28 สิงหาคม 2016, 15:48:00
กระทู้ใหม่กระทู้ใหม่

  แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 23
1  หมวดหลัก / แจ้งข่าวประชาสัมพันธ์ และ ประกาศต่างๆ / พี่จันแดง พี่ woman in Red มอบเงินสนับสนุนเวปเสรีชน เมื่อ: 9 พฤศจิกายน 2015, 11:15:04
  หลังจากการเดินทางมาเยือนประเทศบ้านเกิด พี่จันแดงและพี่วู ก็ได้เลี้ยงอาหารค่ำพบปะสังสรรค์เพื่อนๆเสรีชน  ทั้งนี้ได้มอบเงินจำนวน 7000  บาท ให้เวปเสรีชนเพื่อการดำเนินงานกิจกรรม ทางทีมงานได้รับมอบและขอขอบพระคุณพี่ทั้งสองอย่างสูงครับ

ปล ขอบคุณ คุณNoname หรือ คุณหว่า  ที่ได้จัดส่งช็อคโกแลต อร่อยๆมาฝากทีมงาน
ขอบคุณ ดร สุนัย สำหรับเสื้อเท่ ๆ นะครับ 
ขอบคุณที่ยังไม่ลืมเสรีชน

ทีมงานเสรีชน   
2  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / งานเข้า"ประยุทธ์ 1" เศรษฐกิจชะงักงัน-หนี้ครัวเรือนพุ่ง ส่งออกติดลบ-ท่องเที่ยวซึม เมื่อ: 4 พฤศจิกายน 2014, 08:04:07
ศัลยา ประชาชาติ

มติชนสุดสัปดาห์ 24-30 ตุลาคม 2557

งานเข้า "ประยุทธ์ 1" เศรษฐกิจชะงักงัน-หนี้ครัวเรือนพุ่ง ส่งออกติดลบ-ท่องเที่ยวซึม

รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้ามาบริหารกิจการบ้านเมืองยังไม่ถึง 2 เดือน แต่ถ้าจะนับเวลารวมกับอีก 3 เดือนก่อนหน้า ในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) "บริหารประเทศ" ด้วยแล้ว

ตลอด 5 เดือนที่ผ่านมา นับว่า "บิ๊กตู่" ต้องแบกความหวังของคนทั้งประเทศ รวมถึงการประคับประคองเศรษฐกิจในภาวะลุ่มๆ ดอนๆ ควบคู่การรักษาอุณหภูมิทางการเมือง

ไหนจะปัญหาประชาชนขาดความเชื่อมั่น ไม่กล้าใช้จ่าย

ไหนจะปัญหาข้าวของแพงจนคนชักหน้าไม่ถึงหลัง

ยังไม่รวมถึงตัวเลขการส่งออกที่ยังติดลบ จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงต่ำกว่าปกติ



เศรษฐกิจไทยอาการหนักหนาขนาดที่ว่า ก่อนเดินทางไปประชุมรัฐมนตรีคลังเอเปคที่นครปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกปากยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยขณะนี้อยู่ในภาวะชะงักงัน หรือ "stagnation"

นั่นคือ คนจนไม่มีงานทำ หางานทำยาก แบบที่คนจนเรียกว่า เงินฝืด ส่วนคนไม่จน มีเงินเยอะแยะ แต่ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร เพราะดอกเบี้ยถูก

รัฐมนตรีคลังบอกอีกว่า "ภาวะเศรษฐกิจโลกตอนนี้อยู่ในภาวะที่ผมเคยจำศัพท์ได้ว่า เขาเรียกว่า Stagnation คือมันเกิดหยุดอยู่กับที่ คนมีตังค์ก็ไม่อยากลงทุน ไม่อยากเคลื่อน ส่วนคนจนไม่มีตังค์ก็เลยเคลื่อนไม่ออก"

ประมาณว่าเศรษฐกิจไทยในขณะนี้เหมือนกับเพลงฮิตท่อนหนึ่งที่ว่า ...งึกๆ งักๆ มันเป็นงึกๆ งักๆ มันเป็นกะอึ่กกะอั่ก มันเป็นจึ๊กๆ จั๊กๆ... จริงๆ

ถึงแม้ขุนคลังสมหมายจะยืนยันว่า ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันนี้ "ไม่เสี่ยง" เพราะประเทศไทยยังมีฐานะการเงินการคลังดี แม้ปีงบประมาณที่ผ่านมา จะเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายไปกว่า 2 แสนล้านบาท และรัฐบาลก็จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคสอง ต่อจากภาคแรกที่อัดฉีดช่วยเงินชาวนา 40,000 ล้านบาท ใช้งบฯ เหลื่อมปี งบฯ กลาง และงบประมาณไตรมาสแรกปีงบประมาณ 2558 (ตุลาคม-ธันวาคม 2557) จ้างงานอีกกว่า 324,000 ล้านบาท

"รัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคสอง ซึ่งต้องขอรอประเมินผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปีงบประมาณนี้ (ตุลาคม-ธันวาคม 2557) ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2558 ก่อน"

กระนั้นก็ตาม เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้เร็วดั่งใจหวังหรือไม่ เมื่อตัวเลขเศรษฐกิจทั้งหลายบ่งชี้ว่า สถานการณ์ไม่น่าวางใจ

ปีนี้หลายสำนักเศรษฐกิจต่างต้องปรับคาดการณ์จีดีพีลดลงต่ำกว่า 2% อาทิ ธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารโลก ประมาณการไว้ที่ 1.5% ศูนย์วิจัยกสิกรไทยและศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ คาดว่าจะโต 1.6%

และสิ้นเดือนตุลาคมนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลังก็เล็งจะปรับประมาณการจีดีพีลดลง จากปัจจุบันให้ไว้ที่ 1.5-2.5% และต่างให้ความหวังว่า จีดีพีไทยปี 2558 จะเติบโตขึ้นในระดับ 4-5%

ดร.เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย อธิบายว่า คำว่า stagnation ตามที่ รมว.คลังพูดถึง คือการเติบโตต่ำกว่าที่ควรจะเป็น หรือต่ำกว่าศักยภาพค่อนข้างมาก และก็เกิดขึ้นแล้วกับประเทศไทยในปีนี้ แม้จะยังไม่ถึงกับเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอย (recession) หรือจีดีพีติดลบต่อเนื่อง 2 ไตรมาสก็ตาม ถือว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ก็โตต่ำกว่าศักยภาพ ซึ่งควรจะเป็น 4-5%

มุมมองของศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ว่า ยิ่งถ้ามองไปข้างหน้า ก็น่ากังวลว่า หากเศรษฐกิจไทยยังโตต่ำกว่าศักยภาพต่อไปอีก ก็จะทำให้ในปีหน้า เป็นการโตต่ำติดต่อกันเป็นปีที่ 3 และจะกดดันมาออกแบบนโยบายเศรษฐกิจมากขึ้น



ทั้งนี้ ตามข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ พบว่า เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าศักยภาพมาตั้งแต่ปี 2556 ที่มีจีดีพี 2.9% ส่วนปี 2557 คาดว่าจะเติบโต 1.5-2.0% แล้ว ขณะที่ครึ่งแรกของปี 2557 เศรษฐกิจไทยขยายตัวชะลอ ติดลบ 0.1%

ขณะที่ภาคส่งออกที่เป็นหัวจักรสำคัญในการขยายตัวทางเศรษฐกิจ มีน้ำหนักในจีดีพีกว่า 70% ตัวเลขการส่งออก 8 เดือน (มกราคม-สิงหาคม) จากการเปิดเผยของกระทรวงพาณิชย์ พบว่าติดลบ 1.36%

ด้านการท่องเที่ยวอีกหนึ่งเครื่องจักรสำคัญ ตลอด 8 เดือนที่ผ่านมา พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 15,703,000 คน หรือติดลบ 11.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

"ปัจจัยส่งออกเป็นประเด็นที่น่ากังวล สำหรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีหน้า ว่าจะเติบโตได้ตามศักยภาพหรือไม่ หลังจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ เช่นเดียวกับ จีน ญี่ปุ่น ยุโรป ที่เศรษฐกิจอาจชะลอตัวไปถึงปีหน้า และกดดันภาคส่งออกของไทยโดยตรง"

ดร.เชาว์กล่าว



อีกด้านหนึ่ง มุมมองของ "แบงก์ชาติ" หรือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูจะไม่ต้องการให้คนไม่วิตกังวลหรือมองภาพเศรษฐกิจไทยเชิงลบเกินไป

นายจิรเทพ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา โฆษกแบงก์ชาติ ยอมรับว่าการเติบโตของไทยอาจดูไม่แข็งแกร่งเหมือนในอดีต เพราะการฟื้นตัวยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น เศรษฐกิจจึงยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ในทุกภาคส่วน

โดยเฉพาะเรื่องหนี้ครัวเรือน ที่ปัจจุบันตามข้อมูล ธปท. พบว่า ในไตรมาส 2/2557 ยอดคงค้างเงินให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือนของสถาบันการเงิน เพิ่มขึ้นเป็น 10,029,545 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อน 2% เมื่อดูเข้าไปในรายละเอียดพบว่า เป็นการกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์เพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลมากที่สุดใน 3 หมวด

ได้แก่ สินเชื่อเพื่อจัดหาที่อยู่อาศัย 1,547,272 ล้านบาท สินเชื่อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ 883,435 ล้านบาท และสินเชื่อเพื่อการบริโภคอื่นๆ 863,070 ล้านบาท โดยเปลี่ยนแปลงเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน +13%, -1% และ +14% ตามลำดับ

ทำให้ปัจจุบันสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีไทยเพิ่มขึ้นเป็น 83.5% จากระดับ 81.5% เมื่อสิ้นปีก่อนหน้า และติด 1 ใน 2 ประเทศที่มีหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีสูงสุดในอาเซียนรองจากมาเลเซีย

นั่นทำให้ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. ยอมรับว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีที่ปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 83% กำลังเป็นที่จับตามองในช่วงนี้ ว่าจะสะท้อนความเปราะบางทางการเงินมากน้อยเพียงใด

ขณะที่ ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่า แนวโน้มดอกเบี้ยซึ่งมีทิศทางขาขึ้น อาจทำให้ภาระการชำระดอกเบี้ยและเงินต้นของภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น เพิ่มปัญหาจากหนี้ครัวเรือนที่สูงในปัจจุบัน

และเมื่อคนเป็นหนี้มีภาระหนี้เพิ่มขึ้น ก็จะไม่ค่อยจับจ่ายใช้สอยและจะลดการบริโภค ทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่เติบโตมากนักอีกทางหนึ่งด้วย

ภาวะเช่นนี้มีความจำเป็นที่ภาครัฐต้องกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศในภาวะเศรษฐกิจมีความเปราะบาง และฟื้นตัวช้า ซึ่งตอนนี้มีมาตรการระยะสั้นออกแล้ว แต่ยังไม่เห็นมาตรการระยะกลาง หรือระยะยาวในปีหน้าออกมา



พิจารณาตัวเลขเศรษฐกิจ ตลอดจนสัญญาณที่กระทรวงการคลัง แบงก์ชาติ และกูรูเศรษฐกิจ ประเมินออกมาแล้ว ทำให้อดกังวลไม่ได้ว่า เศรษฐกิจไทยบนบ่า "บิ๊กตู่" จะฟื้นตัวรวดเร็วสมใจแฟนคลับหรือไม่

เพราะถ้าพลั้งเผลอไป หรือแก้ไขไม่ตรงจุด ก็มีโอกาสหลุดโค้งตกขอบ

และเกิด "ภาวะชะงักงัน" ไปถึงปีหน้าได้เช่นกัน 


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1414522133&grpid=01&catid=&subcatid=
3  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / สุรชาติ บำรุงสุข เขียน รำลึก 130 ปี ร.ศ.103 : 11 ผู้กล้าแห่งการปฏิรูปสยาม เมื่อ: 4 พฤศจิกายน 2014, 07:47:37
ยุทธบทความ

รำลึก 130 ปี ร.ศ.103 : 11 ผู้กล้าแห่งการปฏิรูปสยาม

(มติชนสุดสัปดาห์ 24-30 ตุลาคม 2557)



"ไพร่เป็นพื้นยืนร้องทำนองชอบ

ตามระบอบปาลิเมนต์ประเด็นขำ

แม้นนิ่งช้าล้าหลังยังมิทำ

จะตกต่ำน้อยหน้าเวลาสาย

...

ให้รีบหาปาลิเมนต์ขึ้นเป็นหลัก

จะได้ชักน้อมใจไพร่สมาน

เร่งเป็นพลีปรีดาอย่าช้ากาล

รักษาบ้านเมืองเราช่วยเจ้านาย"

เทียนวรรณ



ในความพยายามปัจจุบันที่ต้องการขับเคลื่อนประเทศไทยผ่าน "การปฏิรูป" นั้น เราอาจจะพบว่าข้อเสนอให้มีการปฏิรูปประเทศในการเมืองไทยนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด

เพราะหากย้อนเวลากลับสู่อดีตเมื่อครั้งสยามเริ่มต้นก่อร่างสร้างตัวเพื่อก้าวสู่การเป็น "รัฐประชาชาติ" (nation-state) หรือเป็น "รัฐสมัยใหม่" ในทางรัฐศาสตร์นั้น ได้มีข้อเสนอเพื่อหวังว่าจะเกิดการปฏิรูปการเมืองของประเทศ ที่กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายๆ ด้าน ที่ผูกโยงถึงการอยู่รอดของสยามในอนาคต

หากพิจารณาเรื่องการปฏิรูปประเทศของสยามนั้น ว่าที่จริงแล้วอาจจะต้องหันกลับไปดูเงื่อนไขและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 3

กล่าวคือ ในรัชสมัยของพระองค์ ปัจจัยใหม่ที่เข้ามามีผลอย่างมากต่อความเป็นไปของสยามก็คือ การเข้ามาของประเทศตะวันตกซึ่งมีฐานะเป็น "รัฐมหาอำนาจ" และแตกต่างจากตะวันตกในยุคอยุธยาอย่างสิ้นเชิง

เพราะการเข้ามาของรัฐมหาอำนาจตะวันตกในครั้งนี้ มีทั้งเรื่องของการแสวงหาดินแดน การขยายอิทธิพลทางการค้า การเข้ามาควบคุมจุดยุทธศาสตร์ของเส้นทางเดินเรือ และการเผยแพร่ศาสนา

ท่ามกลางสถานการณ์ชุดใหม่ เริ่มมีคนไทยบางส่วนให้ความสนใจกับการเรียนรู้จากตะวันตก เช่น การศึกษาภาษาอังกฤษ หรือความสนใจในวิทยาการตะวันตก เป็นต้น

ตัวอย่างของสมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎ (ขณะผนวชเป็นพระภิกษุ) และกลุ่มเชื้อพระวงศ์และข้าราชการบางส่วน จนกระทั่งเมื่อสมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 4 พระองค์ตระหนักดีว่า ถึงเวลาแล้วที่สยามต้องเปิดประเทศรับการเข้ามาของตะวันตก

หรืออีกนัยหนึ่งของภาษาในยุคปัจจุบันก็คือ พระองค์ทรงเล็งเห็นถึงความจำเป็นที่สยามต้องเปิดรับโลกาภิวัตน์ที่ถูกขับเคลื่อนจากการขยายตัวของโลกตะวันตกในการออกสู่พื้นที่นอกยุโรปในยุคหลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม

ยุทธศาสตร์ในการอยู่รอดของสยามที่ปรากฏชัดในยุครัชกาลที่ 4 จึงได้แก่ การยอมรับข้อเสนอของตะวันตก แทนการใช้แนวทางต่อสู้แบบแข็งขืน และปฏิเสธแนวทางที่เชื่อว่าสยามจะเอาชนะสงครามกับมหาอำนาจตะวันตกได้

บทเรียนจากสงครามระหว่างอังกฤษกับหงสาวดี ตอบได้ชัดว่ากองทัพโบราณของชนพื้นเมืองต่อสู้ไม่ได้กับกองทัพแบบใหม่ของรัฐตะวันตก

และบทเรียนเช่นนี้ถูกพิสูจน์อีกครั้งจากการรุกของกองทัพฝรั่งเศสในการเข้าตีไซ่ง่อน

จนเห็นได้ชัดว่าในที่สุดแล้วคู่สงครามเก่าของสยามถูกทำลายลง กลายสถานะเป็นเพียงผู้อยู่ใต้การปกครองของเจ้าอาณานิคมตะวันตก



ดังนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัติในปี 2411 สภาพแวดล้อมใหม่ทางยุทธศาสตร์รอบๆ สยาม จึงได้แก่ การที่พื้นที่เหล่านี้ตกอยู่ภายใต้อำนาจการควบคุมของรัฐมหาอำนาจตะวันตกอย่างสิ้นเชิง จะรอก็แต่เพียงเวลาว่าเมื่อใดรัฐมหาอำนาจเจ้าอาณานิคมเหล่านั้นจะรุกคืบเข้าคุกคามดังเช่นที่กระทำกับเพื่อนบ้านรอบๆ สยามมาแล้ว

ภัยคุกคามจากรัฐตะวันตกจึงเป็นความท้าทายโดยตรงต่อสถานะของสยามในอนาคต

ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์แล้ว พบว่าสถานะของสถาบันกษัตริย์มีความไม่มั่นคงเป็นอย่างยิ่ง

ดังเป็นที่ทราบกันว่าอำนาจทางการเมืองที่แท้จริงตกอยู่ในมือของขุนนางผู้ใหญ่ คือ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) และบรรดาขุนนางในสายสกุลบุนนาค

ในสภาพที่กษัตริย์พระองค์ใหม่ต้องอยู่ภายใต้ความท้าทายเช่นนี้ พระองค์จึงทรงพยายามสร้างฐานอำนาจเพื่อคานกับอำนาจของกลุ่มขุนนางเก่า

ฉะนั้น 2 ปีแรกหลังจากการครองราชย์ พระองค์จัดตั้ง กรมทหารมหาดเล็ก ขึ้นในปี 2413

และอีก 3 ปีต่อมาพระองค์ทรงควบคุมอำนาจการเก็บภาษีเข้าสู่ศูนย์กลางด้วยการออก พระราชบัญญัติหอรัษฎากรพิพัฒน์ ในปี 2416 เพื่อป้องกันการรั่วไหลของภาษีที่ตกอยู่ในมือขุนนาง

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่สำคัญต่อสถานะของพระองค์ก็คือ การที่ขุนนางในสายสกุลบุนนาคให้ความสนับสนุนอย่างชัดเจนต่อกรมหมื่นบวรวิไชยชาญ ซึ่งเป็นพระราชโอรสของพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ขึ้นดำรงตำแหน่งวังหน้า โดยไม่มีการคอยรับสนองพระบรมราชโองการตามราชประเพณีแต่อย่างใด

เหตุการณ์เช่นนี้ได้กลายเป็นความขัดแย้งใหญ่และขยายตัวจนกลายเป็น "วิกฤตการณ์วังหน้า" ในปี 2417

ความขัดแย้งครั้งนี้รุนแรงถึงขนาดที่วังหน้าต้องเสด็จลี้ภัยการเมืองไปหลบอยู่ในสถานทูตอังกฤษ

และสถานการณ์คลี่คลายลงเมื่อวังหน้ายอมลดพระราชอำนาจ

ต้องยอมรับว่าสยามผ่านสถานการณ์ "สงครามกลางเมือง" มาได้ เพราะหากรัฐมหาอำนาจอย่างอังกฤษตัดสินใจเข้าแทรกแซงในวิกฤตครั้งนี้แล้ว ความขัดแย้งอาจขยายตัวเป็นความรุนแรงในวงกว้างได้ไม่ยากนัก

และขณะเดียวกัน สถานการณ์สงครามดังกล่าวก็อาจนำไปสู่การตกอยู่ภายใต้การควบคุมของอังกฤษได้ด้วย...

สยาม "โชคดี"



อย่างไรก็ตาม ในปี 2425 สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ก็ถึงแก่พิราลัย และในขณะเดียวกัน บรรดาขุนนางรุ่นใหม่และบุตรหลานขุนนางบางส่วนที่เดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศเริ่มทยอยกลับ

ประกอบกับรัชกาลที่ 5 เองก็ทรงมีพระราชปณิธานอย่างแน่วแน่ที่จะสร้างสยามให้มีความเจริญในด้านต่างๆ ให้ทัดเทียมกับอารยประเทศตะวันตก

และขณะเดียวกันก็ทรงตระหนักว่าการบริหารราชการแผ่นดินสมัยใหม่ต้องการการแบ่งเบาพระราชภาระของพระมหากษัตริย์

แนวคิดเช่นนี้ทำให้พระองค์ตัดสินพระทัยส่งพระราชโอรสบางส่วนไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ

อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางความผันผวนของการเมืองระหว่างประเทศของสยาม ประกอบกับความพยายามของกษัตริย์สยามในการรวบอำนาจเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบอบการปกครองของพระองค์นั้น เชื้อพระวงศ์และข้าราชการส่วนหนึ่งที่รับราชการอยู่ที่กรุงปารีสและกรุงลอนดอน ได้มีโอกาสพูดคุยกันถึงอนาคตของประเทศ

ในที่สุด พวกเขาได้ตัดสินใจทำเอกสารกราบบังคมทูลความเห็นจัดการเปลี่ยนแปลงการปกครองราชการแผ่นดิน

เอกสารนี้ได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายในวันพฤหัสบดี แรม 8 ค่ำ เดือน 2 ปีวอก ร.ศ.103 ซึ่งก็ตรงกับวันที่ 9 มกราคม 2427



บรรดาเจ้านายและข้าราชการที่ทำหนังสือกราบบังคมทูลในครั้งนี้ จำนวน 11 นาย ได้แก่

1.พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นนเรศร์วรฤทธิ์ (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากฤษดาภินิหาร กรมพระนเรศร์วรฤทธิ์) 2.พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าโสณบัณฑิต (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสณบัณฑิต กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา) 3.พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์) 4.พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ (พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์) 5.นายนกแก้ว คชเสนี (พระยามหาโยธา) 6.หลวงเดชนายเวร (พระยาอภัยพิพิธ) 7.นายบุศย์ เพ็ญกุล (จมื่นไวยวรนาถ) 8.ขุนปฏิภาณพิจิตร (หุ่น) 9.หลวงวิเสศสาลี (นาค) 10.นายเปลี่ยน และ 11.สัปเลฟเตอร์แนนสะอาด [เป็นเชื้อพระวงศ์ 4 พระองค์และสามัญชน 7 คน]

เอกสารทูลเกล้าฯ ฉบับนี้มีสาระสำคัญ 3 ประการ คือ

1.ประเทศกำลังเผชิญกับอันตราย

2.การจะรักษาประเทศให้รอดพ้นจากอันตราย จำเป็นต้องเปลี่ยนแนวทางการรักษาบ้านเมืองไปในทิศทางเดียวกับญี่ปุ่น ซึ่งได้ดำเนินไปตามแนวทางการปกครองของยุโรป

และ 3.การจะทำให้ข้อ 2. เป็นผลสำเร็จ ต้องลงมือให้ได้จริงทุกประการ

ในทัศนะของกลุ่มผู้เสนอมีการปฏิรูป ร.ศ.103 นี้ พวกเขาเชื่อว่าอันตรายสูงสุดที่สยามกำลังเผชิญอยู่นั้น ไม่สามารถใช้แนวคิดเก่ามาแก้ปัญหาได้ เช่น ความเชื่อว่าสยามเคยรักษาเอกราชมาได้ ดังนั้น เมื่อต้องเผชิญกับภัยคุกคามของตะวันตกก็น่าจะสามารถพาตัวเองให้รอดพ้นได้

ทัศนะเช่นนี้ถูกมองว่าไม่เป็นจริง เพราะรัฐเจ้าอาณานิคมกำลังออกแสวงหาดินแดน และประเทศที่ด้อยกว่าก็มักจะถูกบุกเข้ายึดครอง

หรือการจะแสวงหาการค้ำประกันจากรัฐมหาอำนาจก็อาจไม่เป็นจริง เพราะเมื่อเกิดสถานการณ์จริงแล้ว รัฐดังกล่าวก็อาจไม่ยอมใช้อำนาจของตนเองเข้าปกป้องสยาม แต่กลับปกป้องผลประโยชน์ของตนมากกว่า

ในเงื่อนไขเช่นนี้ ญี่ปุ่นจึงตัดสินใจเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง โดยจัดการปกครองประเทศให้เป็นไปในแนวทางของยุโรป และหวังว่ารูปแบบการปกครองที่เป็นมาตรฐานสากลจะเป็นที่ยอมรับในเวทีระหว่างประเทศ มากกว่าการแข็งขืนด้วยการนำพาประเทศไปภายใต้รูปแบบการปกครองเก่า

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ญี่ปุ่นพยายามแก้ไขกฎหมายให้เป็นสากล เช่น กฎหมายตะวันตก และหวังว่าการบังคับใช้กฎหมายแบบสากล จะทำให้เกิดการยอมรับมากขึ้น



ดังนั้น กลุ่มนักปฏิรูปชุดแรกของสยามจึงเสนอให้มีการจัดการบ้านเมืองตามแบบยุโรป รวม 7 ประการ ได้แก่

1.ให้เปลี่ยนแปลงการปกครองจาก "แอบโสลูดโมนากี" (Absolute Monarchy) เป็น "คอนสติติวชั่นแนลโมนากี" (Constitutional Monarchy) โดยพระมหากษัตริย์เป็นประธานของบ้านเมือง และมีข้าราชการเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ เหมือนพระเจ้าแผ่นดินในยุโรป [หมายถึงเปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ-ผู้เขียน]

2.การทำนุบำรุงแผ่นดินให้มี "คาบิเนต" (Cabinet) เป็นผู้รับผิดชอบ [หมายถึงคณะรัฐมนตรี-ผู้เขียน]

3.ต้องให้ข้าราชการมีเงินเดือนพอใช้เพื่อป้องกันการคอร์รัปชั่น

4.ให้ประชาชนมีความเสมอภาคกันทางกฎหมาย

5.ให้ยกเลิกขนบธรรมเนียมและกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อความเจริญของบ้านเมือง

6.ให้มีเสรีภาพในการแสดงความเห็น และแสดงออกได้ในที่ประชุมหรือในหนังสือพิมพ์

และ 7.ต้องเลือกข้าราชการที่มีความรู้ ความประพฤติดี และมีอายุ 20 ปีขึ้นไป

นอกจากนี้ ผู้เสนอยังได้แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า "ทางที่ข้าพระพุทธเจ้ากราบบังคมทูลพระกรุณาว่าเป็นคอนสติติวชั่นยุโรปนั้น หาได้ประสงค์ที่จะมีปาลิเมนต์ในเวลานี้ไม่" หากต้องการ "อำนาจและความรับผิดชอบอยู่ในมือราษฎรทั้งสิ้น ให้มีเคาเวอนเมนต์ (Government) และกำหนดกฎหมายความยุติธรรมอันแน่นอน" [หมายถึงการจัดตั้งรัฐบาลแบบยุโรป-ผู้เขียน]



รัชกาลที่ 5 มีพระราชดำรัสตอบต่อข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปประเทศครั้งนี้ว่า พระองค์ทรงตระหนักถึงอันตรายที่สยามต้องเผชิญไม่แตกต่างจากความเห็นที่กราบบังคมทูล และในส่วนเรื่องของการปฏิรูปการปกครองของประเทศ สิ่งที่พระองค์ต้องการคือ "คอเวอนเมนตรีฟอม" (Government Reform) [หมายถึงการปฏิรูปรัฐบาล-ผู้เขียน] เพราะในขณะนั้น ได้มีคณะเสนาบดีเป็นรัฐบาลอยู่แล้ว

ข้อเสนอของคณะปฏิรูป ร.ศ.103 อาจจะไม่สามารถผลักดันให้เป็นจริงได้ทั้งหมด

และในอีก 18 ปีต่อมา นักปฏิรูปคนสำคัญอีกคนคือ "เทียนวรรณ" ก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับการออกหนังสือเพื่อนำเสนอความคิดของเขาในปี 2445

จนอาจกล่าวได้ว่า ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ต้องเผชิญกับข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปประเทศของ "คณะ ร.ศ.103" และต่อมาก็คือข้อเรียกร้องทางการเมืองของ "เทียนวรรณ"

ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในอีกมุมหนึ่งเรื่องราวเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของการเรียกร้องการปฏิรูปสยามในยุคใหม่นั่นเอง

ขอคารวะแด่ นักปฏิรูปคณะแรกของสยามในวาระครบรอบ 130 ปี!
 


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1414522659&grpid=03&catid=&subcatid=
4  หมวดหลัก / รายงานและบทความเชิงลึก / บิ๊กตู่" ซูเปอร์เพาเวอร์ กองทัพค้ำเก้าอี้ ทหารเสือชุดดำ พรึ่บ - 2 ลูกรักของ "ป๋า เมื่อ: 4 พฤศจิกายน 2014, 07:30:56
"บิ๊กตู่" ซูเปอร์เพาเวอร์ กองทัพค้ำเก้าอี้ ทหารเสือชุดดำ พรึ่บ - 2 ลูกรักของ "ป๋าเปรม"
วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2557 เวลา 23:05:25 น.
 


รายงานพิเศษ

มติชนสุดสัปดาห์ 24-30 ตุลาคม 2557

"บิ๊กตู่" ซูเปอร์เพาเวอร์ กองทัพค้ำเก้าอี้ ทหารเสือชุดดำ พรึ่บ "ป๋าเปรม" กับ "บิ๊กโด่ง-บิ๊กต๊อก" ลูกรัก



เมื่อบิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เกษียณราชการจาก ผบ.ทบ. ไปนั่งเป็น นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. นั้น ทุกสายตาก็จับจ้องไปที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล แทนที่กองบัญชาการกองทัพบก

ด้วยเพราะ คสช. เองก็เงียบไปด้วย เนื่องจากไม่ได้มีการประชุมทุกวันเช่นแต่ก่อนที่จะมีรัฐบาลเฉพาะกาล เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ กำหนดให้ประชุมเดือนละ 1 ครั้ง โดยส่วนใหญ่จะกลายเป็นการประชุมร่วมระหว่าง คสช. กับ คณะรัฐมนตรี ที่กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเดือนละครั้ง

ประกอบกับบิ๊กๆ ใน คสช. ก็แปรสภาพไปอยู่ในคณะรัฐมนตรี จึงไม่มีเวลาที่จะแยกตัว แยกหมวกมานั่งประชุม เฉพาะ คสช. ที่ในเวลานี้มี 15 คน ซึ่งรวมทั้ง ปลัดกลาโหม ผบ.สส. ผบ.เหล่าทัพ และ ผบ.ตร.ชุดใหม่ ด้วย

อีกทั้งผู้นำกองทัพในชุดใหม่นี้ ก็ดูจะมีบุคลิกคล้ายกันคือ เงียบๆ นิ่งๆ ทั้งบิ๊กบี้ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ปลัดกลาโหม บิ๊กตั้ม พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผบ.ทร. บิ๊กตู่ พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง ผบ.ทอ.

แต่ที่ตกเป็นข่าว เพราะบทบาทตามภารกิจความรับผิดชอบก็คือ บิ๊กโด่ง พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผบ.ทบ., รมช.กลาโหม และเลขาธิการ คสช. และ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.



ส่วนผู้นำกองทัพที่ใครๆ คิดว่าจะเงียบ ไม่พูด เพราะเป็นนายทหารที่เข้มงวดและเด็ดขาด แบบที่เรียกว่า ดุ เลยทีเดียว อย่างบิ๊กตี๋ พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ผบ.สส. นั้น ก็เปิดตัวในการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพชุดใหม่ครั้งแรก เมื่อ 20 ตุลาคม ที่ผ่านมา ในการประกาศจุดยืนกองทัพ การสนับสนุน คสช. และรัฐบาล โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี

"ไม่ใช่แค่เชียร์หรือให้กำลังใจอย่างเดียว แต่ต้องทำตามคำสั่งตามที่ท่านมอบหมายให้สำเร็จ ให้ดีที่สุดด้วย มีแต่คำชม ไม่มีคำติติง หรือข้อเสนอแนะใดๆ" พล.อ.วรพงษ์ ระบุ

รวมทั้งการประกาศแสดงความเชื่อมั่น และมั่นใจในตัว พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะนำพาประเทศชาติ การบริหารประเทศไปได้ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมได้

พร้อมกับเชื่อว่า หากมีการปฏิรูป ทั้ง 11 ด้านได้สำเร็จ มีการเลือกตั้งที่ถูกต้อง บริสุทธิ์ ยุติธรรม และได้นักการเมืองที่ดีมาบริหารประเทศ ก็จะไม่มีการปฏิวัติรัฐประหารอีก

แม้จะไม่ใช่เรื่องแปลกที่ พล.อ.วรพงษ์ จะนำแถวแผงอำนาจ ผบ.เหล่าทัพ ออกมาประกาศเช่นนี้ เพราะทุกคนก็เป็น คสช. ด้วยกัน อีกทั้งยังเป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 12 ของ พล.อ.ประยุทธ์ และบิ๊กเจี๊ยบ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ ซึ่งเป็นอดีต ผบ.สส. อีกด้วย

แต่ก็ถือเป็นการสร้างความมั่นใจให้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ว่า จากนี้จะไม่มีสิ่งไม่คาดฝันเกิดขึ้น หากว่าเขาจำเป็นต้องอยู่ในอำนาจต่อไปเรื่อยๆ หรือหากว่า ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาของชาติบ้านเมืองได้



ยิ่งหากมองไปที่กองทัพบก เหล่าทัพที่ใหญ่ที่สุด และเป็นเหล่าทัพปฏิวัติ ที่มี พล.อ.อุดมเดช กุมบังเหียนอยู่ด้วยแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเป็นห่วง

เพราะถึงอย่างไร ก็เป็นนายทหารเสือราชินี ในสายอำนาจเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ รวมไปถึงบิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม และบิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ที่ได้ชื่อว่าเป็น 3 ทหารเสือ และ 3 ป.แห่งบูรพาพยัคฆ์อีกด้วย เพราะเติบโตมาใน ร.21 รอ. ด้วยกัน ตั้งแต่เป็นนายทหารหนุ่ม

ไม่เช่นนั้นแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ก็คงไม่เลือกมาเป็น ผบ.ทบ. ไม่เลือกมาเป็นเลขาธิการ คสช. รวมทั้งแถมเก้าอี้ รมช.กลาโหม ให้อีกต่างหากด้วย

จึงไม่แปลกที่ พล.อ.อุดมเดช จะแวะมาที่ทำเนียบรัฐบาลเป็นระยะๆ เพื่อมาพบปะหารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ รวมทั้ง พล.อ.ประวิตร ในบางสถานการณ์ด้วย นอกเหนือจากการไปนั่งทำงานร่วมกระทรวงกลาโหม กันทุกสัปดาห์



ทุกวันนี้ ทั้ง 4 ทหารเสือ คือ พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร พล.อ.อนุพงษ์ และ พล.อ.อุดมเดช ต่างก็ยังคงใช้นายทหารเสือราชินี มาสวมชุดดำ MIB-Man in Black ทำหน้าที่เป็นทีมรักษาความปลอดภัย ในการติดตามดูแล

จนว่ากันว่า ทีมนายทหารเสือราชินี ที่ผ่านการฝึกหลักสูตรทหารเสือและการอารักขาบุคคลสำคัญนั้นแทบหมดกรมแล้ว เพราะใช้จำนวนมาก ทั้งส่วนล่วงหน้า และทีมติดตาม โดยเฉพาะของ พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี จะใช้จำนวนมากที่สุด

ด้วยเพราะการ รปภ. "สร.1" นั้น ถือว่าต้องเข้มงวด ยิ่งหน่วยความมั่นคงประเมินว่า ยังมีคลื่นใต้น้ำเคลื่อนไหวอยู่ จึงต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิด

ทุกครั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะเข้าทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วง 8 โมงเช้า และตอนเย็นซึ่งไม่เป็นเวลานั้น จะต้องมีทีมทหารจาก กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ (ป.1 รอ.) มาดูแลใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่สูงข่มทั้งภายในและรอบนอกทำเนียบรัฐบาล เนื่องจากเป็นช่วงที่ขบวนรถของนายกรัฐมนตรี จะต้องชะลอตัว รวมทั้งมีตำรวจสันติบาล มาวางกำลังดูแลในแต่ละวง ตั้งแต่ชั้นในจนถึงรอบนอก

เรียกได้ว่าในเวลานี้ ทีมอารักขาของทหารเสือราชินี ร.21 รอ. ขายดีมากจนแทบจะฝึกกันไม่ทัน จนเป็นเหตุผลหนึ่งที่ พล.อ.อุดมเดช ผบ.ทบ. จะต้องนำทหารรบพิเศษจากกองพันจู่โจม ลพบุรี มาเสริมทีม รปภ. ด้วย เพราะในอดีต ในอัตรากำลังทหาร รปภ.ผบ.ทบ. นั้น จะมีทหารรบพิเศษรวมอยู่ด้วย แต่ทว่าในยุคที่ พล.อ.อนุพงษ์ จนมาถึง พล.อ.ประยุทธ์ เป็น ผบ.ทบ. นั้น ใช้แต่ทหารเสือราชินีเท่านั้น ไม่ใช้ทหารรบพิเศษเลย

แต่ในเวลานี้ เพราะว่ามี พล.อ.ศุภวุฒิ อุตมะ ที่ปรึกษา รมช.กลาโหม เพื่อนเตรียมทหาร 14 ของ พล.อ.อุดมเดช ที่เป็นอดีต รอง ผบ.หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ มาดูแลให้อีกแรงหนึ่งด้วย เพราะผ่านการฝึกมาเป็นอย่างดี และอุปกรณ์ต่างๆ พร้อม

พล.อ.อุดมเดช จึงไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลัง...



แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเป็นที่จับตามองในแง่ความสัมพันธ์กับบิ๊กต๊อกพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ที่พลาดหวังจากเก้าอี้ ผบ.ทบ. และถูก พล.อ.ประยุทธ์ ส่งไปเป็น รอง ผบ.สส. ที่ บก.กองทัพไทย นั้น มีเรื่องคาใจกันหรือไม่

ยิ่งเมื่อ พล.อ.อุดมเดช มาโยกย้ายนายทหารระดับผู้บังคับการกรม ที่เป็นสายอำนาจของ พล.อ.ไพบูลย์ ออกจากการคุมกำลังรบ และขุมกำลังปฏิวัติ ออกหมดด้วยแล้ว จนมีข่าวสะพัดว่ามีความขัดแย้งกันก็ตาม

แต่ล่าสุด พล.อ.อุดมเดช และ พล.อ.ไพบูลย์ ที่นอกจากจะพบกันในการประชุมคณะรัฐมนตรี และร่วมงานต่างๆ ในฐานะรัฐมนตรี กันเป็นปกติแล้วก็ตาม เมื่อครั้งที่ทั้งคู่ไปร่วมงานเปิดโครงการสานใจไทยสู่ใจใต้ เมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อไปรับป๋าเปรม พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ด้วยนั้น ทั้งคู่ก็ดูชื่นมื่นพูดคุยกันอย่างสนิทสนมเพราะนั่งติดกัน

แถมทั้งยังมี พล.อ.เปรม มาทำหน้าที่เสมือนกาวใจในการชวนทั้ง พล.อ.อุดมเดช และ พล.อ.ไพบูลย์ พูดคุยตลอดเวลาที่นั่งใกล้กัน

เพราะสำหรับป๋าเปรมแล้ว มีความสนิทสนมรักใคร่ ทั้ง พล.อ.อุดมเดช และ พล.อ.ไพบูลย์ เนื่องจากเมื่อครั้งที่ทั้งคู่เป็นแม่ทัพภาค 1 ต่อเนื่องกันนั้น ก็จะมาหาป๋าเปรมที่บ้านสี่เสาเทเวศร์บ่อยๆ มาคุยและมาเดินออกกำลังกายทุกๆ เย็นที่สวนหน้าบ้านเสมอๆ จนป๋าเปรมเรียกติดปากว่า "แม่ทัพโด่ง" แต่ตอนนี้เรียก "ผบ.โด่ง" แล้ว และเรียก พล.อ.ไพบูลย์ ว่า "แม่ทัพต๊อก"

แม้ป๋าเปรมอาจจะไม่ได้ล่วงรู้ว่าในใจของลูกรักทั้งสอง จะมีรอยร้าวเล็กๆ อยู่ก็ตาม แต่ท่าทีของป๋าเปรมก็เป็นการสยบความขัดแย้งที่กำลังถูกจับตามองเขม็งไปได้เลยทีเดียว ไม่ว่าในใจของทั้งคู่จะมีอะไรค้างคาอยู่อีกหรือไม่ก็ตาม

ท่ามกลางการจับตามองว่า นี่อาจเป็นเกมลึกที่แสนเหนือชั้นของป๋าเปรม อดีตนายกรัฐมนตรี 8 ปี ด้วยก็เป็นได้ ในการที่จะยึดโยงหัวใจของ พล.อ.อุดมเดช และ พล.อ.ไพบูลย์ ไว้ ในฐานะลูกรักป๋าในเจนเนอเรชั่นใหม่

เพราะต้องยอมรับว่า บรรดานายทหารลูกป๋านั้น เกษียณราชการ พ้นจากอำนาจไปกันหมดแล้ว ผู้นำกองทัพหรือบิ๊กๆ คนสำคัญในกองทัพเวลานี้ พล.อ.เปรม แทบไม่รู้จักใคร จึงไม่แปลกที่ ผบ.เหล่าทัพ ชุดใหม่จะต้องมาเข้าพบและแนะนำตัว

ดังนั้น การมีบิ๊กโด่งและบิ๊กต๊อกเป็นลูกรัก จึงมีแต่ผลดี ยิ่งในยามที่ใครๆ ก็มองว่าแผงอำนาจของป๋าเปรม และลูกป๋า กำลังจะอัสดง ในขณะที่แผงอำนาจของ 3 ป. ป้อม-ป๊อก-ประยุทธ์ ขึ้นมาทั้งแรงและยาวนานต่อเนื่องเช่นนี้



ในเวลานี้ พล.อ.อุดมเดช ซึ่งมีเวลาบนเก้าอี้ ผบ.ทบ. แค่ปีเดียวเท่านั้น จึงต้องเร่งการทำงานตามที่ได้ประกาศไว้เป็นนโยบายทั้ง 12 ประการ รวมทั้งการแก้ปัญหาภาคใต้ ที่เชื่อกันว่า พล.อ.อุดมเดช จะผลักดันให้บิ๊กโบ้ พล.อ.อักษรา เกิดผล ประธานที่ปรึกษา ทบ. เพื่อน ตท.14 ได้รับเลือกจาก พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประยุทธ์ ให้เป็นหัวหน้าทีมพูดคุยสันติภาพได้ แม้จะมีความพยายามจากฝ่าย นายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาฯ สมช. ก็ตาม

รวมทั้งการผุดโครงการใหญ่เพื่อเทิดพระเกียรติ ด้วยการสร้าง "ลานมหาราช" ขึ้นที่ กรมนักเรียนนายสิบทหารบก หรือ ค่ายกองพลทหารราบที่ 15 เดิม ที่ปราณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ โดยจะเนรมิตพื้นที่กว่า 300 ไร่ ให้เป็นลานสวนสนาม ที่มีรูปปั้นของมหาราชทั้ง 9 พระองค์ของไทย ขนาดความสูง 18 เมตร พร้อมพิพิธภัณฑ์ ตั้งตระหง่านหันหน้าออกสู่ทะเลหัวหิน และด้านหลังติดภูเขา ที่เชื่อกันว่าจะเป็นลานอเนกประสงค์ที่สวยงามมากอีกแห่งของประเทศไทย

โดยที่ พล.อ.อุดมเดช ต้องการจะเทิดพระเกียรติสถาบันกษัตริย์ของไทย และเป็นสถานที่สวนสนาม เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งของหัวหินด้วย

โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างให้เสร็จก่อนที่เขาจะเกษียณราชการ และใช้วันทหารราบ 24 กันยายน 2558 ประเดิมการสวนสนามส่งท้ายก่อนเขาเกษียณราชการอีกด้วย



ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ เองนั้น แม้จะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่เขาก็ยังคงเฝ้ามองการทำงานของ ผบ.เหล่าทัพชุดใหม่ โดยเฉพาะ พล.อ.อุดมเดช ผบ.ทบ. อยู่อย่างเงียบๆ เพราะเขาก็ยังเป็นหัวหน้า คสช. ที่มีอำนาจสูงสุด เหนือกว่านายกรัฐมนตรี ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เป็นซูเปอร์เพาเวอร์อยู่ดี นั่นเอง

แม้ว่าจะมี พล.อ.ประวิตร มาเป็น รมว.กลาโหม ให้ก็ตาม แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ส่งบิ๊กเสี่ย พล.อ.กลชัย พรรณเชษฐ์ เพื่อนสนิทร่วมรุ่น เตรียมทหาร 12 มาเป็นเลขานุการ รมว.กลาโหม ช่วยงาน พล.อ.ประวิตร ด้วย

แต่ถ้ามีอะไรที่ต้องตัดสินใจ พล.อ.อุดมเดช ก็จะแวบมาหา พล.อ.ประยุทธ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล หรือปรึกษา พล.อ.ประวิตร ก่อนด้วยเสมอ

ด้วยเพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังคงเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจทั้งปวง ในฐานะที่เป็นหัวหน้ารัฐบาล และเป็นหัวหน้า คสช.

