ต่อสาธารณะเพื่อส่งสารให้ฝ่ายปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตย ได้ตระหนักว่า การต่อสู้ของผมและคณะนั้น จุดมุ่งหมายที่ชัดเจน มีเพียงประการเดียวคือ “ต้องการให้ประเทศไทย มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริง” ไม่ใช่เปลือกนอกเป็นประชาธิปไตย แต่แก่นแท้เป็นอำมาตยาธิปไตย อภิชนาธิปไตย รัฐประหารนิยม อย่างที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ2550

การข่มขู่คุกคามต่อชีวิต ไม่อาจหยุดยั้งการต่อสู้คัดค้านเผด็จการ สร้างสานประชาธิปไตยได้ ไม่ว่าจะเป็นตัวผม คณะของผม หรือนักสู้ และประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน

จึงขอเรียกร้องให้ฝ่ายปฏิปักษ์ประชาธิปไตย ยุติการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ รวมทั้งความพยายามที่จะ “ดึงฟ้าต่ำ โหนสถาบัน” ใช้สถาบันเบื้องสูงเป็นเครื่องมือทางการเมืองของตน ในการฟาดฟันฝ่ายประชาธิปไตยและสร้างเงื่อนไขให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหารก่อเหตุการณ์ 6 ตุลา ครั้งใหม่ อันเป็นการทำลายประเทศให้พังพินาศยับเยินยิ่งๆ ขึ้น

ขอแสดงความนับถือ

(นพ.เหวง โตจิราการ )


http://thaienews.blogspot.com/2008/05/blog-post_8212.html
51  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ขบวน " พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร " ผวา หลังพบกระเป๋าต้องสงสัยวางตู้ ATM เมื่อ: 12 เมษายน 2008, 13:43:45
พล.ต.ต. สุเทพ เดชรักษา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดลำพูน ได้รับรายงานจากทางเจ้าหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัย สถานีตำรวจภูธร อำเภอเมือง จังหวัดลำพูนว่า

มีกระเป๋าเจมส์บอนด์ เป็นวัตถุลึกลับ วางอยู่บริเวณตู้เอทีเอ็มของธนาคารกรุงไทย ทางเข้าด้านหน้าของเจ้าแม่จามเทวี ก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปถึง

ในเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่เร่งให้ทำการตรวจสอบ และได้มีการเคลื่อนย้ายวัตถุต้องสงสัยดังกล่าว ออกจากพื้นที่เป็นการเร่งด่วน

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ยกเลิกการเดินทางเข้าไปกราบเจ้าแม่จามเทวี แต่เมื่อทราบว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการเคลียร์ พื้นที่เรียบร้อย จึงเดินทางกลับมาจากจังหวัดลำพูนอีกครั้ง โดยยกเลิกการเข้าไปบริเวณเขตเจ้าแม่จามเทวี แต่เข้าไปสรงน้ำองค์พระธาตุหริภุญชัยแทน
52  หมวดหลัก / กระทู้การเมือง / “รัฐประหารเงียบ” อาการเพ้อเจ้อของแก็งค์พันธมิตร เมื่อ: 11 เมษายน 2008, 04:48:11
แก็งค์พันธมิตรออกแถลงการณ์ฉบับที่ ๖ โดยมีข้อความตอนหนึ่งว่า

การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องมีการทำประชามติก่อน มิฉะนั้นถือว่าเป็นการ “รัฐประหารเงียบ”

บอกตรงๆ เมื่ออ่านเจอข้อความนี้ในแถลงการณ์แล้ว รู้เลยว่าแก็งค์พันธมิตร กำลังเสียสติ ออกอาการเข้าขั้นที่เรียกว่า “เพ้อเจ้อ”

เพ้อเจ้อเพราะ “รัฐประหาร” มีความหมายตามพจนานุกรมว่า “การใช้กำลังเปลี่ยนแปลงคณะรัฐบาลโดยฉับพลัน” อาทิ การรัฐประหาร ๑๙ กันยา ๔๙ ที่แก็งค์พันธมิตรเป็นผู้เชิญชวนและสนับสนุนให้ทหารเลว ออกมาใช้กำลังเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

เมื่อคณะรัฐประหาร ๑๙ กันยาได้ใช้กำลังเปลี่ยนแปลงรัฐบาลแล้ว ในเวลาต่อมา ก็ได้กระทำการล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาแทนที่ โดยการสรรหาบุคคลที่สนับสนุนการรัฐประหาร อาทิ ผู้ที่ร่วมก๊วนอยู่กับแก็งค์พันธมิตร เข้าไปเป็นประธานและคณะกรรมาธิการยกร่างฯ

โดยภาคส่วนอื่นๆ ได้แก่ ฝ่ายการเมือง และนักวิชาการ สื่อมวลชน องค์กรภาคประชาชน ฯลฯ ที่ต่อต้านการรัฐประหาร ถูกกั้นแยกออกไป ไม่ให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ

จึงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ถือเป็นรัฐธรรมนูญซึ่งมีที่มาไม่ชอบธรรมตามครรลองประชาธิปไตย

เพื่อมิให้เป็นที่ครหาแก่ประชาคมโลก เนติบริกรของคณะรัฐประหาร จึงได้เสนอให้มีการทำประชามติแบบมีเงื่อนไขขึ้น

ที่ว่ามีเงื่อนไขเพราะหลายฝ่าย อาทิ สื่อมวลชน เนติบริกรของคณะรัฐประหาร สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ รัฐบาลในสมัยนั้น ไม่เว้นแม้แต่พรรคการเมืองฝ่ายค้าน ได้ประสานเสียงกันพูดจูงใจประชาชนว่า

ขอให้ “เห็นชอบ” รัฐธรรมนูญไปก่อน เพื่อจะได้มีเลือกตั้งโดยเร็ว แล้วค่อยแก้ไขรัฐธรรมนูญภายหลัง

แต่เมื่อรัฐสภาที่มาตามวิถีทางประชาธิปไตย กำลังจะดำเนินแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามที่พรรคการเมืองทุกพรรคได้ให้สัญญาประชาคมไว้ ในช่วงหาเสียง ก็กลับมีพวกที่ไปชักชวนให้ประชาชนรับๆ รัฐธรรมนูญไปก่อนนั่นแหละ ออกมาขัดขวาง

พวกแก็งค์พันธมิตรยิ่งแล้วใหญ่ จู่ๆ ก็ออกมากล่าวหาว่า เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ล่าสุดออกมาบอกว่า “นี่คือการรัฐประหารเงียบ”

ไม่เรียกว่า “เพ้อเจ้อ” แล้วจะเรียกว่าอย่างไรได้ ก็การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังดำเนินการนี่ ก็เป็นไปตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ที่พวกพ้องตัวเองเขียนไว้ และยังเป็นการดำเนินการโดยฝ่ายนิติบัญญัติ ที่ได้รับมอบอำนาจอธิปไตยจากประชาชน ตามครรลองประชาธิปไตย มิได้เป็นไปโดยการใช้กำลังแต่อย่างใด

ถ้าแก็งค์พันธมิตร ไม่เสียดายงบประมาณแผ่นดิน ในการทำประชามติอีกรอบก็เอาซิ

นึกหรือว่าประชาชนที่เลือกพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหกพรรค จะไม่กากบาท “เห็นชอบ” ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๕๐ !!!

โดย คุณจำปีเขียว
http://thaienews.blogspot.com/2008/04/blog-post_6417.html
53  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / นายกฯเซ็นคำสั่งเชือด 'เสรีพิศุทธ์'พ้นราชการ เมื่อ: 9 เมษายน 2008, 06:48:53
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (8 เม.ย.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ลงนามสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 71/2551 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง กรณีมีข้าราชการตำรวจถูกกล่าวหาว่าได้กระทำผิดวินัยร้ายแรงหลายกรณี ดังนี้ กรณีโครงการทุจริตโครงการรับซื้อลำไย ปี 2547 โดยนำเงินงบประมาณไปใช้จัดทำเอกสารอันเป็นเท็จ โดยใช้ชื่อ และปลอมลายมือชื่อ ในการเบิกเงินค่าใช้จ่ายการเดินทางไปราชการ, กรณีกล่าวหาว่ามีการทุจริตในการจัดซื้อรถจักรยานยนต์สายตรวจ ขนาด 200 ซีซี จำนวนกว่า 19,000 คัน ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์, กรณีกล่าวหาว่ารีสอร์ท ภูไพร ธารน้ำ จ.กาญจนบุรี ของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี บุกรุกที่ดินของแม่น้ำแควน้อย และกรณีกล่าวหาว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ใช้เฮลิคอปเตอร์ของทางราชการ เดินทางไปพักผ่อนที่รีสอร์ทภูไพร ธารน้ำ ในวันหยุดราชการ

สำหรับ คณะกรรมการดังกล่าว มี นายจุฑาธวัช อินทรสุขศรี ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน และมีกรรมการ ประกอบด้วย นายวชิระ เพ่งผล ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี, พล.ต.ต.อาจินต์ โชติวงศ์ รองผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและสอบสวน และ พล.ต.ต.ศรีวรา รังสิพราหมณกุล ผู้บังคับการกองตำรวจสื่อสาร สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ทำรายงานเสนอกลับไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาต่อไป 

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ล่าสุด นายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 73/2551 เรื่องให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการไว้ก่อน โดยระบุว่า ด้วย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ข้าราชการตำรวจประจำการ ตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติรับเงินเดือนระดับ ส.9 ขั้น 10 (66,480 บาท) มีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ดังนี้

1.ดำเนินโครงการเช่ารถยนต์บรรทุกขนาด 1 ตัน แบบดับเบิ้ลแคป จำนวน 2,894คัน โครงการเช่ารถตู้โดยสาร (เบนซิน) ใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) ขนาด15 ที่นั่ง จำนวน 1,447 คัน โครงการเช่ารถยนต์บรรทุกอเนกประสงค์ขนาด 3ตัน ขนาด 24 ที่นั่ง จำนวน 270 คัน และรถยนต์บรรทุกขนาด 3 ตันพร้อมติดตั้งอุปกรณ์กวาดเรือใบ เครนยก จำนวน 51 คันและโครงการเช่ารถยนต์บรรทุก (ขนาด 1 ตัน) แบบมีช่องว่างด้านหลังคนขับ จำนวน1,555 คัน ซึ่งใช้งบประมาณรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 9,899,578,200 บาทโดยมีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริตและเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ซึ่งทำให้ทางราชการเสียหายตลอดจนเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทผู้ให้เช่ารถยนต์ อันถือได้ว่าเป็นการกระทำการหรือไม่กระทำการใดๆอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรงและเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้

2. สั่งการโดยใช้ถ้อยคำที่มิบังควรและไม่เหมาะสมในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยงานในบันทึกของกองสวัสดิการที่เสนอขอให้พิจารณางดการแข่งขันกีฬาภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติประจำปี2551 ที่จะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 21-28 มี.ค.2551เนื่องจากผู้เสนอเห็นว่าในช่วงระยะเวลาดังกล่าวอยู่ระหว่างการไว้ทุกข์ตามมติ ครม. หากจัดการแข่งขันกีฬาภายในจะเป็นการไม่บังควร

3. ดำเนินการบริหารงานบุคคลโดยออกคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับพันตำรวจเอก ตำแหน่งผู้กำกับการฝ่ายปฏิบัติการที่ 1-10 ในสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ในกองบังคับการต่างๆ โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการทำให้ข้าราชการตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ดังกล่าวไม่มีกฎหมายรองรับตำแหน่ง จึงไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในการแบ่งส่วนราชการของกองบังคับการต่างๆ และกรณีดังกล่าวเป็นเหตุทำให้ราชการต้องเสียงบประมาณสำหรับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งโดยยังไม่มีการดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายเสียก่อนแต่อย่างใด จนถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีลับมากที่ 34/2551 ลงวันที่ 29 ก.พ. 2551 และคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ลับมากที่ 45/2551 ลงวันที่ 13 มี.ค.2551 แล้ว และมีเหตุให้พักราชการได้ตามกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนพ.ศ.2547 ข้อ 3(1) และ (2) คือถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนในเรื่องเกี่ยวกับการทุจริตต่อหน้าที่ราชการหรือเกี่ยวกับความประพฤติหรือพฤติการณ์อันไม่น่าไว้วางใจหากให้คงอยู่ในหน้าที่ราชการอาจเกิดการเสียหายแก่ราชการและจะเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนพิจารณาหรือจะก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นและได้พิจารณาแล้วเห็นว่าการสอบสวนพิจารณาที่เป็นเหตุให้สั่งพักราชการนั้นจะไม่แล้วเสร็จโดยเร็ว

ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 95 แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ประกอบกับกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ.2547 ข้อ 8 จึงให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ออกจากราชการไว้ก่อนเพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณาทางวินัย ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

อนึ่ง ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนตามคำสั่งนี้มีสิทธิอุทธรณ์ต่อ ก.ตร. ได้ตามพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 105 และหากประสงค์จะฟ้องโต้แย้งคำสั่งหรือคำวินิจฉัยอุทธรณ์นี้ให้ทำคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลปกครองหรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปยังศาลปกครองภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งหรือรับทราบคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือภายใน 90 วัน นับแต่วันพ้นกำหนด 90วันนับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือร้องขอทราบผลการวินิจฉัยอุทธรณ์

http://www.thairath.co.th/online.php?section=newsthairathonline&content=85422
54  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / มติ พปช.แก้ใหญ่ รธน. 2พรรคร่วมคล้อยตาม เมื่อ: 9 เมษายน 2008, 06:40:21
วานนี้ (8 เม.ย.) นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชาชน เปิดเผยผลการประชุมพรรคพลังประชาชน ว่าที่ประชุมมีมติให้แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยนำรัฐธรรมนูญฉบับปี 40 เป็นตัวตั้ง และคงหมวด 1 และ 2 ไว้ เพื่อให้รัฐธรรมนูญมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น รวมถึงเป็นการปฏิบัติตามพันธสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนก่อนการเลือกตั้ง โดยยืนยันจะเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการระดมความเห็น

นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดรูปแบบการดำเนินการแก้ไข ว่าจะให้มีการแก้ไขในสภาผู้แทนราษฎรหรือการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาพิจารณา รวมถึงยังไม่ได้มีการกำหนดกรอบเวลา ซึ่งภายในสัปดาห์นี้ จะหารือกับพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อพูดคุยในรายละเอียดอีกครั้ง

วันเดียวกัน พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ ในฐานะว่าที่รองหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย และตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาลพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า เมื่อพรรคพลังประชาชนมีมติให้แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ พรรคจึงทบทวนกันอีกครั้งว่าจะมีความเห็นเป็นอย่างไร แต่ส่วนตัวเห็นว่า ถ้ามีเวลาควรจะแก้ไขทั้งฉบับ เพื่อป้องกันการกล่าวหาว่า แก้ไขเพื่อตนเอง

เมื่อถามว่า มองอย่างไรกับเสียงคัดค้านเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พ.ต.ท.บรรยิน กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติในความเห็นที่แตกต่าง แต่เชื่อว่าประชาชนไม่ต้องการให้เกิดปัญหา เพราะไม่ใช่ผลดี ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นประเด็นนำไปสู่การปฏิวัติได้หรือไม่นั้น เห็นว่าเรื่องดังกล่าวต้องดูที่เหตุผลและเชื่อว่าเรื่องดังกล่าวจะไม่ส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล หากทุกฝ่ายยอมรับกติกา และมองว่าผู้ที่ออกมาคัดค้านไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังหรือถูกจ้างวาน เพราะคนที่ออกมาคัดค้านบางคนเป็นคนเก่ง ฉลาด ซึ่งบางครั้งก็ต้องรับฟัง

ทางด้านนายไชยยศ จิรเมธากร โฆษกพรรคเพื่อแผ่นดิน แถลงภายหลังการประชุมพรรค ว่า ที่ประชุมรับทราบมติของคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่ประชุมเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยเป็นแนวทางตามที่พรรคเพื่อแผ่นดินเสนอตั้งแต่ต้น อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมเห็นชอบให้ตนร่างข้อเสนอแนวทางตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาร่างรัฐธรรมนูญ ให้ที่ประชุมวิปรัฐบาลพิจารณาในการประชุมวันนี้ (9 เม.ย.) เวลา 10.00 น.

โฆษกพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯ ดังกล่าว อาจเสนอบุคคลภายนอกตั้งเป็นสภาร่าง หรือตั้งตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาลขึ้นมา โดยเชิญฝ่ายค้าน นักวิชาการ ภายนอกเข้ามา และอาจตั้งคณะอนุกรรมาธิการฯ ขึ้นมารับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อที่จะไม่ถูกข้อครหา ว่าทำเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อย่างไรก็ตามการเสนอแนวคิดดังกล่าว หากที่ประชุมวิปรัฐบาลไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไร เพราะในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล หากวิปรัฐบาลมีความเห็นอย่างไร ก็พร้อมเห็นด้วย เพราะถือว่าลงเรือลำเดียวกันแล้ว แต่จะให้ลงชื่อร่วมด้วยนั้น ต้องกลับมาหารือในที่ประชุมพรรคอีกครั้ง

"เราต้องเคารพ 10 ล้านเสียงที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าแต่ละฝ่ายออกไปเคลื่อนไหวอาจจะก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม และส่งผลกระทบกับภาพลักษณ์ของประเทศชาติในประชาคมโลก ดังนั้นต้องรวบรวมความเห็นที่เป็นกลางไม่ใช่เฉพาะฝ่ายการเมือง" นายไชยยศ กล่าว

http://www.thairath.co.th/online.php?section=newsthairathonline&content=85441
55  หมวดหลัก / กระทู้การเมือง / สัมภาษณ์ ‘น.พ.เหวง โตจิราการ ’ : แนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ เคลียร์ใจเพื่อใครกัน? เมื่อ: 7 เมษายน 2008, 07:25:33
ในฟากฝั่งของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ นปก.เดิม ได้มีความเคลื่อนไหวเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ทั้งฉบับ โดยมีการก่อตั้ง คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) เมื่อ 31 มีนาคม 2551 ซึ่งมีแนวร่วมขยายมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่า อดีต ส.ส.ร. อดีต ส.ว.และองค์กรอื่นๆ รวมแล้ว 35 องค์กร

 และในวันนี้ (4 เมษายน) มีการจัดชุมนุมกันเป็นครั้งแรก เพื่อรวบรวมพลังและประกาศแผนการรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ2550 โดยให้นำรัฐธรรมนูญ 2540 มาเป็นตัวตั้ง

 นพ.เหวง โตจิราการ ยังคงเป็นหัวหอกเช่นเคย ท่ามกลางสถานการณ์การเมือง 2 ข้างที่เริ่มชุลมุนวุ่นวายอีกครั้งเมื่อพูดถึงการแก้รัฐธรรมนูญ ทั้งเรื่องหลักการและประเด็นเฉพาะหน้าพันกันอีรุงตุงนัง .... เขาเห็นเช่นไร แก้รัฐธรรมนูญเพื่ออะไร แก้อย่างไร ฯลฯ 

00000

น.พ.เหวง โตจิราการ
แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ

จุดประสงค์ของการรวมตัวกันครั้งนี้ ?

ก็คือเอารัฐธรรมนูญ 50 คืนไป เอารัฐธรรมนูญ 40 คืนมา แต่รัฐธรรมนูญ40 ก็ต้องแก้ไขที่ไม่เป็นประชาธิปไตยด้วย

เช่น อะไรบ้าง ?

เช่น อภิปรายรัฐบาลยาก เราต้องการให้อภิปรายรัฐบาลง่ายๆ เลย อาจจะ 40 คนอภิปรายนายกฯ ได้ 20 คนอภิปรายรัฐมนตรีได้ ตัวเลขอาจไม่แน่นอน แต่ประมาณนี้ แล้วก็ต้องบังคับว่านายกฯ และรัฐมนตรีต้องตอบกระทู้สด

องค์กรอิสระต้องให้ประชาชนตรวจสอบ หรืออาจต้องมีที่มาจากรัฐสภาโดยตรง และรัฐธรรมนูญ 40 องค์กรอิสระยังสลับซับซ้อน และไปให้อำนาจกับอภิสิทธิ์ชน มีกรรมการไปคัดเลือก และมีเรื่องมีราวที่ว่าพรรคการเมืองไปแทรกแซงได้ อย่างนั้นก็ให้มาจากรัฐสภาเลย แล้วยังตรวจสอบไม่ได้ด้วย ถ้าให้รัฐสภา ซึ่งมีทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านคัดเลือกองค์กรอิสระ อาจจะเป็นจุดยึดโยงกับอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยทางหนึ่ง

ยอมรับว่ารัฐธรรมนูญ40 มีจุดอ่อน ?

มีจุดอ่อน แต่เอา 2540 คืนมา เพราะมันมีความชอบธรรมในกระบวนการ ใช้มาแล้ว 10 ปี พิสูจน์แล้วว่าถูกต้อง มีจุดอ่อนข้อบกพร่องก็ต้องแก้ไข ประเด็นสำคัญที่สังคมเห็นร่วมกันคือรัฐบาลแข็งเกินไป เราก็ต้องกำหนดให้รัฐบาลอ่อน ตรวจสอบง่ายกว่านี้ ถ้ารัฐบาล รัฐมนตรี ซื่อสัตย์สุจริตและบริหารบ้านเมืองเพื่อประโยชน์ประชาชน ก็ไม่ต้องกลัวการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส่วนอย่างอื่นเมื่อเอารัฐธรรมนูญ 40 กลับมามันก็จะเป็นไปอัตโนมัติ เช่น ส.ว.ต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน

ถ้าเอา 40 คืนมามันจะยิ่งตอกย้ำความล้มเหลวของการรัฐประหารที่ผ่านมา ?

ถูกต้อง การปฏิวัติรัฐประหารต้องไม่เกิดขึ้นอีก

อย่างนั้นก็เข้าใจได้ว่าฝ่ายที่รัฐประหารอาจจะกลัวถูกเช็คบิล มีการล้างบาง ?

ไม่มีหรอกครับ มีแต่คณะปฏิวัตินี่แหละที่ทำลายหลักนิติธรรม กฎหมายไม่สามารถที่จะส่งผลร้ายย้อนหลังได้ แต่ส่งผลที่เป็นคุณย้อนหลังได้ นี่เป็นหลักนิติธรรม

แสดงว่าจุดยืนของกลุ่มไม่ต้องการล้างบาง ?

โน โน โน โน เราต้องการระบอบประชาธิปไตยคืนมาเท่านั้น แล้วอย่างที่บอกว่าคนที่ทำผิดพลาดอะไรไป ถ้าเขาสำนึกแล้วกลับมายึดหลักประชาธิปไตย เราก็ต้อนรับ แต่วันนี้ต้องสู้กับคุณทั้งระบบ เพราะวิธีคิดของคุณมันผิด แล้วคุณก็โจมตีฝ่ายเราอย่างดุเดือดรุนแรง เราไม่ได้โกรธเคืองกันเป็นการส่วนตัว ผมไม่ได้โกรธเคืองคุณสนธิ ลิ้ม (ทองกุล) หรือ คุณสนธิ บุญ (ยรัตกลิน) เป็นการส่วนตัว เราต้องการระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่จะล้างบางใคร แต่พวกเขาไม่ทำตามหลักนิติรัฐและนิติธรรม กฎหมายลงโทษย้อนหลังไม่ได้ เราใช้ตรงนี้อย่างเข้มงวดที่สุด ถ้าสมมติเราได้รัฐธรรมนูญ 40 คืนมาวันที่  1 มิถุนายน เราจะไปลงโทษใครย้อนหลังก็ไม่ได้ เพราะเราเคารพหลักนิติรัฐและนิติธรรม

สังคมไทยในช่วงที่ผ่านมา มันมีความแตกแยกทางความคิดสูงมาก โดยเฉพาะเรื่อง ‘ระบอบทักษิณ’ และการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเข้มข้น ตอนนี้คุณหมอพูดถึงหลักการก็จริง แต่มันเข้าทางกลุ่มคุณทักษิณ คุณหมอมองยังไง แคร์ตรงนั้นไหม ?

ถ้าคุณทักษิณชั่ว ลงโทษไปเลย ผมไม่ได้ไปปกป้องคุณทักษิณ แต่ถ้าเขาไม่ได้ทำชั่ว ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับเขา แล้วชะตากรรมของประเทศอย่าเอาคนคนเดียวมากำหนด คุณไปเอาคุณทักษิณมากำหนดชะตาของประเทศได้อย่างไร กล่าวหาทุกอย่างว่าเป็นไปเพื่อทักษิณ ไม่ใช่เลยครับ มาตรา 309 ผมขายหน้าคนทั้งโลก เพราะบอกว่า การใดๆ ที่รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549 ว่าถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ กรณีใดๆ ที่เป็นไปตามการนั้นให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ 50 ก่อนและหลังการประกาศใช้ มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับการยุบพรรค หรือ 111 คนเลย มันขัดแย้งกับทุกๆ มาตราในรัฐธรรมนูญ 50 ด้วยซ้ำ เพราะรัฐธรรมนูญระบุไว้ว่า การปกครองประเทศไทยเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การได้มาซึ่งอำนาจที่ไม่ได้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญทำไม่ได้ และจะใช้สิทธิเสรีภาพในรัฐธรรมนูญนี้ไปล้มล้างระบอบประชาธิปไตยไม่ได้ ดังนั้น มาตรา 309 ขัดแย้งกับทุกมาตรา

309 เป็นแค่กรณีตัวอย่าง แต่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดที่ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้อัปลักษณ์ ไปปกป้องรัฐประหาร เพราะตราไว้เลยว่ารัฐประหารเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม ไม่มีใครในโลกนี้ยอมรับ

แล้วรัฐธรรมนูญ 2550 ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างมาก ที่มาของ ส.ว. คุณเอาอำนาจอธิปไตยของประชาชนไทยไปไว้ที่คน 7 คนที่ทำการสรรหา ขออนุญาต ผมไม่ได้ตำหนิ 7 ท่านนั้น ผมตำหนิระบบ แล้วการเลือก ส.ว.จังหวัดละคนเป็นหลักคิดของสหพันธรัฐ กรุงเทพฯ มี 10 ล้านคน ระนองมีแค่ 1 แสน 5 หมื่นคน เลือกได้คนเดียวเท่ากัน แปลว่าหั่นประเทศไทยเป็น 76 ประเทศ มันจึงเป็นปฏิปักษ์มาตรา 1 และ 3

การแก้รัฐธรรมนูญช่วงนี้มันโยงกับประเด็นเฉพาะหน้าอย่างเรื่องการยุบพรรค คุณหมอเห็นว่าการยุบพรรคเป็นปัญหาหรือเปล่า และเสนอให้แก้เพื่อจุดนี้ด้วยหรือเปล่า ?

ไม่เกี่ยวเลย ผมยังไม่รู้เลยว่ามันจะไปเสร็จสิ้นตรงไหนสำหรับการแก้รัฐธรรมนูญ แต่เรื่องยุบพรรคภายใน 2-3 เดือนอาจมีความชัดเจน ดังนั้นมันไม่เกี่ยว เราไม่ได้เกี่ยวข้องกับพรรคเลย ยุบก็ยุบไปถ้าเขาผิดตามกฎหมาย เพียงแต่ความคิดเห็น ข้อมูลของพรรคพลังประชาชนที่เขาเสนอมาควรจะได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม ทั้งเรื่องคดีและการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย เขาอธิบายว่า ผิดคนเดียวแล้วลงโทษทั้งพรรคอาจเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง อย่างผมมีครอบครัวใหญ่ 200 คน แล้วมีสมาชิกคนหนึ่งเป็นโจรปล้นฆ่าคน ทั้งครอบครัวต้องถูกตัดคอไหม บนฐานคิดว่าครอบครัวผมเลี้ยงดูคนไม่ดี นี่เป็นหลักคิดของเขา แต่เราพ้นไปจากตรงนั้นแล้ว เราแค่ต้องการรัฐธรรมนูญ 40 คืนมา ส่วนไหนที่มีปัญหาเราก็ต้องไปแก้ตรงนั้น

เรื่องเอา 2550 คืนไป เอา 2540 คืนมา เราพูดกันตั้งแต่ก่อนจะมีการร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ด้วยซ้ำ เพราะลิงย่อมต้องออกลูกเป็นลิง ยักษ์ต้องออกลูกเป็นยักษ์ คนเผด็จการก็ต้องคลอดรัฐธรรมนูญเผด็จการ เรามองเห็นตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ยังไม่ร่างมาตรา 1 เวลาโหวตลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อ 19 สิงหา 50 เราก็รณรงค์โหวตโน ไม่ใช่โนโหวตนะ เรื่องนี้เราพูดกันมาตลอด เรื่องประเด็นเฉพาะหน้านี้เกิดขึ้นมาในช่วงหลังๆ มากเลย

แต่ตอนนี้ใครพูดเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ก็กลายเป็นทำเพื่อทักษิณ หรือไทยรักไทยหมด

คำขวัญของเราเป็นที่ประจักษ์ ถ้าได้สื่อสารออกไปคนก็จะรับรู้ เอา 2550 คืนไป เอา 2540 คืนมา ดังนั้นมันไม่เกี่ยวกัน

แล้วคุณหมอมองยังไงเรื่องยุบพรรค คิดว่าพลังประชาชนได้รับความเป็นธรรมไหม ?

คือ ประเทศมันต้องมีกติกา ต้องมีครรลอง แล้วตอนนี้ก็ต้องว่าไปตามครรลอง แต่ครรลองจะถูกผิดยังไงก็ต้องว่ากัน ไปแก้กัน แต่ตอนนี้ต้องว่าไปตามครรลองก่อน ถ้ามีครรลองแล้วเราไม่เคารพครรลองเห็นจะไม่ได้ เราก็ต้องทำไปตามครรลองก่อน มันช่วยไม่ได้ เพราะพลังประชาชนเองเวลาหาเสียงก็บอกว่าเอา 2550 คืนไป เอา 2540 คืนมาเหมือนกัน แล้วทำไมไม่ทำเรื่องนี้ตั้งแต่แรก ตัวคุณเองไม่ได้ซื่อสัตย์ต่อสัญญาประชาคม

และดูจริงๆ แล้วนายกฯ สมัคร ยังซื่อตรงต่อคำมั่นสัญญา เพราะบอกว่า 2550 แก้หมดเลยยกเว้นหมวดพระมหากษัตริย์ แล้วเอา 2540 เป็นตัวตั้ง อันนี้ตรงกัน แต่สมาชิกพรรคพลังประชาชน หรือรัฐมนตรี ผมว่ามันเลอะเทอะแล้ว ทำให้ประชาชนสับสนด้วย แล้วการที่คุณชู 5 ประเด็น เป็นการเปิดช่องโหว่มหาศาลให้กับพวกปฏิปักษ์ประชาธิปไตย เพราะพวกเขาสัดทัดในการหยิบประเด็นเล็กๆ มาทำให้เป็นเรื่องใหญ่ ความจริงมันต้องว่ากันทั้งฉบับในเมื่อมันเป็นฉบับอำมาตยาธิปไตย เผด็จการ อย่าไปว่าเป็นมาตรา

คำถามของผมก็คือ ประชาธิปไตยนิยม หรือรัฐประหารนิยม อำมาตยาธิปไตยนิยม แล้วขอเรียกร้องให้การต่อสู้ทางการเมืองอย่าไปก้าวล่วงสถาบันเบื้องสูง เพราะมีคนพูดว่าเดี๋ยวแก้รัฐธรรมนูญแล้วจะไปแก้หมวดสถาบันกษัตริย์ให้เป็นระบบประธานาธิบดี นี่เป็นสิ่งไม่เหมาะสม เราพูดเรื่องประชาธิปไตยดีกว่า

ควรทำประชามติไหมว่าจะแก้หรือไม่ เพราะตอนนี้นักวิชาการ ฝ่ายต่างๆ ก็ออกมาคัดค้านการแก้กันมาก ?

ที่เป็นอย่างนั้นเพราะมันจำกัดแค่ 3-4 ประเด็น ถ้าเอา 2550 คืนไป เอา 2540 คืนมา ผมเชื่อว่าไม่มีใครคัดค้าน เพราะคนมีส่วนร่วมเยอะ เจิมศักดิ์เองก็มีส่วนร่วมร่าง แล้วคุณจะเขียนด้วยมือลบด้วยเท้าหรือ ถ้าไปชุลมุนเฉพาะมาตรา เป็นไปได้ที่จะหลงทางอยู่ในวังวน แล้วจะกลายเป็นว่ารัฐประหารเป็นเรื่องถูกต้องชอบธรรมอีก

ในแง่กระบวนการ ควรแก้ยังไง ควรเอากระบวนการช่วงร่างรัฐธรรมนูญ 40 กลับมาด้วยไหม ?

ง่ายๆ เลย สิ่งนี้เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ไทยแล้ว เมื่อปี 2495 สมัยรัฐบาลจอมพล ป. ท่านต้องการเอารัฐธรรมนูญ 2475 กลับมาใช้ ก็มีการเสนอ พ.ร.บ.แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2492 ตอนนั้นใช้ฉบับนี้อยู่ พ.ร.บ.มีแค่ 3 มาตรา มาตราที่หนึ่ง ชื่อพ.ร.บ.นี้คือ พ.ร.บ.แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2492 มาตราที่สองให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2492 มาตราที่สาม ให้นำรัฐธรรมนูญ 2475 กลับมาใช้ โดยแก้ไข หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก ..... รัฐสภาก็รับรองแล้วได้รัฐธรรมนูญ 2475 คืนมากลายเป็นรัฐธรรมนูญ 2495

ในกรณีปัจจุบัน เราสามารถวางหลักการใหญ่ไว้ก่อนได้เลย 3 อย่าง คือ รัฐบาลต้องถูกอภิปรายได้โดยง่าย, องค์กรอิสระต้องมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย, ต้องไม่ให้เกิดการแทรกแซงการบริหารราชการแผ่นดิน และแทรกแซงองค์กรอิสระโดยรัฐบาลอย่างไม่ถูกต้อง

ประชาชนจะมีส่วนร่วมตรงไหน ?

เราต้องระดมความเห็นกันเหมือนตอน 40 แล้วก็ยังมีช่อง 50,000 ชื่อเพื่อเอา 2540 คืนมาก่อน

ถ้าเอา 40 คืนมามันอาจลำบากและลักลั่นกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ไหม เช่น ส.ว.ที่ได้มาแล้ว ?

ก็อาจเขียนบทเฉพาะกาลไว้ ส.ว.ที่ได้รับการเลือกตั้งชุดนี้ให้ดำรงตำแหน่งไปครึ่งวาระหรืออะไรก็ว่าไป เพื่อให้ความเป็นธรรมกับเขา แต่ปัญหาคือต้องเอาสิ่งที่ทำลายประชาธิปไตยออกไปก่อน

คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) มาจากไหน ?

คปพร. เกิดขึ้นจากการรวมตัวของ 35 องค์กร มีทั้งนักวิชาการอิสระ อดีต ส.ส.ร.40 อดีต ส.ว.43  ฯลฯ เกิดขึ้นเมื่อ 31 มีนาคมที่ผ่าน เราจะทำการรณรงค์เรื่องนี้ทั่วประเทศ พร้อมๆ กับรวบรวมรายชื่อ 50,000 ชื่อเพื่อผลักดันเรื่องนี้ด้วย ตอนนี้รวบรวมมา 2-3 อาทิตย์แล้ว

http://www.prachatai.com/05web/th/home/11762
56  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / คิดถึง...จารุวรรณ เมื่อ: 6 เมษายน 2008, 05:21:08
     “ประชาทรรศน์” เคยเสนอข่าวความไม่ชอบมาพากลที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มาแล้วเมื่อหลายเดือนก่อน
 ทั้งในกรณีจ้าง บ.ออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด จัดอบรมให้กับบุคลากรของ สตง. ในยุคของคุณหญิงจารุวรรณ  เมณฑกา หลายต่อหลายครั้ง โดยการจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษ ไม่มีการสอบราคาและไม่มีคู่แข่ง ซึ่งประมาณการกันว่าในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา อาจจะมีมูลค่าสูงถึง 30 ล้านบาท

       ขณะเดียวกันบริษัทดังว่า ก็ไปเช่าอาคารพาณิชย์ในซอยจรัญสนิทวงศ์ 40/1 ซึ่งเป็นของนายทรงเกียรติ  เมณฑกา สามีตามกฎหมายของคุณหญิงจารุวรรณ ในสนนราคาปีละประมาณ 5 หมื่นบาท
 
     โดยที่บ้านเลขที่ 29 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 40/1 แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด เท่าที่มีการตรวจสอบในช่วงที่มีการนำเสนอข่าว ก็ยังปรากฎว่ามีชื่อของทั้งคุณหญิง และสามี เป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งตามทะเบียนบ้านหลังนั้นด้วย

      ในการนำเสนอข่าวคร้งนั้นมีทั้งข้อมูลที่สามารถนำเสนอได้ และขณะเดียวกันก็ยังมีทั้งข้อมูลและข้อกล่าวหาอีกหลายประเด็น เกี่ยวข้องพาดพิงไปถึงตัวบุคคลอีกหลายคน
   
      รวมทั้งมีการกล่าวหาไปถึงเรื่องของการมีผลประโยชน์ตอบแทน
 
     ซึ่งผู้สื่อข่าวได้พยายามติดต่อเพื่อขอสัมภาษณ์คุณหญิงจารุวรรณ เพื่อให้เกิดการเสนอข่าวอย่างรอบด้าน แต่ก็ได้รับการบ่ายเบี่ยงหลายครั้ง

     จนที่สุดได้มีการนัดหมายกันเพื่อสัมภาษณ์พิเศษที่ สตง. ในเวลา 17.00 น. ของวันที่ 28 ธันวาคม ปีที่ผ่านมา แต่เมื่อผู้สื่อข่าวไปนั่งรออยู่ร่วมชั่วโมง ก็มีเจ้าหน้าที่มาบอกว่าคุณหญิงไม่สะดวกลงมาพบ
 
     จึงเป็นอันว่าไม่มีการชี้แจงแสดงเหตุผลในสิ่งที่สังคมกังวลสงสัยเกิดขึ้น โดยเฉพาะความโปร่งใสในการจัดจ้างบริษัทออดิตฯ และผลประโยชน์ทับซ้อนกรณีเช่าอาคารพาณิชน์ ดังกล่าว

     แต่กลับกลายเป็นว่าในเวลาถัดมาคุณหญิงจารุวรรณ ไปให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์บางฉบับว่าคนที่นำเสนอข่าวมีเจตนาจ้องทำลาย และกำลังให้ฝ่ายกฎหมายรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
 
    ซึ่งจากวันนั้นถึงวันนี้กินเวลาไปแล้วถึง 2 เดือนเศษ ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะมีการฟ้องร้องอย่างไรหรือไม่ และขณะเดียวกันก็ไม่เห็นคุณหญิงจารุวรรณ สนใจที่จะสร้างความกระจ่างแก่สังคม มากไปกว่าการพูดกับใครต่อใครว่าโดนกลั่นแกล้ง
 
    แน่นอนว่าในบทบาทของสื่อมวลชน มีทำหน้าที่ในการเสนอข้อมูลข่าวสารข้อเท็จจริง และรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ซึ่งก็ได้ทำหน้าที่เสร็จสมบูรณ์ไปแล้ว
 
    เมื่อคนที่ถูกตั้งข้อสงสัย อย่างคุณหญิงจารุวรรณ มีความเชื่อว่าการอยู่นิ่งเฉยจะเป็นการยุติปัญหา หรือเชื่อว่าความกังวลสงสัยจะลบหายไปพร้อมกับการเวลาก็เป็นสิทธิในการจัดสินใจ
 
    และเรื่องราวก็คงจะเงียบหายไปจริงๆ หากคนในสังคมยังมองปัญหาของบ้านเมือง เป็นเรื่องไกลตัว

    ซึ่งต้องนับเป็นโชคดีที่มีคนลุกขึ้นมาหยิบเรื่องดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ด้วยการเข้าร้องเรียนต่อดีเอสไอ ให้มี
 
    การสอบสาวราวเรื่องกันอย่างจริงจัง อย่างน้อยความจริงก็จะได้ปรากฎ และไม่มีข้อครหาได้ว่าเป็นเรื่องที่ใครกลั่นแกล้งใคร
 
    สำหรับคุณหญิงจารุวรรณ เอง ก็น่าจะเป็นโอกาสดีที่จะได้บอกเล่าข้อเท็จจริง ที่ผู้คนสงสัยโดยเฉพาะเรื่องง่ายๆ อย่างเช่น ความสัมพันธ์กับนางพิไล  เปี่มพงษ์ศานต์ ประธานกรรมการบริษัทออดิตฯ  ที่ต่างก็เคยทำงานอยู่ที่ กฟผ.
   