ยิ่งหลังจากเดินทางกลับจากการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย-ยุโรป หรือ ASEM ที่อิตาลี เมื่อ 16-17 ตุลาคม ที่ผ่านมาแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ยิ่งมั่นใจในตัวเองมากขึ้นว่า แม้จะเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการรัฐประหาร ก็ไม่ได้ถูกต่อต้านหรือรังเกียจใดๆ

"ไม่มีใครแสดงทีท่ารังเกียจ หรือต่อต้านใดๆ แม้แต่คำเดียว" บิ๊กตู่ ระบุ

ท่ามกลางเสียงกระซิบที่ว่า ธรรมเนียมของฝรั่งมังค่าแล้ว เป็นมารยาทในการต้อนรับกระชับมือ ไม่มีการแสดงออกว่าไม่ยอมจับมือด้วย แต่จะไปแสดงออกในทางอื่นแทน

แต่ทว่า พล.อ.ประยุทธ์ ก็มั่นใจว่าเวทีโลกไม่รังเกียจนายกรัฐมนตรีจากการปฏิวัติ เช่นตนเอง จนถึงขั้นที่เขาประกาศอย่างมั่นใจว่า กลุ่มคลื่นใต้น้ำ ที่พยายามเคลื่อนไหวอยู่ในเวลานี้ จะอยู่ได้แค่ใต้น้ำเท่านั้น เพราะมาเคลื่อนไหวตอนนี้ อันตราย เนื่องจากไม่มีใครเห็นด้วย เพราะเชื่อว่าประชาชนเข้าใจ อยู่กับเรามากขึ้น แม้แต่ประเทศต่างๆ ก็เข้าใจประเทศไทยมากขึ้น

นี่จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งเป้าไปเยือนต่างประเทศ และประชุมในต่างประเทศ มากขึ้น ทั้งการไปเยือนกัมพูชาปลายเดือนตุลาคมนี้ และการไปประชุมเอเปคที่จีน และประชุมอาเซียนที่พม่าอีกครั้ง ในเดือนพฤศจิกายนนี้

ก่อนที่จะเดินสายเยี่ยมพี่น้องประชาชนในภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ในช่วงก่อนและหลังปีใหม่ เพื่อมอบของขวัญให้ประชาชน

ด้วยเพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ยังคงเชื่ออย่างสนิทใจว่า มีคนที่รักเขามากกว่าคนที่เกลียดชัง และยังมั่นใจกับอำนาจในมือที่มีกองทัพทั้งกองทัพค้ำเก้าอี้ให้อย่างมั่นคงและแข็งแรง พร้อมที่จะต่อสู้กับภัยคุกคามทุกรูปแบบ ก็ว่าได้

แบบว่า พกความมั่นใจมาเต็มกระเป๋าเลยทีเดียว....   
5  หมวดหลัก / จรัญ พงษ์จีน / ลึกแต่ไม่ลับ:จรัญ พงษ์จีน "ล็อกสเป๊ก" สปช. - พิมพ์เขียว รธน.58 และโอกาสที่ ′อภิส เมื่อ: 4 พฤศจิกายน 2014, 07:28:27
ลึกแต่ไม่ลับ:จรัญ พงษ์จีน "ล็อกสเป๊ก" สปช. - พิมพ์เขียว รธน.58 และโอกาสที่ ′อภิสิทธิ์′ จะคัมแบ็ค ?


 
เป็นไปตามคาดหมายทุกประการ การประชุมสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นัดแรก มีวาระสำคัญหนึ่งเดียวคือ เลือกประธานสภาปฏิรูปฯ ลงเอยด้วยหวยล็อกตามข่าวเล่าลือ "เทียนฉาย กีระนันทน์" สปช.ด้านอื่นๆ เข้าวิน เป็นประธาน "บวรศักดิ์ อุวรรณโณ" สปช.ด้านการเมือง เป็นรองประธานคนที่ 1 ที่เหนื่อยนิดๆ หน่อยๆ เป็นรองประธานคนที่ 2 "ทัศนา บุญทอง" สปช.ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม รองประธาน สปช.

เนื่องเพราะ "ส.ว. สายต่างจังหวัด" อยากลองของ ริอ่านจะงัดข้อ มีการเดินสายล็อบบี้ชิงเสนอชื่อ "ประชา เตรัตน์" ขึ้นมาสู้ หวังฟลุก แต่สุดท้ายก็พ่าย "ทัศนา" ไปแบบป่าราบ ไม่เห็นฝุ่น 151 ต่อ 88 เสียง

นอกจาก "ล็อกสเป๊ก" กันอยู่หมัดแล้ว ยังปรากฏว่า ทั้ง 3 รายที่ได้รับเลือก ที่มานั่งคุมบัลลังก์ "สปช." ปรากฏว่ายังเป็นเครือข่าย "จุฬาฯ คอนเน็กชั่น" ทุกท่านจบการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเดียวกันทั้งหมด "เทียนฉาย" จบคณะรัฐศาสตร์ (เกียรตินิยม) "บวรศักดิ์" จบนิติศาสตร์ (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง) ขณะที่ "ทัศนา" จบครุศาสตรบัณฑิต (สุขภาพจิตและการพยาบาลจิตเวชชั้นสูง)

ลำดับถัดไป "ประธาน สปช." จะประกาศแต่งตั้ง คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขึ้นมาเพื่อทำการยกร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 36 คน ภายใน 15 วัน โดยนับหนึ่งตั้งแต่วันลงมติ 21 ตุลาคม เท่ากับจะต้องแล้วเสร็จก่อนวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557

และมีข่าวมาอีกเช่นกันว่า มีการวางตัวบุคคล ทั้งประธานและคณะ กมธ. เอาไว้เรียบร้อยแล้ว คือ "บวรศักดิ์ อุวรรณโณ" จะเป็นประธานกรรมาธิการยกร่าง ขณะที่กรรมาธิการ โผแพลมพอประมาณแล้วประกอบด้วย "คำนูณ สิทธิสมาน-ประสาร มฤคพิทักษ์-เสรี สุวรรณภานนท์-พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช-พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ-พ.ต.ท.จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์-อลงกรณ์ พลบุตร" เป็นต้น

"โรดแม็ป" ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร กำหนดกรอบเวลาไว้ดังนี้คือ 1.กรรมาธิการยกร่างภายใน 60 วันตามรัฐธรรมนูญมาตรา 31 จะจบกระบวนการที่ 1 ในวันที่ 19 ธันวาคม 2557 2.จัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน สิ้นสุด ณ วันที่ 17 เมษายน 2558 3."สปช." ใช้เวลาเสนอแนะหรือให้ความเห็นภายใน 10 วัน ไม่เกิน 26 เมษายน 2558 4.สมาชิก "สปช." ยื่นคำขอแก้ไขเพิ่มเติมต่อประธานสภาภายใน 30 วัน จะแล้วเสร็จภายในวันที่ 25 พฤษภาคม 2558 5."สปช." พิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับภายใน 15 วัน เท่ากับก่อนวันที่ 6 สิงหาคม 2558 6.เมื่อ "สปช." เห็นชอบร่างฉบับถาวรเรียบร้อยแล้ว ประธาน "สปช." จะต้องนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ภายใน 30 วัน จะแล้วเสร็จภายในวันที่ 9 กันยายน 2558

แต่จะจบข่าว สิ้นสุด การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ปี 2558 ได้ตามกรอบเวลาที่กำหนด 319 วัน ขึ้นอยู่กับ "สปช."

และเมื่อหยั่งดูท่าทีจากบุคคลสำคัญในการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีแนวโน้มสูงว่า วันที่ 9 กันยายน จะไม่ทันกาล มีโอกาสสูงยิ่งที่จะเลื่อนโปรแกรม "คืนความสุขสู่สังคมไทย" ออกไปเป็นปี 2559 ส่วนจะลงตัวต้นปี หรือปลายปี แล้วแต่ความเหมาะสม



เมื่อสำรวจตรวจแถว "ผู้เกี่ยวข้อง" ที่มีบทบาทกับการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ทั้งแถวแรก แถวหลัง สามารถซื้อหวยกันล่วงหน้าได้เลยว่า "รัฐธรรมนูญฉบับถาวร 2558" หมวดหมู่ ผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. กับนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี

จะมีการนำเอา "พิมพ์เขียว" มาตรา 35 มาตรา 20 และ มาตรา 8(4) จาก "ฉบับชั่วคราว" ไปเสริมใยเหล็กทั้งดุ้น เพื่อร่วมด้วยช่วยกัน "อัปเปหิ" ประชากรบ้านเลขที่ 111 และ บ้านเลขที่ 109 ให้พ้นวงโคจร

อาจจะมีเรือพ่วง อดีตสมาชิกวุฒิสภา และ ส.ส. อีกจำนวนหนึ่งที่เข้าชื่อกันแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2550 เมื่อสมัยประชุมที่แล้ว

เป็นบุคคลที่ "เข้าข่ายเคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง" จะกลายเป็น "บุคคลต้องห้าม" ทั้งสมัคร ส.ส. ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี

เป็นการกวาดกระดาน "ระบอบทักษิณ" ออกจากสารบบแบบถาวร "ตลอดชีวิต"

"บิ๊กเนม" ทางการเมือง จะตายเกลื่อน นอกจาก "ตระกูลชินวัตร" แล้ว

"ศิลปอาชา" ก็ต้องยกครัวทั้ง "บรรหาร-กัญจนา-วราวุธ"

"สมคิด จาตุศรีพิทักษ์-สุรเกียรติ์ เสถียรไทย-สุวัจน์ ลิปตพัลลภ-พินิจ จารุสมบัติ-เนวิน ชิดชอบ-สมศักดิ์ เทพสุทิน-ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ-พิมล ศรีวิกรม์-วีระศักดิ์ โค้วสุรัตน์"

บุคคลเหล่านี้จะกอดคอตายหมู่ ทั้งๆ ที่ได้พ้นโทษแบน และรัฐธรรมนูญ 2550 ก็คืนสิทธิให้เป็นบุคคลปกติ บางคนลงสมัคร ส.ส. มาแล้ว บางส่วนก็กลับไปปฏิบัติภารกิจทางการเมือง บ้างก็เป็นรัฐมนตรีได้แล้ว

มีแนวโน้มสูงว่า รัฐธรรมนูญถาวร ฉบับ 2558 จะโหนกระแสใช้กฎหมายย้อนหลัง ต้องกลับไปรับโทษทัณฑ์ใหม่ ต้องโทษแบนทางการเมืองไปชั่วชีวิต

ถนนสายประชาธิปไตยเส้นทางใหม่ จะเหลือเฉพาะ "ประชาธิปัตย์" อยู่เพียงเจ้าเดียว เพราะไม่มีนักการเมืองถูกพิพากษาให้เว้นวรรค หรือเคยถูกศาลพิพากษา "ยุบพรรค"

เลือกตั้งใหญ่ จะปลายปี 2558 หรือ 2559 ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ จึงสู้กับ "เด็กอนุบาล"

เพราะพวกเขี้ยวลากดินทางการเมืองพรรคอื่นๆ ถูกกวาดล้างหมดสต๊อก

โอกาสที่ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" จะเป็นเชนคัมแบ็ก สู่ตึกไทยคู่ฟ้า จึงมีสูงยิ่งๆ

 
 
 
(ที่มา:มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 24-30 ตุลาคม 2557)



 
6  หมวดหลัก / นิธิ เอียวศรีวงศ์ / ถึงคุณสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ด้วยความนับถือ เมื่อ: 4 พฤศจิกายน 2014, 07:24:17
ถึงคุณสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ด้วยความนับถือ


คุณสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ปัญญาชนผู้มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของไทย ได้เขียน "จดหมายรัก" ถึง คสช.โดยตรง และได้สรุปสาระสำคัญลงในเฟซบุ๊กของท่าน

ผมขอสรุปอีกทีหนึ่งไว้ดังนี้ ท่านไม่รังเกียจระบอบปกครองเผด็จการ, อภิชนาธิปไตย, ราชาธิปไตย หรือประชาธิปไตยแต่อย่างใด จะเป็นระบอบไหนก็ได้

"...ถ้าระบอบปกครองใดๆ ก็ตาม หากมีผู้นำที่เข้มแข็งเฉลียวฉลาด และมีความเห็นแก่ตัวน้อย ทั้งยังมีความอ่อนน้อมถ่อมตัวอย่างจริงใจ พร้อมทั้งวิสัยทัศน์อันกว้างไกล โดยมีที่ปรึกษาที่สามารถและรู้จักฟังประชาชน นี้แลคือระบอบที่ดีที่สุด"

ก็ไม่ใช่ความคิดที่แปลกใหม่อะไร และที่จริงไม่ต้องอ้างปราชญ์ฝรั่งเลยสักคนเดียวก็ได้ เพราะนี่คือสาระสำคัญของแนวคิดธรรมราชาซึ่งเผยแพร่ในเมืองไทยจากอินเดียและลังกามาหลายร้อยปีแล้ว และแม้แต่การรัฐประหารทุกครั้งในเมืองไทยก็มักอ้างหลักการข้อนี้เป็นพื้นฐานเสมอ กล่าวคือ ประชาธิปไตยไม่สำคัญเท่ากับความอยู่รอดและความรุ่งเรืองของประเทศไทย

(จึงไม่ต่างจากเจ้านายไทยนับตั้งแต่ร.5 เป็นต้นมา ที่เสด็จฯข้ามน้ำข้ามทะเลไปศึกษาในยุโรป เพื่อแสวงหาคำยืนยันคติที่ชนชั้นสูงไทยยึดถืออยู่แล้ว ในภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน หรือรัสเซีย)

หากคุณสุลักษณ์จะเขียน "จดหมายรัก" ถึง คสช.โดยตรง โดยมิได้นำสาระสำคัญมาเผยแพร่แก่สาธารณะ ไม่ว่าจะมีเนื้อหาอย่างไร ก็คงไม่ใช่ธุระของคนอื่นจะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย แต่เพราะเมื่อเผยแพร่แก่สาธารณะแล้ว ก็เท่ากับว่าจดหมายฉบับนี้มุ่งจะ "ปราศรัย" กับคนไทยทั่วไปด้วย ผมจึงเห็นความจำเป็นต้องวิพากษ์จดหมายฉบับนี้



แนวทางการวิพากษ์ของผมในครั้งนี้ ผมเห็นความจำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยวิธีที่ผมรังเกียจที่สุด นั่นคือพูดถึงบุคลิกภาพของผู้เสนอความเห็น แทนที่จะชี้ให้เห็นจุดอ่อนของความเห็น แต่ผมคิดว่าหากเริ่มต้นด้วยวิธีนี้ จะทำให้เข้าใจจุดอ่อนของความเห็นได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะในพื้นที่ซึ่งมีไม่มากนักของหนังสือพิมพ์รายวัน

วิธีคิดของคุณสุลักษณ์ ศิวรักษ์นั้นเป็นวิธีคิดของนักศีลธรรมโดยพื้นฐาน หนักแน่นมั่นคงกับความเป็นนักศีลธรรมยิ่งกว่าผู้ที่ชอบอ้างศีลธรรมทุกคนในเมืองไทย อย่างน้อยก็เพราะคุณสุลักษณ์ไม่เคยฉวยอามิสใดๆ ใส่ตนเองหรือบริษัทบริวารเลย

ผมไม่มีความรังเกียจนักศีลธรรม ซ้ำยังเห็นว่าเป็นสิ่งที่สังคมใดๆ ไม่ควรขาดด้วย แม้เราอาจไม่เห็นด้วยกับวิธีคิดของเขา แต่นักศีลธรรมคือผู้ที่คอยเตือนสังคมให้นึกถึงสิ่งสำคัญบางอย่างที่เรามักหลงลืมไป แม้เขาอาจเตือนอย่างตื้นเขินอยู่บ่อยๆ ก็ตาม แต่สิ่งที่เขาเตือนนั้นสำคัญ ซึ่งเราควรทบทวนให้ดี แม้แต่ไม่ยอมรับก็ยังต้องทบทวนอย่างรอบคอบ

แต่ก็เหมือนกับนักศีลธรรมทั่วโลก วิธีคิดของคุณสุลักษณ์คือวิธีคิดที่ไม่มีบริบท ทุกอย่างถูกตัดสินได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงเงื่อนไขทุกด้านซึ่งกำหนดพฤติกรรมและความคิดของมนุษย์

ใน"จดหมายรัก" คุณสุลักษณ์พูดถึงประชาธิปไตยของโรมันประหนึ่งว่าเป็น "ประชาธิปไตย" เดียวกันกับที่เกิดในยุโรปตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา แต่ทั้งฐานคิดและแนวทางปฏิบัติของ "ประชาธิปไตย" โรมันและหลังปฏิวัติฝรั่งเศส ไม่ได้เป็นระบอบเดียวกัน แม้จะใช้ชื่อเดียวกันก็ตาม

Eric Hobsbawm เรียกการปฏิวัติที่เกิดในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ว่าเป็น "การปฏิวัติแฝด" นั่นคือการปฏิวัติทางการเมืองและสังคมในฝรั่งเศส และการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษ สาระสำคัญไม่ใช่เพราะการปฏิวัติแฝดนี้เกิดในเวลาเดียวกัน แต่เพราะ 1.การปฏิวัติทั้งสองมีผลเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนในยุโรปตะวันตกทั้งในแนวกว้างและลึกอย่างไพศาล และ 2.ในที่สุดแล้ว การปฏิวัติทั้งสองผสานเข้าหากัน และกลายเป็นปัจจัยสำคัญทางการเมือง, สังคม, วัฒนธรรม และเศรษฐกิจให้แก่กันและกันอย่างแยกไม่ออก

ผมขอยกตัวอย่างเพียงเรื่องเดียว คือการเกิดและขยายตัวอย่างรวดเร็วและกว้างขวางของกระฎุมพี ซึ่งมีอำนาจทางเศรษฐกิจเหนือเจ้าศักดินาเดิม จึงอาจรื้อทำลายขนบประเพณีทางชนชั้นซึ่งเจ้าศักดินาได้ประโยชน์ลงได้ แย่งอำนาจทางการเมืองมาไว้ในมือตนเพื่อขยายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตนไปทั่วโลก สร้างระบอบ "ประชาธิปไตย" ซึ่งไม่เพียงแต่ลดหรือสลายอำนาจของพระเจ้าแผ่นดินและเจ้าศักดินาลงเท่านั้น แต่ที่เป็นภัยอันน่ากลัวแก่กระฎุมพีมากกว่าคือ ต้องกีดกันคนชั้นล่างซึ่งถูกการปฏิวัติอุตสาหกรรมเปลี่ยนให้กลายเป็นแรงงานที่ยากจนข้นแค้นและไร้ความมั่นคงในชีวิตออกไปจากอำนาจทางการเมืองด้วย

เงื่อนไขทั้งหมดเหล่านี้ไม่มีในสมัยโรมัน"ประชาธิปไตย" ของโรมันจะมีความหมายอย่างไรก็ตาม แต่ไม่ได้มีอะไรเหมือน "ประชาธิปไตย" ของยุโรปตะวันตกในศตวรรษที่ 18 เลย ยกเว้นแต่ชื่อ เพราะโรมันไม่มีกระฎุมพีจำนวนมากเท่านั้น ไม่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ปลดปล่อย (หรือถีบส่ง)แรงงานจากท้องไร่ท้องนาเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรม จักรวรรดินิยมของโรมันจึงมีระบบขูดรีดที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงจากจักรวรรดินิยมยุโรปตะวันตกฯลฯ



และที่ยิ่งกว่าปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์การเมืองจักรวรรดิโรมันไม่ใช่รัฐประชาชาติ ในขณะที่รัฐต่างๆ ในยุโรปตะวันตก นับตั้งแต่ (อย่างน้อย) ต้นศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ได้กลายเป็นรัฐประชาชาติหมดแล้ว...รัฐเดียวในประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่ยอมรับความเป็นเจ้าของรัฐของพลเมืองอย่างเสมอภาค

แต่ทั้งหมดนี้ยังไม่สำคัญเท่ากับว่าเมื่อเศรษฐกิจและสังคมได้เปลี่ยนไปถึงขั้นนี้แล้ว สูตรของซิเซโร (การถ่วงดุลระหว่างประชาธิปไตย+อภิชนาธิปไตย+ราชาธิปไตย) ยังเป็นคำตอบให้แก่ยุโรปได้อีกหรือ เป็นไปได้หรือที่ในยุโรปตะวันตก ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 ลงมา ที่ "รัฐบาลนั้นควรปกครองโดยอาศัยวุฒิสภา (สภาของอภิชน) โดยที่ราษฎรย่อมได้อิสรภาพ แต่ราษฎรแทบไม่มีส่วนในทางพฤติกรรมการเมือง..."

คำตอบของซิเซโรใช้กับเมืองไทยในคริสต์ศตวรรษที่21 ได้หรือ สภาของอภิชนในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว (และหาก คสช.ยังมีอำนาจอยู่ต่อไปก็คงในรัฐธรรมนูญฉบับถาวรด้วย) ตั้งอยู่ได้ด้วยอำนาจแห่งวาทศิลป์ของซิเซโรและสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรืออำนาจเผด็จการทหารกันแน่

ท่ามกลางความบกพร่องมากมายของ "ประชาธิปไตย" ที่ต้องเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้แก่ประชาชนส่วนใหญ่ที่ถูกเหยียดว่าเป็นควาย มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้หรือ ในอังกฤษซึ่งเหล่าอภิชนสามารถรักษาสถานะ (อย่างน้อยทางสังคม) ของกลุ่มตนไว้ในสถาบันโบราณทั้งหลาย เช่น สภาขุนนาง, มหาวิทยาลัย, ราชสมาคมต่างๆ, สนามกีฬา ฯลฯ พอมาถึงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 19 พื้นที่หวงห้ามเหล่านี้ก็เริ่มพังทลายลง ต้องเปิดให้ลูกหลาน "ควาย" เข้าไปจับจองที่นั่งกันอย่างเสมอหน้ากับอภิชน จนแม้แต่สภาขุนนางเองก็คงจะอยู่ไม่รอดไปในครึ่งแรกของศตวรรษที่ 21 นี้แน่

ราคาที่อังกฤษต้องจ่ายเพื่อกีดกันมิให้ประชาธิปไตยแบบใหม่ขยายตัวได้นั้นแพงมาก แต่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงในเมืองไทย นั่นคือตลอดปลายศตวรรษที่ 18 และครึ่งแรกของศตวรรษที่ 19 อังกฤษอาจเป็นสังคมที่มีการจลาจลมากที่สุดในโลก เกิดขึ้นในเมืองใหญ่ๆ อันเป็นแหล่งอุตสาหกรรมเกือบทุกวัน (E. P. Thompson บรรยายความปั่นป่วนนี้ไว้อย่างละเอียดใน The Making of the English Working Class)

ไม่มีใครปฏิเสธว่า ประชาธิปไตยนั้นมีจุดอ่อนและข้อบกพร่องอยู่ไม่น้อย ที่เห็นได้ง่ายๆ ก็คือ ประชาธิปไตยนั้นปกป้องตนเองได้ไม่ดีนัก มีแต่หลักความชอบธรรมซึ่งแสดงออกด้วยกระบวนการต่างๆ เช่น การเลือกตั้งเสรี, เสรีภาพของสื่อ, สิทธิเสมอภาคของพลเมือง (อย่างน้อยในทางการเมือง) ฯลฯ กระบวนการเหล่านี้อาจถูกฉ้อฉลได้ หรือยังไม่ถูกทำให้เป็นสถาบันเพียงพอที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนในระบอบประชาธิปไตยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประชาธิปไตยจึงเพลี่ยงพล้ำแก่ศัตรูอยู่บ่อยๆศัตรูสำคัญคือกองทัพซึ่งล้มล้างระบอบประชาธิปไตยในประเทศกำลังพัฒนาอยู่เสมอ (แต่ก็ลดน้อยลงมากในปัจจุบัน นอกจากนี้กองทัพประจำการสมัยใหม่คุกคามความมั่นคงของทุกระบอบ รวมทั้งราชาธิปไตยด้วย สาธารณรัฐเกือบทุกแห่งเกิดจากกองทัพประจำการสมัยใหม่ทั้งนั้น) ศัตรูสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ คณะบุคคลซึ่งผูกขาดอำนาจทางการเมืองในรูปของพรรคการเมือง หรือผูกขาดอำนาจทางเศรษฐกิจโดยปราศจากการถ่วงดุลตรวจสอบจากฝ่ายอื่น

คุณสุลักษณ์พูดถึงคณาธิปไตยของทุนขนาดใหญ่ในประเทศประชาธิปไตยตะวันตกซึ่งจริงอย่างไม่มีใครปฏิเสธได้ โดยเฉพาะเมื่อต่างสมาทานอุดมการณ์ของลัทธิเสรีนิยมใหม่ในช่วงทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา แต่หากคุณสุลักษณ์คำนึงถึงบริบทให้มากขึ้นก็จะเห็นได้ว่า เสรีนิยมใหม่ไม่ได้ครอบงำนโยบายเศรษฐกิจเฉพาะของประเทศประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ครอบงำระบอบปกครองทุกประเภท ไม่เว้นแม้แต่ราชาธิปไตย และเผด็จการทหาร

แต่ในขณะเดียวกัน หนังสือวิชาการที่โต้งานของ F. A. Hayek บิดาของเสรีนิยมใหม่ ตีพิมพ์ในประเทศประชาธิปไตย (รวมอินเดีย) มากที่สุด และน่าสังเกตว่าแทบไม่มีที่ตีพิมพ์ในประเทศเผด็จการ (แม้แต่คอมมิวนิสต์) เลย องค์กรทางสังคมและพรรคการเมืองที่ต่อต้านเสรีนิยมใหม่ก็ผุดขึ้นในประเทศประชาธิปไตยมากที่สุด จึงไม่แปลกที่การพังสลายของเศรษฐกิจสหรัฐและอียูจะถูกคนในประเทศนั้นชี้ให้เห็นว่าเป็นผลจากความไร้เหตุผลของลัทธิเสรีนิยมใหม่นั่นเองรวมทั้งความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมที่สูงขึ้นในประเทศตะวันตกซึ่งคุณสุลักษณ์ยกขึ้นมา ก็ล้วนเป็นผลจากการศึกษาของคนในระบอบประชาธิปไตยตะวันตกเอง



พลังของระบอบประชาธิปไตยที่เหนือกว่าระบอบปกครองอื่นจึงอยู่ตรงนี้นั่นคือระบอบประชาธิปไตยเท่านั้นที่แก้ไขความผิดพลาดของตนเองได้ แม้ต้องใช้เวลาและอาจถึงกับต้องหลั่งเลือดและน้ำตาของคนเล็กคนน้อยไปเป็นอันมาก แต่เลือดและน้ำตาของคนเล็กคนน้อยจะหลั่งอย่างไม่หยุดตลอดไป ภายใต้ระบอบอภิชนาธิปไตยและราชาธิปไตยหรือเผด็จการทุกรูปแบบ

คิดอย่างมีบริบทก็คือ ประชาธิปไตยเท่านั้นที่ปรับตัวได้ง่ายกว่าระบอบปกครองอื่น ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกปัจจุบัน ไม่มีระบอบปกครองอะไรที่ไม่ต้องปรับตัว แต่ศักยภาพในการปรับตัวของระบอบอื่นเกือบเป็นศูนย์ จึงต้องผ่านการนองเลือดที่ไม่จำเป็นเสมอ

ปรัชญาการศึกษาของผู้ดีอังกฤษในคริสต์ศตวรรษที่19 ก็คือ ไม่มีอะไรใหม่เกิดขึ้นในโลกอีกแล้วหลังกรีก-โรมัน อันเป็นคติที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยเรอเนสซองซ์ แต่มีผลต่อการจัดการศึกษาชั้นสูงในอังกฤษสืบมาอีกนาน ไม่ใช่เฉพาะเนื้อหาที่ใช้เล่าเรียนกันเท่านั้น แต่รวมถึงการจัดการศึกษาเพื่อสร้างอภิชนที่ต้องมีหน้าที่นำผู้อื่นด้วย ผมเห็นว่าเป็นความคิดที่เหลวไหล (และแม้ในอังกฤษปัจจุบันเองก็มีคนเห็นว่าเหลวไหลเป็นส่วนใหญ่) แต่เป็นความคิดและระบบการศึกษาที่เหมาะจะสร้างนักศีลธรรม ซึ่งไม่ถูกเรียกร้องให้มองบริบทและเงื่อนไขซึ่งแปรเปลี่ยนไปตลอดเวลา คัมภีร์เล่มเดียวใช้ชี้เป็นชี้ตายคนอื่นได้ทั้งโลกชั่วกัลปาวสาน
 

(ที่มา:มติชนรายวัน 3 พ.ย.2557)
7  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ระทึก เมฆปีศาจมหึมาคล้าย "สึนามิ" ก่อตัวทะมึนเหนือออสเตรเลีย (ชมภาพ-คลิป) เมื่อ: 6 มีนาคม 2014, 17:59:08
รับชมข่าว VDO
http://www.matichon.co.th/play_clip.php?newsid=1394082423


สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน

เมื่อวันที่ 6 มี.ค.ว่า เกิดปรากฎการณ์ชวนระทึก

เมื่อกลุ่มเมฆดำมหึมาคล้ายสึนามิ ได้ก่อตัวเหนือผืนฟ้าของอ่าวซิดนีย์

เมื่อวันพุธที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น รวมทั้งเหนือพื้นที่ "เบคอน ฮิลล์" และหาดแมนลีย์

โดยเมฆดังกล่าวได้ทำให้เกิดฝนตกลงมาอย่างหนักยังสนามบินซิดนีย์

และมีฟ้าคะนองเสียงดังเขย่าเมืองหลายครั้ง
























http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1394082423&grpid=01&catid=&subcatid=
8  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ฮือฮา น้ำตกชื่อดังโลก"ไนแองการ่า"กลายเป็นน้ำแข็ง หลังเจออากาศหนาวในสหรัฐ(ชมคลิป) เมื่อ: 6 มีนาคม 2014, 17:42:23

<a href="http://www.youtube.com/v/9R8WbzQq8-k?hl=th_TH&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/9R8WbzQq8-k?hl=th_TH&amp;amp</a>



<a href="http://www.youtube.com/v/sz_67Q6JQYs?hl=th_TH&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/sz_67Q6JQYs?hl=th_TH&amp;amp</a>



สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 5 มี.ค.ว่า

น้ำตก"ไนแองการ่า"ของสหรัฐ ในรัฐนิวยอร์กของสหรัฐ

ต้องประสบกับภาวะกลายเป็นน้ำแข็งเป็นครั้งที่สอง

โดยน้ำตกได้จับตัวแข็งกว่า 6 ล้านลูกบาศก์ฟุต

และไม่เหลือสภาพกลายเป็นน้ำตกเช่นปกติ

หลังจากสถานที่ดังแห่งนี้ต้องประสบกับภาวะอากาศระดับอุณหภูมิหนาวถึง 9 องศาเซลเซียส

โดยเมื่อเดือนม.ค.สหรัฐต้องประสบภาวะหนาวระดับขั้วโลกที่เปลี่ยนแม่น้ำเป็นน้ำแข็ง

และกระทบต่อประชากรสหรัฐ 240 ล้านคนในสหรัฐ และแคนาดา

ขณะที่อุณหภูมิในบริเวณตะวันตกของนิวยอร์ก อยู่ที่ระดับต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส

เมื่อวันจันทร์และอังคารที่ผ่านมา



http://www.matichon.co.th/play_clip.php?newsid=1393995412
9  หมวดหลัก / รวมคลิปเสียง และวีดีโอ / ด่วน! จับแก๊งค์เด็กใต้หลังรามคำแหง พกดาบ มีด ดักทำร้ายคนเสื้อแด เมื่อ: 25 พฤศจิกายน 2013, 08:24:06
ด่วน! จับแก๊งค์เด็กใต้หลังรามคำแหง พกดาบ มีด ดักทำร้ายคนเสื้อแดง
ที่เดินเข้าออกสนามราชมังคลากีฬาสถาน



เขียนโดย  Go6 TV












ด่วน! แก๊งค์เด็กใต้หลังรามคำแหง พกดาบ มีด ดักทำร้ายคนเสื้อแดง
ที่เดินเข้าออกสนามราชมังคลากีฬาสถานและด้านหลังรามคำแหง

 ทีมข่าวรายงานว่า ตำรวจ สน.หัวหมาก ได้รวบจับเด็กใต้จำนวนหนึ่ง
ที่ดักยืนซุ่มอยู่เป็นกลุ่มๆ หลังสนามกีฬาราชมังคลา
และด้านหน้าสนามฯ ค้นตัวทุกคนพบอาวุธ มีดสั้น ดาบ ซ่อนไว้ภายในร่มผ้า
ตำรวจได้พาเด็กทั้งหมดไปสถานีตำรวจเพื่อสอบสวนต่อไป



http://www.go6tv.com/2013/11/blog-post_25.html
10  หมวดหลัก / รวมคลิปเสียง และวีดีโอ / นิติราษฎร์แถลง: กรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแก้ไข รธน. ที่มา ส.ว. เมื่อ: 25 พฤศจิกายน 2013, 08:20:02
<a href="http://www.youtube.com/v/nJu3p_InCjQ?hl=th_TH&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/nJu3p_InCjQ?hl=th_TH&amp;amp</a>

การอภิปรายโดยวรเจตน์ ภาคีรีตน์
ในการแถลงข่าวคณะนิติราษฎร์กรณีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา เมื่อ 23 พ.ย 2556

<a href="http://www.youtube.com/v/gHUeP8jK1AQ?hl=th_TH&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/gHUeP8jK1AQ?hl=th_TH&amp;amp</a>

การอภิปรายโดยปิยบุตร แสงกนกกุล
ในการแถลงข่าวคณะนิติราษฎร์กรณีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา เมื่อ 23 พ.ย. 2556

<a href="http://www.youtube.com/v/qGkmj1ATXac?hl=th_TH&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/qGkmj1ATXac?hl=th_TH&amp;amp</a>

การอภิปรายโดยจันทจิรา เปี่ยมมยุรา
ในการแถลงข่าวคณะนิติราษฎร์กรณีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา เมื่อ 23 พ.ย. 2556


นอกจากนี้เป็นการอภิปรายสรุปและตั้งข้อสังเกตโดยปิยบุตร แสงกนกกุล และวรเจตน์ ภาคีรัตน์
ลงทะเบียนรับข่าวสารที่ http://youtube.com/user/PrachataiTV
หรือ http://youtube.com/user/Prachatai



24 พ.ย. 2556 - เมื่อวันที่ 23 พ.ย. ที่ห้องประกอบ หุตะสิงห์ อาคารอเนกประสงค์ 1
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คณะนิติราษฎร์จัดงานแถลงข่าว
เพื่อเสนอความคิดเห็นทางวิชาการ ต่อกรณีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2556 ศาลธรรมนูญมีคำวินิจฉัยกรณีรัฐสภาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
เกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา โดยคณะนิติราษฎร์เห็นว่า
"คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
เนื่องจากไม่มีบทบัญญัติใดในรัฐธรรมนูญให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญ
ตรวจสอบควบคุมกระบวนการตลอดจนเนื้อหาของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
การที่ศาลรัฐธรรมนูญเข้าตรวจสอบควบคุมการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
ทั้งๆ ที่ปราศจากอำนาจตามรัฐธรรมนูญแต่กลับสถาปนาอำนาจดังกล่าวขึ้นมาเอง
จึงเป็นการขยายแดนอำนาจของตนออกไปจนกลายเป็นองค์กร
ที่อยู่เหนือรัฐธรรมนูญและอยู่เหนือองค์กรทั้งปวงของรัฐ
มีผลเป็นการทำลายหลักนิติรัฐประชาธิปไตยลง
จนก่อให้เกิดสภาวการณ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจสูงสุดเด็ดขาด"

"แม้คณะนิติราษฎร์เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจพิจารณาคดีดังกล่าวนี้ก็ตาม
แต่โดยเหตุที่ศาลรัฐธรรมนูญได้แสดงทัศนคติทางการเมืองผ่าน “คำวินิจฉัย” ต่อสาธารณชน
ซึ่งเนื้อหาใน “คำวินิจฉัย” อาจก่อให้เกิดความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง
จนส่งผลร้ายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยได้
จึงจำเป็นที่คณะนิติราษฎร์ต้องจัดแถลงข่าวเพื่อเสนอความเห็นทางวิชาการ
ต่อ “คำวินิจฉัย” ดังกล่าว" ส่วนหนึ่งของประกาศจากคณะนิติราษฎร์ระบุ

ทั้งนี้ในการแถลงข่าว วรเจตน์ ภาคีรัตน์ หนึ่งในนักวิชาการคณะนิติราษฎร์
กล่าวในการแถลงว่า ผลของการวินิจฉัยมาตรา 68 ของศาลรัฐธรรมนูญ
กลายเป็นการสถาปนาอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมาเอง
มีการตีความอย่างกว้างขวาง ไม่ชอบด้วยหลักการตรวจสอบถ่วงดุล
และไม่ชอบด้วยหลักการจัดโครงสร้างรัฐ
ถ้าปล่อยให้การตีความมาตรา 68 ของศาลรัฐธรรมเป็นแบบนี้
ก็เป็นการปล่อยให้เขตอำนาจขยายไปเรื่อย เชื่อว่าจะมีคนมาร้องศาลรัฐธรรมนูญตลอดเวลา
เพราะมีคนพร้อมจะทำเช่นนั้นอยู่แล้วในทุกเรื่อง
ศาลจะมีอำนาจในการรับคดีต่างๆ มาพิจารณาคดีเต็มไปหมด กลายเป็น "ซูเปอร์องค์กร"
เป็นองค์กรที่อยู่เหนือองค์กรทั้งปวง และศาลนั้นแม้จะเกิดจากรัฐธรรมนูญ
แต่โดยผลของการใช้กฎหมายแบบนี้จะกลับเป็นคนที่ให้กำเนิดรัฐธรรมนูญเอง
มันจะเกิดสภาพวิปลาส ผิดเพี้ยนไปหมด มีผลรุนแรงทำลายหลักนิติรัฐและประชาธิปไตยลง
ส่งผลให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจสูงสุดเด็ดขาด โดยความร้ายแรงแบบนี้เอง
ที่ทำให้เราต้องยืนยันว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนี้เสียเปล่าและไม่มีผลทางกฎหมาย

จันทจิรา เอี่ยมมยุรา ได้วิจารณ์ในส่วนของคำวินิจฉัยของศาล
ในเนื้อหาของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยศาลชี้ว่า
จะทำให้เกิดการไม่สมดุล เป็นสภาญาติพี่น้อง สภาครอบครัวหรือสภาผัวเมีย
ทำให้สูญสิ้นสถานะและศักยภาพแห่งการเป็นสติปัญญาให้กับสภาผู้แทนราษฎร
เป็นการทำลายสาระสำคัญของการมีสองสภา

"ศาลเข้ามาใช้อำนาจชี้นำการกำหนดโครงสร้างทางการเมืองเป็นกรณี
ที่ศาลกระทำสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่ของศาลและการมีวุฒิสภาในประเทศอื่นในโลก
ที่เป็นประชาธิปไตยก็ล้วนมาจากการเลือกตั้ง
การที่ศาลอ้างว่าไม่เป็นประชาธิปไตยก็ขัดแย้งกับหลักการประชาธิปไตย"

"ส่วนการมีเจตจำนงให้วุฒิสภามาจากการแต่งตั้งเป็นการถาวรตลอดไป
ก็ต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 291"

ปิยบุตร แสงกนกกุล กล่าวตอนหนึ่งว่า การพยายามมาแตะเรื่องเนื้อหา
เพราะว่าการแก้ไข ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดเป็นการได้มา
ซึ่งอำนาจการปกครองที่ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย
เพื่อวางหลักไว้ว่าจะไม่มีใครสามารถมาเสนอเรื่องแบบนี้ได้อีกแล้ว
ศาลรัฐธรรมนูญกำลังขยายแดนของบทบัญญัติที่ห้ามแก้ไขออกไปเรื่อยๆ
ทั้งที่ตามรธน.มีแค่ 2 เรื่องเท่านั้นที่แก้ไม่ได้ คือ
การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และเรื่องรูปของรัฐ

ถ้าเห็นด้วยกับ ส.ว. แต่งตั้งก็ไปร่วมรณรงค์กับเสียงข้างน้อย
เพื่อโน้มน้าวให้เสียงข้างมากเห็นด้วย ไม่ใช่เอาทัศนคติตัวเองไปลงไว้ในคำวินิจฉัย
ซึ่งปิยบุตรย้ำอีกครั้งส่า ส.ว. แต่งตั้งเป็นมรดกตกทอดจากการรัฐประหาร

ทั้งนี้วรเจตน์ปิดท้ายการแถลงข่าวโดยสรุปว่า หลังจากนี้อาจจะมีข้อโต้แย้งว่า
แม้คำวินิจฉัยจะมีปัญหาร้ายแรงตามที่วิพากษ์วิจารณ์มา
แต่หากไม่ทำตาม ไม่ยอมรับ บ้านเมืองก็ไม่มีขื่อไม่มีแป จะทำอย่างไรกันต่อไป

“เราจะยอมถูกกดขี่โดยคำวินิจฉัยไปชั่วกัลปาวสานหรือ
นี่มันไม่ใช่หลักนิติธรรม ไม่ใช่หลักประชาธิปไตย”
วรเจตน์กล่าวพร้อมระบว่าอาจมีคนอ้างมาตรา 206 วรรค 5 ว่า
ผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้มีผลผูกพันองค์กรของรัฐทุกองค์กร
แต่วรเจตน์เห็นว่ากรณีนี้โมฆะ เนื่องจากคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
จะมีผลเป็นเด็ดขาดไม่ได้ เพราะเป็นคำวินิจฉัยที่ขัดต่อหลักประชาธิปไตย
 นิติรัฐ นิติธรรม และไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญเอง
ในทางกฎหมายต้องถือเป็นโมฆะ บังคับองค์กรของรัฐไม่ได้
แต่ถามว่าจะเกิดวิกฤตไหม เกิดวิกฤตแน่นอน

ในส่วนของผลทางกฎหมาย คำวินิจฉัยนี้ไม่ได้บอกว่าต้องทำอะไร
ระหว่างนี้มีคนบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญ นี้ตกไปแล้ว
แต่ถามว่าตกไปจากไหน ตอบไม่ได้
กระบวนการขณะนี้นายกรัฐมนตรีได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ไปแล้ว
ซึ่งในคำวินิจฉัยของศาลก็ไม่ได้บอกว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้ตกไป
เพราะเขาไม่มีอำนาจจะบอกได้ ขณะนี้เรื่องอยู่ระหว่างการรอลงพระปรมาภิไธย
จะสั่งกษัตริย์ให้ไม่ลงพระปรมาภิไธยก็ไม่ได้ มาตรา 68 ก็ไม่ได้ให้อำนาจไว้
เป็นการชี้ว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยโดยไม่มีอำนาจ
ดังนั้นขณะนี้ร่างรัฐธรรมนูญ ยังมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายทุกประการ
และหากกษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยก็นำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา
แต่ถ้าไม่ทรงวงพระปรมาภิไธย ก็ถือว่าทรงใช้อำนาจวีโต้ สภาก็ต้องมาปรึกษากัน
ถ้าลงมติยืนยันไม่ถึง 2 ใน 3 ก็ตกไป แต่ถ้าลงคะแนนถึง 2 ใน 3
ก็ต้องยืนยันทูลเกล้าฯ อีกครั้ง และครั้งนี้หากพ้น 60 วันก็ประกาศเป็นกฎหมายต่อไปได้






http://www.prachatai.com/journal/2013/11/49942
11  หมวดหลัก / รวมคลิปเสียง และวีดีโอ / นิติราษ แถลงข่าว 24-11-2013 เมื่อ: 25 พฤศจิกายน 2013, 07:42:20
speedhorse



<a href="http://www.youtube.com/v/YvT3EYfT_uQ?hl=th_TH&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/YvT3EYfT_uQ?hl=th_TH&amp;amp</a>




http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=9953
12  หมวดหลัก / รวมคลิปเสียง และวีดีโอ / เวทีปราศรัย เราหยุด คุณหยุด ประเทศเดินต่อ 14-11-2013 เมื่อ: 14 พฤศจิกายน 2013, 22:29:23
กาแฟ


<a href="http://www.youtube.com/v/kcY9AiOgyng?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/kcY9AiOgyng?version=3&amp;amp</a>


<a href="http://www.youtube.com/v/G4PPw1SpExc?hl=th_TH&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/G4PPw1SpExc?hl=th_TH&amp;amp</a>


<a href="http://www.youtube.com/v/shGKjKOjrJs?hl=th_TH&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/shGKjKOjrJs?hl=th_TH&amp;amp</a>


<a href="http://www.youtube.com/v/ZreT5h433rk?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/ZreT5h433rk?version=3&amp;amp</a>


<a href="http://www.youtube.com/v/NfchWeUQaLM?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/NfchWeUQaLM?version=3&amp;amp</a>


<a href="http://www.youtube.com/v/YdBoZbdkNsI?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/YdBoZbdkNsI?version=3&amp;amp</a>


<a href="http://www.youtube.com/v/n0poDoMFYYk?hl=th_TH&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/n0poDoMFYYk?hl=th_TH&amp;amp</a>



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=9885
13  หมวดหลัก / รวมคลิปเสียง และวีดีโอ / เวทีนปช เพื่อคนไทย ปกป้องประชาธิปไตย 10-11-2013 เมื่อ: 11 พฤศจิกายน 2013, 15:31:07
กาแฟ



<a href="http://www.youtube.com/v/69YFjNMp2o4?hl=th_TH&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/69YFjNMp2o4?hl=th_TH&amp;amp</a>


<a href="http://www.youtube.com/v/l0-2IfdME0M?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/l0-2IfdME0M?version=3&amp;amp</a>


<a href="http://www.youtube.com/v/pbEpzHfEsjE?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/pbEpzHfEsjE?version=3&amp;amp</a>


<a href="http://www.youtube.com/v/jZEyyHoE4h4?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/jZEyyHoE4h4?version=3&amp;amp</a>


<a href="http://www.youtube.com/v/JBhySxF4GNY?hl=th_TH&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/JBhySxF4GNY?hl=th_TH&amp;amp</a>


<a href="http://www.youtube.com/v/6BajaKln7ec?hl=th_TH&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/6BajaKln7ec?hl=th_TH&amp;amp</a>



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=9849
14  หมวดหลัก / วาทตะวัน สุพรรณเภษัช / Re: บัญชีหนังหมา...ประชาธิปัตย์!!! เมื่อ: 27 ตุลาคม 2013, 21:49:21
       16. “อภิแสบ ภักดีโพเดียม”...จงรักภักดีจริงๆ!?
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=174
17 กันยายน 2552

       17. เศรษฐกิจ “เชิงทุจริต” ของประชาธิปัตย์!!!
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=175
27 กันยายน 2552

       18. ‘เพลงชาติไทย’ กับรัฐบาล “แดกได้-แดกดี”
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=178
09 ตุลาคม 2552

       19. Abhisit...WHO DO U THINK U R? (“อภิสิทธิ์ เอ็งคิดว่า...เอ็งเป็นใครกันวะ!??”)
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=179
15 ตุลาคม 2552

       20. ด่วน...จดหมายสำคัญของ เอกอัครราชทูตกัมพูชา!!!
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=182
29 ตุลาคม 2552

       21. ความประหยัดของในหลวง-ความสุรุ่ยสุร่ายของรัฐบาลโลซก!
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=183
06 พฤศจิกายน 2552

       22. “อภิสบ เวทนาจังว่ะ” ...เออ!...เวทนาจริงๆ ว่ะ!!?
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=199
22 มกราคม 2553

       23. ‘เพลี้ยกระโดด’ กับรัฐบาล ‘เพลี้ยกะแดก’
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=200
28 มกราคม 2553

       24. “เฮ้ย!...ไอ้พวกมึง!!... ‘แดก’ กันพอหรือยัง!!!”
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=214
25 มีนาคม 2553

       25. ‘ตอแหล’ บรรลัย เลยนะ นายอภิแสบฯ แชมป์
โล(ซ)ก!!! http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=216
02 เมษายน 2553

       26. นายมาร์ค มุกควาย กับรัฐบาลที่ล้มเหลว!!!
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=224
15 พฤษภาคม 2553

       27. รัฐบาล ‘นายมาร์ค ร้อยศพ’ หมดสภาพแล้ว...GET Out!!!
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=225
21 พฤษภาคม 2553

       28. ไอ้พวกโง่นี่ มันไม่เคยฟัง...ในหลวง!!!?”
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=231
17 มิถุนายน 2553

       29. ทักษิณ’ แจกอนาคต- ‘อภิแสบ’ หดความหวัง!!!
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=253
30 กันยายน 2553

       30. “ทำเนียบเหี้ย”
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=254
07 ตุลาคม 2553

       31. รับสั่งถาม… “ทำไมรัฐบาลนี้ จึงโกงนัก!?”
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=256
14 ตุลาคม 2553

       32. Bad Ex-Best Ex!!! (ทักษิณฯ ผู้นำยอดแย่ หรือ ยอดเยี่ยม?)
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=257
22 ตุลาคม 2553

       33. มาร์ค มุกควาย = “กล่องขี้” ยี่ห้อ “อ๊อกซฟอร์ด”
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=259
04 พฤศจิกายน 2553

       34. แดก’ กันจนประเทศชาติ...ยับเยินจริงๆ!!! http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=262
19 พฤศจิกายน 2553

       35. ทำไมพวกมึงเอา ‘ขี้โกง’ ลงสมัคร ส.ส.กรุงเทพ!!!?”
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=263
25 พฤศจิกายน 2553

       36. “แม่งงงง คิดไม่เป็น!...เป็นแต่แดก!!”
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=267
17 ธันวาคม 2553

       37. อ๊อกซฟอร์ด’ สอนให้ใช้ ‘หัวคิด’ บ้างไหม!?
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=277
04 กุมภาพันธ์ 2554

       38. ไอ้คนหนีทหาร มันลากชาติไทยเรา เข้าสู่…สงคราม!!!
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=279
11 กุมภาพันธ์ 2554

       39. พิสูจน์สัญชาติ-พิสูจน์สันดาน!!!
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=283
03 มีนาคม 2554

       40. ตุ๊กตาตอแหล!!!
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=284
11 มีนาคม 2554

       41. วูแมน CEO – (แอ๊บ) แมน CEO
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=286
17 มีนาคม 2554

       42. มาร์ค มุกควาย ยังเสือก… ‘แหลลวงโลก’ อีกนะ!!!
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=288
31 มีนาคม 2554

       43. รัฐบาล ‘หมาบ้า’ แห่งสุวรรณภูมิ!!!?
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=294
28 เมษายน 2554

       44. “ประชาธิปัตย์...พวกเอ็งไม่ได้เป็นเทวดา นะโว้ย!!!”
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=297
12 พฤษภาคม 2554

       45. นายกฯ ‘ผู้หญิง’ ดีกว่า นายกฯที่ไม่ใช่ ‘ลูกผู้ชาย’!!!
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=304
16 มิถุนายน 2554

       46. “กูไม่เลือกพวกมึง ประชาธิปัตย์...ไอ้พรรคกาลี!!!”
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=305
24 มิถุนายน 2554

       47. ออกไปลงคะแนน ‘ลงโทษ’พวกมัน!!!
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=306
02 กรกฎาคม 2554

       48. ได้เวลา…ล้างกาลี!!!
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=308
07 กรกฎาคม 2554

       49. ปฏิบัติการ “ขี้ล้างขี้” ของนายมาร์ค มุกควาย!!!
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=313
29 กรกฎาคม 2554

       50. “มาร์ค มุกควาย ‘ตอแหล’ จนนาทีสุดท้าย!!!”
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=317
19 สิงหาคม 2554

       51. ประชาธิปัตย์ อย่าทำตัวเป็น ‘หิ่งห้อยติดหอยหมา’
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=318
26 สิงหาคม 2554

       52. บริหารแบบประชาธิปัตย์... ‘จังไร’ สมบูรณ์แบบ!!!
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=321
08 กันยายน 2554

       53. “นายกฯเงา-นายกฯเงี่ยน” (เงี่ยนจะเป็น ‘นายกฯ’ อีกครั้ง!!!)
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=322
15 กันยายน 2554

       54. อย่าไปเลือก...พวกแม่งงง!!!
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=325
01 ตุลาคม 2554

       55. น้ำท่วมแล้ว มึงยังไม่รู้ตัวอีกนะ...ไอ้มาร์ค!!!”
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=329
20 ตุลาคม 2554

       56. น้ำท่วมยังดีกว่า...ฟังไอ้มาร์ค!!!
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=331
03 พฤศจิกายน 2554

       57. กาแฟ-การเมือง
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=346
26 มกราคม 2555

       58. พรรค’ นั้นเหมาะ คิด ‘กบฏ-อัปลักษณ์’
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=351
23 กุมภาพันธ์ 2555

       59. ประชาธิเปรต= พรรค...กเฬวราก!!!? http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=357
30 มีนาคม 2555

       60. ไม่มีทหารในทำเนียบขาว (แต่ทำเนียบไทยคู่ฟ้าเคยมี “ไอ้คนหนีทหาร!”)
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=359
14 เมษายน 2555

       61. ระยำจริงจิ๊ง ไอ้พวก…ประชาธิเปรต!!!
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=364
11 พฤษภาคม 2555

       62. “เป็น “ฝ่ายค้าน” ไปนานๆ นะ...ไอ้พวกเอ็ง!!!” http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=438
24 พฤษภาคม 2555

       63. “นายมาร์ค หัวปลอก” กับเรื่องปลอมๆ
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=379
02 สิงหาคม 2555

       64.  งดเหล้าเข้าพรรษา แต่ยังต้องด่า...ประชาธิเปรต!!! http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=380
09 สิงหาคม 2555

       65.  ไปรษณียบัตร จาก “วาทตะวัน” ถึงนายหัวชวน http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=368
02 มิถุนายน 25556

       66.  เจ้าแม่ “เห็นหมี” กับ องค์หญิง “หำดี” ของ
“เทือกเทพ” http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=371
21 มิถุนายน 2555

       67.  รางวัล “เหรียญ (ดอก) ทอง” วิ่งแย่งเมีย เพื่อนร่วมพรรค!!!
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=381
16 สิงหาคม 2555

       68.  “ แม่งงงง... ‘หัวหมอ’ ทั้งแก๊ง!”
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=395
01 พฤศจิกายน 2555

       69. หยุดไม่ได้หรอกครับ เดี๋ยวไอ้พวกกาลี มันได้ใจ!!! http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=417
08 มีนาคม 2556

       70. “ใบ้แดกไปเลยนะ...ไอ้พวกดักดาน!!!”
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=418
16 มีนาคม 2556

       71. แดกทั่วไทย จัญไรทั่วทิศ!!!
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=419
22 มีนาคม 2556

       72. ชวนไปดูนิทรรศการ “แดกทั่วไทย จัญไรทั่วทิศ” ที่หาดใหญ่
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=423
11 เมษายน 2556

       73. เมื่อคนใช้กลายเป็นเมียเศรษฐี - เมื่อนักการเมืองต้องแย่งเมียคนอื่น

       ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ

       เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2553 ผมได้เขียนบทความสำคัญชื่อ
รับสั่งถาม… “ทำไมรัฐบาลนี้ จึงโกงนัก!?”
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=256
       รัฐบาลที่มีรับสั่งถามถึง คือ รัฐบาลของนายมาร์ค มุกควาย ท่านใดที่ยังไม่ได้อ่าน ขอได้คลิกเข้าไปอ่าน อย่ารอช้าเชียว

       การได้อ่านบทความทั้งหมด ตามบัญชีที่ได้ลำดับมาข้างต้น เปรียบเสมือนท่านได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ “ประชาธิปัตย์” ที่ถูกคอลัมน์นิสต์ที่มีนามว่า “วาทตะวัน” บันทึกความระยำของพรรคเก่าแก่ เอาไว้เป็นหลักเป็นฐาน เพื่อให้อนุชาคนรุ่นหลังของแผ่นดินนี้ ได้มีโอกาสศึกษา ผลงานของไอ้พรรคจังไร จะได้ไม่เอาเป็นเยี่ยงอย่างต่อไป

       จะไม่ประหลาดใจเลย หากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เอง มีโอกาสอ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่ผมนำเสนอนี้ บางทีเขาอาจถึงขั้น ร้องด่าพรรคตัวเอง ว่า...

       โถ!!...ไอ้พรรคระยำ ประจำประเทศไทย!!!

...............

ท้ายบท สิ่งที่ผมคาดการณ์ ตามที่ได้เขียนไว้อย่างต่อเนื่อง กำลังฟักตัว ไม่ว่าเป็นกลุ่ม ไอ้เสธ์เอี้ย กับไอ้เถนอัปรีย์กาลีแผ่นดิน สันติกระโปก มีการนัดชุมนุมกันที่สนามม้านางเลิ้งแล้ว รวมทั้งสื่อพันธมิตรแสดงออกชัดเจน ในแนวทางความรุนแรง แต่...
       ผู้เคลื่อนไหวคนสำคัญ ล้วนมีชนักติดหลังคดีก่อการร้ายและกบฎ จะต้องถูกกำกับด้วยอำนาจศาลยุติธรรม ด้วยความศักดิ์สิทธิ์

       บ้านเมืองของเรา จะสงบเย็นลงได้!

       อนึ่ง สำหรับความเห็นของแฟน ที่โพสต์ท้ายคอลัมน์สัปดาห์ก่อน ไม่ต้องไปไว้หน้า “พวกแม่งงง” แล้ว!!! http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=440 
15  หมวดหลัก / วาทตะวัน สุพรรณเภษัช / บัญชีหนังหมา...ประชาธิปัตย์!!! เมื่อ: 27 ตุลาคม 2013, 21:48:50
   บัญชีหนังหมา...ประชาธิปัตย์!!!

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

       เมื่อสุดสัปดาห์ต้นเดือนกรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมาหยกๆนี้เอง ผู้คนในบ้านเมืองของเราคง มีการวมพลังเข้าโจมตีรัฐบาลของนายกฯปูอย่างดุเดือด ด้วยการแยกย้ายกันเข้าตีด้วยวาทกรรมรูปแบบต่างๆ แต่ที่ผมสนใจคือ
       เมื่อวันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม 2556 นายมาร์ค หัวปลอก หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรค ได้จัดทอล์คโชว์ป็นในโรงหนัง

       มีผู้กล่าวว่า การจัดงานในโรงภาพยนตร์ “สกาล่า” ที่สยามสแควร์ กรุงเทพฯ ครั้งนี้ เป็นการย้อนอดีตการ “ตะโกนในโรงหนัง” ด้วยการกล่าวหา นายปรึดี พนมยงค์ ซึ่งจารึกในหน้าประวัติศาสตร์ประเทศไทย
       ยังมีรายงานข่าวอีกด้วยว่า งานทอล์คโชว์ในโรงหนังครั้งนี้ ไม่ประสพความสำเร็จ เพราะมีผู้คนเข้ามาดูกันน้อย บางตาเกินคาด แถม บริเวณรอบพื้นที่การจัดงาน ได้มีการขึ้นป้ายผ้าบริเวณสะพานลอยคนข้ามถนน ระบุว่า
       "ขอต้อนรับสู่ทอล์คโชว์ โกง ปรส.อย่างไรให้เป็นคนดี" และบางป้ายระบุว่า

       "ขอต้อนรับสู่พื้นที่กระสุนจริง ยินดีต้อนรับฆาตกร"

content/picdata/441/data/photo_00998.jpg

       ทำให้การจัดงานทอล์คโชว์ครั้งนี้ ผู้คนพูดถึงน้อยมาก แต่ก็น่าเห็นใจ เพราะแม้สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ พยายามดิ้นรน ช่วยกันป้ายสีป้ายสันให้กับรัฐบาล เรื่องการทุจริตคอรัปชั่น แต่ผลกลับกลายเป็นว่า
       พรรคประชาธิปัตย์ในอดีตนั่นแหละ ที่เป็นฝ่ายโชว์ความกาลีของการคอรัปชั่นออกมา ให้ประชาชนเห็นมากขึ้นทุกที

       ท่านผู้อ่านจำได้ไหมครับว่า ก่อนการปฏิวัติปี พ.ศ.2549 พรรคไทยรักไทยของนายกฯทักษิณ ถูกโจมตีหนักในเรื่องการทุจริต คดีเครื่องตรวจวัตถุระเบิด CTX มี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขนาด กล้านรงค์ ไอ้หัวล้านจอมเซ็กส์โฟน กับ นังเป็ด หัวยักษ์ หอบสำนวนไปเฝ้าเสด็จ “ป๋าเป๋า ณ บ้านสี่โศก” ยืนยันว่าอย่างไรเสีย
       สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ...ติดคุกแน่!
       แต่...
       พอเรื่องถึงที่สุด ปรากฏว่า ไอ้ ป.ป.ช. องค์กรโลซก หาหลักฐานอะไรไม่ได้ ต้องสั่งยุติเรื่องไปในที่สุด
       สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ...หลุดพ้นข้อหาทุจริตแบบ...ชิลๆ!!

       เรื่องสุดท้ายที่กล่าวหารัฐมนตรียุคทักษิณ ที่เพิ่งจบลงหยกๆ หมาดๆ คือเรื่องการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมี คุณหญิงหน่อย สุดารัตน์ เกยุรพันธ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการในครั้งนั้น เป็นผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งเป็นคู่กัดกับ นพ.วัลลภ ไทยเหนือ อดีตปลัดกระทรวงฯ ที่ต่อมาภายหลังผันตัวไปเข้าเป็นสมาชิกพรรคประชาธัตย์ ปรากฏว่า 
       ไอ้ ป.ป.ช. องค์กรปราบคอรัปชั่น ที่ไร้ประสิทธิภาพที่สุดในโลก ต้องสั่งยุติเรื่อง หลังการสอบสวนยืดเยื้อยาวนานมาเกือบสิบปี
       ไม่รู้ว่า ไอ้องค์กรระยำอย่าง ป.ป.ช. มันสอบประสาหอกอะไรกัน แค่คดีดินสอหนีบตูดแท้ๆ!
       (ท่านผู้อ่านไม่ทราบว่า “คดีดินสอหนีบตูด” หมายความว่าอะไร กรุณาคลิกเข้าไปดู
       ป.ป.ช.โลซก! (ไม่มีปัญญาจัดการ กะอีแค่ ‘คดีดินสอหนีบตูด’!!)
http://vattavan.com/detail.php?cont_id=247)

       ย้อนกลับมาดู พฤติกรรมของพรรคประชาธิปัตย์กันบ้าง เพราะพรรคกาลีนี้ หลังจากพ้นบทบาทการเป็นรัฐบาล สมาชิกพรรคระดับสูง ต้องตกอยู่ในบ่วงกรรม เพราะการกระทำของตน ในเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่า เกี่ยวข้องกับการทจริตคอรัปชั่น นั่นคือ

       1. ทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และ นายสุเทพ เทิอกสุบรรณ ต้องเดินหน้าไปรับทราบข้อหาจาก DSI เรื่องการทุจริตจัดสร้างโรงพัก ด้วยงบโครงการ “ไทย แดก เข้มแข็ง” ที่สร้างความน่าอับอาย และทำความเดือนร้อนให้กับข้าราชการตำรวจ และประชาชาที่มาติดต่ออย่างยิ่ง

       2. อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาของพรรค เป็นอีกคนหนึ่งที่ต้องเดินจ๋องๆ ขึ้นกระไดที่ทำการ DSI ไปรับทราบข้อหาทุจริต
       นอกจากนั้น…

       3. อดีตผู้ว่า กทม.คือนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน กำลังรอคอยการตัดสินศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อย่างใจจดในจ่อ เพราะทุจริตในโครงการรถและเรือดับเพลิง
       ที่น่าเสียดายคือ งบประมาณนับพันๆล้าน ที่ต้องสูญไปโดยเปล่าประโยชน์ เหลือแต่กองเศษซาก รถเรือที่ผุพัง ตั้งไว้เป็นอนุสรณ์ของความทุจริตที่ชั่วร้าย

       4. เรื่องผู้ว่า กทม.ทุจริต และมีผู้ต้องหาเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ นั่นคือ สุขุมพันธ์ “ไอ้จ้าวเจี้ยว” บริพัตร ซึ่งขณะเป็นผู้ต้องหาทุจริตหลายคดีเหลือเกิน แต่หนังหน้าไอ้คุณชวย มันยังหนาแบบถนนลาดยาง เลยด้านหน้านั่งป๋อหลออยู่บนเก้าอี้ต่อไป แบบน่าอายจริงๆ
       ไร้ศักดิ์ศรีแท้ๆ!

       เรื่องการทุจริตกับพรรคเก่าแก่นี้ ดูจะเป็นของคู่กัน ผมเองได้เขียนบทความ แสดงความตำบอนของพรรคนี้ไว้มีทั้งหมดกว่า 70 บทความ หากพิมพ์เป็นเล่ม คำนวณแล้วคงเท่ากับหนังสือ “นินทาประชาธิปัตย์” ของผมสัก 5 เล่ม หากรวมกันเป็นเล่มเดียวคงโตพอๆกับพจนานุกรมราชบัณฑิตฯ พ.ศ.2542
       ผมคิดว่า นักการเมืองหรือใครก็ตาม ที่อยากจะรู้หรืออยากจะด่าพรรคการเมืองดักดานนี้ หาข้อมูลจากบทความของผม จะสามารถด่าไอ้พรรคเวรตะไลนี่ ได้ตั้งแต่วันนี้ แล้วพูดได้เป็นเดือน เป็นปี โดยไม่ซ้ำกันเลย
       บทความของผม มีปรากฏเรียงลำดับ ดังต่อไปนี้

       1. พรรคประชาธิปัตย์ "นักกัด" ในระบอบประชาธิปไตย http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=79
09 กันยายน 2551

       2. "สมัครยังไม่ถอย... ประชาธิปัตย์ ‘หิ่งห้อย' ก็คงหงอย!!!"
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=84
19 กันยายน 2551

       3. ***ด่วนที่สุด!...จดหมายจากเอกอัครราชทูตอังกฤษ ถึงหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน!!
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=99
20 ตุลาคม 2551

       4. ประชาธิปัตย์ “พรรคประชา (แดก) ปลาเน่า” ...เน่าทั้งข้อง-ทั้ง’ป๋อง!!!?
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=126
01 กุมภาพันธ์ 2552

       5. ประชาธิปัตย์แจกแหลก...เหมือน “เกี่ยวแฝกมุงป่าพาฉิบหาย!!!”
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=128
08 กุมภาพันธ์ 2552

       6. “ฝีคัณฑสูตร” ในรูทวาร ของประชาธิปัตย์!!!
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=137
21 มีนาคม 2552

       7. ยุคประชาธิปัตย์...ฤา “ห่า”มันลงแดกเมือง!!!?
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=150
31 พฤษภาคม 2552

       8. “อภิสิทธิ์กับ ‘รัฐบาล-โลซก’ ยื่น ‘นรก’ ให้คนไทย!!!”
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=156
28 มิถุนายน 2552

       9. เหตุฉิบหายจะเกิดขึ้นกับเมืองไทยได้...ไม่ยากเลย!!!
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=157
05 กรกฎาคม 2552

       10. รัฐมนตรีผู้ร้าย กับนายกฯโลซก!?”
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=159
10 กรกฎาคม 2552

       11. พวกมัน “หิวโหย” กันแค่ไหน!?
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=160
18 กรกฎาคม 2552

       12. ไอ้รัฐบาล...สุดโสโครก!
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=163
31 กรกฎาคม 2552

       13. เหตุปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาล...ประชาธิปัตย์ ฟังให้จงดี!?
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=166
14 สิงหาคม 2552

       14. ประชาธิปัตย์...“ผวกหมึ้งไม้หรู่จั้กอับ จั้กอายกันเล่ย!!!
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=169
30 สิงหาคม 2552

       15. รัฐบาล... “จังไรไม่พอเพียง!”
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=171
05 กันยายน 2552

 
16  หมวดหลัก / วาทตะวัน สุพรรณเภษัช / ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!! เมื่อ: 27 ตุลาคม 2013, 21:43:02
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        ก่อนอื่นต้องแจ้งกับท่านผู้อ่านที่เคารพ ว่า ตอนนี้ผู้เขียน “เทพจรลงเท้า” เพราะจะต้องเดินทางไกลไปในหลายประเทศ ด้วยความจำเป็นในภาระกิจสำคัญส่วนตัว ซึ่งอาจทำให้การเขียนใน www.vattavan.com ที่นำเสนให้ท่านอ่านทุกสัปดาห์ อาจสะดุดในบางโอกาส และทำให้คอลัมน์ไม่ขึ้นตรงเวลา ดังที่เคยปฏิบัติมา
        จึงต้องกราบเรียนมาให้แฟนๆทราบล่วงหน้า จะได้ไม่ต้องเป็นห่วง ไม่หายไปไหน เพราะผมมีจุดยืนมั่นคง ว่า

        เป็นหน้าที่สำคัญยิ่งของตัวเอง จะต้อง “ตามล้างตามเช็ด” พรรคดักดาน เพื่อไม่ให้มีโอกาสเผยอหน้าเข้าไปบริหารประเทศอีกเป็นอันขาด เพราะจะทำให้ประเทศไทยที่รักของเรา ต้องเสี่ยงที่จะมีภัย ทั้งจากการคอรัปชั่นแหลกลาญของไอ้คนพวกนี้ รวมทั้งการต้องเผชิญหน้ากับประเทศเพื่อนบ้าน ถึงขั้นก่อสงครามชายแดน อย่างที่เกิดขึ้นมาแล้ว

        กว่านายกฯปูจะเข้ามาบริหารประเทศ และแก้ไขเหตุการณ์ ให้กลับมาดีเหมือนดังเดิม ความสูญเสียทั้งชีวิตคนไทยและทรัพย์สินของทางราชการ ต้องเสียหายไปมาก เพราะสงครามที่แสนจะโง่เขลา ซึ่งไอ้พรรคอัปรีย์นี้ เป็นฝ่ายก่อขึ้นมา
        ผมจึงมีความมุ่งมั่น ตั้งใจที่จะเขียนโจมตีพฤติกรรมอันชั่วร้ายของ “พรรคระยำ ประจำประเทศไทย” เพื่อเปิดโปงให้พี่น้องประชาชนรับทราบโดยทั่วกัน โดยมีเจตนารมณ์แน่วแน่ ที่เราชาวไทยทั้งปวง จะต้องกำหนดตำแหน่งให้พรรคโลซกนี้ ให้ตกอยู่ในฐานะ “พรรคฝ่ายค้าน” ตลอดไป
        ไม่ต้องผุดต้องเกิดกัน นั่นแหละ ถึงจะดี!

        ขอนำกลับมาเข้าเรื่องกันบ้าง นะครับ
        คอลัมน์ประจำสัปดาห์นี้ วางแผงตรงกับวันออกพรรษาพอดิบพอดี นับว่าเป็นวันมงคล ที่เราชาวไทยจะได้ทำบุญสุนทานกัน และปีนี้ยังตรงกับวันหยุดเสียด้วย
        พระภิกษุที่จำต้องอยู่ในอาวาส ไม่ว่าจะเป็นวัดหรือสำนักสงฆ์ตลอดระยะพรรษากาล เมื่อออกพรรษาแล้วส่วนใหญ่รู้สึกผ่อนคลาย เพราะระเบียบที่กำหนดเฉพาะระหว่างพรรษา ถูกยกไป เช่น การเดินทางของพระภิกษุ กลับไปเยี่ยมโยมพ่อโยมแม่ที่ภูมิลำเนา เป็นต้น

        นอกจากพระสงฆ์แล้ว กลุ่มคนที่ดูรู้สึกจะสบายตัวสบายตนขึ้นมาก ดูเหมือนจะเป็นคณะรัฐบาลพรรคเพื่อไทย และผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศ เพราะรู้สึกว่า
        เรื่องร้ายๆ ที่สุมรุมรัฐบาลนายกฯปู ได้รับการแก้ไขผ่อนปรนไป เกือบจะทุกเรื่อง เช่น

        - การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
        - พ.ร.บ.งบประมาณ
        - พ.ร.บ.กู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท

        พ.ร.บ.งบประมาณ นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรง
ลงพระปรมาภิไธย และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้ว
        หมดเรื่องกันไป
        สำหรับเรื่อง พ.ร.บ.กู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท นั้น แม้จะมีการตีรวยในสภาล่าง แต่ในที่สุดก็ผ่านไปได้ด้วยความลำบากยากเข็น เอาการทีเดียว แต่เมื่อถึงสภาสูง ก็ผ่านวาระแรกไปแล้ว แบบสะดวกโยธินเสียด้วยซ้ำ จนผมคิดว่า ในที่สุดแล้ว พ.ร.บ. นี้ ก็น่าจะะผ่านไปด้วยดี
        นายกฯผู้หญิงเมืองไทย คงสบายใจได้นิดหน่อย!

        ส่วนเรื่อง การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ได้ผ่านสภาและรัฐบาลทูลเกล้าฯแล้ว แต่พรรคฝ่ายค้าน และ 40 ส.ว. ได้หาเหตุร้องต่อศาลรัดทำมะนวย รวมทั้งเรื่องกฏหมายงบประมาณด้วย แต่ถูกศาลยกคำร้องเสียทั้งสองเรื่อง
        ทั้งฝ่ายค้านและ 40 ส.ว. ที่ออกมาแสดงความเห็นทางกฏหมาย
        หน้าแตก และใบ้แดก ไปตามๆกัน!

        หมดเรื่องหนักทางสภา ขอพูดถึงเรื่อง “ม็อบ” บ้าง ในวันที่ 7 ต.ค.2556 นายพล จำลอง ศรีเมือง ซึ่งกำลังอยู่ในงานของพันธมิตร ได้ประกาศอย่างลิงโลดว่า
        เพื่อนร่วมรุ่น จปร. 7 ของเขา คือ นายพลชรา ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ ได้เข้ายึดประตูสามทำเนียบรัฐบาลแล้ว
        พอฟังมหาจำลองฯ ประกาศ ผมนึกตำหนิเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล ที่ประมาทเกินไป หรือพวกเขายังไม่รู้ว่า
        แท้ที่จริงแล้ว พวกเขากำลังรับมืออยู่กับนายพลจำลอง ที่มีทักษะในการ “สู้รบบนท้องถนน” เป็นอย่างดีต่างหาก
        ต่อไปจึงต้อง “กระชับ” งานข่าวให้ดีกว่านี้!

        ฝ่ายเข้ายึดพื้นที่หน้าทำเนียบ คงเชื่อคำทำนายของไอ้พวกโหรอัปรีย์ ที่พยากรณ์การเดินของดวงดาว ว่า
        จะสร้างความพินาศฉิบหายของฝ่ายรัฐบาล ในวันที่ 8 ต.ค.2556 จึงถือฤกษ์บุกทำเนียบ แต่กลับโดนตำรวจตัดข้าวตัดน้ำ กองทัพอนาถาของกลุ่มเสธฯบ๊อง เลยต้องยอมจำนน ล่าถอยกลับไปนั่งดมขึ้ดมเยี่ยวที่สวนลุมพินีกันต่อไป

        ผมเคยเขียนด่าพวกโหรไว้มาก โดยเฉพาะ นายกรหริศ บวงสรวง โหรอัปรีย์ ที่ให้ฤกษ์แช่แข็งประเทศ และเป็นเจ้าพิธีให้กับไอ้เสธเอี้ยเมื่อปีกลาย แต่กลับเป็นฝ่ายแพ้ตำรวจ และต้องแตกพ่ายไปอย่างหมดรูป
        สำหรับไอ้หมอดูตัวนี้ ไม่ได้ดูวันตายตัวเอง จึงได้ตายไปสองวันก่อนจะถึงฤกษ์บุกทำเนียบของแก๊งทหารชรา
        ตอนนี้ “เผา” ไปเรียบร้อยแล้ว!

        สำหรับบรรดาโหรทั้งหลาย ที่ทำนายทายทักเรื่อง “วันที่แปดตุลา โลกาวินาศ” โดยเฉพาะโฆษกีรุ่นคุณยาย คือ นางฟองสนานฯ ที่โหมประโคมเรื่องนี้ แบบเอาเป็นเอาตาย พอวันดังกล่าวผ่านไป โดยไม่มีอะไรนอกจากไลฟ์บอย

        นังฟองสนาน เลยถูกประชาชนรุมด่า ถึงขั้นกลายเป็น “อีฟองเสนียด” ไปในที่สุด!!

        ผมไม่ได้มีความเป็นห่วงเรื่อง “ม็อบ” ในเมืองหลวง ที่คุยเขื่องว่าจะมาโค่นล้มรัฐบาล เพราะกลุ่มคนพวกนี้ หากเอ็กซเรย์ดูชัดๆแล้ว ล้วนแต่ไอ้คนหน้าเดิมๆ ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเอง รู้เช่นเห็นชาติพวกมันเป็นอย่างดี
        หันไปดูการเตรียมกำลัง เพื่อเผชิญเหตุของตำรวจครั้งนี้ ดีมากจริงๆ ทั้งเครื่องมือเครื่องใช้ สำหรับการประจันหน้ากับม็อบเมืองหลวง ดูจะครบครัน 
        ข้อสำคัญ คือ
        กองกำลังควบคุมฝูงชนของตำรวจหนนี้ ได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดี วางใจได้ อีกทั้งปัจจุบันเหล่าตำรวจมีผู้บังคับบัญชา ที่ทุ่มเทในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง เป็นพวก “กล้าแลกหมัด” และไม่หวั่นเกรงการเผชิญหน้าม็อบ ทั้งนอกแบบและในแบบ สามารถ “ตะบัน” กันได้แบบสุดๆเลยทีเดียว

        ถ้าพวก “ม็อบสังคัง” ไม่เชื่อ ก็ลอง “บุก” ดู!

        หลังวันที่ 8 ต.ค. 2556 ที่บรรดาโหรต่องแต่ง หัวปูดหัวโน หน้าแหกแตกเป้นริ้วรอย บาดเจ็บไปตามกันแล้ว ก็เข้าสู่ “เทศกาลเดือนตุลา” ทั้ง 14 และ 16 ต.ค. 2556 ก็มีรายการเสวนาย้อนความหลังกัน คนหน้าเดิมๆก็ออกมาพูด เช่นนาย เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ที่ขาดไม่ได้คือ
        นายธีรยุทธ์ บุญมี
        ไอ้เวรตัวนี้ออกมาพูดจา ชี้หน้าด่าทอคนในตระกูล “ชินวัตร” โดยใช้คำว่า “ขี้” ในภาษาเหนือ ซัดทั้งนายกฯทักษิณ และนายกฯ ยิ่งลักษณ์ รายละเอียดท่านผู้อ่านคงได้ทราบกันแล้ว เช่น บอกว่าคุณปู นั้น 
        “ขี้หย้อง”

        คำพูดดังกล่าวนั้น เป็นการดูถูกเหยียดหยามว่า นายกฯหญิงของเราเอาแต่แต่งเนื้อแต่งตัวสวยไปวันๆ แต่ในสายตาของผม เห็นว่า
        คุณยิ่งลักษณ์ฯ นั้น แต่งกายเหมาะสมแล้ว ไม่มากหรือน้อยไป แม้เป็นคนมีฐานะ แต่เธอไม่เคยอวดโชว์เครื่องเพชร วะปะหล่ำป่ำปุกทั้งหลาย ก็ไม่เคยประเคนถมตัวเอง อย่างที่เห็นกันในหมู่ไฮโซไฮซ้อทั้งหลายในสังคมไทย

content/picdata/456/data/photo7.jpg

        ความได้เปรียบของนายกฯปู อยู่ตรงหน้าตา ที่สวยสดงดงามและเรือนร่างสูงระหง ทั้งเอวองค์วงวาดลงตัวเหมาะเจาะ เป็นที่ประทับใจของคนต่างด้าวท้าวต่างแดน
        ในวงการทูตขรตรีเศียรทั้งหลาย ต่างก็ชื่นชมกับนายกฯสตรี ที่มาจากแดนดินถิ่นล้านนา แต่ถูกวิจารณ์ว่ากล่าวเอาเสียๆหายๆ

        เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2556 ผมดูรายการ Wakeup Thailand ของ Voice TV ได้ฟังผู้ดำเนินรายการ เล่าข่าวความปากหมาของนายธีรยุทธ์ บุญมี แล้วฟิวส์ขาด เลยให้เลขาส่วนตัว ช่วยส่ง SMS ไปบอก ว่า

        “ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก”

        ผมเคยส่ง SMS ไปยัง รายการ Divas Café ที่ผู้คนชื่นชอบกันมากของ Voice TV ซึ่งในวันนั้นมี “คุณช่อ” (พรรณิการ์ วานิช) เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยส่งข้อความไป ดังนี้

        “ขอยืมขายาวๆของ ‘คุณช่อ’ ไปถีบไอ้หัวหน้าพรรคดักดาน หน่อยครับ”

        ปรากฏว่าทาง Voice TV ไม่ขึ้นจอให้ตามคาด เพราะทางสถานีอาจคิดว่า เป็นถ้อยคำหยาบคาย ไม่เหมาะสม เช่นเดียวกับครั้งหลัง ที่ผมวิพากษ์วิจารณ์นายธีรยุทธ์ฯ

        ผมอยากให้ท่านผู้อ่าน ลองพิจารณาดูสาระรูปของนายธีรยุทธฯ ที่ปรากฏกายต่อหน้าสาธารณชน ไม่ว่าครั้งหล้งสุด หรือก่อนหน้านี้ คงมีความเห็นเช่นเดียวกับผมคือ อีตาคนนี้ นั้น
        สกปรก ซกมก สุดๆ!

        ทั้งหน้าตาท่าทางของไอ้หมอนี่ เหมือนเพิ่งตื่นนอน ไม่ได้ล้างหน้าล้างตา ฟันฟางสกปรก ปากคงเหม็นร้ายกาจ เสื้อผ้านั้นหรือก็ยับเยินยู่ยี่ สูดขี้มูกตลอดเวลา พูดจาด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า เหมือนคนป่วย แต่ที่ร้ายกว่านั้นคือ
        คำพูดที่สำรากออกมา ดันไป “ทำร้าย” คนอื่นเขาด้วย!
        นี่ซี่ครับ...เรื่องใหญ่!!

        ถ้าท่านผู้อ่าน จะให้วิพากษ์วิจารณ์นายคนนี้ ผมก็ใช้คำที่บอกไปทางรายการ Divas Café ว่า
        “นายธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก”
        ทำไมจึงให้ฉายาอย่างนั้น ต้องขออธิบายความ ดังนี้ครับ

        อันว่า “ขี้เปียก” นั้น คือคราบตะกรัน ที่เกาะตามหัวอวัยวะเพศชาย เป็นส่วนผสมของเซลล์ที่ตายแล้วและมูกเมือก เป็นแหล่งหมักหมมความสกปรก และที่สำคัญคือ
        มี “กลิ่นเหม็น” เฉพาะตัว!

        การปราฏกายของไอ้  “ธีระยำ บุญหมด” แต่ละครั้งนั้น เปรียบเสมือน “ขี้เปียก” กองโต โผล่ออกมาสู่สังคมไทยของเรา และส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งอบอวล ชวนคลื่นเหียร จนผู้คนอยากจะอาเจียรกันถ้วนทั่ว

        ระยำ…จริงๆนะมึง!!!?

...............

ท้ายบท สำหรับคอลัมน์ประจำสัปดาห์ก่อน ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!? http://vattavan.com/detail.php?cont_id=455
17  หมวดหลัก / วาทตะวัน สุพรรณเภษัช / ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!? เมื่อ: 27 ตุลาคม 2013, 21:41:32
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        เมื่อปลายเดือน ก.ย.ที่เพิ่งผ่านมา ผมใจจดใจจ่ออยู่ที่กระบวนการฟ้องร้องของพนักงานอัยการ ในคดีใหญ่และสำคัญมาก คือ คดี

        “กบฎในราชณาจักร”

        ผู้ที่จะถูกฟ้องร้องในคดีนี้ เป็นบุคคลที่ผู้คนรู้จักกันดี ไม่ใช่ใครที่ไหน พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เจ้าเก่า กับพวกรวม 9 คน นั่นเอง ซึ่งอัยการแผ่นดินได้ออกคำสั่ง “ฟ้อง” แล้ว แต่ยังไม่ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปศาล เพราะผู้ที่จะถูกนำตัวไปฟ้องเป็นจำเลยต่อศาล ขอเวลาไปรวบรวมหลักทรัพย์ อัยการจึงเลื่อนไปวันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมานี้
        พอถึวันนัด ฝ่ายจำเลยได้ขอเลื่อนคดีความออกไปอีก เป็นปลายเดือนนี้ ซึ่งผู้คนไม่แปลกใจ เพราะ “โรคเลื่อน” ของฝ่ายพันธมิตร กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว จึงมีแค่เสียงชาวบ้าน
กระแนะกระแหนตามมาว่า
        “แม่งงงง...กว่าจะฟ้องกันได้ คงชาติหน้าโน่น!”

        พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กับพวกอีกเกือบร้อยคน นั้น ถูกฟ้องร้องเป็นจำเลยแล้วในคดีสำคัญ คือ คดีก่อการร้าย เหตุเพราะเขากับพวกยกกำลังไปยึดสนามบินนานาชาติ สุวรรณภูมิ และดอนเมือง
        ผมอยากตั้งข้อสังเกต ให้ท่านผู้อ่านเห็นว่า
        บุคคลที่ไปเป็นจำเลยในคดีก่อการร้ายนั้น นอกจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแล้ว ยังมีบุคคลจากกลุ่มอื่นๆที่เคลื่อนไหวในทางการเมือง ต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับพวก คือ

        พรรคประชาธิปัตย์+กลุ่มสันติกระโปก

        คนพวกนี้ได้ถูกฟ้องร้องเป็นจำเลยในคดีก่อการร้ายด้วย เช่น นายณรงค์ ดูดิง  สส.ยะลา เขต 3 พรรคประชาธิปัตย์ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ คนหลังนี้ยังเป็นแกนนำพันธมิตร รุ่นแรก และ ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ รน. หัวหน้ากองกำลังสันติกระโปก   
        ทั้งนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และ ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ รน. หัวหน้ากองกำลังสันติกระโปก   
โดนทั้งคดีก่อการร้ายและกบฎในราชอาณาจักร
        ดังนั้น หากจะฉายให้ดูเต็มจอ ถึงความสัมพันธ์ของคนเหล่านี้ หรือขึ้นคัทเอาท์ไปติดตามสี่แยก เห็นจะต้องเขียนว่า

        พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย+พรรคประชาธิปัตย์+สันติกระโปก!

        ขณะนี้แก๊งสามประสาน ยังไม่ได้หยุดเคลื่อนไหว ยกขบวนกันไปนั่งดมขี้ดมเยี่ยวกันอยู่ในสวนลุมพินี นานกว่าสองเดือนแล้ว เพื่อฟังพรรคพวกไอ้เถนอัปรีย์กาลีเมือง “รัก รักพงศ์” ร่วมกับชมรม เสธฯสากกระเบือ ที่ไปยึดสวนสาธารณะแห่งนี้ พ่นน้ำลายบ่อนทำลายรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่...
        จุดกระแสไม่ติด!
        ไอ้เถนหอกหักตัวนี้ พี่น้องประชาชนคนไทยเราต้องระลึกว่า ทั้งตัวมันและไอ้พวกหัวโล้นสานุศิษย์ ที่ห่มผ้าสีกรัก แต่ไม่ใช่ “พระ” หากพวกมันเป็นแค่คนธรรมดา ที่ถือบัตรประชาชน มีสิทธิเลือกตั้ง แถมไอ้เถนระยำมันยังมีพรรคการเมืองของตัวเอง ชื่อ “พรรคเพื่อฟ้าดิน” (บางคนเรียก “พรรคดึงฟ้าต่ำ”) ลงเลือกตั้งอีกด้วย
        คนใน “ลัทธิสันติกระโปก” ชอบพูดจาเลียนแบบพระสงฆ์ในศาสนาของพระเจ้าแผ่นดิน ว่า “อาตมา-อาตมึง” แถมยังอวดอ้างยกหัวยกหางตัวเองว่า เป็นพระอริยะบุคคล โม้ไปตามเรื่องของพวกมัน
        ระยำสุดๆ...จริงๆ!