    รวมทั้งเมื่อคราวที่นางพิไล ออกมาดูแลสมาคมผู้ตรวจสอบภายใน เมื่อไปทำการอบรมให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็มีคุณหญิงจารุวรรณ ไปเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้หลายคร้ง จนกระทั่งต่อมานางพิไล ได้ออกมาตั้งบริษัทออดิตฯ รับงานเองดังกล่าว และมาได้รับงานจาก สตง. อย่างต่อเนื่อง
     
    นอกจากนี้ในการตั้งข้อสงสัยก็ยังมีการเอ่ยถึงคนชื่อ “เยี่ยมรัตน์” ที่อ้างกันว่าคุณหญิงจารุวรรณ รู้จักดี ซึ่งหากมีเค้า
 
    ความจริงตามที่มีการกล่าวหา และตามที่มีการยื่นเอกสารหลักฐานต่อดีเอสไอ คิดว่ากระบวนการสอบสวนและค้นหาความจริงคงทำได้ไม่ยาก
   
     ถึงวันนั้นจะได้รู้กันซะที...ว่าความจริงเป็นอย่างไรกันแน่...!!

http://www.prachatouch.com/content.php?id=3839
57  หมวดหลัก / กระทู้การเมือง / ทีวีสาธารณะ TPBS ต้องถูกสังคมตรวจสอบ เมื่อ: 6 เมษายน 2008, 05:19:12
    ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับกลุ่มเพื่อนพ้องน้องพี่พนักงานทีไอทีวี เพื่อนร่วมสายวิชาชีพสื่อมวลชน ที่มีจิตวิญญาณแห่งวิชาชีพสื่อโดยสุจริตและบริสุทธิ์ ไม่เหมือนพวกสื่อเทียมบางกลุ่มบางสำนัก ที่ปากอ้างตัวเป็นเทพ แต่เบื้องหลังคอยแต่ยุแยงตะแคงรั่วให้คนในสังคม บ้านเมืองแตกแยกกระสานซ่านเซ็น 
 
     ผมไม่แปลกใจครับที่รัฐบาลของคุณสมัครจะเข้าไปโอบอุ้ม หรือให้โอกาสกับคนดีมีฝีมือ และเป็นกลุ่มคนที่มีความตั้งใจในวิชาชีพสื่อที่ตนเองรับผิดชอบอยู่ การจะออกมาเช่นไร ผมว่าขอให้กลุ่มเพื่อนพ้องน้องพี่พนักงานทีไอทีวีได้พิสูจน์ฝีมือหน้าจอสี่เหลี่ยม ทางช่อง 11 ในนามใหม่ว่า NBT หรือ National Broadcasting of Thailand

     ผมว่าอย่างน้อยก็ได้เป็นสื่อทางเลือกให้กับคนไทย ที่ต้องการรับทราบข่าวสารทางตรงอีกช่องทางหนึ่ง ดีกว่าให้สื่อบางช่องที่ถูกกลุ่มคนบางคนไปปล้นเขามา แล้วเอามาปู้ยี่ปู้ยำจนขณะนี้คนดูเริ่มจะหมดหวังหรือสิ้นหวังกับสื่อนั้นไปแล้ว เพราะถ้างบประมาณที่เอาไปละลายแม่น้ำกว่า 2.7 พันล้าน แล้วประชาชนไม่ได้อะไรกลับมา ผมว่าถึงเวลาที่รัฐบาลต้องเข้าไปตรวจสอบการใช้เงินภาษีของประชาชนแล้วละครับ

      ล่าสุดผมเพิ่งได้ข่าวจากเพื่อนพ้องวงในสถานีโทรทัศน์สาธารณะ TPBS ว่า มีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่บริหารระดับสูงหลายคนเข้าไปนั่งบริหารกินเงินเดือนภาษีของผม และพี่น้องประชาชนกันสนุกสนานครับ จะจริงเท็จอย่างไรเรื่องนี้ต้องขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบและชี้แจงแถลงไขให้สังคมร่วมรับรู้ด้วยครับ เพราะมิเช่นนั้นแล้ว ผมว่าสิ่งที่มืดดำหลายเรื่องก่อนหน้านี้ รวมถึงการจัดสรรเงินงบประมาณจำนวนหลายสิบล้านบาทไปซื้อข้าวของสารคดีที่ไม่ควรค่าแก่เงินลงทุนกว่า 60 ล้านบาท ก็น่าจะจริง และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ก็ไม่ควรนั่งนิ่งเฉยอีกต่อไป ต้องเข้าไปตรวจสอบด่วนครับ ก่อนที่พวกเหลือบหรือมดปลวกบางกลุ่มบางก้อน จะเข้าไปรุมแทะเงินภาษีของผมและพี่น้องประชาชนจนไม่เหลือ แม้ว่าเงินภาษีที่นำไปใช้ในภารกิจของสถานีโทรทัศน์สาธารณะจะเป็นเงินภาษีบาปก็ตาม แต่ก็เป็นเงินที่ผมและพี่น้องประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของ จึงมีสิทธิ์ที่จะออกปากเสียง หรือเรียกร้องให้เกิดการตรวจสอบการใช้เงินทุกบาททุกสตางค์มิใช่หรือ
 
     ข่าวที่แว่วเข้าถึงหูผมล่าสุด ว่ากันว่า มีการตั้งเงินเดือนให้กับผู้บริหารระดับรองผู้อำนวยการฝ่ายข่าวคนหนึ่ง รวมเบ็ดเสร็จเดือนละไม่ต่ำกว่า 2 แสน 5 หมื่นบาท นี่ยังไม่รวมเงินอื่นๆ สวัสดิการ และที่สำคัญครับ ยังมีการอนุมัติรถประจำตำแหน่งให้ท่านเหล่านี้อีก โอ้โห! อะไรจะขนาดนั้นครับ
     
     นี่มันยุคไหนกันเนี่ย ขนาดอดีตผู้บริหารของบริษัท ไอทีวี จำกัด มหาชน ที่เป็นบริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เป็นถึงผู้อำนวยการฝ่าย แต่ละคนยังกินเงินเดือนไม่ถึง 2 แสนเลยครับ แถมไม่ต้องพูดเรื่องรถประจำตำแหน่งนะครับ แต่นี่ท่านมาจากไหน เอาเงินภาษีของประชาชนอย่างพวกกระผมไปใช้กันแบบไม่เกรงใจ ใช้กันอย่างมือเติบ
   
     เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วครับ ที่สังคมต้องช่วยกันตรวจสอบการใช้จ่ายเงินทุกบาททุกสตางค์ของสื่อสาธารณะแห่งนี้ อย่าปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งแอบแฝงตัวเข้ามาเป็นพวกแร้งรุมทึ้ง แล้วท้ายสุดโยนให้เป็นภาระบาปของรัฐบาลเข้าไปแก้ไข เหมือนในอดีตที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว อย่างกรณีไอทีวียุคแรกก่อตั้งจนมีหนี้สินล้นพ้นตัว แต่พอไม่มีเงินก็ขอร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้าไปร่วมทุน
 
     เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ผลประโยชน์ไม่ลงตัว ก็หักหลังเขา ปล่อยข่าวโจมตีสารพัดว่าพวกกลุ่มทุนจะใช้อำนาจเงินเข้ามาแทรกแซงการทำงานข่าวบ้างล่ะ แต่ความจริงไม่พูด ที่ไม่พูดเพราะพวกนี้ตอแหลเก่ง ปลิ้นปล้อนตลบตะแลง แต่ผลงานที่ทำไม่ได้เรื่อง เพราะบทพิสูจน์การทำงานทุกครั้งที่ผ่านมาเห็นกันอยู่ว่า บริษัทที่พวกมันเหล่านั้นเข้าไปบริหารล้วนขาดทุนทุกครั้ง ท้ายสุดภาระก็ตกอยู่ที่พนักงาน ส่วนหัวหรือผู้บริหารก็เอาตัวรอดไปตามระเบียบ 
 
     แต่วันนี้พวกมันบางคนกำลังจะเข้ามายึดพื้นที่ของสถานีโทรทัศน์สาธารณะ หรือ TPBS เพื่อแปลงสภาพเป็นบ้านหลังใหม่ เพื่อเป็นสมรภูมิไว้ทำสงครามกับรัฐบาล โดยไม่ต้องลงทุนแม้แต่สตางค์เดียว แต่ใช้เสียงสนับสนุนและความเจ้าเล่ห์ในความชำนาญสื่อเป็นกระบอกเสียง เพื่อหลอกสังคมให้หลงเชื่อ ถึงเวลาแล้วที่สังคมต้องแยกแยะและรับรู้ความเป็นจริงว่า พวกที่เข้ามาฉกฉวยทีวีสาธารณะแห่งใหม่นี้ แท้ที่จริงแล้วหน้าตาเป็นอย่างไร และผมขอวิงวอนพี่น้องประชาชนให้ช่วยกันจับตาดูอย่ากะพริบตาครับ

     โดยขอให้เปรียบเทียบผลงานระหว่างสถานีโทรทัศน์ NBT ที่พลิกโฉมจากช่อง 11 โดยรัฐบาลไม่ต้องลงเงินเพิ่ม แต่จะพิสูจน์ฝีมือกันที่หน้าจอให้ประชาชนได้รับรู้ และตัดสินว่าอะไรคือสื่อเทียม อะไรคือสื่อที่ประชาชนพึ่งได้ เวลาเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ ขอให้จับตาอย่างกะพริบ ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป แต่ประชาชนต้องได้รับข่าวสารอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่สื่อบางแขนง สื่อเทียมบางช่อง ที่จ้องจะทำให้สังคมแตกแยกครับ สวัสดี

พ.วิพากษ์
http://www.prachatouch.com/content.php?id=3891
58  หมวดหลัก / กระทู้การเมือง / ใจแลกใจ “สมัคร-อนุพงษ์”นายกฯ- ผบ.ทบ. คู่ซี้ต่างวัยตีนตะขาบ เมื่อ: 6 เมษายน 2008, 05:17:52
      ไม่ใช่เรื่องที่ต้องปกปิดกันอีกต่อไป สำหรับความสัมพันธ์ที่ล้ำหน้าแนบแน่น ของ นายสมัคร สุนทรเวช นายรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม วัย 72 ปี กับ บิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. วัย 58 ปี
     
    เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่สนใจไม่แยแสสายตาของใครๆ ที่จะมองว่า ต่างฝ่ายต่างหวังในอำนาจของแต่ละฝ่าย ในการค้ำยันเก้าอี้แห่งอำนาจของแต่ละคน ในเมื่อ นายสมัครถูกตราหน้าว่าเป็นนายกรัฐมนตรีนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้น อยากจะปลดแอก เพื่อที่จะมีอำนาจเต็มที่เสียที ขณะที่อีกฝ่ายก็อยากจะนั่งเป็น ผบ.ทบ. ให้นานที่สุด เพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและกองทัพ
   
     แม้แต่ความรู้สึกของ ผบ. เหล่าทัพคนอื่น ที่ก็ล้วนเป็นนายทหารรุ่นพี่ และเคยร่วมปฏิวัติกันมานั้นก็ถูกมองข้าม
   
     ด้วยเวลานี้ ทั้ง บิ๊กตุ่น พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกลาโหมและอดีตเลขาธิการ คมช. พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สส. บิ๊กอุ๊ พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผบ.ทร. และโดยเฉพาะ บิ๊กต๋อย พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ. ต่างกำลังจับตามองความสัมพันธ์ของนายสมัครกับ พล.อ.อนุพงษ์
     
    ในลักษณะที่ว่า เป็นความพยายามที่จะแยก พล.อ.อนุพงษ์ ออกไปจาก คมช. และรุ่นพี่ ตท.6 ที่เคยปฏิวัติด้วยกันมา เพื่อสลายความเป็นหนึ่งเดียวของ คมช.
   
   จนทำให้ พล.อ.บุญสร้าง เปรยว่า “อย่าทำหินแตก” อย่าแยกทหาร เพราะทหารเปรียบเหมือนหิน อย่าพยายามทำให้ทหารแตกแยกกันนั่นเอง
     
   นายสมัครแสดงออกถึงความใกล้ชิดกับ พล.อ.อนุพงษ์ ทั้งด้วยการแอบเข้าถึง บก.ทบ. อย่างเงียบๆ มาแล้ว 2ครั้ง รวมทั้งการโทรศัพท์พูดคุยกันเกือบทุกวัน และโดยเฉพาะการให้ พล.อ.อนุพงษ์ ร่วมคณะเดินทางไปเยือนประเทศเพื่อนบ้านด้วย ซึ่ง พล.อ.อนุพงษ์ ถือเป็น ผบ. เหล่าทัพคนเดียวที่นายสมัครสนิทสนมและไว้วางใจที่สุด ทั้งๆ ที่ พล.อ.อนุพงษ์ เป็นแกนนำหลักในการปฏิวัติและเป็น คมช. ตัวยง
     
   นายสมัครนั้นเคยเผยไต๋ออกมาครั้งหนึ่ง เมื่อถูกถามเรื่องข่าวลือการปฏิวัติ ที่ตอนนั้น พล.อ.อนุพงษ์ นั่งข้างๆ เขาในระหว่างการแถลงข่าวกลับจากประเทศเพื่อนบ้านพอดี
     
   “นี่คนจะปฏิวัติหรือไม่ปฏิวัติอยู่ที่นี่แล้ว” นายสมัครกล่าวพร้อมพยักพเยิดไปที่ พล.อ.อนุพงษ์
   
     ทั้งนี้ก็เพราะนายสมัครนั้นรู้ว่า พล.อ.อนุพงษ์ เป็น ผบ.ทบ. ที่มีอำนาจมากที่สุด คุมกำลังพลมากที่สุด และเป็นคนที่คุมกำลังปฏิวัติได้อย่างเบ็ดเสร็จ เรียกว่าเป็นคนที่จะปฏิวัติหรือหยุดปฏิวัติได้
     
     นายสมัครจึงไม่ต้องเคอะเขินที่จะถูกมองว่า กำลังเอา พล.อ.อนุพงษ์ มาเป็นฐานอำนาจค้ำเก้าอี้นายกรัฐมนตรี
     แต่ด้วยเพราะทั้งคู่ต่างมีที่มาที่แตกต่างกัน หรืออาจเรียกได้ว่ามาจากคนละขั้ว จึงทำให้ต้องมีการแสดงความจริงใจและพิสูจน์ใจกันบ้าง
   
     โดยเฉพาะในการแต่งตั้งโยกย้ายทหารครั้งนี้ เห็นได้ชัดเจนว่าต่างฝ่ายต่างพยายามพิสูจน์ใจกัน เพราะฝ่ายนายสมัครก็ยอมเปิดไฟเขียวอนุมัติตามที่ พล.อ.อนุพงษ์ เสนอมาทั้งหมด แม้แต่โผของเหล่าทัพอื่นด้วยซ้ำ ที่นายสมัครไม่ไปแตะต้อง จนทำให้ถูกจับตามองว่า ไม่เพียงแค่จะเอา ผบ.ทบ. มาเป็นพวก แต่ยังหวังซื้อใจผู้นำทหารทุกเหล่าทัพอีกด้วย
   
    ฝ่าย พล.อ.อนุพงษ์ ก็ทุ่มหนัก ถึงขั้นที่พิสูจน์ด้วยการโยกย้ายนายทหารที่ได้ชื่อว่าเป็นคนของ บิ๊กบัง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีต ผบ.ทบ. และประธาน คมช. ศัตรูหมายเลขต้นๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยเฉพาะหน่วยคุมกำลัง
   
    เช่นหน่วยรบพิเศษ ที่เด้ง พล.ท.สุนัย สัมปัตตะวนิช พ้น ผบ.นสศ. แล้วเอา บิ๊กต่าย พล.ท.ภุชงค์ รัตนวรรณ จเรทหาร บก.สส. เพื่อนซี้ ตท.10 มาเป็น ผบ.นสศ.แทน ที่สำคัญ พล.ท.ภุชงค์ นั้นก็เป็นศัตรูแถวหน้าของ พล.อ.สนธิ ที่ทำให้คาดกันว่า จะมีการล้างบางในรบพิเศษใหม่หมด ไม่ให้เหลือคราบของ พล.อ.สนธิ ให้ต้องหวาดหวั่นใจอีกเลย
   
     แม้แต่ข่าวการเปลี่ยนตัว พล.อ.มนตรี ชมภูจันทร์ เสธ.ทบ. เพื่อน ตท.6 ของ พล.อ.สนธิ ที่ถูกกระพือออกมา แต่ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนใดๆ เพราะไม่มีตำแหน่งรองรับนั้น ก็เป็นความต้องการที่จะแสดงให้นายสมัคร และ พ.ต.ท.ทักษิณ เห็นความจริงใจ และรู้ว่าเขากับ พล.อ.อนุพงษ์ นั้นทางใครทางมันกันแล้ว
     
    ไม่ใช่แค่เพียงการซื้อใจ แต่ยังเป็นแผนของ พล.อ.อนุพงษ์ ที่ต้องการจะคุมกำลังหน่วยปฏิวัติในมือตัวเองให้ได้อย่างเบ็ดเสร็จทั้งหมดอีกด้วย เพราะที่ผ่านมา หน่วยคุมกำลังในกองทัพภาคอื่นๆ จะเป็นคนของ พล.อ.สนธิ เสียส่วนใหญ่ คงมีแต่หน่วยสำคัญของกองทัพภาคที่ 1 ที่เป็นคนของ พล.อ.อนุพงษ์ แต่ก็ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ จน พล.อ.อนุพงษ์ ก็ต้องขยับอีกครั้ง ที่ต้องรอโยกย้ายใหญ่
 
     แต่ที่ถูกมองว่าเป็นการซื้อใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนายสมัคร ก็คือ การเปิดไฟเขียว อนุมัติให้กองทัพบกจัดซื้อยานเกราะล้อยางจากประเทศยูเครน จำนวน 96 คัน งบประมาณเกือบ 4 พันล้านบาท ที่ค้างคามาตั้งแต่ยุครัฐบาลขิงแก่ เนื่องจาก พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รมว.กลาโหม ไม่กล้าลงนามอนุมัติ เพราะไม่อยากถูกหางเลข ถูกกล่าวเสียหายไปด้วย
 
      แต่หลังจากที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันระยะหนึ่งแล้ว พล.อ.อนุพงษ์ ก็ทำใจดีสู้เสือ ในการเปิดปากชี้แจงความจำเป็นต่อนายสมัคร โดยยืนยันเรื่องความโปร่งใส และสมรรถนะของยานเกราะแบบ 8X8 BTR นี้กว่า 1 ชั่วโมง พร้อมยืนยันว่า รถเกราะของยูเครนมีสมรรถนะดี และมีราคาถูก เพราะหากซื้อของประเทศอื่นก็จะได้แค่ครึ่งเดียวเท่านั้น แต่นี่สามารถซื้อได้ถึง 96 คัน
     
    จนที่สุด นายสมัครก็เออออห่อหมก เข้าใจทั้งหมด พร้อมให้สัญญาว่าจะอนุมัติให้มีการจัดซื้อในเร็วๆ นี้ เพราะนายสมัครมีความไว้วางใจในตัว พล.อ.อนุพงษ์ ซึ่งเป็นประธานในการพิจารณาคัดเลือกเอง ว่ามีความโปร่งใสและเป็นความจำเป็นของกองทัพบกจริงๆ แม้บางประเด็นอาจไม่โปร่งใส ตอบคำถามทั้ง 9 ข้อของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ไม่ได้ก็ตาม แต่นายสมัครก็เข้าใจ จึงจะอนุมัติให้ซื้อ แต่สำหรับการจัดซื้อโครงการอื่นๆ ต่อไปในรัฐบาลนี้ จะต้องโปร่งใสกว่านี้
   
     แม้ว่าโครงการซื้อรถเกราะยูเครนนี้จะถูกมองว่าเป็นโครงการของ พล.อ.สนธิ และ คมช. แต่นายสมัครก็ไว้ใจ พล.อ.อนุพงษ์ และก็เพื่อซื้อใจ พล.อ.อนุพงษ์ อีกด้วย
   
     เพราะเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา สำนักงบประมาณได้มีหนังสือมาถึงกองทัพบก เพื่อทวงคืนงบประมาณการจัดซื้อรถยานเกราะ เนื่องจากยังไม่มีการทำสัญญาจัดซื้อ และเลยเวลามาแล้ว แต่ พล.อ.อนุพงษ์ ได้ทำหนังสือยืนยันกลับไปแล้วว่า ทบ. จะของบประมาณไว้ เพราะจะจัดซื้อแน่นอน จากนั้น พล.อ.อนุพงษ์ จึงรีบไปเคลียร์กับนายสมัครจนเข้าใจ และตกลงใจว่าจะอนุมัติ
   
     ท่ามกลางเสียงซุบซิบว่า นี่เป็นแค่การบรรลุเป้าหมายแรกของ พล.อ.อนุพงษ์ อุตส่าห์ยอมมาเป็นเพื่อนต่างวัย และสร้างไมตรีมิตรภาพกับนายสมัคร ที่นับว่านายสมัครทำให้ พล.อ.อนุพงษ์ เชื่อใจและซึ้งใจว่า ที่ทำไปทั้งหมดนี้ นายสมัครไม่ได้คิดจะหลอกให้ พล.อ.อนุพงษ์ ตายใจแต่อย่างใด
   
      ดูท่าว่าจากนี้ทั้งสองฝ่ายอาจจะต้องมีเรื่องพึ่งพาอาศัยและร้องขอกันและกัน เพื่อพิสูจน์เรื่องความจริงใจ อันจะทำให้มิตรภาพยั่งยืน หาใช่มิตรภาพบนผลประโยชน์...

http://www.prachatouch.com/content.php?id=3915
59  หมวดหลัก / กระทู้การเมือง / ยืนหยัดรักษาหลักการประชาธิปไตย เมื่อ: 6 เมษายน 2008, 04:43:42
• ฟังเหตุผลและคำขู่ของฝ่ายคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการแล้ว ยิ่งทำให้มองเห็น พฤติกรรม ของมนุษย์จำพวกที่ไม่เคยคิดทำในสิ่งสร้างสรรค ์ให้เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองชัดเจนยิ่งขึ้น คนเหล่านี้ วันๆเอาแต่ มองโลกในแง่ร้าย เพื่อให้ตัวเองดูดีขึ้น สังเกตได้จากคนที่ชอบด่าคนอื่นว่าเลว ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนก็เลวหมด สุดท้าย ก็เพื่อ ยกระดับตัวคนด่า ให้เหนือกว่าใครๆนั่นเอง!!!

• จริงๆแล้ว สิ่งสำคัญที่สุด ในการนำการเมืองในระบอบประชาธิปไตยมาใช้ปกครองประเทศ ก็คือ สปิริตขั้นพื้นฐานของพลเมือง ที่ต้องแสดงการยอมรับ มติเสียงข้างมาก ด้วยความเต็มใจ กล้าที่จะ ชื่นชมยินดี ไปกับเสียงข้างมาก เพราะถือว่า สังคมที่ปกครองด้วยเสียงข้างมาก ก็คือ สังคมที่มีความเจริญก้าวหน้ามากที่สุดในยุคนี้แล้ว!!!

• โดยเฉพาะฝ่ายคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นการลงโทษนักการเมืองแบบ เหมารวม ไม่ว่าจะเป็น ม็อบข้างถนน พรรคฝ่ายค้าน และ นักวิชาการซีกเผด็จการ ที่ออกมาตีโพยตีพาย ข่มขู่ จะเกิดจลาจลวุ่นวายจากพวกเสียงข้างน้อยนั้น “เห่าไฟ” อยากถามว่า แล้วหากไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็อาจเกิดจลาจลวุ่นวายจาก เสียงข้างมากได้เหมือนกัน ทำไมคนเหล่านี้ จึงให้ความสำคัญกับการจลาจลที่มาจาก เสียงข้างน้อย มากเหลือเกิน พ่อแม่พี่น้องทั้งหลายลองพิจารณากันเอาเองว่า ฝ่ายใดมีเหตุผล ฝ่ายใดไร้เหตุผล ใครกันแน่ที่ชอบสร้าง ความปั่นป่วน ให้บ้านเมือง!!!

• เพราะตามหลัก สากลโลก ที่ยึดถือปฏิบัติโดยทั่วกัน วิญญูชนที่แท้จริง จะต้องคำนึงถึง เสียงส่วนใหญ่ ของสังคมเป็นหลัก ไม่ใช่ไม่ชอบหน้ากัน ก็พาลหาเรื่องดะไปเรื่อย ผิดถูกไม่สนใจ ขอให้ได้ค้านไว้ก่อน รัฐธรรมนูญเผด็จการปี 50 ก็กลายเป็นสิ่งที่ดีกว่ารัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี 40 ไปเสียแล้ว เสียงข้างน้อยกระแอมไอนิดเดียว ทุกอย่างต้องเป็นไปตามนั้น ไม่งั้นอาจลุกลามกลายเป็นจลาจลวุ่นวายได้ แต่เสียงร้องของ คนส่วนใหญ่นับสิบล้าน กลับไร้ความหมาย ถามว่า สิ่งเหล่านี้ใช่ ไหมที่พวกเผด็จการเสียงข้างน้อยต้องการ ฮ่วย!!!

• ยิ่งนักวิชาการบางคนถึงกับ เว่อร์เกินเหตุ อ้างว่า ถ้าแก้ไขรัฐธรรมนูญให้คนผิดพ้นผิดจะขัดหลักนิติธรรม ทำให้สอนหนังสือไม่ได้ แต่ทหารปฏิวัติไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แถมยังมีการ ลงโทษย้อนหลังนักการเมือง และเขียนรัฐธรรมนูญขัดกับความเป็นจริง นักวิชาการเหล่านี้ กลับเห็นดีเห็นงาม สามารถเอาไปสอนหนังสือได้ นี่น่ะหรือ เหตุผลของพวกเสียงข้างน้อยที่จะให้เสียงข้างมากยอมรับ ฮ่วย (อีกที)!!!

• แต่หากนักวิชาการสถาบันใด คิดว่า กติกาที่ลงโทษแบบ เหมารวม เป็นเรื่องดี ก็ขอให้นำไปบังคับ ใช้กับสถาบันตัวเองด้วย หากผู้บริหารมหาวิทยาลัยทำผิดกฎหมาย ก็ต้องเสนอให้ ยุบมหาวิทยาลัยสถานเดียว ห้ามอุทธรณ์ฎีกาใดๆทั้งสิ้น ครอบครัวไหนลูกติดคุก พ่อแม่ก็ต้องติดคุกด้วย หากมีกฎหมายลักษณะนี้ออกมาบังคับใช้ ทุกฝ่ายก็จะยอมรับใช่หรือไม่!!!

• “เห่าไฟ” ยืนยันว่า รัฐธรรมนูญที่เป็นผลผลิตจากการ ปฏิวัติรัฐประหาร สมควรต้องใช้กระบวนการตามครรลอง ประชาธิปไตย แก้ไขโดยเร็ว เพื่อประกาศให้ เผด็จการ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และที่จ่อรอคิวอยู่ในอนาคตได้รับรู้ว่า การปฏิรูปการเมืองการปกครองด้วยวิธีการเถื่อนๆเช่นนั้น ยังไงก็ ยอมรับไม่ได้ เด็ดขาด!!!

• ส่วนคำถามที่ว่า เป็นประชาธิปไตยแล้วดีตรงไหน เรื่องนี้ ประชาชนทั้งระดับ รากหญ้า และ ไม่ใช่รากหญ้า ต่างก็ได้รับ อานิสงส์ ไปถ้วนหน้าแล้ว หลังจาก รัฐบาลสมัคร ผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระลอกแล้วระลอกเล่า เพื่อลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ให้ประชาชนทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษี พักชำระหนี้ และเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ จ่อคิวด้วย โครงการเมกะโปรเจกต์ จุดระเบิดการลงทุนขนาดยักษ์ให้ส่งแรงสั่นสะเทือน ปลุกเร้า ทุกองคาพยพทางเศรษฐกิจ!!!

• วันก่อน ได้ฟัง ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง บรรยายสรุปถึงแนวทางการ กระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้มั่นใจได้ว่า รัฐบาลชุดนี้ สามารถรับมือกับ ความผันผวนรุนแรง ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน และที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างแน่นอน!!!

• แต่สิ่งที่อยากจะบอกก็คือ รัฐบาลเป็นผู้ กุมชะตากรรมของประชาชน หากได้ รัฐบาลทำงานเก่ง ประชาชนก็จะ อยู่ดีมีสุข ถ้าได้ รัฐบาลห่วยแตก เหมือนที่ผ่านมา ประชาชนก็ ทุกข์ระทม ไปทั้งชาติ โดย เฉพาะรัฐบาลประชาธิปไตยนั้น มาจาก พรรคการเมือง ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ฉะนั้น ใครที่บอกว่า การยุบพรรคการเมืองเป็นเรื่องส่วนตัว ถือว่า ผิดถนัด ควรคิดใหม่ให้ สร้างสรรค์ กว่านี้ อย่าสร้าง ความสับสนปั่นป่วนบ้านเมืองเล่นตามอารมณ์อีกต่อไปเลย!!!

• ส่วนข้อโต้แย้งของเสียงข้างน้อยที่ว่า ยุบพรรคพลังประชาชน ชาติไทย มัชฌิมา ก็ยังเหลือ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาลได้ ไม่เห็นเดือดร้อน แต่ขอให้ทบทวนดูให้ดี ถ้าประชาชนส่วนใหญ่อยากให้ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล พวกเขาจะ ใจจืดใจดำ ปล่อยให้ แพ้เลือกตั้ง ได้อย่างไร ขอให้เชื่อเถอะว่า แม้จะยุบพรรคอีกมากมายแค่ไหน ประชาชนส่วนใหญ่ก็จะไม่เลือกพรรคที่พวกเขาไม่ชอบอยู่ดี ฉะนั้น เลิกฝืนความจริงซะทีเถอะ!!!

เห่าไฟ
คอลัมน์ บุคคลในข่าว จาก นสพ.ไทยรัฐ
http://www.thairath.co.th/society.php?content=85049
60  หมวดหลัก / กระทู้การเมือง / ตอกกลับ 44 นักวิชาเกิน รับใช้เผด็จการ ห่วงระบบกฎหมายพัง เมื่อ: 4 เมษายน 2008, 21:30:08
โดย จำปีเขียว
ที่มา พันทิปดอทคอม

ตอน ๑. ใครทำลายระบบกฎหมาย?

อ้างถึง
นักวิชาการ ๔๑ คนออกแถลงการณ์เป็นห่วงว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๗ เป็นการแก้การกระทำผิดที่เกิดขึ้นแล้วให้ถูกต้องซึ่งรับไม่ได้ในทางกฎหมาย เพราะหากยอมให้คนทำผิดแก้กฎหมายให้ตัวเองพ้นผิด กฎหมายอื่นๆ จะมีปัญหาทั้งหมด ระบบกฎหมายของประเทศจะถูกท้าทายและพังทลายอยู่ไม่ได้
(มติชนรายวัน ๓ มี.ค. ๕๑)

ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมในภาษาที่นักวิชาการกลุ่มนี้ใช้ เพราะเมื่ออ่านแล้วรู้สึกเหมือนต้องมนต์สะกดจนเชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญช่างเป็นเรื่องที่ต่ำทราม เป็นการแก้กฎหมายเพื่อให้ตัวเองพ้นผิด การแก้กฎหมายอย่างนี้จะทำให้ระบบกฎหมายของประเทศพังทลายกันเลยทีเดียว

แต่เดี๋ยวก่อนขอลองตั้งสติกันสักนิดก่อนแล้วขอถามกลับว่าใครกันจะไปแก้กฎหมายให้คนทำผิดพ้นผิด โดยเฉพาะในประเด็น มาตรา ๒๓๗ นั้นฝ่ายที่เรียกร้องให้มีการแก้ไขนั้นขอยืนยันว่ามิได้ต้องการให้คนทำผิดพ้นผิด ไม่ได้ทำให้ความผิดกลายเป็นเรื่องถูกต้อง กรรมการบริหารพรรคที่ทำผิดนั้นต้องรับผิดโดยจะเพิ่มบทลงโทษให้หนักขึ้นก็ได้ แต่ส่วนที่เห็นว่าไม่ถูกต้องคือการไปลงโทษในลักษณะเหมาเข่งเอาผิดกับผู้อื่นที่มิได้มีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิดและยังจะนำความผิดของคนคนเดียวไปลงโทษพรรคการเมืองซึ่งมีสมาชิกพรรคและประชาชนให้การสนับสนุนเป็นจำนวนมาก

การลงโทษในลักษณะนี้อาจเป็นเรื่องรับได้ในทางกฎหมาย แต่เป็นระบบกฎหมายสมัยที่ประเทศยังอยู่ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสทธิราชย์ ประเภทกฎหมายประหารเจ็ดชั่วโครต แต่ในสมัยที่ประเทศจะต้องอยู่ภายใต้ระบบกฎหมายในระบอบประชาธิปไตยนั้นกฎหมายจะต้องคำนึงถึงหลักการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพเสมอ

การนำความผิดของผู้อื่นไปใช้ลงโทษผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องนั้นถือเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง ยกตัวอย่างเช่น หากไปออกกฎหมายว่า “หากคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยพบหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ากรรมการบริหารมหาวิทยาลัยใดประพฤติทุจริต ให้ถือว่าคณบดีและกรรมการบริหารทุกคนมีความผิดและให้คณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยส่งเรื่องให้ศาลแผนกสถาบันการศึกษายุบมหาวิทยาลัย”

หากระบบกฎหมายแบบนี้เกิดขึ้นจริง การยุบมหาวิทยาลัยก็จะเกิดขึ้นได้ง่ายและอาจถูกยุบได้หลายมหาวิทยาลัยหรือถูกยุบกันเรื่อยๆ ซึ่งการยุบมหาวิทยาลัยไม่ได้เพียงส่งผลกระทบต่อคณบดีและกรรมการบริหารเท่านั้นแต่กระทบต่อสิทธิของผู้ที่ทำงานในมหาวิทยาลัยทุกคนและต่อประชาชนที่ส่งบุตรหลานมาเรียนเป็นจำนวนมาก และเมื่อมีการยุบมหาวิทยาลัยแล้วก็ต้องไปตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นใหม่ ลูกหลานก็ต้องย้ายที่เรียน พนักงานงานและอาจารย์จำนวนมากต้องตกงานทั้งที่ตนเองไม่ได้ทำความผิด

ถ้ามีระบบกฎหมายในลักษณะนี้ออกมาบังคับใช้กับมหาวิทยาลัยยังสร้างความวุ่นวายได้ขนาดนี้แล้วกับพรรคการเมืองซึ่งต้องอาศัยระยะเวลาเพื่อเติบโตเป็นสถาบันทางการเมืองต้องมาเจอกับกฎหมายแบบนี้ก็ต้องขอบอกเลยว่าระบบกฎหมายที่พวกนักวิชาการกลุ่มนี้ออกมาปกป้องเป็นระบบกฎหมายเผด็จการที่ต้องการทำลายระบบการเมืองทำลายระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยให้อ่อนแอเสื่อมถอย

ขอเน้นย้ำอีกครั้งว่าฝ่ายที่เรียกร้องให้มีการแก้ไข มาตรา ๒๓๗ ไม่ได้บอกให้เว้นโทษผู้กระทำความผิด ซ้ำยังเห็นควรให้ลงโทษผู้กระทำความผิดให้หนักขึ้นด้วย แต่ทั้งนี้ผู้บริสุทธ์ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องได้รับความคุ้มครองจากกฎหมาย มิใช่ไปสร้างระบบกฎหมายที่ทำร้ายผู้บริสุทธ์ ถึงตรงนี้จึงต้องตั้งคำถามว่าคนที่เขียนมาตรา ๒๓๗ หรือคนที่จะแก้ไขกฎหมายให้คุ้มครองผู้บริสุทธ์และลงโทษเฉพาะผู้กระทำความผิดเป็นคนทำลายระบบกฎหมายให้พังทลายลง

ตอน ๒. พรรคผิดจริงหรือ?

คำกล่าวของนักวิชาการกลุ่มนี้ในทำนองที่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๗ เป็นการแก้การกระทำผิดที่เกิดขึ้นแล้วให้ถูกต้องดูจะเป็นคำพูดที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะการกล่าวเช่นนั้นเท่ากับเป็นการตัดสินว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำความผิดทั้งที่ยังศาลยังไม่ได้พิพากษา ยกตัวอย่าง กรณีพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย คณะอนุกรรมการที่ กกต. ตั้งขึ้นเพื่อสืบสวนในเรื่องนี้ก็ได้สรุปแล้วว่าทั้งสองพรรคมิได้มีส่วนรู้เห็นในการกระทำผิด ติดก็เพียงแต่ว่า กกต. บางท่านเห็นว่า กกต. อาจไม่สามารถยุติดำเนินเรื่องการยุบพรรคได้เพราะจะไม่เป็นไปตามความในมาตรา ๒๓๗

ตรงนี้จึงต้องตั้งสติและถามว่าตกลงพรรคการเมืองทั้งสองพรรคผิดหรือมาตรา ๒๓๗ ไม่น่าจะเป็นกฎหมายที่ถูกต้อง ถ้านักวิชาการทั้ง ๔๑ คนสรุปว่าพรรคการเมืองจะต้องถูกลงโทษตามความในมาตรา ๒๓๗ สถานเดียวก็เท่ากับว่านักวิชาการเหล่านั้นพิพากษลงโทษพรรคการเมืองไปตามอัตวินิจฉัยโดยยึดแต่ตัวลักษณ์อักษรในกฎหมายโดยมิได้สนใจต่อผลการสืบสวนเลยแม้แต่น้อย

ดังนั้นการแก้ไขมาตรา ๒๓๗ จึงไม่ได้เป็นการไปช่วยให้พรรคการเมืองที่กระทำผิดให้พ้นผิด เพราะคณะอนุกรรมการสอบสวนก็ได้ให้ความเห็นไปแล้วว่าพรรคการเมืองไม่มีความผิด แต่การแก้ไขมาตรา ๒๓๗ นั้นสมควรถูกแก้ไขก็เพราะเป็นกฎหมายที่ขัดต่อหลักนิติธรรมและทำลายระบอบประชาธิปไตยที่ไม่ควรให้มาแปดเปื้อนอยู่ในรัฐธรรมนูญ ทั้งยังเป็นกฎหมายที่ทำให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายทางการเมืองเนื่องจากกำหนดให้การยุบพรรคการเมืองเป็นไปโดยง่าย และความปั่นป่วนวุ่นวายทางการเมืองก็จะไปส่งผลลบต่อประเทศเป็นลักษณะลูกโซ่ในด้านต่างๆ ตามมา อาทิ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม

การแก้ไขมาตรา ๒๓๗ จึงมิได้เป็นการทำลายระบบกฎหมายเพราะมิได้ไปช่วยให้ใครพ้นผิด การแก้ไขมาตรา ๒๓๗ มีแต่จะช่วยกอบกู้ให้หลักการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพตามกฎหมายกลับคืนมา ประชาธิปไตยกลับมามีความมั่นคงแข็งแรง ซึ่งย่อมเท่ากับเป็นการช่วยให้ชาติบ้านเมืองสามารถเดินหน้าต่อไปได้ การแก้ไขมาตรา ๒๓๗ จึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม มิได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนตนตามที่แก็งค์พันธมิตรและพรรคประชาธิปัตย์พยายามจุดกระแสกล่าวหา

เป็นที่ทราบกันดีว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญซึ่งมีที่มาไม่ชอบธรรม เพราะถือกำเนิดขึ้นจากการล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับเดิมด้วยการใช้กำลังเข้ายึดอำนาจอธิปไตยของปวงชน แม้จะได้จัดให้มีการทำประชามติ แต่ก็พบว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันผ่านด้วยคะแนนที่สื่อสิ่งพิมพ์หลายฉบับพาดหัวว่า “ฉิวเฉียด” ประกอบกับในขณะนั้นคณะผู้ยึดอำนาจได้จูงใจประชาชนว่าขอให้รับรัฐธรรมนูญไปก่อนแล้วค่อยดำเนินแก้ไขในภายหลังเพราะรัฐธรรมนูญนี้ได้เปิดช่องทางให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปได้โดยง่ายซึ่งถ้าจำไม่ผิดนักวิชาการบางคนในกลุ่ม ๔๑ คนนี้ก็เคยกล่าวทำนองนี้

การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นก็ดำเนินตามกรอบที่ได้ระบุอยู่ในรัฐธรรมนูญที่นักวิชาการกลุ่มนี้มีส่วนร่วมร่าง และผู้ที่จะดำเนินการแก้ไขก็คือรัฐสภาซึ่งเป็นสถาบันฝ่ายนิติบัญญัติที่ได้รับมอบอำนาจจากประชาชนตามวิถีทางประชาธิปไตย แล้วเหตุใดนักวิชาการเหล่านี้ยังจะไปดำเนินการเอาผิดกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร

ขอถามนักวิชาการทั้ง ๔๑ คนว่าเวลาทหารเลวยกกองกำลังมายึดอำนาจไปจากประชาชนล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ทำไมไม่ออกมาคัดค้านซ้ำยังไปมีส่วนร่วมร่างกฎหมายให้กับคณะรัฐประหาร โดยกฎหมายหลายมาตราหลายฉบับที่ตราขึ้นมีลักษณะขัดต่อหลักนิติธรรม เช่น การเขียนกฎหมายเพื่อลงโทษย้อนหลัง(คปค. ฉบับ ๒๗) การออกกฎหมายนิรโทษกรรมชั่วนิรันดร์ให้กับคนทำผิด(ม.๓๐๙) จึงคิดว่าไม่เกินเลยที่จะสรุปว่านักวิชาการทั้ง ๔๑ คนคือนักวิชาการรับใช้เผด็จการที่พึ่งได้ทำลายระบบกฎหมายในระบอบประชาธิปไตยให้ย่อยยับ

เมื่อถึงเวลาที่จะกอบกู้ระบบกฎหมายเพื่อให้หลักนิติธรรมและความเป็นประชาธิปไตยให้กลับคืนมา พวกท่านยังกล้าออกมาเสนอความเห็นค้ำจุนระบอบเผด็จการกันอีกหรือ?

http://thaienews.blogspot.com/2008/04/44.html
61  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ประกาศ “ฉันทามติประชาธิปไตย” ล้มคว่ำ “รัฐธรรมนวยฉบับหัวคูณ” เมื่อ: 4 เมษายน 2008, 21:26:48
ที่มา เวบไซต์ ประชาทรรศน์
4 เมษายน 2551

คพปร.เปิดเวทีฉะ “รัฐธรรมนวยฉบับหัวคูณ” ชี้ที่มาจาก “พวกโจร” อุ้ม “พวกทรราษฎร์ – ซากคมช.” ทำบ้านเมืองพังพินาศ มุ่งล้างประชาธิปไตย ปล้นอำนาจไปจากประชาชน ปลุกพลังมวลชนผนึกกำลังเรียกร้องเอา รธน.40 กลับคืนมา สร้างความชอบธรรม ฉีกระบอบ “อำมาตยาธิปไตย” ให้สิ้นซาก

ขณะที่ กลุ่มคนวันเสาร์ ไม่เอาเผด็จการ เปิดเวทีสนามหลวง หนุนต่อ 17.00 น.พรุ่งนี้ ตั้งหัวข้อทำไม ส.ส.ร.จึงค้านแก้รธน.