        พฤติกรรมแบบไอ้เถนอัปรีย์ตัวนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ของเมืองไทย เพราะบ้านเมืองของเรา มีองค์ความรู้เรื่อง “ผีบุญ”
ผู้ที่อวดอ้างว่าคุณวิเศษ ว่ามีฤทธิ์ทําได้ต่าง ๆ อย่างผีสางเทวดาให้คนหลงเชื่อ จนในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชนั้น ทางการถึงกับต้องยกกองทัพไปปราบ

        “กบฎผีบุญ”

        คนรุ่นใหม่อาจไม่รู้เรื่อง "กบฏผีบุญ" แต่คนรุ่นผมรู้จักดี มายุคหลังเรานังมีนักวิชาการอย่าง คุณสุวิทย์ ธีรศาศวัต แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์และโบราณคดี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่สนใจได้เขียนเกี่ยวกับเรื่อง "กบฏผีบุญ" หรือเรียกเต็มๆว่า "กบฏผู้มีบุญอีสาน" มีสาระสำคัญดังนี้

        ภาคอีสานเป็นภาคที่มีกบฏผู้มีบุญ มากกว่าทุกภาคของประเทศไทย นับตั้งแต่กบฏผู้มีบุญครั้งแรกใน พ.ศ. 2242 รัชสมัยสมเด็จพระเพทราชา จนถึง พ.ศ. 2502  มีกบฏผู้มีบุญเกิดขึ้นในภาคอีสานถึง 9 ครั้ง ในช่วงเวลา 260 ปี คือ

1. กบฏบุญกว้าง พ.ศ. 2242
2. กบฏเชียงแก้ว พ.ศ. 2334 (รัชกาลที่ 1)
3. กบฏสาเกียดโง้ง พ.ศ. 2360(รัชกาลที่ 2)
4. กบฏสามโบก ประมาณ พ.ศ. 2442-44 (รัชกาลที่ 5)
5. กบฏผู้มีบุญอีสาน พ.ศ. 2444-45(รัชกาลที่ 5)
6. กบฏหนองหมากแก้ว พ.ศ. 2467 (รัชกาลที่ 6)
7. กบฏหมอลำน้อยชาดา พ.ศ. 2479 (รัชกาลที่ เจ๋ง
8. กบฏหมอลำโสภา พลตรี พ.ศ. 2483 (รัชกาลที่ เจ๋ง
9. กบฏศิลา วงศ์สิน พ.ศ. 2502(รัชกาลที่ 9)

        ท่านผู้อ่านจะสังเกตได้ว่า เรื่อง “กบฏผีบุญ” นี้ มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นราชธานี และในยุครัตนโกสินทร์ เหตุการณ์กบฏทำนองนี้ ยังมีมาแทบทุกรัชกาล แม้ในรัชกาลปัจจุบัน ยังมีการปราบปราม “กบฏผีบุญ” ที่ผู้นำชื่อ

        นายศิลา วงศ์สิน

        "ผีบุญ" ตนนี้ ได้รวบรวมชาวบ้านจำนวนหลายร้อยคน และตั้งเป็นชุมชนปลดปล่อย ไม่ขึ้นตรงกับทางราชการ มีการสะสมอาวุธไว้จำนวนมาก และกระทำการหยาบหยามด้วยการสังหารนายอำเภอและเจ้าหน้าที่ตำรวจ
        ด้วยเหตุนี้ ทางราชการต้องส่งกำลังเข้าปราบปราม จนกลุ่มผีบุญแตกพ่าย ตัวนายศิลาเอง พยายามหนีการจับกุมของตำรวจไปถึงชายแดนหมายจะข้ามไปยังประเทศลาว แต่ไม่สามารถหนีรอดไปได้
        ถูกจับกุมตัวส่งเข้ากรุงเทพฯ

        จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาสอบสวนด้วยตัวเอง และนี่คือส่วนหนึ่งของการสอบสวน

        "เขาว่ามีงทำตัวเป็นผู้วิเศษ?" ท่านจอมพลตะคอกถาม
        "ชาวบ้านพูดกันไปเองครับท่าน" ศิลาตอบ
        "ตำรวจเขาแจ้งไปว่า มึงโอ้อวดเป็นผู้วิเศษนี่หว่า ไหนมึงลองอมกระโถนให้หายไปซิ ถ้าทำได้กูจะปล่อยมึง"
        พูดจบท่านจอมพลเอาตีนเขี่ยกระโถนใต้โต๊ะ กระเด็นไปตรงหน้าผีบุญ
        "กระผมทำไม่ได้ครับท่าน เมตตากระผมด้วยครับท่าน" ไอ้ผีบุญศิลาอ้อนวอนเสียงกระเส่า แต่จอมพลสฤษดิ์ฯตอบด้วยเสียงหนักๆว่า

        "มึงฆ่าคน ก่อการกบฏ แล้วมึงจะให้กูปล่อยอีกรึ!?"

        ท่านจอมพลฯ “เผด็จการสะดือแตก”ไม่ปล่อยจริงๆ และด้วยเหตุนี้ นายศิลา วงศ์สิน จึงถูกจอมพลสฤษดิ์สั่งประหารชีวิต ด้วยการยิงเป้า เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2502

        ผมขอสรุปสั้นๆว่า
        ลักษณะของ “ผีบุญ” นั้น คือ การขยายความเชื่อตามแนวคิด คำสอนของตน ไปสู่ชาวบ้าน ที่สำคัญคือ ยุยงประชาชน ต่อต้านราชการ และประทุษร้ายเจ้าหน้าที่ของรัฐ และกลายเป็นก่อการ “กบฎต่อแผ่นดิน” ในที่สุด

        สำหรับ ไอ้เถนกาลี รักษ์ รักพงษ์ นั้น ผมขอให้ท่านผู้อ่านสังเกตให้ดี เพราะไอ้หมอนี่ได้ตั้งตนเองเป็นศาสดา ทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนาของพระเจ้าแผ่นดิน ด้วยการไม่ยอมรับการปกครองของคณะสงฆ์ ตั้งลัทธิใหม่ขึ้นมาเอง จนถูกจับกุมมีเรื่องไปถึงโรงถึงศาล สู้ความกันนาน 9 ปี และศาลได้ลงโทษจำคุก เพียงแต่เมตตา ให้รอการลงอาญามันไว้
        เมื่อหมดคดีความ ไอ้เถนจังไร รักษ์ รักพงษ์ ยังแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ แต่ไม่กล้าออกบิณฆบาตตามถนนหนทาง ด้วยเกรงตำรวจจะจับว่าเป็น “ขอทาน” เพราะมันไม่ใช่พระ แต่
        เสือกออกมา...ภิกขาจาร!   

        ไอ้เถนกาลีตัวนี้ เริ่มมีการกระทำเลียนแบบ “ผีบุญรุ่นพี่” เข้าไปทุกที ด้วยการนำศานุศิษย์ ชักชวนผู้คนให้ออกมาชุมชุมต่อต้าน เพื่อโค่นล้มรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนผู้คนวิพากษ์วิจารณ์กันว่า

        การที่ไอ้เถนเดียรถีย์ มันออกตัวแรงเที่ยวนี้ คงเพราะแรงคั่งแค้น ที่ทั้งตัวมันกับไอ้เสธฯเอี้ย “บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์” ร่วมกันออกมาก่อม็อบ สร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง เรียกร้องให้ทหารออกมายึดอำนาจเมื่อปีกลาย แต่ถูกตำรวจสลายเอาง่ายๆ แถมตัวไอ้เสธฯเอี้ยยังมีคดีติดตังรุงรัง มาจนถึงวันนี้

content/picdata/455/data/photo6.jpg

        ในวันที่ตำรวจเข้าปราบปราม “ม็อบ” ไอ้เสธฯเอี้ย ตัวไอ้เถนระยำ “รักษ์ รักพงศ์” ที่ไปนั่งวางมาดโก้กลางม็อบ เพราะเป็นสปอนเซอร์ใหญ่ พลอยโดนหางๆแก๊สน้ำตา ถึงกับกระเสือกกระสนหนีตาย สภาพน่าทุเรศทุรังกา ต้องให้ลูกสมุนหิ้วร่องกะแร่ง อย่างที่เห็น

        มาถึงวันนี้ “รักษ์ รักพงศ์” ไอ้เถนอัปรีย์กาลีแผ่นดิน ที่กิเลสพอกหนาปัญญาหยาบ สุมไฟคั่งแค้นเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเอาไว้เต็มอก ได้ยึดเวทีสวนลุมพินีฯ ซึ่งเดิมเป็นของไอ้พวกทหารบ๊องๆสี่ห้าตัว เคยชุมนุมกันที่จุดนี้มาก่อนหน้า แต่หมดตูดหมดทุนไปเสียก่อน เลยต้องยกเวทีให้ไอ้เถนระยำที่ทุนหนากว่าไปในที่สุด
        เห็นทีพวกเราชาวไทย จะต้องจับจ้องคอยดูว่า

        ไอ้เถนเดียรถีย์ตัวนี้ มันจะนำกำลัง ที่ส้องสุมไว้ เข้าต่อตีกับตำรวจของพระเจ้าแผ่นดิน จนกลายเป็น “กบฎ” ต่อบ้านเมือง ขึ้นชั้นความอัปรีย์ ถึงขั้นกลายเป็น “กบฎผีบุญ” รายที่ 2 ในรัชกาลนี้ เต็มตัวหรือไม่ อย่างไร?

        อย่ากระพริบตา ทีเดียวเชียวนะ!!!

.........

ท้ายบท เพื่อความเข้าใจของแฟนๆ กรุณาอ่านเพิ่มเติมจาก เสธเอี้ย” กับ “เดียรถีย์” (ตาเถน รักษ์ รักพงษ์) http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=400

        อนึ่ง สำหรับคอลัมน์ประจำสัปดาห์ก่อน “ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!! http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=454
18  หมวดหลัก / วาทตะวัน สุพรรณเภษัช / “ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!! เมื่อ: 27 ตุลาคม 2013, 21:40:32
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        น้องสาวของผมซึ่งเขียนคอลัมน์ประจำที่ “มติชน” มักจะส่งหนังสือของค่ายนี้มาให้เสมอ เมื่อไม่นานได้ส่งหนังสือชื่อ Old soldiers never die ของคุณ วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายทหารของหนังสือพิมพ์ “ฝรั่ง-ไหหลำ” มาให้พร้อมกับหนังสืออื่นอีกหลายเล่ม
        ชื่อหนังสือของคุณวาสนาฯ หากจะแปลเป็นภาษาไทย อยากจะแปลว่า
        “ทหารเก่าไม่มีวันตาย”
        น่าจะดีกว่าแปลว่า “ทหารแก่ไม่มีวันตาย” เพราะในวลีภาษาปะกิตไม่ได้หมายความว่า ทหารที่เป็นคนแก่แล้วไม่รู้จักตาย แต่ควรจะหมายความว่า

        ผู้ที่มีอาชีพเป็นทหาร ถึงจะเกษียณอายุราชการไปแล้ว ความเป็นทหารยังคงดำรงอยู่ในตัวของผู้นั้น ไม่ได้เสื่อมคลายไป ดังสำนวนภาษาอังกฤษ ที่ว่า
        Once a Soldier always a Soldier

        สำนวนนี้แปลตรงๆได้ว่า คนที่ครั้งหนึ่งมาเป็นทหารแล้ว จะต้องเป็นทหารตลอดไป
        อธิบายเพิ่มเติม ได้ว่า

        การฝึกฝนเพื่อเป็นทหาร อีกทั้งความภาคภูมิใจในการรับใช้ชาติ จะไม่วันเลือนไปจากความทรงจำของผู้ที่เป็นทหารเก่าได้เลย หรืออาจพูดอีกอย่าง คือ
        ท่านอาจ “ไล่” เขาออกจากความเป็นทหาร แต่ท่านไม่สามารถเอาความเป็นทหาร ออกจากตัวเขาได้!

        เห็นชื่อหนังสือของคุณวาสนาฯแล้ว ทำให้ผมนึกถึงคอลัมน์ตัวเอง ที่เคยเขียนใน “ผู้จัดการ” ตั้งแต่แปดปีก่อน (2 ส.ค.2548) ชื่อบทความ คือ
“Old soldiers never die; แค่เลือนหายไป...เท่านั้น !?” http://www.manager.co.th/Columnist/ViewNews.aspx?NewsID=9480000103052

        บทความของผมที่เขียนใน “ผู้จัดการ” นั้น มีความมุ่งหมายที่จะชี้นำให้ทหาร หรือข้าราชการทีเกษียณแล้ว ควรแสวงหาอาชีพใหม่ หรืออาชีพเสริมจากเงินบำนาญ เพราะนอกจากจะทำให้ชีวิตหลังจากต้องถอดเครื่องแบบ สนุกสนานและ
        ทำให้ชีวิตมีคุณค่า เพิ่มมากยิ่งขึ้นไปอีก!

content/picdata/454/data/photo5.jpg

        จากนั้นผมได้เล่าตุวอย่างนายทหารท่านหนึ่ง คือ พลโท ปุ่น วงศ์วิเศษ ซึ่งผมสัมภาษณ์ท่านในคอลัมน์ กาแฟขม...ขนมหวาน ตอน “เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมเอ่ย ท่านเห็นในหลวงครั้งแรกเมื่อไหร่ ?” กรุณามอบหนังสือวันครบรอบอายุ 90 ปีของท่านให้ผม หนังสือที่มีคุณค่าเล่มนี้มีชื่อ ว่า

        “9 ทศวรรษของชีวิตผม”

        หนังสือเล่มนี้ น่าสนใจมาก ท่านได้เล่าเรื่องชีวิตของตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นเด็กอยู่บ้าน ‘ไทยพวน’ ที่จังหวัดสุโขทัย เข้ามาเรียนกรุงเทพ สอบได้เป็น นักเรียนนายร้อยทหารบก และออกมารับราชการตั้งแต่ พ.ศ.2477
        จบจากโรงเรียนนายร้อยไม่ทันไร ท่านต้องออกสนามรบในสงครามอินโดจีน รบกับทหารฝรั่งเศส ซึ่งไทยเราได้รับชัยชนะ และได้ดินแดน ที่ถูกฝรั่งเศสยึดเอาไปครั้ง ร.5 กลับคืนมา แต่เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองจบลง เราจำต้องคืนดินแดนกลับไป ให้เจ้าอาณานิคมเช่นเดิม

        ครั้นสงครามโลกครั้งที่สองระเบิด ญี่ปุ่นบุกเมืองไทย ทำให้ผู้นำไทยเรา จำใจต้องนำประเทศเข้าไปร่วมวงศ์ไพบูลย์กับญี่ปุ่น พลโท ปุ่น วงษ์วิเศษ ได้ทำหน้าที่ นายทหารไทยประสานงานกับกองทัพลูกพระอาทิตย์ ซึ่งมีกรณีขัดแย้งกันหลายครั้งหลายหน ระหว่างเจ้าหน้าที่ไทยกับทหารยุ่นปี่ ถึงกับยิงกันตาย จนเกือบกลายเป็นเหตุวิกฤติลุกลาม แต่ท่านก็ยังสามารถฝ่าฟันอุปสรรคมาได้ จนสงครามสงบลง

        เมื่อเกิดสงครามเกาหลีขึ้นอีก ได้มีการจัดตั้งองค์การทหารผ่านศึก พลโท ปุ่น วงษ์วิเศษ เป็นผู้เข้าร่วมบุกเบิกงานการจนองค์กรแห่งนี้เป็นปึกแผ่น จนได้ตำแหน่งผู้อำนวยการองค์กรผ่านศึก ได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งราชองครักษ์ และเกษียณอายุราชการในตำแหน่ง ผอ.องค์การทหารผ่านศึก มาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2518

        หลังจากเกษียณอายุ พลโท ปุ่น วงษ์วิเศษ ได้รับเชิญเป็นประธานบริษัทหลายแห่ง เช่น บริษัทชลประทานซีเมนต์ และบริษัทอื่นๆอีกด้วย
        ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะท่านมีความสามารถในการบริหารงานสูงในการจัดการองค์กร แต่เหนืออื่นใด นั้น
        ท่านเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ยอดเยี่ยม ทำให้กิจการของบริษัทเหล่านั้นรุ่งเรืองและดำเนินไปด้วยดี
        แม้วัย 90 ต้นๆแล้ว ท่านยังทำงานทุกวันที่ โรงเรียนอนุบาล
สี่พี่น้อง ในซอยทองหล่อ สุขุมวิท ซึ่งเป็นกิจการของครอบครัว จนโรงเรียนเป็นที่นิยมชมชอบของผู้ปกครอง ที่มีถิ่นอาศัยแถวถนนสุขุมวิท

        นอกจากนั้น พลโท ปุ่น วงษ์วิเศษ ยังเป็นผู้ที่อยู่ในสังคมของเพื่อนฝูงมาตลอด ส่วนบุตรีก็ก้าวหน้าในชีวิตราชการถึงขั้นอธิบดีกรมสำคัญและเมื่อเธอเกษียณจากราชการแล้ว ยังไปเป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์กรเกี่ยวกับการประกันภัยอีกด้วย ซึ่งน่าชื่นใจมาก
        แม้อยู่ในวัยสูงอายุแล้ว ท่านมีความทรงจำยอดเยี่ยม ยังออกกำลังเล่นกอล์ฟทุกสัปดาห์ เหมือนเพื่อนร่วมรุ่นอีกคนหนึ่ง คือ พลตำรวจเอก ประมาณ อดิเรกสาร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ก่อตั้งและอดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ที่ถูกคุณบรรหาร ยึดเข้าเมืองสุพรรณ-บ้านแจ่มใส ไปเรียบร้อยแล้ว

        ผมเห็นท่าน พลโท ปุ่น วงศ์วิเศษ คราใด ให้คิดถึงคำกล่าวของ พลเอก ดักกลาส แมคอาเธอร์ (General Douglas MacArthur) แม่ทัพใหญ่ด้านปาซิฟิค ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองของสหรัฐ และผู้บัญชาการกองกำลังสหประชาชาติในสงครามเกาหลี ได้กล่าวในที่ประชุมร่วมของรัฐสภาสหรัฐ เมื่อ 19 เมษายน 2494 ภายหลังจากถูกปลดออกจากตำแหน่ง โดยประธานาธิบดี Harry S. Truman (แฮรี่ เอช ทรูแมน) ว่า

        ....The world has turned over many times since I took the oath on the plain at West Point, and the hopes and dreams have long since vanished, but I still remember the refrain of one of the most popular barracks ballads of that day which proclaimed most proudly that old soldiers never die; they just fade away....
        ใช่แล้วครับ

        ทหารเก่าไม่มีวันตาย เพียงแค่เลือนหายไป เท่านั้น!

        ขอย้อนกลับไปยังสำนวนภาษาอังกฤษ ที่ว่า Once a Soldier always a Soldier อีกครั้ง
        สำนวนนี้แปลตรงๆได้ว่า ครั้งหนึ่งเป็นทหารแล้วก็ต้องเป็นทหารตลอดไป
        อธิบายได้ว่า
        การฝึกฝนเพื่อเป็นทหาร และความภาคภูมิใจในการรับใช้ชาติ จะไม่มีวันเลือนหายไปจากความทรงจำของทหารเก่า หรืออาจพูดอีกอย่าง คือ
        ท่านอาจไล่เขาออกจากความเป็นทหาร แต่ท่านไม่สามารถเอา “ความเป็นทหาร” ออกจากตัวเขาได้!

content/picdata/454/data/photo4.jpg

        ผมชอบภาพที่แสดงให้เห็นชายชราคนหนึ่ง ยืนหน้าป้ายรายชื่อทหารที่เสียชีวิตในสุสาน แต่เงาที่ทอดไปข้างหลังชายชรา เห็นเป็นเงาทหารในชุดสนาม ซึ่งแสดงความศักดิ์สิทธิ์ของคำกล่าวที่ว่า 
        Once a Soldier always a Soldier
        ใช่ครับ! ความเป็นทหารไม่เคย “เลือน” ไปจากตัวเขาเลย!!

        ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ

        บ้านเมืองของเรานั้น มีทหารทั้งนายและพล ได้พลีชีพเพื่อชาติมาโดยตลอด นายทหารรุ่นเดียวกับผู้เขียนเอง ที่เคยร่ำเรียนและฝึกฝนด้วยกันมา ตั้งแต่ยังป็นเด็กหนุ่มวัยรุ่น ในโรงเรียนเตรียมทหาร หลายต่อหลายคนได้ตายในสนามรบ หลากหลายสมรภูมิ อย่างทรนงองอาจ มีเกียรติและศักดิ์ศรี สมกับเป็นชายชาตินักรบ

        “ทหารจริง” หรือ “ทหารแท้ๆ” ที่สละชีพเพื่อชาติเหล่านั้น ยังอยู่ในความทรงจำของพวกเราชาวไทยตลอดมา มิได้เลือนหายไป แต่...

        ปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านนี้เมืองนี้ จนเป็นที่อิดหนาระอาใจคนไทยอย่างเราๆ ไม่ได้เกิดจาก “ทหารจริง” หรือ “ทหารแท้ๆ” หากแต่...

        ...เกิดจาก “ทหารเก๊ๆ” ที่เป็นนักการเมืองอัปรีย์ อย่าง “นายมาร์ค หัวปลอก” นั่นแหละครับ!!!

..............

ท้ายบท สำหรับคอลัมน์ประจำสัปดาห์ก่อน อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!? http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=452
19  หมวดหลัก / วาทตะวัน สุพรรณเภษัช / อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!? เมื่อ: 27 ตุลาคม 2013, 21:39:38
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        เมื่อหลายวันก่อน รู้สึกอารมณ์เสียขึ้นมาทันที เมื่อเห็นหน้า สนธิ บุณยะรัตกลิน ที่ผมเรียกติดปากว่า “ไอ้บัง กบฏ” ทางสถานีโทรทัศน์ Voice T.V. ที่ผู้ดำเนินรายการ ดันไปสัมภาษณ์ไอ้หมอนี่ ในวันครบรอบ 7 ปี ที่ตัวมันกับพวก ก่อการกบฎ ยึดอำนาจจากพระเจ้าแผ่นดิน
        ฟังไอ้บังออกมาพูดจาเฉไฉ พยายามแก้ตัวเรื่องการยึดอำนาจแล้ว ต้องอุทานกับตัวเองว่า   
        อ้าว ลืม “กบฏ 19 ก.ย.49” ไปได้ไงวะเรา!?

        ความระยำของการยึดอำนาจของ “ไอ้บัง กบฏ” นั้น ผมเขียนเอาเยอะ รวมเป็นหนังสือขายดิบขายดี ชื่อ “รัดทำมะนวย ฉบับหัวคูณ” ประจานการยึดอำนาจสุดอุบาทว์ ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา ผูคนก็ฮือฮากัน
        วันนี้จึงขออนุญาตตอกย้ำ เพื่อเตือนความจำของพี่น้องประชาชนชาวไทย อีกครั้งหนึ่งว่า 
        สิ่งที่ของไอ้บังกับพวก สร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยเรามากที่สุด คือ

        1. ความแตกแยกระหว่างคนในชาติ อย่างไม่เคยเกิดขึ้นก่อนในอดีต และยังจะต้องดำเนินต่อไปอีกยาวนานอย่างไม่รู้จบ เพราะลูกหลานของแต่ละฝ่าย ได้สืบทอดความเชื่อศรัทธาทางการเมืองของพวกตนไว้ อย่างเหนียวแน่น และต่างฝ่าย ต่างตั้งแง่เข้าหากันแบบสุดๆ
        ดูเหมือนไม่มีวัน ที่จะ “ปรองดอง” กันได้!

        2. เกิดความทรุดโทรมในสถาบันต่างๆ ที่ประชาชนเคยให้ความเคารพนับถือและเชื่อมั่น เช่น องค์กรที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี หรือ ศาลสถิตยุติธรรม และองค์กรที่ถูกเรียกว่าศาลด้วย เช่นศาลรัดทำในวย ศาลปกครอง ได้ถูกบริภาษด่าทอกลางที่สาธารณะ หรือยกพวกไปด่าทอถึงความไม่ยุติธรรม ต่อหน้าที่ทำการศาล อย่างที่เราคนไทยไม่เคยพบเห็นมาก่อน
        ที่น่าตกใจมาก คือ
        แม้แต่สถาบันเบื้องสูง ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างเปิดเผย จนปรากฏเป็นคดีความ ไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวนจำนวนมากมาย แม้กระทั่งพี่น้องท้องเดียวกัน หรือ ผัวกับเมียที่มีการศึกษาดีทั้งคู่ เมื่อเกิดระหองระแหงกันต่างยกเอาคดีตามมาตรา 112 ขึ้นมา เป็นเครื่องมือประหัตประหาร เพื่อทำลายล้างอีกฝ่าย ให้สิ้นซากไป
        น่าอนาถนัก!

        คดีตามมาตรา 112 หลายคดีไปถึงขั้นฟ้องร้องต่อศาล และบางคดีมีการตัดสินแล้ว แต่ยังก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาไม่หยุดยั้ง เพราะฝ่ายที่ตัดสินคดีความ ถูกกล่าวหาว่า ไม่ดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม แถมฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลย ยังมีองค์กรระหว่างประเทศ เป็นแรงหนุนเนื่องอีกต่างหาก จนมีการวิพากษ์วิจารณ์ต่อเนื่องในต่างประเทศ อย่างกว้างขวางอีกด้วย
        ทั้งสองเรื่องนี้ เป็นเรื่องหลัก ซึ่งเป็นผลโดยตรงจาก “กบฏ 19 ก.ย.49”

        นับแต่นั้น ประเทศเราต้องถดถอยครั้งใหญ่และที่น่าตกใจอย่างยิ่ง คือ ขบวนการยาเสพติด ที่เจียนจะสิ้นซาก เพราะถูกปราบปรามอย่างหนักหน่วงในยุคนายกฯทักษิณ ได้กลับคืนมาทำลายชาติบ้านเมืองของพวกเราอีกครั้ง
        ดังนั้น ประชาชนคนไทย ต้องประณาม “ไอ้บัง” กับพวกของมันตลอดไป
        ให้อภัย ไม่ได้เด็ดขาด!

        การปฏิวัติรัฐประหารในเมืองไทย นั้น มักจะมีคำสั่งของคณะปฏิวัติ ห้ามไม่ให้นายธนาคาร นักธุรกิจการเงินคนสำคัญ ฯลฯ เดินทางออกนอกประเทศ
        ตรงนี้เข้าใจได้ว่า คณะปฏิวัติต้องใช้เงิน และวิธีที่ดี คือ การ “รีด” เอาเงินจากนายธนาคาร และธุรกิจนักการเงิน โดยอ้างว่า
        เพื่อเอามา “ลงขัน” สนับสนุนกิจกรรมคณะผู้ยึดอำนาจ ซึ่งบรรดานายธนาคารและนายวาณิชย์ธนกิจ ไม่กล้าขัด ซึ่งว่ากันตามตรง เพราะกลัวตายด้วยกันทั้งนั้น ว่าไปแล้วมันก็ คือ การลงมือ...
        “ปล้น” เอาดื้อๆ นั่นเอง!

content/picdata/452/data/photo1.jpg

        การ “กบฏ 19 ก.ย.49” ของไอ้บังกับพวกนั้น ไม่ได้ “ปล้น” ธรรมดาๆ แต่เป็นการ “ปล้นกลางแดด” แบบหน้าด้านสุดๆ โดยบีบบังคับให้กระทรวงการคลัง จ่ายงินให้กับคณะผู้ยึดอำนาจ เป็นจำนวนเงิน 1,500 ล้านบาท โดยอ้างว่า เป็นค่าใช้จ่ายในการยกกำลังทหารออกจากที่ตั้งมาเพื่อกระทำการรัฐประหาร
        กระเป๋าตุง...ไปตามๆกัน!
        ส่วนอีกครั้ง คือ เมื่อจะมีการลงคะแนนเสียงรับรอง “รัดทำมะนวย ฉบับหัวคูณ” รึดไปจากคลังอีก 1,500 ล้านบาท สำหรับการ “ปล้น” ครั้งหลังนี้ อ้างว่า เพื่อให้ฝ่ายทหาร นำไปใช้ในการทำความเข้าใจกับประชาชน เพื่อให้รับรอง “รัดทำมะนวย ฉบับหัวคูณ”
        ดูมันทำ!!

        การ “กบฏ 19 ก.ย.49” ได้สร้างความร่ำรวยมั่งคั่งให้กับไอ้บังกับพวกอย่างมาก จน คมช.ของพวกมัน กลายเป็น
        “คณะมั่งมีแห่งชาติ”
        เรื่องการปล้นเงินหลวงนั้น เป็นความชั่วร้ายของ“ไอ้บัง กบฏ” แต่สิ่งที่คาใจผมอยู่ทุกวันนี้ คือ
        การที่หัวหน้ากบฎอย่าง “ไอ้บัง” ได้พยายามสื่อหรือแสดงโดยนัย ให้ประชาชนเห็น ในทำนองว่า
        ในหลวงทรงเห็นชอบ กับการปฏิวัติรัฐประหาร!
        พฤติกรรมของ “ไอ้บัง” ในเรื่องนี้ ในความเห็นของผมแล้ว เป็นเรื่อง
        “เลวบัดซบ” สุดๆ!

        ผมขัดเคือง “ไอ้บัง” เป็นอย่างยิ่ง ที่บังอาจทำให้ระคายเคืองเบื้องยุคลบาทอย่างนั้น และได้เขียนเป็นหลักเป็นฐาน ตั้งแต่ 8 สิงหาคม 2552 ในบทความ ชื่อ ฟ้าลงโทษ!!! http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=165
        เขียนเอาไว้อย่างนี้ครับ

        ...หลังเกิดการรัฐประหารระยำเมื่อปี 49 ก็มักจะมีข่าวออกจากฝ่ายพวกกบฎไอ้บังว่า การกระทำรัฐประหารเมื่อ 9 ก.ย.2549 นั้น เป็นความถูกต้อง ไม่ว่าประชาชนคนไหนๆ หรือแม้แต่ “ฟ้า-ดิน” ก็ยังเห็นชอบกับการยึดอำนาจด้วย       
        พูดกันในทำนองนี้ แต่ผมกลับเห็นต่างจากพวกมัน ทำไมน่ะหรือครับ?         
        ตอบได้ ผู้บัญชาการเหล่าทัพในอดีต ที่ทำคุณงามความดีต่อแผ่นดิน ตั้งแต่กึ่งพุทธกาลมา พบบรดาศรีภริยาของท่านเหล่านั้น จะได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ตั้งแต่ชั้น “จตุตถจุลจอมเกล้า” และมีคำนำหน้าว่าเป็น 
        “คุณหญิง”               
        ซึ่งเราเห็นกัน จนเป็นเรื่องปกติ

        แต่ท่านผู้อ่านครับ       
        การกระทำของ ผบ.เหล่าทัพที่ร่วมทำการปฏิวัติ ในวันที่ 19 ก.ย. 2549 ในครั้งนั้น สิ่งที่เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า         
        การก่อกบฏของพวกเขาเป็นการไม่สมควร ทำให้บ้านเมืองเสียหายในสังคมการเมืองระหว่างประเทศ ร้ายที่สุดคือการทำให้ประชาชนแยกเป็นสองฝ่ายชัดเจน และกำลังขบเขี้ยวจะเอาเป็นเอาตายกัน ความฉิบหายอาจมาเยือนบ้านเมืองของเราอย่างหนักหน่วงในวันข้างหน้านั้น พวกเราคนไทยต้องจำให้มั่นว่าเป็นเพราะ   
        ฝีมือไอ้พวก คมช. นี่แหละ ไม่ใช่ใครที่หนวยเลย!

        การกระทำของอดีต ผบ.เหล่าทัพที่ก่อการกบฎในพระราชอาณาจักร ละเมิดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์เจ้าชาวไทย สร้างความแตกแยกบรรลัยให้กับบ้านเมือง จึงเป็นบาป เป็นคุรุกรรมหรือกรรมหนัก อย่างน้อยที่สุดก็เห็นกันในเบื้องต้นว่า บรรดาเมียของ อดีตผบ.ทบ. ผบ.ทร. และ ผบ.ทอ. ที่ร่วมก่อการร้ายกับประเทศในครั้งนั้น ไม่ได้รับการยกย่องให้เป็นสตรีที่มีเกียรติ เยี่ยงภริยาของ ผบ.เหล่าทัพที่ผ่านมา             
        เธอเหล่านั้นยังเป็น “คุณนาย” กันอยู่!           
        คำเรียกขาน ที่เหล่าแม่ค้าในตลาดเรียก ก็ไม่ได้แตกต่างจากคุณนายของคุณจ่า หรือนายร้อย นายพัน นายพล ที่เห็นกันดาษดื่น!!

        จึงอยากถามท่านผู้อ่านว่า

        “ฟ้าลงโทษ” ไอ้คนพวกนี้ หรือเปล่าครับ!!!?

        ท่านผู้อาน ที่เคารพครับ

        หากผู้เขียนจำเป็นต้องตอบคำถามตัวเอง ที่ถามท่านผู้อ่านในข้อเขียนที่ยกมาข้างต้น ต้องขอตอบ อย่างตรงไปตรงมาว่า  ตัวผมมีความเชื่อเต็มร้อย ว่า
        ในหลวงของเราทรงไม่เห็นด้วย กับการก่อกบฎของ “ไอ้บัง” กับพวกเลย เพราะ...
        การที่ไม่ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ให้กับบรรดาเมียๆของผู้ยึดอำนาจ รวมทั้งผู้มีส่วนในการนี้ เหมือนที่เคยทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯกับบรรดาภริยาผู้นำเหล่าทัพ ยุคก่อนหน้านี้ เป็นเครื่องยินยันได้เป็นอย่างดี

        ที่เลวร้ายอย่างยิ่ง ต่อเนื่องจากเรื่องนี้ คือ ทันทีที่ข่าวออกมาชัดเจนว่า จากการที่พวกเมียๆ “ไอ้บัง กบฎ”กับพวก ไม่ได้รับโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า คือ
        การระเบิดตู้โทรศัพท์ ถนนราชวิถึ ตรงข้ามพระตำหนักจิตรลดาระโหฐาน ในคืนวันฉัตรมงคล 5 พ.ค. 2550 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กำลังประทับอยู่ด้วย

        กระแสสังคมในตอนนั้น ชี้เป้าไปที่กลุ่มคนที่มีอำนาจ และผมได้เขียนบทความ เชิงถาม พล.อ.สนธิ ชื่อ “ไซตอน” ประชาธิปไตย (สนธิ บุณยะรัตกลิน... “ไอ้บัง กบฏ”ไง!)
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=249   
        (“ไซตอน” ในภาษาอาหรับหมายถึง “มารร้าย” ตรงกับ "ซาตาน" หรือ Satan ในภาษายุโรป)

        ...สิ่งที่ยังค้างคาใจผม และผู้คนในชาติเหลือกำลัง คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในระหว่างที่นายพลสนธิฯ และพรรคพวก คมช.ของตน ยังนั่งอยู่ในอำนาจ นั่นคือ

        เหตุระเบิดที่บริเวณปากซอยราชวิถี 24 มุ่งหน้าสวนจิตรลดา ใกล้บริเวณมูลนิธิไทยคม และเขตพระราชฐานพระราชวังสวนจิตรลดา เมื่อเวลาประมาณ 21.23 น. ของวันที่ 5 พ.ค.50 ซึ่งเป็น
        “วันฉัตรมงคล”
        ผู้คนเขาลือกันสนั่นกรุงว่า เป็นฝีมือของ....

        “ไอ้พวกที่เมียไม่มีวาสนา ได้เป็น ‘คุณหญิง’ กับเขา!”

        ขอให้ท่านผู้อ่าน ได้โปรดรับทราบว่า หากผมเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน กับอดีตหัวหน้าคณะผู้ยึดอำนาจ 19 ก.ย.2549 ซึ่งรับผิดชอบ ดูแลความสงบเรียบร้อย ของบ้านเมืองในตอนนั้น
        เห็นจะต้องถามกัน อย่างตรงไปตรงมาว่า

        “จริงอย่างที่เขาว่า หรือเปล่าวะ...ไอ้บัง กบฏ!!!?”

..................

ท้ายบท เพื่อความเข้าใจเพิ่มเติม โปรดอ่านบทความเกี่ยวกับเรื่องยาเสพติดประกอบ คือ

1. ฆ่าตัดตอน ข้อกล่าวหา โกหกบันลือโลก http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=72

2. ฆ่าตัดตอน-ฆ่าตัดตีน... “มุก”จำเจ!?
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=143

3. “ฆ่าตัดตอน” ขนานเทียม!...“อุ้มฆ่า”ขนานแท้!!
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=234

        อนึ่ง สำหรับคอลัมน์ประจำสัปดาห์ก่อน คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ  “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=451
20  หมวดหลัก / วาทตะวัน สุพรรณเภษัช / คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย เมื่อ: 27 ตุลาคม 2013, 21:38:30
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ  “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        ท่านผู้อ่าน ที่ติดตามข้อเขียนของ “วาทตะวัน” มาโดยตลอด คงจะสังเกตเห็นได้ ว่า
        ผู้เขียนได้เกาะติด “คดีพันธมิตร” อย่างเหนียวแน่น ด้วยการเขียนต่อต้าน โจมตี การกระทำของคนพวกนี้ ที่บังอาจใช้กำลังเข้ายึดสถานที่ราชการสำคัญ คือ
        “ทำเนียบรัฐบาล”

content/picdata/451/data/photo_0003.jpg

        สถานที่ดังกล่าวเสมือนหน้าตาประเทศ เป็นศูนย์กลางอำนาจบริหาร ทั้งยังเปรียบดั่ง “สมอง” ส่วนสั่งการไปยังองคาพยพของหน่วยราชการต่างๆ ให้เคลื่อนไหวตามนโยบายที่สมองได้คิดและสั่งการออกไป เพื่อพาบ้านเมืองของเราเจริญรุดหน้า ก้าวทันและทัดเทียมมิตรประเทศ ในสังคมโลก

        นอกจากยึดทำเนียบรัฐบาลแล้ว ฝ่ายพันธมารยังเหิมเกริม ถึงขั้นยกกำลังไปปิดสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง ซึ่งเป็นสนามบินนานาชาติ และประตูเข้าออกประเทศไทยของเรา ทำให้คนต่างด้าวท้าวต่างแดนทั้งหลาย ที่อยู่ในสนามบินตอนนั้น
        ต้องตกอยู่ใน “ภาวะอันตราย” อย่างร้ายแรง!

        ประเทศต่างๆที่คนของเขา ที่โชคร้ายต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย กลายเป็น “ตัวประกัน” อยู่ในสนามบินนานาชาติ เพราะปฏิบัติการก่อการร้าย ที่นำโดยนายพลจำลองฯกับพวก
        ประเทศที่ว่ามี สหรัฐอเมริกาเป็นหัวหอกสำคัญ ได้เคลื่อนไหวกดดัน ให้ผู้หนุนหลังกบฎพันธมิตร สั่งการให้ผู้นำ
พันธมาร เร่งถอนออกจากสนามบินนานาชาติเสียแต่โดยดี
        มิฉะนั้นแล้ว...
        จะใช้กองกำลัง “บุก” ไทย!
        ทั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือผู้โดยสารชาวต่างประเทศ ซึ่งเป็นพลเมืองของพวกเขา นั่นเอง
        นี่เป็นเหตุผลสำคัญ ทำให้ “คนหนุนหลัง” หรือที่ชอบเรียกกันว่า “มือที่มองไม่เห็น” ของฝ่ายพันธมารตกใจกลัวอย่างแรง
จนนำไปสู่การถอนตัวออกจากการยึดครองสนามบิน แต่ค่าเสียหายทางธุรกิจ ที่คำนวณจากการที่สนามบินถูกยึด นั้น
        สูงกว่า...หนึ่งแสนล้านบาท!

        ความเสียหายของสนามบินสุวรรณภูมิ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับ ทอท. นั้น ที่มีหลักฐานเห็นชัดเจน คือ
        เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2554 ศาลแพ่งได้มีคำสั่งในคดีที่ การท่ากาศยานไทยจำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เป็นโจทก์ฟ้อง โดยศาลแพ่งสั่ง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำ พันธมารกับพวก ที่เป็นแกนนำร่วม รวม 13 คน ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 522 ล้านบาท ให้บริษัทการท่าอากาศยานไทย (ทอท.) กรณีชุมนุมสนามบินสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง
        ศาลชี้ว่า
        จำเลยกระทำผิดฐานละเมิด ทำให้เกิดเสียหายทั้งทางกายภาพและทางการพาณิชย์ ต่อการท่ากาศยานไทยจำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.
        ผมยังไม่รู้ว่า
        ป่านนี้มีการบังคับคดี กันหรือยัง? ใครรู้ช่วยบอกด้วย

        นอกจากนี้ ยังมีความเสียหายของสายการบิน บุคคล หรือนิติบุคคลอื่นๆ ที่ต้องใช้บริการสนามบิน รวมถึงความเสียหายของสินค้าต่างๆ เช่น ความเสียหายของกลุ่มค้าไม้ดอกของไทย ที่สินค้าซึ่งเป็นดอกไม้สวยงามจำนวนมากมาย ต้องเสียหายอยู่ในคลังสินค้า เพราะส่งออกไม่ได้ อันเป็นผลจากการห็นในบุกเข้ายึดสนามบินของพวกพันธมาร
        ทำให้ผู้ประกอบการหลายเจ้า ที่ทุนรอนไม่มากนัก
        ฐานะทรุดลงทันที!

        สิ่งที่ผมไม่เข้าใจ และเสียใจอยู่ทุกวันนี้ คือ รัฐบาลนายกฯสมัครในตอนนั้น ไม่ทำการตีโต้ตอบโดยฉับพลัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย และผมยืนยันว่า
        ด้วยกำลังตำรวจเพียงหน่วยเดียว ก็สามารถจัดการกับกำลังของพันธมิตรได้เรียบร้อย รวดเร็วอยู่แล้ว
        แต่...
        ที่รัฐบาลคุณสมัครฯ ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายบริหารขณะนั้น ทำไม่ได้ หรือไม่กล้าสั่งการ ให้เผด็จศึกม็อบพันธมารเสียในตอนนั้น เพราะปรากฏชัดเจนว่า
        มีอำนาจนอกระบบ รวมทั้งฝ่ายทหารด้วย ได้เข้ามา “ให้ท้าย” พวกพันธมาร จนเกิดการส่งสัญญาณผิดๆ ไปสู่ประชาชนคนไทย ให้เข้าใจกันว่า
        การกระทำของพวกพันธมาร นั้น เป็นเรื่องถูกต้อง สมควรที่จะสนับสนุนเสียด้วยซ้ำ นี่เป็นผลงานของอำนาจนอกระบบ ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลในตอนนั้น หรือพูดให้ชัดก็คือ
        กลุ่มต่อต้านทักษิณ นั่นเอง!
        คนพวกนี้ เราต้องช่วยกันประนามว่า พวกมันได้สร้างกรรมหนัก เพราะหวังเพียงผลทางการเมือง เพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่เป็นพวกทักษิณ โดยพวกเขาไม่คำนึงถึงความเสียหายของประเทศ
        ช่าง “เลวระยำ”...หาที่เปรียบไม่ได้!!

        ท่านผู้อ่านจำได้ไหมครับว่า เมื่อพวกพันธมารยึดทำเนียบรัฐบาล สื่อมวลชนในประเทศ ไม่มีฉบับไหนกล้าวิพากษ์วิจารณ์พวกพันธมารแรงๆ แบบอยู่กันคนละข้าง นอกจากสื่ออิสระ อย่างเว็บ www.Vattavan.com ของผมนี่แหละ ที่อัดพันธมิตรพันธมารอย่างต่อเนื่อง แบบไม่ไว้หน้า 
        ที่ผมทนไม่ได้ และเศร้าใจเป็นอย่างมาก คือ ระหว่างการยึดทำเนียบรัฐบาล นายทหารรักษาพระองค์จะทำการฝึกซ้อมสวนสนาม นั้น
        นายทหารผู้ควบคุมการฝึกซ้อม ยังต้องไปขออนุญาต จาก
        ไอ้นายพล จำลอง ศรีเมือง!

        แม่งงงง...ใหญ่จริงๆ!!

        ผมเขียนด้วยความชอกช้ำใจ ไว้ในบทความของตัวเอง ชื่อ “อะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด!”
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=109
ขอตัดตอนมาให้แฟนๆ ได้อ่านอีกครั้งวันนี้ ลองอ่านดูนะครับ

        ...ต้องขอพูดตรงๆเพราะผมไม่รู้ว่า ขุนทหารจะนำเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชา ถวายสัตย์ปฏิญาณในวันสำคัญที่ใกล้จะถึงนี้ ได้อย่างเต็มความภาคภูมิใจหรือไม่อย่างไร นั้น
        ผมไม่ทราบ
        ทั้งนี้ เพราะผู้เขียนนั้น อดคิดไม่ได้ว่า ในระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตรวจพลสวนสนามอยู่นั้น ถ้าหากพระองค์ทรงทอดพระเนตรไปไม่ไกลนัก ก็จะทรงเห็นสะพานมัฆวาน และมีทำเนียบรัฐบาล ซึ่งถูกยึดอยู่โดยกลุ่มกบฏ ทั้งๆที่มีหน่วยทหารสำคัญตั้งอยู่หลายหน่วย ตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน
        กองกำลังนอกกฎหมาย ได้เข้าควบคุมสถานที่ซึ่งเป็นหัวใจของการบริหารราชการแผ่นดิน และปล้นสะดมทำลายเอาจนย่อยยับ แถมยังวางก้ามสั่งห้ามผู้คนผ่าน
        แม้หน่วยทหารรักษาพระองค์ จะฝึกซ้อมสวนสนามในพระราชพิธีสำคัญ ยังต้องซมซานไปขออนุญาตพวกมัน...
        มันเป็นไปได้อย่างไรกัน...ประเทศนี้!?

        ที่ทำร้ายจิตใจคนไทยมากที่สุด คือ
        แม้แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ และทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินของประเทศนี้
        ยังไม่อาจทรงใช้ได้เส้นทาง เสด็จพระราชดำเนินประจำได้!!

        ถึงตรงนี้ น้ำตากลบ เขียนต่อไม่ไหวแล้ว...

        อะไรจะเกิด ก็ให้มันเกิด!!!

        ครับ!...
        นั่นเป็นข้อเขียนของผม ที่วันนี้ผ่านมาห้าปีแล้ว ต้องนำมาให้อ่านกันอีกครั้ง เพื่อทบทวนความจำของท่านผู้อ่าน เพราะคดีฟ้องร้องคนพวกนี้ เพิ่งจะไปถึงโรงถึงศาล
        นอกจากนั้นแล้ว ยังมีอีกเหตุการณ์หนึ่ง ที่ผมไม่อยากปล่อยให้ผ่านไป และจะต้องนำมาพูดถึงกันในวันนี้ นั่นคือ
        การใช้ดุลยพินิจของ “ผู้พิพากษา” ในคดีที่ฝ่ายพันธมิตร ตกเป็นผู้ต้องหาในศาล
        ขอย้อนกลับไปเล่าถึงเหตุการณ์ดังกล่าว ให้ท่านผู้อ่านฟัง อีกครั้ง คืออย่างนี้ครับ

        การเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล พนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจ ได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า
        การที่นายพลจำลองฯ กับพวก เข้ายึดทำเนียบรัฐบาล อันเป็นการกระทำความผิดฐาน

        “กบฏ”

        ดังนั้น พนักงานสอบสวนจึงได้ยื่นคำร้อง ขออนุมัติออกหมายจับ โดยได้บรรยายถึงพฤติการณ์ของกลุ่มกบฏ ให้ศาลอาญาทราบ และนำเสนอพยานหลักฐานพร้อมสรรพ เพื่อศาลจะได้พิจารณา...
        “อนุมัติ”ออกหมายจับ!

        พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดีนี้ คือ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน  ได้แถลงยืนยันว่า
        ผู้พิพากษาศาลอาญาจำนวน 12 ท่าน ได้เข้าร่วมประชุมพิจารณาการออกหมายจับ เท่านั้นยังไม่พอ ทางศาลอาญายังได้เชิญพิจารณาผู้พิพากษาอาวุโสอีก 1 นาย มาร่วมพิจารณาด้วย
        ผู้พิพากษาทั้ง 13 ท่าน มีความเห็นเป็น “เอกฉันท์” อนุมัติให้ออกหมายจับ ตัวนายพลจำลองฯกับพวก ในข้อหากบฏในราชอาณาจักร

        เมื่อนายพลจำลองฯกับพวก รู้ตัวว่าโดนข้อหา “กบฏ” นั้น เจ้าตัวเกิดความเกรงกลัวอย่างเห็นได้ชัด สังเกตเห็นได้ง่ายๆ เพราะเขากับพวกเอาแต่ฝังตัวอยู่ในทำเนียบเท่านั้น โดยไม่โผล่หัวกบาลออกไปข้างนอกเลย
        แต่...ในที่สุด นายพล จำลองฯ ตัดสินใจออกมาทดสอบกำลังของฝ่ายบ้านเมืองโดยออกจากทำเนียบ เพื่อไปใช้สิทธิในวันเลือกตั้งผู้ว่า กทม.
        ตำรวจซึ่งรออยู่แล้ว ตรงเข้าจับกุม และนำตัวไปขออำนาจศาลฝากขังในข้อหา “กบฏ”
        นายพลจำลองฯ ต้องเข้าเรือนจำไป

        ทนายความของ นายพล จำลองฯ ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ ขอให้เพิกถอนหมายจับ ในข้อหา “กบฎ” และสิ่งที่ทำให้ผู้คนในบ้านในเมืองต้อง “ตกตะลึง” ในเวลาต่อมา คือ
        ศาลอุทธรณ์ได้สั่ง เพิกถอนหมายจับ!

        ในคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ สั่งว่า
        ข้อหากบฏที่คณะผู้พิพากษาศาลอาญามีมติให้ออกหมายจับนั้น “เลื่อนลอย” แต่ไม่ได้อรรถาธิบายว่าเลื่อนลอยอย่างไร
        นายพล จำลองฯ ถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำ!

        ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ

        ห้าปีหลังจากที่ศาลมีคำสั่งว่า ข้อหากบฏ ที่พนักงานสอบสวนกล่าวหานายพลจำลองฯ นั้น “เลื่อนลอย” แต่มาถึงวันนี้ ปีพ.ศ. 2556 ผลออกมาปรากฏว่า
        พนักงานอัยการได้ออกคำสั่ง “สั่งฟ้อง” พล.ต.จำลองฯ กับพวก รวม 9 นาย ในข้อหา “กบฏ” ตามความเห็นของพนักงานสอบสวน
        ครับ...ข้อหา “กบฏ” ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า “เลื่อนลอย” จนเป็นเหตุให้มีการปล่อยตัวนายมหาห้าขัน นั่นแหละครับ
        คดีนี้อัยการนัดผู้ต้องหาซึ่งมี พล.ต.จำลองฯ กับพวก นัดฟังคำสั่ง 27 ก.ย. 2556 แต่ข่าวออกมาว่า ทนายฝ่ายจำเลยเล็งขอเลื่อนฟังคำสั่ง อ้างหาหลักทรัพย์ยื่นประกันตัวไม่ทัน

        ผมจึงอยากบอกผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ คนที่ออกคำสั่งดังกล่าว ว่า
        เป็นเพราะคำสั่งของท่าน อีกนั่นแหละ ที่เสมือนการ “ติดปีก” แห่งความก้าวร้าว เพิ่มให้กับนายพลจำลองฯกับพวกกบฏ ทำให้สถานการณ์ของบ้านเมืองของเรา ต้องทรุดหนักลง และพบกับความเลวร้าย
        หนักข้อ...ยิ่งขึ้นไปอีก!
        ชื่อเสียงของประเทศต้องพินาศฉิบหายไป พร้อมๆกับเสียหายยับเยินทางเศรษฐกิจนับแสนล้าน 
        เพราะ...

        นายพลจำลองฯ ได้ยกระดับปฏิบัติการ ไปสู่การเป็น “ผู้ก่อร้ายสากล” อย่างสมบูรณ์แบบ ด่วยการพาพลพรรค...

content/picdata/451/data/photo_0004.jpg

        บุกเข้ายึดสนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมือง!!

        คนไทยทุกคนที่รักชาติบ้านเมือง จะต้องจำเหตุการณ์เลวร้ายนี้ไว้ให้ดี มีลูกต้องสอนลูก มีหลานต้องสอนหลานด้วย และต้องสาปแช่ง ผู้ที่อยู่ที่ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง เหตุการก่อกบฏในครั้งนี้

        สำหรับผู้พิพาษาศาลอุทธรณ์ ผู้ที่ออกคำสั่งว่าข้อหากบฎ ว่า “เลื่อนลอย” นั้น

        หากบังเอิญ ท่านได้อ่านบทความนี้แล้ว

        “ขอให้ใต้เท้า นอนหลับ ฝันดี นะขอรับ!!!”

...............

ท้ายบท  สำหรับคอลัมน์ประจำสัปดาห์ก่อน“ไอ้โง่” มันจบจาก Oxford หรือ Oxfuck กันแน่!!!?  http://vattavan.com/detail.php?cont_id=450
มีผู้ออกความเห็น ดังต่อไปนี้ครับ
21  หมวดหลัก / วาทตะวัน สุพรรณเภษัช / เมื่อคนใช้กลายเป็นเมียเศรษฐี - เมื่อนักการเมืองต้องแย่งเมียคนอื่น เมื่อ: 27 ตุลาคม 2013, 21:36:35
เมื่อคนใช้กลายเป็นเมียเศรษฐี - เมื่อนักการเมืองต้องแย่งเมียคนอื่น

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        เมื่อเร็วๆนี้ ทางเคเบิลทีวีที่ผมเป็นสมาชิกอยู่ เขานำหนังเก่ากว่าสิบปี เรื่อง Maid in Manhattan (2002) มีดาราสาวสวยเลือดละติน เจนนิเฟอร์ โลเปซ (Jennifer Lopez) เป็นดาราแสดงนำ
        หนังเรื่องนี้ แม้พล๊อตจะดูง่ายๆ เหมือนหนังไทยหลายเรื่อง แต่ที่ผมชอบเป็นพิเศษ ตรงที่คนตั้งชื่อหนังเรื่องนี้เป็นภาษาไทย เขาตั้งได้หวือหวาดี คือ
        เสน่ห์รักสาวใช้หวานฉ่ำ!

content/picdata/427/data/photo_0001.jpg

        หนังเป็นเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อ มาริสา เวนทูร่า (เจนนิเฟอร์ โลเปซ) แสดงเป็นแม่ม่ายเชื้อสายละติน ที่ยังสาวสะพรั่ง สวยทั้งรูปร่างและหน้าตา มีลูกติดเป็นของแถมอีกหนึ่งคน
        มาริสา เวนทูร่า ทำงานเป็น maid หรือ แม่บ้าน อยู่ในโรงแรมหรูระดับ 5 ดาวในย่านแมนฮัตตัน แต่ด้วยโชคชะตาเล่นตลก ทำให้มาริสาได้พบกับ คริสโตเฟอร์ มาร์แชล (ราฟฟ์ ฟินส์) นักการเมืองหนุ่มหล่อที่มีอนาคตไกล แถมมาจากตระกูลร่ำรวยแบบเดียวกับเคนเนดี

        คริสโตเฟอร์ มาร์แชล เข้าใจผิดว่า เธอคือแขกที่เข้ามาพักในโรงแรม และคงจะป็นโชคชะตาฟ้าลิขิต ที่นำให้หนุ่มสาวทั้งคู่มาพบ และตกหลุมรักซึ่งกันและกัน คนทั้งสองได้พบกับช่วงเวลาอันแสนวิเศษเพียงคืนเดียว
        โลกกลับตาลปัตรทันที ตอนที่ความจริงถูกเปิดเผยออกมาว่าฝ่ายสาวเป็นแค่แม่บ้านของโรงแรม และทั้งหนุ่มสาวตระหนักทันที ว่า
        ชีวิตของเขาทั้งสอง เหมือนอยู่กันคนละโลก เพราะถึงแม้ว่าในความเป็นจริง มันจะเป็นเพียงแค่ระยะทางของรถไฟใต้ดินระหว่างเขตแมนฮัตตัน ซึ่งเป็นถิ่นของความร่ำรวยและเศรษฐี กับถิ่นบรองซ์ ซึ่งเป็นที่ลงหลักปักถ่อของคนยากจน และผู้ใช้แรงงาน ชีวิตที่แตกต่างของคนทั้งสองถิ่น ไม่น่าจะครองคู่อยู่ด้วยกันได้
        หนังเลือกฉากจบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้ง โดยทั้งคู่กลับมาปลูกต้นรักกันใหม่ และคนสร้างทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่า
        หลังจากเมฆหมอกผ่านไป นางเอกได้พัฒนาตนเอง โดยการเพิ่มเติมการศึกษา และกลายเป็นผู้บริหารโรงแรม ราวกับตั้งใจเพิ่มเติมคุณสมบัติ ให้ขึ้นมาคู่ควรกับพระเอกนักการเมืองอนาคตไกล แถมมาจากตระกูลที่ร่ำรวยอีกด้วย
        แม้หนังเรื่องออกน้ำเน่าหน่อยๆ แต่ดูแล้วสบายใจดีจริงๆ!

        ภาพยนตร์เรื่อง Maid in Manhattan สร้างตั้งแต่ ปี 2002 แต่ถ้าเราลองสังเกตดู จะพบเรื่องจริงของผู้คน ในทำนองเดียวกับหนังเรื่องนี้อีก ที่ฝ่ายหญิงเป็น maid มาก่อน แต่ไม่ได้พบกับพระเอกที่เป็นนักการเมืองเหมือนหนัง หากแต่เธอพบรักกับพระเอก ซึ่งเป็นมหาเศรษฐี นายจ้างของเธอนั่นเอง และกลายเป็นเรื่องราว ที่โด่งดังสหรัฐอเมริกาไปเลยทีเดียว เธอชื่อ
        บาร์บาร่า เพียเซ็คการ์ จอห์นสัน (Barbara Piasecka Johnson)

        ผู้หญิงคนนี้ บาร์บาร่า เพียเซ็คการ์ จอห์นสัน มีชีวิตแบบเทพนิยาย ซึ่งฟังแล้วทรหดกว่านางเอกในหนังที่เล่าข้างต้น เพราะเธอเป็นผู้อพยพจากโปแลนด์ ซึ่งคนจากยุโรปประเทศนี้ มักมุ่งไปสหรัฐ เพื่อหลบลี้หนีภัยการเมืองและความยากจน โดยบากหน้ามาไขว่คว้าหาชีวิตที่ดีกว่า
        ในระยะเริ่มต้นเมื่อไปถึงอเมริกา ผู้อพยพจำนวนมากต้องยอมเป็นกรรมกร หรือทำงานในระดับต่ำในนิวยอร์ก อันเป็นท่าเรือปลายทางจากยุโรป
        บาร์บาร่าไปถึงสหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ.1969 ด้วยวัยสามสิบ โดยมีเงินติดตัวเพียง 200 เหรียญ ต้องนอนคืนแรกใน โรงแรมสกปรกทึมๆ ในมหานครแห่งความหวัง

        เธอได้งาน maid ทำหน้าที่ในครัว” ให้ เอสเทอร์ อันเดอร์วู้ด จอห์นสัน (Esther Underwood Johnson) หรือ Essie ภริยาคนที่สองของ เจ ซีวอร์ด จอห์นสัน ซีเนียร์ (J. Seward Johnson Sr.) ทายาทเจ้าของผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก ยี่ห้อ Johnson ของบริษัท Johnson & Johnson ซึ่งรู้จักดีทั้งโลก รวมทั้งพลาเตอร์ยา Band-Aid ที่เป็นของจำเป็น ต้องมีติดตู้ยาในบ้าน และคนไทยเราเอง ยังใช้กันเป็นประจำ
        สาวจากโปแลนด์ บาร์บาร่า เพียเซ็คการ์ ทำงานในหน้าที่แม่ครัวไม่นาน แค่ประเดี๋ยวประด๋าว เธอได้ไปเรียนศิลปะต่อที่ New York University และย้ายไปอยู่ในอพาร์ทเมนท์หรู ในแมนฮัตตันถิ่นผู้ดีมีเงิน โดยมิสเตอร์ จอห์นสัน สามีของเจ้านายเป็นผู้จัดหาให้

        จากนั้นอีกเพียงปีเศษ มิสเตอร์ จอห์นสัน ได้หย่าขาดจาก Essie ภริยาคนที่สอง ที่รับสาวโปแลนด์มาเป็นแม่ครัว และตัวเขาเอง ได้ย้ายเข้าไปอยู่อพาร์ทเมนท์ กับอดีตสาวใช้ของเมียเก่า และไม่นานนักก็แต่งงานกับเธอ เรียบร้อยโรงเรียนจอห์นสันไปตามระเบียบ
        ทั้งสองอยู่กินกันมาไม่นาน ฝ่าย มิสเตอร์ จอห์นสัน ที่ชรามากแล้ว ถึงกับม้วยมรณาอำลาโลกไปก่อน และ บาร์บาร่า สาวที่มาจากโปแลนด์ ที่มีคำนำหน้าเป็น มิสซิส จอห์นสัน แล้ว ได้เปิดศึกชิงมรดกกับลูกๆของสามีผู้ล่วงลับ ซึ่งมีอยู่ถึง 6 คนด้วยกัน

        ผลจากการฟ้องร้องกันในศาลสหรัฐ กลายเป็นคดีแย่งชิงมรดกที่โด่งดังมากในยุคนั้น สาวจากโปแลนด์เป็นฝ่ายกำชัยชนะ เด็ดขาด มีลูกสามีถึง 5 คน ไม่ได้รับเงินมรดก แต่มิสเตอร์จอห์สัน แบ่งให้ไปมากมายก่อนหน้านั้น จนร่ำรวยหมดทุกคนแล้ว แม้จะไม่ได้เงินจากกองมรดก ก็ไม่ได้เดือดร้อนเท่าใดนัก
        การที่เธอเป็นฝ่ายชนะคดี ทำให้อดีตสาวใช้ชาวโปแลนด์ เป็นฝ่ายได้รับมรดก มูลค่ากว่า 500 ล้านดอลลาร์ ไปครอบครองพร้อมกิจการอันมีมูลค่ามหากศาล

content/picdata/427/data/photo_0002.jpg

        บาร์บาร่า เพียเซ็คการ์ จอห์นสัน ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากมายก็จริง แต่เสียงวิจารณ์นั้น ดังอยู่เพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่เธอสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้
        สำหรับผมแล้ว ไม่ตำหนิเธอเลย เพราะผู้หญิงที่มาจากชาติที่โดนกดขี่ ต้องออกจากบ้านเมืองที่มีแต่ความทุกข์ระทม โดยไม่มีสมบัติติดตัวมา นอกจากเงินเพียงน้อยนิด ทำให้เธอต้องใช้นาผืนน้อยๆ ที่พระเจ้าประทานให้ติดตัวมา (สำนวนนักเขียนไทยรุ่นเก่า) กรุยทางไปสู่ความสำเร็จ และความมั่งคั่งในชีวิตได้ในที่สุด
        บาร์บาร่า เพียเซ็คการ์ จอห์นสัน เพิ่งถึงแก่กรรมเมื่อต้นเดือนที่แล้ว (3 เม.ย.2556) หนังสือพิมพ์ในสหรัฐพาดหัวข่าวถูกใจผม จนต้องนำมาเขียนถึงในวันนี้ คือ

        Maid Who Married Multimillionaire, Dies

        นอกจากพวกเศรษฐี ที่ได้เมียคนใช้หรือ maid แล้ว ดาราใหญ่ที่เป็นนักการเมืองระดับ ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียคนที่ 38 “คนเหล็ก” อย่าง อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ (Arnold Schwarzenegger) ก็ทำผิดพลาดได้ใหญ่โต เพราะดันไปมีเพศสัมพันธ์กับหญิง ชื่อ มิลเดรด เบนา (Mildred Baena) อายุ 50 ซึ่งทำงานหน้าที่แม่บ้าน ให้ครอบครัวของคุณอาร์โนลด์ มานาน ร่วม 20 ปี และเพิ่งลาออกไปตอนความแตกว่า เธอมีเพศสัมพันธ์กับเขานั่นเอง
        เธอคนนี้มีความพิเศษอยู่หน่อยหนึ่ง คือ มีลูกกับพระเอกอาร์โนลด์ ด้วย 1 คน อายุ 13 ปีแล้ว แสดงว่า “คนเหล็ก” ผู้ว่าการรัฐ เล่นกิจกรรมเข้าจังหวะกับสาวใช้มานานเกินสิบปีแล้ว แต่น่าชมเชยที่
        เมียไม่ยักรู้!

        เรื่องของคุณอาร์โนลด์ นั้น สร้างความตกตะลึงพรึงเพริดให้กับผู้ที่เป็นแฟนภาพยนตร์ และผู้สนับสนุนทางการเมืองของเขา แต่ผู้ว่าการฯนักแสดง “คนเหล็ก” ไม่ปฏิเสธ เขายอมรับแต่โดยดี
        บางคนวิจารณ์ว่า สาวใช้ มิลเดรด เบนา หน้าตาแสนธรรมดา ไม่ได้สะสวยอย่าง Maria Shriver (มาเรีย ชไรเวอร์) ภริยาของอาร์โนลด์ซึ่งเป็นนางเอกภาพยนตร์ชื่อดัง
        ผมเห็นว่า ไม่ใช่เรืองแปลกอะไร เพราะนางงามของเรา ที่ชนะการประกวดระดับโลก ที่คนชมว่าสวยนักสวยหนา พอแต่งงานแล้ว ผู้เป็นสามียังหย่ายในเพศรส หันไปอยู่กินกับผู้หญิงบ้านนอกคอกนา หน้าตาพื้นๆ มีให้เห็นๆกันอยู่นั่นไง
        รสนิยมทางเพศ ไม่เหมือนกันนะ... ของใครของมัน!

        คนดังระดับอินเตอร์บางคน ชอบการมีเพศสัมพันธ์กับ maid แต่ไม่ได้มีกับคนรับใช้ในบ้านตัวเอง แต่ดันไปปล้ำ maid ในโรงแรมที่ตัวไปพัก และไม่ได้ตอบแทนหรือชดเชยให้ฝ่ายหญิง ที่สู้อุตส่าห์เป็นเครื่องรองรับอารมณ์เพศของตน และกลายเป็นกรณีอื้อฉาวมากที่สุด คือ นายโดมินิก สเตราส์-คานห์ (Dominique Strauss-Kahn) อดีตผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ผู้ถูกถูกกล่าวหาว่า
        ปลุกปล้ำนาง นาฟิซซาทู ดิอัลโล (Nafissatou Diallo) แม่บ้านของโรงแรม Sofitel New York Hotel นิวยอร์ก และบังคับเธอกระทำ oral sex หรือ โอษฐกาม ให้กับเขา!
        แม่บ้านหญิงเข้าแจ้งความ คนดังระดับผอ. IMF เลยถูกจับกุมตัวได้ก่อนขึ้นเครื่องบินโดยสาร หนีออกนอกประเทศไป

        การถูกจับกุมดำเนินคดีครั้งนี้ ทำให้ นายโดมินิก สเตราส์-คานห์ พลาดโอกาสดีๆในชีวิตไป เพราะเขาเป็นตัวเต็งในการสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเมืองน้ำหอม แต่พอมีข่าวฉาว อนาคตเลยวูบไปด้วย อีกทั้งตอนถูกจับกุมที่นิวยอร์ก ศาลที่นั่น สั่งขังเอาไว้ โดยไม่ให้ประกันตัวเสียอีก
        เขาเลยจำต้องลาออกจากตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศไป เรียกว่าอีตาคนนี้...
        ซวยหลายซับหลายซ้อน เพราะ “กระเจี๊ยว” อันเดียวแท้ๆ!

        สำหรับคดีความของ นายโดมินิก สเตราส์-คานห์ กับพนักงานโรงแรมในนิวยอร์กนั้น แม้เขาจะหลุดคดีอาญา แต่ก็ต้องชดใช้เงินจำนวนหนึ่ง เพื่อยอมความในคดีแพ่ง ให้เรื่องจบๆกันไป 
        อดีต ผอ.ไอเอ็มเอฟคนนี้ มีเรื่องคาวๆมาตลอดชีวิต เพราะเขาเคยมีข่าวลวนลามทางเพศ พนักงานสาวในออฟฟิสเดียวกันกับเขา ทั้งยังมีข่าวฉาวแบบเดียวกัน กับนักข่าวสาวฝรั่งเศสด้วย

        สำหรับคนไทย เรื่องนี้เข้าใจไม่ยาก เพราะแม้ใน “กฏหมายตราสามดวง” ตอนต้นรัตนโกสินทร์ ยังจำแนกแจกแจงและให้การรับรองให้ชายไทยมีเมียได้ ได้ 4 ประเภท คือ
        - “เมียกลางเมือง” คือเมียหลวง
        - “เมียกลางนอก” หรือเมียน้อย
        - “เมียนาง” คือเมียที่พระเจ้าแผ่นดินพระราชทาน และ
        - “เมียกลางทาสี” คือการเอาทาส มาเป็นเมีย ซึ่งยุคนี้ ก็คือ คนใช้ หรือ ลูกจ้าง ซึ่งมีทั้งที่สมัครใจและโดยนายผู้ชายข่มขืน

        ชายไทยได้คนใช้เป็นเมีย จนมีลูกมีเต้าด้วยกันก็ไม่ใช่น้อย ไม่เว้นแม้แต่พวก มีเชื้อมีสาย แม้ลูกที่เกิดกับคนใช้ จะยังมีเชื้อปลายแถว เป็น “หม่อม” ต๊อกต๋อยด้อยฐานะ ระดับสองสามหยอยแล้วก็ตาม แต่...
        เขาไม่ได้อยู่เงียบๆกัน แค่นั้นนะจ๊ะ! 
        เวลาฝ่ายที่เป็นลูกเมียใหญ่ (เมียตบ-เมียแต่ง) มีปากเสียงหรือด่ากับฝ่ายลูกเมียคนใช้ แล้วดันเป็นข่าวดัง ผู้คนสนใจ
เพราะว่า...
        พอเขาลำเลิกเบิกประจานกันทีไร ชาวบ้านพลอยได้สนุกสนาน เฮฮาไปด้วยทุกครั้ง เพราะไอ้-อีคนโน้นก็ชี้หน้าไอ้-อีคนนี้ แล้วพูดข่มในทำนอง ว่า

        “เอ็งเป็นลูกคนใช้ สู้กู...ลูกเมียใหญ่ไม่ได้!”

        ไอ้ฝ่ายที่เป็นลูกคนใช้ โดนอีลูกนี้ ถึงกับเต้นเป็นเจ้าเข้า ด่าตอบไม่ยั้ง แต่ที่ดังระดับมากกว่าในละครน้ำเน่าทางโทรทัศน์ เห็นจะเป็นกรณี หม่อม ต. VS หม่อม อ. ที่ทั้งสองฝ่ายด่ากันแรงๆ จนสื่อเอามาประโคม ให้อื้อฉาวเมื่อหลายปีก่อน
        พวกไพร่อย่างเราๆ ท่านๆ จึงได้หัวเราะกันสนุกสนาน เพราะได้โอกาสเม้าท์กันแหลก ทั้งปลงสังเวชกับพฤติกรรมของไอ้พวก “เจ้าเจี้ยว” เหล่านี้
        ที่มันดันออกมา “ถลก” หนังกันเอง…ประจานชาวบ้าน!

        เรื่องนายจ้าง เอาคนใช้ ปี้กะคนใช้ นั้น ดูจะเป็นเรื่องส่วนตัว ที่สังคมไม่ค่อยได้รับรู้กันนัก แต่อยากให้ท่านผู้อ่าน ลองหันไปดูกัน คือ
        พฤติกรรมอันน่ารังเกียจของไอ้พวกนักการเมือง ที่ไม่ได้ยากจน หน้าตาแม้จะขี้เหล่ ผิวกายดำปื๋อ จะหาเมียในท้องถิ่นก็พอได้ แต่เมื่อบุญพาวาสนาส่ง ได้เป็นผู้แทนฯ เข้าเมืองหลวง เพื่อทำหน้าที่ในสภาแล้ว นั้น
        ตัวมันเองน่าจะพอมีปัญญา ที่จะหาเมียหมายเลข 2 และ 3 ในเมืองกรุง นอกเหนือจากเมียดั้งเมียเดิม ที่มีอยู่แล้วในบ้านเกิดได้ไม่ยากเย็น
        แต่...
        มันกลับทำระยำ เพราะ ดันไปเป็น “ชู้” กับเมียเพื่อนร่วมพรรค ที่อยู่ด้วยกันในสภานั่นแหละ!

        ที่ยิ่งอัปรีย์หนักขึ้นไปอีก เพราะหน้ามันด้านตามสันดานไอ้เท่งไอ้ทอง ทำหน้าเฉยตาเฉย แย่งเมียเพื่อนร่วมพรรค มาครอบครองเป็นสมบัติตัวเอง อย่าง “ถาวร” ออกหน้าออกตาเสียเลย
        ดู ดู๋...มันช่างทำได้!

        เวลาผมพูดถึง “ความระยำ” เรื่องผิดลูกผิดเมียของนักการเมือง ให้สงสัยทุกครั้ง ว่าประชาชนไปเลือกไอ้คนพรรค์นี้ พรรคอย่างนี้ ได้อย่างไรกัน!?
        ความจังไรอย่างนี้ มันมีอยู่ในตัวนักการเมืองและพรรคการเมืองเดียวเท่านั้น!

        ครับ...ถูกแล้วครับ!!

        ไอ้พรรคอัปรีย์ นั่นแหละ...ใช่เลย!!!

..............

ท้ายบท  ความเห็นท่านผู้อ่าน ที่โพสต์ท้ายคอลัมน์สัปดาห์ก่อน ตกใจ! นายกฯมาเลเซีย แจกแท็บเล็ต เลียนแบบ นายกฯปู!! http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=426
มีดังต่อไปนี้ครับ
22  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ทอท.เตรียมปรับขึ้นภาษีสนามบินขาออกทั้งใน-ตปท. เมื่อ: 25 ตุลาคม 2013, 08:07:07
บริษัท ท่าอากาศยานไทย เตรียมปรับขึ้นภาษีสนามบิน
หรือ ค่าบริการผู้โดยสารขาออกทั้งเที่ยวบินในประเทศและต่างประเทศ
โดยเตรียมนำรายได้ที่เพิ่มขึ้นปรับปรุงการให้บริการภายในสนามบิน
รวมทั้งการประกันปัญหาเครื่องบินล่าช้าให้กับผู้โดยสาร
 
นาวาอากาศตรีศิธา ทิวารี ประธานกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.
เปิดเผยว่า
ที่ประชุมคณะกรรมการ ทอท.เห็นชอบ แนวทางการปรับอัตราค่าบริการผู้โดยสารขาออก หรือ PSC
โดยผู้โดยสารในประเทศ จาก 100 บาท เป็น 200 บาทต่อคน
และผู้โดยสารระหว่างประเทศ จาก 700 บาทต่อคน เป็น 800 บาทต่อคน
 
เนื่องจากเป็นราคาเดิมมานานถึง 6 ปีแล้ว
และเพื่อสะท้อนต้นทุนสำหรับผู้โดยสารในประเทศ ที่สูงถึง 336 บาทต่อคน
จึงทำให้มีผลขาดทุน 236 บาทต่อคน
 
โดย ทอท.คาดว่าจะมีรายได้ค่าบริการผู้โดยสารขาออกเพิ่มขึ้น 3,800 ล้านบาทต่อปี
แบ่งเป็นระหว่างประเทศ 2,400 ล้านบาท และ ในประเทศ 1,400 ล้านบาท
จากปัจจุบันมีรายได้ดังกล่าว 16,700 ล้านบาท
ซึ่ง ทอท.จะนำรายได้ที่เพิ่มขึ้น ไปฟัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกและการบำรุงรักษาท่าอากาศยาน
 
รวมทั้งเตรียมให้มีบริการประกันภัยให้ผู้โดยสาร หรือ Airport Tralvel Gard
กรณีเครื่องบินล่าช้า หรือ ดีเลย์ เกิน 3 ชั่วโมง ให้รับบัตรโดยสารใหม่ หรือ ได้รับเงินชดเชย
ทั้งนี้ การปรับขึ้นค่าโดยสารดังกล่าว
จะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการการบินพลเรือน และ กระทรวงคมนาคมต่อไป
ก่อนจะมีการประกาศใช้ในช่วงกลางปี 2557 เป็นต้นไป




http://news.voicetv.co.th/business/86089.html
23  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / โรงพยาบาลจุฬาฯ แถลง "สมเด็จพระสังฆราช" สิ้นพระชนม์แล้ว เมื่อ: 25 ตุลาคม 2013, 07:45:43
โรงพยาบาลจุฬาฯ แถลง "สมเด็จพระสังฆราช" สิ้นพระชนม์แล้ว
- สาเหตุติดเชื้อในกระแสพระโลหิต








วันที่ 24 ต.ค. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานว่า พระศากยวิสุทธิวงศ์ (เจ้าคุณอนิลมาน) 
ผู้ช่วยเลขานุการในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ 
โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว http://www.facebook.com/anil.sakya.9?fref=ts
แจ้งข่าวว่าสมเด็จพระสังฆราชฯสิ้นพระชนม์แล้ว



 "สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายกสิ้นพระชนม์แล้ว/
His holiness somdet phra Nyanasamvara, supreme patriarch of Thailand
passed away in peace on 24 Oct 2013 evening."

 ทั้งนี้ สมเด็จพระสังฆราช ทรงมีพระชันษาครบ 100 ปี เมื่อวันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา
สำหรับพระศพสมเด็จพระสังฆราช จะเคลื่อนไปประดิษฐาน ณ ตำหนักเพชร วัดบวรนิเวศวิหาร

 ก่อนหน้านี้ วันเดียวกัน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย  ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 8
ระบุว่า วันนี้ คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษารายงานว่า
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
มีพระอาการโดยรวมทรุดลง ระดับความดันพระโลหิตอยู่ในเกณฑ์ต่ำลง
คณะแพทย์ ฯ และพยาบาล ยังคงถวายพระโอสถ
และเฝ้าถวายการตรวจและติดตามการรักษาอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง

 ต่อมา ร.พ.จุฬาฯ สภากาชาดไทย ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 9 ความว่า
"วันนี้ คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษารายงานว่า
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก
มีพระอาการโดยรวมทรุดลง ได้สิ้นพระชนม์แล้ว เมื่อเวลา 19.30 น.ของวันนี้
สาเหตุเนื่องจากการติดเชื้อในกระแสพระโลหิต จึงประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน"

 นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
เผยพรุ่งนี้เคลื่อนพระศพสมเด็จพระสังฆราชฯ กลับวัดบวรฯ เวลา 12.00 น.
พระราชทานน้ำหลวงทรงพระศพ เวลา 13.00 น.
โดยรัฐบาลจะประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีไว้ทุกข์ ถวายความอาลัย 15 วัน ลดธงครึ่งเสา 3 วัน
 
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ทรงมีคุณูปการอันทรงคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา
และประเทศชาติอย่างอเนกอนันต์ ในฐานะประมุขสงฆ์


ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจและพระศาสนกิจได้ครบถ้วน
ทรงเป็นผู้ปกครองอันเที่ยงธรรมมั่นคงในพระธรรมวินัยยิ่ง

สำหรับหนังสือพิมพ์ข่าวสด
พระองค์ทรงมีเมตตาประทานลายพระหัตถ์คำว่า
"มงคลข่าวสด" ประดับเป็นหัวคอลัมน์เป็นประเดิม
เมื่อครั้งเปิดคอลัมน์นี้เป็นครั้งแรกในวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ.2542

ย้อนหลังกลับไปเมื่อวันศุกร์เดือน 11 ขึ้น 4 ค่ำ ปีฉลู
ตรงกับวันที่ 3 ตุลาคม พุทธศักราช 2456 เจริญ คชวัตร
ได้ถือกำเนิด ณ ต.บ้านเหนือ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี
บิดา-มารดา ชื่อ นายน้อย และ นางกิมน้อย คชวัตร
ทรงเป็นบุตรคนที่ 1 ในจำนวนบุตรชาย 3 คนของครอบครัวตระกูลคชวัตร

พระชันษาย่าง 14 ปี ถือบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดเทวสังฆาราม

ต่อมา ทรงย้ายมาศึกษาพระปริยัติธรรมที่วัดเสน่หา อ.เมือง จ.นครปฐม 2 พรรษา
ก่อนจะย้ายมาศึกษาต่อที่วัดบวรนิเวศวิหาร
ในสมัยสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงครองพระอาราม

พระองค์ทรงสอบได้ประโยคต่างๆ มาโดยลำดับจนถึงเปรียญธรรม 9 ประโยค

พ.ศ.2476 ทรงกลับไปอุปสมบท ณ วัดเทวสังฆาราม
มีพระครูอดุลยสมณกิจ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูนิวิฐสมาจาร เป็นพระกรรมวาจาจารย์

ครั้นถึงช่วงออกพรรษา ทรงกลับมาอุปสมบทอีกครั้งหนึ่ง
เพื่อญัตติเป็นธรรมยุต ณ วัดบวรนิเวศฯ
มีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์
ครั้งยังเป็นสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์
และพระรัตนธัชมุนี เป็นพระกรรมวาจาจารย์


ได้รับฉายาว่า สุวัฑฒโน อันมีความหมายว่า ผู้เจริญปรีชายิ่งในอุดมปาพจน์

เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงผนวชและประทับ ณ วัดบวรนิเวศฯ
สมเด็จพระญาณสังวรได้รับหน้าที่เป็นพระอภิบาลโดยตลอด
และต่อมาได้เป็นผู้ถวายพระธรรมเทศนา พระมงคลวิเสสกถา
ในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ปีพุทธศักราช 2507

ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์มาโดยลำดับ
พ.ศ.2490 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระโสภณคณาภรณ์

พ.ศ.2495 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช ในพระราชทินนามเดิม

พ.ศ.2498 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ในพระราชทินนามเดิม

พ.ศ.2499 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่ พระธรรมวราภรณ์

พ.ศ.2504 ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ
เจ้าคณะรองชั้นหิรัญบัฏที่ พระสาสนโสภณ

พ.ศ.2515 ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ
ที่ สมเด็จพระญาณสังวร

พ.ศ.2532 ทรงโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นพระองค์แรกที่ใช้พระนามเดิม
และทรงให้ถือเป็นแบบธรรมเนียมตราในกฎมหาเถรสมาคมสืบมา

เจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวร ทรงเป็นผู้ใคร่ในการศึกษา
ทรงมีพระอัธยาศัยใฝ่รู้ใฝ่เรียนมาตั้งแต่ทรงเป็นพระเปรียญ
โดยเฉพาะด้านภาษา ทรงศึกษาภาษาต่างๆ อาทิ
อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน จีน และสันสกฤต จนสามารถใช้ประโยชน์ได้เป็นอย่างดี

ขณะเดียวกัน ทรงเป็นพระมหาเถระไทยรูปแรก
ที่ได้ดำเนินงานพระธรรมทูตในต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
ทรงนำพระพุทธศาสนาเถรวาทไปสู่ทวีปออสเตรเลียเป็นครั้งแรก
โดยการสร้างวัดพุทธรังษี ณ นครซิดนีย์
ทรงให้กำเนิดคณะสงฆ์เถรวาทขึ้นในประเทศอินโดนีเซีย
ทรงช่วยฟื้นฟูพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศเนปาล
โดยเสด็จไปให้การบรรพชาแก่ศากยกุลบุตรในประเทศเนปาลเป็นครั้งแรก

สถาบันการศึกษาของชาติหลายแห่ง
ตระหนักถึงพระปรีชาสามารถและคุณค่าแห่งงานพระนิพนธ์
ตลอดถึงพระกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติ
จึงได้ทูลถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์เป็นการเทิดพระเกียรติหลายสาขา

ในระยะหลัง สมเด็จฯ ทรงมีพระอาการประชวร
ต้องย้ายไปประทับรักษาพระอาการที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
และมีการแต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เพื่อปฏิบัติศาสนกิจแทนพระองค์



http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNNE1qWXlNVFUxT1E9PQ==&subcatid=
24  หมวดหลัก / ข่าวรายวัน หนังสือพิมพ์ / ฮือฮา"ไทยแลนด์ได้หน้า" ฝรั่งจับปลายักษ์ทุบสถิติโลกได้ ที่กระบี่ (ชมภาพ) เมื่อ: 18 ตุลาคม 2013, 18:44:29
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 18 ตุลาคมว่า
นายคีธ วิลเลี่ยม นักท่องเที่ยวชาวเมืองเซอร์เรย์ ประเทศอังกฤษ
สามารถจับปลา"คาร์พ" 
หรือในภาษาไทยเรียกว่า"ปลากระโห้" หรือ Siamese giant carp
ได้ที่จังหวัดกระบี่ ประเทศไทย
ปลาดังกล่าวมีน้ำหนัก 134 ปอนด์ 7 ออนซ์ หรือราว 60 กิโลกรัม
โดยข่าวระบุว่า สร้างสถิติเป็นปลาคาร์พ หรือกระโห้ตัวใหญ่ที่สุดของโลกที่ถูกค้นพบ





รายงานระบุว่า นายคีธได้ฉลองวันเกิดของเขา
ด้วยการไปตกปลาในรีสอร์ตตกปลาแห่งหนึ่ง ที่จังหวัดกระบี่
ปรากฏว่าเขาสามารถจับปลายักษ์ดังกล่าว หลังจากใช้เวลาราว 25 นาที
ซึ่งเจ้าตัวรู้สึกช็อกมาก
เพราะไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะตกปลาชนิดใหญ่ที่สุดทุบสถิติโลกได้
และเหตุการณ์นี้คาดว่าได้รับการรับรองจากสมาคมตกปลานานาชาติอย่างเป็นทางการ
ในฐานะปลากระโห้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีการจับได้ที่ประเทศไทย

 

ทั้งนี้ข้อมูลจากวิกีพีเดียระบุว่า Siamese giant carp
หรือ ปลากระโห้ในภาษาไทย เป็นปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง
จัดเป็นปลาในวงศ์ปลาตะเพียน (Cyprinidae)
เป็นปลาน้ำจืดที่มีขนาดเกล็ดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
และเป็นปลาในวงศ์ปลาตะเพียนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดอีกด้วย
โดยเฉลี่ยมักมีขนาดประมาณ 1.5 เมตร
แต่พบใหญ่สุดได้ถึง 3 เมตร หนักได้ถึง 150 กิโลกรัม
ในอดีตเกล็ดปลากระโห้สามารถนำมาทอดรับประทานเป็นอาหารที่ขึ้นชื่อ




http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1382075451&grpid=01&catid=&subcatid=
25  หมวดหลัก / นิธิ เอียวศรีวงศ์ / มาร์กซิสต์ที่ไม่มีชนชั้น โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ เมื่อ: 12 กันยายน 2013, 08:20:22
มาร์กซิสต์ที่ไม่มีชนชั้น โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
วันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 08:22:03 น.
   