เริ่มแล้ววันนี้ (4 เม.ย.)คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550(คปพร.)เปิดเวทีสัมมนาวิชาการ “วิกฤติรัฐธรรมนูญ 2550” โดยมีวิทยากรร่วมอภิปราย อาทิ นพ.เหวง โตจิราการ คุณคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรมมนูญ (ส.ส.ร.) 2540 นายอดิษร เพียงเกษ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย นายวีระ มุสิกพงศ์ และร.ต.ฉลาด วรฉัตร โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 16.00 น.- 21.00 น. ณ อาคาร เวทีลีลาส สวนลุมพินี

อ.จรัล ดิษฐาอภิชัย เริ่มต้นกล่าวว่า คพปร.มีแนวทางเพื่อการแก้รธน.50 ทั้งฉบับ เสนอแนะผลักดันให้นำรธน.40 กลับคืนมา และเราจะดำเนินการต่อไปจนกว่าบรรลุผลสำเร็จ ตั้งแต่สัปดาห์หน้าเราจะเดินทางไปต่างจังหวัดตามแผนปฏิทินกิจกรรมประจำเดือนเมายน คาดว่า ประชาชนในพื้นที่จะเห็นด้วยกับการแก้รธน.50 ครั้งนี้

ทั้งนี้ คณะกรรมการ คพปร.ยืนยันจะดำเนินการทุกรูปแบบให้มีการแก้ไขรธน.เผด็จการที่พ่นพิษทางการเมืองอยู่ในขณะนี้ แล้วเอารธน.40 ของประชาชนกลับคืนมา

ต่อมา นายชินวัตร หาบุญพาด หนึ่งใน คปพร.กล่าวว่า รธน.ฉบับนี้ มุ่งล้มล้างประชาธิปไตย เป็นฉบับที่เขียนเพื่อประโยชน์ของตนเอง แล้วพวกที่ออกมาคัดค้านการแก้ รธน.ฉบับนี้ ทำเพื่อตัวเองหรือเปล่า? เป็นปกป้องคนผิดหรือพวก คมช.ร่วมไปถึงลูกสมุนที่ล้มล้างระบอบประชาธิปไตยและปล้นอำนาจไปจากประชาชน จึงมาเขียนกติกาเพื่อการคุ้มครองตัวเอง

รธน.50 ไม่ว่าจะหัวหงอกหรือดำ ต่างก็ออกมาปกป้องคนผิดด้วยกันทั้งนั้น พรรคการเมืองไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชาชนหรือพรรค “ลูกผีลูกคน” อย่างประชาธิปัตย์ ที่เคยพูดว่าถ้าได้เป็นรัฐบาลจะเข้ามาแก้ รธน.50 ตอนนี้ยังไม่เห็นจะดำเนินการอย่างไรเลยแม้แต่น้อย กลับออกมาบอกว่ายังไม่ถึงเวลา และให้ยุบ 3 พรรคก่อน แล้วค่อยมาแก้ไข ตนมองว่ามันไม่ยุติธรรม

ด้านนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข คณะกรรมการ คปพร.กล่าวว่า รธน.50 ไม่ใช้รธน.ที่เกิดจากประชาชน เป็น “รัฐธรรมนวยฉบับหัวคูณ” มาจากพวกโจร สมควรถูกฉีกทิ้ง ซึ่งเชื่อว่า ส.ส.คนใดยอมรับ รธน.50 ถือว่าเป็นซากคมช. อีกทั้งต้องประนามผู้ที่คัดค้านการแก้ไข รธน. คนผู้พวกนี้เป็นหางเครื่องของพวก คมช. และขอประนามพวกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ออกมาต้านการแก้ไข รธน.

ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าจะขอประกาศการแก้ไข รธน.50และขอให้ประชาชนร่วมกันผนึกกำลังเพื่อแก้ไข รธน. และนำไปสู่ระบอบประชาธิปไตย

ส่วน นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท คณะกรรมการ คปพร.กล่าวว่า การแก้ไข รธน.ต้องการปฏิรูปหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญเท่านั้น เพราะว่าประชาชนไม่ต้องการอำนาจนอกระบบ โดยหนึ่งจะต้องทำความเข้าใจกับประชาชนทั่วประเทศในหลักการที่จะแก้ไข รธน.50 วันนี้ถือเป็นการ “เขี่ยลูก” เพื่อวันแดงเดือด เพราะ รธน.นี้มีที่มาจากการกดขี่ สองทาง คปพร.จะมีประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชนด้วยสื่อสิ่งพิมพ์ ว่าทำไมต้องแก้ไข รธน.50 เพื่อร่วมกันขับเคลื่อน

ขณะนี้เราทุกคนถูกล้อมกรอบด้วยอำนาจอำมาตยาธิปไตย ถึงตอนนี้พลังประชาชน ได้เป็นรัฐบาลแล้วควรเปิดโอกาสให้ คปพร.ปูพรมแดงทางอากาศ ให้ใช้วิทยุและโทรทัศน์เพื่อบอกประชาชนชาวไทยว่า ที่มาของ รธน.ไม่ชอบธรรม และต่อไปนี้ใครอย่าได้บังอาจทำการปฏิวัติอีก เพราะประชาชนไม่เอาแล้ว

ด้าน อ.คนิน บุญสุวรรณ อดีต สสร.ปี2540 กล่าวว่า วันนี้ที่หนังสือพิมพ์มติชนพาดหัวว่า 41 นักวิชาการ อ.นิติฯ เสนอว่าการแก้ ม.237 จะทำให้ชาติบ้านเมืองพังทลายลง อันที่จริงแล้ว ทำไมกล่าวผ่านสื่อไปว่า กฏหมายประเทศไทยพังมาตั้งแต่สมัย 19 กันยายน 2549 รธน.40 ที่มาจากประชาชน ทำให้ระบบการเมืองดำเนินมาโดยดีตลอด แต่หลัง 19 ก.ย. ประเทศไทยได้มีกฏหมายที่เขียนขึ้นโดยบุคคลเดียวที่เราเรียกว่า ONE MAN LAW โดย ม.237 ใน รธน.50 ที่ต่อยอดมาจาก รธน.ฉบับชั่วคราว เพราะ ม.35ได้ระบุว่า ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ไม่ใช่ศาลมาใช้อำนาจแทนศาล ในการสั่งยุบพรรคการเมือง ทำให้เกิดกระบวนการยุติธรรมทางเดียว โจทย์คือผู้ปฏิวัติ จำเลยคือผู้ถูกปฏิวัติ

ในขณะที่ รธน.40 ส่งเสริมการจัดตั้งพรรคการเมืองที่มาจากประชาชน จะไม่ถูกยุบ แต่พรรคการเมืองที่ควรถูกยุบควรเป็นพรรคที่ร่วมมือกันก่อรัฐประหาร ไม่ใชพรรคที่ถูกรัฐประหาร เชื่อ รธน.50 อายุไม่ยืนยาวแน่นอน เพราะเป็นแค่ รธน.เฉพาะกิจ ที่ออกแบบมาเพื่อกำจัดอำนาจเก่า และไม่ให้กับมามีอำนาจอีกครั้ง

เพราะฉะนั้นแล้วตอนนี้คนที่ถูกปฏิวัติมาจากภาคประชาชน อีกทั้ง รธน.50 เป็นสิ่งมหัศจรรย์เป็น รธน.ฉบับเดียวในโลกที่บุคคลเดียวมีถึง 5 ตำแหน่งและ รธน.ฉบับเดียวกันนี้ ทำให้ตำแหน่งนายกฯ กลายเป็นตำแหน่งที่ต่ำต้อยที่สุด

ขณะที่ นพ.เหวง โตจิราการ กล่าวตอนหนึ่งว่า วันนี้เริ่มเป่านกหวีด คพปร.จัดงานนี้ขึ้นเพื่อนำมาสู่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย รณรงค์ให้มีการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ เราไม่เอาอำนาจนอกระบบ เอารัฐธรรมนูญ 2540 ของพวกเราคืนมา เราจะสัปยุทธ์กับพวกอำนาจนิยม พวกทรราษฎร์นิยม ขณะนี้ถึงเวลาที่พวกเราจะต้องลุกขึ้นมาหวงแหนประชาธิปไตย และบดขยี้อำนาจเผด็จการ

วันนี้จึงขอ “ฉันทามติประชาธิปไตย” แสดงจุดยืนร่วมกันแก้รัฐธรรมนูญ 2550 “เรามารวมกันในที่นี้ เพื่อแสดงจุดยืนร่วมกันในการ แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ได้ใช้มาเป็นระยะเวลา 7 เดือน และ กำลังส่งผลเสียหายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุข ในหลายกรณี โดยมีนักวิชาการทุกสาขาวิชา องค์กรเพื่อประชาธิปไตย ผู้แทนองค์กรภาคประชาชน ผู้แทนองค์กรผู้ใช้แรงงาน ผู้แทนองค์กรนิสิตนักศึกษา องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ได้แสดงเหตุผลสนับสนุนต่างกรรม ต่างวาระ หลายครั้ง เห็นสมควรให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ให้มีความเป็นประชาธิปไตย

รัฐธรรมนูญ ปี 2550 มีการใช้งบประมาณกว่า 5 พันล้านบาท ซึ่งถือว่ามีราคาแพงที่สุดในโลกก็ว่าได้ แต่กลับมีความอัปลักษณ์หลายประการ คือ

1. ที่มาแห่งการร่างรัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตย มีการล็อคโผกันตั้งแต่ต้น กีดกันฝ่ายการเมืองสมาชิกพรรคการเมืองกว่า 36 ล้านคนและประชาชนที่รักประชาธิปไตยอีกเกือบ 30 ล้านไม่ให้เข้าไปมีส่วนในกระบวนการ

2. เนื้อหาภายในมีความจงใจทำลายสถาบันพรรคการเมืองให้อ่อนแอ โดย “อำมาตยาธิปไตย” ได้สถาปนา “ตุลาการภิวัตน์” ขึ้นมามีอำนาจเหนืออำนาจอธิปไตยของประชาชน

3. ทำลายหลักนิติธรรม โดยการนิรโทษกรรมให้กับคณะปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทั้ง อดีต ปัจจุบันและอนาคต ทั้งที่ได้ทำผิดตามกฏหมายอาญา มีโทษถึงประหารชีวิต ทำให้รัฐธรรมนูญ 2550 มีค่าเพียงเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้แก่การรัฐประหารเท่านั้น

4. ใช้อำนาจกระบอกปืนและกฏอัยการศึก ในการการบีบคับประชาชนลงมติประชามติ ผ่านหน่วยงานราชการนักวิชาการ ที่หามเสลี่ยงให้คณะปฏิวัติรัฐประหาร ล่อหลอกประชาชน ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อให้ไปกากบาท “เห็นชอบ” แล้วนำผลอันทุจริตฉ้อฉลนี้มากล่าวอ้าง

5. คอรัปชั่น เอื้อประโยชน์ในกระบวนการการจัดพิมพ์ร่างฯ การซื้อโฆษณาให้กับสื่อที่เป็นพรรคพวก และยอมศิโรราบกับคณะปฏิวัติรัฐประหาร รวมทั้งการใช้งบประมาณคนไปเที่ยว เพื่อหวังซื้อใจให้ลงประชามติ ในแนวทางที่ตนเองต้องการ

ในขณะนี้ สังคมแบ่งเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน คือพวกเราในมหาสมาคมแห่งนี้ ที่ร่วมประกาศจุดยืนสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 กับฝ่ายที่แสดงความคิดเห็นคัดค้าน ซึ่งคนพวกนี้ล้วนแต่เป็นพวกที่นิยมชมชอบการปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยไม่สนใจความเสียหายของประเทศชาติ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ตลอดระยะเวลา 1 ปี 5 เดือนที่ผ่านมา มิได้เคารพในวิถีทางประชาธิปไตย มิได้เคารพเสียงอันบริสุทธิ์ของพี่น้องประชาชนแม้แต่น้อย เพียงเพราะมีความมุ่งหวังผลทางการเมือง ตำแหน่ง ลาภ ยศ สรรเสริญเป็นการส่วนตัวเท่านั้นเอง ซึ่งเราจะพบได้ในข้อมูลข่าวสาร ที่เผยแพร่โดยทั่วไปว่า มีการทุจริตฉ้อฉลในหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจที่คนเหล่านี้สนับสนุน เข้าไปมีตำแหน่งในตลอดระยะเวลา 1 ปี 5 เดือนที่ผ่านมา

กลุ่มคนที่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่มีความชอบธรรมในการเคลื่อนไหวเพราะ

1.พวกเขาเป็นผู้ที่เคลื่อนไหวทางการเมือง
2.พวกเขาเป็นสมุนบริวารรับใช้คณะรัฐประหารโดยตลอด 1 ปี 5 เดือน
3.รูปการจิตสำนึกของพวกเขาเป็น “รัฐประหารนิยมอำมาตยาธิปไตยนิยม”
4. พวกเขาเป็นผู้มีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ 2550 นั้นย่อมพิสูจน์เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า พวกเขานั่นแหละเป็น “อาชญากรทางประชาธิปไตย” อย่างแท้จริง

พวกเราที่มาร่วมประชุมในมหาสมาคมแห่งนี้จะร่วมกันต่อสู้แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 โดยให้นำรัฐธรรมนูญ 2540 มาเป็นหลัก แล้วปรับปรุงเนื้อหาให้ความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เพื่อพิทักษ์ไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงของประชาชน”

http://thaienews.blogspot.com/2008/04/blog-post_6464.html
62  หมวดหลัก / กระทู้การเมือง / จุดพลุ! คว่ำ รธน.50 พลัง“เสื้อแดง”รวมพล เรียกร้องเอา รธน.40 กลับคืน เมื่อ: 4 เมษายน 2008, 21:01:46
ที่มา เวบไซต์ ประชาทรรศน์
4 เมษายน 2551

เวทีสวนลุมฯ คึกคัก ประชาชนพร้อมใจใส่ “เสื้อแดง” แสดงเจตนารมณ์ร่วมคว่ำ รธน.50

เร่งล่า 5 หมื่นชื่อ ถอดถอน เรียกร้องเอา รธน.ฉบับ 40 กลับคืน เดินสายรณรงค์ตลอดเดือน เม.ย.เริ่มที่ “อุดร-เชียงใหม่-พิจิตร-นครศรีธรรมราช”

เริ่มแล้ววันนี้ (4 เม.ย.)คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550(คปพร.)เปิดเวทีสัมมนาวิชาการ “วิกฤติรัฐธรรมนูญ 2550” โดยมีวิทยากรร่วมอภิปราย อาทิ

นพ.เหวง โตจิราการ
คุณคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรมมนูญ (ส.ส.ร.) 2540
นายอดิษร เพียงเกษ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย
นายวีระ มุสิกพงศ์ และ
ร.ต.ฉลาด วรฉัตร

โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 16.00 น.- 21.00 น.ณ อาคาร เวทีลีลาส สวนลุมพินี

ผู้สื่อข่าวรายงานถึงบรรยากาศในช่วงต้นของการจัดสัมมนา “วิกฤติรัฐธรรมนูญ50” มีประชาชนให้ความสนใจเข้าร่วมงานอย่างคับคัง โดยร่วมกันส่วมใส่ “เสื้อสีแดง” เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ที่อยากจะให้มีแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 อย่างจริงจัง

สำหรับผู้ที่ขึ้นเวทีสัมมนากล่าวเปิดคนแรก คือ อ.คนิน บุญสุวรรณ โดยมีประชาชนที่มาร่วมฟังต่างปรบมือให้การต้อนรับกึกก้องทั่วบริเวณงานสัมมนา ขณะที่ในส่วนซุ้มการลงรายชื่อมีผู้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก โดยทุกฝ่ายเร่งระดมรวบรวมรายชื่อให้ได้ 5 หมื่นราย เพื่อยื่นถอดถอนรัฐธรรมนูญ 50 และเห็นพ้องให้นำรัฐธรรมนูญ 40 กลับมาใช้อีกครั้ง เพราะถือเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากภาคประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งต่างกับรัฐธรรมนูญ 50 ที่มาจาการปฏิวัติรัฐประหาร

พร้อมกันนี้ มีการแจก “ฉันทามติประชาธิปไตย” และรายละเอียดของการจัดกิจกรรมตลอดทั้งเดือนเมษายน เพื่อรณรงค์อย่างต่อเนื่อง และกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50

ขณะเดียวกัน มีประชาชนที่สัญจรผ่านไปมาให้ความสนใจยื่นฟังอยู่เป็นจำนวนมากเช่นกัน

สำหรับรายละเอียดของกิจกรรมตลอดทั้งเดือนเมษายนนี้ ทาง คปพร.จะไปที่

จ.อุดรธานี ในวันที่ 11 เม.ย.
จ.เชียงใหม่ วันที่ 20 เม.ย.
จ.พิจิตร วันที่ 21 เม.ย.
และปิดท้ายที่ จ.นครศรีธรรมราช ในวันที่ 25 เม.ย.นี้

http://thaienews.blogspot.com/2008/04/50-40.html
63  หมวดหลัก / กระทู้การเมือง / กฎหมายหรือกฎหาย? เมื่อ: 4 เมษายน 2008, 17:32:30
ทนฟังทัศนะดัดจริตมาหลายวันเต็มที สงสัยต้องเอาเสียบ้างล่ะครับ

พูดกันอยู่ได้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องส่วนตัวของพรรคการเมือง และออกมาขู่กันไม่รู้จบว่าถ้าขืนแก้ก็จะเคลื่อนขบวนกันออกมาต่อต้านอย่างนั้นอย่างนี้ ตั้งแต่กลุ่มสนธิลิ้มไปจนถึงสื่อมวลชนปัญญาอ่อน และนักวิชาการประเภทเก็บขี้ปากเขามาพูด

พยายามสร้างกระแสว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นความชั่ว ความผิด เสมือนเป็นเรื่องของคนเห็นแก่ตัวที่ทำทั้งหมดนี้เพื่อตนเองและพรรคพวกเท่านั้น

อันดับแรกเลย ใครคิดว่ากระบวนการใดๆ เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของคนกลุ่มเดียวไม่เกี่ยวกับคนอื่น ก็คงจะเพี้ยน เพราะรัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดที่มีผลโดยตรงต่อคนทั้งชาติ และคนทั้งชาติต้องเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ใครเสนอไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่คนทั้งชาติต้องมาร่วมวิสัชนาตรงนี้กันถ้วนหน้า  นี่ยังไม่ทันถกเถียงกันในสาระ ดันมาตั้งธงกันว่าทำไม่ได้
   
เล่นสงครามจิตวิทยาว่า อย่าไปสนใจในเนื้อหาเลย มาเล่นแบบเด็กๆ ด้วยการเกี่ยงว่า ของฉันหรือของเธอกันดีกว่า ปัญญาอ่อนกันถึงขนาดนั้น ก็เด็กโตๆ มันยังรู้ว่ารัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของ “เรา” ไม่ใช่เรื่องของเธอหรือฉัน เพราะคน ๖๔ ล้านคนเกี่ยวข้องอยู่ทั้งหมด

อันดับต่อมา พรรคการเมืองที่แสดงความคิดเห็นในเชิงสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีเพียงพรรคพลังประชาชน แต่มีชาติไทย และมัฌชิมาธิปไตยด้วย นี่คือทัศนะที่สังคมรับรู้อย่างชัดเจน ใครจะเป็นคนถ่ายความคิดนี้ลงกระดาษคงไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด จำได้หรือไม่ว่าก่อนจะร่วมรัฐบาลกัน ชาติไทยกับมัฌชิมาธิปไตยมีความเห็นแตกต่างขนาดไหนกับพลังประชาชน บางประเด็นแทบจะไม่เผาผีกันเลยล่ะครับ มาบัดนี้พรรคทั้งหมดกลับเห็นตรงกันว่าบางมาตราในรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาขนาดหนัก จนเรียกได้ว่าถ้าไม่เร่งแก้ไขกันให้ลุล่วงก็ไม่ต้องบริหารประเทศกันล่ะ เล่นวางยาและกับดักเอาไว้รอบตัวอย่างนี้ แมวที่ไหนจะไปบริหารได้ราบรื่น เรื่องแบบนี้อยู่มาสักพักก็เริ่มมองเห็น เพราะทุกข์ทำให้เกิดปัญญา พรรคการเมืองเหล่านี้ถึงได้กลับมามองโลกในทัศนะเดียวกันได้อย่างไม่น่าเชื่อ พิษสงของระบอบอำมาตยาธิปไตยมีประโยชน์ในทางกลับอยู่เหมือนกัน   
 
อันดับสาม สื่อมวลชนและนักวิชาการที่ได้รับเชิญไปออกรายการทางสื่อในระยะนี้ เกือบทั้งหมดเป็นคนที่มีความเห็นต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สมดุลทางความคิดเห็นหดหายไปเกือบหมด แม้แต่ในสื่อภาครัฐ ภายใต้นโยบายเสริมสร้างสมดุลในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน ความเห็นต่างไม่ใช่ปัญหา แต่การตะบันพูดอยู่ข้างเดียวเป็นปัญหา พี่น้องประชาชนเขาจะไปเอาความเห็นที่แตกต่างหลากหลายมาจากไหน เพื่อเขาจะได้ตัดสินใจว่าอะไรควรไม่ควร ถ้าเล่นเอาแต่พวกกันอยู่อย่างนี้

อันดับสุดท้าย ซึ่งใจผมว่าสำคัญที่สุด การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากพลังประชาธิปไตยเอาชนะระบอบเผด็จการได้อย่างหมดจดงดงาม ทั้งที่ในตอนนั้นเขาใช้อำนาจรัฐอย่างดิบและเถื่อนทุกวิถีทางเพื่อสกัดกั้นให้อยู่มือ แต่ประชาชนก็ยังพาประชาธิปไตยฝ่าด่านมาได้จนสำเร็จ ชัยชนะอย่างนี้ถ้าไม่ฉลองด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กลับมาเป็นของประชาชนด้วยสาระตามรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. ๒๕๔๐ แล้วก็ไม่รู้จะฉลองด้วยอะไร เหตุผลนี้เหตุผลเดียวก็สมควรที่จะต้องเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วล่ะครับ หยุดดัดจริตกันสักทีเถิด   
 
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ วันสุข
ปีที่ 9 ฉบับที่ 2260 ประจำวัน ศุกร์ ที่ 4 เมษายน 2008
โดย กาหลิบ

http://www.dailyworldtoday.com/columblank.php?colum_id=6374
 
64  หมวดหลัก / กระทู้การเมือง / คุณค่าของสื่อเทียม-สื่อแท้ เมื่อ: 4 เมษายน 2008, 17:28:07
          พีทีวี สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ซึ่งประกาศจะออกอากาศตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2550 แต่ออกอากาศไม่ได้เพราะอิทธิพล คมช. แล้วมาออกอากาศได้จริงเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2551 ได้ประกาศปิดตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว จัดว่าเป็นสถานีโทรทัศน์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังสถานีหนึ่งทั้งที่ไม่ได้ออกอากาศ

          พีทีวีเสนอตัวเองต่อสังคมไทยในยุคที่เผด็จการ คมช. กำลังเรืองอำนาจ จึงถูกรุมจากสื่อที่เป็นทาสรับใช้ คมช. และเป็นสมุนเผด็จการว่าเป็นสื่อเทียมไม่ใช่สื่อแท้

          ผู้เขียนไม่ค่อยเข้าใจนักว่าสื่อเทียม สื่อแท้ คืออะไร อย่างไร แต่เท่าที่ติดตามข่าวคราวก็พบว่าบรรดาสื่อที่มีอยู่ก่อนต่างพากันสยบยอม คมช. โดยไม่คิดอ่านต่อสู้ ต่างเห็นว่าพีทีวีเตรียมตัวจะเป็นกระบอกเสียงให้ระบอบทักษิณ

          ถ้าสมมุติฐานนี้เป็นจริง ผู้เขียนก็ยังนึกไม่ออกว่าเขาผิดตรงไหน เพราะรัฐบาลทักษิณเป็นรัฐบาลเลือกตั้ง ยิ่งเขาไม่ได้ออกอากาศ ก็ยิ่งไม่มีทางที่จะเอาความผิดยิ่งขึ้นไปอีก

          ความผิดน่าจะอยู่ที่สื่อต่างๆ บรรดามีอยู่ก่อน ต่างยินยอมพร้อมใจหมอบราบกราบไหว้เผด็จการต่างหาก

          อย่างไรก็ตาม เมื่อพีทีวีมีโอกาสออกอากาศช่วงเวลาสั้นๆ ได้ติดตามดูอยู่บ้างก็พบว่าจุดยืนของเขาคือ การต่อต้านเผด็จการ และสร้างสรรค์ประชาธิปไตย ซึ่งก็ตรงกับมวลชนหลายๆกลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่ที่ท้องสนามหลวง ซึ่งก็เป็นธรรมดาอีกน่ะแหละ เพราะในที่สุดแล้วกลุ่มทุกกลุ่มก็รวมตัวกันเป็นกลุ่มแนวร่วมต่อสู้เผด็จการ (นปก.) อย่างเปิดเผย
     
          แต่การที่พีทีวีประกาศปิดกิจการ เพราะไม่มีทุนดำเนินการต่อไป ก็เป็นประเด็นที่สื่อให้ความสนใจกันมาก โดยเฉพาะสื่อซีกต่อต้านระบอบทักษิณ อันมีเครือข่ายผู้จัดการ-Astv เป็นแกนนำ
         
          สื่อกลุ่มนั้นพากันโห่ร้องป้องปีกด้วยความสะใจว่า สื่อเทียมนั้น ที่สุดก็ย่อมยืนหยัดอยู่ไม่ได้ ขณะเดียวกันก็ชื่นชมและยกหางตนเองเป็นการเปรียบเทียบว่า มีอุดมการณ์ อุดมคติ และมีจุดยืนอันประกอบไปด้วยคุณธรรม จริยธรรม อันแท้จริง จึงมีแต่จะแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน

          อันที่จริงใครจะหมดทุนเลิกกิจการไป ใครจะรุ่งเรืองจนต้องติดค้างเงินเดือนพนักงาน ลูกจ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผู้เขียนจะสนใจ

          ผู้เขียนสนใจแต่เพียงว่าพีทีวีกับผู้จัดการ และ Astv ใครเสนอข่าวสารจริงหรือเท็จ และใครเสนอสาระอันเป็นประโยชน์ต่อมหาชนมากกว่ากัน ประเด็นนี้เมื่อพิจารณาย้อนหลังไปถึงปี 2549 และ 2550 เราจะพบว่าค่ายผู้จัดการ และ Astv เสนอเรื่องเท็จชี้นำสังคมหลายประการ อาทิ

1.เสนอว่ารัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตั้งพระสมเด็จสังฆราชฯซ้อนขึ้น 2 พระองค์ ซึ่งต่อมาพิสูจน์กันแล้วว่าเป็นความเท็จ

2.เสนอเรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อาจเอื้อมไปนั่งเป็นประธานในพิธีทำบุญประเทศในพระอุโบสถวัดพระแก้ว ซึ่งต่อมาก็รู้กันว่าเป็นความเท็จอีก เพราะสำนักเลขาธิการชี้แจงว่าได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว   
 
3.เสนอข่าวว่ารัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณทำปฏิญญาฟินแลนด์ อันมีเป้าหมายที่จะนำประเทศไทยไปสู่การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ ซึ่งเมื่อพิสูจน์แล้วก็กลายเป็นเรื่องเหลวไหล ใส่ไคล้กันเท่านั้นเอง

4.เสนอเรื่องการไปตกลงกับมิตรประเทศเพื่อนบ้าน มีผลให้ไทยต้องเสียดินแดน และผลประโยชน์ในดินแดนนั้นมากมายมหาศาล ซึ่งพิสูจน์แล้วไม่เป็นความจริงเช่นเดียวกัน

          ที่ร้ายยิ่งกว่านั้นคือ สื่อแท้กลุ่มนี้มีจุดยืนสนับสนุนการทำรัฐประหาร 19 ก.ย. 49 สนับสนุนการปกครองแบบเผด็จการ รวมทั้งปกป้อง รธน. อันมีหลักการขัดต่อความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งเป็นผลงานของ คมช.

          ส่วนพีทีวีนั้นในช่วงเวลาอันสั้นที่ได้ออกอากาศ เราพบว่าพวกเขามีจุดยืนชัดเจนอยู่ตรงข้าม คมช. และปฏิเสธผลงานของ คมช. คือรัฐธรรมนูญ 2550 อย่างเด็ดขาด และเด็ดเดี่ยว

          พีทีวีเรียกร้องให้มีการแก้ไข รธน. ทั้งฉบับ และแก้ทันทีไม่มีการรีรอ

          กลุ่มผู้จัดการ และAstv คัดค้านการแก้ รธน. และต้องการให้คงไว้ซึ่งกฎหมาย อันมีลักษณะขัดต่อหลักนิติธรรม

          อย่างนี้แล้ว ใครคือหมู่ และใครคือจ่า? ใครคืออิสรชน ใครคือสุนัขรับใช้ อย่างนี้แล้วหาก นสพ.ผู้จัดการ และ Astv เป็นสื่อแท้ และพีทีวีเป็นสื่อเทียม เราก็พอจะมองเห็นได้ว่าใครมีคุณค่าต่อสังคมมากกว่ากัน สื่อเทียมหรือสื่อแท้?

          ไม่ต้องมีใครชี้ พฤติกรรมมันฟ้องครับ

จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ วันสุข
ปีที่ 9 ฉบับที่ 2260 ประจำวัน ศุกร์ ที่ 4 เมษายน 2008
โดย อัคนี คคนัมพร


http://www.dailyworldtoday.com/columblank.php?colum_id=6375
65  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ทักษิณถึงกรุงเทพฯแล้ว เตรียมบินตีกอล์ฟ"ฮุนเซน" พรุ่งนี้ เมื่อ: 4 เมษายน 2008, 17:13:52
      “ทักษิณ” กลับถึงกรุงเทพฯแล้ว หลังเดินสายสืบชะตา ที่ “พะเยา-เชียงราย” บินไปตีกอล์ฟกับ “ฮุนเซน” พรุ่งนี้ ก่อนไปดูไบ 14 - 16 เม.ย. ขึ้นปาฐก “ภาวะผู้นำภายใต้โลกที่มีแต่ความไม่แน่นอน"
 
            เมื่อเวลา 12.40 น. วันนี้ (4 เม.ย.) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย นายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย น.ส.ศันสนีย์ นาคพงศ์ โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เดินทางกลับด้วยเที่ยวบินทีจี 1133 ถึงกรุงเทพฯ
 
     ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวเพียงสั้นๆ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มถึงการทำบุญว่า “ไปทำบุญก็ได้บุญ” จากนั้นได้ขึ้นรถกลับทันที  ด้าน  น.ส.ศันสนีย์ เปิดเผยว่า การเดินทางดังกล่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ทำบุญที่วัดศรีโคมคำ จ.พะเยา และวัดพระธาตุดอยตุง จ.เชียงราย ซึ่งมีพิธีสืบชะตาหลวง ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่าจากการทำบุญและพบปะกับคนสนับสนุนให้กำลังใจ ก็รู้สึกสบายใจ หน้าตาเบิกบาน
 
     ทั้งนี้ ในวันพรุ่งนี้ (5 เม.ย.) พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิไปประเทศกัมพูชา เวลาประมาณ 10.00 น. ส่วนการเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งตามกำหนดการคือวันที่ 11 เมษายน จะไปแสดงความเคารพบรรพบุรุษ แต่กิจกรรมอย่างอื่นอยู่ในระหว่างการวางแผน เพราะมีบุคคลต่างๆ ได้แสดงความจำนงขอทำกิจกรรมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ
   
     ส่วนการดูแลรักษาความปลอดภัยคงไม่มีอะไรเป็นพิเศษ คงเป็นไปตามความเหมาะสม นอกจากนี้ ยังมีกำหนดการเดินทางไปยังเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ระหว่างวันที่ 14 - 16 เมษายน ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับเชิญให้พูดในหัวข้อ “ภาวะผู้นำภายใต้โลกที่มีแต่ความไม่แน่นอน”

http://www.prachatouch.com/content.php?id=3886
66  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / บุกคุกพบชลอ ไขปมคดีซาอุฯ เมื่อ: 4 เมษายน 2008, 16:25:40
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 3 เม.ย. นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม ได้เดินทางไปที่เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. เข้าพบ พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ อดีต ผบช. ประจำ ตร. ผู้ต้องขังคดีฆาตกรรม 2 แม่ลูกตระกูลศรีธนะขัณฑ์ที่ถูกจำคุกนานกว่า 14 ปี ในแดนความมั่นคงสูง เพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นการคลี่คลายคดีเพชรซาอุดีอาระเบีย คดีสังหารอุปทูตซาอุดีอาระเบีย และคดีการหายตัวไปของนักธุรกิจซาอุดีอาระเบีย ที่ยังเป็นเรื่องค้างคาใจทางการประเทศซาอุดีอาระเบียมานานเกือบ 20 ปี

ต่อมาเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ได้ควบคุม พล.ต.ท. ชลอออกมายังห้องรับรองของเรือนจำ อดีตนายตำรวจมือปราบอยู่ในชุดเสื้อยืดสีขาว กางเกงขาสั้นสีน้ำตาล มีสีหน้ายิ้มแย้มทันทีที่เห็นหน้านายสมพงษ์ ก่อนจะเข้าสวมกอดทักทายถามสารทุกข์สุขดิบ ชนิดที่ทำเอา พล.ต.ท.ชลอน้ำตาคลอเบ้า จากนั้นทั้งคู่ได้นั่งพูดคุยกันถึงเรื่องคดีดังกล่าวภายในห้องเพียงลำพัง โดยไม่เปิดโอกาสให้ ผู้สื่อข่าวและผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปร่วมรับฟังการสนทนา   

ภายหลังการหารือ นายสมพงษ์กล่าวว่า รู้จัก พล.ต.ท.ชลอมานาน เพราะ พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ พี่ชาย กับ พล.ต.ท.ชลอพบกันตลอดจึงมีสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แม้เวลาจะผ่านมานานสายสัมพันธ์ทางจิตใจไม่มี เกษียณอายุ พล.ต.ท.ชลอมีส่วนไขความกระจ่างในคดีต่างๆมาแล้วมากมาย การเดินทางมาหารือครั้งนี้เลยมาขอความร่วมมือในการให้ข้อมูลคดีซาอุดีอาระเบียที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี เพราะยืดเยื้อกันมา 18-19 ปี ไทยกับประเทศซาอุดีอาระเบีย หลังจากได้ข้อมูลชัดเจนแล้วรัฐบาลไทยจะส่งข้อมูลการสืบสวนสอบสวนให้ทางซาอุดีอาระเบียทราบ และหวังจะเป็นการฟื้นการค้า การลงทุนที่ดีต่อกันระหว่างสองประเทศ

ด้าน พล.ต.ท.ชลอเผยความรู้สึกว่า ดีใจมาก ทำให้คิดถึงอดีต นับตั้งแต่เข้ามาอยู่ในเรือนจำเหมือนตัดขาดจากญาติพี่น้องและโลกภายนอก ส่วนด้านข้อมูลคดี ตนส่งข้อมูลให้กรมสอบสวนคดีพิเศษหมดแล้ว ไม่อยากพูดอะไรมาก กลัวเสียรูปคดี และพร้อมเป็นพยานในคดีนี้ให้ รัฐบาลชุดอื่นๆก็เคยคิดรื้อฟื้นคดี แต่ดูไม่จริงใจ ผิดกับรัฐบาลชุดนี้ที่จริงใจกว่า คาดว่าทุกอย่างน่าจะดีขึ้น ตนทำไปไม่ได้หวังผลตอบแทนหรือสิ่งแลกเปลี่ยน คิดว่าทำเพื่อประเทศชาติ ถ้าไม่มั่นใจก็ไม่ออกมาให้ข้อมูลแน่ และไม่กลัวตาย เพราะทุกวันนี้ติดคุกก็เหมือนคนที่ตายไปแล้ว 

มีรายงานว่า การเข้าหารือระหว่างนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ กับ พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ ในครั้งนี้ กระทรวงยุติธรรมต้องการเน้นข้อมูลคดีการหายตัวไปของนายมูฮัมหมัด อัลรูไวรี่ นักธุรกิจคนดังของประเทศซาอุดีอาระเบียเป็นหลัก เพื่อวางแนวทางในการรื้อสำนวนคดีที่เคยมีการแจ้งข้อหานายตำรวจระดับ รอง ผกก.สส.น.ใต้ ในสมัย พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ พี่ชายนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็น อ.ตร. หลังมีตำรวจในทีมอุ้มนักธุรกิจรายนี้หักหลังนำข้อมูลทั้งหมดไปเปิดโปงต่อนายตำรวจระดับสูงของกรมตำรวจสมัยนั้น แต่ในที่สุดขาดพยานหลักฐานเชื่อมโยง เพราะไม่เจอศพ ทำให้อัยการสั่งไม่ฟ้อง ขณะที่กรมตำรวจไม่ได้มีความเห็นแย้งกลายเป็นเรื่องคาใจของทางการซาอุดีอาระเบียที่ต้องการความชัดเจนของรัฐบาลไทยในการเอาผิดการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกิดขึ้น ดังนั้น กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลุ่มนายตำรวจที่พัวพันคดีอุ้มนักธุรกิจซาอุฯรายนี้จากข้อมูลของ พล.ต.ท. ชลอ เกิดเทศ ว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้างเพื่อดำเนินการต่อไป

http://www.thairath.co.th/offline.php?section=hotnews&content=84867
67  หมวดหลัก / กระทู้การเมือง / สิ่งตกค้างจาก คมช. เมื่อ: 3 เมษายน 2008, 23:05:55
เชื่อว่าการปฏิวัติแบบลากปืนออกมาไล่รัฐบาลเลือกตั้งไม่มีหรอก อย่างน้อยก็อีก 4-5 ปี ต่อจากนี้ เพราะความล้มเหลวของ “คมช.” และรัฐบาล “ขิงแก่” ที่บริหารงานได้หดหู่เอามาก ๆ ยังติดตาตรึงใจคนไม่เลิก ออกไปก็มีแต่เสียงก่นด่าไล่หลังแทบไม่ได้ผุดได้เกิด ทหารมีหรือจะไม่รู้
 
เรื่องอะไรจะปฏิวัติซ้ำ ปฏิวัติซ้อน ให้ไม่มีแผ่นดินอยู่ เพราะคนไม่ยอมรับแล้ว
 
แต่นั่นละ ใช่ว่ากลุ่มแก๊งที่ร่วมปฏิวัติและขบวนการที่ปูทางให้ยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญ จะเลิกราง่าย ๆ บังเอิญ มือที่มองไม่เห็น เป็นพวก “จอมอาฆาต” ใครทำเจ็บ เอาถึงตาย เล่ากันว่า ตอนมีอำนาจสูงสุด ทหารที่เป็นปฏิปักษ์ ไม่มีโอกาสได้เติบโต เพราะเสนอชื่อมากี่ครั้ง มือที่มองไม่เห็นเอาปากกาขีดชื่อออกทุกครั้ง
 
เชื่อแล้วว่า ปฏิบัติการสืบทอดอำนาจรูปแบบใหม่ อาศัยรัฐธรรมนูญปิศาจ ส.ว.ลากตั้ง องค์กรอิสระบางแห่ง กระบวนการ “ตุลาการภิวัตน์” ที่กำลังไล่บี้ไล่ล้างรัฐบาลอยู่นี่แหละ เป็นเครื่องมือหลัก !?!
 
ก็ดูสิ ถึงพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาล 6 พรรค แต่ก็บริหารประเทศไม่ได้ง่ายดาย หมอเลี้ยบ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รมว.คลังบอก เข้ามานั่งเก้าอี้ใหม่ขุนคลังเดือนแรก มีแต่คนถามเมื่อไหร่จะยกเลิกมาตรการ 30% แค่เดือนที่ 2 มีแต่คนถาม เมื่อไหร่จะถูกถอดถอนหรือถูกยุบพรรค
 
มันน่าหดหู่มั้ยเล่า!!!
 
อย่างที่รู้ เกมยุบพรรคพลังประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาล ชาติไทย มัชฌิมาธิป ไตย พลังประชาชน กำลังเดินหน้าอย่างเข้มข้น ควบคู่ไปกับเกมถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
 
ไล่ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช ถูก คตส.กล่าวหาคดีทุจริตซื้อรถดับเพลิง กทม.หากศาลฎีกาประทับรับฟ้องเมื่อไหร่ ก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที, “หมอเลี้ยบ” ที่กำลังลุยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ถูกคดีหวยบนดินจ่อคอหอย ศาลรับฟ้องเมื่อไหร่ คงไม่เกินต้นพฤษาคมนี้ ก็ต้องหยุดทำหน้าที่ทันที ไม่ต้องพูดถึง ยงยุทธ ติยะไพรัช ที่หลุดจากเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรก่อนหน้านี้แล้ว
 
สำหรับคดียุบพรรคที่ต้องไปชี้ชะตากันในศาลรัฐธรรมนูญก็อีกไม่นานเกินรอหรอก
 
เดือนเมษายนนี้ การตรวจสอบประ วัติ “9 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” ชุดใหม่ (จากสรรหา 4, ศาลฎีกาแต่งตั้ง 3 และศาลปกครอง 2) จะเรียบร้อย พฤษภาคม ส.ว. รับรอง จากนั้นกระบวนการยุบพรรคจะเดินเครื่องทันที
 
ประมาณสิงหาคม ชาติไทยกับมัช  ฌิมาธิปไตย ก็จะถูกยุบ และหลังจากนั้น
เดือนกันยายนหรือตุลาคม ก็เป็นคิวของ
พลังประชาชนบ้าง ปฏิทินเวลาคร่าว ๆ ล็อกกันอย่างนี้???
 
รัฐบาลที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนทั่วประเทศ มีเสียงท่วมท้นตั้ง 316 เสียง แต่บริหารไม่ถึง 2 เดือนกลับต้องเผชิญกับเกมถอดถอนและการยุบพรรค จนไร้เสถียรภาพ ถามหน่อยเถอะ มัน “บ้าบอ” หรือเปล่า ฮืม
 
การแก้ไขรัฐธรรมนูญปิศาจจึงจำเป็นอย่างยิ่งยวด แต่คงไม่ทัน นอกจากหาทางเอารัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี 2540 มาใช้ก่อน อย่างอื่นพูดทีหลัง !!! 
 