 
(ที่มา:มติชนรายวัน 9 ก.ย.2556)


ผมนับถือ อาจารย์ประเวศ วะสี เป็นอย่างยิ่ง แต่นับถือเฉพาะอาจารย์ประเวศคนเดียว ไม่รวมถึงสาวกจำนวนมากที่เกาะอาจารย์ประเวศไปสู่เงิน, อำนาจ, ตำแหน่ง หรือเกียรติยศ นั่นต้องว่ากันไปเป็นคนๆ

เป็นเวลาต่อเนื่องกันมาหลายสิบปี ท่านอาจารย์ประเวศได้เสนอทางออกของประเทศไทย ที่ปลอบประโลมคนอึดอัดขัดข้องกับสภาพการณ์ต่างๆ ในเมืองไทย ให้รู้สึกว่าสภาพการณ์นั้นจะคลี่คลายไปได้ไม่ยาก เพียงแต่ทุกภาคส่วนในสังคมเดินก้าวข้ามมันไปสู่สิ่งใหม่ที่ดีกว่าเท่านั้น คำปลอบประโลมที่เต็มไปด้วยวาทศิลป์และองค์ความรู้ (ผมก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ จึงไม่มอบพระเกี้ยวทองคำแก่ท่าน ในฐานะผู้ใช้ภาษาไทยที่ทรงพลังได้ขนาดนั้น) แม้ไม่ทำให้สังคมไทยก้าวพ้นสภาพการณ์ที่น่าอึดอัดนั้นไปได้ แต่ก็ทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยมองชีวิตด้วยความหวัง และอยู่ได้ในสภาพการณ์นั้นต่อไป

อาจารย์ประเวศคือนักปฏิรูปตัวจริง (อาจจะ) คนเดียวของไทย ที่ผลักดันการปฏิรูปต่อเนื่องกันมาหลายสิบปี แต่สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ ข้อเสนออันเปี่ยมด้วยความหวังของท่านมีพลังในสังคมไทยน้อยลงในระยะหลัง (สัก 1 ทศวรรษที่ผ่านมา) ทั้งๆ ที่เป็นข้อเสนอปฏิรูปที่ครอบคลุมกว้างขวางขึ้น (เช่น ไม่เน้นแต่เรื่องปัญหาสาธารณสุข หรือการเมืองในแบบ หรือการวิจัย ฯลฯ) และด้วยภาษาไทยอันดีเยี่ยมเหมือนเดิม... และทั้งๆ ที่เมืองไทยมีปัญหามากขึ้นและหนักขึ้น

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ผมคิดว่าท่านอาจารย์ไม่ได้เปลี่ยนไป แต่เมืองไทยเปลี่ยนไปแล้ว



ผมอ่านข้อเสนอปฏิรูปการเมืองของท่านอันหลังสุดด้วยความเข้าใจเช่นนั้น และโดยอาศัยข้อเสนอนั้น ผมอยากวิเคราะห์ให้เห็นว่า เหตุใดข้อเสนอที่แสนงามของท่านจึงมีพลังน้อยลงในสังคมไทย ผมไม่ปรารถนาจะวิพากษ์ข้อเสนอของท่านอย่างสาดเสียเทเสีย เพราะมีอะไรที่ถูกต้องอย่างปฏิเสธไม่ได้ในนั้นอยู่ไม่น้อย เช่น อย่าสับสนระหว่างการปรองดองกับการปฏิรูป เพราะปรองดองคือการแก้ไขอดีตซึ่งทำได้ยาก หรือทำไม่ได้เลย ในขณะที่ปฏิรูปคือการมองอนาคต (โดยไม่จำเป็นต้องลืมอดีต)

คำถามง่ายๆ ประการแรกที่มีต่อข้อเสนอของท่านก็คือ มีสังคมในรัฐสมัยใหม่ใดหรือ ที่เคยประสบความสำเร็จในการปฏิรูปตามแนวที่ท่านเสนอ ดูเหมือนท่านจะมีคำตอบอยู่แล้วในตอนท้าย เมื่อท่านกล่าวว่า หากประเทศไทยสามารถปฏิรูปตามแนวนี้ได้สำเร็จ ก็จะเป็นแบบอย่างให้ประเทศ อื่นๆ ได้เรียนรู้ แม้แต่ประเทศพัฒนาแล้วซึ่งกำลังติดขัดและต้องการปฏิรูปเช่นกัน

ทำไมการปฏิรูปในแนวนี้จึงไม่เคยมีใครทำในโลกมาก่อน ด้วยสติปัญญาเท่าหางอึ่ง ผมคิดว่าก็เพราะสังคมในรัฐสมัยใหม่ไม่ได้เล็ก, แคบ, และบรรสานสอดคล้องในวิถีชีวิตเหมือนสังคมหมู่บ้านไงครับ จึงไม่สามารถชักชวนกวีประจำหมู่บ้าน, นักเศรษฐศาสตร์ทีดีอาร์ไอ, คุณบรรหาร ศิลปอาชา, และเอ็นจีโอ ฯลฯ มานั่งร่วมกันคิดถึงอนาคตที่ดีของประเทศได้ ชวนมานั่งร่วมกันนั้นง่าย แต่มาร่วมคิดในสิ่งเดียวกันนั้นยากหรือเป็นไปไม่ได้เอาเลย

ความฝันถึงอนาคตของคนเหล่านั้นต่างกันอย่างไม่สามารถประสานให้ลงรอยกันได้ ไม่ใช่เพราะมีใครบางคนในนั้นเห็นแก่ตัวนะครับ ทุกคนเห็นแก่ตัวพอๆ กันทั้งนั้น อนาคตสังคมของแต่ละฝ่ายจึงตั้งอยู่บนอคติที่มาจากผลประโยชน์ และอย่าได้คิดเป็นอันขาดว่า วิชาการใดๆ (ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐศาสตร์, รัฐศาสตร์, หรือศาสตร์อะไรก็ตาม) จะมีคำตอบที่สามารถก้าวข้ามพ้นอคติได้ วิชาการก็เป็นอคติอีกประเภทหนึ่ง ซ้ำเป็นอคติที่ถูกเกลาให้เนียนเสียจนหลอกนักวิชาการได้ว่ามันบริสุทธิ์

สังคมในรัฐสมัยใหม่มีความสลับซับซ้อน มีผลประโยชน์และอุดมการณ์ของแต่ละฝ่ายที่ขัดแย้งกันเอง แม้แต่จะแยกระหว่างทรัพย์สินส่วนตัวกับทรัพย์สินสาธารณะ ก็มีเส้นแบ่งที่ต่างกันมาก มีระบบเกียรติยศที่มากกว่าหนึ่งระบบ คนที่ได้รับการยกย่องจากฝ่ายหนึ่ง จึงกลับถูกประณามจากอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่มีนโยบายเศรษฐกิจอะไรที่ตอบสนองความต้องการของทุกฝ่าย คิดไปเถิดครับ จะเห็นเหตุแห่งความขัดแย้งในสังคมประเภทนี้เต็มไปหมด

ความขัดแย้งและการต่อสู้ในวิถีทางต่างๆ เพื่อ "ต่อรอง" กับฝ่ายอื่น เป็นลักษณะสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ของสังคมในรัฐสมัยใหม่



ผมไม่ปฏิเสธว่า สังคมในรัฐสมัยใหม่ทุกแห่งมีองค์กรหรืออุดมการณ์บางอย่างที่ช่วยประสานฝ่ายต่างๆ ให้อยู่ร่วมกันได้ในความขัดแย้ง ที่สำคัญที่สุดคือชาติและศาสนา (ซึ่งกำหนดคุณค่าพื้นฐานบางอย่างอันเป็นที่ยอมรับ-อย่างน้อยด้วยปาก-จากทุกฝ่าย) แต่ก็ดังที่ทราบกันอยู่แล้วว่า เสรีนิยมใหม่และโลกาภิวัตน์ทำให้องค์กรและอุดมการณ์ดังกล่าวมีพลังประสานน้อยลง ทุกคนรู้สึกตัวว่าเป็นคนไทย แต่ไม่ใช่คนไทยแบบมึง การเอาลักษณะตายตัวของ "คนไทย" ไปครอบทุกคน เป็นไปไม่ได้อีกแล้ว

ข้อเสนอชิ้นล่าสุดของท่านอาจารย์ ยังคงเหมือนข้อเสนออื่นๆ ซึ่งผ่านมาแล้ว นั่นคือปฏิเสธที่จะมองความขัดแย้งที่แฝงฝังเป็นส่วนหนึ่งของระบบ (inherent) ในสังคมสมัยใหม่ และรัฐสมัยใหม่ การปฏิเสธความขัดแย้งประเภทนี้ (คือมากกว่าเสื้อสี) ยิ่งทำให้ข้อเสนอของท่าน ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคมไทยมากขึ้น ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดในเศรษฐกิจและสังคมไทยทำให้กลุ่มคนซึ่งเคยอยู่นอกความขัดแย้ง ได้แก่กลุ่มคนที่เรียกกันว่า "รากหญ้า" เข้ามาร่วมในความขัดแย้งอย่างเปิดเผยและเอาจริงเอาจัง ในขณะเดียวกัน กลุ่มผลประโยชน์อื่นเช่น ทหาร, ขุนนาง, เจ้าสัว, เสี่ยในต่างจังหวัด, คนงานคอปกขาว, สหภาพแรงงาน ฯลฯ ก็ยังต้องขัดแย้งกันอยู่ต่อไป แม้ว่าพวกเขามีกลไกการจัดการกับความขัดแย้งที่ได้ผลพอสมควร แต่กลไกนั้นไม่อาจใช้ได้เสียแล้ว เมื่อมีกลุ่มใหม่เข้ามาร่วมอย่างมโหฬารเช่นนี้

นี่เป็นความเปลี่ยนแปลงประการแรกของสังคมไทย ซึ่งถูกละเลยไปในข้อเสนอปฏิรูปของท่านอาจารย์

ผมทราบดีว่า แนวทางส่วนตัวของท่านอาจารย์คือ ไม่ปล่อยตัวเข้าไปสู่ความขัดแย้งกับใคร และไม่ไปเสริมความขัดแย้งของคนอื่น นี่เป็นวัตรปฏิบัติส่วนตัวที่น่ายกย่อง แต่เป็นวัตรปฏิบัติที่เอามาใช้ในการวิเคราะห์สังคมไม่ได้ เพราะดังที่ผมกล่าวแล้วว่า ความขัดแย้งเป็นส่วนหนึ่งของระบบสังคมในรัฐสมัยใหม่อย่างปฏิเสธไม่ได้ อนาคตของสังคมไทยก็คงเหมือนสังคมอื่นทั่วโลก กล่าวคือเป็นสังคมที่มีความขัดแย้งกันอยู่ตลอดเวลา ปัญหาอยู่ที่ว่าเราจะจัดการกับมันอย่างไรต่างหาก

หากมองจากแง่ความขัดแย้งในสังคมดังกล่าวข้างต้น พลเมืองที่กัมมันตะ (active citizen-ผมชอบคำแปลนี้จังเลย สมาสแบบไทยๆ เป็นกัมมันตพลเมืองจะได้ไหม?) ทำอะไรได้หลายอย่าง การเข้ามาร่วมปฏิรูปกับท่านอาจารย์ประเวศก็เป็นวิถีทางหนึ่ง แต่การยึดมัฆวาน, ทำเนียบ, สนามบิน, ราชประสงค์, แยกอนุสาวรีย์และดินแดง ฯลฯ ก็เป็นการแสดงความเป็นพลเมืองที่กัมมันตะเหมือนกันไม่ใช่หรือ

เขากัมมันตะกันไปตั้งนานแล้ว ซ้ำกัมมันตะอย่างที่เอ็นจีโอไม่ชอบเสียด้วย (เพราะแหล่งทุนไม่ชอบให้กัมมันตะแบบนี้) และนี่เป็นความเปลี่ยนแปลงอีกอย่างหนึ่งของสังคมไทย ผมออกจะเชื่อด้วยว่า ความเปลี่ยนแปลงทั้งสองอย่างนี้ ถอยกลับไม่ได้แล้ว หมายความว่าไม่ว่าอนาคตของสังคมไทยจะเป็นอย่างไร คนระดับล่างได้กลายเป็นพลเมืองที่กัมมันตะไปแล้ว เขาจะไม่หยุดผลักดันนโยบายสาธารณะอย่างแน่นอน

ผมคิดว่าความเปลี่ยนแปลงของสังคม-เศรษฐกิจไทย ทำให้ข้อเสนอของท่านอาจารย์ในเรื่องต่างๆ อ่อนพลังลงในระยะหลังๆ นี้ เพราะคนจำนวนมากเห็นว่าไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง (อย่างน้อยก็ความเป็นจริงในชีวิตของตนเอง) ฟังไพเราะ แต่เอาไปทำอะไรไม่ได้มากนัก (แต่โดยส่วนตัวผมยังเห็นว่าฟังให้ดี ก็อาจเอาไปทำอะไรได้บ้างเหมือนกัน)

ปัญหาก็คือ จะมีพื้นที่แห่งการต่อรองโดยสงบในระบบการเมืองไทยตรงไหน ที่จะทำให้พลเมืองหน้าใหม่ที่กัมมันตะเหล่านี้ได้ใช้เพื่อต่อรองบ้าง แทนที่จะต้องยึดโน่นยึดนี่ให้เป็นข่าวเพียงอย่างเดียว ผมคิดว่าข้อเสนอปฏิรูปต้องคิดเรื่องนี้ให้หนักมากกว่าการเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปเพียงอย่างเดียว



ว่าที่จริง ผมเห็นว่าความขัดแย้งนั่นแหละ นำไปสู่การปฏิรูปโดยตัวของมันเอง การมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายเกิดขึ้นในความขัดแย้ง ไม่ใช่ในที่ประชุมของคณะกรรมการปฏิรูประดับต่างๆ ฉะนั้นต้องเปิดเสรีความขัดแย้ง (อย่ากดมันไว้ด้วย "ความสามัคคี" อีก) มีเวทีแห่งความขัดแย้งหลายรูปแบบ การจัดให้เกิดพื้นที่สำหรับการต่อรองอย่างเท่าเทียมกัน (ไม่เฉพาะแต่ในระบบการเมือง แต่ต้องรวมถึงการศึกษา, สื่อ, สังคม และวัฒนธรรมด้วย) ต่างหาก น่าจะเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูป เพียงแต่ต้องทำให้เวทีความขัดแย้งมีกรอบซึ่งไม่นำไปสู่ความรุนแรง เพราะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ผู้มีกำลังมักเลือกใช้กำลังในความขัดแย้ง อนาคตที่ดีของสังคมไทยเกิดขึ้นได้จากความขัดแย้งที่มีกรอบกติกา จนนำไปสู่ความลงตัวชั่วครั้งชั่วคราว เมื่อสังคมเปลี่ยนไปอีก ก็ต้องขัดแย้งกันอีกเพื่อหาความลงตัวใหม่ที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ภายใต้กรอบกติกาที่ไม่นำไปสู่ความรุนแรง แต่เป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

ผมไม่ใช่คนแรกที่คิดว่าความขัดแย้งนำไปสู่การอภิวัฒน์ มีนักคิดจำนวนมากรวมทั้งคาร์ล มาร์กซ์ ที่คิดมาก่อนนานแล้ว แม้ท่านอาจารย์ประเวศมองข้ามความขัดแย้งในการปฏิรูปไปเลย แต่ท่านก็คิดเหมือนมาร์กซ์ว่า หากปฏิรูปสำเร็จจะกลายเป็นแบบอย่างให้แก่ทั้งโลก เหมือนการปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพ หากทำได้สำเร็จในสังคมใดสักแห่ง (มาร์กซ์คิดว่าน่าจะเป็นอังกฤษ) ก็จะเป็นแบบอย่างแก่ชนชั้นกรรมาชีพทั่วโลกได้เรียนรู้และทำตาม

ชนชั้นเป็นกรอบอ้างอิงที่ขาดไม่ได้สำหรับวิเคราะห์ความขัดแย้งในทุกสังคมของมาร์กซิสต์ ไม่จำเป็นที่ท่านอาจารย์ต้องใช้กรอบอ้างอิงเดียวกัน แต่ความคิดที่จะสร้างแบบอย่างให้โลกเรียนรู้โดยไม่มองความขัดแย้งเลย จึงดูเหมือนเป็นมาร์กซิสต์ที่ไม่มีชนชั้น
26  หมวดหลัก / รายงานและบทความเชิงลึก / นิติเวชวิทยาว่าด้วยรัฐประหาร โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ เมื่อ: 12 กันยายน 2013, 08:19:06
นิติเวชวิทยาว่าด้วยรัฐประหาร โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
วันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 21:45:36 น.
   

(ที่มา:มติชนรายวัน 10 กันยายน 2556)
 
 
ตอนแรกตั้งใจว่าจะใช้ชื่อบทความว่า "มุ่งสู่เดือนรัฐประหาร" ด้วยต้องการย้อนระลึกว่าด้วยเหตุการณ์ทั้งการพยายามทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2528 และการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

ที่นี้เมื่อมาลองพิจารณาย้อนกลับไปดูถึงความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในบ้านเรา โดยเฉพาะเมื่อนับถึงการเปลี่ยนแปลงด้วยกำลังทหาร (สมัยที่เรียนครูบอกให้เรียกรวมกันว่า "รัฐประหาร") ทั้งที่สำเร็จและไม่สำเร็จ ก็พบว่าเดือนกันยายนนั้นมิได้มีการทำรัฐประหารที่ถี่ที่สุด เพราะมีแค่สามครั้ง (อีกครั้งคือ การทำรัฐประหาร 2500 ของจอมพลสฤษดิ์ เพื่อโค่นจอมพล ป.) แต่ถ้ามองในภาพยาวๆ ในเชิงความถี่นั้น ในห้วงเวลาหนึ่งปี การพยายามเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนอกวงอำนาจของประชาธิปไตยนั้นมักจะเกิดมากที่สุดในช่วงเดือนกันยายน ตุลาคม (มากที่สุด) และพฤศจิกายน (ขอขอบคุณหนังสือดีๆ อย่างงาน "ข้ออ้าง" การปฏิวัติ-รัฐประหาร-กบฏ ในเมืองไทยปัจจุบัน: บทวิเคราะห์และเอกสาร ของ ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์. มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2550)

ดังนั้น การพยายาม "ผ่าพิสูจน์" (แต่อาจไม่ถึงกับ "สืบจากศพ") การทำรัฐประหารนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าจะนำมาคุยกันเพื่อต้อนรับการนับถอยหลังเข้าสู่ฤดูกาลรัฐประหาร (อย่างน้อยตามหลักฐานที่ผ่านมา)

ทีนี้เมื่อพูดถึงรัฐประหารแล้ว เราอาจจะศึกษาได้อย่างน้อยสามมิติ นั่นก็คือ มิติแรก มิติของ "เทคนิค" การทำรัฐประหาร ในความหมายของการศึกษา "วิธีการ" ทำรัฐประหาร หรือบางครั้งก็อ่านจาก "บันทึก(ย้อนหลัง)" ของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำรัฐประหาร ซึ่งกล่าวอีกอย่างก็คือ มิติของการศึกษารัฐประหารเช่นนี้เป็นมิติที่เกี่ยวเนื่องกับการทำการรัฐประหารให้บรรลุจุดหมายในเชิง "ปฏิบัติการ"

มิติที่สอง นั้นอาจจะเป็นมิติที่เป็นเรื่องที่กว้างที่สุด เมื่อเทียบกับมิติแรก นั่นก็คือ มิติของการโยงความสัมพันธ์-เชื่อมโยงระหว่างการทำรัฐประหาร กับมิติของประชาธิปไตย โดยเฉพาะประเด็นว่า การทำรัฐประหารนั้นสามารถส่งเสริมให้เกิดประชาธิปไตยได้หรือไม่ ซึ่งในวันนี้ข้อถกเถียงยังอยู่ในสองฝั่งหลักๆ ก็คือ ฝ่ายที่เชื่อว่า การทำรัฐประหารนั้นไม่สามารถส่งเสริมประชาธิปไตยได้เลย กับฝ่ายที่เชื่อว่าการทำรัฐประหารนั้นสามารถทำให้กลายเป็นหนึ่งในวิถี หรือวิธีการที่การที่จะนำไปสู่ประชาธิปไตยได้ ซึ่งเรื่องเหล่านี้บางส่วนผมได้เคยอภิปรายไปบ้างแล้ว ทั้งจากข้อถกเถียงในบ้านเราเอง หรือบทเรียนจากอียิปต์

ทีนี้มาสู่ มิติที่สาม ที่อยากจะแนะนำและอภิปรายในสัปดาห์นี้ นั่นก็คือ มิติที่ว่าด้วยเรื่องของ "เงื่อนไข" ที่จะทำให้การรัฐประหารนั้น "สำเร็จ" ซึ่งรวมไปถึงการทำความเข้าใจ "ระบอบรัฐประหาร" ทั้งนี้ความเข้าใจเรื่องดังกล่าวไม่ได้ผูกโยงการทำรัฐประหารเข้ากับเป้าหมายที่เรียกหรืออ้างว่าเป็นประชาธิปไตย

แต่ผูกโยงกับเป้าหมายสำคัญว่าการทำรัฐประหารนั้นย่อมจะต้องมีเป้าหมายว่าจะต้องทำให้สำเร็จ (คือระดับเทคนิคนั้นต้อง "ผ่าน") และเมื่อสำเร็จแล้วจะมีผลทำให้เปิดการดำรงรักษาอำนาจของ "ระบอบรัฐประหาร" ไปได้หรือไม่

ซึ่งคำตอบเรื่องนี้ย่อมผูกพันกับการวิเคราะห์ถึงสภาพสังคมในห้วงเวลาที่การทำรัฐประหารนั้นอุบัติขึ้นนั่นเอง โดยเฉพาะการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของพลังอำนาจหลากหลายประการนับจากเรื่องของชนชั้น พื้นที่ทางการเมือง และแบบวิถีของความเป็นรัฐเองที่ขับเคลื่อนโดยระบอบรัฐประหาร รวมทั้งอิทธิพลจากภายนอก



บันทึกเล็กๆ ของนักคิดคนสำคัญคนหนึ่งทาง "รัฐ" ศาสตร์ (ในความหมายของ "State" Theories มากกว่า Political Science) นั่นก็คือ Nicos Poulantzas (1936-1979) หรือ "ปูลองซาส" นักคิดที่ศึกษาเรื่องทฤษฎีรัฐในบ้านเราเมื่อสักยี่สิบปีที่แล้ว คุ้นเคยกันดี ได้ชี้ประเด็นที่น่าสนใจเอาไว้มาเล่าสู่กันฟัง

"น้าปู" คนนี้ไม่ใช่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือนายกรัฐมนตรี แต่น้าปูมีงานเล็กๆ ชิ้นหนึ่งที่พูดถึง "รูปแบบทางการเมือง" ของการทำรัฐประหาร (Political Forms of the Military Coup D′Etat) (ตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นภาษากรีกเมื่อปี 1967 ก่อนจะแปลเป็นภาษาอังกฤษในปี 1979 และรวบรวมอยู่ใน The Poulantzas Reader. Verso, 2008 โดยเขาเขียนขึ้นหลังการทำรัฐประหารได้เพียงหนึ่งเดือน) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ถึงการทำรัฐประหารที่เกิดขึ้นในกรีกในช่วงนั้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นหลังจากการทำรัฐประหาร ท่ามกลางข้อถกเถียงถึงลักษณะของการทำรัฐประหาร (the nature of the coup) และมุมมองที่มีต่อการต่อต้านรัฐประหาร ซึ่งเป็นสารัตถะของข้อถกเถียงของฝ่ายสังคมนิยมในช่วงนั้น

ปูลองซาส ชี้ว่า การทำความเข้าใจ "ระบอบรัฐประหาร" (regime) จะต้องเข้าใจทั้งเงื่อนไขทั่วไปและเงื่อนไขเฉพาะของพลังอำนาจทั้งจากภายในและนอกประเทศ ที่มีต่อการทำรัฐประหาร ซึ่งการทำรัฐประหารนั้นถือเป็นการยกเลิกระบอบรัฐสภา และมาตราสำคัญๆ ของรัฐธรรมนูญ รวมทั้งเป็นการกดขี่ทางการเมือง และการยกเลิกสิทธิทางการเมืองของประชาชนและของสหภาพแรงงาน (หรือหมายถึงสิทธิในการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ) อีกทั้งเป็นการต่อต้านคอมมิวนิสต์ และการปิดกั้นกดบังคับเอาไว้ซึ่งการมีพรรคการเมือง และการสร้างองค์กรทางการเมืองของบรรดาคนหัวก้าวหน้าที่สมาทานลัทธิสังคมนิยม ซึ่งสุดท้ายแล้ว ภายหลังการทำรัฐประหารเราก็จะพบกับ "รูปแบบทางการเมือง" ของการทำรัฐประหารที่จะทำให้สิ่งหล่านี้เกิดขึ้นได้ (ซึ่งแต่ละที่อาจจะมีลักษณะต่างกัน)

หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ เราจะอธิบายรูปแบบทางการเมืองของเผด็จการที่เกิดจากการทำรัฐประหารได้อย่างไร ในทางทฤษฎี ไม่ใช่แค่พรรณาความไปเรื่อยๆ?

ในส่วนต้นของบันทึก ปูลองซาส ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของความเชื่อมโยงระหว่างการทำรัฐประหารของกองกำลังทหารกับบทบาทจักรวรรดินิยมของอเมริกา รวมทั้งตำแหน่งแห่งที่ทางภูมิรัฐศาสตร์ของกรีซในยุโรป แต่เขาก็ยังเห็นว่าเงื่อนไขสำคัญที่เป็นเรื่องชี้ขาด (decisive significance) ว่าระบอบรัฐประหารจะอยู่รอดหรือถูกโค่นล้มก็คือสถานการณ์ภายในประเทศ และการสร้างดุลยภาพของอำนาจ (balance of forces) ในสังคมกรีก

จากนั้นปูลองซาสชี้ให้เห็นรูปแบบที่สำคัญของรัฐประหารและระบอบรัฐประหาร โดยแบ่งการทำรัฐประหารออกเป็นสองแบบ คือแบบฟาสซิสม์ (Fascism) และแบบโบนาปาร์ต (Bonapartism)



ปูลองซาสนิยาม ระบอบฟาสซิสม์ และรัฐประหารในแบบฟาสซิสม์ว่าเป็นการสนับสนุนทุนผูกขาดซึ่งเป็นลักษณะหนึ่งของการพยายามยึดครองพื้นที่และมีลักษณะเป็นเผด็จการ โดยความเฉพาะเจาะจงของฟาสซิสม์ก็คือการแสดงออกถึง "ฐานการสนับสนุนจากประชาชน" ที่ถูกทำให้เห็นพ้องต้องกันอย่างไม่เป็นที่ตั้งคำถามใดๆ โดยสิ่งนี้ถูกสร้างขึ้นให้ทำหน้าที่เป็นอุดมการณ์ในการปกครองภายใต้สภาวการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในทางประวัติศาสตร์ ทั้งนี้ ฐานะของการสร้างการสนับสนุนจากประชาชนนี้ประกอบด้วยส่วนหนึ่งของชาวนาของกระฎุมพีน้อย (ภาษาสมัยนี้บางส่วนอาจหมายถึงชนชั้นกลาง) และบางส่วนของชนชั้นกรรมาชีพ (ซึ่งบางแห่งในยุโรปก็รวมตัวกันเป็นพรรคการเมืองก็มี)

สำหรับปูลองซาสแล้ว การรัฐประหารในกรีซนั้นไม่ได้เข้าข่ายเงื่อนไขดังกล่าว แต่ก่อนที่เขาจะบอกว่าการรัฐประหารในกรีซเป็นอย่างไร เขาชี้ชวนให้เห็นถึงระบอบรัฐประหารอีกแบบหนึ่ง ก็คือ ระบอบเผด็จการแบบโบนาปาร์ต (มาจากชื่อของจักรพรรดิฝรั่งเศสที่เถลิงอำนาจอีกครั้งหนึ่งในฝรั่งเศส แม้ว่าจะมีการปฏิวัติสาธารณรัฐแล้วก็ตาม) ซึ่งเขาหมายถึงรูปแบบทางการเมืองของระบอบรัฐประหารที่เชื่อมโยงกับกลุ่มพลังต่างๆ ในลักษณะการสร้างสมดุลระหว่างกันของชนชั้นที่มีลักษณะที่ขัดแย้งกันในระดับรากฐาน

กล่าวคือ ในสถานการณ์นี้ชนชั้นนำจำต้องหันไปสู่ระบอบเผด็จการโดยเฉพาะการมีรูปแบบแบบเผด็จการเพื่อป้องกันการเปลี่ยนผ่านอำนาจ ซึ่งอาจจะให้ประโยชน์แก่ชนชั้นที่ถูกครอบงำมานาน ดังนั้น รัฐในรูปแบบนี้จะต้องทำทีเป็นรัฐที่มีอิสระโดยสัมพัทธ์ หรือปรากฏกายว่าเป็นรัฐที่ปกป้องผลประโยชน์ทั่วไปของทุกฝ่าย และถึงแม้ว่าจะดูเหมือนว่าเป็นรัฐที่ออกมาเพื่อระงับความขัดแย้งของฝ่ายต่างๆ แต่สุดท้ายการดำรงอยู่ของรัฐ/ระบอบรัฐประหารแบบนี้ก็เอื้ออำนาจของชนชั้นที่ครอบงำชนชั้นอื่นๆ  ปูลองซาสกล่าวว่ารัฐ/ระบอบรัฐประหารในลักษณะนี้อาจไม่ต้องการฐานการสนับสนุนจากประชาชนมากเท่าแบบฟาสซิสม์ (คืออ้างว่ามาจากประชาชน) เพราะหน้าที่ของการทำรัฐประหารแบบนี้ก็คือการสนับสนุนผลประโยชน์ของชนชั้นที่เหนือกว่าในระยะยาวโดยการเล่นกับพลวัตรของความขัดแย้งทางชนชั้นที่ดำเนินไป และสิ่งนี้ก็ทำให้ดูเหมือนว่าการแก้ไขกฎหมายนั้นจำต้องมีขึ้น

สำหรับปูลองซาสเขาเองก็ไม่เชื่อว่าสถานการณ์ของกรีซนั้นจะเป็นแบบโบนาปาร์ตซะทีเดียว ด้วยว่าการต่อสู้ทางชนชั้นระหว่าง กรรมาชีพ ชาวนาส่วนมาก กระฎุมพีน้อย และชนชั้นกลาง กับทุนผูกขาด (หรืออาจจะเรียกว่าโลกาภิวัฒน์ก็น่าจะได้ในภาพกว้างๆ) เพราะว่าทุนผูกขาดข้ามชาตินั้นมีอิทธิพลมาก และตัวแปรสำคัญต่อดุลยภาพนี้คือ กระฎุมพีชาติ (หรือนายทุนชาติ) นั้นมิได้มีบทบาทมากนัก

ดังนั้น เมื่อกระฎุมพีชาติไม่ได้มีบทบาทมากนัก การที่รัฐจะปล่อยให้มีการปฏิรูปกฎหมายหรือแม้กระทั่งให้มีการต่อสู้ทางชนชั้นในรูปแบบของการเปิดให้ทุกฝ่ายต่อสู้กันในสภาหากไม่มีการต่อต้านรัฐประหารอย่างจริงจัง

ในขณะเดียวกันปูลองซาสก็ชี้ให้เห็นว่ารูปแบบทางการเมืองของการรัฐประหารในกรีซนั้นก็ไม่ได้มีลักษณะแบบเดียวกับ "ประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลาย" ที่ชนชั้นศักดินาและเจ้าที่ดินรายใหญ่มีบทบาทสำคัญในการปกครองด้วยการใช้อุดมการณ์ทางศาสนาด้วยการอ้างอุดมการณ์และรูปแบบการปกครองแบบ "ปิตาธิปไตย" (paternalistic)

ดังนั้น ในสถานการณ์ที่แม้ว่าอเมริกาและทุนต่างชาติจะมีอิทธิพลต่อกรีซ และมีความขัดแย้งระหว่างชนชั้นภายในประเทศแต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะมีลักษณะการเผชิญหน้าที่สมน้ำสมเนื้อกัน การทำรัฐประหารในครั้งนี้ก็มีลักษณะที่ขาดฐานการสนับสนุนของประชาชน ดังนั้นระบอบที่เกิดขึ้นจึงต้องแสดงตัวให้เป็นกลาง (แบบเข้าข้างชนชั้นนำอยู่ลึกๆ) และจะขึ้นต่อปัจจัยสำคัญสามประการ

หนึ่ง คือ ทหาร ซึ่งจะเข้าใจเงื่อนไขการทำรัฐประหาร ก็ต้องดูว่าบรรดาพวกทหารระดับกลางและสูงนั้นมีฐานที่มาทางสังคมอย่างไร และมีบทบาททางการเมืองอย่างไร

สอง คือ ลักษณะของกลไกเครื่องมือของรัฐที่ทำหน้าที่ปกครอง (general state apparatus) หรือแปลง่ายๆ ว่า ระบบราชการที่มีลักษณะแบบกาฝากขั้นรุนแรง (immense parasitism) ซึ่งเกิดจากการที่ในกรีซมีคนตัวเล็กตัวน้อยและคนจนหลายแบบเนื่องจากมีรูปแบบเศรษฐกิจหลายอย่างปะปนกันและทำงานร่วมกัน ซึ่งในแง่นี้เราจึงต้องระวังว่าบรรดาพวกระบบราชการอาจจะอ้างว่าตนนั้นทำหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชน และสามารถกลายเป็นพวกกับทหารได้ง่าย ดังนั้น เราต้องไม่สับสนลักษณะกาฝากที่อ้างถึงกลไกที่ดูแลคนเหล่านี้กับฐานการรวมตัวของประชาชนที่เดือดร้อนจริง

สาม คือ บุคลากรทางการเมืองที่ปูลองซาสหมายถึงบรรดา นักการเมือง ที่ไม่ได้มีลักษณะมุ่งเน้นการทำการเมืองเชิงนโยบาย แต่เป็นพวกนักเลือกตั้งเสียมากกว่า

ซึ่งคนเหล่านี้สามารถถูกซื้อเข้ามาเป็นพวกหลังจากการเปิดให้มีการเลือกตั้งหลังการทำรัฐประหารได้ ซึ่งนักการเมืองเหล่านี้ไม่ได้มาจากฐานของประชาชนในความหมายของฐานทางอุดมการณ์ พวกเขามาจากระบบอุปถัมภ์ย่อยเสียมากกว่า

ปูลองซาสชี้ว่า เมื่อเราเข้าใจว่าการทำรัฐประหารในกรีซนั้นไม่ได้มาจากฐานการสนับสนุนจริงของประชาชน และไม่ได้มีลักษณะที่มีเสถียรภาพมากนัก ดังนั้น การต่อสู้/ต่อต้านรัฐประหารก็คือการสร้างฐานการสนับสนุนจากประชาชนจากหลายชนชั้นและปฏิเสธรูปแบบองค์กรต่างๆที่ได้รับการสนับสนุนให้จัดตั้งขึ้นจากระบอบรัฐประหาร แต่ทั้งนี้สิ่งที่เป็นบทเรียนจากงานของปูลองซาสสู่บ้านเรานั้นคงไม่ใช่ข้อเสนอในแง่ทางออก

แต่หมายถึงการย้อนไปตั้งคำถามถึงการแจกแจงระบอบการทำรัฐประหารอีกครั้ง เพราะเสน่ห์ของปูลองซาสอยู่ที่การไม่ได้หยิบเอากรณีจริงๆ มาลงไว้ในกล่องใดกล่องหนึ่ง แต่ชี้ให้เห็นความสลับซับซ้อนของความสัมพันธ์ของแต่ละกลุ่มเสียมากกว่า และปูลองซาสนั้นก็อาจจะมองข้ามบทบาทที่สำคัญของสื่อและของประชาสังคมไปอยู่มากด้วยข้อจำกัดของเขาเองที่เห็นเหมาเอาทุกอย่างไปอยู่ในกรอบการวิเคราะห์รัฐในฐานะโครงสร้าง มากจนเห็นพลวัตรของประชาสังคมในฐานะกลไกส่วนหนึ่งของรัฐและบุคลากรทางการเมืองอยู่น้อยไปหน่อย

เขียนเรื่องเก่าๆแบบนี้ให้ "หลอกหลอน" บ้านเราในช่วงเข้าสู่เทศกาล "สามเดือนอันตราย" เล่นๆครับผม !!!
27  หมวดหลัก / รายงานและบทความเชิงลึก / เก้าอี้"ปลัดกห."กว่าจะลงตัวที่ "บิ๊กแป๊ะ-นิพัทธ์" เมื่อ: 12 กันยายน 2013, 08:11:05
เก้าอี้"ปลัดกห."กว่าจะลงตัวที่ "บิ๊กแป๊ะ-นิพัทธ์" รายงานพิเศษมติชนสุดสัปดาห์
วันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 13:02:37 น.
   
 
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

รายงานพิเศษ/มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับ 6-12 กันยายน 2556
 
จบไม่ลง "ปลัดกลาโหม" "นิพัทธ์-จิระเดช" ยังสู้กันต่อ จับตา "แม่ทัพ 1" ดัชนีชี้อำนาจ "ประยุทธ์" กับศึกเพื่อน ตท.12 และเรื่องเสียวๆ ของ "บิ๊กโด่ง"
 
 
ที่กล่าวกันว่า ตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม คนใหม่ จบแล้ว จบที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เลือกบิ๊กแป๊ะ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก รองปลัดกลาโหม ในการประชุมคณะกรรมการ 7 เสือกลาโหม เมื่อ 30 สิงหาคม ที่ผ่านมา นั้น

แต่ตราบใดที่ยังไม่มีการโปรดเกล้าฯ ประกาศโผโยกย้ายทหารออกมา เมื่อนั้น อะไรก็เกิดขึ้นได้ การต่อสู้เพื่อรักษาเก้าอี้ กับแย่งชิงเก้าอี้ ย่อมมีอยู่

ในที่ประชุมวันนั้น ทั้งบิ๊กเจี๊ยบ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.สส. รวมทั้งบิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. บิ๊กหรุ่น พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผบ.ทร. และบิ๊กจิน พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. ไม่ได้พูดแสดงความเห็นใดๆ เลย เมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชี้แจงเหตุผลที่ต้องการให้ พล.อ.นิพัทธ์ เป็นปลัดกลาโหม คนใหม่

จนมีการตีความกันไปสองแง่ว่า หนึ่ง เพราะ ผบ.เหล่าทัพ ยอมรับการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี อีกทั้งก่อนหน้านี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้มีการชี้แจงเหตุผลเป็นการส่วนตัวกับ ผบ.เหล่าทัพ แต่ละคนมาก่อนแล้ว



แต่ในอีกแง่หนึ่ง มองว่านั่นเป็น "คลื่นใต้น้ำ" เพราะการที่ไม่มี ผบ.เหล่าทัพ คนใดแสดงความเห็นใดๆ เลย ไม่ทั้งการสนับสนุนหรือคัดค้าน อาจเป็นอาการ "ดื้อเงียบ"

เนื่องจากเป็นที่รู้กันวงในว่า ทั้ง พล.อ.ธนะศักดิ์ และ พล.อ.ประยุทธ์ นั้น ไม่ยอมรับ พล.อ.นิพัทธ์ เพราะเห็นว่ายังไม่ถึงเวลา เพราะเป็น ตท.14 และมีอายุราชการถึงปี 2559

พล.อ.ธนะศักดิ์ นั้น เสนอชื่อบิ๊กตี๋ พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร รอง ผบ.สส. เพื่อนรัก ตท.12 มาเป็นปลัดกลาโหม ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ เสนอชื่อบิ๊กอ๋อย พล.อ.จิระเดช โมกขะสมิต ผช.ผบ.ทบ. มาชิงชัย

แต่เมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องการ พล.อ.นิพัทธ์ ก็ไม่อาจไปขัดขืน เพราะรู้กันดีว่าเป็นตำแหน่งที่ต้องให้ รมว.กลาโหม เป็นคนเลือก แต่ทว่าความรู้สึกในใจบางอย่างย่อมเกิดขึ้น เพราะแม้จะเป็นอำนาจ รมว.กลาโหม แต่ก็ควรถามความเห็น ผบ.เหล่าทัพ ด้วย เพราะต้องทำงานประสานกัน

แม้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะให้เหตุผลว่า ปลัดกลาโหม ไม่ได้เป็นผู้บังคับบัญชาของ ผบ.สส. และ ผบ.เหล่าทัพ แต่มาทำหน้าที่ฝ่ายอำนวยการ ทำงานให้ รมว.กลาโหม

โดยมีรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เรียก พล.อ.นิพัทธ์ มาพูดคุยเป็นการส่วนตัวที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อสัปดาห์ก่อน ถึงการตัดสินใจของเธอ ที่จะให้เขาเป็นปลัดกลาโหม

แต่มีข้อแม้ว่า พล.อ.นิพัทธ์ จะต้องวางตัวให้เป็นน้องที่น่ารัก อ่อนน้อมต่อพี่ๆ ผบ.เหล่าทัพ ไม่ใช่ทำตัวเป็น "นาย" แต่ให้ทำหน้าที่ประสานงานระหว่าง รมว.กลาโหม กับ ผบ.สส. และ ผบ.เหล่าทัพ รวมถึงเป็นน้องที่คอยดูแลอำนวยความสะดวกในเรื่องต่างๆ ให้พี่ๆ ผบ.เหล่าทัพ



ที่สำคัญที่สุดคือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะขอดูผลงานและการวางตัวของ พล.อ.นิพัทธ์ เป็นเวลา 1 ปี ก่อนประเมินผล

ทั้งนี้ เพราะบ่อยครั้งที่ ผบ.สส. และ ผบ.เหล่าทัพ ไม่ค่อยแฮปปี้กับบทบาทของ พล.อ.นิพัทธ์ ตั้งแต่เมื่อครั้งที่บิ๊กโอ๋ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต เป็น รมว.กลาโหม ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะแนวคิดและแนวทางการทำงานต่างกัน

จนมาถึงเมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ควบ รมว.กลาโหม เอง ก็มีแต่ พล.อ.นิพัทธ์ เป็นรองปลัดกลาโหม คนเดียว ที่คอยมารับมาส่ง และอยู่ใกล้ๆ

แม้แต่การที่ พล.อ.นิพัทธ์ โผล่ร่วมคณะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปลัดกลาโหม ผบ.สส. และ ผบ. 2 เหล่าทัพ ไปอวยพรวันเกิดล่วงหน้าของป๋าเปรม พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีชื่ออยู่ในลิสต์

แต่ทว่า วันนั้น พล.อ.นิพัทธ์ ก็ไปทำหน้าที่อำนวยความสะดวกและประสานงานให้ ตามที่ พล.อ.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน ปลัดกลาโหม มอบหมาย ก็ตาม

จนบางทีอาจมีคนคิดเลยเถิดไปถึงว่า งานนี้เป็นสงครามเทวดาหรือเปล่า เพราะ พล.อ.นิพัทธ์ จะกลายเป็นผู้นำทหารที่ได้ทำงานใกล้ชิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ มากที่สุด มากกว่า พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ธนะศักดิ์ เสียอีก

ดังนั้น พล.อ.นิพัทธ์ จึงยังไม่อาจวางใจได้ว่า เมื่อโผโยกย้ายประกาศออกมา จะมีชื่อของเขาเป็นปลัดกลาโหม เนื่องจาก พล.อ.จิระเดช อาจจะแซงโค้งสุดท้ายมาได้ตลอดเวลา เพราะมีแนวร่วมทั้ง ผบ.สส. และ ผบ.เหล่าทัพ ที่จะหันมาหนุน เพราะรู้ว่าพอฟัดพอเหวี่ยงกันในเรื่องการเข้าถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และแกนนำในพรรคเพื่อไทย

อีกทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่ได้เอ่ยปากใดๆ แต่ปล่อยให้น้องสาวจัดการไปตามความเหมาะสม

ท่ามกลางการจับตามองว่าการเดินทางไปเยือนจีนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นั้น จะมีโอกาสไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ แบบเงียบๆ ลับๆ หรือไม่

ที่สำคัญ ทีมกองเชียร์ของ พล.อ.นิพัทธ์ ที่มีเพื่อน ตท.14 คนสำคัญอย่างบิ๊กแมว พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาฯ สมช. น้องรักของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ช่วยเต็มแรง ส่วนกองเชียร์ของ พล.อ.จิระเดช ทั้งในพรรคเพื่อไทย และนายทหารแตงโม ก็ช่วยกันเต็มที่ ในการทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ สั่งการ

แต่ต้องยอมรับ พล.อ.นิพัทธ์ นั้นได้เปรียบ เพราะทำงานใกล้ชิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ มาตลอด 2 ปี และจับงานสำคัญ ทั้งการแก้ไขปัญหาภาคใต้ เป็นทีมพูดคุยสันติภาพ และเป็นทีมสู้คดีเขาพระวิหาร และคล่องตัวในเรื่องงาน เนื่องจากเคยเป็น ผอ.สำนักนโยบายและแผนกลาโหม มาก่อน



ส่วน พล.อ.จิระเดช นั้น เป็น ผช.ผบ.ทบ. ที่ดูแลสายงานกำลังพลและกิจการพลเรือน จึงอาจจะไม่ได้แสดงฝีมือ และไม่ได้ใกล้ชิด น.ส.ยิ่งลักษณ์

แต่โดยเส้นทางของการเป็น ผบ.หน่วยกำลังรบ แบบที่เรียกว่า คอมแมนด์มาตลอด ตั้งแต่เป็นทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ที่เป็นทั้ง ผู้พัน ผู้การกรม ผบ.มทบ.11 รองแม่ทัพภาคที่ 1 แม่ทัพน้อยที่ 1 รอง เสธ.ทบ. และ ผช.ผบ.ทบ. นั้น ก็ถือว่าประวัติสวยงาม

อีกทั้งการเป็น ตท.13 ก็จะเป็นทีมงานเดียวกับ ผบ.เหล่าทัพ ทั้ง ผบ.ทร., ผบ.ทอ. และบิ๊กอู๋ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. และมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับ พล.อ.ธนะศักดิ์ และ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ก็ต้องการให้ ทบ. ได้โควต้าเก้าอี้ปลัดกลาโหม เพื่อที่ 5 เสือ ทบ. ว่างลง และจัดห้าเสือ ทบ. ของตนเองได้สะดวกขึ้น

แต่ก็ว่ากันว่า โผนี้ นอกจาก พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่แฮปปี้ เพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ถามความเห็น ผบ.เหล่าทัพ ในการเลือกปลัดกลาโหม คนใหม่แล้ว ยังไม่แฮปปี้กับการที่ไม่สามารถเลือก แม่ทัพภาคที่ 1 ได้ตามใจและตามความเหมาะสม

เพราะจากที่วางตัวให้บิ๊กอู๊ด พล.ท.วลิต โรจนภักดี แม่ทัพน้อยที่ 1 น้องรักในสายบูรพาพยัคฆ์ ขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 แทนบิ๊กต๊อก พล.ท.ไพบูลย์ คุ้มฉายา (ตท.15 ) ที่ขยับขึ้นห้าเสือ ทบ. เป็น เสธ.ทบ. คู่ใจ

แต่กลับถูกสะกิดว่า คนเสื้อแดงยอมรับไม่ได้ เพราะ พล.ท.วลิต มีส่วนสำคัญในการปราบปรามคนเสื้อแดง ตั้งแต่สงกรานต์ 2552 ที่สามเหลี่ยมดินแดง จนมาถึงกระชับพื้นที่สี่แยกคอกวัว เมื่อเมษายน 2553

ทั้งๆ ที่จะทำให้ พล.ท.วลิต ได้รับบาดเจ็บสาหัสพร้อมๆ กับ ผบ.หน่วย และส่งผลให้ เสธ.เปา พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม เสียชีวิตก็ตาม

จนทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จะเสนอชื่อบิ๊กโชย พล.ต.กัมปนาท รุดดิษฐ์ (ตท.16) รองแม่ทัพภาคที่ 1 ขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 แต่ถูกสะกิดอีกว่า พล.ต.กัมปนาท ก็เป็นผู้นำกำลังทหารเข้ากระชับพื้นที่ วัดปทุมวนาราม ทั้งๆ ที่เขาเป็นนายทหารนักรบที่ผ่านเส้นทางของการเป็นทหารอาชีพในยุคใหม่ ที่พร้อมเข้าสู่ยุคประชาคมอาเซียน

อีกทั้งกรณี 6 ศพวัดปทุมฯ นั้น ก็เป็นเรื่องของทหารรบพิเศษ ที่ปฏิบัติการบนรางรถไฟฟ้าที่ยิงลงมาในวัด ไม่ใช่ฝีมือของทหาร ร.31 รอ. ที่อยู่แต่พื้นราบ

แต่เมื่อเสนอชื่อบิ๊กแกะ พล.ต.พิสิทธิ์ สิทธิสาท รองแม่ทัพภาคที่ 1 อีกคน ขึ้นไป ก็ถูกสะกิดว่าเป็น ตท.17 หรือบิ๊กอิ๊ด พล.ต.ภาณุวัชร์ นาควงษม์ แม่ทัพภาคที่ 1 อีกคน ก็ยังถูกมองว่าเด็กอยู่



จนเกิดข่าวสะพัดว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องไปงัดนายทหารจากใน บก.ทบ. ย้ายระนาบมาเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ทั้ง พล.ท.สถิตย์ แจ่มจำรัส ผช.เสธ.ทบ.ฝ่ายกิจการพลเรือน อดีตแม่ทัพน้อยที่ 1 (ตท.14) ที่จะกลายเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ที่โนเนมที่สุด เพราะไม่ได้อยู่ในไลน์ อีกทั้งเส้นทางรับราชการก็ไม่เป็นที่ยอมรับสำหรับคนที่เป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ที่ต้องผ่านทั้งการเป็นผู้บังคับกองพัน ผู้บังคับการกรม และ ผู้บัญชาการกองพล

จนทำให้ชื่อของบิ๊กหมู พล.ท.ธีรชัย นาควานิช รอง เสธ.ทบ. ถูกวางให้เป็นแม่ทัพภาคที่ 1 แทน เพราะการเป็นบูรพาพยัคฆ์ และเป็นน้องรักของบิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต รมว.กลาโหม พี่ใหญ่ของ พล.อ.ประยุทธ์

จากเดิมที่เขามีชื่อเป็นแคนดิเดต เสธ.ทบ. เพื่อทดแทนโควต้าบิ๊กป้อม ที่บิ๊กบี้ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ผช.ผบ.ทบ. น้องรักบิ๊กป้อม ถูกขยับข้ามไปเป็น เสนาธิการทหาร ที่ บก.กองทัพไทย แต่เก้าอี้ห้าเสือ ทบ. ก็แน่น เพราะมีบิ๊กโบ้ พล.ท.อักษรา เกิดผล รอง เสธ.ทบ. (ตท.14) และ พล.ท.ไพบูลย์ (ตท.15) แย่งชิงกันอยู่

พล.ท.ธีรชัย นั้นไม่ได้อยากจะย้ายระนาบมาเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 แม้ว่าเขาจะเคยเป็นแม่ทัพน้อยที่ 1 มาก่อน แต่ทว่า หากขึ้นพลเอก ขึ้นห้าเสือ ทบ. เลย ก็จะมีโอกาสชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ. ในการโยกย้ายปีหน้า เพราะเขาเป็น ตท.14 และมีอายุราชการถึงปี 2559 เลยทีเดียว

เมื่อนั้น บิ๊กโด่ง พล.อ.อุดมเดช สีตะบุตร เสธ.ทบ. ที่ขยับขึ้นจ่อเป็น รอง ผบ.ทบ. ตัวเต็ง ผบ.ทบ. อาจต้องเสียวๆ เพราะจะมีคู่แข่งชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ. เพิ่มขึ้นมาอีก ทั้ง พล.ท.ไพบูลย์ ที่ขึ้นเป็นห้าเสือ ทบ. ที่มีอายุราชการถึงปี 2558 เท่ากัน แต่ทว่า พล.ท.ธีรชัย นี้ เกษียณปี 2559

ดังนั้น งานนี้จึงอาจเป็นการสกัดกั้น เตะตัดขากันเองในหมู่ ตท.14 ด้วยกันเอง ด้วยเพราะหาก พล.ท.ธีรชัย ขึ้นห้าเสือ ทบ. พล.อ.อุดมเดช ตัวเต็ง ผบ.ทบ. ก็น่าหวาดหวั่นไม่น้อย แม้จะอาวุโสกว่า และจ่อเป็น รอง ผบ.ทบ. แล้วก็ตาม

ขณะที่ พล.ท.อักษรา ก็ถูกสะกิดว่านามสกุล เกิดผล นั้น ไม่เป็นที่แฮปปี้ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ยังคาใจกับ พล.อ.สายหยุด เกิดผล ด้วยนั่นเอง

อีกทั้งยังมี พล.ท.ไพบูลย์ ตท.15 ขยับขึ้นมาเป็นแคนดิเดตอีกคน ที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์ ก็แสดงออกถึงความใกล้ชิดสนิทสนมอย่างออกนอกหน้า



แต่อย่างไรก็ตาม หาก พล.อ.ประยุทธ์ จะดื้อเงียบ และแข็งข้อ เพื่อแสดงความเป็น ผบ.ทบ. ที่จะดูแลปกป้องลูกน้องได้ ก็จะต้องยืนยันที่จะให้ พล.ท.วลิต เป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ให้จงได้ ก็ต้องรอดูว่า เมื่อนั้นจะเกิดอะไรขึ้น

ขณะที่ต้องจับตาบิ๊กหนุ่ย พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รอง ผบ.ทบ. ที่จะเกษียณกันยายนนี้ เพราะเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีเพื่อนรักคนนี้อยู่ข้างกายแล้วจะทำอย่างไร เพราะว่ากันว่า พล.อ.ดาว์พงษ์ นั้น เป็นมันสมอง เป็นเพื่อนคู่คิดของเขา

จึงมีข่าวสะพัดว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะตั้ง พล.อ.ดาว์พงษ์ เป็นที่ปรึกษา ผบ.ทบ. เพื่อที่จะได้ช่วยทำงานกันต่อไป

พล.อ.ดาว์พงษ์ นั้นรู้สึกว่าตนเองมีตราบาปในใจ ในเรื่องที่ถูกมองว่าเป็นคนวางแผนในการกระชับพื้นที่คนเสื้อแดง ที่ทำให้เขากลายเป็นนายทหารที่คนเสื้อแดงหมายหัว อันเป็นอุปสรรคในการทำงานกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทย และ น.ส.ยิ่งลักษณ์

จึงทำให้ พล.อ.ดาว์พงษ์ ต้องออกมาแจงเหตุการณ์กระชับพื้นที่คนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 โดยเน้นย้ำว่าทหารไม่ใช่คู่ขัดแย้ง แต่ออกมาทำหน้าที่ในฐานะกลไกของรัฐบาล และทำหน้าที่ตามกฎหมาย โดยคำนึงถึงชีวิตประชาชนเป็นสำคัญ ไม่มีการสั่งยิงประชาชนที่ไม่มีอาวุธ หรือการใช้ปืนซุ่มยิงสไนเปอร์

นั่นจึงทำให้เขายืนยันว่าจะไม่เล่นการเมือง ไม่สังกัดพรรคการเมืองใด แต่คงจะไม่อยู่บ้านเฉยๆ แต่ต้องหางานทำ เพราะจะต้องมาช่วยงานเพื่อนตู่ ต่อไป



แม้ว่าในโผโยกย้ายนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะดึงตัว บิ๊กฉัตร พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทบ. และ ผอ.ททบ.5 เพื่อนรัก ตท.12 อีกคน มาเป็น ผช.ผบ.ทบ. เพื่อให้ดูแลเรื่องงบประมาณ การจัดซื้อจัดหา และการส่งกำลังบำรุง มาอยู่ใกล้ๆ ตัวแล้วก็ตาม

แต่ที่กำลังเป็นที่เม้าธ์กันทั่ว ทบ. ก็เมื่อมีข่าวสะพัดว่า พล.อ.ฉัตรชัย ที่ไม่ชอบให้ใครๆ เรียกชื่อเล่น ฉายาที่เพื่อนๆ ตั้งไว้ว่า "นมชง" คนนี้ ประกาศที่จะเป็นทั้ง ผช.ผบ.ทบ. และเป็น ผอ.ททบ.5 ด้วย โดยเขาจะทำงานให้ได้ดีทั้งสองตำแหน่ง ซึ่งในอดีตยังไม่เคยมีห้าเสือ ทบ. คนใด ควบเก้าอี้ ผอ.ททบ.5 หรือแม้แต่คนที่เป็นตำแหน่งหลัก จะได้ควบ ผอ.ททบ.5

นี่เป็นการสะท้อนว่า พล.อ.ฉัตรชัย มีความสำคัญมากแค่ไหน ประการหนึ่ง อาจในฐานะกระเป๋าสตางค์ส่วนตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ แต่นั่นย่อมสะท้อนว่า พล.อ.ประยุทธ์ ก็ต้องยอมให้ควบด้วย

จนทำให้เกิดความขัดแย้ง น้อยเนื้อต่ำใจกันในหมู่เพื่อน ตท.12 เพราะเดิมมีการวางตัวให้บิ๊กเต่า พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ที่ทำงานในสายการงานกิจพลเรือนมาตลอด ให้เป็น ผอ.ททบ.5 คนใหม่ แทน พล.อ.ฉัตรชัย

แต่เมื่อ พล.อ.ฉัตรชัย ต้องการที่จะควบ ผอ.ททบ.5 เสียเอง ก็ทำให้ พล.อ.สุรศักดิ์ ไม่ใช่แค่อกหัก แต่ต้องถูกส่งชื่อออกนอก ทบ. เป็นจเรทหารทั่วไปที่กลาโหม เลยทีเดียว



การจัดโผ ทบ. ครั้งนี้ ยังส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ ถูกวิจารณ์ในแง่การกระจายอำนาจใน 5 เสือ ทบ. ที่ให้แต่แม่ทัพภาคที่ 1 ขึ้น ทั้งๆ ที่ พล.ท.ไพบูลย์ เป็นแม่ทัพภาคที่ 1 แค่ปีเดียว ส่วนบิ๊กป้อม พล.ท.จิระศักดิ์ ชมประสพ แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นรุ่นพี่ ตท.13 เป็นแม่ทัพมา 2 ปีแล้ว กลับถูกเบียดหลุดโผห้าเสือ ทบ.

รวมถึงการกระจายรุ่น เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ ตท.12 เป็น ผบ.ทบ. นานถึง 4 ปี ก็ทำให้น้องๆ รุ่นอื่นแก่กันคาเก้าอี้หมด แต่ปรากฏว่าในห้าเสือ ทบ. ก็ยังมีแต่ ตท.12 แม้จะมี ตท.13 ตท.14 และ ตท.15 แต่ก็ไม่ถึง ตท.16 ที่ยังเป็น พลโท กันอยู่ต่อไป

โผนี้ ทั้งบิ๊กเจี๊ยบ พล.ท.เฉลิมชัย สิทธิสาร ผบ.หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (ผบ.นสศ.) จึงยังไม่ได้ขยับขึ้น เช่นเดียวกับบิ๊กอุ๋ย พล.ท.พลพล มณีรินทร์ ผบ.รร.นายร้อย จปร. ที่แม้จะมีข่าวว่ามีชื่อจากฝ่ายการเมืองส่งเข้าชิงทั้งห้าเสือ ทบ. และแม่ทัพภาคที่ 1 แต่ทว่า ก็หลุดทุกโผ ด้วยเพราะทั้งสองแกนนำ ตท.16 นี้ มีอายุน้อย เกษียณปี 2561 และ 2559 ถ้าขึ้นมาเป็น พลเอก หรือเป็นห้าเสือ ทบ. ในคราวนี้ ก็จ่อชิง ผบ.ทบ. ได้สบายๆ

แต่ก็ต้องยอมรับว่า แม่ทัพภาคที่ 1 นั้นเป็นเส้นทางเหล็กของผู้ที่จะขึ้นห้าเสือ ทบ. เพราะเป็นผู้คุมกำลังปฏิวัติหลักของ ทบ. ยิ่งในยุคนี้ ต้องมีพลังหนุนจากฝ่ายการเมืองมาเสริมด้วย ก็จะยิ่งก้าวหน้าเร็ว

อีกทั้ง นี่น่าจะเป็นการจัดทัพแบบคานอำนาจ ของ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อให้มีหลายตัวเลือก หลายแคนดิเดต เพื่อที่จะไม่ให้ พล.อ.อุดมเดช กลายเป็นเต็งหนึ่งเดียว ที่จะเป็น ผบ.ทบ. คนต่อไป เพื่อเป็นการควบคุมให้เกิดความสวามิภักดิ์ต่อเขาด้วย นั่นเอง

เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ นั้น ไม่ธรรมดาหรอก ให้คอยดูชม
28  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / เสียศูนย์ การเมือง อารมณ์แปร ไฟธาตุแตก หลุดจาก′รันเวย์′ เมื่อ: 12 กันยายน 2013, 08:00:34
เสียศูนย์ การเมือง อารมณ์แปร ไฟธาตุแตก หลุดจาก′รันเวย์′
วันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 14:30:27 น.
   
 


(ที่มา:มติชนรายวัน 11 ก.ย.2556)
 
 
 
 

ไม่ว่าสภาพอันเกิดขึ้น ณ สนามบินสุวรรณภูมิ ไม่ว่าสภาพอันเกิดขึ้น ดำรงอยู่และดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในการประชุมสภา

เหมือนกัน

เพียงแต่สภาพอันเกิดขึ้น ณ สนามบินสุวรณภูมิ คือ อุบัติเหตุอันเนื่องแต่เครื่องบินแอร์บัสไถลตกรันเวย์

เกิดไฟลุกไหม้เครื่องยนต์

ขณะที่สภาพอันเกิดขึ้น ณ ที่ประชุมรัฐสภา และที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร นับแต่วันที่ 7 สิงหาคม เป็นต้นมา

เป็นเรื่องของ "คน"

ไม่ว่าเรื่องของ "เครื่องจักร" อย่างแอร์บัส ไม่ว่าเรื่องของ "คน" อย่างที่เรียกว่าเป็นนักการเมือง สามารถเกิดขึ้นได้

เพียงแต่ต่อเครื่องจักรอาจเป็น "อุบัติเหตุ"

ขณะที่กล่าวสำหรับการประชุมรัฐสภา การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ไม่สามารถสรุปว่าเป็น "อุบัติเหตุ" ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ

เพราะตั้งใจ เพราะเจตนา

น่าสังเกตว่า นับแต่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร บริหารราชการแผ่นดินได้ครบ 2 ปี และกำลังเหยียบบาทก้าวเข้าสู่ปีที่ 3

มีหลาย "ปรากฏการณ์" เกิดขึ้น

ปรากฏการณ์ 1 มาจากรัฐบาล ที่ดำเนินการหลายอย่างให้เป็นไปตาม "นโยบาย" อันเคยแถลงไว้เมื่อเดือนสิงหาคม 2554

นั่นก็คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นั่นก็คือ การปรองดอง สมานฉันท์ เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปการเมือง

นั่นก็คือ การนำเสนอกฎหมายกู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ

เป็นการสร้างประเทศไทย "ใหม่"

นั่นก็คือ การแปรวิกฤตจากมหาอุทกภัยตอนปลายปี 2554 ให้เป็นโอกาสด้วยการใช้เงินไม่ต่ำกว่า 3.4 แสนล้านบาทเพื่อบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย

ปรากฏการณ์ 1 มาจากฝ่ายค้าน

นั่นก็คือ การต้านทุกโครงการ การค้านทุกถ้อยคำ การไม่เห็นด้วยทุกนโยบายและทุกเม็ดเงิน เพื่อบ่อนเซาะ ดิสเครดิต และถึงกับประกาศล้ม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้จงได้

แผนการ 8 ตุลาคม

จากการปะทะระหว่างรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับ ขบวนการฝ่ายค้านอันนำโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แห่งพรรคประชาธิปัตย์

ร้อนแรงยิ่งในขวบปีที่ 3

เพราะหากรัฐบาลสามารถตีฝ่าคลื่นลมทางการเมืองผ่านไปได้เป็นปีที่ 3 พร้อมกับการแปร "นโยบาย" เป็นรูปธรรมทางการปฏิบัติที่เป็นจริง

นั่นหมายถึง ผลงาน ความสำเร็จ

ขณะเดียวกัน ผลงาน และความสำเร็จของรัฐบาล ในอีกด้านย่อมหมายถึงโอกาสและอนาคตอันตีบตันเป็นลำดับของฝ่ายค้านของพรรคประชาธิปัตย์

หมายถึงรัฐบาลผ่านวันที่ 8 ตุลาคมไปได้

หมายถึงความพ่ายแพ้อย่างต่อเนื่องนับแต่ปี 2539 เป็นต้นมาของพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นการพ่ายแพ้อย่างสะสม ยาวนาน

นี่ย่อมเป็นอาการ "จนตรอก"

เป็นความจนตรอกที่ทำให้สภาพของนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์มีอาการเดียวกันกับเครื่องบินแอร์บัส เมื่อรันเวย์ลงจอด ณ สนามบินสุวรรณภูมิ คือ เบรกแตก หลุดออกจากวงจรและแนวทางเดิม

เกิดสภาพ "ไฟธาตุแตก" เสีย "สมาธิ"

ไม่เพียงแต่พรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นที่อยู่ในสภาพ "เสียศูนย์" หากเป็นกันหมดทั้ง "ขบวน"

1 คือ ความโกรธกริ้ว ขาดสติ กรีดร้องโหยหวน และยกเก้าอี้ขึ้นทุ่ม 1 คือ ใช้คำหยาบ ด่าทอ อีกฝ่ายอย่างไร้รสนิยม ไม่ว่าโดยการพูด ไม่ว่าโดยการเขียน เป็นเหมือนกันหมด

หัวหงอก หัวดำ
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1378884469&grpid=01&catid=&subcatid=
29  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / เปิดคำพิพากษา "คดีซื้อรถ-เรือดับเพลิง 6,687 ล้าน" จำคุก 2 ยกฟ้อง 3 จำหน่ายคดีชั่วคราว 1 เมื่อ: 12 กันยายน 2013, 07:38:07
เปิดคำพิพากษา "คดีซื้อรถ-เรือดับเพลิง 6,687 ล้าน" จำคุก 2 ยกฟ้อง 3 จำหน่ายคดีชั่วคราว 1
วันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 10:50:02 น.
   
 


 
 

(จากซ้าย) โภคิน พลกุล, วัฒนา เมืองสุข และอภิรักษ์ โกษะโยธิน

หมายเหตุ - ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษา คดีหมายเลขดำ อม.5/2554 ที่ ป.ป.ช.เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายโภคิน พลกุล อดีต รมว.มหาดไทย, นายประชา มาลีนนท์ อดีต รมช.มหาดไทย, นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์, พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ อดีตผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม., บริษัท สไตเออร์ เดมเลอร์ พุค สเปเชียล ฟาห์รซอยก์ จำกัด หรือ STEYR-DAIMLER-PUCH Spezial fahrzeug AG&CO KG (ศาลสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว) และนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯกทม. เป็นจำเลยที่ 1-6 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (ฮั้วประมูล) พ.ศ.2542 จากกรณีการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง พร้อมอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย ตามโครงการพัฒนาระบบบริหารและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. มูลค่า 6,687,489,000 บาท เมื่อวันที่ 10 กันยายน



คดีนี้ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดว่าการกระทำของนายโภคิน นายประชา นายวัฒนา พล.ต.ต.อธิลักษณ์ เป็นการกระทำที่ไม่ให้โอกาสผู้อื่นเข้าเสนอราคาอย่างเป็นธรรม เป็นเหตุให้บริษัทสไตเออร์ได้เข้าร่วมในโครงการจัดซื้อรถดับเพลิง โดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการและเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ควรได้ตามกฎหมาย ให้กับบริษัทสไตเออร์มีมูลเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐตาม พ.ศ.2542 มาตรา 7, 11, 12, 13

ส่วนบริษัทสไตเออร์เนื่องจากไม่มีฐานะเป็นเจ้าพนักงาน แต่กระทำการอันเป็นการช่วยเหลือในการที่เจ้าพนักงานกระทำความผิด มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ มาตรา 7, 11, 12, 13

นายอภิรักษ์ได้เปิดแอลซีและแก้ไขแอลซีให้กับบริษัทสไตเออร์ และแก้ไขเพิ่มเติมในเนื้อหาอื่นอีกหลายรายการทำให้ บริษัทสไตเออร์ได้รับประโยชน์จากการเปิดแอลซีที่เกิดจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการแก้ไขดังกล่าวทำให้นายโภคินกับพวกที่ได้กระทำไปแล้วในตอนแรก ยังไม่ได้ปรากฏเป็นมูลค่าความเสียหายที่เป็นตัวเงิน แต่โดยผลของการเปิดแอลซี ทำให้ กทม.ต้องจ่ายงบประมาณไปแล้ว 2,354 ล้านบาท โดยไม่ได้สินค้า การกระทำของอภิรักษ์ จึงมีมูลตามความผิดมาตรา 157

ศาลฎีกาพิเคราะห์คำร้องคำให้การและสำนวนการไต่สวนแล้วเห็นว่า คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 6 ต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและคำฟ้องโจทก์ในส่วนที่ 6 คลุมเครือ เนื่องจากไม่ระบุรายละเอียดวันเวลาและพฤติการณ์ และในชั้นไต่สวนจำเลยที่ 6 ไม่มีโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริง โดยองค์คณะมีมติเอกฉันท์ 9 เสียงเห็นว่า ป.ป.ช.ได้รับสำนวนการตรวจสอบคดีนี้หลังจากที่ คตส.พ้นวาระเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2551 โดย คตส.มีอำนาจการตรวจสอบหน่วยงานรัฐและบุคคลใดๆ ที่น่าจะมีพฤติการณ์ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การกระทำของจำเลยที่ 1-4 เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ ต้องวินิจฉัยก่อนว่าการจัดซื้อสินค้าขัดต่อมติ ครม. และจัดซื้อในราคาสมเหตุสมผลหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวนขณะที่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ดำรงตำแหน่ง รมว.มหาดไทย เมื่อประมาณเดือน มิ.ย.2546 เอกอัครราชทูตออสเตรียประจำประเทศไทยได้เสนอให้จัดซื้อสินค้าในลักษณะรัฐต่อรัฐ มีการเสนอช่วยหาแหล่งทุนในการจัดซื้อให้ด้วย และให้มีการจัดซื้อสินค้าต่างตอบแทนระหว่าง 2 ประเทศในแบบเต็มจำนวนร้อยต่อร้อย

โดยมีการเสนอให้ซื้ออุปกรณ์และครุภัณฑ์รถและเรือดับเพลิงผ่านบริษัทสไตเออร์ จำเลยที่ 5 มูลค่า 156 ล้านยูโร คิดเป็นเงินไทย 6,687,489,000 บาท มีการทำข้อตกลงเอ็มโอยูที่มีภาระผูกพันระหว่างคู่สัญญา ขณะที่ได้ความจากพยานโจทก์ระบุว่า โครงการพัฒนาระบบฯ จะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล หลังจากที่ ครม.มีมติแล้ว 60 เปอร์เซ็นต์ โดย กทม.ออกเองอีก 40 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับว่างบประมาณในโครงการดังกล่าวไม่ได้เป็นไปตามที่มีการเสนอไว้ว่าออสเตรียจะช่วยหาแหล่งทุน

ขณะที่ราคารถและเรือดับเพลิงเมื่อเทียบเคียงกับที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เคยจัดซื้อสินค้าที่มีวัตถุประสงค์ใช้งานอย่างเดียวกัน พบว่าราคาที่ กทม.ดำเนินโครงการครั้งนี้ด้วยวิธีพิเศษราคาสูงกว่า

เมื่อเปรียบเทียบราคาสินค้าที่เสนอผ่านเอกชนประเทศสเปนมาให้ไทย เป็นสินค้าคุณภาพเช่นเดียวกันมีเงื่อนไขปลอดการชำระ 24 เดือน แต่มีราคาต่ำกว่า 2,090 ล้านบาท เมื่อพิจารณาโดยรวมทั้งหมดแล้วจำเลยที่ 5 ได้ผลประโยชน์ถึง 2,192 ล้านบาท หรือคิดเป็น 48.77 เปอร์เซ็นต์

พยานหลักฐานชอบด้วยเหตุผลรถและเรือที่ กทม.ซื้อจากจำเลยที่ 5 สูงเกินจริงไม่สมเหตุผล

คดีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 1-4 และ 6 กระทำผิดตามฟ้องของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้จากพยานเป็นที่ปรึกษาด้านวิชาการของนายประชา จำเลยที่ 2 ว่า ก่อนเริ่มโครงการ พล.ต.ต.อธิลักษณ์ จำเลยที่ 4 พาผู้แทนของบริษัทจำเลยที่ 5 เข้าพบนายประชา จำเลยที่ 2 ที่ดำรงตำแหน่ง รมช.มหาดไทย กำกับดูแล กทม. เพื่อผลักดันให้มีการเสนอโครงการพัฒนาระบบฯ แต่พยานคัดค้าน ขอให้มีการถ่ายโอนอำนาจหน้าที่จากกองบังคับการตำรวจดับเพลิงมาเป็นสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สังกัด กทม.เรียบร้อยเสียก่อน

ส่วนที่จะกำหนดให้มีการซื้อสินค้าการเกษตรของไทยในลักษณะต่างตอบแทน เพื่อเป็นการระบายสินค้าโอท็อปที่จำเลยที่ 2 ดูแลอยู่ ขณะเดียวกันจำเลยที่ 5 ติดต่อบริษัทซีพีเอ็มฯ ให้เป็นผู้แทนดำเนินการค้าต่างตอบแทน

ข้อเท็จจริงดังกล่าวเห็นว่าจำเลยที่ 4 ติดต่อกับจำเลยที่ 5 ขณะรับราชการภารกิจในกองบังคับการตำรวจดับเพลิง และพาไปพบจำเลยที่ 2 ให้ช่วยผลักดัน เมื่อโอนย้ายอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 4 มาที่สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแล้ว จำเลยที่ 4 ได้เกี่ยวข้องกับโครงการมาตลอด ครั้งแรกจำเลยที่ 4 ทำรายงานบันทึกถึงจำเลยที่ 2 เพื่อเสนอ ครม.อนุมัติโครงการ แต่ในบันทึกยังขาดรายละเอียดทั้งเชิงวิชาการและการวิเคราะห์ จำเลยที่ 2 จึงให้นำกลับไปแก้ใหม่ ขณะเดียวกันให้พยานยกร่างด้วยลายมือและจำเลยที่ 4 นำไปปรับแก้ไข แก้วันที่ย้อนหลัง โดยไม่คำนึงถึงระเบียบงานสารบัญ

การกระทำของจำเลยที่ 4 ที่ลุกลี้ลุกลนแก้ไขวันที่ จึงเชื่อว่าเพื่อต้องการเร่งนำเสนอ ครม.ก่อนสิ้นปีงบประมาณ และก่อนที่นายสมัคร สุนทรเวช จะหมดวาระในตำแหน่งผู้ว่าฯกทม. ยิ่งไปกว่านั้นพบว่ารายการสินค้ารถและเรือดับเพลิงราคาต่อหน่วยในใบเสนอราคา ยังเท่ากับราคาที่จำเลยที่ 5 เสนอให้กับนายวันมูหะมัดนอร์ ไปก่อนล่วงหน้าแล้ว

แสดงให้เห็นว่าการเสนอโครงการไม่ใช่เกิดจากความจำเป็นของ กทม. แต่เป็นการเสนอตามความต้องการของจำเลยที่ 5 ที่จะขายสินค้า อีกทั้งจำเลยที่ 4 ยังไม่ปฏิบัติตามมติ ครม. มีพฤติการณ์ไม่ทำตามกฎระเบียบราชการ และไม่ได้เสนอให้บอร์ด กทม.พิจารณาเพื่อขอความเห็นชอบ อ้างว่านายสมัคร ผู้ว่าฯกทม.ขณะนั้นกำลังจะครบวาระแล้ว แต่ข้อเท็จจริงยังมีรองผู้ว่าฯ ปลัด กทม. และรองปลัด กทม.อีกที่มีอำนาจพิจารณาลงนามได้ อีกทั้งข้อเท็จจริงได้ความจากพยานว่า กทม.มีอุปกรณ์ทดแทนอยู่แล้ว ขณะที่บุคลากรมีจำนวนน้อยกว่าจำนวนรถดับเพลิงที่มีอยู่ด้วยซ้ำ

ประกอบกับจำเลยที่ 4 ไม่เคยสืบราคาสินค้าจากผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายรายใด เพียงแต่ทำหนังสือที่อ้างว่าได้แจ้งต่อรองราคาให้จำเลยที่ 5 แต่ไม่ได้ต่อรองอย่างจริงจัง ขณะนั้นจำเลยที่ 5 ยังไม่ได้ทำบันทึกซื้อขาย แต่จำเลยที่ 4 กลับทำเรื่องเสนอซื้อเป็นการฝ่าฝืนประกาศของกระทรวงพาณิชย์เรื่องการซื้อสินค้าต่างตอบแทน แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 4 จงใจมุ่งหมายซื้อสินค้าให้ได้ตามที่ต้องการ

อีกทั้งจำเลยที่ 4 เร่งให้จำเลยที่ 2 เปิดแอลซี นอกจากนี้ เมื่อนายอภิรักษ์ จำเลยที่ 6 เข้ารับตำแหน่ง ได้แจ้งให้จำเลยที่ 4 ขยายเวลาเปิดแอลซี แต่จำเลยที่ 4 นอกจากจะไม่กระทำตามยังมีหนังสือแจ้งไปที่ธนาคารกรุงไทยในการอนุมัติทำให้นายอภิรักษ์ จำเลยที่ 6 ต้องทำหนังสือแจ้งกลับไปที่ธนาคารให้ระงับการอนุมัติวงเงินในวันเดียวกัน

เห็นว่าจำเลยที่ 4 ผิดวิสัยข้าราชการ มีการต่อรองราคาโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของประเทศชาติ โดยมีพิรุธและเอื้อประโยชน์ต่อจำเลยที่ 5 โดยมิชอบ ส่วนที่จำเลยกล่าวอ้างนั้นปราศจากเหตุผลรับฟังไม่ได้

ส่วนจำเลยที่ 2 ถูกขอให้ช่วยเหลือผลักดันโครงการหากจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนร่วมในการผลักดันให้ซื้อสินค้าก็คงไม่เดินทางไปดูงานที่ประเทศออสเตรีย โดยเฉพาะผู้แทนจำเลยที่ 5 มีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงไม่มาศาลหลายหน เมื่อมาเบิกความก็ให้การกลับไปกลับมา จนทนายความโจทก์ต้องนำหลักฐานมาให้ดูเพื่อถามซักค้านแต่ก็ยังเบิกความบ่ายเบี่ยงว่าได้รับเชิญจากจำเลยที่ 5 ให้เดินทางไปที่ออสเตรียเท่านั้น ซึ่งเป็นข้อส่อพิรุธให้เชื่อมากขึ้น

ประกอบกับเมื่อกลับมา จำเลยที่ 4 ทำหนังสือบันทึกจัดทำโครงการเสนอจำเลยที่ 2 แต่บันทึกไม่ตรงตามหลักการทำให้ที่ปรึกษา จำเลยที่ 2 ต้องยกร่างใหม่ ขึ้นมาแทน และจำเลยที่ 4 นำมาปรับแก้วันที่ใหม่ นอกจากจำเลยที่ 4 แล้ว จำเลยที่ 2 ก็เกี่ยวข้องกับโครงการตั้งแต่แรก โดยจำเลยที่ 2 พร้อมพวกได้ร่วมกันเขียนโครงการเจือสมกับที่ นายสมัคร สุนทรเวช เคยกล่าวขอก่อหนี้ผูกพันในสภา กทม.

พยานที่วินิจฉัยมามีเหตุโดยปราศจากข้อสงสัยว่า ร่างบันทึกที่ปรึกษาจำเลยที่ 2 จัดทำขึ้นสอดคล้องเป็นไปตามที่จำเลยที่ 5 เสนอราคา ไม่ใช่เกิดจากความจำเป็นแท้จริงของ กทม. ยิ่งไปกว่านั้นข้อเท็จจริงยังได้ความอีกว่า เมื่อจำเลยที่ 6 มีหนังสือให้กระทรวงมหาดไทยทบทวนโครงการ แต่จำเลยที่ 2 ซึ่งรักษาการแทน รมว.มหาดไทยในขณะนั้น มีหนังสือแจ้งจำเลยที่ 6 จำนวน 2 ฉบับ โดยอ้างเอ็มโอยู และเร่งให้เปิดแอลซีทันที พฤติการณ์เห็นว่ามีส่วนเกี่ยวข้องตั้งแต่แรก โดยเร่งรัดผลักดันให้จำเลยที่ 6 เปิดแอลซีจนนำไปสู่การซื้อสินค้าไม่เหมาะสม เพื่อประโยชน์ให้จำเลยที่ 5

ข้ออ้างจำเลยที่ 2 ที่ว่าไม่เคยสั่งให้ที่ปรึกษาของตนยกร่างบันทึก แต่เป็นการกระทำของที่ปรึกษาเอง เพราะมีความขัดแย้งกัน เห็นว่าข้ออ้างจำเลยที่ 2 รับฟังไม่ได้ เพราะพยานมีเหตุโกรธเคืองกับที่ปรึกษาของจำเลยที่ 2 ขณะที่เคยสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ แต่ไม่เคยปรากฏสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 มาก่อน อีกทั้งข้อเท็จจริงของที่ปรึกษาจำเลยที่ 2 ก็เป็นการใช้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา ส่วนข้ออ้างว่าการจัดซื้อเป็นเรื่องของ กทม. จำเลยที่ 2 ไม่มีความเกี่ยวข้อง แค่มีหน้าที่กำกับดูแล กทม.เท่านั้น เห็นว่าถ้าเป็นจริงตามที่กล่าวอ้างจำเลยที่ 2 คงไม่มีเหตุผลที่จะไปดูงานต่างประเทศกับจำเลยที่ 4 และสั่งการเร่งรัดให้จำเลยที่ 6 เปิดแอลซีให้จำเลยที่ 5 ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ไม่มีน้ำหนักรับฟังได้

ส่วนจำเลยที่ 1 แม้พยานหลักฐานไต่สวนปรากฏว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงนามในข้อตกลงเอโอยู โดยเข้ามาดำรงตำแหน่ง รมว.มหาดไทย ต่อจากนายวันมูหะมัดนอร์หลังจากที่มีการเสนอโครงการแล้ว ขณะที่จำเลยที่ 4 นำผู้แทนจำเลยที่ 5 เข้าพบจำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 1 ยังเป็นเพียงรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลเรื่องกฎหมาย ไม่ได้เป็นผู้อนุมัติโครงการแต่อย่างใด พฤติการณ์แห่งคดีเชื่อได้ว่า กทม.เป็นหน่วยงานที่ตรวจสอบเนื้อหาโดยถูกต้องแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ลงนามเอโอยู โดยเชื่อว่า กทม.ได้ตรวจสอบเนื้อหาแล้ว ประกอบกับที่จำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือตอบกลับจำเลยที่ 6 เมื่อเดือน พ.ย.2547 เรื่องที่เคยขอให้จำเลยที่ 1 ทบทวนโครงการว่า โครงการเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและไม่ได้มีมติยับยั้ง แต่เห็นว่าเป็นเรื่องที่ กทม.โดยจำเลยที่ 6 ต้องดำเนินการตรวจสอบ หากพบการทุจริตก็ให้แจ้งกระทรวงมหาดไทยพิจารณาต่อไป ซึ่งเป็นการดำเนินการตามขั้นตอน พยานหลักฐานรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่โจทก์ฟ้อง

สำหรับจำเลยที่ 3 เป็น รมว.พาณิชย์ มีการทำข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน หลังจากที่มีการลงนามข้อตกลงเอโอยู และได้มีการออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ที่จะเป็นหลักเกณฑ์ปฏิบัติแล้ว โดยที่จำเลยที่ 5 ได้จ้างให้บริษัทซีพีเอ็มฯ มาดำเนินการซื้อขายไก่ต้มสุกที่ส่งออกแทน แม้จะมีการอ้างว่าบริษัทซีพีเอ็มฯ เป็นเครือญาติกับจำเลยที่ 3 แต่ไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดว่าจำเลยที่ 3 มีส่วนรู้เห็นด้วย

สำหรับจำเลยที่ 6 เห็นว่า แม้จะเป็นผู้สั่งให้ ผอ.สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย คนใหม่ที่เข้ามารับตำแหน่งแทน จำเลยที่ 4 ที่เกษียณไป ข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานยังไม่พอฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 6 ทำให้เกิดความเสียหายแก่ กทม.หรือทุจริตแต่อย่างใด เชื่อว่าจำเลยที่ 6 กระทำไปบนพื้นฐานตามข้อเท็จจริงตามข้อมูลที่ปรากฏและใช้ดุลพินิจโดยชอบแล้ว

องค์คณะ จึงมีมติเสียงข้างมากพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 และมีความผิดตาม พ.ร.บ.การเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (ฮั้วประมูล) พ.ศ.2542 มาตรา 13 และมาตรา 12 ส่วนจำเลยที่ 4 มีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 และมีความผิดตาม พ.ร.บ.การเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (ฮั้วประมูล) พ.ศ.2542 มาตรา 12 การกระทำเป็นความผิดกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบท แต่ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.การเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็นบทหนักสุด ให้จำคุก นายประชา จำเลยที่ 2 เป็นเวลา 12 ปี และให้จำคุกเป็นเวลา 10 ปี พล.ต.ต.อธิลักษณ์ จำเลยที่ 4 และองค์คณะมีมติเสียงข้างมากให้ยกฟ้องนายโภคิน จำเลยที่ 1, นายวัฒนา จำเลยที่ 3 และนายอภิรักษ์ จำเลยที่ 6
 
(ที่มา:มติชนรายวัน 11 ก.ย.2556)
30  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายอุทัย พิมพ์ใจชน "ประเทศไทยได้อะไรจากสภาปฏิรูปก เมื่อ: 12 กันยายน 2013, 07:33:17
หมายเหตุ - นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 26 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 27 และนายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภา ร่วมอภิปรายเรื่อง "ประเทศไทยได้อะไรจากสภาปฏิรูปการเมือง" ในการประชุมผู้บริหารพรรคการเมืองประจำปี 2556 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง จัดขึ้นที่ห้องจูปิเตอร์ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์

ถ้าพูดถึงการปฏิรูปฟังดูแล้วเหมือนเรื่องใหญ่ ซับซ้อน มีกระบวนการมากมาย แต่อยากให้คนคิดง่ายๆ มากกว่า การปฏิรูปมีมาทุกยุคทุกสมัย ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก สมัยนายบรรหาร ศิลปอาชา สมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มีแนวคิด ซึ่งไม่มีใครคาดหมายได้ว่าจะสำเร็จมากน้อยแค่ไหน การปฏิรูปครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ ตรงที่รัฐบาลเป็นเพียงผู้ริเริ่ม นายกฯเป็นผู้ริเริ่ม เป็นเรื่องหนึ่งที่เคยหาเสียงกับประชาชนไว้ จึงต้องสานต่อให้สำเร็จ เป็นธรรมดาที่มีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย มองว่ารัฐบาลเปิดกว้างให้ทุกองค์กร ให้ทุกคนทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา มีโอกาสเข้าร่วมเวทีสภาปฏิรูป เท่าที่เสาะหาข้อมูลได้มีแนวทางปฏิรูป3 ด้าน คือ การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม มีคนแสดงความจำนงเข้าร่วม 65 ท่าน ถือเป็นนิมิตหมายอันดี ขนาดในสมัยพุทธกาลยังมีการสังคายนาพระไตรปิฎก

การปฏิรูปการเมือง จะได้เลิกวิวาทบาดหมางกัน เพราะเหนื่อยมามาก บางคนบอกว่าสำเร็จยาก มองว่าเป็นการมองโลกในแง่ร้ายเกินไป การปฏิรูปต้องใช้ความอดทนและเวลา ถ้าไม่เริ่มวันนี้แล้วจะเริ่มเมื่อไหร่ ถ้าการเมืองลงตัวเป็นไปตามระบอบ-ระบบที่ดี เศรษฐกิจและสังคมที่ดีจะตามมา

การแบ่งสีไม่ใช่สิ่งผิดอย่างกีฬาสีในโรงเรียน นั่นคือสีของความสามัคคี กีฬาจบแล้วก็ดีกัน แต่วันนี้เรามีสีที่ไม่สามัคคีกัน ไม่เห็นต่อส่วนรวม อยากให้ทุกคนเข้าร่วมปฏิรูปเพื่อความเจริญของบ้านเมือง การเข้าสู่อำนาจทางการเมืองในวันนี้ ต้องมาจากความยินยอมพร้อมใจของประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจ เมื่อครบวาระประชาชนจะประเมินเราใหม่ เมื่อได้รับโอกาสเข้ามาทำหน้าที่ก็ไม่ควรปล่อยเวลาให้เกิดความเสียหายไปมากกว่านี้

แม้วันนี้ผมจะอยู่นอกวงการเมือง แต่ไม่มีความใฝ่ฝันจะมีอำนาจอีกแล้ว เพียงเห็นว่า อะไรที่เป็นผลดีต่อบ้านเมืองจึงรู้สึกว่าอยากทำ อยากร่วมกับรัฐบาลและแนวทางปฏิรูปประเทศ "กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในหนึ่งวัน" เหมือนการปฏิรูปประเทศที่ต้องอาศัยความคิดของผู้รู้ ประชาชน และต้องใช้เวลา อย่ามองว่าคนที่ไม่เป็นด้วยเป็นผู้ขัดแย้ง อย่าเอาความคิดของตัวเองเป็นหลัก

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ขณะนี้มีการใช้คำ 2 คำปะปนกัน คือ "ปฏิรูป" กับ "ปรองดอง" สองคำนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน แต่มีความเกี่ยวพันกัน "การปฏิรูป" คือ กระบวนการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ส่วน "การปรองดอง" เป็นกระบวนการคลี่คลายความขัดแย้งในสังคม ให้หลวมรวมเป็นหนึ่งเดียว