นี่ถ้ามือที่มองไม่เห็น นึกถึงความสงบสุขของประเทศชาติอย่างปากว่าจริง ก็ต้องสมควรเลิกอาฆาต เลิกจองเวร แล้วปล่อยให้บ้านเมืองเดินไปตาม “ครรลองประชาธิปไตย”ที่ควรจะเป็น บ้านเมืองก็จะไม่เข้าสู่กลียุค
 
คนเรา หัวหงอก จะเข้าโลงอยู่แล้ว    ยังจะยึดมั่น ถือมั่น อยู่อีก บ้านเมืองมันถึงยุ่งไม่เลิกไงเล่า.

ดาวประกายพรึก
 
http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?ColumnId=55196&NewsType=2&Template=1
68  หมวดหลัก / กระทู้การเมือง / “แดง”แก้ไข รธน.50 เมื่อ: 3 เมษายน 2008, 23:01:32
      ภาคประชาชนหลายสิบองค์กร กำลังมีการรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อให้บ้านเมืองกลับสู่ความเป็นประชาธิปไตย อย่างขะมักเขม้น โดยมีนักวิชาการ องค์กรภาคประชาชน องค์กรประชาธิปไตย องค์กรนักศึกษา องค์กรผู้ใช้แรงงาน ฯลฯ
 
     วันนี้มีคำขวัญออกมาว่า “ปฏิรูปรัฐธรรมนูญ ไม่เอาอำนาจนอกระบบ”

      พร้อมกับการจัดงานเปิดตัวแนะนำคณะกรรมการ และรณรงค์ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในเรื่องนี้ โดยจะ จัดงานกันวันศุกร์ที่ 4 เมษายน 2551 ที่อาคารพลเมืองอาวุโส ลุมพินีสถาน สวนลุมพินี ตั้งแต่เวลา 17.00-21.00 น. โดยใช้ชื่องานว่า
     “ฝ่าวิกฤติรัฐธรรมนูญ” มี นายคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร.2540 เป็นองค์ปาฐกถานำ และมีผู้ร่วมอภิปรายทั้งนักวิชาการ ศิลปินเพื่อชีวิต และเปิดตัว “คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550” เขา
 
      ขอให้พี่น้องประชาชนผู้รักชาติและประชาธิปไตย ไปร่วมงานนี้ให้คับคั่ง อย่าให้น้อยหน้าเด็ดขาด

       เราเห็นด้วยที่คณะกรรมการชุดนี้จะมีกิจกรรมเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรก ซึ่งจะถือเป็นการจุดพลุ ตีฆ้องร้องป่าวกันให้ทั่วบ้านทั่วเมือง ด้วยการเปิดเวทีใหญ่และเวทีย่อยไปทั่วประเทศ เพราะเรื่องการเมืองเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช้เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องใกล้ตัว เราจะอยู่ดีกินดีหรือไม่อยู่ที่การเมืองนี่แหละที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทาง

     หากชาติบ้านเมืองปั่นป่วนวุ่นวายด้วยเหตุทางการเมือง เราจะหากินได้โดยสงบสุข ทำมาค้าขึ้นได้อย่างไร นักธุรกิจ ลูกจ้าง ข้าราชการ นักเรียน นักศึกษา ว่าง่ายๆ คือ ตั้งแต่ขอทานยันผู้รากมากดี ล้วนเกี่ยวข้องกับการเมืองตั้งแต่เช้าจรดค่ำ แม้นอนหลับการเมืองก็ยังเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือตั้งแต่เกิดจนตาย
 
     คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ได้มีแนวคิดในการเดินสายรณรงค์ทั่วประเทศ โดยมีกำหนดการดังนี้
    11 เมษายน 2551 อุดรธานี
    12 เมษายน 2551 ขอนแก่น
    18 เมษายน 2551 อุบลราชธานี
    19 เมษายน 2551 เชียงใหม่
    21 เมษายน 2551 พิจิตร
    25 เมษายน 2551 นครศรีธรรมราช
 
     การตีฆ้องร้องป่าวให้ทั่วประเทศ เพื่อชี้ให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มีความอัปลักษณ์ทางประชาธิปไตยอย่างไรบ้าง ซึ่งจะมีผู้รู้มาบรรยายให้เห็นถึงแก่น และจะมีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนไปพร้อมๆ กันด้วย โดยใครมีความคิดเห็นอย่างไรให้เขียนมาบอกกับคณะกรรมการ หรือตั้งคำถามกับคณะกรรมการที่จะไปรณรงค์
 
     ใครที่จะไปร่วมงานตามวันและเวลาข้างต้น กรุณาอย่าลืม! เตรียมเอาบัตรประจำตัวประชาชน ติดตัวไปด้วย เพราะจะมีการล่ารายชื่อ 5 หมื่นชื่อ เพื่อเป็นหลักฐานในการขอเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550
 
     สำคัญที่สุดของทุกเวที ได้มีแนวทางในการรณรงค์ทั่วประเทศเอาไว้ด้วยว่า ประชาชนสามารถแสดงออกต่อสาธารณะ หากเห็นด้วยและต้องการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ให้มีความเป็นประชาธิปไตย กรุณาใส่เสื้อสีแดง
 
   สีแดงที่เป็น สัญลักษณ์ในการโค่นล้มเผด็จการ คมช. เมื่อปีที่ผ่านมา
 
   สีแดงที่ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ในการลงประชามติ หรือ Vote No ในคราวที่แล้ว
 
   สีแดงที่ จะใช้รณรงค์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นในคราวนี้

    ใครจะไปร่วมงาน ช่วยกันใส่สีแดงให้พรึบไปทั่วทั้งงาน
 
   “สีแดง” โค่นอำมาตยาธิปไตย
 
   “สีแดง” แก้ รธน.50 ฉบับที่เขาบอกว่ามีที่มาไม่สง่างาม เนื้อหาไม่เป็นประชาธิปไตย ทำลายกระบวนการยุติธรรม

http://www.prachatouch.com/content.php?id=3777
69  หมวดหลัก / กระทู้การเมือง / กระทรวงศึกษาฯ ตรวจสอบ มธ.ให้พันธมิตรฯเช่าหอประชุม เมื่อ: 3 เมษายน 2008, 22:59:19
 “สมชาย” มอบ “บุญลือ” ตรวจสอบ อธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ให้กลุ่มพันธมิตรฯเช่าหอประชุมฯ เหมาะสมหรือไม่ ด้านรองอธิการบดี ร้อนก้น แจ้ง ข่าวปฏิเสธฯให้กลุ่มประชาธิปไตยเช่าหอวันที่ 4 ไม่ได้เลือกปฎิบัติ

      นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชน อภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ขอให้กระทรวงศึกษาธิการ เข้าไปตรวจสอบการชุมนุมของนักศึกษา ที่ใช้คำพูดไม่เหมาะสม และตรวจสอบอธิการบดีที่อนุญาตให้กลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปใช้สถานที่ในสถาบันอุดมศึกษาเป็นที่ชุมนุมว่ามีความเป็นกลางหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ตนจะมอบหมายให้นายบุญลือ ประเสริฐโสภา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะกำกับดูแล สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ให้เข้าไปตรวจสอบว่า การอนุญาตให้กลุ่มบุคคลเข้าไปดำเนิน
 
     กิจกรรมต่างๆ ในมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องที่ถูกต้องและเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งการเข้าไปใช้พื้นที่ในสถาบันอุดมศึกษา จะต้องไม่รบกวนสมาธิการเรียนการสอนของนักศึกษาในสถาบัน หรือก่อให้เกิดปัญหาที่ไม่เหมาะสมขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เท่านั้น สถาบันอุดมอื่นๆ ก็ต้องระมัดระวัง และให้ดูแลเรื่องนี้ด้วย

     ด้าน รศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต รองอธิการฝ่ายบริหาร ท่าพระจันทร์ กล่าวว่า ตามที่มีข่าวปรากฏตามสื่อมวลชนว่า กลุ่มที่มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่เช่าหอประชุมใหญ่

    มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดการอภิปรายและแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา จะขอเช่าใช้หอประชุมใหญ่ มธ. เพื่อจัดกิจกรรมทำนองเดียวกัน ในวันที่ 4 และ 10 เมษายน และมหาวิทยาลัยปฏิเสธการขอเช่าเป็นการกีดกันและเลือกปฏิบัตินั้น

    มธ. ขอชี้แจงว่าในวันที่ 5 เมษายน ได้มีหน่วยงานเอกชนขอเช่าหอประชุมใหญ่ไว้ล่วงหน้าแล้ว เพื่อจัดการแสดงโขนและละคร และการขออนุญาตเข้าใช้พื้นที่เพื่อติดตั้งฉากและเวทีการแสดงตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน ดังนั้น มหาวิทยาลัยจึงไม่อาจอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้หอประชุมในวันที่ 4 เมษายนได้อีก สำหรับวันที่ 10 เม.ย.นั้น หอประชุมใหญ่ยังว่างอยู่และสามารถให้เช่าใช้ประโยชน์จัดกิจกรรมต่างๆ ได้โดยจะต้องชำระค่าเช่าและค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ตามระเบียบของมหาวิทยาลัย

http://www.prachatouch.com/content.php?id=3830
70  หมวดหลัก / กระทู้การเมือง / คนเชียงรายแห่ต้อนรับ “ทักษิณ” คับคั่ง พร้อมให้กำลังใจ เมื่อ: 3 เมษายน 2008, 22:57:20
พ.ต.ท.ทักษิณ ถึงเชียงราย ประชาชน - ส.ส. รอต้อนรับอย่างอบอุ่น ก่อนตรงดิ่งเข้าร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อรสเยี่ยมของนางมติ ท่ามกลางกลุ่มคนรักอีกจำนวนมากที่ยังพร้อมกล่าวให้กำลังใจอดีตนายกฯ ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยต่อไป จากนั้นจะเดินสายทำบุญที่วัดศรีโคมคำ เมืองกว๊านฯ – ดอยตุง ก่อนกลับมาร่วมงานวันเกิด “ยงยุทธ” เย็นนี้

     เมื่อเวลา10.30 น.วันนี้ (3 เม.ย.) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย และนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน น.ส.ศันสนีย์ นาคพงศ์ โฆษกส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคณะติดตามอีก 2 คน ได้เดินทางด้วยเครื่องบินจาก กทม.มาถึงท่าอากาศยานเชียงราย โดยมีประชาชน และ 8 ส.ส.เชียงราย นำโดยนายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เขต 1 พรรคพลังประชาชน ไปรอต้อนรับ โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับช่อดอกไม้จากชาวบ้านและแจกลายเซ็นให้กับผู้ที่มารอขอ โดย พ.ต.ท.ทักษิณ มีสีหน้าสดชื่น

     จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมคณะ ได้เดินทางด้วยรถยนต์มารับประทานก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัวรสเยี่ยม ถนนพรรพปราการ อ.เมืองเชียงราย ของนางมติ แซ่อั้ง แกนนำชมรมคนรักทักษิณ จ.เชียงราย ที่ให้การต้อนรับและโห่ร้องดีใจ พร้อมโผเข้ากอด พ.ต.ท.ทักษิณ ก่อนจะมีผู้มารอขอถ่ายภาพจำนวนมาก ทั้งชมรมคนรักทักษิณ กลุ่มเสรีชนจาก กทม. กลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการ โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับประทานก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัว โต๊ะเดียวกับนายยงยุทธ ติยะไพรัช มีนายพานทองแท้ นั่งโต๊ะติดกันกับบรรดา ส.ส.เชียงราย

    ขณะที่ภายในร้ายมีการจำหน่ายเสื้อชมรมคนรักทักษิณและติดสติ๊กเกอร์ชมรมคนรักทักษิณ และภาพถ่ายในอดีตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ได้กล่าวว่า มาทำบุญ และคิดถึงประชาชนทุกคนมากๆ

     ด้านนางมติ กล่าวว่า ในสมัยที่มีการยึดอำนาจ หลายคนต้องถูกเจ้าหน้าที่ทหารกดดันต่างๆ นานา แต่ก็ต่อสู้มาจนได้ทุกวันนี้ เพราะมี พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นกำลังใจและจะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยต่อไป พร้อมกันนั้นได้ขอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ปลงผมให้สมาชิกชมรมคนรักทักษิณที่จะไปบวชด้วย 1 คน

     นางปิยะวรรณ สนองญาติ อดีตครู วัย 60 ปี กล่าวว่า ดีใจที่ได้พบ พ.ต.ท.ทักษิณ และเป็นตัวแทนของประชาชนมามอบดอกไม้เพื่อเป็นกำลังใจให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ต่อสู้กับความไม่ถูกต้องต่อไป และดีใจมากในวันนี้ หลังจากติดตามข่าวสารมานาน

     ต่อจากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมคณะ ได้เดินทางไปทำบุญที่วัดศรีโคมคำ อ.เมือง จ.พะเยา และช่วงบ่ายเดินทางด้วยรถยนต์ กลัมาทำบุญต่อที่วัดพระธาตุดอยตุง อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ซึ่งเป็นวัดเดียวกันกับที่ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร เคยมาทำบุญเมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

     ส่วนในช่วงเย็นคาดว่าจะร่วมงานเลี้ยงวันเกิดนายยงยุทธ ติยะไพรัช ที่บ้านพัก ใน อ.แม่จัน จ.เชียงราย พร้อมกับพักค้างแรมที่เชียงราย1  คืน แต่ไม่ระบุว่าพักที่ใด จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางกลับ กทม.เวลา15.30 น.ของวันที่ 4 เม.ย.

http://www.prachatouch.com/content.php?id=3827
71  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ส่วยทำพิษ!เด้งอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เมื่อ: 3 เมษายน 2008, 06:00:12
พิษส่วย! ปลัดกระทรวงคมนาคม เด้ง อธิบดีกรมการขนส่งทางบก มาช่วยราชการในกระทรวงฯ หลังผลสอบกรณีเรียกรับผลประโยชน์จากเอกชนมีมูล

นายชัยสวัสดิ์ กิตติพรไพบูลย์ ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ในวันนี้ได้ลงนามในคำสั่งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง โดยได้ให้นายศิลปชัย จารุเกษมรัตนะ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก มาช่วยราชการในกระทรวงคมนาคม พร้อมลงนามแต่งตั้งให้นายชัยรัตน์ สงวนชื่อ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก มาทำหน้าที่รักษาการอธิบดีกรมการขนส่งทางบกแทน ทั้งนี้ การโยกย้ายดังกล่าวมาจากสาเหตุหลังจากมีการร้องเรียนเกี่ยวกับกรณีที่นายศิลปชัยถูกกล่าวหาว่า มีการเรียกรับผลประโยชน์จากเอกชน และกระทรวงคมนาคมได้แต่งตั้งนายปิยะพันธ์ จัมปาสุต รองปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธานคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งผลสอบสวนพบว่า มีการกระทำที่มีมูลความผิดจริง หลังจากนี้จะมีการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยกับนายศิลปชัยด้วย โดยคำสั่งโยกย้ายดังกล่าวให้มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นตันไป

http://www.posttoday.com/topstories.php?id=230215
72  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / กรอ.รูปแบบใหม่ใช้งบฯ 2,000 ล้านบาท เมื่อ: 3 เมษายน 2008, 05:50:06
จากการประชุมคณะกรรมการกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) นพ.ธาดา มาร์ติน ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยผลการประชุมว่า ที่ประชุมตั้งคณะทำงาน มี ดร.สุเมธ แย้มนุ่ม เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เป็นประธาน ทำหน้าที่พิจารณาว่าสาขาวิชา 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ สุขภาพ บริการและการท่องเที่ยว และเกษตรศาสตร์ มีสาขาวิชาใดบ้าง ทั้งพิจารณาถึงจำนวนผู้กู้และงบประมาณที่ต้องใช้ ก่อนจะนำเสนอกระทรวงการคลังเพื่อออกเป็นประกาศ กรอ.เกี่ยวกับสาขาวิชาที่จะให้กู้ กรอ.ได้ต่อไป จากนั้นจะนำไปชี้แจงให้สถานศึกษารับทราบภายในเดือน เม.ย.นี้ 

ด้านนายเสริมเกียรติ ทัศนสุวรรณ ผู้ช่วยผู้จัดการ กยศ. กล่าวว่า ที่ประชุมกรอ. ได้ประมาณการจำนวนงบประมาณที่ต้องใช้สำหรับ กรอ.รูปแบบใหม่ ซึ่งจะใช้ในภาคเรียนที่ 1/2551 ซึ่งคาดว่าไม่เกิน 1,000 ล้านบาท ส่วนงบฯสำหรับใช้ตลอดปีการศึกษา 2551 เป็นเงิน 2,000 ล้านบาท สามารถรองรับผู้กู้ได้ 30,000 คน โดยจะใช้งบฯที่ กยศ.มีอยู่ ส่วนปีการศึกษา 2552 ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้ 2,000 ล้านบาทนั้น จะต้องเสนอของบประมาณจากรัฐบาล นอกจากนี้ที่ประชุม กรอ.ได้แก้ไขระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการบริหารกองทุนเพื่อการศึกษา พ.ศ.2549 (ฉบับแก้ไข พ.ศ.2550) ให้สอดคล้องกับมติ ครม.โดยระเบียบใหม่จะให้มีผู้กู้รายใหม่ของ กรอ.ได้ และการกู้ก็จะเน้นสาขาที่เป็นความต้องการ มีความชัดเจนของการผลิตกำลังคนร่วมกับภาคเอกชนเป็นลำดับแรก

ผู้ช่วยผู้จัดการ กยศ. กล่าวต่อว่า ส่วนการจัดสรรงบประมาณ กยศ.ในปีการศึกษา 2551 นั้น คณะอนุกรรมการบัญชีจ่ายที่ 2 ได้จัดสรรงบฯ ให้แก่สถานศึกษาสังกัด สกอ. ในวงเงิน 2,900 ล้านบาท เพื่อจัดสรรให้กับผู้กู้รายใหม่จำนวน 54,800 ราย ส่วนคณะอนุกรรมการบัญชีจ่ายที่ 1 ได้จัดสรรงบประมาณให้แก่สถานศึกษาที่มีนักเรียนนักศึกษาในระดับ ปวช. ปวส. และปริญญาตรีนอกสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นวงเงิน 4,300 ล้านบาท เพื่อจัดสรรให้กับผู้กู้รายใหม่ 1.8 แสนราย รวมตลอดปีการศึกษา 2551 ใช้งบฯ 3.5 หมื่นล้านบาท. 

http://www.thairath.co.th/news.php?section=education&content=84742
73  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / มิ่งขวัญกล่อม5ผู้ค้าปุ๋ยรายใหญ่ ลดได้200-1,000บาท/ตัน เมื่อ: 3 เมษายน 2008, 05:44:26
นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าววานนี้ (2 เม.ย.) ภายหลังหารือร่วมกับสมาคมผู้ค้าปุ๋ย มีตัวแทนผู้ค้าปุ๋ยรายใหญ่ 5 ราย ที่มีส่วนแบ่งร้อยละ 75 ของตลาดการจำหน่ายปุ๋ยทั่วประเทศ ว่า ผลการหารือ สมาคมผู้ค้าปุ๋ยได้เสนอที่จะจำหน่ายปุ๋ยราคาพิเศษให้กระทรวงพาณิชย์ โดยจะขายปุ๋ยเม็ดตามความต้องการของเกษตรกร ผ่านกรมการค้าภายในให้แก่เกษตรกร ในราคาส่วนลด 200-1,000 บาท ต่อตัน  มีปริมาณปุ๋ยที่จะจำหน่ายครั้งนี้ จำนวน 130,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าส่วนลดประมาณ 70 ล้านบาท  เกษตรกรสามารถจองซื้อปุ๋ยลดราคาพิเศษได้ตั้งแต่ 18-30 เม.ย.นี้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 5 เม.ย.นี้ กระทรวงพาณิชย์ จะเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจค้าข้าว ทั้งผู้แทนชาวนา พ่อค้าคนกลาง และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมปุ๋ย มาประชุมรับทราบสถานการณ์ และแจ้งปัญหาให้ทราบ เพื่อขอความร่วมมือในการดำเนินการมาตรการอื่นๆต่อไป

http://www.thairath.co.th/online.php?section=newsthairathonline&content=84727
74  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ทักษิณขึ้นเหนือเดินสายทำบุญ ก่อนออกรอบตีกอล์ฟฮุนเซน เมื่อ: 3 เมษายน 2008, 05:42:18
ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า วันนี้ (3 เม.ย.) พ.ต.ท.ทักษิณ มีกำหนดเดินทางไป จ.เชียงราย โดยออกเดินทางจากสนามบินดอนเมือง เวลา 09.15 น. ด้วยเครื่องบินสายการบินไทยเที่ยวบินที่ ทีจี-1132 กรุงเทพมหานคร-เชียงราย เพื่อเดินสายทำบุญระหว่างวันที่ 3-4 เม.ย. โดยจะเดินทางไปที่วัดศรีโคมคำ หรือวัดพระเจ้าต๋นหลวง อ.เมือง จ.พะเยา เพื่อสักการะพระเจ้าต๋นหลวง พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง จ.พะเยา ที่ชาวภาคเหนือให้ความเคารพนับถือเพื่อความเป็นสิริมงคล และจะมีการทำพิธีสืบชะตาโดยพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ในจังหวัดพะเยาจำนวน 9 รูป ตามความเชื่อว่าการทำบุญสืบชะตาจะเป็นการเสริมบุญบารมีให้กับชีวิตมีความสุขในช่วงย่างเข้าสู่ปีใหม่ไทย

ส่วนวันพรุ่งนี้ (4 เม.ย.)  พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางไปยังโครงการปลูกป่าดอยตุง บนพระตำหนักดอยตุง พร้อมกับไปไหว้ พระธาตุดอยตุง จ.เชียงราย จากนั้นจะไปทำบุญไหว้พระตามวัดต่างๆ นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณจะแวะพบเพื่อให้ กำลังใจนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎรและอดีต ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน จ.เชียงราย

ด้าน นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณเตรียมเดินทางไปร่วมออกรอบตีกอล์ฟกับสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ตามคำเชิญ ในวันที่ 5-6 เม.ย.นี้

หลังจากเดินทางกลับจากประเทศกัมพูชา พ.ต.ท.ทักษิณจะร่วมหารือกับนักธุรกิจชาวบราซิลและยุโรป 2 คน ที่จะมาลงทุนในประเทศไทย

ส่วนกรณีคดีปล่อยเงินกู้ให้กับประเทศสหภาพพม่าจำนวน 4 พันล้านบาท ขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้งจาก พ.ต.ท. ทักษิณว่าจะมีการแถลงชี้แจงหรือไม่ แต่ยืนยันว่า พ.ต.ท. ทักษิณพร้อมต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมและมั่นใจในพยานหลักฐานที่ทีมทนายความเตรียมพร้อมไว้แก่ต่างให้ในชั้นศาล

http://www.thairath.co.th/onlineheadnews.html?id=84765
75  หมวดหลัก / กระทู้การเมือง / แก้รัฐธรรมนูญ ม.237 เมื่อ: 29 มีนาคม 2008, 02:12:34
รัฐธรรมนูญปิศาจ หน้าแหลม ฟันดำ ยึดหลักความ “สุดโต่ง” เป็นสรณะ เพราะ เขียนขึ้นด้วยความเกลียดคน ๆ เดียว กฎหมาย 7 ชั่วโคตร ผลงานโบแดงของอดีต รมต.ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์  ออกมาแล้ว  สนช. นั่นแหละ ที่เอะอะโวยวาย ปล่อยมาได้ไง
 
กฎหมายสุดขั้วพรรค์นี้  ต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอยู่
 
แทนที่จะได้คนมีความรู้ความสามารถใหม่ ๆ เข้ามาเล่นการเมือง ตรงข้าม เลือกตั้ง ส.ว.ล่าสุด มีแต่พวกโนเนม ใครก็ไม่รู้แห่มาสมัครเพียบ เพราะห้ามตั้งแต่ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ลูก หลาน เหลน เขย สะใภ้ ญาติโกโหติกา รวมแล้ว 84 คนรวด แค่ 1 ในญาติโกไปทำสัญญากับหน่วยงานรัฐที่นักการเมือง (หรือเจ้าหน้าที่รัฐ) เกี่ยวข้องอยู่ จะกลายเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนทันที นักการเมืองมีสิทธิติดคุกหัวโต
 
ที่หวังดีเลยกลายเป็นทำร้ายประเทศชาติไปฉิบ นี่ไง ตัวอย่าง !!!
 
กรณี ม.237 ในรัฐธรรมนูญ ที่กำลังจะทำลายล้างพรรคการเมืองก็เช่นกัน ระบุว่า “หากผู้สมัครรับเลือกตั้งกระทำการหรือสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายจนทำให้ ผลการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม (ก็แม้แต่ กกต. ยังถูกตั้งคำถามเลย เที่ยงธรรมจริงหรือ จับเงินค่ารถ พปช. ที่โคราช 1.7 หมื่น ได้ใบเหลือง, จับเงิน 1.3 ล้าน ของ ปชป.ที่เพชรบูรณ์พร้อมรายชื่อชาวบ้าน ก็ได้ใบเหลือง ไม่ใช่ใบแดง)
 
หากปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคหรือ กก.บริหารพรรค มีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลยหรือทราบแล้วไม่ยับยั้งแก้ไขให้ถือว่าพรรคการเมืองกระทำการได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ใน รธน. ซึ่งมีโทษยุบพรรคและให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค 5 ปี”
 
ดูแล้วเจตนารมณ์ดีมากเลย แต่ไม่ต่างจากกฎหมาย 7 ชั่วโคตรหรอก !!!
 
ไม่มีประเทศไหนในโลกจะทำให้การเมืองไร้เสถียรภาพได้เท่า รธน.ปิศาจของไทยอีกแล้ว นี่ยังไม่นับกรณีรัฐมนตรีต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จากสารพัดคดี ที่เป็นอีกปัญหาใหญ่ของรธน. ปิศาจนะ
 
ที่วิปรัฐบาล 6 พรรคเสนอให้แก้ ม.237 ที่จ้องยุบพรรคก่อน จึงไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผล หากไม่อคติเกลียดแม้วแบบไม่ลืมหูลืมตา หรือมองแค่พรรคการเมือง ทำเพื่อตัวเอง ดิ้นหนียุบพรรคกันแง่เดียว
 
ขนาดยังไม่ยุบจริง มีแค่ข่าว (แต่ทุกวัน) ดัชนีตลาดหุ้นยังดิ่งเอา ๆ นักลงทุนก็หวาดผวา  ประชาชนก็หมดมู้ดใช้จ่าย ทำให้ ดร.สมชัย จิตสุชน ผอ.ฝ่ายวิจัยทีดีอาร์ไอต้องออกมายอมรับ ข่าวยุบพรรค ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุนมาก เดี๋ยวเลือกตั้ง เดี๋ยวยุบ สลับอยู่อย่างนี้
 
เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ยากมาก ดร.สมชัยย้ำ !!!
 
พวกซาดิสต์ทั้งหลายที่อยากได้ความสะใจเป็นภักษาหาร  ฟัง ดร.สมชัยพูดไว้หน่อยก็ดีนะ เมื่อการเมืองไม่มีเสถียรภาพ เศรษฐกิจก็ไปไม่รอด ไอ้ที่สาหัสอยู่ตอนนี้ ก็จะสาหัสมากขึ้น
 
เมื่อการเมืองถึงทางตัน ก็ต้องผ่าทางตันเท่านั้น ที่จริงแล้ว แก้ ม.237 ยังไม่พอ มันต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญปิศาจหน้าแหลมฟันดำที่เป็นผลผลิตของเผด็จการอีกด้วย
 
จะไปอาลัยอาวรณ์อยู่ทำไม รัฐธรรม นูญสุดอัปลักษณ์ฉบับนี้ !!!.

ดาวประกายพรึก
http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?ColumnId=54874&NewsType=2&Template=1
76  หมวดหลัก / กระทู้การเมือง / ประชาชนหนุนแก้ รธน. เมื่อ: 29 มีนาคม 2008, 02:09:36
เศร้าใจจริง ๆ กับกระดูกสันหลังของชาติ หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน ข้าวแพงดั่งทองคำ แทนที่จะลืมตาอ้าปากได้ กลับถูกโจรปล้นข้าวไปบ้าง ถูกเพลี้ยลงข้าวตายแทบหมดตัวต้องฆ่าตัวตายบ้าง
 
อย่างนี้ รัฐบาลคงต้องเข้าไปดูแลอย่างจริงจังแล้ว ละเลยไม่ได้เลย !!! 
 
หันกลับมาเรื่องแก้รัฐธรรมนูญปิศาจ พูดกันจัง ถ้าไม่ได้กระทำผิด ไม่เห็นต้องกลัว ม.237 ที่เขียนแบบเหมาเข่ง  “ให้ถือว่า” กก.บริหารพรรคทำผิดเท่ากับพรรคทำผิด...โดยอัตโนมัติ
 
ซึ่งกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือทำลายล้างพรรคชาติไทย มัชฌิมาธิป ไตย ตามด้วยพลังประชาชน
 
แต่ใน รธน.ปิศาจนี่ละ กลับมี ม.309 บัญญัติ “ให้ถือว่า” การกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับการใด ๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้ รธน.ถือว่า
 
ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ อัตโนมัติเหมือนกัน แต่เนื้อหาต่างเหมือนฟ้ากับเหว
 
หมายความว่าอะไร หมายความว่า การกระทำที่ คมช.ลากปืนล้มรัฐบาลเลือกตั้ง และฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งลงถังขยะก็ดี องค์กรอิสระที่ตั้งขึ้นมาพิพากษาโทษคนอื่นไม่ว่าจะ คตส. กกต. หรือ...ก็ดี
 
ถึงทำผิดก็นิรโทษกรรมให้ตัวเองอัตโนมัติแล้ว นี่หรือ ความเป็นธรรม ฮืม


นิรโทษกรรมย้อนหลังไม่หนำใจ ยังนิรโทษกรรม “ล่วงหน้า” อีกด้วย เป็นตลกระดับโลก
 
พวกแหกปากบอกว่า ไม่ทำผิด ไม่เห็นต้องกลัว แกล้งโง่ (เพราะได้ดีจากเผด็จการ) หรือเปล่า จึงไม่พูดถึงประเด็นนี้บ้างเลย รัฐธรรมนูญที่ขาดหลักนิติธรรมและอคติอย่างนี้
 
ทำไมจะโละทิ้งไม่ได้ ฮืม
 
รธน.ปิศาจที่เอาความเกลียดทักษิณและไทยรักไทยเป็นที่ตั้ง มีปัญหาในตัวเห็น ๆ ยิ่งใช้ยิ่งเจอกับดัก ม.237 แค่ตัวอย่างหนึ่งที่ กำลังพ่นพิษร้ายทำลายพรรคการเมืองอยู่ขณะนี้ 
 
อย่างที่ บรรหาร ศิลปอาชา บอกแหละ ไม่โดนกับตัวไม่รู้ร็อก ตอนไทยรักไทยถูกยุบ บรรหารก็ตีปีก บอก ไม่ทำผิด ไม่เห็นต้องกลัว โดนกับตัวคราวนี้ถึงรู้สึก
 
ยุบร้านขายก๋วยเตี๋ยวซักร้านยังยากกว่า แค่ “แคชเชียร์” โกงใช่ว่าต้องยุบทั้งร้านซะเมื่อไหร่ แต่ ม.237 มัดมือชก กก.บริหารคนเดียวทำผิด ยุบทั้งพรรค ฮืม
 
ปลาไหลยังยอมรับอีกว่า มือที่มองไม่เห็นยังเล่นไม่เลิก ไม่สนว่าบ้านเมืองจะป่วนแค่ไหน
 
ซึ่งก็ดีเพราะสวนทาง “เอแบคโพล” ที่สำรวจคน 18 จังหวัด 3,000 ตัวอย่าง พบว่า 59.3% เห็นด้วยให้แก้ รธน. เพื่อให้เกิดความ “ยุติธรรม” กับทุกฝ่ายและเพื่อให้ประเทศไทยมีความสงบสุขและการเมืองเข้มแข็ง
 
มีแค่ 32% ไม่เห็นด้วย แสดงว่าคนไทยอยากให้ประเทศชาติเดินไปข้างหน้าเสียทีแล้ว !!!
 
ก็ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี หากรัฐบาลฉลาด ก็ควรฉวยโอกาสเร่งทำความเข้าใจกับประชาชนโดยเร็ว
 
ไหน ๆ จะแก้แล้ว แก้ทำไม 4 ประเด็น  แก้มันทั้งฉบับเลย ประกาศให้ยกเลิก รธน.ปี 50 และใช้ ปี 40 แทน อะไรที่เป็นจุดอ่อนใน รธน.ปี 40 ก็ตั้ง คกก.ที่เป็นกลางมายกร่างใหม่
 
ถ้าปล่อยให้การเมืองถึงทางตัน 6 พรรคร่วมรัฐบาลนั่นแหละต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่ใครที่ไหน???.

ดาวประกายพรึก
http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?ColumnId=54979&NewsType=2&Template=1
77  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ‘พลเมืองภิวัฒน์’ จี้ แก้ รธน. 50 หวั่นปมยุบพรรคก่อวิกฤติ เมื่อ: 29 มีนาคม 2008, 02:06:09
กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 3/2551เรียกร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 โดยระบุว่า รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 มิใช่รัฐธรรมนูญของปวงชนชาวไทย แต่เป็นผลิตผลของเผด็จการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ที่กำลังส่งผลทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะมาตรา 237 ที่อยู่ในระหว่างดำเนินการกรณีกรรมการบริหารพรรคการเมืองกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งและถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง จะส่งผลให้ต้องดำเนินการยุบพรรคการเมืองดังกล่าวหรือไม่ และต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคคนอื่นที่ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจกับการกระทำความผิดนั้นด้วยหรือไม่ เป็นประเด็นเร่งด่วนและอาจก่อให้เกิดวิกฤตทางการเมืองตามมาได้

กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ เรียกร้องให้มีการดำเนินการเเก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 โดยเร็วที่สุด โดยให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผ่านรัฐสภาที่มาจากเลือกตั้งของประชาชน ด้วยการยึดถือเอารัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญของปวงชนชาวไทยมาเป็นต้นแบบในการแก้ไข

http://www.prachatai.com/05web/th/home/11639
78  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / จี้สอบ สมเกียรติ ร่วมพันธมิตรฯ ผิดมารยาททางการเมือง เมื่อ: 29 มีนาคม 2008, 02:05:12
วันที่ 26 มี.ค. เวลาประมาณ 11.00 น. กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ เข้ายื่นหนังสือต่อ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รองประธานสภาคนที่ 1 ที่รัฐสภา ร้องเรียนเรื่องตรวจสอบบทบาทสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ ของนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ กรณีการเข้าไปมีส่วนร่วมเป็นแกนนำใน ‘กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย’ เพื่อสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย

นายภูมิวัฒน์ นุกิจ กล่าวว่าการที่นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ซึ่งเป็น ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามครรลองประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนนอกรัฐสภา โดยเข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทั้งที่มีกระบวนการทางรัฐสภา เช่น การยื่นกระทู้ หรือยื่นญัตติ รองรับอยู่ ถือเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ด้วยการไม่เคารพระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ทั้งนี้การออกมาเรียกร้องไม่ได้เป็นลิ่วล้อของใครหรือฝ่ายใดเพียงแต่ต้องการสร้างบรรทัดฐานทางการเมือง ตามสิทธิของพลเมือง

“ส.ส. หรือ ส.ว.ไม่ว่าพรรคการเมืองใด มีความชอบธรรมที่จะมาเคลื่อนไหวนอกรัฐสภาอย่างนั้นหรือ” นายภูมิวัฒน์ตั้งคำถาม

ทั้งนี้ ภายในหนังสือที่ยื่นต่อ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ระบุการกระทำที่นอกเหนือวาระข้อบังคับของรัฐสภา และมารยาททางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาคือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ สามารถ ยื่นกระทู้ ยื่นญัตติ วิพากษ์ วิจารณ์ โดยสุจริต ในรัฐสภา เพื่อร่วมกันพัฒนาระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาได้ แต่นายสมเกียรติ ไม่เคารพในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มุ่งหวังเพียงเพื่อจะขับไล่รัฐบาลอันมาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ โดยสร้างวาทกรรมสำนวน กล่าวหาว่า “รัฐบาลอันมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เป็นระบอบทักษิณ เป็นรัฐบาลนอมินี (ตัวแทน) เป็นรัฐบาลศรีธนณชัย เป็นรัฐตำรวจ เป็นรัฐทุนนิยมสามานย์”

นอกจากนี้ นายสมเกียรติ ได้ร่วมกับพวกออกแถลงการณ์และนัดชุมนุมในรูปแบบงานสัมมนา ซึ่งจะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 28 มี.ค.ที่จะถึงนี้ ณ หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยได้เดินสายโฆษณา ชักชวน พี่น้องประชาชนตามที่ต่างๆ และได้กล่าวปราศรัยระหว่างการประชุมใหญ่สามัญประจำปีพรรคประชาธิปัตย์ ที่ อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช มีข้อความตอนหนึ่งซึ่งบ่งบอกว่ามีแนวคิดแบ่งแยกประเทศไทย ให้ออกเป็นภาคส่วนต่างๆ เพื่อสร้างความเกลียดชัง และเหมารวม สร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นเป็นฝัก เป็นฝ่ายในสังคม

ด้านนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รองประธานสภาคนที่ 1 กล่าวหลังการรับมอบหนังสือว่า ตามหลักการไม่เห็นด้วยกับการกระทำของนายสมเกียรติ เพราะส.ส.ควรปฏิบัติตามวิถีทางประชาธิปไตย แต่โดยรัฐธรรมนูญได้ระบุสิทธิในการเสนอความคิดเห็นเอาไว้ ดังนั้นการก้าวล่วงไปสั่งห้ามจึงทำไม่ได้ เพียงแต่ต้องจับตาดูไม่ให้เกินขอบเขต เกิดการละเมิดต่อผู้อื่น หรือขัดต่อหลักกฎหมาย ซึ่งก็จะไม่ปล่อยให้เกินเลยเหมือนการเคลื่อนไหวของพันธมิตรครั้งที่ผ่านมาอีก

ส่วนการออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่ม ส.ส.พลังประชาชน ภายใต้ชื่อกลุ่มมหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย ซึ่งจะมีการจัดเวทีคู่ขนานในวันที่ 28 มี.ค.นั้น นายสมศักดิ์กล่าวว่าทางพรรคพลังประชาชนไม่ได้ให้การสนับสนุนและได้มีคำสั่งให้ยุติแล้ว แต่ก็ไม่สามารถที่จะเข้าไปห้ามปรามไม่ให้เคลื่อนไหวได้เพราะถือว่าเป็นสิทธิของบุคคล ทั้งนี้คิดว่าเป็นความผิดพลาดมาตั้งแต่ที่ระบุในรัฐธรรมนูญว่า ส.ส.ไม่จำเป็นต้องฟังมติของพรรคทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้น ดังนั้นจึงคิดว่าควรเร่งให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเร่งด่วน

http://www.prachatai.com/05web/th/home/11649
79  หมวดหลัก / กระทู้การเมือง / แก้รัฐธรรมนูญ จุดสมดุลระหว่าง ‘ประชาธิปไตย’ กับ ‘การตรวจสอบ’ เมื่อ: 29 มีนาคม 2008, 01:55:01
แก้รัฐธรรมนูญ จุดสมดุลระหว่าง ‘ประชาธิปไตย’ กับ ‘การตรวจสอบ’

บทความโดย ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


บทนำ

เป็นที่ทราบกันดีว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน 2550 เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยทั้งในแง่ของ ‘ที่มา’ และ ‘เนื้อหา’ อีกทั้งหลายมาตราก็ก่อให้เกิดปัญหาในการใช้และการตีความกฎหมายเเละบั่นทอนเสถียรภาพของฝ่ายบริหาร

ดังนั้น ในเมื่อตอนนี้การเมืองไทยเริ่มเข้าสู่ระบบปกติ มีรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งและมีรัฐสภาเรียบร้อยแล้ว การเมืองภาคประชาชนน่าจะริเริ่มกระบวนการการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
 
1.ใครบ้างที่มีสามารถริเริ่มการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

โดยช่องทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น มาตรา 291 ได้รับรองว่า คณะรัฐมนตรี ส.ส.และ ส.ว. รวมทั้งประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 5 หมื่นคนตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ทั้งนี้ ประชาชนโดยทั่วไป องค์กรภาคเอกชนฝ่ายประชาธิปไตยต่างๆ และนักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตยควรมีบทบาทในการริเริ่มให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญบัญญัติว่า ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต้องเสนอเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมและให้รัฐสภาพิจารณาเป็นสามวาระ สำหรับรูปแบบของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น อาจทำในรูปของคณะกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งประกอบด้วยตัวแทนทุกภาคส่วน ส่วนคะแนนเสียงที่จะให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านนั้นต้องการคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกของทั้งสองสภา (คือทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา)

ประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญน่าจะเริ่มต้นได้แล้ว เนื่องจากขั้นตอนต่างๆ ใช้เวลาพอสมควร ทั้งเรื่องการเตรียมการศึกษาว่ามีประเด็นใดบ้างที่ควรแก้ไข การจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน (ตามวาระที่สอง) และการยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นต้น

2. วิธีการแก้ไข

ก่อนที่จะมีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจมีการตั้ง “คณะกรรมาธิการวิสามัญ” ประกอบด้วยตัวเเทนจากทุกภาคส่วนเพื่อประชุมร่วมกันเพื่อระดมสมองว่าสมควรมีการแก้ไขประเด็นใดบ้าง โดยคณะกรรมาธิการนี้อาจศึกษาถึงข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ว่าเกิดจากอะไร เช่น เกิดจากเนื้อหาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเอง กล่าวคือ ถ้อยคำกำกวมหรือคลุมเครือ หรือเป็นปัญหาของการบังคับใช้ (Enforcement) หรือเกิดจากการที่เนื้อหาของรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญขัดกับธรรมชาติของการเมือง หรือเป็นกรณีที่ยังไม่มีกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติมากำหนดรายละเอียดหลักการต่างๆในรัฐธรรมนูญ เป็นต้น

3. เป้าหมายและหลักการพื้นฐานของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญควรตั้งเป้าหมาย ดังนี้

1)      ทำให้ระบบการเมืองในภาพรวมเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ให้ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง

2)      คำนึงถึงหลักความเสมอภาคในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเสมอภาคต่อกฎหมาย ความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ การศึกษาและความสมอภาคด้านโอกาสต่างๆ

3)      ลดอำนาจของอมาตยาธิปไตย

4)      เพิ่มอำนาจของฝ่ายบริหารให้เข้มแข็ง ในขณะเดียวกันก็เพิ่มอำนาจการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลด้วย

5)      การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนต้องสอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคี

6)      ยึดหลักอำนาจสูงสุดของรัฐบาลพลเรือนเหนือทหาร (Supremacy of Civilian)

การแก้ไขบทบัญญัติต่างๆ ของรัฐธรรมนูญ ควรคิดไปจากหลักการข้างต้น แล้วร่างให้สอดคล้องกับหลักการดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อจะได้อธิบายได้ว่า ทำไมจึงแก้ไขหรือเพิ่มเติมให้ต่างจากรัฐธรรมนูญปัจจุบัน

เช่น ควรเพิ่มให้ผู้บัญชาการทหารสามเหล่าทัพ ผบ. สูงสุด และเสนาธิการ ยื่นบัญชีทรัพย์สินด้วย หรือในหมวดว่าด้วยสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ควรบัญญัติตรงๆ เลยว่า “การใช้กำลังของกองทัพเพื่อทำรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญนั้นจะกระทำมิได้”

การระบุอย่างชัดเจนไว้ในรัฐธรรมนูญ แม้จะมิอาจป้องกันการทำรัฐประหารได้ แต่อย่างน้อยในเชิงสัญลักษณ์ น่าจะเป็นการแสดงออกถึงเจตนารมณ์ทางการเมืองของประชาชนที่ไม่ยอมรับการทำรัฐประหารว่าเป็นหนทางการแก้ไขปัญหาการเมือง

หรือควรเพิ่มเติมว่า “องคมนตรีต้องไม่เกี่ยวข้องทางการเมืองทั้งโดยตรงและโดยอ้อม” ซึ่งรัฐธรรมนูญที่ผ่านๆ มา บัญญัติแต่เพียงว่า “องคมนตรี…ต้องไม่แสดงการฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใดๆ” แต่การบัญญัติเพียงแค่ว่า “ไม่ฝักใฝ่พรรคการเมืองใดๆ” ปัจจุบันคงไม่พอ เพราะการเกี่ยวข้องหรือแสดงบทบาททางการเมืองนั้นอาจทำได้ในรูปแบบอื่นได้โดยไม่จำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่าชอบหรือไม่ชอบพรรคการเมืองใด (แต่ผมเชื่อว่าถ้าเขียนตามข้างต้นคงไม่ผ่าน)

นอกจากนี้ น่าจะมีการอภิปรายว่า สมควรมีการนำบทบัญญัติบางมาตราของรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2489 ที่เขียนว่า “ฐานันดรศักดิ์โดยกำเนิดก็ดี โดยแต่งตั้งก็ดี หรือโดยประการอื่นก็ดี ไม่กระทำให้เกิดเอกสิทธิอย่างใดเลย” มาบัญญัติอีกครั้งหรือไม่ เนื่องจากสังคมไทยเป็นสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำมาก อีกทั้งระบอบประชาธิปไตยตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า มนุษย์มีความเท่าเทียมกันและเสมอภาคกัน

ที่ผ่านมาสังคมไทยให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพมากจนมองข้ามหลักความเสมอภาคทั้งๆ ที่หลักความเสมอภาคเป็นพื้นฐานของการใช้สิทธิเสรีภาพ สิทธิเสรีภาพจะไม่ได้ผลในทางปฏิบัติ หากมีการหยิบยกข้ออ้างในนามของ “ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง” หรือ “ราษฎรอาวุโส” หรือ “ชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ” มาปิดปากกับฝ่ายตรงกันข้าม

อีกทั้งที่ผ่านมาเคยมีกลุ่มราชนิกุลออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง การบัญญัติข้อความดังกล่าวน่าจะเป็นการตอกย้ำถึงความเป็นพลเมืองที่เท่าเทียมกัน ไม่ควรอ้างตำแหน่งใดๆ เพื่อยกความสำคัญของตนเองและขณะเดียวกันเป็นการกดผู้อื่นด้วย

4. ประเด็นของการแก้ไขและเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

ประเด็นที่สมควรมีการแก้ไขและเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้น สมควรพิจารณาในภาพรวม รวมถึงกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ (Organic law) ด้วย เนื่องจากบทบัญญัติบางมาตราได้บัญญัติซ้ำซ้อนกันทั้งในรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เช่น กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และสรรหา ส.ว. กฎหมายพรรคการเมือง

สำหรับประเด็นที่สมควรหยิบยกขึ้นมาพิจารณาว่าสมควรแก้ไขเพิ่มเติมมีมากมาย เช่น ระบบการเลือกตั้งสภาผู้เเทนราษฎร ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา บทบาทและอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง การให้ผู้พิพากษาจากศาลฎีกาเป็นกรรมการสรรหาองค์กรอิสระ การทำความตกลงระหว่างประเทศ การดำรงตำเเหน่งของนายกรัฐมนตรี (มาตรา 171 วรรคท้าย) สิทธิอุทธรณ์ของจำเลยในการดำเนินคดีอาญาผู้ดำรงตำเเหน่งทางการเมือง (มาตรา 278 วรรค 2) เเนวนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐ การใช้งบประมาณของหน่วยราชการหรือรัฐวิสาหกิจของรัฐบาล (มาตรา 169 วรรคสอง) การเสนอขอเเปญัตติเรื่องงบประมาณของศาลเเละองค์กรตามรัฐธรรมนูญ (มาตรา 168 วรรคท้าย) เป็นต้น

บทส่งท้าย

การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งนี้ อาจเป็นการชิมลางหรือหยั่งท่าทีของการยื้อกันระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่ายอมาตยาธิปไตยหัวอนุรักษ์นิยมก็ได้ แต่เชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะยังมิได้รัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายแน่นอน ความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ควรถือโอกาสให้เป็นการยกระดับข้อเรียกร้องเพื่อ “ประชาชน” และ “ประชาธิปไตย” อย่างแท้จริงให้มากที่สุดเท่าทีจะทำได้ (แต่ผมก็เชื่อว่าคงทำได้ดั่งใจไม่ได้เต็มที่) พยายามให้พ้นไปจาก “ตัวบุคคล” หรือ “พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง” ให้ได้

http://www.prachatai.com/05web/th/home/11667


80  หมวดหลัก / กระทู้การเมือง / ถึง คตส. (บทความโดย คุณพญาไม้) เมื่อ: 29 มีนาคม 2008, 01:46:37
อะไรคือความเป็นกลาง

อะไรคือความยุติธรรม

อะไรคือหน้าที่

3 คำถามข้างบนนี้..คือ คำถามที่ถามมายัง คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา หมายเลข 1 แห่ง คตส.

กำเนิดของ คตส.นั้น..ไม่น่าจะแตกต่างไปจากกำเนิดของส่วนราชการ และองค์กรของรัฐอื่นๆ นั่นคือหน้าที่จะป้องกันความเสียหายที่เกิดกับรัฐ ในขณะเดียวกัน ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ต้องหา หรือผู้ถูกกล่าวหาไม่นานมานี้..โดยการไล่ตามสอบสวนพฤติกรรมของครอบครัวอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ของ คตส. ได้พบว่า..

การยึดทรัพย์หรืออายัดทรัพย์ของคนในครอบครัวอดีตนายกฯ.. ในบางกรณี.. ไม่ถูกต้อง.. จึงเห็นพ้องต้องกันว่า จะคืนทรัพย์สินที่อายัดไว้บางส่วนให้กับผู้ถูกกล่าวหา

แต่คุณหญิง..จารุวรรณคงไม่ทราบว่า.. มีผู้มีอำนาจใน คตส. คนหนึ่ง.. แสดงอาการโกรธเกรี้ยว และพยายามเปลี่ยนแปลงความเห็นของคณะกรรมการดังกล่าว.. โดยลุแก่อำนาจ แถมยังยับยั้ง ดึงเรื่องที่ควรจะเป็นไปตามประเพณีปฏิบัติ มิให้เป็นไปตามครรลองที่ถูกที่ควร

พฤติกรรมดังว่า.. จึงเป็นการ.. ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ.. ปฏิบัติหน้าที่โดยมีอคติ.. ปราศจากคุณธรรมและจริยธรรม..อันจะก่อให้เกิดความเสียหายกับ คตส. ในวันหน้า..หากมีการฟ้องร้องขึ้นมา เรียกร้องค่าเสียหายเป็นแพ่งเป็นอาญา

อาญานั้น ผู้กระทำความเสียหาย..อาจจะต้องรับโทษจำไปตามคำพิพากษา อย่างเช่นที่เกิดขึ้นมาในกระทรวงการคลัง.. กับคนชั้นรัฐมนตรี

แต่..ความแพ่งที่เกิดกับ “องค์กร” นั้น.. ท้องพระคลัง คือ ผู้เสียหาย..และผู้ทำให้เกิดความเสียหาย..น่าจะต้องรับโทษทั้งแพ่งและอาญา 

เขียนขึ้นมาเพื่อจะให้..คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา.. ตรวจสอบลงไปดูทีว่า.. คนที่บ้าอำนาจใช้ตำแหน่งหน้าที่อย่างมิชอบในหน่วยงานของท่านนั้นคือใคร..

ข่าววงในยืนยันว่า.. ระหว่างที่คณะอนุกรรมการดังกล่าว.. พิจารณา และมีความเห็นดังว่า.. ผู้มีอำนาจท่านนั้น..อยู่ในระหว่างเดินทางไปต่างประเทศ..เมื่อกลับมาจึงเกิดพฤติกรรมดังว่าถอดหัวโขนเทพเมื่อไหร่..ระวังจะได้ตรวนเหล็กล่ามขา


พญาไม้

http://www.bangkok-today.com/?bkk=1,3,11,0
81  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / นายกฯ แฉเอกสารลับ เตรียมปฏิวัติรอบสอง เมื่อ: 28 มีนาคม 2008, 15:46:29
วันนี้ (28 มี.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวระหว่างการพบปะกับสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาล ว่าได้รับเอกสารลับที่แทรกมากับเอกสารการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยเขียนด้วยลายมือ แจ้งเตือนว่ามีขบวนการจ้องล้มล้างทำลายรัฐบาล มีการประชุมกันเพื่อเตรียมปฏิวัติอีก แต่ยังหาเหตุผลในการปฏิวัติไม่ได้ อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีไม่พูดชัดว่าจะสามารถนำมาเปิดเผยกับสื่อมวลชนได้หรือไม่ เนื่องจากเกี่ยวพันกับคนหลายกลุ่ม และยืนยันว่าเอกสารดังกล่าวไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อป้องปรามคนบางกลุ่ม และคิดว่าคนของพรรคพลังประชาชน คนไม่ใช้วิธีการเช่นนี้

"ขณะนี้ยังมีคนบางกลุ่มพยายามวิ่งเต้นเคลื่อนไหว เพราะคิดว่ายังสามารถทำให้เกิดการปฏิวัติได้ ผมก็คงจะไม่ตอบโต้ เพราะเชื่อว่าไม่สามารถปฏิวัติได้ ในที่สุดคนกลุ่มนี้ก็จะเลิกแนวคิดนี้ไปเอง" นายกรัฐมนตรีกล่าว

นายกรัฐมนตรี ไม่ขอตอบว่าคนกลุ่มดังกล่าวเกี่ยวข้องกับมือที่มองไม่เห็น ทหาร หรือแม่ทัพภาคที่ 1 หรือไม่ แต่ยืนยันว่าไม่กลัวที่จะถูกปฏิวัติ โดยจะมีความพยายามจับจ้องเล่นงานรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้เพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงหนังสือเรื่อง "ลับ ลวง พราง ปฏิวัติปราสาททราย" ว่าเป็นแค่การเขียนหนังสือแบบหนึ่งที่ผู้แต่งไม่ใช่ผู้เขียน และมีผู้ที่รู้สึกอึดอัดจากหนังสือเล่มนี้หลายคน โดยได้มีการพูดคุยกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่มีชื่ออยู่ในหนังสือดังกล่าวแล้ว และมีความเข้าใจกันดี

ส่วนการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในเย็นวันนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่รู้สึกเป็นกังวล แต่ไม่ขอประเมิน เพราะไม่ใช่นักวิชาการ ส่วนการดูแลรักษาความปลอดภัยนั้น มีเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ยังยืนยันว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องฟังเสียงของ ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎร และเสียงจากพรรคร่วมรัฐบาล ส่วนความคิดเห็นที่แตกต่างกันภายในพรรคพลังประชาชนนั้น ไม่เป็นปัญหา ส่วนตัวย้ำว่าไม่มีประโยชน์ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 309 นอกจากนี้ยังไม่มีปัญหาที่ ส.ส.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของพรรคกว่า 50 คน ไม่เห็นด้วยที่จะแก้ไข ส่วนหากแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ทันแล้วจะต้องมีการยุบพรรคเกิดขึ้น คงช่วยไม่ได้ และยังไม่มีแนวคิดการนิรโทษกรรม เพราะแค่คิดก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์แล้ว

http://www.thairath.co.th/onlineheadnews.html?id=84078
82  หมวดหลัก / กระทู้การเมือง / อนาถใจ ประชาธิปไตย โดนรังแก (3) เมื่อ: 28 มีนาคม 2008, 10:11:29
ตุลาการศาลรธน.ชุดไหนก็ไม่ต่างกัน
วันชัย  :  เมื่อวานนี้มีคณะกรรมการสรรหาตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่มีนายวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ได้มีการประชุมแล้วเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 4 คน จากผู้สมัคร ที่ได้รับการเสนอชื่อทั้งหมด 22 คน แต่ถอนตัวไปหนึ่งคน ก็คือคุณ สมชัย จึงประเสริฐ กรรมการกกต. ทำให้เหลือผู้ที่ถูกคัดเลือก 21 คน เพื่อให้เหลือ 4 คนตามกฎบัญญัติฉบับนี้นะครับ ที่เรากำลังจะแก้ไขกันนะครับ  สำหรับบุคคลที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ ทั้งในสายรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ สองคน

ประกอบด้วย 4 ท่านดังนี้ครับ นายจรัล ภักดีธนากูล ปลัดกระทรวงยุติธรรม นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทรณ์ภาค คุณสุพจน์ ไข่มุข อดีตเอกอัครราชฑูต นายเฉลิมพล เอกอุรุ อดีตปลัดกระทรวงต่างประเทศ ซึ่งจากนี้จะส่งรายชื่อทั้ง 4 คนพิจารณารับรองต่อศาลรัฐธรรมนูญ

ส่วนมันก็มีความคิดเห็นต่อเนื่องนะครับ นักข่าวเขาก็ถามว่าสังคมเขา คลางแคลงอยู่สามสี่ชื่อที่ว่านี้นะครับ อาจจะไม่ถึงสามสี่ชื่อ เขาเจาะจงไปที่อาจารย์จรัล ภักดีธนากูลที่ว่า การสรรหา 4 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นไปตามคาด นักข่าวเขาพาดหัว จรัล วสันต์ สุพจน์ บุคคลนั่งแท่น สังคมคลางแคลงใจเลือกจรัล ทั้งที่มีชื่อคดีที่ดิน ที่ด้านรัฐศาสตร์ คัดกันถึงสามรอบ ท้ายสุดได้จากกระทรวงต่างประเทศอันนี้เป็นพาดหัวข่าว พาดหัวข่าวแบบนี้ปุ๊บ นักข่าวเขาก็อยากจะถามท่านนายกแล้วครับว่ามีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร

นายกเห็นว่ารายชื่อ 4 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่รับการคัดเลือก เมื่อวานนี้นะครับ มีความผิดปกติ เพราะไม่ควรเลือก ที่เป็นปปฏิปักษ์กับรัฐบาลเก่าเขามาทำหน้าที่ โดยขอให้ดูคำวิจารณ์จากสังคมว่า เหมาะสมหรือไม่ที่คณะกรรมการสรรหา ไม่มีชื่อของคุณยงยุทธ ติยะไพรัช อยู่ด้วย อดีตสภาผู้แทนราษฎร รวมอยู่ด้วยนะครับ คุณสมัครก็ตั้งข้อสังเกต คุณจตุพรเห็นกระบวนการของการสรรหาสามสี่ท่านเป็นอย่างไร ดูรายชื่อแล้ว ฟังความคิดเห็นของคุณสมัครแล้วมองอย่างไรบ้างครับ

จตุพร  :  ก็ผมรู้สึกว่าสบายดี เพราะว่าอย่างที่ผมบอกไว้ ขบวนการของคณะรัฐประหาร รวมกระทั่งพวกองค์การรัฐประหาร ที่เราพูดเมื่อวานนี้ ว่านายตำรวจข้าราชการประจำแจ้งจับ นายจักรภพ เพ็ญแข เพราะฉะนั้นในวันนี้มันยังอยู่ครบ เพราะฉะนั้นการตั้งสอบสวนเมื่อวานนี้อะไรบางอย่าง ก็คือว่า เราจะอยู่กันได้อย่างไร ใช้ชีวิตแบบใดก็ได้ หรือว่าตระเตรียมรับมือกัน ในวันนี้ไม่กลัวว่าเราใครจะมองโลกในแง่ร้าย เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมองโลกในแง่ดีนะครับ ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นปรากฏการณ์นี้ ที่นักการเมืองผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ก็มันผ่านอุณหภูมิรู้ร้อนรู้หนาวก็สำแดงออกมาดังนี้ 

เพราะฉะนั้นผมว่ากรรมการที่ยกร่างมาอยู่ในสภาร่างหรือช่วงของการเกี่ยวข้องและฝ่ายตรงกันข้ามทำหน้าที่ดูแลกติกาสูงสุดในการบริหารประเทศ คุณก็รู้ว่าอย่างไรก็ต้องไป

วันชัย  :  ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่กำลังสรรหากันอยู่คือ ชุดที่จะมาพิจารณาคดียุบพรรค สมมติว่าจะต้องมีการร้องไปต่อศาล ยุบพรรคพลังประชาชนถูกไหมครับ หรือพรรคมัชฌิมา พรรคชาติไทยด้วยใช่ไหมครับ

จตุพร  :  ถ้าเสร็จทันก็เป็นชุดนี้ ถ้าเสร็จไม่ทันก็เป็นชุดที่ถูกแต่งตั้ง  แต่จะเป็นชุดไหนมันจะแตกต่างกันอย่างไร ถ้ามีการแตกต่างกันสองชุดเราก็มีความหวังว่า ชุดนั้นดีกว่าชุดนั้น ชุดนี้ดีกว่าชุดนั้น ผมจึงได้ชื่อว่าชุดไหนมันก็เท่ากัน คือมันมีความรู้สึกว่าคือชุดไหนก็มีค่าเท่ากัน มันจะไม่มีความแตกต่าง
 
ผมว่ารายชื่อ 4 ชื่อ คือ หมายของการเผด็จการ ผมว่าอ่านชื่อก็มีความรู้สึกอย่างนั้นอยู่แล้ว ผมพึ่งคุณกับอาจารย์มานิต จิตจันทร์กลับ ท่านก็วิตก แล้วก็เอ่ยประวัติแต่ละคนมา  ผมฟังแล้วก็รู้ว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง เรียนชะตากรรมว่าไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้น แล้วท้ายที่สุดแม้กระทั่งนายกรัฐมนตรี  หรือว่าเป็นพวกเรา หรือว่าเป็นประชาชน มันจะนำไปสู่อะไรอีกหลายอย่าง  เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่า ณ วันนี้ เราต้องยืนอยู่บนมรสุมที่รุนแรง เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่าอีกฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจนว่าเขาไม่ยอมลามือ แล้วการตั้งโดยให้เห็นแบบนี้ เหมือนทำให้กับพวกเราในวันเกิด พ.ต.ท.ทักษิณ  9 นปก. หรือว่าแจกใบแดงประธานยงยุทธ ติยะไพรัช

วันชัย  :  มีนัยส่งสัญญาณทั้งสิ้น นะครับ

จตุพร  :  เป็นของขวัญรับการกลับมาของ พ.ต.ท.ทักษิณ

วันชัย  :  คุณจตุพรครับเราหมดเวลาแล้วครับ

จตุพร  :  ผมสรุปอย่างนี้นะว่า เราคงจะต้องบ่นกันอย่างนี้อีกหลายวัน แต่ว่าทั้งหมดนั้นเป็นการ แม้ว่าจะเป็นเสียงที่เริ่มจะริบหรี่ แต่ว่าเราก็มีหน้าที่ในการปกป้องประชาธิปไตย จะเกิดอะไรขึ้นในภายภาคหน้ายากที่จะรู้ แต่ว่าที่เห็นวันนี้ ว่าขบวนการนำไปสู่ 19 กันยา มันไปเริ่มตำแหน่ง 19 กันยา อยู่ทั้งหมดว่าประชาชนจะคิดอย่างไรวันนี้ก็เอากันเท่านี้นะครับ

วันชัย  :  สิ่งที่คุณจตุพร ทิ้งท้ายไว้ก็เรียนฝากไว้กับท่านผู้ชมและประชาชนทั่วทั้งประเทศนะครับ  วันนี้เวลาประชาชนหมดเวลาแล้วครับ ครับมาพบกันพรุ่งนี้ ผมกับคุณจตุพร ลาครับ สวัสดีครับ

http://ptvchannel.bravehost.com/viewnews.php?id=104
83  หมวดหลัก / กระทู้การเมือง / อนาถใจ ประชาธิปไตย โดนรังแก (2) เมื่อ: 28 มีนาคม 2008, 10:10:43
ยก รธน.ปี 40 มาจาก ปชช.

วันชัย  :  ครับ มาสนทนากันต่อครับคุณจตุพรครับ มีความคิดเห็นของคนที่เราถือว่า แกนนำสูงสุดของ สสร.50 ก็ว่าได้นะครับ คุณประสงค์ สุ่นศิริ บอกว่าที่พรรคพลังประชาชนอ้างว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจากท็อปบู๊ทจึงต้องรีบแก้ไข เพื่อให้ต่างชาติเกิดความมั่นในนั้น

คุณประสงค์บอกว่า รัฐธรรมนูญทุกฉบับของไทยมาจากท็อปบู๊ท ทั้งนี้การร่างมาตรา 237 มีการรับฟังความคิดเห็นจากพรรคการเมืองแล้วแต่ไม่มีพรรคการเมืองใดเสนอให้แก้ไข แต่นี่มาขอแก้เพราะไปกระทำผิดมา ถ้าไม่ได้กระทำผิดแล้วกลัวอะไร ทำไมไม่เคารพกระบวนการยุติธรรมและถือว่าไม่ใช่การแก้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ

จตุพร  :  คือประเด็นบอกว่า นาวาอากาศตรีประสงค์บอกว่า รัฐธรรมนูญของไทยมาจากท็อปบู๊ททุกฉบับ ผมบอกว่านาวาอากาศตรีประสงค์พูดไม่จริง และพูดไม่ครบ ถ้าต้องพูดให้ครบก็คือว่ารัฐธรรมนูญ เกือบทั้งหมดมาจากท็อปบู๊ทอย่างนี้พูดถูก แต่ต้องบอกว่ายกเว้นรัฐธรรมนูญฉบับ 2517 และรัฐธรรมนูญ 2540

รัฐธรรมนูญ 2517 เกิดผลจากการ 14 ตุลาคม 2516 ที่นิสิต นักศึกษา ประชาชนร่วมกันต่อสู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญ นำพาสู่การโค่นล้มเผด็จการนะครับครอบครองประเทศไทยมายาวนาน ก็ได้รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดมาฉบับหนึ่ง คือรัฐธรรมนูญปี 2517

เพราะว่าลองถอยไปดู จอมพลถนอม จอมพลสฤษดิ์ นับเท่านี้ก่อนแต่ว่านับเฉพาะส่วนนี้ตั้งแต่ปี 2500 ที่จอมพลสฤษดิ์ยึดอำนาจ แล้วแต่งตั้งจอมพลถนอมเป็นนายก แล้ว 2502 ยึดอำนาจแล้วก็เป็นนายกเองถึง 2506 แล้วตั้งแต่ 2506 ถึง 2516 จอมพลถนอมก็มาเป็นนายกรัฐมนตรีเอง มีปรากฏการณ์เรื่องรัฐธรรมนูญเฉียดไปเฉียดมาไม่ต้องเล่ากันอันนี้นะครับ ยึดอำนาจตัวเองก็มี แต่ว่าท้ายที่สุดมีการต่อสู้ของนักศึกษา ประชาชน และก็ได้รัฐธรรมนูญปี 2517 เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญที่เกิดภายหลังจากการต่อสู้ มันจะเป็นรัฐธรรมนูญที่เต็มไปด้วยอุดมคติ เราจึงบอกว่ารัฐธรรมนูญปี 2517 เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีฉบับหนึ่ง

รัฐธรรมนูญปี 40 ก็เช่นเดียวกัน ความจริงแล้วจะมีสภาพเหมือนกับวันนี้ เพราะรัฐธรรมนูญปี 40 ความจริงแล้ว เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2534 ที่ รสช.ได้ร่างเอาไว้ ความจริงแล้วหลังจากเหตุการณ์พฤษภา ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบเร็วๆ แบบทุกอย่างรวดหมด  3 วาระรวดนี้นะครับ นั่นคือกรณีนายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง แล้วก็ประธานรัฐสภาต้องมาจากสภาผู้แทนราษฎร แต่ว่าโดยเนื้อหาสำคัญอย่างอื่นนั้นมันยังไม่มีการแก้ไข

เพราะฉะนั้นปี 2537 ที่พรรคประชาธิปัตย์เมื่อวานนี้ที่นายอภิสิทธิ์บอกว่า มันต้องเริ่มต้นแบบประชาธิปัตย์ ประชาธิปัตย์ในปี 2537 อาจารย์มารุต บุญนาค ไปแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย เค้าเล่าเค้ายังจำไม่ครบ แต่ผมจำครบ อาจารย์มารุตแต่งตั้งคุณหมอประเวศ วศรี เป็นคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้าจะเล่าให้ฟังว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีสิทธิ์จะมาหาเศษหาเลยในเรื่องนี้ได้ เพราะว่าปี 2537 ที่เรืออากาศตรีฉลาด วรฉัตร เค้ามาเรียกร้องรัฐธรรมนูญให้มาจากประชาชนกันซักครั้งหนึ่ง เพราะว่ารัฐธรรมนูญเกือบทุกฉบับยกเว้นปี 2517 ล้วนมาจากท็อปบู๊ท มาจากกระบอกปืนทั้งสิ้น

แต่ปรากฏว่าไม่มีเลยที่รัฐธรรมนูญนั้นเกิดขึ้นจากประชาชน ไม่มีการศึกษาว่าจะทำกันยังไง ท้ายที่สุดก็มีความคิดเรื่องที่จะแก้ไขมาตรา 200 หรือเรียกว่า 211 แต่นายชวน หลีกภัย ฐานะนายกรัฐมนตรีเวลานั้น รัฐบาลที่นำโดยประชาธิปัตย์ไม่ได้ใยดีต่อข้อเรียกร้องของเรืออากาศตรีฉลาด วรฉัตรและคณะซึ่งผมก็เป็นคนหนึ่งในนั้น เป็นโฆษกในการชุมนุม คุณวีระ มุสิกพงศ์ , คุณประทีป , หมอเหวง พวกเราก็ไปกันตากแดด ตากลม ตากฝน กันเป็นแรมเดือนอยู่เป็นเพื่อนเรืออากาศตรีฉลาด วรฉัตร ซึ่งอดอาหารเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

พรรคประชาธิปัตย์พยายามที่จะตั้งคณะกรรมาธิการรวบรวม เรียบเรียง เพื่อที่จะศึกษารัฐธรรมนูญแต่ภายนอกไม่มีการขานรับ ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถที่จะทำ ที่ฝ่ายบริหารของรัฐบาลนายชวน หลีกภัย นั้น ไม่สนใจใยดีอะไรเลย นายมารุต บุญนาค ฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎรจึงหาทางออกด้วยการตั้งคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย แต่ว่าก็ไม่ได้ทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน เพราะว่าพรรคประชาธิปัตย์เองหลังจากนั้นไม่นาน การต้องยุบสภาเพราะไปแจก สปก.4-01ให้กับเศรษฐี เพราะฉะนั้นพรรคประชาธิปัตย์บอกว่าตัวเองเป็นคนเริ่มต้น เรื่องรัฐธรรมนูญปี 40 ไม่จริงเลย พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยกันมาตั้งแต่ต้น คนที่ไปชุมนุมประท้วงนั้นคือนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย นายกรัฐมนตรีต่อจากนายชวน ก็ไปแก้ไขมาตรา 211 เป็นที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญ

วันชัย  :  แท้ที่จริงแล้วเป็นผลงานของคุณบรรหารหรอครับ

จตุพร  :  คุณบรรหาร คนที่คนไทยไม่มีใครคาดหวังที่สุดว่าจะมาทำเรื่องประชาธิปไตย แต่รัฐธรรมนูญปี 40 เรืออากาศตรีฉลาดเป็นคนเปิดประตู เป็นคนจุดประกายความฝัน คนที่ทำความฝันเป็นจริงเริ่มต้นต้องให้เครดิตเลย คือ นายบรรหาร ศิลปอาชา

เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญปี 40 มันเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2534 ทั้งฉบับ 2534 ร่างโดย รสช. ร่างโดยคณะรัฐประหารมีสภาพเหมือนรัฐธรรมนูญปี 50 เพราะฉะนั้นถ้าแนวความคิดในการแก้ไขทั้งฉบับมันเกิดขึ้นมาได้ มันก็มีสภาพเดียวกับรัฐธรรมนูญปี 40 ไม่ใช่เรื่องใหม่ขึ้นมาเลย อย่างน้อยที่สุดจะเป็นฉบับที่ 3 นะครับ

เพราะฉะนั้นที่เรืออากาศตรีประสงค์ สุ่นศิริบอกว่า รัฐธรรมนูญทุกฉบับมาจากท็อปบู๊ททั้งนั้น สรุปว่าไม่จริง อย่างน้อยที่สุดปี 2517 กับ 2540 ไม่ใช่

มีการรับฟังความคิดเห็นจากพรรคการเมืองอย่างที่นาวาอากาศตรีประสงค์ว่าต่อ แต่ไม่มีพรรคการเมืองใดเสนอให้แก้ไข แต่ที่จะขอแก้เพราะไปกระทำผิดมา พรรคพลังประชาชนเค้าประกาศไม่รับทั้งฉบับ แล้วใครบ้าที่ไหนเมื่อบอกว่าไม่รับทั้งฉบับแล้วบอกว่าเอาช่วยแก้ไขมาตรานี้หน่อย ปกติหรือเปล่า คือบอกว่าผมไม่เอาเลยผมไม่เอาคุณเลย นั้นผมขอจับมือหน่อยมันเป็นอย่างนั้นได้ยังไงไม่เอาก็คือไม่เอาทั้งแท่ง ไม่เอาทั้งฉบับ

เพราะฉะนั้นที่พลังประชาชนเค้าไม่ไปเสนอแก้ไข เพราะเค้ารังเกียจพวกคุณ ไม่รับร่างทั้งฉบับเพราะโดยเนื้อหาสาระคุณไม่ได้มีความชอบธรรมในการไปร่างรัฐธรรมนูญ คุณจะมีหน้าไปบอกได้ยังไงว่า ตอนที่ให้พรรคการเมืองเสนอแก้ไขก็ไม่ยอมที่จะแก้ไข ก็เค้าไม่ยอมตั้งแต่ตัวคุณแล้ว แล้วสิ่งที่คุณร่างแล้วใครจะไปเสนออะไร นี่ที่นาวาอากาศตรีประสงค์บอกว่าไม่มีพรรคการเมืองใดเสนอให้แก้ไข เค้าไม่เอาคุณทั้งฉบับ

เดี๋ยวนิดหนึ่งนะครับ ประเด็นนาวาอากาศตรีประสงค์ อย่าพึ่งข้ามนะครับ  แล้วก็บอกว่าอ้างว่า ไม่เคารพในกระบวนการยุติธรรม

อ้างเอาประชาชนมาบังหน้า

วันชัย  :  เขาถามว่าทำไมไม่เคารพกระบวนการยุติธรรม และถือว่าไม่ใช่ประโยชน์ของประเทศเขาพูดอย่างนี้ว่าแก้ ส่วนตัว

จตุพร  :  ผมก็คือว่าที่ไม่เคารพก็คือขบวนการไม่ยุติธรรม และเป็นการแก้เพื่อประเทศไทยนะครับ เพราะว่าในวันข้างหน้าไม่ว่าใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี และมาบริหารประเทศก็ตาม ถ้ามารับชะตากรรมกันแบบนี้ ไม่ว่าใครต่อใครเถอะแต่ว่าที่น่าสนใจบอกว่า สสร. ชุดนี้ ความจริงอยากจะเรียก อสร. มากกว่านายชู นะครับ จะนัดเสวนา ที่สวนลุมพินี เห็นไหมครับวันที่ 5 เมษายน บ่ายสองถึงบ่ายสาม โดยจะมีการเสวนาแก้รัฐธรรมนูญ ใครได้ใครเสีย แล้วก็รัฐธรรมนูญ แล้วก็ สสร.ชุดนี้จะร่วมกันต่อเนื่องเห็นไหมครับ พันธมิตรเขาเริ่มต้นที่ธรรมศาสตร์  แต่คุณประสงค์เป็นหนึ่งในพันธมิตร ที่มีอยู่หลายร่าง ที่ไปจองพื้นที่ ที่ลุมพินีซึ่งเป็นทางเดิม เป็นเส้นทางของสนธิ ลิ้มทองกุล ว่าจากธรรมศาสตร์ต้องไปสวนลุม  มีคนไปนำล่วงหน้าไว้ให้แล้ว คือวันที่ 5 เมษา นาวาอากาศตรี ประสงค์ แล้วก็จะไปเสวนาแล้วก็บอกว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ คงไม่มีการยุติง่ายๆ เพราะฝ่ายที่แก้ทุรนทุรายจะแก้ไขให้ได้อยู่ ผมบอกว่าฝ่ายที่ ทุรนทุรายนี่ก็คือฝ่ายที่ไปร่างรัฐธรรมนูญให้กับรัฐบาล มิฉะนั้นไม่ออกมาวุ่นวายในวันนี้ คือหมดหน้าที่ของตัวเองแล้ว หมดหน้าที่ของ สสร. ชุดนี้ แล้วบอกอีกว่าตัวเองไม่อยากให้วุ่นวาย  แต่อาจจะมีได้ด้วยผู้ดำเนินการ 3 คน

ผมบอกว่า นาวาอากาศตรีประสงค์ จะยกประชาชนมาเป็นข้ออ้าง ยึดอำนาจเอาประชาชนมาเป็นข้ออ้างแล้วประเทศชาติจะเป็นอย่างไร แล้วเขาก็บอกอีกว่ายาวเหมือนกันนะครับ แล้วจะนัดเจอ แล้วตอนแรกเป็นข้ออ้างว่าเป็นเหตุส่วนบุคคล ภายหลังก็มาแถลงการณ์ว่า  กรณีที่พรรคการเมืองหนึ่งเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ 237 วรรค 2 ระบุเหตุผลที่กล่าวทำนองว่า เป็นการร่างด้วยเจตนาและล้มล้าง เฉพาะบางกลุ่มบางฝ่ายในดูของประเทศไทย  และจะทำให้เกิดความเสียหายประเทศชาติและประชาชน ทางชมรมนี้บอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการลงประชามติแล้ว ถือว่าได้รับการยอมรับประชาชนโดยถูกต้องชอบธรรม ผมมองว่าคุณอย่าอ้างระบอบประชามติภายใต้กระบอกปืน คุณลองไปถามประชาชนที่เขาไม่รับสิ หรือแม้กระทั่ง ประชาชนที่เขาไปรับด้วยความจำยอมว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้วรับไปด้วย อะไรขึ้นมา เพื่อต้องการให้มา ให้มันประเทศมันเดินหน้าไอพวกที่ รับร่างที่คุณอ้าง นี้ไม่นับว่าคุณเข้าไปจัดการผ่านพรรคการเมืองต่างๆ แล้วสุดท้าย ที่สุดก็คือว่า วันนี้ทุกพรรคควรทำตามสัญญา เพราะฉะนั้นคือการแก้ไข โดยไม่มีการแก้ไขเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่บอกว่านี้ไว้ประโยชน์เฉพาะพรรครัฐบาลเวลานี้ แต่มันจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยทั้งหมดในวันข้างหน้า

ใครกันแน่ร่างรธน.เพื่อตัวเอง

วันชัย  :  กรณีที่มีการถูกกล่าวหาว่าจะมีการหยิบยกรัฐธรรมนูญมา เพื่อกลุ่ม เพื่อพวก เพื่อคนใดคนหนึ่ง นะครับ คุณหมอ สุรพงศ์ สืบวงศ์ลี พูดไว้หน้าฟังครับ บอกว่าไอเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ส่วนตัวไม่ใช่แน่ๆ ก็อธิบายไปแล้ว เหมือนที่คุณจตุพรได้แสดงความคิดเห็น แล้วคุณหมอสุรพงศ์บอกว่า แต่ไม่แน่ใจกันแน่ว่าใครที่ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง เพราะว่ามันมีกติกาในการสรรหาตุลาการใช่ไหมครับ คณะกรรมการศาลรัฐธรรมนูญ แล้วคนที่เป็นสมาชิกสภาร่าง ต้องยกร่างกฎหมายฉบับนี้ ก็ไปสมัครเป็นแล้วก็ได้รับเลือกเสียด้วยนะครับในขั้นต้น มันก็มองเหมือนกับว่าเขียนกติกาเอง แล้วก็ไปเล่นเองนะครับ นี้คุณหมอสุรพงศ์มองไว้อย่างนี้ ถามว่าใครกันแน่ที่เขียนพาดตัวเอง หรือเพื่อตัวเองนะครับ นี้ความคิดเห็นของคุณหมอสุรพงษ์

จตุพร  :  คุณหมอสุรพงศ์ ก็ไม่เคยพลาดเป้าสักที คือออกมาแต่ละดอกก็มีความคมคาย ตรงที่สุด

วันชัย  :  ภาษาวัยรุ่นบอกว่าโดน

จตุพร  :  เพราะว่าผู้ที่ร่างก็กลายมาเป็นผู้ดูแล แล้วก็ไปตามเส้นทางที่ตัวเองร่าง ซึ่งผมเองก็มันคันปากเหมือนกัน แต่บอกว่าเอาเรื่องนี้กันต่อ ก็คือว่า ชมรม สสร.50 แถลงอีกครั้งหนึ่งว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง และหลังจากนี้ตัวเอง สสร. จะประชุมกันทุกวันอังคาร 10 โมงที่รัฐสภา โดยระดม สสร. อดีตกรรมมาธิการ เพื่อมาเกาะติดตรวจสอบแนวทาง ว่ามีความชอบธรรมหรือเป็นไปด้วยความประโยชน์ของประเทศชาติ หรือมีผลส่วนตัว แล้วจะเปิดเว็บไซต์เชื่อมโยงข้อมูลด้วย นี่วันนี้กลายเป็นว่า สสร. ชุดนี้จะกลายเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์ และเป็นทรัพย์ที่ไปปล้นมา เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่า สสร. ทำอะไรกันก็ตาม การจะใช้ที่รัฐสภาความจริงแล้วคนที่มาจากการแต่งตั้ง คนที่มาจากกระบอกปืน เมื่อเวลาที่มาประชุมร่วมกัน ผมก็มีความรู้สึกทุกครั้งนะครับว่า ที่นี่ควรจะเป็นที่มาจากการเลือกตั้ง

พวกเรามีแนวความคิดกันว่า ได้มีการพูดคุยก่อนที่จะเข้าสภาว่า คนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งแล้วติดรูปเป็นประธานวุฒิสภา ประธานอะไรบ้างสารพัด ที่เป็นประธานสภาจากการแต่งตั้ง ไม่สมควรได้รับการติด สถานที่เป็นสัญลักษณ์ของระบอบประชาธิปไตย แต่ว่าทั้งหมดในวันนี้ปรากฏว่า มีผู้จะมารวมกันทุกวันอังคาร ก็มันจะไปสอดคล้องกับพันธมิตร แล้วผมเชื่อว่า ต่อไปก็ต้องทุกวันศุกร์ ที่ 28 แล้วต่อไปก็จะขยายกันไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นผมว่าการไปสวนลุมพินี การนัดประชุมทุกวันอังคาร ของคณะ สสร. ชุดนี้  ไม่ใช่เป็นเรื่องธรรมดา แต่ว่าเป็นขบวนการก่อการนำพาสู่การรัฐประหาร ใครบอกว่าไม่มีผมไม่เชื่อ เพราะว่ามันวิธีการเดียวกัน แต่ใครจะเป็นคนทำเท่านั้นเอง แต่วิธีการอย่างนี้มันสะท้อนให้เห็นว่า คนเหล่านี้ต้องการจะล้มพรรคพลังประชาชน จะเล่นงานรัฐบาลชุดนี้  แล้วท้ายที่สุดเขาก็จะได้รับความสำเร็จ ถ้าคนที่มาจากการเลือกตั้งไม่แข็งแกร่ง เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่าแนวความคิด ที่คุณวีระ มุสิกพงศ์เองก็เสนอ ในวันที่มีพรรคไทยรักไทยอยู่ด้วย นักการเมืองในร้องเขตเลือกตั้ง ควรที่จะมีการตั้งกองกำลังพิทักษ์ประชาธิปไตย อย่างน้อยที่สุด อย่างน้อยเขต 3,000 คนหรือ 5,000 คนเป็นอย่างน้อย 400 เขตก็สามพันก็ล้านสอง

วันชัย  :  ทำหน้าที่

จตุพร  :  พิทักษ์ระบอบประชาธิปไตย

วัยชัย  :  พิทักษ์รัฐธรรมนูญจากที่เราร่างมาใช่ไหมครับ

จตุพร  :  คือพิทักษ์ประชาธิปไตย มันยิ่งใหญ่กว่าทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะว่ามันหมดกว่าการยึดอำนาจทุกครั้ง มันมีประชาชนเข้ามาต่อต้าน พอถูกกระบอกปืน ถามว่าประชาชนเขาว่าจะเห็นด้วยไหม เขาไม่เห็นด้วย  เขาไม่เห็นด้วยนะครับ ผมบอกว่า 19ล้านเลือกไทยรักไทยในอดีต แต่ว่าจะหยิบยกมาต่อสู้นะครับ เพื่อที่จะปกป้องรัฐบาลพิทักษ์ประชาธิปไตยนั้น มันขยับเขยื้อนไม่ได้ เพราะเราไม่ได้คิด เราคิดถึงประชาชนวันเลือกตั้ง เขาไปเลือกแล้ว แต่ระหว่างที่เกิดสถานการณ์ทางการเมือง เช่นมีการยึดอำนาจมีการล้มล้างประชาธิปไตย

คุณวันชัย ลองนึกดูว่าถ้าคนเป็นล้าน ออกมาต่อต้านเต็มถนนราชดำเนิน เต็มศาลากลางทุกจังหวัด ไม่มีคณะรัฐประหารที่ไหน ที่เขาจะอยู่คงกะพันต่อสู้กับประชาชนได้ ไม่มีใครฆ่าประชาชน เหมือนที่ผมบอกว่าวันนี้ผมนึกถึงนี้จริงๆ แล้วไม่มีอื่นใด เชื่อเรื่องการประนีประนอม ผมเชื่อว่าพฤติกรรมอีกฝ่ายหนึ่งนั้น ฝ่ายคนในมือรัฐบาลพยายามส่งมือให้ แต่อีกฝ่ายหนึ่งยื่นเท้ามาตลอด แล้วก็หลอกกันนับครั้งไม่ถ้วน

วันชัย  :  มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะจับมือกันใช่ไหมครับ เพราะมันเป็นการยื่นระหว่างมือกับเท้า

จตุพร :  เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่าที่ผ่านมา เราก็เห็นชัดเจนว่าฝ่ายหนึ่งที่จริงใจ นั่นก็คือฝ่ายประชาธิปไตย แต่ฝ่ายหนึ่งรอจังหวะฝ่ายหนึ่งอ่อนแอ แล้วเข้ามายึดอำนาจคือฝ่ายเผด็จการ แล้ววันนี้ก็เริ่มต้นกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง ที่พูดไม่ได้หมายความว่าจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่อยากบอกว่าถ้าเป็นประเด็นหลักแบบนี้ ผมคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย โดยคิดว่าอีกไม่นานถ้าเราไม่วางแผนแก้กัน คือมองให้ไกลจากตัวเองให้มากที่สุด เราไม่มีทางรักษาประชาธิปไตยเอาไว้ได้อีก เพราะฉะนั้นในวันนี้ในส่วนของพรรคการเมือง ต้องมานั่งคิดกันอย่างมากแล้ว ว่าเราจะปล่อยให้สถานการณ์ให้มันไปอย่างนี้หรือไม่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญผมเชื่อว่า อย่างที่ผมบอกว่ากลุ่มพันธมิตร กลุ่มพรรคประชาธิปัตย์ หรือว่าแนวร่วมต่างๆ จะหยิบยกเรื่องนี้ นะครับ แล้วมันจะกลายเป็นจุดนำร่องของประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่าในส่วนของคนที่รับผิดชอบ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในรัฐสภา ว่าวันนี้เราต้องคิดในหลากหลายวิธี ที่จะจบเบรกนี้

มติที่ว่านี้ก็คือมติของการเป็นประชาธิปไตย แล้วก็อธิบายให้ประชาชนผู้รักประชาธิปไตย อย่าให้เขามีความรู้สึก และโน้มเอียง ไปทางคณะรัฐประหารว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง เหมือนที่กำลังพูดเวลานี้  เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่าบทเรียนเรื่องรัฐธรรมนูญ ปี 40 จากการเปิดช่องแก้ไขมาตรา 11 ของอดีตนายกบรรหาร ศิลปอาชา ที่ต้องยกเครดิตให้นั้น  มันแนวทางอยู่แล้วไม่ต้องกลัวหรอกครับว่าแก้ไขหลายมาตราแล้วจะเสร็จช้า  แต่แก้ไขมาตราเดียวก็ไม่มีโอกาสเสร็จเลย

เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่า ณ วันนี้ ควรจะแก้ไขกันทั้งฉบับ เอาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ อะไรที่เป็นซากเดนของเผด็จการไม่ควรที่จะอยู่ในระบอบประชาธิปไตย หรือว่าคำสั่งอื่นใด แม้กระทั่งกฎอัยการศึกไว้ที่บ้าน ไม่สอดคล้องกับความทันสมัยแล้ว เพราะเป็นคนไทยเดิมเมื่อร้อยปีที่แล้ว สิ่งเหล่านี้ผมจึงบอกว่าวันนี้ ประเทศไทยต้องมาคบคิดกัน  ทั้งหมดภายใต้ทีว่าคิดอะไร ควรจะคำนึงถึงถึงความรู้สึกของประชาชนเป็นใหญ่ ผมจึงบอกว่าวันนี้ถ้าไม่มีข่าวเรื่องการแก้ไขมาตราเดียวมา พรรคประชาธิปัตย์เองจะไปไม่ถึง เพราะตัวเองก็แก้ไขรัฐธรรมนูญทุกอย่าง  เป็นการถ้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วย เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เท่ากับเอาตัวเองไปมัดติดอยู่กับเผด็จการถูกล็อกคออยู่แล้ว ว่าทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ บทเรียนที่หลากหลาย จังหวะย่างก้าวจึงมีความจำเป็น เบรกนี้เรา เราคงจะเบรกกันสักครู่หนึ่ง มาว่าต่อในช่วงต่อไป

วันชัย  :  แล้วเราจะมาดูเรื่องการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พักกันก่อน เดี๋ยวกลับมาครับ

เรียกร้องแก้ไขรธน.50


วันชัย  :  กลับเข้าช่วงสุดท้าย ของเวลาประชาชนของวันนี้นะครับ ผมยังอยู่กับ คุณจตุพร พรหมพันธุ์ คุณจตุพรครับ เราจะมาดูความคิดเห็น เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกสักสองสามท่านนะครับ  ท่านแรกก็คือสมาชิกของกลุ่มเพื่อน รัฐธรรมนูญ 2540 คุณจรัล ดิษฐาอภิชัย
 
จตุพร  :  ไม่ใช่ ภักดีธนากุล นะครับ

วันชัย  :  ไม่ใช่ครับ  นั่นกำลังจะเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คุณจรัล ได้ออกแถลงการณ์ในนามของกลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ 2540 รวมพลังแก้ไขรัฐธรรมนูญ  โดยระบุว่าในสถานการณ์บ้านเมืองเช่นนี้ สมควรจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 โดยการยกเลิกแล้วนำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้เพื่อสร้างระบอบประชาธิปไตยให้สมบูรณ์อย่างเร่งด่วน แล้วก็บอกต่อว่าแน่นอนความคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ย้อมถูกคัดค้านแน่ จากฝ่ายที่นิยมเผด็จการประชาธิปไตย โดยเฉพาะอดีตสภาร่างรัฐธรรมนูญ กลุ่มสสร. ที่ว่านี้นะครับ รวมทั้งพันธมิตร นักวิชาการ สมาชิกวุฒิสภา บางกลุ่มนะครับ โดยใช้เหตุผลว่าเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง และรัฐธรรมนูญนี้พึ่งประกาศใช้ไม่นาน ทั้งที่จริงประกาศใช้มา 7 เดือนแล้ว แต่โดยเนื้อหาแท้ เนื้อแท้ของรัฐธรรมนูญสะท้อนความคิดนิยมเผด็จการ ที่ยังดำรงอยู่ในจิตสำนึกอยู่อย่างเหนียวแน่น จนยากจะลบล้างได้ เป็นการละเมอเพ้อฝันถึงระบบการเมืองที่ล้าหลังไม่เหมาะกับยุคสมัย และเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การล้มล้างระบอบประชาธิปไตยรอบใหม่ โดยไม่นำพาต่อหายนะและ กลียุคที่พวกกำลังก่อขึ้น

กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ 2540 จึงขอเรียกร้องกับรัฐบาล รัฐสภา นักการเมือง องค์กรประชาธิปไตย นักวิชาการ สื่อ และประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ให้ได้โปรดลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวรัฐธรรมนูญ โดยการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 แล้วนำปี 40 กลับมาใช้ โดยแก้ไขเพิ่มเติมบางมาตรา เพื่อให้การเปลี่ยนไปโดยสันติราบรื่น และเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น โดยไม่ลังเลหรือหวั่นไหวต่อการคัดค้าน ฝ่ายนิยมเผด็จการอย่างทุกวันนี้ นี่คือความคิดเห็นของอาจารย์จรัล

จตุพร  :  ท่านอาจารย์จรัล จำกันได้ก็คือว่า ตอนที่เราต่อสู้กับเผด็จการ ท่านอาจารย์จะทำหน้าที่รักษาการเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชน แล้วก็ถูก สนช. มาจากกระบอกปืน ไปถอดถอน แล้วอาจารย์จรัลก็มาจากประชาธิปไตย แล้วก็ไปกับเผด็จการ เพราะฉะนั้นโดยนัย อาจารย์จรัลพูดชัดเจนว่า 7 เดือนที่ผ่านมารัฐธรรมนูญที่ใช้ความจริงความคิดเห็นของคณะประชาธิปไตยแล้ว รัฐธรรมนูญเผด็จการ หนึ่งวันก็ถือว่านานแล้ว เพราะว่าประเทศมันอยู่กับเผด็จการ แม้แต่วินาทีเดียวก็ถือว่าเป็นความผิดแล้ว

เพราะฉะนั้นอย่างที่อาจารย์ได้พูดอย่างชัดเจนที่สุดว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่ลังเลหรือ หวั่นไหวไปกับการคัดค้านของพรรคฝ่ายนิยมการเผด็จการนิยมดังกล่าว เพราะฉะนั้นเราก็เห็นตัวละคร ที่โผล่หน้ามาแต่ละตัว ก็เป็นพวกก่อนยึดอำนาจ 19 กันยา และก็พวกหลังยึดอำนาจ 19 กันยา แล้วก็ไปเสพสุขได้อำนาจจาการยึดอำนาจรัฐประหาร เพราะฉะนั้นเนื้อหาสาระที่รัฐธรรมนูญของอาจารย์จรัล ดิษฐาอภิชัย ซึ่งท่านอาจารย์จรัลเป็น นักเคลื่อนไหว เป็นนักต่อสู้ ก่อนการเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภา แล้วทุกครั้งที่บ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย อาจารย์จรัลก็จะเป็นอาจารย์คนเดิม

เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าผมจะได้ร่วมงานต่อ  ผมยังไม่รู้เลยว่าสถานการณ์ต่างๆสภาผู้แทน หรือว่าประชาธิปไตย มันจะอยู่ได้กี่วัน ผมไหวหวั่นว่าจะต้องไปนอนกลางถนนกันอีกนะ คือถ้าบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยก็มีสถานที่ พี่น้ององค์กรนอกสภาก็ต่อสู้ แต่บ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตยถึงอย่างไรผมก็นอนบ้านไม่ได้ แล้วพวกนั้นก็คงไม่ปล่อยให้ผมนอนบ้าน หรือไม่สู้ก็ชีวิตมันมาค่อนแล้วชีวิต 43 ปีแล้ว เพราะฉะนั้นมากกว่านี้ อีก 17 ปีก็เกษียณ เพราะฉะนั้นมันไม่ได้มีอะไรคิดมากคิดมาย เพราะฉะนั้นผมเองอาจจะน้อยกว่าอาจารย์จรัล มันผ่านในการต่อสู้เผด็จการแล้วก็พื้นฐานในการเผด็จการประเทศไทยนี้ แล้วที่สำคัญที่สุดคือฝ่ายนักการเมือง คือผมพูดอย่างนี้ไม่รู้ว่านักการเมืองจะชอบผมหรือเปล่า อาจจะไม่ชอบก็ไม่ ผมบอกว่าวงจรอุบาทว์ พล.อ.เชาวลิต เคยพูดเอาไว้มีเลือกตั้ง มียุบสภา มีการต่อสู้ ประชาชนบาดเจ็บล้มตาย แล้วสุดท้ายอำนาจอยู่ในนักการเมือง ก็ถูกปล่อยให้ยึดอำนาจ

แล้วท้ายที่สุดประชาชนก็ไปต่อสู้บาดเจ็บล้มตาย 76 ปีเห็นได้ชัดว่านักการเมืองกับทหารสลับขึ้นไปมีอำนาจ ฝ่ายที่เสียตลอดนั้นคือฝ่ายประชาชน ณ วันนี้นักการเมืองขึ้นแล้วไม่ปฏิบัติตามให้ไว้กับประชาชน วันที่เผด็จการขึ้นประชาชนไปต่อสู้บาดเจ็บล้มตายประชาชนก็เสียชีวิต เสียทุกสิ่งทุกอย่าง ผมจึงบอกวันนี้ควรที่จะทบท้วนได้บ้าง แล้วผมเชื่อว่าถ้านักการเมืองได้สร้างจิตวิญญาณว่าเราเป็นนักประชาธิปไตยก็จะไม่ยินยอม แล้วผมเองก็ทำประชาชนก้าวพ้นไป เพราะวันนี้มันชัดเจนที่สุดว่า ประเทศเรามันมีเสถียรภาพในเรื่องประชาธิปไตย

เพราะฉะนั้นเราไม่รู้ว่าต่อจากนี้ไป ว่าเรื่องการปล่อยข่าววินาศกรรม 27 มีนาคมนี้ นายสมัครเองก็ให้สัมภาษณ์เมื่อวานนี้ว่า ได้รับรายงายข่าวเหมือนกันเพราะฉะนั้นมันจะสอดคล้อง หนังสือพิมพ์ก็เริ่มขยับ แล้วที่มันน่ากลัวก็คือว่าวันที่ 27 จะรู้หรือเปล่าอาจจะก่อนหรือหลัง แต่สถานการณ์ที่ผ่านมาหมายยึดอำนาจ หมายเคลื่อนไหว หมายยึด อาจหมายวางระเบิด หมายรอบสังหาร มันจะเกี่ยวข้องกันอย่างไร มีเรื่องก่อนที่ อีกห้านาทีใช่ไหมครับ

(อ่านตอนต่อไปที่กระทู้  http://www.serichon.com/index.php?topic=487.0 )
84  หมวดหลัก / กระทู้การเมือง / อนาถใจ ประชาธิปไตย โดนรังแก (1) เมื่อ: 28 มีนาคม 2008, 10:08:45
‘จตุพร’จวกโจรปล้นประชาธิปไตยเลวยิ่งกว่าโจรปล้น ฆ่า เผยอย่างน้อยยังมีรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับที่ไม่ได้มาจากท็อปบู๊ท ย้ำ สสร.ไม่มีสิทธิ์แก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 50
(จากรายการ 'เวลาประชาชน' ทางพีทีวี 26 มีนาคม2551)


ครม.ไม่มีเอี่ยวแก้รธน.

วันชัย  :  สวัสดีครับท่านผู้ชมครับ พบกับรายการเวลาประชาชน ประจำวันพุธที่ 26 มีนาคม 2551 วันนี้รับหน้าที่ดำเนินรายการแต่เพียงผู้เดียวอีกครั้งหนึ่ง แต่ว่าจะใช้วิธีพูดคุยสนทนากับคุณจตุพรซึ่งติดภารกิจ ทางสายโทรศัพท์ เหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา ประเด็นที่เราจะพูดคุยกันวันนี้ก็ต้องติดตามประเด็นที่เราให้ความสำคัญกันอย่างมีน้ำหนัก ก็คือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีความคิดเห็นจากหลายฝ่าย รวมทั้งเรื่องของผลของคณะรัฐมนตรีมีการประชุมว่าด้วยเรื่องโครงการต่างๆ นโยบายต่างๆที่มีการแถลงหลังจากการประชุมเมื่อวาน และก็ติดตามเรื่องการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มีผลออกมาเมื่อวานนี้ ขณะนี้คุณจตุพรอยู่ในสายกับเรา สวัสดีครับคุณจตุพรครับ

จตุพร  :  ครับ สวัสดีครับ

วันชัย  :  วันนี้มีภารกิจที่จะต้องทำหน้าที่ในสภาใช่ไหมครับ ก็ต้องใช้วิธีการพูดคุยทางโทรศัพท์อย่างนี้นะครับ มาดูที่เรื่องแรกกันเลยนะครับ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อวานมีความคิดเห็นจากหลายฝ่ายทีเดียวทั้งท่านนายกฯเอง และก็หัวหน้าพรรคหลายๆพรรคทีเดียว รวมทั้งกลุ่มที่เรียกว่ากลุ่ม สสร.50 รวมทั้งกลุ่มที่เรียกว่ากลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ 2540

มาดูที่ท่านนายกสมัครก่อนนะครับ เมื่อวานที่ทำเนียบรัฐบาลคุณสมัคร สุนทรเวช หลังจากประชุมเสร็จก็ออกมาแถลงแล้วก็พูดถึงเรื่องนี้ด้วยเหมือนกันว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 ไม่ใช่เรื่องของ ครม. แต่เป็นเรื่องของพรรคการเมืองแล้ววันนี้เสียงของพรรคร่วมรัฐบาลส่วนใหญ่ก็ไม่มีใครเห็นว่าควรแก้เพียงมาตราเดียว ซึ่งเราก็มีการพูดคุยกันนอก ครม.กันบ้างแล้ว ส่วนในพรรคพลังประชาชนนั้นตนเองก็จะไปพูดให้ชัดเจนว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้พรรคพลังประชาชนนั้นจะไม่แก้มาตราเดียว เพราะเมื่อมีการแก้แล้วก็จะแก้ทั้งหมดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำซะเลยทีเดียวไม่ได้เห็นแก่ตัวหรือเอาแต่ได้ ที่ทำเพราะเห็นแก่บ้านเมือง เพราะมีคนที่ต้องใช้รัฐธรรมนูญนี้ต่อไป ถ้าใครจะดัดจริตบอกว่าไม่ควรแก้ ตนก็ไม่ว่าอะไรถือเป็นสิทธิ์แต่อยากถามว่าคนที่ยื่นหน้าออกมาพูด เคยโดนบ้างหรือเปล่า ถ้าไม่โดนกับตัวเองก็ไม่เป็นไร

จตุพร  :  คือประเด็นนี้ที่คุณสมัครพูด เป็นประเด็นที่ผมว่ามันมีความชอบธรรม เพราะว่ากระบวนที่ออกมาหยิบยก มีการที่จะออกมาต่อต้านที่เราจะไล่กันมาแต่ละคนนะครับ คือประเด็นผมเองก็ได้มีการพูดคุยกันว่า เราจะต้องไม่แก้มาตราเดียว มาตรา 237 ที่เกี่ยวข้องกับการยุบพรรคเพราะว่ามันจะเป็นจุดที่ทำให้ฝ่ายพรรคฝ่ายค้าน กลุ่มพันธมิตร และก็ สสร.ในซีกของพันธมิตรซึ่งแน่นอนที่สุดเค้าก็หยิบประเด็นว่าเป็นการแก้เพื่อหนีการยุบพรรค ทั้งที่ประเด็นสาระสำคัญที่สุดก็คือว่า อย่างที่เราได้อธิบายความกันหลายวันว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นกับดักของนักการเมืองโดยวางแผนที่จะเล่นงาน พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นมาใหม่ภายใต้ที่มีการยุบพรรคไทยรักไทยไปแล้ว คือพรรคพลังประชาชนเราได้อธิบายมาทุกวัน อย่างน้อยก็ถอยให้ท่านผู้ชมได้ฟังว่า กระบวนการสกัดกั้นในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งนั้น กว่าจะหลุดออกมาได้เลือดตาแทบกระเด็น หลุดออกมาได้แล้วก็ต้องเจอกับกับดักที่ใหญ่ที่สุด นั่นก็คือรัฐธรรมนูญ

แน่นอนที่สุด ณ วันนี้มันคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ก็คือว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการ ล็อกสเปกไว้สำหรับการยุบพรรคการเมือง ที่อยู่ตรงกันข้ามกับคณะรัฐประหาร แน่นอนที่สุดมันต้องลงมาที่พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทยนั้น รวมกระทั่งพรรคมัชฌิมา ก็เค้าต้องการจะทำสงครามสั่งสอนว่า ถ้ามาฟากพลังประชาชนก็ต้องโดนอย่างนี้ และขณะเดียวกันก็ต้องลงมือยุบพรรคชาติไทย และมัชฌิมาเสียก่อน เพื่อสร้างความชอบธรรมและก็อ้างว่านี่คือหลักเสมอภาคความเท่าเทียมทางกฎหมาย

แต่ว่าท้ายที่สุดวัตถุประสงค์ก็คือว่า ก็ต้องการให้พรรคประชาธิปัตย์ได้พลิกสถานการณ์กลับมาเป็นรัฐบาล ผมบอกว่าใครก็คิดได้มันก็อยู่ในความคิด แต่ในทางปฏิบัติก็ควรจะเคารพการตัดสินใจของประชาชน เพราะฉะนั้นผมจึงออกมาแสดงความคิดเห็นตั้งแต่แรก แล้วก็แสดงความคิดเห็นกับพวกพ้องต่างกรรมต่างวาระว่า การหยิบมาแก้รัฐธรรมนูญนั้นจะต้องยกประเด็นความไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะว่าถ้าเราชูธงประชาธิปไตยมันจะมีความชอบธรรม เพราะรัฐธรรมนูญปี 2550 ทั้งที่มาอย่างที่เราอธิบายความว่า สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้ เป็นชุดที่อยู่ในเงื้อมือคณะรัฐประหารมาตั้งแต่ต้น พยายามที่จะสร้างภาพว่าเลือกคนมา 2,000 คน ให้เลือกกันเองเหลือกัน 200 แล้ว พล.อ.สนธิไปเลือกให้เหลือ 100 คน แล้วใน 100 คนนั้นได้ถูกเลือกให้เป็นคณะกรรมาธิการยกร่าง 25 คน และขณะเดียวกัน พล.อ.สนธิก็กันเหนียวไว้อีก แต่งตั้งโดยอำนาจของหัวหน้าคณะรัฐประหาร 10 คน รวมเป็นคณะกรรมาธิการยกร่าง 35 คน เพราะฉะนั้นมันล็อกสเปกกันมาตั้งแต่ต้น

เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่าที่นายสมัครในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชนนั้น ได้ยึดที่จะถือธงในการที่จะไม่แก้มาตราเดียว และที่ได้พูดรายการสนทนาประสาสมัครนั้น นั่นเป็นทางออกและเป็นจุดแข็งที่สุด คือวันนี้เราก็ประเมินชัดเจน ส่วนพวกที่เลือกข้างชัดเจนเราเองต้องเข้าใจว่าจะเสนออย่างไรเค้าก็มีข้างอย่างนั้นกันอยู่แล้ว คือข้างฟากฝ่ายรัฐประหาร กับฟากฝ่ายประชาธิปไตย แต่ที่เราต้องคำนึงมากกว่าไอฟากดังกล่าว นั่นก็คือว่าความรู้สึกของพี่น้องประชาชน คือคนมีความรู้สึกว่าอะไรก็ตามถ้าเริ่มต้นเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับตัวเอง มันก็จะกลายเป็นข้อด้อยทันทีสำหรับการหยิบยก ทั้งที่จริงแล้วเป็นเรื่องความเจ็บปวด ที่คุณบรรหาร ศิลปอาชา หรือว่าหลายคนที่แสดงความคิดความเห็น คือใครไม่เจอกับตัวเองไม่รู้หรอก แต่ว่าวันนี้เราต้องยอมรับ ยอมอยู่บนโลกของความเป็นจริงก็คือว่า เราต้องยืนหยัดอยู่กับกระแสสังคมด้วย คือกระแสสังคมก็มีโอกาสจะพลิกถ้าเราถือประเด็นที่ไม่ชอบธรรม

ผมเองก็ได้แสดงความคิดเห็นไปนะครับว่า ถ้าเราไม่ยึดความชอบธรรม โดยเฉพาะความไม่เป็นประชาธิปไตยหรือเผด็จการกับประชาธิปไตยแล้ว เราจะไม่ได้รับการขานรับและสุดท้ายที่ว่าจะแก้มาตราเดียวแล้วมันจะแก้ง่าย มันจะยากที่สุด ผมอุปมาอุปมัยนะครับเพลงใกล้ตาไกลตีน คือตามองเห็นแต่ตีนนะครับไม่ใช่คำหยาบนะครับ มันไปไม่ถึงคือเหมือนสุดขอบฟ้า มันก็เห็นใกล้ตาแต่ว่าเราเดินยังไงก็เดินไม่ถึง เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่าแนวความคิดของนายสมัครเดิม เป็นแนวความคิดที่ถูกต้องแล้ว

แนะใช้ทฤษฎีลูกเสือ

วันชัย  :  คุณจตุพรมองว่า ถ้าเรามีข้อเท็จจริงอย่างชัดเจนอยู่แล้วว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 50 มีที่มาแล้วก็เนื้อหาหลายส่วนเป็นเผด็จการนี้ชัดเจน แต่ถ้าเราดำเนินการแก้ไขอย่างไม่สามารถอธิบายให้ตรงจุดได้ ข้อเท็จจริงที่ว่านั้นเป็นข้อเท็จจริงเดียวกัน แต่ว่าผลที่ออกมาทิศทางตรงกันข้ามเลย ระหว่างทำเพื่อตัวเอง กับทำเพื่อประโยชน์ของสังคมบ้านเมืองถูกไหมครับ ผมเข้าใจแบบนั้นถูกไหมครับ

จตุพร  :  คือโดยหลักมาตรา 237 ก็หนึ่งในนั้น หนึ่งในรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ว่าไม่ควรหยิบยกเรื่องนี้มาเป็นประเด็น เพราะจะเป็นข้อด้อยในการต่อสู้และสุดท้ายเราก็จะไม่มีโอกาสแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้

วันชัย  :  เหมือนกับพูดอยู่แคบๆเฉพาะเรื่องส่วนตัวใช่ไหมครับ

จตุพร  :  ครับ เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่าต้องใช้ทฤษฎีลูกเสือ มันต้องมองไกล เมื่อมองไกลแล้วผมต้องบอกว่าภาษาบุคคลเค้าบอกว่ามันต้องยิ่งพูดเรื่องคนอื่น เรื่องส่วนรวมมากเท่าไหร่ ตัวเองก็เป็นหนึ่งในส่วนรวม แต่ว่าถ้าเริ่มต้นด้วยเรื่องตัวเองเมื่อไหร่ส่วนรวมเค้าจะไม่ขานรับ

วันชัย  :  เพราะว่าไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย ความรู้สึกจะเป็นอย่างนั้น

จตุพร  :  การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่า มันไม่ใช่ว่ามีเสียงแล้วมันจะแก้ไขได้นะครับ แล้วที่ผ่านมาเราก็เห็นอุปสรรคมากมาย เพราะฉะนั้นเมื่อมีเสียงแล้วต้องมีความชอบธรรมด้วย เพราะฉะนั้นเรามีจุดด้อยที่สุดของรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาเป็นตัวตั้ง นั่นคือที่มาที่เป็นเผด็จการ ผู้ร่างเต็มไปด้วยความอคติ ผมว่าเราจะให้มาไล่ประเด็นที่ สสร.50 แต่ละคนที่ หยิบยกมา ผมว่ามีประเด็นที่น่าสนใจ แล้วเราก็มาคาบเกี่ยวกับหัวหน้าพรรคการเมืองต่างๆ

จวกโจรปล้นประชาธิปไตย

วันชัย  :  วันที่ 25 เมื่อวานนี้ประมาณบ่าย 2 โมง ที่อาคารรัฐสภา ชมรม สสร.50 ประกอบด้วยหลายท่านหลายคนนะครับ ผมดูประกอบด้วยอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ประมาณ 30 คน ตัวอย่างเช่น นาวาอากาศตรีประสงค์ สุ่นศิริ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่าง , นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีตรองประธาน สสร. , นายคมสันต์ โพธิ์คง อดีตรองเลขานุการกรรมาธิการยกร่าง , นายปกรณ์ ติยากรณ์ อดีตโฆษกของกรรมาธิการยกร่าง , นายธวัช บวรวนิชยกูร ส.ว.สรรหาและอดีต สสร.ด้วย , นายมานิตย์ สุขสมจิต อดีต สสร. ได้ร่วมหารือกรณีที่พรรคพลังประชาชนจะเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 วรรค 2

จตุพร  :  ผมทักท้วงตั้งแต่แรกว่าถ้าเราหยิบยกความไม่ชอบธรรมของรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ พวกนี้จะไม่หยิบยกมาตรา 237 ขึ้นมา

วันชัย  :  อันนี้เค้าตั้งธงเลยว่าจะหารือที่พรรคพลังประชาชน เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 วรรค 2 คือระบุลงไปเลย ทั้งที่จริงๆแล้วนายกสมัครก็พูดในภาพกว้างจะแก้ทั้งฉบับหรือว่าหยิบยก มาเทียบเคียงระหว่างปี 40 กับปี 50 นะครับ อันนี้สังเกตได้ชัดเจน

ในการหารือของอดีตกรรมาธิการยกร่าง และอดีต สสร.ทั้งหมด ได้มีการอภิปรายกันสรุปใจความรวมๆก็ไม่เห็นด้วยกับพรรคพลังประชาชนในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 วรรค 2 เพราะเห็นว่าเป็นการแก้เพื่อหลีกหนีความผิด ถือว่ารัฐบาลไม่มีหลักธรรมมาภิบาลในการปกครอง ทำให้ประเทศไม่เป็นนิติรัฐ อย่างที่นายมานิตย์กล่าวว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องไม่ใช่แก้ตามความพอใจของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ถ้าจะแก้ตามใจชอบกฎหมายอาญาทั้งปวงเช่น การปล้น ฆ่า ชิงทรัพย์ ก็ต้องยกเลิกให้หมดเพราะโจรไม่ชอบแน่ๆ

จตุพร  :  ผมต้องอธิบายว่านายมานิตย์ซึ่งเป็นสมาชิกที่มาจากคณะที่คณะรัฐประหารแต่งตั้ง ต้องบอกว่ารัฐธรรมนูญที่ร่างภายใต้กฎหมายอคติ ให้ใช้ปกครองประเทศนั้น ไม่ใช่ประมวลกฎหมายอาญา ในเรื่องการปล้น ฆ่า ชิงทรัพย์ นะครับว่าต้องยกเลิกให้หมด เพื่อเป็นประโยชน์แกโจร ถ้าฟังอย่างนี้ ซึ่งมันคนละประเด็นกัน คือไม่มีประเทศ หรือนานาประเทศ หรืออารยประเทศ หรือประเทศธรรมมาภิบาลที่ไหน ที่จะไปแก้ไขยกเลิกกฎหมายให้โจรว่าปล้น ฆ่า ชิงทรัพย์ แล้วก็ไม่มีความผิดแต่ข้อเท็จจริงก็คือว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องรัฐธรรมนูญที่ร่างภายใต้ ภายใต้การล็อกสเปกเพื่อทำลายพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง หรือคนในการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และขณะเดียวกันผลพวงก็คือว่านำพาให้ประเทศมันเดินหน้าไม่ได้

คือ ณ วันนี้เอง ผมเองก็อธิบายความมาตั้งแต่ต้นว่าพรรคการเมืองอื่นนะครับ หรือแม้กระทั่งยกตัวอย่าง อย่างพรรคประชาธิปัตย์เค้าไม่ได้รับการกระทำแบบที่พรรคพลังประชาชนหรือพรรคการเมืองอื่น เค้าได้รับการกระทำนะครับ ไม่มีใครไปตามประกบ ไม่มีใครไปติดตามในการรวบรวมพยานหลักฐาน หรือสร้างหลักฐานเพื่อที่จะกล่าวหาใดๆต่อคณะกรรมการบริหาร คนเหล่านี้ก็ไม่ได้มีความรู้สึก เพราะฉะนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างที่ผมบอกว่า วันนี้อยากจะเรียนไปยัง สสร.50 นะครับ ครึ่งร้อยไม่เต็มร้อย

เพราะฉะนั้นคือประเด็นวันนี้มันชัดเจนที่สุด วันนี้ในส่วนฝั่งของประชาชนได้ตั้ง รองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยรามคำแหงและอดีตอธิการบดีของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ก็ไปพูดคุยกันว่าจะมีประเด็นใดๆที่เกี่ยวข้องกับความเดือดร้อน ก็คือหมายความว่าไม่มีทางจะแก้ไขมาตรา 237 เพียงมาตราเดียว ซึ่ง 237 มันไม่ใช่มาตรามันเป็นมัดตรา มัดตราสังข์

วันชัย  :  มาตรานี้เป็นมาตราหนึ่งที่ยกมาจากประกาศของ คปค. ใช่ไหมครับ

จตุพร  :  ครับ แต่ว่าคุณมานิตย์เองในฐานะที่สื่อ คุณมานิตย์ก็ต้องรู้ว่าคนที่ไปปล้นประชาธิปไตย มันเลวยิ่งกว่าโจรปล้น ฆ่า ชิงทรัพย์ ไอนั่นมันฆ่าเจ้าทรัพย์ คุณจะปล้นบ้านกี่หลังก็ตาม แต่ว่าปล้นประชาธิปไตยคือปล้นทั้งประเทศ ปล้นเสร็จก็มาร่างกติกาให้เจ้าทรัพย์มาปฏิบัติ พวกเราอยู่ในสถานะเจ้าทรัพย์เหมือนกับคน 63ล้านคน วันนี้พวกที่ไปปล้นก็บอกว่า ก็มาชี้หน้าเจ้าทรัพย์ว่าเป็นพวกโจร คือไปปล้นเค้าเสร็จแล้วบอกว่าคนที่ตัวเองไปปล้นคือพวกโจร คือมันตาลปัตรหมด

พอทีนี้เมื่อปล้นเค้าเสร็จ ออกกฎหมายมาเล่นงานเจ้าทุกข์อย่างที่ผมอธิบายความเมื่อวานนี้ นี่เป็นปรากฏการณ์ที่ปกติเพราะฉะนั้นต้องพูดให้ชัดเจนและเข้าใจเสียก่อนว่า ใครคือโจรกันแน่ และกฎหมายประมวลอาญา ใครทำผิดเค้าก็ดำเนินคดีกับคนนั้น แต่นี่ไอโจรที่ปล้นประชาธิปไตย ใครทำผิดเอากันทั้งครอบครัว หมายความว่าผิด 1 คน เอาคนทุกคนเหมือนกับที่ยุบพรรคไทยรักไทย กล่าวหาคน 2 คนแต่ปรากฏเวลาเล่นงาน เล่นงานคนทั้ง 14 ล้านคน มันเป็นกฎหมายของผู้ดีประเทศไหน ถ้าบอกว่าไม่ใช่กฎหมายโจร
เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่าวันนี้มันชัดเจนที่สุดว่า คนที่ปล้นประชาธิปไตยยิ่งกว่ามหาโจร ที่ไปปล้น ฆ่า ชิงทรัพย์ นั่นเป็นโจรธรรมดา ประมวลกฎหมายอาญาที่มีกระบวนการศาลก็ดำเนินการ แต่โจรที่ปล้นประชาธิปไตยที่ยังลอยหน้าลอยตาแล้วออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับตัวเอง และขณะเดียวกันยังออกกฎหมายไว้เล่นงานเจ้าทรัพย์อีก 63ล้านคน ผมว่าคนเหล่านี้มันต้องประณาม

วันชัย  :  เพราะฉะนั้นการกระทำและความคิดเห็นของนายมานิตย์จึงฟังไม่ขึ้นใช่ไหมคุณจตุพร

จตุพร  :  ครับ นายมานิตย์เป็นคนละมานิตย์ มานิตย์ สุขสมจิต กัน มานิตย์ จิตจันทร์กลับ มีความเข้าใจคนละอย่าง อาจารย์มานิตย์ จิตจันทร์กลับ เป็นหัวหน้าคณะในศาลฎีกา เป็นอดีตอธิบดีศาลอาญา เค้าเห็นว่าการกระทำใน 19 กันยา นั้นเป็นการกบฏ เป็นการไปฉีกรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เพราะฉะนั้นทุกสิ่งที่ออกกติกามานั้น เรียกว่ากฎหมายนั้นให้ถือว่าเป็นกฎหมายโจร

สสร.หมดสิทธิ์ขวางแก้ รธน.


วันชัย  :  มีหลายคนนะครับ มีคุณเสรี คุณคมสันต์ เดี๋ยวผมไล่ดูนะครับ คุณเสรี สุวรรณภานนท์ บอกว่าตอนร่างมาตรานี้ 237 นี้นะครับ ไม่มีพรรคใดโต้แย้งเลย แต่เมื่อมาตรานี้เริ่มทำงานตรวจสอบนักการเมืองที่ไม่บริสุทธิ์ต่อการเลือกตั้ง พรรคการเมืองเหล่านี้กลับมาขอแก้ไข เห็นได้ชัดเจนว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากรัฐธรรมนูญแต่เกิดจากคนใช้รัฐธรรมนูญ ดังนั้นการแก้รัฐธรรมนูญเป็นไปเพื่อประโยชน์ของตัวเองแน่นอน

จตุพร  :  คุณเสรีไม่ได้ฟังว่า 11ล้านคนเค้าไม่รับทั้งฉบับ 14ล้านคนที่คุณอ้างว่าผ่านประชามตินั้นเป็นกระบวนการจัดการจนกระทั่ง ไปกล่าวอ้างว่าให้ผ่านไปก่อนแล้วค่อยไปแก้ไขภายหลัง อย่างพรรคประชาธิปัตย์ พูดวันแรกหลังจากรัฐธรรมนูญผ่านว่าจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตอนที่นายสมัครมาพูดบอกว่าจะแก้ไขก่อนที่จะเลือกตั้ง 3 เดือน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลุกขึ้นยืนกลางสภาผมก็นั่งฟังอยู่ คุณอภิสิทธิ์พูดชัดเจนว่าจะไปรู้ได้ยังไงว่ารัฐบาลจะอยู่อีก 3 เดือนแล้วจึงจะมีการเลือกใหม่

เพราะฉะนั้นที่ผ่านมารัฐบาลไม่มีทางจะรู้เลย คือหมายความว่า ติติงว่าทำไมไปรอแก้ไขรัฐธรรมนูญช้า แต่ปรากฏว่าวันนี้พอนายสมัครจะมาแก้ไขรัฐธรรมนูญเร็ว ก็พรรคประชาธิปัตย์บอกว่าทำไมมาแก้ไขรัฐธรรมนูญเร็ว

เมื่อคืนคุณนิพิทธิ์ อินทรสมบัติ ออกรายการคุยกับคุณสุเทพ ใสกระจ่าง เค้าบอกว่าควรจะรอ 3 ปี แล้ววันที่เค้าแถลงนโยบายหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เองก็มาบอกเตือน พอวันนี้เค้าจะเริ่มแก้แล้วเค้าก็ให้พรรคประชาธิปัตย์ได้สบายใจ รวมกระทั่งคุณเสรีได้สบายใจว่าจะไม่แก้ไขมาตรานี้ มาตราเดียวอย่างแน่นอน

วันชัย  :  มาดูที่คุณคมสันต์ ที่นายคมสันต์ไปประชุมด้วยก็บอกว่ามาตรานี้ให้อำนาจกับศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยว่า จะยุบหรือไม่ยุบพรรค ดังนั้นการแก้ไขมาตรานี้เท่ากับว่าพรรคพลังประชาชนพยายามหลบหลีกตัวเองให้รอดพ้นจากกระบวนการยุติธรรม ถือว่าไม่ชอบธรรม ไร้มารยาททางการเมืองอย่างยิ่ง อย่างนักโทษที่อยู่ในคุกเมื่อถูกคำสั่งประหารชีวิตก็ต้องปฏิบัติตาม แต่เหตุใดนักการเมืองเมื่อทำความผิด กลับไปแก้กฎหมายให้ตนเองพ้นผิด ทำไมนักการเมืองถึงไม่รับผิดในสิ่งที่ตนเองกระทำเหมือนที่ประชาชนทั่วไปยอมรับ

จตุพร  :  คือคุณคมสันต์เนี่ย คือวันนี้ไม่แน่ใจว่า สสร.ท่านที่ออกมารัฐธรรมนูญ สสร.ปี 50 ออกมา 30 ออกมา 30 กี่คือไม่ครบ 3 ปี ก็คือว่าคุณจะมาเปรียบเปรยว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ว่าใครทำผิดนักการเมืองต้องยอมรับ ก็ผมอธิบายความว่าตั้งแต่ต้น คนเค้าไม่รับมาตั้งแต่ต้น พรรคพลังประชาชนไปที่ไหนเค้าก็โหวตโน แต่คุณก็ดึงดันที่จะเอาร่างกติกาของคุณ เพราะคุณได้รับอาญาสิทธิ์จากคณะรัฐประหาร ได้รับอาญาสิทธิ์จากกระบอกปืน เมื่อบ้านเมืองมาเป็นประชาธิปไตยหน้าที่ของคุณ สสร.50 มันหมดไปแล้ว แปลความว่าคุณไปได้แล้วไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคุณแล้ว

ถ้าคุณบอกสิว่า สสร.ปี 50 ร่างรัฐธรรมนูญมาแล้วมันแก้ไขไม่ได้ ห้ามแก้ไข ให้อยู่กับประเทศไทยนี้นิรันดร อันนี้ก็ว่ากันไป อันนี้คนที่เค้ามาจากการเลือกตั้ง มาด้วยเสียงของประชาชนเค้าจะมาแก้ คุณจะมาเปรียบเปรยว่าเหมือนนักโทษที่เค้าอยู่ในคุกแล้วถูกคำสั่งประหารชีวิตได้ยังไง นักการเมืองเค้าได้รับการเลือกตั้ง เค้าย่อมมีดุลยพินิจ และที่สำคัญเค้าหาเสียงเป็นนโยบายว่าถ้าได้รับการเลือกตั้งเค้าจะมาแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นซากเดนของเผด็จการ แล้วประชาชนก็เห็นด้วยไม่นั้นเค้าจะเลือกมาทำไม คือถ้าประชาชนไม่เห็นด้วยกับพรรคพลังประชาชนว่าถ้าชนะการเลือกตั้ง ได้เป็นรัฐบาลแล้วจะเข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญ เค้าจะเลือกพรรคพลังประชาชนทำไม

ตรงกันข้ามอีกว่าถ้าพรรคพลังประชาชนได้รับชัยชนะการเลือกตั้งแบบวันนี้ ได้รับเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล แล้วไม่แก้รัฐธรรมนูญตามที่รับปากไว้กับประชาชน อันนี้ล่ะประชาชนจะขับไล่เอา ผมจึงบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ รัฐธรรมนูญทุกฉบับมีการฉีกแล้ว ฉีกเล่า แล้วก็ที่ชัดเจนที่สุดรัฐธรรมนูญฉบับนี้ซึ่งกลิ่นปืนมันยังได้กลิ่นกันอีกนาน คือหมายความว่ามันมาจากกระบอกปืน มันมาจากอำนาจ คุณคมสันต์ลองอธิบายความว่าคุณมีความชอบธรรมอะไรที่จะอ้างว่ามาจากประชาชน คุณร่างภายใต้อคติเพื่อมาทำลายพรรคการเมือง บุคลากรของพรรคการเมือง แล้วท้ายที่สุดเมื่อประชาชนเค้าไม่ยอมรับ เค้าตบหน้าคุณด้วยการเลือกพรรคพลังประชาชน

วันนี้ไม่ใช่หน้าที่ของ สสร.50 เป็นหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา ไม่ว่า ส.ว.ที่คุณร่างไว้แต่งตั้งเกือบครึ่ง แล้วก็ ส.ว.เลือกตั้งครึ่งหนึ่ง แล้วสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 480 คน นี่คือหน้าที่ของเค้า หน้าที่ของ สสร.ชุดนี้มันหมดไปแล้ว คุณเข้าใจว่าคุณยังมีหน้าที่อยู่ มีใครจ่ายเงินเดือนให้คุณหรือเปล่า คือเสร็จสิ้นภารกิจกันไปแล้ว แปลความว่าสิ่งที่คุณร่าง เมื่อคนเค้าขึ้นมาเค้าไม่เห็นด้วยแล้วกำหนดไว้ในนโยบาย จุดยืนอย่างหนึ่งที่เรารณรงค์หาเสียงแล้วมีความสบายใจ ที่เดินทางไปกับนายสมัคร อย่างที่เราอธิบาย คุณสมัครพูดชัดเจนว่าพรรคพลังประชาชนไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติ เลือกตั้งเสร็จจะเข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าใครไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติให้มาทางนี้ นั่นมีความชัดเจนที่สุด

เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่าประกาศที่จะเข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ประกาศก่อนการตัดสินใจของประชาชนในวันที่ 23 ธันวาคม ไม่ใช่ว่าอยู่ดีดีมานึกที่จะแก้ในวันนี้

วันชัย  :  แล้วผลก็เป็นอย่างที่เห็นประชาชนเลือกเข้ามา 233 คน

จตุพร  :  อย่างที่ผมบอกหรือแม้กระทั่งคุณสมัคร หรือใครหลายๆคนบอก ถ้าไม่ถูกสกัดกั้นก็จะมามากกว่านี้เสียอีก เพียงแต่ว่าวันนี้พวกเค้าชนะการเลือกตั้ง ประชาชนมอบความไว้วางใจกับเค้าไว้ คุณจะเอากฎหมายซึ่งเป็นซากเดนจากเผด็จการเป็นรัฐธรรมนูญฉบับกระบอกปืน ยังจะมาเล่นงานเค้าซ้ำอีก คุณจะมาเลือกตั้ง 100 ครั้งแล้วคุณเข้าใจว่าคุณจะชนะครั้งที่ 101 หรือยังไง คือประเทศมันจะหาความสงบสุขไม่ได้ และคุณเปรียบเปรยว่านักโทษที่เค้าทำความผิดถูกประหารชีวิตจะต้องถูกประหาร นักการเมืองที่มาจากประชาชนไม่ใช่นักโทษในสายตาของพวกคุณ ในสายตาของพวกผมคุณสมควรที่จะถูกดำเนินคดีด้วยซ้ำ เพราะคุณไปรับของโจร ไปรับอำนาจจากคณะรัฐประหารที่ไปปล้นประชาธิปไตยมา ผมว่าเบรกนี้เอาไว้เท่านี้

วันชัย  :  เบรกหน้ามีอีกของคุณประสงค์ และที่ต้องดูอีกก็คือของอาจารย์จรัล ดิษฐาอภิชัย รวมทั้งคุณบรรหารด้วยนะครับ เราต้องพักสักครู่ แล้วกลับมาฟังทัศนะของคุณจตุพรกันต่อครับ


(อ่านต่อ ตอน 2 ที่  http://www.serichon.com/index.php?topic=486.0   ตอน 3 ที่  http://www.serichon.com/index.php?topic=487.0 )

85  หมวดหลัก / กระทู้การเมือง / ใครคือมัน : 'มัน'ผู้กำลัง บ้าคลั่ง'ต่อการสร้างวิกฤติการณ์การเมืองรอบใหม่ เมื่อ: 27 มีนาคม 2008, 21:46:45
เรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง.. แต่ก็มีความพยายามที่จะทำให้เป็นเรื่อง

เรื่องการยุบพรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตย.. ที่หลุดออกมาอย่างตั้งใจ จะทำให้เรื่องมันยุ่ง.. และกำลังจะนำไปสู่สิ่งที่ยุ่งมากกว่า..

เพราะสมาชิกพรรคที่กำลังจะถูกยุบ.. เริ่มมีความเห็นตรงกันว่า.. ในเมื่อเรื่องยุ่งมันมาจากข้อบังคับในรัฐธรรมนูญ.. ก็ดับไฟมันซะตรงต้นลมนั่นแหละ..

วิธีแก้ปัญหา นั่นคือ การแก้รัฐธรรมนูญ

แต่นั่นอาจจะเป็นหลุมพราง.. ที่ถูกขุดไว้.. เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น.. คือ การเปิดทางให้กับการเคลื่อนไหวของ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ที่กำลังสอดส่ายหาช่องทาง.. ที่จะซ่องสุมกำลัง สร้างการชุมนุมผู้คนขึ้นมา

ต้องไม่ลืมว่า.. การทำประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 และ 2550 นั้น.. ประเทศถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย และมีประชาชนนับ 10 ล้านคน ที่ยืนกันอยู่คนละข้าง ถือหางรัฐธรรมนูญกันคนละฉบับ

ฝ่ายที่ต้องการทำลายรัฐบาลนี้.. จะฉกฉวยโอกาศ.. เอาการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็น.. ประจุดินปืนเพื่อก่อหวอด..

หลายๆ ครั้งในอดีต.. รัฐบาลถูกโค่นล้มลงไปในระหว่างมีวิกฤติการณ์รัฐธรรมนูญ..

ครั้งนี้.. ดูจากอาการแกล้งโง่แกล้งบ้าของ.. ผู้จุดเชื้อแล้ว.. เห็นได้ชัดเจนถึงความเลวบัดซบ.. อายุป่านนั้น.. มันยังกระสันในอำนาจ จนไม่สนใจต่อความล่มจนของบ้านเมือง.. ห่างแค่ก้าว จากกล่องนอนบนฟูกดอกไม้จันทน์.. มันก็ยังดังทุรังแกล้งบ้าแกล้งใบ้.. ยืนยันเป็นกระต่ายขาเดียว ทั้งๆ ที่พันครู หมื่นอาจารย์ก็สั่งสอนกันมาว่า..นิติศาสตร์โดดๆ นั้นมันไม่มีในโลก..เจตนารมณ์ของการมีข้อบังคับต่างหากที่สำคัญ

ถึงประเทศไทยจะยังไม่ศิวิไลซ์.. จนถึงการมี “ลูกขุน” เป็นผู้ชี้ถูกชี้ผิด.. แต่เราก็พ้นจากความป่าเถื่อนมาแล้ว..จากการชี้ถูกชี้ผิดโดยคนๆ เดียว..

ด้วยความเคารพต่อ.. สถาบันที่มันผู้นั้นสังกัด.. ด้วยคารวะต่อ.. เครื่องแบบอันทรงเกียรติที่ท่านสวมใส่..เรา.. จึงไม่ออกชื่อ.. “มัน” ผู้กำลัง “บ้าคลั่ง” ต่อการที่จะสร้างวิกฤติการณ์การเมืองครั้งใหม่..

แต่เราต้อง..ส่งดอกไม้ช่อใหญ่ไปให้.. พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์.. ทำให้รู้ว่า “ใครคือมัน”



โดย คุณพญาไม้  จาก บางกอกทูเดย์

http://thaienews.blogspot.com/2008/03/blog-post_924.html
86  หมวดหลัก / กระทู้การเมือง / ทิ้งทำไม : รถดับเพลิงหลายร้อยคันที่จอดทิ้งร้างไว้ เมื่อ: 27 มีนาคม 2008, 20:35:00
ภาพรถดับเพลิงของกรุงเทพมหานครนับร้อยๆ คัน ที่จอดทิ้งร้างเอาไว้บริเวณลานกว้างของ ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ทุกวันนี้ช่างบาดตาและทำร้ายอารมณ์ของคนไทยผู้เสียภาษียิ่งนัก!!!

ไม่เพียงแดด ลม และพายุฝนที่รุมกระหน่ำซ้ำเติมรถดับเพลิงเหล่านี้ หากแต่ “ไอทะเล” บริเวณท่าเรือแหลมฉบัง ก็ยิ่งจะทำให้มูลค่าของรถดับเพลิง “ล็อตหลัง” จำนวน 133 คัน หดหายไปเรื่อยๆแม้ว่าเพิ่งจะส่งตรงมาจากออสเตรียได้เพียงปีเศษก็ตามว่ากันว่า “ล็อตแรก” ที่นำเข้ามาก่อนหน้านี้จำนวน 176 คัน และได้จอดทิ้งไว้ในโกดังเช่าของเอกชนรายหนึ่งย่านบางบัวทองนานกว่า 2 ปีนั้นแม้จะมีหลังคาคลุมกันแดดและฝน แถมไม่ต้องผจญกับ “ไอทะเล” เหมือนล็อตหลัง แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการจอดทิ้งไว้เฉยๆ ก็ไม่ใช่เล่นๆ

เท่าที่  “บางกอกทูเดย์” กวาดสายตาดูแล้ว ไม่ว่าจะเป็นยางรถยนต์, แบตเตอรี่, ปั๊มน้ำ หัวฉีดน้ำ, สายยาง หรือระบบคอมพิวเตอร์สำหรับรถขนาดใหญ่ ฯลฯ ทุกอย่างล้วนแต่เสื่อมสภาพเฉพาะรถเล็ก 4 ล้อ ยี่ห้อมิตซูบิชิ สตราดา 72 คัน แค่ยางอะไหล่เส้นเดียวก็มีราคาเฉลี่ยต่อเส้นไม่น้อยกว่า 5,000-6,000 บาทแล้วที่แพงเพราะต้องแบกรับน้ำหนักรถ บวกกับอุปกรณ์ดับเพลิงและปริมาณน้ำในถังกักเก็บหมายความว่า...เฉพาะยางรถยนต์ที่จะต้องเปลี่ยนสำหรับรถเล็ก 4 ล้อ รวมทั้งสิ้น 288 เส้นๆ ละ 5,000-6,000 บาท

กทม. ในฐานะเจ้าของโครงการฯ ต้องเสียเงินเพื่อการนี้ราวๆ 1.44–1.72 ล้านบาทหากนับรวมยางรถยนต์ของ 6 ล้อและ 10 ล้อ ที่มีขนาดใหญ่กว่าและราคาแพงกว่าไม่น้อยกว่า 10,000 บาทต่อเส้น รวมกันอีก 233 คันแล้วค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ คงมีไม่น้อยกว่า 16.5 ล้านบาทเฉพาะแค่ค่าเปลี่ยนยางรถยนต์อย่างเดียว รวมกันทุกขนาดก็ปาเข้าไป 17-18 ล้านบาทแล้วนี่ยังไม่รวมค่าเสื่อมของแบตเตอรี่ ปั๊มน้ำ หัวฉีดน้ำ ระบบคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมืออื่นๆ ซึ่งว่ากันว่า...รวมๆ กันนับเป็นร้อยๆ ล้านบาททีเดียว!!!ขึ้นชื่อว่า...รถ

ทุกอย่างมันก็ย่อมจะต้องลดค่า ลดราคาลง เหมือนกับชื่อที่พ้องเสียงนั่นแหละเมื่อ กทม. นำไปจอดทิ้งไว้เฉยๆ โดยไม่มีการนำออกมาใช้งานเพื่อการดับเพลิง ราคาค่างวดของมันก็ย่อมจะลดน้อยถอยลงไปเท่าที่ “บางกอกทูเดย์” รู้มานั้น...บริษัทสไตเออร์แห่งออสเตรีย คู่สัญญาของ กทม. ได้ว่าจ้างบริษัทเอกชนรายหนึ่งของไทย ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของพวกเขาเพื่อให้ “บริการหลังการขาย”แต่บริษัทที่ว่านี้...ไม่มีโอกาสแม้จะให้บริการ เนื่องจากยังไม่มีการนำรถดับเพลิงขนาดต่างๆ ไปใช้งานแต่อย่างใด

การรับประกันอันเป็น “บริการหลังการขาย” ของคู่สัญญาของ กทม. จะครบกำหนด 3 ปีของ “ล็อตแรก” จำนวน 176 คัน ในช่วง 26 มกราคม 2552 ที่จะถึงนี้นั่นก็หมายความว่า...ตอนนี้ กทม. เหลือเวลาอีกเพียง 10 เดือนเท่านั้น ที่จะได้รับสิทธิ “บริการหลังการขาย” จากบริษัทสไตเออร์เกินกว่านี้...ก็จบกัน!!!ส่วน “ล็อตหลัง” จำนวน 133 คัน ดูท่าว่า...อาการจะสาหัสมากกว่า “ล็อตแรก” มากนัก เพราะต้องทนกับสภาพตากแดด ตากลม ตากฝน และยังต้องผจญกับ “ไอทะเล” อีกด้วยหากไม่รีบใช้ “บริการหลังการขาย” ตามเงื่อนไขแห่งสัญญาแล้ว

เมื่อครบกำหนด...เมืองไทยและ กทม. ก็จะไม่ได้อะไรเลยซื้อแพง...แต่ได้นำมาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ก็ยังพอทำใจได้แต่นี่...ซื้อแพงแล้วยังจะเก็บทิ้งไว้เฉยๆ จนสภาพรถดับเพลิงทั้งประเภท 4 ล้อ, 6 ล้อ และ 10 ล้อ เสื่อมสภาพและไร้ราคามากขึ้นๆ ทุกวันนี่หรือ คือ หลักการบริหารของ กทม. ยุคของ นายอภิรักษ์ โกษะโยธินเอาล่ะ! จะโทษ กทม. อย่างเดียวคงไม่ถูก เพราะเรื่องนี้มันเกี่ยวพันและเชื่อมโยงกับกลุ่มผลประโยชน์ถึง 3 กลุ่ม (อ่านล้อมกรอบประกอบ)

อีกทั้ง เรื่องนี้ก็ถูกส่งต่อจากชั้นสอบสวนของดีเอสไอไปจนถึง ป.ป.ช. ต่อเนื่องไปจนถึง คตส. ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหากับผู้เกี่ยวข้องไปแล้ว...หลายคนนายสมัคร สุนทรเวช ในฐานะอดีตผู้ว่าฯ กทม.นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. คนปัจจุบันคุณหญิงณฐนนท ทวีสิน อดีตปลัด กทม.นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์นายราเชนท์ พจนสุนทร อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ

โดยเฉพาะ 2 คนหลังนี้ เกี่ยวพันในฐานะที่กระทำผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (ก.ม.ฮั้ว) และกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ไม่ว่าเรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร? ใครจะเป็นคนผิด? และใครจะต้องรับผิดในคดีนี้?ก็ไม่น่าที่ กทม. จะกลัวความผิด เสียจนไม่ยอมนำเอารถดับเพลิงมูลค่าเกือบๆ 8,000 ล้านบาทออกมาใช้

จนคนกรุงเทพฯ และเมืองไทย ต้องเสียหายซ้ำซ้อน...ซ้ำซาก!!!
ถึงบรรทัดฐานนี้...กระบวนการเอาผิดตามกฎหมายกับ “คนผิด” ที่ปล่อยให้สัญญาจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของ กทม. ในมูลค่าที่แพงมหาศาลและเกินจริงไปเกือบครึ่งต่อครึ่ง ยังจะต้องเดินหน้าต่อไปใครผิดก็นำตัวไปลงโทษแต่เรื่องของผลประโยชน์ชาติ โดยเฉพาะการไม่นำรถดับเพลิงไปใช้ประโยชน์ โดยปล่อยทิ้งร้างเอาไว้เช่นนี้ไม่น่าจะเป็นคุณต่อฝ่ายใด

ยกเว้น...บริษัทฝรั่ง เพราะไม่ต้องจ่ายเงินค่าดูแลซึ่งเป็น “บริการหลังการขาย” สักสตางค์แดงเดียวถึงตอนนี้ ฝ่ายไทยโดย กทม. ได้จัดส่งค่างวดมาแล้ว 3 งวดๆ ละ 700 ล้านบาทเศษเหลืออีก 6 งวดที่จะต้องทยอยส่งตามเงื่อนเวลาแห่งแอลซี ที่ กทม. ยุคของ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ไปทำเอาไว้กับ บริษัทสไตเออร์แห่งออสเตรียแล้วอย่างนี้ จะปล่อยทิ้งรถดับเพลิงกันไปทำไม???

http://www.bangkok-today.com/bkk.content.php?bkk=1,1,0,17819
87  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / องค์กร ปชต.เคลื่อน หนุนแก้ รธน.50 เมื่อ: 27 มีนาคม 2008, 16:48:21
องค์กรประชาธิปไตย เร่งเครื่องเดินหน้าผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 เตรียมผนึกแนวร่วมทั่วประเทศขอฉันทามติจากประชาชนใน 2 เดือน ยกเป็นวาระแห่งชาติ ยึด รธน.40 เป็นตัวตั้ง  โพลชี้คนไทยหนุนแก้ พร้อมเสนอปลดล็อก 111 ทรท. ชี้ รธน.จุดอ่อนเพียบ ขณะที่ วิปรัฐบาลตั้งคณะทำงาน 6 พรรคร่วม พร้อมตั้ง กมธ.วิสามัญ คู่ขนาน เล็งประเดิมแก้ 4 มาตรา ทั้ง 237, 266, 309 และ 190 ด้วย

        ท่ามกลางกระแสผลักดันของภาคการเมือง ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 อันเป็นผลพวงอำมาตยาธิปไตยในยุคเผด็จการ องค์กรภาคประชาชน ต่างก็ออกมาขับเคลื่อน เพื่อเรียกร้องให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเตรียมพร้อมที่จะผนึกกำลังจากภาคประชาชนทั่วประเทศ ให้ออกมามีส่วนร่วมในการแก้ไขครั้งนี้ด้วย   

        นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท 1 ใน 11 คณะกรรมการบริหารแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช..)  เปิดเผยถึงที่ประชุมมีมติกำหนดทิศทาง โดยให้ความสำคัญอันดับแรก กับการรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 จะขอให้ประชาชนร่วมลงรายชื่อสนับสนุน รวมถึงจะขยายการทำความเข้าใจกับประชาชนทั่วประเทศด้วย โดยจะเดินสายไปในทั่วทุกภูมิภาค เพื่อจัดสัมมนา และเข้าร่วมหารือภายในกลุ่มองค์กรในภูมิภาคนั้นๆ ถึงเหตุผลจำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงประชาชนจะได้อะไรบ้างกับการแก้ไขที่จะเกิดขึ้น

นปช.ตั้งธงผนึกปชช.ใน2ด.

       
      “นปช.ต้องการผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ ที่ประชาชนทุกภาคส่วนต้องดำเนินการร่วมกัน เพราะเรื่องนี้ได้กลายเป็นจุดหักเหที่สำคัญของประเทศและกระทบต่อประชาชนทั่วไป ซึ่งคงไม่ใช่จะแก้มาตราใดมาตราหนึ่ง แต่เป็นภาพรวมทั้งหมด เช่นมาตราใดเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง” นายวิภูแถลง กล่าว และว่า ในวันที่ 30 มีนาคม จะมีอีกหลายองค์กรภาคประชาชนเข้าร่วมหารือ และจะแถลงข่าวเป็นทางการในวันที่ 5 เมษายนนี้

      นอกจากนี้ ที่ประชุมกำหนดให้มีแกนนำ 5 คน คือ ตน นพ.เหวง โตจิราการ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์  และนายชินวัฒน์ หาบุญพาค โดยมีนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข เป็นผู้ประสานงาน เพื่อให้การเดินหน้านำธงในเรื่องนี้เป็นไปอย่างรวดเร็วภายใน 2 เดือน
 
กลุ่มพลเมืองฯชี้รธน.40เป็นตัวตั้ง

     ขณะที่ กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ ได้ออกแถงการณ์เรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเช่นดียวกัน โดยระบุรัฐธรรมนูญนี้ไม่ใช่ของปวงชนชาวไทย หากเป็นผลิตผลของเผด็จการคมช. ที่กำลังส่งผลทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะมาตรา 237 เป็นประเด็นเร่งด่วนที่ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และอาจก่อให้เกิดวิกฤตทางการเมืองตามมา รวมไปถึงบทบัญญัติในมาตราอื่นๆ ที่เป็นอุปสรรคเช่นเดียวกัน 
         
         ดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้มีการดำเนินการเเก้ไขโดยเร็วที่สุด โดยให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพ ผ่านรัฐสภา ด้วยการยึดถือรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นต้นแบบ นอกจากนี้ จะร่วมกับองค์กรประชาธิปไตยอื่นๆ ทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนให้เห็นถึงผลกระทบอันเลวร้ายของรัฐธรรมนูญอันเป็นซากเดนของเผด็จการคมช. พร้อมกับชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับที่เป็นของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง
   
       ก่อนหน้านี้ กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ 2540 นำโดยนายจรัล ดิษฐาอภิชัย ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้รัฐบาล รัฐสภา พรรคการเมือง องค์กรประชาธิปไตย นักวิชาการ สื่อมวลชน และประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญนี้ ใหลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการยกเลิกฉบับ 2550 และนำฉบับ 2540 กลับมาใช้โดยแก้ไขเพิ่มเติมบางมาตราเช่นกัน

โพลชี้59.3%หนุน-ปลดล็อก111ทรท.

        ขณะเดียวกัน กระแสจากประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนให้เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ด้วยเช่นกัน จากผลสำรวจของเอแบคโพล ระบุถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญในสายตาประชาชนพบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 59.3 เห็นด้วย เพราะอยากให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่าย ให้ประเทศเกิดความสงบสุข และการเมืองเข้มแข็งขึ้น มีเพียงร้อยละ 32.9 ไม่เห็นด้วย
 
      และยังพบในกลุ่มประชาชนที่ให้แก้ไขร้อยละ 49.1 ต้องการให้แก้ไขทุกมาตรายกเว้นที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ขณะที่ร้อยละ 40.4 ต้องการแก้ไขเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมือง           
   
      นอกจากนี้ ร้อยละ 51.7 เห็นว่ารัฐบาลควรมีแนวทางให้อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทั้ง 111 คนได้มาช่วยงานรัฐบาลในขณะนี้ เพราะมีความสามารถ มีศักยภาพในการทำงานขณะที่บ้านเมืองกำลังประสบปัญหา มีประสบการณ์การทำงาน และอยากให้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง
 
      เมื่อถามถึงจุดด้อยของรัฐธรรมนูญที่ต้องแก้ไข พบร้อยละ 34.7 ระบุกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับพรรคการเมือง การยุบพรรคการเมือง บทลงโทษพรรคการเมืองที่กระทำผิด ร้อยละ 25.4 เกี่ยวกับการได้มาของ ส.ส. และ ส.ว. ร้อยละ 22.2 ทำให้รัฐบาลอ่อนแอทำงานให้ประชาชนไม่ได้ ร้อยละ 12.4 เกี่ยวกับการได้มาซึ่งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ กฎระเบียบข้อบังคับของสังคม การมีส่วนร่วมของคนในสังคม สิทธิมนุษยชน และความเป็นกลางของรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ร้อยละ 29.6 ระบุว่าไม่มีจุดดีในมาตราที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง

วิปรัฐบาลถกเข้ม-ปิดทาง ปชป.

        ในอีกด้านหนึ่ง คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ประชุมประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา โดยมีการเสนอความเห็นอย่างกว้างขวาง ซึ่งนายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคพลังประชาชน เสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ แทนการตั้งคณะทำงานศึกษาแก้ไข เพราะจะทำให้เกิดความล่าช้า และการตั้งคณะ กรรมาธิการจะสามารถดึงให้พรรคประชาธิปัตย์เข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งอาจจะเป็นไปตามเกมที่เขาไว้เพื่อให้การแก้ไขครั้งนี้ไม่มีความชอบธรรม ส่วนตัวคิดว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่เอา เพราะเขามาจากระบอบประชาธิปไตย และถ้าไม่เอาก็ไปเจอกันที่สนามหลวง
   
       ขณะที่นายชัย  ชิดชอบ ประธานวิปรัฐบาล ยืนยันให้มีการตั้งคณะทำงานศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนนำเข้าสู่สภา โดยในส่วนของพรรคพลังประชาชนขณะนี้ นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะทำงานศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว

ตั้งกมธ.-คณะทำงาน6พรรคร่วม
 
        ภายหลัง นายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย ในฐานะเลขานุการวิปรัฐบาล แถลงถึงที่ประชุมมีมติเห็นชอบ 2 แนวทาง คือ 1.ตั้งคณะทำงานศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญจำนวน 16 คน ประกอบด้วย นายชูศักดิ์ ศิรินิล เป็นตัวแทนจากสำนักนายกฯ ตัวแทนจากคณะกรรมการกฤษฎีกา 1 คน เลขาวิปรัฐบาล 2 คน และตัวแทนจาก 6 พรรคร่วมรัฐบาลพรรคละ 2 คน ขณะนี้ทุกพรรคเสนอรายชื่อครบแล้ว และ 2.มีมติให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ตามที่นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชาชน พร้อมคณะ เสนอญัตติต่อสภาฯ ส่วนจะบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมเพื่อตั้งเป็นกรรมาธิการวิสามัญได้เมื่อใด วิปรัฐบาลจะประชุมอีกครั้งในวันที่ 31 มีนาคม ทั้งนี้คณะทำงานฯ และกรรมาธิการวิสามัญจะทำงานควบคู่กันไป

เล็งแก้ รธน. ก่อนรอบแรก 4 มาตรา

      ด้านนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล ส.ส.แพร่ พรรคพลังประชาชน กล่าวในการประชุมมีทั้งฝ่ายเสนอให้แก้เล็กเพียง 4 - 5 มาตรา ได้แก่ มาตรา 237, 266, 309 และล่าสุดมีการเสนอมาตรา 190 ที่ว่าด้วยการทำสนธิสัญญากับนานาประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาส่วนมาตรา 265 ที่ห้าม ส.ส. ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานราชการของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจนั้น ต้องหารืออีกครั้ง ขณะที่ฝ่ายเสนอให้ปรับแก้ขนาดกลางถึงใหญ่ เสนอให้แก้ไขในมาตราที่เกี่ยวกับที่มาของส.ส.และส.ว.ด้วย

ใช้ 96 เสียง ส.ส.เสนอแก้ไข รธน.


       ส่วน นายชัย ชิดชอบ กล่าวเพิ่มเติมว่า พรรคพลังประชาชนประกาศตั้งแต่หาเสียงเลือกตั้งจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้นเรามีหลักไม่ใช่ว่าอยู่ๆ มาคิดแก้มาตรา 237 เพื่อหนีคดียุบพรรค แต่จะแก้ไขโดยยึดประโยชน์ประเทศเป็นหลัก ส่วนมาตรา 309 ที่เกี่ยวโยงถึงคำสั่งต่างๆ ของ คมช. นั้น ไม่ใช่เพื่อล้มล้าง คตส. อะไรที่ทำแล้วก็แล้วไป ซึ่งในกรอบเวลาต้องเป็นไปตามกระบวนการ คาดว่าต้องใช้เวลาพอสมควร เนื่องจากกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เช่น พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเสียก่อน แต่ก็จะเร่งรัดให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้
 
   ทั้งนี้ การดำเนินการ ส.ส.จะเป็นผู้เสนอแก้ไข ตามรัฐธรรมนูญใช้ 96 เสียงเท่านั้น ส่วนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น หมายถึงทุกพรรคการเมือง รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ต้องเสนอตัวแทนเป็นกรรมาธิการตามสัดส่วนด้วย

มั่นใจเสียงข้างมากผ่านฉลุย

       เมื่อถามถึงการตั้งกรรมาธิการเพื่อดึงพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมเพื่อสร้างความชอบธรรมหรือไม่นั้น ประธานวิปรัฐบาล กล่าวยอมรับ ถูกต้อง เป็นการสร้างความชอบธรรม เพราะการพิจารณาต้องขอความเห็นร่วมจาก ส.ส. ในสภาทั้งหมด ถ้าเสียงข้างมากเห็นด้วยก็ต้องผ่าน เสียงข้างน้อยก็ตกไป 
 
       “มั่นใจว่า พรรคร่วมรัฐบาลจะมีคะแนนเสียงเพียงพอในการลงมติวาระแรกให้มีการแก้ไข รัฐธรรมนูญ โดยคาดว่าจะได้รับความร่วมมือจากพรรคร่วมฝ่ายค้านและส.ว.บางส่วนที่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงมั่นใจว่าจะมีคะแนนเสียงเพียงพออย่างแน่นอน” ประธานวิปรัฐบาล กล่าว
 
        อย่างไรก็ดี จำเป็นต้องพิจารณาอย่างครอบคลุมในหลายมาตรา ถ้าให้แล้วเสร็จในครั้งเดียวได้ก็จะดี เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่ละครั้งต้องใช้งบประมาณมาหาศาล
   
         ขณะเดียวกันในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญ (กมธ.) ยกร่างข้อบังคับการประชุมสภา มีมติเห็นชอบให้มีคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 32 คณะ

“กุเทพ”ชี้ม.237ขัดหลักนิติธรรม

          ด้าน ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง ส.ส.ศรีสะเกษ และโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงวิปรัฐบาลจะให้มีการนำญัตติด่วนเรื่องขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาพิจารณาปัญหาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ของนายบุญจง ส.ส.นครราชสีมา พร้อมคณะ เสนอไว้แล้วขึ้นมาพิจารณาก่อน และจะเสนอตั้งคณะกรรมการพิจารณาประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาลขึ้นมาเพื่อศึกษายกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญคู่ขนานกันไป จากนั้น ส.ส.จำนวน 96 คนเซ็นรายชื่อรับรองเพื่อเสนอเรื่องนี้เข้าสู่สภารับหลักการวาระแรก และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อเปิดให้โอกาสทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
 
       “โดยเฉพาะมาตรา237 เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมือง ซึ่งพรรคเห็นว่าขัดต่อหลักนิติธรรมและมาตรา 309 ที่ไปรับรองอำนาจองค์กรอิสระที่ตั้งโดยคณะปฎิวัติ ถือเป็นประเด็นสำคัญในหลายประเด็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ร.ท.กุเทพกล่าว
             
        พร้อมระบุว่า รัฐบาลมองถึงประโยชน์ของส่วนรวม เพราะเห็นว่า มีหลายประเด็นขัดกับหลักนิตธรรม มีหลักกฎหมายที่บิดเบือนเมื่อมีโอกาสเข้าไปแก้ไขก็ต้องแก้ไข ส่วนกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยก็มีช่องทางที่แสดงความคิดเห็นที่แตกต่างอยู่แล้ว รัฐบาลเคารพเสียงของทุกคน แต่หลักประชาธิปไตย ต้องเคารพเสียงข้างมากด้วย

ระบุขนาดเผด็จการยังทำได้

         โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวต่อถึงมาตรา 309 กรณีองค์กรอิสระที่คณะปฎิวัติตั้งขึ้น เช่น คตส. มองว่าเราก็รับได้ในส่วนของ คตส.และพรรคไม่คิดจะให้มีผลย้อนหลังอะไร ก็เป็นไปตาม คตส.ดำเนินงานทั้งหมด แต่หากต่อไป คตส.จะพิจารณาดำเนินคดีอะไร ก็เห็นว่าไม่ควรมีการไปรับรองการดำเนินการขององค์กรที่ถูกตั้งขึ้นหลังมีรัฐประหาร
 
         “ส่วนการแก้ไขประเด็นต่างๆ ถ้าผู้ร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่าไม่ควรทำ ควรตอบอย่างตรงไปตรงมา ขนาดคนร่างมาจากเผด็จการยังสามารถร่างรัฐธรรมนูญได้ แต่เรามีอำนาจได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนแล้วทำไม เมื่อมีโอกาสถึงจะแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้” โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าว

อดีตส.ส.ชี้ยุบ3พรรคต่างชาติกระเจิง

        ทางด้าน นายวัฒนา เซ่งไพเราะ อดีต ส.ส.กทม. พรรคพลังประชาชน เห็นในเรื่องนี้ว่า เวลานี้เราจำเป็นต้องปรับปรุงกติกาให้เข้มแข็ง เพราะหาก 3 พรรคการเมืองในรัฐบาลถูกยุบพรรคไปจริงๆ จะไปทำลายความเชื่อมั่นต่อต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุน เพราะเราต้องเชื่อมั่นในการเมืองที่มาจากภาคประชาชน ก่อนหน้านี้ไม่มีการเมืองภาคประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะนักวิชาการ อาจารย์จากสถาบันการศึกษาที่เข้าไปมีส่วนร่วมยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หมดความชอบธรรมแล้ว เพราะไปยอมรับอำนาจนอกระบบ เชื่อว่ารัฐธรรมนูญตามกระบวนการที่ร่างนั้นต้องการทำให้การเมืองอ่อนแอ ในยุคโลกาภิวัตน์
 
        “ถ้าแก้ไขมาตราเดียว ผมไม่เห็นด้วยเพราะในบรรยากาศเช่นนี้ จะถูกหาว่าแก้ไขเพื่อเผื่อ 3 พรรคการเมือง เป็นเรื่องปกติ อคติของคน จะไปห้ามคิดคงไม่ได้ แต่อยากให้มีการโหวตในสภาให้เลือกรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 เพราะทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ก็มีสองสภาสมบูรณ์อยู่แล้ว

http://www.prachatouch.com/content.php?id=3565
88  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / 'จักรภพ' แพลมข่าววงใน เมียใครใน อสมท. จุ้นจนเจ๊ง เมื่อ: 27 มีนาคม 2008, 16:37:44
       “จักรภพ” ไฟเขียว ก.ล.ต. ตรวจสอบ อสมท. ขาดทุน จะได้โปร่งใส แพลม ข่าววงใน เมียใครไม่รู้ต้องสาวไปถึงด้วย ไม่หวั่น ม.268 เพราะรัฐบาลถือหุ้นใหญ่ ต้องรักษาประโยชน์ผู้ถือหุ้นรายย่อยด้วย

         ต่อกรณี การขาดทุนของ บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเพิ่มเติมในวันนี้ (27 มี.ค.) ว่า  หากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะเข้าดำเนินการตรวจสอบข้อมูลผลประกอบการของบริษัท อสมท. ที่ตนระบุว่าขาดทุน 27 ล้านบาท นับเป็นเรื่องดีที่ต้องขอบคุณ ก.ล.ต.ที่จะช่วยกันทำให้การประเมินการทำงานของ อสมท.ชัดเจนมากขึ้น

        เนื่องจากรัฐบาลมีหน้าที่กำกับดูแลบริษัท อสมท. และเมื่อข้อมูลเป็นที่สนใจของผู้ถือหุ้น ก.ล.ต.ก็ต้องสนใจเป็นธรรมดา เพราะ ก.ล.ต.มีหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่ต้องมีความชัดเจนว่า การปกป้องสิทธิผู้ถือหุ้น ไม่ได้หมายความว่าซ่อนความลับ ไม่ให้ผู้ถือหุ้นได้รับทราบ ต้องให้ผู้ถือหุ้นมีสิทธิได้รับรู้ความเป็นจริง

         นายจักรภพ กล่าวต่อว่า ตนจะเดินหน้าเตรียมการให้ อสมท.เป็นบริษัทจำกัดมหาชน ที่ตอบโจทย์ผู้ถือหุ้นและประเทศได้ ยืนยันว่าข้อมูลเกี่ยวกับ อสมท.นั้นค่อนข้างปรากฏชัดเจน ในการรายงานข่าวเป็นระยะ เพียงแต่ไม่ได้รวบรวมตัวเลขมาพูดกัน ข้อมูลเหล่านี้ พนักงาน อสมท. รู้กันทุกคน ซึ่งไม่ได้มองปีต่อปี แต่มีการขาดทุนในรอบ 7 ปี ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก และแสดงให้เห็นว่าทิศทางการบริหารงานที่ผ่านมามีปัญหา จึงต้องมีการประเมินองค์กร ผู้บริหาร และภรรยาของผู้บริหาร

        “ผมอดตั้งข้อสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมเรื่องของ อสมท. หลายคนถึงมีอาการกันมากเหลือเกิน และอยากบอกว่า การประเมินผลการบริหารงาน เป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายหรือการประเมิน ไม่ว่าใครจะเป็นนอมินีของใคร หรือเป็นผู้แบ่งปันผลประโยชน์ให้ใครก็ตาม หากต้องถูกประเมินผล ทุกคนอยู่ในสถานะเสมอภาค และเท่าเทียมกัน ยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องการบริหารงานล้วนๆ  หากเป็นเรื่องการเมืองคงไม่จำเป็นต้องอธิบายอย่างนี้”

       นอกจากนี้ การเปิดเผยข้อมูลเรื่องนี้ ก็ไม่กระทบต่อผู้ถือหุ้น แต่เป็นการปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นด้วยซ้ำ ซึ่งหากผู้ถือหุ้นไม่ได้รับรู้ข้อมูล เกี่ยวกับผลการประกอบการที่แท้จริง คงจะเกิดปัญหา และเมื่อแยกรายได้จากสัมปทานแล้ว ปรากฏว่า รายได้ไม่ได้ดีจริง เมื่อมีการชี้จุดที่ถูกต้อง จึงถือว่าเป็นการปกป้องผู้ถือหุ้น

      เมื่อถามว่า ขณะนี้มีการระบุว่า ข้อมูลที่รัฐมนตรีมี กับที่ อสมท.รายงาน ก.ล.ต.มีความแตกต่างกัน นายจักรภพกล่าวว่า อยู่ที่ว่า ใครใน อสมท.เป็นคนพูด ข้อมูลนี้ หากอยากรู้ข้อมูลจริง ก็ให้ไปถามอย่างไม่เป็นทางการดีกว่า เชื่อว่ามีพนักงาน อสมท.เป็นจำนวนมาก ที่รู้ข้อมูลตรงนี้ รวมทั้งสหภาพแรงงาน อสมท. ก็รู้ว่าการประกอบการในช่วงที่ผ่านมา เป็นอย่างไร
สำหรับข่าวการปลดนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ ผอ. อสมท. จะเข้าข่ายกระทำผิดมาตรา 268 หรือไม่

         รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯนายจักรภพ กล่าวว่า ตนไม่ได้ระบุถึงเรื่องนี้ และไม่ได้มุ่งเป้าที่ตัวบุคคล แต่มุ่งเป้าที่การบริหารงานของบริษัทที่รัฐบาลถือหุ้นใหญ่ ซึ่งตนไม่รู้สึกกังวลว่า จะนำมาตรา 268 มาตรวจสอบ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีประเด็นปัญหาที่วางกับดักไว้อยู่แล้ว หากนั่งห่วงก็คงไม่ต้องทำงานอะไรเลย

http://www.prachatouch.com/content.php?id=3598
89  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / หวั่นปะทะ “ประชา”ยกเลิกเสวนาชนพันธมิตร เมื่อ: 27 มีนาคม 2008, 16:32:20
       กลุ่มมหาประชาชนฯ ยกเลิกเสวนา 28 มี.ค.หวั่นกองเชียร์ปะทะกลุ่มพันธมิตรฯ แต่จะส่งคนสังเกตการณ์

        นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน (พปช.) ซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มมหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย แถลงข่าวเลื่อนการจัดเสวนาเรื่องประชาธิปไตยในวันพรุ่งนี้ (28 มี.ค.) ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์

      แม้จะมีประชาชนตอบรับที่จะเข้าร่วมฟังเสวนาจำนวนมาก เนื่องจากเกรงจะเกิดปัญหาบานปลายหากประชาชนที่มาเข้าร่วมเสวนาเกิดไปปะทะกับประชาชนที่เข้าร่วมงานสัมมนาของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งจะจัดขึ้นในวันเดียวกันที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

       อย่างไรก็ดี กลุ่มมหาประชาชนฯ จะส่งตัวแทนไปสังเกตการณ์การจัดสัมมนาภาคประชาชนของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่ามีเนื้อหาสาระอย่างไร และมีผู้เข้าร่วมงานมากน้อยเพียงใด

http://www.prachatouch.com/content.php?id=3602
90  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ตั้ง กก.สอบ กกต.ฮั้วพิมพ์บัตร/แอบกาเบอร์เลือกตั้ง ส.ส.ล่วงหน้า เมื่อ: 27 มีนาคม 2008, 16:31:05
      น้ำลดตอผุดจนได้ นายตำรวจเจ้าของค่ายมวยดัง บุกแจ้งความ ดีเอสไอ ดำเนินคดี กกต. ฮั้วประมูลบัตรเลือกตั้ง ส.ส. เลยเถิดถึงขั้นอาจทุจริตช่วงเลือกตั้ง เพราะพบเงื่อนงำแอบกาเบอร์ให้บางพรรค สับเปลี่ยนบัตรลงคะแนนจริง ดีเอสไอรับเรื่อง ตั้ง ธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดี ดีเอสไอ ตรวจสอบทันที

       พล.ต.ต.เสวก ปิ่นสินชัย อดีตผู้บังคับการตำรวจป่าไม้ เจ้าของค่ายมวยชื่อดัง เดินทางเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ให้ดำเนินคดีกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.และผู้เกี่ยวข้องในความผิดทางกฎหมาย ฮั้วประมูลกรณีจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ส.ส. และปฏิบัติละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

       ทั้งนี้ พบว่ามีการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2550 มีการดำเนินการที่มิชอบ ด้วยระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้เสนอราคาบางราย รวมทั้งมีการกำหนดและยกเว้นคุณสมบัติบางรายการ เพื่อให้ผู้เสนอราคารายหนึ่งรายใด ได้รับงานไป และปล่อยให้มีการพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินจำนวน เพื่อนำไปสับเปลี่ยนกับบัตรจริง โดยมีการนำสำเนาบัตรเลือกตั้ง ที่พลเมืองดีมามอบให้มาแสดงเป็นหลักฐาน
โดยได้กระทำกับการเลือกตั้งล่วงหน้า

       เมื่อวันที่ 15 และ 16 ธ.ค. 2550 ทำให้คะแนนเสียงของพรรคการเมืองบางพรรค และคะแนนเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งบางคน ได้รับคะแนนเสียงเกินกว่าจริง และบางส่วนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง

      อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ตนได้เคยร้องเรียนกับ กกต.แล้ว แต่ไม่มีความคืบหน้าใดๆ ซึ่งหาก กกต. ยังไม่ชี้แจงภายใน 2 วัน จะแฉเรื่องนี้ และจะไปร้องต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

       ด้าน พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ โฆษกดีเอสไอ ได้เป็นตัวแทนรับเรื่องและกล่าวว่าได้มีการตั้งกรรมการตรวจสอบแล้ว โดย นายธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดีดีเอสไอ เป็นผู้ตรวจสอบข้อมูล

http://www.prachatouch.com/content.php?id=3596

http://www.prachatouch.com/content.php?id=3596
91  หมวดหลัก / กระทู้การเมือง / สน.พหลโยธิน เมื่อ: 27 มีนาคม 2008, 16:22:25
ใครก็อยากจะรู้ว่า ศูนย์ปฏิบัติการในการปฏิบัติกิจกรรมก่อกวนทางการเมืองอยู่ที่ไหน คงยากจะชี้ชัดลงไป แต่ก็มีคนให้ปรายตาไปที่ สถานีตำรวจนครบาลพหลโยธิน หรือที่เราเรียกกันสั้นๆว่า สน.พหลโยธิน ในปัจจุบัน

สน. ที่มี พ.ต.อ.อาคม จันทนราช เป็นผู้กำกับนี่แหละครับ

เพราะ สน.นี้เอง ที่มีประวัติอันน่าสนใจที่ผู้กำกับมาจากนายตำรวจยศ พ.ต.ท. เมื่อปีที่แล้ว และมีบทบาทอย่างสำคัญ ในการกล่าวโทษประชาชนและแกนนำ นปก. ในช่วงที่ไปปราศรัยหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ อันเป็นที่พำนักของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

เผลอประเดี๋ยวเดียวเป็นได้รับเลื่อนยศเป็น พ.ต.อ. และยังได้เป็นผู้กำกับ สน.พหลโยธิน ซึ่งถือว่าเป็นไข่แดงในวงการตำรวจอีกด้วย

มิหนำซ้ำยังได้คนอย่าง พ.ต.ท.วัฒนศักดิ์ มุ่งกิจการดี มาช่วยราชการ ทั้งที่โดยตำแหน่งแล้วต้องประจำการอยู่ที่ สน.บางมดโน่น
   
พอมาถึงก็ปฏิบัติภารกิจที่เป็นข่าวไปแล้ว คือแจ้งความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กับรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบัน

แต่ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ทั้ง สน.พหลโยธิน และผู้กำกับในปัจจุบัน มีภารกิจอันสำคัญ ในการดูแลนักกฎหมายกลุ่มสำคัญ ที่เรียงรายสำนักงานกันไปตลอดถนนรัชดาภิเษกในฝั่งนั้น คือตั้งแต่ สน.พหลโยธิน ไปจนถึงก่อนสี่แยกรัชโยธิน จะกี่ศาล กี่สำนักงาน ก็ลองนับกันเอาเองเถอะครับ

นั่นแหละครับที่ สน.พหลโยธินได้รับมอบหมายให้ดูแลทั้งหมด ไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องหรือไม่ กับมือที่มองไม่เห็น ที่ปฏิบัติการต่างๆ ที่เชื่อว่าระบอบประชาธิปไตยไทยจะไปไม่รอด

พูดอย่างไม่เกรงใจก็คือ ไม่อยากเห็นหน่วยราชการบางหน่วย กลายเป็นวอร์รูมของฝ่ายทำลายประชาธิปไตย

ไม่น่าแปลกใจหรอกครับ ที่หลายสิ่งหลายอย่าง จะถูกสงสัยว่า ออกมาจาก สน.พหลโยธิน และหน่วยราชการอื่นใด ที่น่าจะจับตามองไม่แพ้กัน ขอให้ดูกันให้ดีเถอะครับ

การเมืองไทยปัจจุบันนี้ เป็นที่เหนื่อยหน่ายของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ และเอกอัครราชทูตหรือนักการทูตทั้งหลาย ที่มาประจำการในประเทศไทย ก็บ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า ทำไมถึงเล่นไม่รู้จักเลิก เขาเกือบจะถามว่า ไม่รู้หรืออย่างไรว่า ประชาชนเขาตัดสินไปแล้ว ในการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ตลอดจนผลการเลือกตั้งครั้งล่าสุด   
 
เขาไม่ชี้ถึงความหนาของหน้าก็ดีถมไปแล้วล่ะครับ

เพราะฉะนั้น ขณะนี้จึงมีคนเพียงกลุ่มเดียว ที่มีความอาฆาตมาดร้าย ไม่ยอมหลับยอมนอน และไม่ยอมรับสัญญาณจากฝ่ายประชาชนว่า บ้านเมืองถึงคราวที่ต้องหาทางอยู่ร่วมกันโดยสันติ ไม่ใช่การล้างบาง เพื่อให้ฝ่ายตนเองเท่านั้น ได้รับชัยชนะในขั้นสูงสุด

มิจฉาทิฐิอย่างนั้น ทำให้ผู้ใหญ่กลายเป็นเด็กไปหลายคนแล้ว ในปีพุทธศักราชนี้ บ้านเมืองจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น ก็ยากที่จะพูดได้ บอกได้แต่เพียงว่า ในระยะที่มืดบอดในทางปัญญา การกระทำต่างๆ นั้น ก็มักจะผิดเพี้ยนไปจากครรลองที่เหมาะสม หรือแม้แต่หลักคุณธรรม ที่ตัวเองพยายามจะผูกขาดอยู่นักหนา

ใครอยากเห็นอะไรดีๆ มองเข้าไปแถวๆ สี่แยกรัชโยธินเถอะครับ

สื่อมวลชนที่เห็นว่า ตนเองทำงานรับใช้แผ่นดิน ไม่ใช่รับใช้ใครเป็นการเฉพาะ ก็น่าจะลองส่องกล้อง ยื่นไมโครโฟนเข้าไปแถวนั้นกันมากๆ

ใครมีอำนาจในการโยกย้าย ก็ควรจะให้ความสนใจกับ สน. นี้เป็นพิเศษ ถึงตรงนั้นจะเป็นเพียงลูกหาบ แต่ถ้าไล่ให้ดีแล้วมันย้อนกลับถึงรังแตนได้เหมือนกันนะครับ

ไม่อยากจะใช้ภาษาที่ดุเดือดรุนแรง แต่ก็ต้องบอกกันเหมือนกันว่า ถ้าไม่หยุดยั้งกันจริงๆ จะว่าอย่างไรก็ว่ามา ฝ่ายประชาธิปไตยเขาพร้อมอยู่ตรงนี้แล้วทั้งนั้น. 


โดย คุณกาหลิบ

http://www.dailyworldtoday.com/columblank.php?colum_id=6119
92  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / “มิ่งขวัญ” หนุนราคาข้าวสูงประวัติการณ์ มีเท่าไร ส่งออกให้หมด เมื่อ: 27 มีนาคม 2008, 15:13:51
นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงแนวทางการทำตลาดข้าวของกระทรวงพาณิชย์ในสถานการณ์ข้าวมีราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ว่า จะสนับสนุนให้ส่งออกข้าวอย่างเต็มที่ และจะไม่กำหนดโควตาส่งออก หรือกำหนดราคาส่งออกขั้นต่ำ ส่วนราคาขายก็ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด หากขายได้ ราคาดีขึ้น ก็ยินดีกับพ่อค้า สำหรับเกษตรกร จะดูแลให้ขายข้าวได้ตามราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น หรือเท่ากับราคาส่งออก และดูแลไม่ให้ถูกพ่อค้าคนกลางกดราคารับซื้อ ส่วนในประเทศจะไม่ขาด แคลน เพราะกลไกตลาดจะทำงานตามปกติ พ่อค้าที่ทำข้าวบรรจุถุงขายก็จะไปแย่งซื้อข้าวในตลาดกับผู้ส่งออก ทำให้ราคาข้าวเป็นไปตามกลไกตลาด และมีข้าวบรรจุถุงออกมาจำหน่ายตามปกติ

“กระทรวงพาณิชย์จะสนับสนุนให้ส่งออกข้าวให้หมด ชาวนาจะได้ลืมตาอ้าปากได้ เพราะราคาข้าวขณะนี้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนข้าวนาปรังที่กำลังจะออกมาก็สนับสนุนให้ส่งออก รวมถึงข้าวฤดูกาลใหม่ เพราะปีนี้เป็นปีทองของชาวนา เพราะที่ผ่านๆมา คนเคยพูดชาวนาขายข้าวหนึ่งเกวียนซื้อทองไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้ซื้อได้แล้ว แต่อยากขอเตือนชาวนาให้ดูแลข้าวให้ดีที่สุด และให้ขายในราคาที่ตัวเองพอใจ” 

สำหรับการดูแลราคาข้าวที่บริโภคภายในประเทศ กระทรวงพาณิชย์จะนำข้าวสารในสต๊อกจำนวนหนึ่งประมาณ 10% ของปริมาณการบริโภคข้าวในประเทศปีละ 9 ล้านตัน หรือประมาณ 900,000 ตัน มาบรรจุเป็นข้าวถุง 5 กก. จำหน่ายให้กับผู้บริโภคในราคาต้นทุนของข้าวที่รับจำนำมา รวมกับค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าสีแปรสภาพข้าว ค่าเช่าโกดังเก็บข้าว ค่ารักษาคุณภาพ ดอกเบี้ย ซึ่งถูกกว่าท้องตลาด 

สำหรับผลการตรวจสอบข้าวในสต๊อกของรัฐบาลจำนวน 2.109 ล้านตัน ตั้งแต่วันที่ 11-16 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า ข้าวที่ฝากเก็บในโกดังกลาง 1.964 ล้านตัน มีปริมาณครบถ้วน ส่วนข้าวที่ฝากเก็บในโรงสี 0.145 ล้านตัน ขาดหายไป 13,000 ตัน คิดเป็น 0.62% ตรวจสอบพบข้าวหายในจังหวัดพิจิตร พะเยา ชัยนาท คงเหลือข้าวในสต๊อกทั้งสิ้น 2.096 ล้านตัน ซึ่งหากรวมกับข้าวที่หายที่จังหวัดเชียงรายอีก 12,000 ตัน จะมีข้าวหาย 25,000 ตัน

“ได้สั่งการให้ดำเนินคดีกับโรงสีทั้งทางแพ่งและอาญาให้ถึงที่สุด ซึ่ง อคส.ได้แจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว และขึ้นบัญชีดำห้ามเข้าร่วมงานกับรัฐบาลอีกต่อไป และขอให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และดำเนินการทางวินัย และดำเนินคดีอาญากับพนักงาน และข้าราชการอย่างเคร่งครัด”

ด้านผู้ประกอบการข้าวถุง ระบุว่า การที่พาณิชย์จะนำข้าวในสต๊อกรัฐบาลมาบรรจุถุงขายนั้น เชื่อว่าจะทำให้ราคาข้าวถุงถูกลง เพราะต้นทุนของรัฐบาลต่ำกว่าราคาข้าวที่ผู้ประกอบการต้องซื้อในขณะนี้ โดยคาดว่า ราคาจะอยู่ที่ประมาณ กก.ละ 13-15 บาท ขณะที่ราคาข้าวถุงปัจจุบันนี้ต้นทุน กก.ละ 18-20 บาท.

http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=83901
93  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / “จักรภพ”รอด เอาผิดไม่ได้ หลังปูด อสมท.ขาดทุน เมื่อ: 27 มีนาคม 2008, 15:04:26
หลังจากที่นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  ออกมาระบุถึงผลประกอบการของบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ในเดือน ม.ค.มีผลขาดทุน 27 ล้านบาท โดยมีการหวั่นเกรงว่าจะเป็นการทำผิด พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ ที่เปิดเผยข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต และออกมาส่งสัญญาณปลดนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ ผอ.อสมท โดยมีการวิจารณ์ว่า เป็นการแทรกแซงการทำงานตามรัฐธรรมนูญมาตรา 268 นั้น

วันนี้ (27 มี.ค.) นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า  ฟังแล้วเป็นข้อมูลเบื้องต้น การให้ข้อมูลในแง่ของรัฐมนตรี ไม่น่าจะถือว่าเกี่ยวข้องกับการบริหารโดยตรง เวลาให้ข้อมูล จึงขอให้เป็นข้อมูลที่กว้างขวาง เป็นข้อมูลทั่วไป

“ประเด็นนี้ต้องตีความให้ชัดว่า รัฐมนตรีที่กำกับดูแล โดยทั่วไป การบริหารราชการแผ่นดินในรัฐวิสาหกิจเป็นผู้บริหารหรือไม่ ผมว่า ไม่น่าจะใช่” นายธีระชัย กล่าว และว่า ตามหลักการผลประกอบการต้องแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก่อนเป็นข่าว และต้องยอมรับคนใดก็ตามที่เข้ามารู้ข้อมูลวงในแล้ว มีการเอาข้อมูลนี้ไปให้บุคคลอื่นใดหรือไม่ และมีใครฉวยโอกาสทำการซื้อขายหรือไม่ แต่กรณีนี้ราคาหุ้น อสมท ไม่ได้กระเพื่อมแต่อย่างใด

เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวด้วยว่า ต้องมีการตรวจสอบนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ภายในหรือไม่ หากจะมีปัญหา ก็ต่อเมื่อถือว่า นายจักรภพ เป็นผู้บริหาร รัฐมนตรีในฐานะที่กำกับดูแลภาพรวมนโยบายรัฐบาล และรัฐวิสาหกิจ มีการเข้าไปเยี่ยมชม ได้รับข้อมูล  ให้นโยบาย สั่งการ หรือให้ธง  รวมทั้งให้สัมภาษณ์เศรษฐกิจจะโตกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ว่าจะสั่งได้ หรือแม้กระทั่งให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับแนวนโยบาย ตนคิดว่า นักลงทุนแยกแยะเป็น

http://www.thairath.co.th/online.php?section=newsthairathonline&content=83939
94  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง 'ชิดชัย' ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ เมื่อ: 27 มีนาคม 2008, 15:03:11
วันนี้ (27 มี.ค.) ศาลอาญานัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ คดีที่นายชูศักดิ์ จึงพานิช อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายยิ่ว แซ่หยาง เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กับพวกรวม 3 คน เป็นจำเลยในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณี พล.ต.อ.ชิดชัย ขณะปฏิบัติหน้าที่ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กับพวกไม่ยินยอมส่งคืนเงินของนายยิ่ว ที่อายัดไว้มูลค่ากว่า 5.5 ล้านบาท แก่ทายาท ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เมื่อปี 2547

ศาลพิจารณาพยานหลักฐานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้ง 3 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด เนื่องจากการพิจารณาตรวจคืนทรัพย์สินของ ป.ป.ส.กระทำการในรูปแบบของคณะกรรมการมาโดยตลอด มิใช่การตัดสินใจของจำเลยคนหนึ่งคนใด คดีของโจทก์จึงไม่มีมูล พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้อง

http://www.thairath.co.th/online.php?section=newsthairathonline&content=83949
95  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ตั้งกรรมการสอบ กกต. ฮั้วประมูลพิมพ์บัตร ลต. เมื่อ: 27 มีนาคม 2008, 15:01:47
วันนี้ (27 มี.ค.) พล.ต.ต.เสวก ปิ่นสินชัย อดีตผู้บังคับการตำรวจป่าไม้ เข้าร้องเรียนต่อ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รักษาการอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ดำเนินคดีกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และฮั้วประมูลการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2550 เอื้อประโยชน์ให้กับผู้เสนอราคาบางราย และปล่อยให้มีการพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินจำนวน เพื่อนำไปสับเปลี่ยนกับบัตรจริง โดยมีการนำสำเนาบัตรเลือกตั้ง ที่พลเมืองดีมามอบให้มาแสดงเป็นหลักฐาน

อดีตผู้บังคับการตำรวจป่าไม้ กล่าวว่า เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ตนได้เคยร้องเรียนกับ กกต.แล้ว แต่ไม่มีความคืบหน้าใดๆ  หาก กกต. ยังไม่ชี้แจงภายใน 2 วัน จะแฉเรื่องนี้  และจะไปร้องต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทั้งนี้ พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ โฆษกดีเอสไอ ได้เป็นตัวแทนรับเรื่องและกล่าวว่าได้มีการตั้งกรรมการตรวจสอบแล้ว โดย นายธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดีดีเอสไอ เป็นผู้ตรวจสอบข้อมูล

http://www.thairath.co.th/onlineheadnews.html?id=83948
96  หมวดหลัก / กระทู้การเมือง / แก้ รธน. ต้องใช้เวลา เมื่อ: 26 มีนาคม 2008, 07:55:56
ใบสั่งยุบพรรคการเมืองจะมีจริงๆ หรือไม่??

คงยากส์...ที่จะหาใบเสร็จมายืนยัน

แต่ก็มี “เหตุหันควรเชื่อ” ว่ามีการวางแผนการยุบพรรคเพื่อล้มกระดานการเมือง

เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เปิดช่องให้ยุบพรรคง่ายเกินควร

แถมล่าสุดมีสัญญาณยืนยันว่า ปลายเดือนพฤษภาคมนี้ การเมืองจะเกิดจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ??

ถ้าไม่มีการยุบพรรค ก็ต้องมีการยุบสภาฯ

ถ้าเป็นความจริง การเมืองไทยจะกลับไปสู่ความวุ่นวายขายปลาช่อนอย่างเดิม!!

ฉะนั้น วิธีเดียวที่จะป้องกันไม่ให้การเมืองกลับไปสู่ความวุ่นวาย คือ แก้รัฐธรรมนูญ “มาตรา 237” ไม่ให้นำความผิดส่วนบุคคลไปโยงเป็นเหตุให้ยุบพรรคการเมือง

ต้องเพิ่มโทษคนทุจริตเลือกตั้งให้จั๋งหนับบุเรงนอง

แต่ กก.พรรคที่ไม่เกี่ยวข้องก็ไม่ควรถูกลงโทษเหมาเข่งในความผิดที่เขาไม่ได้ร่วมกระทำ

เพราะขัดหลักนิติธรรม ขัดต่อหลักประชาธิปไตย

ไม่มีรัฐธรรมนูญประเทศไหนในโลกที่เขียนให้ยุบพรรคการเมือง ลงโทษแบบเหมาเข่งเหมือนรัฐธรรมนูญมดลูก คมช.ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้แก้กันง่ายๆนะตัวเอง

เพราะจะต้องมีเสียงสนับสนุนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของ 2 สภาฯ

คือเอาจำนวน ส.ส. 480 คน บวกกับ ส.ว. 150 คน รวมเป็น 630 คน!!

การจะแก้รัฐธรรมนูญสำเร็จจึงต้องมีเสียงสนับสนุน 316 เสียงขึ้นไป

ถ้านับเฉพาะ ส.ส.รัฐบาล 6 พรรค รวมกันก็ยังไม่พอ

เนื่องจากโดน กกต.แจกใบเหลืองใบแดงย้อนหลังอีกบานตะเกียง

ฉะนั้น ก็ต้องอาศัยเสียง ส.ส.ฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมสนับสนุนตามที่เคยตกลงกันไว้เป็นสัญญาประชาคม

แต่มีแนวโน้มว่าพรรคประชาธิปัตย์ จะไม่ร่วมสังฆกรรม

เพราะพรรคประชาธิปัตย์คือผู้ได้ ประโยชน์โดยตรง ถ้ามีการยุบพรรค การเมือง!!

ถึงจะยุบสภาฯเลือกตั้งใหม่ ก็ไม่แน่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะได้เป็นรัฐบาล??

ถ้าไม่มีการยุบพรรคเกิดขึ้น ประชาธิปัตย์ก็ต้องชักตะพานแหงนเถ่อเป็นฝ่ายค้านอีกหลายปี

สรุปว่า เมื่อฝ่ายค้านไม่ร่วมมือ ก็ต้องไปขอเสียงวุฒิสมาชิกเพิ่มเติม ซึ่งดูแนวโน้มแล้วน่าจะเกินกึ่งหนึ่งแน่นอน

แต่การแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่แก้ปุ๊บ เสร็จปั๊บนะโยม

เพราะมีการกำหนดขั้นตอน และกรอบเวลาดำเนินการ

เริ่มตั้งแต่เข้าชื่อยื่นเสนอญัตติแก้รัฐธรรมนูญ ต้องมีการตรวจสอบคุณสมบัติให้ ถูกต้องเสียก่อน จึงบรรจุวาระในสภาฯ

หลังผ่านวาระแรก ต้องรอเข้าวาระที่ 2 มีกรรมาธิการพิจารณาแปรญัตติรายมาตราอีก 15 วัน

จากนั้นต้องเว้นวรรคอีกไม่น้อยกว่า 15 วัน จึงจะผ่านวาระ 3 ตามกติกา

สรุปว่า กว่าจะเข้าชื่อเสร็จ กว่าจะเสนอแก้รัฐธรรมนูญ กว่าจะพิจารณา 3 วาระ กว่าจะนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายประกาศใช้อย่างเป็นทางการ

อย่างเร็วที่สุดต้องใช้เวลาอีก 60 วัน!!

การแก้ไขรัฐธรรมนูญยิ่งใช้เวลานานเท่าไหร่ กระแสต่อต้านก็จะยิ่งบานปลาย

เพราะถ้าแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 237 สำเร็จ รัฐบาลชิมไปบ่นไปก็มีโอกาสได้อยู่ยาว

ฉะนั้น อาจเกิดเหตุไม่คาดฝันที่ทำ ให้การแก้รัฐธรรมนูญต้องล้มกลางคัน??

รับประกันซ่อมฟรีว่าเกมนี้สู้กันระเบิดเถิดเทิง.


“แม่ลูกจันทร์”

http://www.thairath.co.th/news.php?section=hotnews03&content=83721
97  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ผวา ตลาดหุ้นไทยหายไปจากแผนที่โลก เมื่อ: 26 มีนาคม 2008, 07:29:08
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การสัมมนา “จุดเปลี่ยนตลาดทุนไทย” จัดโดยตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย ร่วมกับ สมาคมบริษัทหลักทรัพย์และสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนอย่างจริงจัง และเข้มข้นถึงยุทธศาสตร์ และรูปแบบการแปรรูปของตลาดหุ้นไทย

 โดยในงานนี้ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ที่มีประสบการณ์และก้าวผ่าน “จุดเปลี่ยน” ของตลาดหุ้นมาให้ข้อมูลและความคิดเห็น ในการแปรรูปตลาดหุ้นไทย ประกอบด้วย

นายแอนโตนิโอ ริเอรา จากบริษัทบอสตัส คอนซัลติ้งกรุ๊ป ผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาตลาดหลักทรัพย์มาแล้วหลายแห่งทั่วโลก,  นายแอนดรูว์ เช็ง อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ฮ่องกง รวมทั้ง นายเชีย ฟูหัว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารตลาด หลักทรัพย์สิงคโปร์

ต่างเห็นตรงกันว่า หากต้องการพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาของตลาดทุนโลกขณะนี้ ควรเร่งเปิดเสรี และแปรรูปให้เป็นบริษัทเอกชน รวมทั้งส่งเสริมให้นำตัวองค์กรของตลาดหลักทรัพย์กระจายหุ้นเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้น เนื่องจากแรงกดดันในกระแสโลกาภิวัตน์ ทำให้ตลาดหุ้นไทยเล็กลงมารั้งท้ายอยู่อันดับที่ 11 จากตลาดหุ้นเอเชีย 14 แห่ง 

ซึ่งตลาดหุ้นสิงคโปร์และฮ่องกง ถือเป็นตลาด หุ้นชั้นนำและเป็นศูนย์กลางการเงินและตลาดทุนในเอเชีย ต่างก็พัฒนาอย่างรวดเร็ว หลังการแปรรูปและนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาด และทำให้หุ้นตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นเหมือนสกุลเงิน ที่มีมูลค่าและนำไปแลกเปลี่ยน สร้างความเชื่อมโยงกับตลาดหุ้นต่างชาติได้

นอกเหนือจากการแปรรูป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการทำงาน เพราะต่อไปตลาดหุ้นไทยต้องทำงานแข่งกับตลาดหุ้นอื่นๆ ทั่วโลก และเห็นว่าภาคเอกชนหรือประชาชน นักลงทุนควรเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เพราะถ้าให้รัฐเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ การทำงานจะไม่ยืดหยุ่นและแทรกแซงได้ง่าย นอกจากนี้ การแปรรูปมีข้อดีคือ จะทำให้ตลาดมีเป้าหมายชัดเจน และประสิทธิภาพการบริหารงานที่เพิ่มขึ้น ทำให้มูลค่าตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นหลังนำหุ้นเข้าซื้อขาย

นายริเอรากล่าวย้ำว่า ตลาดหุ้นไทยกำลังเล็กลงเรื่อยๆ และอาจหายไปหากไม่ทำอะไรเลย เพราะประเทศไทยเป็นเศรษฐกิจขนาดเล็ก หากต้องการเป็นตลาดที่น่าดึงดูดและเติบโต ต้องเปิดเสรี รวมทั้งเชื่อมโยงกับตลาดหุ้นโลก ดังนั้น ตลาดหุ้นไทยต้องเร่งแปรรูป และกระจายหุ้น จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวตลาด และหุ้นยังเป็นเครื่องมือหรือหน้าต่าง ในการเชื่อมโยงและสร้างเครือข่ายกับตลาดหุ้นอื่นๆ ทั่วโลกได้ง่ายขึ้น

ด้านนายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ประธานตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยมีอัตราการเติบโตที่ช้ามากโดยอยู่ที่ร้อยละ 8.5 ในขณะที่ตลาดทุนเกิดใหม่ทั่วโลกมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 35 โดยเฉพาะตลาดทุนของจีนและอินเดีย หลังประเทศทั้งสองเริ่มมีระบบเศรษฐกิจแบบเปิด ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อตลาดทุนที่มีขนาดเล็กอย่างตลาดทุนไทย ที่อาจเลือนหายจากความสนใจของนักลงทุนทั่วโลก

ดังนั้น ตลาดหุ้นไทยต้องกลับมานั่งทบทวนจริงจังถึงยุทธศาสตร์ ได้แก่

1. การเร่งปรับปรุงโครงสร้างและการดำเนินการโดยไม่แปลงสภาพตลาดหุ้นไทย
2. การแปลงสภาพเป็นบริษัทจำกัด และ
3. การแปลงสภาพเป็นบริษัทมหาชน

ทั้งนี้ ทางเลือกต่างๆ นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญมาก อย่างไรก็ตาม ผลสรุปที่ได้ จ้างให้บอสตัส คอนซัลติ้งกรุ๊ปศึกษาแนวทางและข้อเสนอแนะในการแปรรูป และปรับโครงสร้างตลาดหุ้นไทย จะเสร็จในอีก 2-3 เดือน หลังจากนั้นบอร์ดตลาดหุ้นไทย ก็จะมาพิจารณาและตัดสินใจว่าจะเลือกดำเนินการในแนวทางใด.

http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=83762
98  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ฟื้นความร่วมมือรัฐ-เอกชน “ลุงหมัก” สั่งประชุมด่วน รับ 12 ข้อแก้เศรษฐกิจ เมื่อ: 26 มีนาคม 2008, 07:24:28
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการเข้าพบของคณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.) พร้อมคณะ 22 คน ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า

ได้อ่านประเด็นขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ กกร.เสนอทั้งหมดแล้ว เห็นว่าเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาก และจะนำไปบอกให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในภาครัฐได้รับทราบ โดยส่วนตัว มีแนวทางการทำงานที่ไม่รอช้า จะตัดสินใจทำงานต่างๆ อย่างรวดเร็ว จึงเห็นควรให้มีการประชุมร่วมระหว่างภาครัฐกับคณะกรรมการ กกร. โดยเร็ว

โดยขอให้ กกร.ประสานเตรียมการประชุมหารือร่วมกับรัฐบาล “ผมเป็นคนถึงลูกถึงคน และคิดถึงผลประโยชน์ ของบ้านเมืองก่อนเป็นสำคัญ เรื่องทั้งหลายทั้งปวงแต่ก่อนผมอยู่ไกลๆ แต่ตอนนี้ผมมาอยู่ใกล้ ขอให้ ได้มีการประชุมระหว่างภาครัฐกับคณะกรรมการ กกร.ก่อน และจะได้ให้นโยบายในการทำงานทั้งหมดนี้ถือว่าความเชื่อมั่นสำคัญที่สุด”

ด้านนายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) เปิดเผยว่า ได้จัดทำประเด็นด้านเศรษฐกิจที่มีความเร่งด่วน 12 ข้อ เสนอต่อรัฐบาล ซึ่งนายสมัครได้รับเอกสารไว้ พร้อมบอกว่าจะนำไปประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ และจะมีการประชุมร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณาในแต่ละเรื่องที่ทางภาคเอกชนเสนอ

ทั้งนี้ นายกฯได้ฝากให้ดูแลเรื่องการขึ้นราคาสินค้า โดยนายกฯ เข้าใจว่าราคาน้ำมันสูงขึ้นได้ดันให้ต้นทุนของผู้ ประกอบการสูงขึ้น แต่ก็ขอให้ดูแลให้ผู้ผลิต พ่อค้าและผู้บริโภคอยู่ร่วมกันได้

สำหรับ 12 ข้อที่เสนอต่อนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย

ข้อที่ 1. การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชน ผ่านกระบวนการคณะกรรมการร่วมมือภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่หายไปนาน ซึ่งนายกฯเห็นด้วย จึงเสนอเพิ่มให้มี กรอ.ระดับจังหวัดด้วย เพื่อเป็นเวทีประสานการแก้ไขปัญหาระหว่างรัฐกับเอกชน

ข้อที่ 2. เร่งแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งในด้านความปลอดภัย ด้านชีวิตและทรัพย์สิน เพื่อให้เอื้อต่อการลงทุน และการพัฒนาเศรษฐกิจ รวมทั้งเร่งออกมาตรการสนับสนุนพื้นที่พัฒนาเขตเศรษฐกิจเฉพาะกิจ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ข้อที่ 3. แก้ไขหนี้ของเกษตรกรรายย่อยและยากจน ตามข้อตกลงเดิม ว่าหนี้เกษตรกร ซึ่งเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ก่อน 30 มิ.ย.48 และเป็นหนี้เงินต้นไม่เกิน 1 ล้านบาท กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ซื้อในอัตรา 50% ของเงินต้น และดอกเบี้ยให้หมด

ข้อที่ 4. การสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นการลงทุนในประเทศ เสริมสร้างบรรยากาศการแข่งขันที่เป็นธรรม รวมทั้งเร่งรัดโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น โครงการขนส่งมวลชน และโลจิสติกส์

ข้อที่ 5. เร่งรัดความสามารถในการแข่งขัน ทบทวนการเจรจาการค้าเสรี ทั้งพหุภาคี และทวิภาคี รวมทั้งดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าสูงกว่าสกุลอื่นในภูมิภาค

ข้อที่ 6. การปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้ เพื่อขยายฐานภาษีและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่นการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 1-2 ปี ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% ลงเหลือ 25% และขยายเวลานำขาดทุนสะสมมาลดหย่อนภาษี

ข้อที่ 7. ปรับปรุงและพัฒนากฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบการธุรกิจ ให้เกิดความชัดเจน และสร้างความมั่นใจในการลงทุน ได้แก่ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ร.บ.การส่งเสริมการลงทุน ร่าง พ.ร.บ.ค้าปลีก ค้าส่ง ร่าง พ.ร.บ. หลักประกันทางธุรกิจ

ข้อที่ 8. ส่งเสริมและพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อประโยชน์ด้านการค้าขาย

ข้อที่ 9. ดำเนินการตลาดเชิงรุก เพื่อรักษาตลาดเดิมและสร้างตลาดใหม่ จัดโรดโชว์ร่วมโดยภาครัฐและเอกชน ส่งเสริมผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพไปลงทุนต่างประเทศ ออกมาตรการสร้างแรงจูงใจในการหาตลาดใหม่ของเอกชน

ข้อที่ 10. ส่งเสริมการพัฒนาวิสาหกิจ ขนาดกลางและย่อม ให้เข้าถึงแหล่งเงินได้สะดวกขึ้น สร้างแนวคิดรวมกลุ่ม (Cluster) ให้กับเอสเอ็มอี เร่งรัดกฎหมายหลักประกันเพื่อให้นำสินทรัพย์อื่นที่ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ขอกู้ได้

ข้อที่ 11. เร่งพัฒนาและจัดการพื้นที่รองรับอุตสาหกรรม โดยจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก ที่คาดว่าในอนาคตจะมีปัญหาซับซ้อนมากขึ้น และพัฒนาพื้นที่ใหม่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมและบริการ โดยเร่งรัดศึกษาแผนแม่บทพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมภาคใต้

ข้อที่ 12. เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ เพื่อโครงการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ระยะเร่งด่วน แก้ไขปัญหามลพิษที่ จ.ระยอง โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของภาคอุตสาหกรรม พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา และยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุข.

http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=83761
99  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / 'ข้าว'ในสต๊อกรัฐ หายอีก 2 แสนตัน โดนโกดังยักยอก เมื่อ: 26 มีนาคม 2008, 06:58:46
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ว่า ผลการตรวจสอบปริมาณข้าวในสต๊อก รัฐบาล ตามนโยบาย นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รองนายกรัฐ มนตรี และ รมว.พาณิชย์ พบว่าจำนวนข้าวทั้งหมดไม่ตรง ตามบัญชี 2.1 ล้านตัน และมีข้าวหายไป 10-15% หรือกว่า 200,000  ตัน  โดยหายในพื้นที่เดิม  เช่น  จังหวัดพิจิตร นครสวรรค์ เชียงราย เป็นต้น ซึ่งกระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่า เป็นการทุจริต หรือตัวเลขตามบัญชีมีความคลาดเคลื่อน

อย่างไรก็ตาม ส่วนหนึ่งของจำนวนข้าว ที่หายไปเกือบ 200,000 ตัน นั้น มีการทุจริตจากเจ้าของโกดังที่รัฐฝากเก็บข้าว และผู้ชนะการประมูลซื้อข้าวรัฐ แต่ยังไม่ได้ชำระเงินค่าซื้อข้าว ได้นำข้าวส่วนหนึ่งออกไป ขายก่อนเพื่อหวังกำไรส่วนต่าง เพราะขณะนี้ข้าวมีราคาสูงขึ้นมาก อีกทั้งยังพบการปลอมปนข้าวในหลายพื้นที่ ส่วนปริมาณสต๊อกข้าวในบัญชีก็ยังไม่ชัดเจนว่ามีทั้งสิ้น 2.1 ล้านตัน หรือ 1.98 ล้านตัน ซึ่งตัวเลขที่แตกต่างกันนี้ กระทรวงพาณิชย์กำลังหาสาเหตุอยู่ว่าเป็นเพราะอะไรแน่ 

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า นอกจากนี้ ยังพบว่าเจ้าของ โรงสีส่วนใหญ่ โดยเฉพาะรายกลางและรายย่อยกำลังประสบ ปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน เพราะมีชาวนานำข้าว มาจำนำน้อยมาก บางรายถูกธนาคารริบทรัพย์สิน หากรัฐ ดำเนินการเอาผิดกับเจ้าของโรงสีที่ผิดสัญญากับรัฐ หรือเจ้าของโรงสีที่ทุจริตกับรัฐในลักษณะขโมยข้าวและปลอม ปนข้าวด้วยวิธีการขึ้นบัญชีดำ โรงสีเหล่านั้นจะได้รับผล กระทบทันที และอาจต้องปิดกิจการ ซึ่งมีจำนวนมากอาจถึง 1 ใน 3 ของจำนวนโรงสีทั่วประเทศ 

ทั้งนี้ นายมิ่งขวัญได้สั่งการให้นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ศึกษาและปรับปรุงกฎหมาย และข้อสัญญาระหว่างรัฐกับเอกชนให้เข้มงวดรัดกุมกว่าปัจจุบัน เพราะพบว่า เมื่อเอกชนผิดสัญญากับรัฐ ก็ไม่อาจ เอาผิดได้ หรือบางครั้งรัฐเรียกร้องค่าเสียหายจากเอกชนที่ทำผิดได้น้อยกว่าจำนวนความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งยัง มีโทษปรับ หรือจำคุก สำหรับผู้ทำความเสียหายให้รัฐน้อย มาก จึงทำให้เกิดการกระทำผิดที่ซ้ำแล้วซ้ำอีก

ทั้งนี้ ในวันที่ 26 มี.ค. นายมิ่งขวัญจะประชุมปลัดกระทวงพาณิชย์ ผู้ตรวจกระทรวงพาณิชย์ และทีมงานตรวจสอบปริมาณข้าว เพื่อให้รายงานตัวเลขข้าวในสต๊อกหลังการตรวจสอบ รวมถึงปัญหาการขโมยข้าว สถานการณ์ค้าข้าว จากนั้นจะนำข้อสรุปที่ได้ไปชี้แจง และรับฟังความคิดเห็นจากสมาคม ชาวนาไทย และสมาคมผู้ส่งข้าวออกต่างประเทศ ในปลาย สัปดาห์นี้ เพื่อกำหนดเป็นแนวทางแก้ปัญหาข้าวทั้งระบบ 

นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าว ว่า ในการประชุมร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ สมาคมจะเสนอ ให้กระทรวงพาณิชย์ดูแลปัญหาราคาปุ๋ยเคมี ที่ขณะนี้ราคา สูงขึ้นมาก ทำให้ต้นทุนการผลิตข้าวเพิ่มขึ้นเป็น 5,500 บาท/ไร่ จากเดิมประมาณ 4,000 บาท/ไร่ หากไม่มีแนวทาง ทำให้ราคาปุ๋ยเคมีลดลง ชาวนาไทยก็จะไม่ได้ประโยชน์ จากราคาข้าวที่เพิ่มสูงขึ้นมากเป็นประวัติการณ์ในขณะนี้

นอกจากนี้ ยังจะขอความชัดเจนในเรื่องนโยบายข้าวของรัฐบาล ตอนนี้ถือเป็นโอกาสของชาวนาที่จะลืมตาอ้าปากได้ เพราะตลอดชีวิตของการเป็นชาวนาเพิ่งจะมีปีนี้ที่ราคาข้าวเพิ่มขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ จึงไม่อยากให้กระทรวงพาณิชย์ควบคุมราคาข้าว เพื่อหวังช่วยเหลือผู้บริโภคให้กิน ข้าวราคาถูก แต่เห็นว่าควรที่จะนำข้าวในสต๊อกรัฐมาบรรจุ เป็นข้าวถุงขายราคาถูก  เพื่อช่วยเหลือผู้บริโภคดีกว่า

http://www.thairath.co.th/offline.php?section=hotnews&content=83787
100  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / 'หมัก' จวกเลือก 4 ว่าที่ตุลาการ ปฏิปักษ์กับรัฐบาลเก่า เมื่อ: 26 มีนาคม 2008, 06:49:30
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า รายชื่อว่าที่ 4 ตุลาการรัฐธรรมนูญที่ได้รับการคัดเลือกในวันนี้มีความผิดปกติ เพราะไม่ควรเลือกที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลเก่าเข้ามาทำหน้าที่ โดยขอให้ดูคำวิจารณ์จากสังคมว่าเหมาะสมหรือไม่ที่คณะกรรมการสรรหาฯ ไม่มีชื่อของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร รวมอยู่ด้วย

ด้านนายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีได้รับคัดเลือกจากคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ให้เป็นหนึ่งในคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ว่า ขอขอบคุณคณะกรรมการสรรหาฯ ที่มอบความไว้วางใจให้ อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอการพิจารณาของวุฒิสภาก่อนว่าจะให้ความเห็นชอบด้วยหรือไม่ ชั้นนี้ถือว่าได้ผ่านกระบวนการไปเพียงครึ่งเดียว ขอให้ผ่านกระบวนการ จนได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ถึงจะสามารถแสดงความยินดีได้

สำหรับกระบวนการนับจากนี้ วุฒิสภาจะมีการพิจารณาภายใน 30 วัน นับตั้งแต่ได้รับเรื่องจากคณะกรรมการสรรหาฯ และหากวุฒิสภาเห็นชอบแล้ว ผู้ได้รับความเห็นชอบจะต้องลาออกจากความเป็นข้าราชการ หรือที่ปรึกษาหน่วยงานของรัฐ ภายใน 15 วัน มิฉะนั้นจะถือว่าไม่ได้รับการคัดเลือก

นายจรัญ ยังกล่าวถึงการคัดเลือกคนมาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรมแทนว่า หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้โอกาสสำหรับการแนะนำ ตนก็พร้อมที่จะเสนอแนะ โดยมีตัวเลือกไว้ในใจแล้ว เบื้องต้นอยากให้โอกาสคนในในการพิจารณาก่อน ถึงจะถูกต้องกับหลักการบริหาร เว้นแต่หากคนในไม่เหมาะสมถึงจะพิจารณาคนนอกแทน
หน้า: [1] 2