ด้านหนึ่ง ถ้าสังคมขาดพลังในการปรองดอง จะเป็นเรื่องยากในการปฏิรูปเพราะต้องอาศัยพลังแห่งความเห็นพ้อง ในทางกลับกันคนมองว่าจะปรองดองได้ต้องมีกระบวนการปฏิรูป แล้วกระบวนการที่รัฐบาลดำเนินอยู่ ตอบโจทย์ทั้ง 2 ข้อไหม เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ที่เป็นกระบวนการคลี่คลายความขัดแย้งได้ไหม

คำถาม คือ การปฏิรูปเพื่อเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ต้องทำอะไร? อำนาจรัฐต้องนำไปสู่การปฏิบัติ เราไม่ได้ขาดองค์ความรู้ เพราะมีความพยายามในการดึงฝ่ายต่างๆ เข้ามาปฏิรูปหลายครั้ง ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีคณะกรรมการ มีหลายองค์กรที่ได้รับมอบหมายให้ศึกษาเกี่ยวกับการปฏิรูป องค์ความรู้ในการปฏิรูปจึงมีพร้อมทั้งหมด เช่น หลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 เราตั้งคณะกรรมการ 2 ชุด คือ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน, คณะกรรมการสมัชาปฏิรูปประเทศ ที่มี นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน, แผนปฏิรูปสื่อ โดย รศ.ดร.ยุบล เบ็ญจรงค์กิจ คณบดีคณะนิเทศน์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะกรรมการศึกษาและปฏิรูปการเมืองที่มีนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีนิด้าขณะนั้นเป็นประธาน

ถ้าอยากปฏิรูปจะเห็นว่ามีองค์ความรู้อยู่แล้ว คนที่มีอำนาจมากที่สุดอาจไม่ใช่ผู้ที่มีความเหมาะสมที่สุดในการกำหนดแนวทาง คิดว่าทุกวันนี้ฝ่ายการเมืองเป็นจำเลย ไม่ใช่โจทก์ การเมืองเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหา เราต้องการคนที่อยู่ข้างนอกมาร่วมคิดว่า เราควรแก้ปัญหากันอย่างไร สิ่งที่ไม่สบายใจคือ การให้น้ำหนักกับนักการเมืองมากไป เห็นได้ชัดในส่วนของการนำคนที่เคยดำรงตำแหน่งสูงสุด (อดีตนายกรัฐมนตรี) มาเป็นตัวตั้ง

ควรนำองค์ความรู้ที่มีอยู่มาใช้ เช่น การสร้างความเป็นธรรมในการถือครองที่ดินอันเป็นแนวความคิดของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ เป็นต้น เราไม่จำเป็นต้องเริ่มนับ 1 ใหม่ แต่ผู้มีอำนาจพร้อมนำสิ่งที่มีอยู่ไปปฏิบัติไหม กฎหมายเหล่านี้ยังค้างอยู่ในสภา ซึ่งรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเคยบอกไว้ว่าไม่ใช่นโยบายที่สำคัญอันดับต้นๆ ของรัฐบาล จึงไม่เกิดการขับเคลื่อน

เรื่องการปรองดอง ปัญหาไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่หลายคนคิด จริงอยู่สภาพการเมืองที่ผ่านมา สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป อาจทำให้ประชาชนคิดเห็นแตกต่างกันมากขึ้น แต่นั่นไม่ใช่เรื่องแปลกหรือปัญหาเสมอไป สังคมที่ปรองดองไม่ใช่สังคมที่มีสีเดียวเสมอไป แต่การปรองดองคือ ทุกสีทุกฝ่ายสามารถอยู่ร่วมกันบนกติกาเดียวกันได้ เคารพซึ่งกันและกัน ขอเพียงว่าฝ่ายหนึ่งตั้งเวทีแสดงความคิดเห็นต่อประชาชนแล้วไม่มีอีกสีมาก่อกวน มีเหตุความขัดแย้งก็ว่าไปตามกลไก ตัวแทนก็ไปแข่งขันกัน ผู้ชนะมีสิทธินำนโยบายไปปฏิบัติ ถ้ามีเรื่องของความผิดและถูกก็ให้ศาลชี้ผิดชี้ถูก แบบนี้จะเกิดความปรองดองในสังคม

ทุกพรรคมีแนวคิด ควรระดมความคิดเห็นจากประชาชนแล้วใช้อำนาจที่ประชาชนไว้ใจไปปฏิบัติ แต่การตั้งเวทีมันไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงถ้าไม่อาจดึงประชาชนได้ การปฏิรูป การปรองดอง ไม่อาจใช้เสียงข้างมากได้ หากใช้เหมือนเป็นการยัดเยียดของเสียงข้างมาก ต้องแสวงหาจุดร่วมที่ทุกฝ่ายเห็นด้วยแล้วเดินไปด้วยกัน แม้ไม่ได้เข้าร่วมการปฏิรูป แต่เชื่อว่ามีการปฏิรูปในประเทศไทย เกิดการปรองดองในไทยขึ้นบนหลักการของความถูกต้อง ขอเพียงมีพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน เราทุกคนมีหน้าที่สร้างกระบวนการเรียนรู้แก่ประชาชน ให้การเมืองมีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ทำให้ประชาชนมีสิทธิมีเสียงในการกำหนดสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตตัวเอง

 
นายอุทัย พิมพ์ใจชน

ก่อนอื่นอยากให้ทุกคนรู้จักกับสภาผู้แทนราษฎร จากประสบการณ์อยู่สภามานาน เป็นประธานรัฐสภาหลายครั้ง สรุปได้ว่าผู้แทนราษฎร คือเงาสะท้อนของประชาชน ถ้ามาเยี่ยมสภา ได้เห็นการแสดงออกทางความคิดและการกระทำของผู้แทนจะรู้ว่าจังหวัดนั้นๆ เป็นอย่างไร

เราอยากได้ผู้แทนดีๆ ต้องถามว่า "ดีสำหรับใคร?" ต่างคนต่างมีอุดมคติความดีแตกต่างกัน เขาจึงเลือกผู้แทนที่มีลักษณะต่างกัน คนนิสัยนักเลงจะเลือกนักเลง คนจนจะเลือกคนที่ดูน่าสงสาร ดังนั้น ถ้าอยากได้ผู้แทนแบบใดต้องทำให้ประชาชนเป็นอย่างนั้น

หากต้องการแก้ปัญหาการเมืองต้องแก้ที่ราษฎร ต้องสร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมา การแก้รัฐธรรมนูญ 2540 ในที่สุดก็เป็นอย่างที่เห็นคือ ความล้มเหลว ลืมแก้แม่ปู ลูกปูเลยเดินเฉเต็มสภาไปหมด การเมืองจะเข้มแข็งได้ก็ต่อเมื่อประชาชนมีความรู้

เราพูดเรื่องการปฏิรูปบ่อยมาก จนบัดนี้ยังไม่รู้ว่าหน้าตาของสภาปฏิรูปเป็นอย่างไร แม้จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งก็ไม่รู้ เชื่อว่านายกฯประกาศจะหาทางออกแก่ประเทศ ตรงนี้สะกิดใจ เพราะตอนนี้ประเทศมีทางตันทุกเรื่อง ผมมีทางออกในใจผม ไม่ได้มารับใช้รัฐบาล ไม่ใช่ที่ปรึกษารัฐบาล ไม่ได้มาเพื่อแก้ปัญหาให้รัฐบาล แต่แก้ปัญหาของประเทศ

ความสามัคคีมีโอกาสสูงมากในระดับราษฎร แต่ในระดับผู้นำถามหาความสามัคคีนั้นยาก เพราะทิฐิสูง เช่นฝ่ายค้านต้องการให้รัฐบาลถอนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมออก รัฐบาลก็ไม่ยอม กรณีนี้นึกถึงคนร้ายที่เอามีดจี้ตัวประกัน แม้ตำรวจพร้อมเข้าชาร์จ แต่ไม่ทำเพราะกลัวตัวประกันได้รับอันตราย ขอน้ำต้องให้กิน เพราะตำรวจอยากเจรจา แต่รัฐบาลกับฝ่ายค้าน เหมือนตำรวจที่พร้อมเข้าชาร์จทันทีโดยไม่สนใจว่าตัวประกันหรือประชาชนนั้นจะได้รับอันตรายมากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้ ศาลต้องร่วมแก้ไขด้วยตามอำนาจ 3 ฝ่าย คือ ตุลาการ บริหาร และนิติบัญญัติ
 
..............
 
 

 
การประชุมผู้บริหารพรรคการเมือง ประจำปี 2556 โดยมี ดร.สดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง เป็นประธานในพิธีเปิดพร้อมชี้แจงวัตถุประสงค์ในการจัดงาน ภายในงานมี นายประพันธ์ นัยโกวิศ กรรมการการเลือกตั้ง, นายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภา, นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี คนที่ 26, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี คนที่ 27, นายธนิศร์ ศรีประเทศ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เข้าร่วมงานในครั้งนี้ ณ ห้องจูปีเตอร์ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร
31  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / ย้ายแล้ว: อยากมีเรื่องให้คิด 17 08 56 เมื่อ: 12 กันยายน 2013, 07:30:29
หัวข้อนี้ได้ถูกย้ายไปบอร์ด รวมคลิปเสียง และวีดีโอ .

http://serichon.org/board/index.php?topic=45406.0
32  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / ย้ายแล้ว: Go global ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ 17 08 56 เมื่อ: 12 กันยายน 2013, 07:30:14
หัวข้อนี้ได้ถูกย้ายไปบอร์ด รวมคลิปเสียง และวีดีโอ .

http://serichon.org/board/index.php?topic=45407.0
33  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / ย้ายแล้ว: รวมคลิปสลายการชุมนุมที่อียิปต์ แบบโหด ๆ เมื่อ: 12 กันยายน 2013, 07:29:50
หัวข้อนี้ได้ถูกย้ายไปบอร์ด รวมคลิปเสียง และวีดีโอ .

http://serichon.org/board/index.php?topic=45408.0
34  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / ย้ายแล้ว: รวมวีดีโอข่าว ประจำวัน 20-08-56 เมื่อ: 12 กันยายน 2013, 07:29:15
หัวข้อนี้ได้ถูกย้ายไปบอร์ด รวมคลิปเสียง และวีดีโอ .

http://serichon.org/board/index.php?topic=45409.0
35  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / 'ลีกวนยู' คาดกองทัพไทยรับ 'ทักษิณ' กลับบ้าน เมื่อ: 12 สิงหาคม 2013, 12:06:51
'ลีกวนยู' คาดกองทัพไทยรับ 'ทักษิณ' กลับบ้าน

อดีตผู้นำสิงค์โปร์ ลีกวนยู ชี้ทักษิณ ชินวัตร พลิกโฉมการเมืองไทย ปลุกผู้คนตระหนักถึงอำนาจผูกขาดทรัพยากรของชนชั้นนำกรุงเทพ ถมช่องว่างคนรวย-คนจน ยกฐานะคนชั้นล่างเป็นคนชั้นกลาง

ในหนังสือเล่มใหม่ที่เพิ่งออกวางตลาดเมื่อเร็วๆนี้ ชื่อ "One Man's View of the World" อดีตนายกรัฐมนตรีเจ้าของสมญานาม "บิดาแห่งสิงค์โปร์สมัยใหม่" ลีกวนยู ได้แสดงทัศนะต่อความเป็นไปในโลกในหลายแง่มุม ในตอนหนึ่ง เขาได้กล่าวถึงอดีตนายกรัฐมนตรีไทย ทักษิณ ชินวัตร ในบทที่ 5 "Thailand : An Underclass Stirs" หน้า 185-191

ในบทความซึ่งเรียบเรียงจากคำให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์ The Strait Times ดังกล่าว ลีเริ่มต้นด้วยการชี้ว่า การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของทักษิณได้พลิกโฉมการเมืองไทยไปอย่างถาวร ก่อนยุคทักษิณนั้น การประชันขันแข่งทางการเมืองจำกัดอยู่ในหมู่ชนชั้นนำกรุงเทพ และปกครองเพื่อผลประโยชน์ของทุนชาติ แต่ทักษิณได้เข้าไปเปลี่ยนสถานะเดิม ด้วยการผันทรัพยากรที่ชนชั้นสูงและชนชั้นกลางกรุงเทพเคยตักตวงให้ไปสู่คนยากจน ทำให้ชาวนาในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

ลีบอกในหนังสือซึ่งจัดพิมพ์โดย Strait Times Press เล่มนี้ว่า ก่อนหน้ายุคทักษิณ นโยบายเน้นความเติบโตของกรุงเทพของรัฐบาลต่างๆก่อนหน้าเขา ได้ทำให้เกิดช่องว่าง ทักษิณได้ทำให้ประชาชนตื่นรู้ถึงช่องว่างนี้ และความไม่เป็นธรรมของนโยบายดังกล่าว แล้วเสนอนโยบายที่จะถมช่องว่างนี้เสีย นโยบายของทักษิณได้มุ่งให้ประโยชน์แก่คนยากจนในชนบทอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน อาทิ กองทุนหมู่บ้าน, ทุนเรียนต่างประเทศสำหรับนักเรียนจากชนบท, บ้านเอื้ออาทร, และ 30 บาทรักษาทุกโรค

ฝ่ายที่ต่อต้านทักษิณมองว่า เขาได้สร้างความฉิบหายแก่ประเทศ ซึ่งไม่อาจยอมได้ คนเหล่านั้นบอกว่า เขาเป็นนักประชานิยม นโยบายของเขาจะทำให้ประเทศล้มละลาย แต่เมื่อคนพวกนั้นขึ้นครองอำนาจจากเดือนธันวาคม 2551 ถึงเดือนสิงหาคม 2554 พวกเขาก็ยังคงดำเนินนโยบายเหล่านี้ต่อไป คนพวกนี้กล่าวหาทักษิณว่า คอรัปชั่น ทำเพื่อธุรกิจของครอบครัว ไม่ชอบบริษัทของเขา โจมตีว่าเขาแทรกแซงสื่อ และไม่เห็นด้วยกับการปราบปรามยาเสพติดและการแก้ปัญหาภาคใต้ ซึ่งมองข้ามสิทธิมนุษยชน แม้กระนั้น บรรดาชาวนาซึ่งมีจำนวนมากมายมหาศาลยังคงเลือกเขาในปี 2548 แต่ท้ายที่สุด ชนชั้นนำกรุงเทพไม่อาจทนรับชายผู้นี้ได้ ทักษิณได้ถูกยึดอำนาจในการรัฐประหารในปี 2549

นับแต่นั้น เมืองหลวงของประเทศไทยได้เผชิญความโกลาหล มีการประท้วงของมวลชนเสื้อเหลืองซึ่งต่อต้านทักษิณในนามของการปกป้องสถาบันกษัตริย์ และการประท้วงของคนเสื้อแดงซึ่งสนับสนุนทักษิณ แต่ทว่าการเลือกตั้งครั้งหลังสุดเมื่อปี 2554 ได้ส่งน้องสาวของเขา ยิ่งลักษณ์ ขึ้นสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ผู้ออกเสียงเลือกตั้งได้เลือกวิถีทางใหม่ที่ทักษิณได้เลือกให้แก่ประเทศไทย ชาวนาในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งได้ลิ้มรสชาติของการเข้าถึงทุน จะไม่ยอมปล่อยโอกาสให้หลุดมือไป จนถึงขณะนี้ ทักษิณและพันธมิตรของเขาได้ชนะเลือกตั้งมาแล้ว 5 ครั้งซ้อน ความพยายามของฝ่ายต่อต้านทักษิณนับว่าไร้ผล

แม้สังคมไทยได้เกิดความปั่นป่วน แต่มีแนวโน้มสดใสในระยะยาว คนเสื้อแดงจะยังคงมีมากกว่าคนเสื้อเหลืองไปอีกยาวนาน เพราะฝ่ายหลังพึ่งพาแรงสนับสนุนที่หดแคบลงเรื่อยๆ คนรุ่นใหม่มีทัศนะบูชาราชตระกูลน้อยลง

ลียังได้กล่าวถึงกองทัพไทยด้วยว่า มีบทบาทนำในการเมืองไทยมาช้านาน มุ่งปกป้องสถาบันกษัตริย์ซึ่งเป็นที่มาแห่งความเข้มแข็งของกองทัพ อย่างไรก็ดี กองทัพไทยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมรับและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว กองทัพไม่อาจต้านทานเจตจำนงของผู้เลือกตั้งได้อย่างยืดเยื้อยาวนาน ยิ่งเวลาผ่านไป กองทัพจะมีนายทหารรุ่นใหม่ๆขึ้นดำรงตำแหน่งสำคัญๆ นายทหารรุ่นหนุ่มมีความคลั่งไคล้ในสถาบันกษัตริย์น้อยลง

อดีตผู้นำสิงค์โปร์กล่าวต่อไปว่า พวกผู้นำเหล่าทัพจะยังคงยืนกรานรักษาอภิสิทธิ์ต่างๆ และจะไม่ยอมถูกลดสถานะเป็นเพียงกองทัพธรรมดา อย่างไรก็ดี พวกเขาจะเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับรัฐบาลที่เป็นพันธมิตรของทักษิณ และเป็นไปได้ว่า ในท้ายที่สุด กองทัพจะยอมรับการกลับสู่ประเทศไทยของทักษิณ หากเขาให้คำมั่นสัญญาที่จะไม่แก้แค้น

ลีกล่าวในที่สุดว่า ประเทศไทยไม่มีวันหวนกลับสู่การเมืองแบบเก่าแล้ว ซึ่งเป็นการเมืองที่ชนชั้นนำกรุงเทพผูกขาดอำนาจ ประเทศไทยจะก้าวเดินต่อไปตามแนวทางที่ทักษิณได้ขับเคลื่อนไว้ ช่องว่างในมาตรฐานการครองชีพของผู้คนทั้งประเทศจะหดแคบลง ชาวนาจำนวนมากจะได้รับการยกระดับเป็นชนชั้นกลาง และจะช่วยหนุนส่งการบริโภคภายในประเทศ ประเทศไทยจะมีอนาคตสดใส.
http://news.voicetv.co.th/global/78436.html

วิกิลีกส์เผย “ลี กวน ยู” มองเศรษฐกิจประเทศไทย ไปไกลเกินกว่าจะ “พอเพียง”
http://prachatai.com/journal/2011/09/37083
36  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง : แผ่นดินของเรา vs พรมแดนของใคร ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ เมื่อ: 6 สิงหาคม 2013, 10:59:32
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง : แผ่นดินของเรา vs พรมแดนของใคร

ในประเทศที่ภาพยนตร์สารคดีเป็นของหายาก และยิ่งภาพยนตร์สารคดีแนวการเมืองก็ยิ่งหายากขึ้นไปอีกนั้น ปี 2556 เป็นปีที่ที่น่าจดจำ เพราะมีภาพยนตร์สารคดีแนวนี้ออกมาฉายในโรงแบบปกติถึงสองเรื่อง

ซ้ำยังเป็นสองเรื่องซึ่งทำสิ่งที่ภาพยนตร์สารคดีส่วนใหญ่หลีกเลี่ยง นั่นคือทำเรื่องซึ่งเป็นความขัดแย้งที่กำลังดำรงอยู่ในสังคมอย่างไม่มีแววจบง่ายๆ

ซึ่งหมายความว่าคนทำผลักตัวเองไปเผชิญกับเรื่องที่เล่ายาก หาข้อสรุปที่ทุกฝ่ายตกลงร่วมกันยังไม่ได้ และเสี่ยงที่จะได้รับปฏิกิริยาไม่พอใจจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในสังคมได้ตลอดเวลา

ภาพยนตร์สารดคีสองเรื่องนี้สร้างความเชื่อถือและปกป้องตัวเองอย่างไร?



ในกรณี ประชาธิป"ไทย คำตอบคือการอ้างว่าภาพยนตร์กำลังพูดถึง "สิ่งที่คนไทยควรรู้มากที่สุด แต่กล้บรู้น้อยที่สุด" ตัวหนังจึงทำงานผ่านการอนุมานว่าครอบครอง "ความจริง" รวมทั้งความสามารถในการถ่ายทอดความจริงจากกองทัพปัญญาชนที่ผู้กำกับย้ำหลายครั้งถึงความรู้ที่ได้รับขณะทำหนัง

ปัญญาชนจึงทำหน้าที่รับประกันความจริงในหนัง ส่วนผู้กำกับก็ถ่ายทอดความจริงจากปัญญาชนมาสู่โลกอีกที

ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง หรือในชื่อภาษาอังกฤษคือ Boundary ทำทุกสิ่งที่ตรงกันข้ามกับ ประชาธิป"ไทย

ภาพยนตร์เรื่องนี้พูดเรื่องดินแดนแถบพระวิหารซึ่งเป็นชนวนของข้อขัดแย้งที่กินเวลาเกินกว่าครึ่งศตวรรษระหว่างไทยกับเพื่อนบ้าน และระหว่างคนกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทย

แต่เป็นการพูดโดยไม่อ้างว่าหนังเข้าถึงความจริงได้มากที่สุด ยิ่งกว่านั้นคือไม่อ้างว่าผู้กำกับถ่ายทอดความจริงอย่างที่ไม่มีใครทำได้มาก่อนอีกด้วย

พูดอีกแง่คือฟ้าต่ำแผ่นดินสูงเป็นหนังที่ประกาศตัวเองเป็นเรื่องเล่าผ่านเลนส์และมุมมองของผู้กำกับตลอดเวลา

น่าสนใจว่าขณะที่ ประชาธิป"ไทย สร้าง "ความจริง" โดยซ่อนผู้กำกับไว้หลังโครงเรื่องและการตัดต่อเพื่อถ่ายทอดสารทางการเมืองอย่างสลับซับซ้อน

ฟ้าต่ำแผ่นดินสูงกลับเปิดให้เห็นการมีอยู่ของผู้กำกับตลอดเวลา ด้วยการใช้เสียงผู้กำกับบรรยายเรื่อง ด้วยการปล่อยเสียงของบทสนทนาระหว่างผู้กำกับกับตัวละครโดยไม่ปกปิดอคติทางการเมืองแม้แต่น้อย ด้วยการปรับโฟกัสภาพไปมา ด้วยการใช้มุมกล้องแสดงสายตาของการสำรวจภูมิประเทศจากระยะไกล ด้วยการให้ตัวละครเตือนผู้กำกับให้ถือกล้องให้นิ่ง ฯลฯ

ถ้ายอมรับว่าอรรรถรสของ ประชาธิป"ไทย อยู่ที่การฟัง "ความจริง" จากปากคำของกองทัพปัญญาชนที่ดาหน้าปาฐกถาไปตลอดเรื่อง

อรรถรสของฟ้าต่ำแผ่นดินสูงก็อยู่ที่การทัศนายุทธวิธีเล่าเรื่องที่ทำให้ความจริงกลายเป็นความเห็นเชิงอัตวิสัยซึ่งถูกถ่ายทอดด้วยภาพ ดนตรี บทสนทนา ความเงียบ ฯลฯ ที่ผสมผสานผ่านการตัดต่อและลำดับภาพซึ่งทำให้องค์ประกอบทั้งหมดมีทั้งที่ไปด้วยกันและที่ขัดกันเองตามแบบยุคโพสต์อภิชาตพงศ์

ควรระบุด้วยว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้การสร้างความไม่ลงตัวระหว่างพื้นที่ในฉากของหนัง (cinematic space) กับการเล่าเรื่อง (narration) เพื่อแสดงให้เห็นถึงมิติด้านเวลาที่แตกต่างกันสองแบบ ซึ่งอีกนัยก็คือการตอกย้ำความไม่จริงของหนังและการมีอยู่ของผู้กำกับให้ผู้ชมเห็นตลอดเวลา

ผู้กำกับเป็นตัวละครสำคัญของหนังเรื่องนี้ ถึงแม้เราจะไม่เห็นเขาในฉากไหนเลยก็ตาม



ฟ้าต่ำแผ่นดินสูงกลับตาลปัตรความเข้าใจที่เชื่อกันโดยทั่วไปว่าสารคดีต้องนำเสนอความจริงของประเด็นต่างๆ คุณลักษณะของฟ้าต่ำแผ่นดินสูงได้แก่การพยายามสร้างแนวป้องกันไม่ให้ผู้ชมเตลิดเปิดเปิงไปกับโรคคลั่งไคล้หาความจริงให้มากที่สุด

นี่จึงเป็นหนังที่ตั้งโจทย์ยากและแสนทะเยอทะยาน

แต่ก็เป็นโจทย์ที่ท้าทาย

นั่นคือจะเล่าเรื่องโดยไม่อวดอ้างความจริงและยอมรับการมีอยู่ของอคติจากมุมมองของผู้กำกับอย่างไร?

หนังเรื่องนี้ออกแบบให้ตัวละครแทบทุกตัวมีหลายอัตลักษณ์ในเวลาเดียวกัน

ผู้กำกับเป็นคนกรุงเทพฯ ที่เห็นใจเสื้อแดง แต่มีความสัมพันธ์ฉันมิตรกับทหารผู้น้อย

ตัวละครหลักคือหนุ่มอีสานชื่ออ๊อดซึ่งถูกเกณฑ์ทหารแล้วส่งไปปัตตานีและปฏิบัติภารกิจสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงในวันที่ 10 เมษายน 2553 ซึ่งจำนวนไม่น้อยคือคนอีสานเหมือนอ๊อด

คนกรุงเทพฯ เชื้อสายจีนตั้งม็อบพันธมิตรเรียกร้องให้รัฐบาลทำสงครามเพื่อแสดงความรักชาติ ส่วนแม่ค้าที่ศรีสะเกษพูดถึงแต่มิตรภาพระหว่างคนไทยกับคนเขมรในพื้นที่ชายแดน

นอกจากตัวละครจะมีหลายอัตลักษณ์ในเวลาเดียวกัน ตัวละครยังมีชีวิตท่ามกลางรอยต่อของพื้นที่ทางสังคมจนเกิดอัตลักษณ์ที่คลุมเครือและสลับไปมาได้ตลอดเวลาด้วย

ตัวอย่างคือชาวบ้านฝั่งไทยพูดกันด้วยภาษาเขมรแต่ไม่พอใจที่เขมรเคลื่อนย้ายหลักเขตแดนของไทย แม่ค้าคนหนึ่งพูดไทยแต่ก็เข้าใจว่าทำไมเขมรถึงเกลียดคนไทยด้วย

หรือแม้แต่ผู้กำกับที่เป็นคนกรุงเทพฯ ซึ่งพยายามวิ่งออกจากความเป็นกรุงเทพฯ ของตัวเองตลอดเวลา



อ๊อดเป็นตัวละครที่ซับซ้อนที่สุดในหนัง ในด้านหนึ่งคือเขาเป็นทหารผู้น้อยที่เห็นใจเสื้อแดง แต่ก็ปกป้องว่ากองทัพไม่ได้ฆ่าประชาชนแน่ๆ

ในอีกด้านคือเขาเป็นฝ่ายสลายการชุมนุมวันที่ 10 เมษา ที่เชื่อว่าเสื้อแดงมีระเบิดมีอาวุธ แต่กลับไม่ได้พูดถึงปฏิบัติการของทหารด้วยน้ำเสียงกระเหี้ยนกระหือ

ส่วนในอีกด้านคือเขาเป็นทหารผู้ปฏิบัติงานในชายแดนใต้ที่เห็นใจคนมุสลิมซึ่งถูกห้ามไม่ให้แต่งกายตามประเพณีศาสนา แต่ก็รับไม่ได้ที่คนพวกนั้นสอนหลักศาสนาตลอดเวลา

น่าสังเกตว่าอัตลักษณ์ที่คลุมเครือของอ๊อดนั้นครอบคลุมรสนิยมการแต่งตัวของเขาด้วย อ๊อดปรากฏตัวในเสื้อทหารพร้อมกางเกงและตุ้มหูจนไม่รู้เขาเป็นอะไรระหว่างทหารกับเด็กแว้นที่เป็นอันตรายต่อสังคม

ข้อควรระบุคือหนึ่งในฉากที่สนุกที่สุดของหนังนั้นบันทึกการสนทนาของชาวบ้านกับผู้กำกับฯ ที่พยายาม "อวย" ทุกอย่างที่ชาวบ้านพูด

แต่ท้ายที่สุดก็ถูกชี้หน้าว่าเป็นพวกเดียวกับคนกรุงเทพฯ ที่สนับสนุนอภิสิทธิ์จนทำให้ชีวิตชาวบ้านวุ่นวาย

ส่วนฉากที่ทรงพลังด้านภาพที่สุดนั้นบันทึกภาพเณรหลายสิบคนเล่นน้ำในแก่งที่ดูประหลาดและลึกลับเหนือจริงจนไม่รู้ว่าจะเห็นพวกเขาอย่างไรดีระหว่างว่าที่นักบวชกับเด็กเล็กธรรมดาๆ

สองฉากนี้เหมือนกันคือสื่อว่าแม้อัตลักษณ์เกิดจากการนิยามตัวเอง แต่ก็ขึ้นอยู่กับคนอื่นว่าจะเห็นเราอย่างไร



ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง ฉายภาพตัวละครที่มีอัตลักษณ์หลายแบบทับซ้อนในเวลาเดียวกัน ความผันผวนของอัตลักษณ์จึงเป็นเรื่องปกติ และอัตลักษณ์เปลี่ยนได้ตามพื้นที่ทางสังคมที่เปลี่ยนไป การตอกย้ำความเลื่อนไหลระหว่างอัตลักษณ์ที่ดูเป็นขั้วตรงข้ามอย่าง ทหาร/พลเรือน, ฝ่ายปราบ/ฝ่ายผู้ชุมนุม, คนกรุงเทพฯ/คนชายแดน, คนเขมร/คนไทย ทำให้มีทหารที่เป็นเสื้อแดง มีคนกรุงเทพฯ ที่คิดแบบคนชายแดน มีคนไทยที่เข้าใจเขมร ฯลฯ จนในที่สุดความจริงเป็นเรื่องไร้ความหมาย เพราะทุกอย่างเป็นมุมมองที่ผันแปรได้ตามตำแหน่งแห่งที่ในสังคมของบุคคล

ในฉากการสนทนาของชาวบ้านฝั่งไทย ปัญหาเขตแดนเกิดขึ้นเพราะกองทัพเขมรลอบส่งทหารมาย้ายหลักเขตแดนให้รุกล้ำเข้ามาฝั่งไทย ไทยจึงเป็นฝ่ายถูกรังแกจน "เสียดินแดน" ให้เขมรไปเพราะเหตุนี้

แต่ในการสนทนาของชาวบ้านฝั่งเขมร ปัญหาเขตแดนเกิดเพราะกองทัพไทยย้ายหลักเขตแดนรุกล้ำเขมร เขมรต่างหากที่ "เสียดินแดน" ส่วนกองทัพไทยก็เป็นฝ่ายที่โหดเหี้ยมถึงขนาดเจอเมื่อไรก็มีแต่คนเขมรถูกยิงตาย

คนในพื้นที่เดียวกันเล่าเรื่องเดียวแต่สรุปไปคนละอย่าง

คำถามคือเรื่องไหนจริง?

เรื่องไหนเท็จ?

ฤาทั้งสองเรื่องต่างมีส่วนที่จริงและเท็จพอๆ กัน?

เป็นไปได้ไหมว่าทุกคนต่างเล่าเรื่องจริงตามที่ตัวเองเชื่อจากประสบการณ์และความรับรู้ของตัวเอง?

หรือที่สุดคืออย่าไปสนว่าอะไรคือความจริง เพราะทุกอย่างล้วนลวงด้วยกันทั้งนั้น?



แม้ชื่อภาษาอังกฤษของฟ้าต่ำแผ่นดินสูงคือ Boundary หรือพรมแดน แต่หนังเรื่องนี้กลับชี้ชวนให้ผู้ชมเห็นโลกที่พรมแดนไร้ความหมายผ่านตัวละครที่เดินข้ามพรมแดนระหว่างพื้นที่ทางสังคมซึ่งแตกต่างกันตลอดเวลา

สารของหนังเรื่องนี้จึงยิ่งใหญ่ เพราะมีศักยภาพพาผู้ชมไปคิดถึงปัญหาว่าทำไมคนเราต้องเป็นศัตรูหรือเข่นฆ่ากันจากการยึดติดกับพรมแดนซึ่งไม่มีอยู่จริงอย่างเส้นเขตแดน ศาสนา หรือความคิดทางการเมือง

แน่นอนว่าฟ้าต่ำแผ่นดินสูงประสบความสำเร็จในแง่ที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าพรมแดนและการยึดติดกับอัตลักษณ์ที่ตายตัวนั้นคือปัญหา

แต่คำถามคือแล้วตัวละครในฟ้าต่ำแผ่นดินสูงประสบความสำเร็จแค่ไหนในการออกไปจากโลกที่ยึดติดกับเรื่องพรมแดนและอัตลักษณ์อย่างหยุดนิ่งตายตัว?

ได้กล่าวไว้แล้วว่าบทบาทของผู้กำกับฯ ในภาพยนตร์เรื่องฟ้าต่ำแผ่นดินสูงนั้นไม่ได้เป็นแค่ผู้เล่าเรื่อง แต่ยังเป็นตัวแสดงสำคัญ

ในแง่นี้แล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้พูดถึงการเดินทางของชายหนุ่มผู้พยายามออกจากพรมแดนของโลกที่เขาอยู่ตั้งแต่ความเป็นคนกรุงเทพฯ ความเป็นคนไทย ความเป็นคนใช้ภาษาไทย ความเป็นพลเรือนที่ไม่พอใจการสลายการชุมนุมของทหาร ฯลฯ ไปสู่โลกใหม่นอกพรมแดนที่เคยอยู่แต่เดิม

โดยเฉพาะโลกของคนอีสาน โลกของคนชายแดน โลกของคนเขมร โลกของคนที่ไม่ใช้ภาษาไทย โลกของทหารที่อยู่ฝ่ายสลายการชุมนุม

นับตั้งแต่วินาทีแรกจนวินาทีสุดท้าย ผู้กำกับบันทึกภาพโลกใหม่ด้วยสายตาและเลนส์ที่เห็นเฉพาะความลึกลับแต่มีเสน่ห์จนน่าตื่นตาตื่นใจ

เราจะเห็นภาพของแก่งปริศนาที่ดูประหลาดจนไม่รู้ว่าอยู่ส่วนไหนของโลกมนุษย์

วิถีชาวบ้านที่แสนจำเจอย่างการพายเรือดักปลาถูกถ่ายทอดราวเส้นทางสู่นิพพานของอริยะ

บทสนทนาบนวงข้าวของแม่ค้าและชาวนาผู้ยากไร้เต็มไปด้วยคำถามที่ยังให้เกิดปัญญา แม้กระทั่งฉากพื้นๆ อย่างการใช้แรงงานซ่อมแซมโรงเรียนก็อัดแน่นไปด้วยความหมายทางการเมือง

คำถามคือจริงหรือที่วิถีชาวบ้านในโลกใหม่มีแต่ด้านที่งดงามและมีอารยะ หรือตัวละครเห็นอย่างนี้เพราะเลือกเลนส์ที่ให้มุมมองไว้ก่อนแล้วว่าโลกใหม่คือโลกที่ดีกว่าโลกเดิมอย่างสมบูรณ์?



น่าสังเกตว่าขณะที่ผู้กำกับในฐานะตัวละครเริ่มเล่าเรื่องด้วยการแสดงความคับข้องใจต่อทหารในรูปการพาดพิงถึงกรณี 10 เมษา และการสลายการชุมนุมในเดือนพฤษภาคม 2553 ซ้ำยังนำเสนอภาพทหารไทยเฉพาะในเครื่องแบบเต็มยศพร้อมอาวุธครบมือ หรือไม่ก็ในรูปการสู้รบด้วยอาวุธสงครามเต็มรูปแบบในกรณีปราสาทตาควาย

ภาพตัวแทนของทหารอีกฝ่ายกลับอยู่ในรูปทหารชาวบ้านแก่ๆ ที่ไม่มีเครื่องแบบและไม่มีแม้กระทั่งอาวุธ จนทำได้แค่เล่าความคับแค้นคราวถูกทหารไทยเหยียบย่ำรังแก

ขณะที่ฟ้าต่ำแผ่นดินสูงนำเสนอภาพทหารไทยโดยเน้นย้ำความเป็นทหาร ภาพทหารฝ่ายตรงข้ามก็ถูกนำเสนอโดยลดทอนความเป็นทหารตลอดเวลา

ผลก็คือตัวละครผู้เดินทางจากความไม่พอใจทหารในโลกเก่าพาตัวเองไปเห็นแต่แง่งามของทหารในโลกใหม่ราวกับพวกเขาเป็นทหารที่ยิงใครไม่ได้ ฆ่าใครไม่เป็น เข้าใจประเทศเพื่อนบ้าน ถูกรังแกอยู่ข้างเดียว และไม่สมาทานการใช้ความรุนแรง

ถ้าผลักประเด็นนี้ต่อไปอีกนิด หนังคงพูดต่อแล้วว่าเขมรไม่มีสิ่งที่เรียกว่าชาตินิยมหรือความคลั่งชาติอยู่เลย โลกใหม่จึงดีกว่าโลกเก่าแน่ เพราะโลกเก่าฝั่งไทยเต็มไปด้วยคนชั้นกลางคลั่งชาติและกองทัพแสนชาตินิยม



ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง ประสบความสำเร็จในการทำให้คนดูฉุกคิดถึงความไร้เหตุผลของพรมแดน แต่การพรรณาแนวชายแดนด้วยสายตาแบบโรแมนติกเป็นสัญลักษณ์ว่าการออกไปจากพรมแดนอย่างสิ้นเชิงคือเรื่องที่เป็นไปแทบไม่ได้

ผู้กำกับในฐานะตัวละครจึงเดินทางออกจากโลกเดิมไปสู่โลกใหม่เพื่อให้ผู้ชมพบว่าในที่สุดผู้กำกัฯ ก็อยู่ในพรมแดนใหม่ซึ่งผู้กำกับเลือกจะมองไม่เห็นอยู่ดี

ในแง่นี้แล้ว ฟ้าต่ำแผ่นดินสูงเป็นหนังที่ยังไม่จบ

สิ่งที่ผู้ชมต้องคิดและผู้กำกับต้องเดินทางต่อก็คือการตอบคำถามว่าจะอยู่ในโลกที่พรมแดนเป็นเรื่องสมมติโดยไม่หลอกตัวเองว่าโลกที่ไร้พรมแดนเป็นโลกที่เกิดได้ง่ายๆ ได้อย่างไร?
37  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / สุรชาติ บำรุงสุข ข้างหลังภาพ : จากภาพเขียนสู่ภาพจริง... จาก "อรุณ" สู่ "ยิ่งลักษณ์" "หนึ่งภาพสูงค่ เมื่อ: 6 สิงหาคม 2013, 10:47:23
ยุทธบทความ

สุรชาติ บำรุงสุข

ข้างหลังภาพ : จากภาพเขียนสู่ภาพจริง... จาก "อรุณ" สู่ "ยิ่งลักษณ์"

"หนึ่งภาพสูงค่าหมื่นคำ"

ขงจื้อ



ชวนชมภาพ-ชวนชอบอรุณ

ทุกครั้งที่ผมซื้อมติชนสุดสัปดาห์ฉบับใหม่มา สิ่งแรกที่มักจะทำอยู่เสมอๆ ก็คือ เปิดดูภาพเขียนของ "คุณอรุณ วัชระสวัสดิ์" (ขอใช้คำว่า "ภาพเขียน" เพราะไม่อยากเรียกว่า "การ์ตูน")... ต้องยอมรับว่างามทั้งความคิดและลายเส้น และต้องขอขอบคุณมติชนฯ ที่ยอมทำให้หน้าดังกล่าวเป็นภาพสี เพราะถ้าหน้านี้เป็นขาวดำแล้ว ก็คงหมดอรรถรสไปแยะทีเดียว

ผมไม่แน่ใจว่าผู้อ่านหลายท่านรู้สึกเหมือนผมไหม... หลายคอลัมน์ในมติชนฯ เป็นเรื่องหนัก แต่ไม่ว่าเรื่องราวในหลายบทหลายข้อเขียนจะหนักเพียงใด ขอเพียงได้เปิดมาหน้า 29 ผมเชื่อว่าท่านจะอดใจไม่ไหวที่เปิดรอยยิ้มให้กับภาพเขียนในหน้านี้

ถ้าใครนึกไม่ออกลองเปิดฉบับ "สัมผัสที่ 5" (ฉบับที่ 1716, 5-11 กรกฎาคม 2556) จะเห็นภาพของ "ฉลามหน้ากากขาว" กำลังเตรียมจะ "หม่ำ" สาวน้อยในกรงประชาธิปไตยที่กำลังแหวกว่ายอยู่ในสายน้ำกว้าง

ยิ่งคนรุ่นผมเติบโตมากับภาพโฆษณาของภาพยนตร์เรื่อง "จอว์ส" แล้ว ภาพนี้จึงไม่เพียงแต่จะดูเป็นรูปธรรมในเชิงเปรียบเทียบเท่านั้น หากยังเรียกรอยยิ้มได้ไม่ยากนักอีกด้วย และก็ชวนให้สยองขวัญกับความเป็นจริงในการเมืองไทยไม่ได้

เพราะหลังจากที่ "หน้ากากขาว" เปิดการเคลื่อนไหวได้ไม่นาน กลุ่ม "เสธ.ร่วม" หรือ "ม็อบแช่แข็งภาค 2" ก็เปิดการเคลื่อนไหวสอดรับตามกันมา... ภาพ "ฉลามหน้ากากขาว" อาละวาดจึงดูเป็นจริงอย่างยิ่ง ไม่ใช่เพียงแค่ภาพเขียนเท่านั้น

ยิ่งภาพเขียนของคุณอรุณในมติชนฯ 2 ฉบับที่ผ่านมา ซึ่งตอนแรกเป็นภาพของรัฐมนตรีกลาโหมหญิงนำขบวนทหาร ชื่อ "กลาโหมยุคใหม่" (ฉบับ 1717, 12-18 กรกฎาคม 2556) ผมเห็นแล้วไม่เพียงแต่จะต้องหัวเราะและปรบมือให้เท่านั้น หากแต่ยังรู้สึกทันทีถึงสำนวนจีนที่ขอหยิบยืมมาเป็นคำเริ่มต้นของบทความที่ว่า "หนึ่งภาพสูงค่าหมื่นคำ" [อย่างไรก็ตาม บทความนี้จะไม่เขียนเรื่องข้อโต้แย้งว่าสำนวนนี้เป็นของฝรั่งหรือของจีนหรือของใครนะครับ]

หรืออาจจะเทียบได้กับคำกล่าวของ R. Haydn ที่กล่าวไว้ว่า "ภาพหนึ่งภาพพูดดังกว่าคำหมื่นคำ" (Journal of Edwin Carp, 1954) หรือหากเป็นผู้คนในโลกไซเบอร์ก็คงต้องกล่าวว่า "ภาพหนึ่งภาพมีค่าเท่ากับหนึ่งเมกกะไบต์" (Reader Digest) เป็นต้น

ผมรู้สึกกับอีกภาพหนึ่งของคุณอรุณในเรื่องของการรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ภาพนี้ถือว่าเป็นการสร้างความหมายที่เป็นตัวอักษรและเรื่องราวมากมาย

ภาพนี้แม้ไม่มีชื่อ แต่สื่อความหมายดูจะแหลมคมอย่างยิ่ง (ฉบับ 1718, 19-25 กรกฎาคม 2556) เป็นภาพของ "เจนนี่และตะเกียงวิเศษ" ซึ่งเป็นนิทานเก่าที่ถูกนำมาถ่ายทอดครั้งแล้วครั้งเล่าให้ลูกๆ เราฟัง ไม่ต่างกับเรื่องของ "อาละดินกับตะเกียงวิเศษ"

จากภาพเห็นเจนนี่ที่ยักษ์ออกมาจาก "ตะเกียงรถถัง" แล้วยักษ์จะยอมไปอยู่ในปราสาทประชาธิปไตยหรือไม่ เพียงแค่คำถามจากภาพนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่แล้ว

จากภาพเขียนทั้งสองนั้น ผมคิดว่าคุณอรุณทิ้งปริศนา "ข้างหลังภาพ" ให้เราต้องคิดถึงเรื่องทหารกับการเมืองไทยในยุคของรัฐมนตรีกลาโหม (หญิง) คนใหม่ไว้พอสมควร จนอดไม่ได้ที่จะต้องขออนุญาตนำเอาภาพทั้งสองมาเปิดประเด็นต่อ...



เจนนี่และตะเกียงวิเศษ

ผมอยากจะเริ่มจากภาพ "เจนนี่และตะเกียงวิเศษ" เพราะหลังจากรัฐประหาร 2549 แล้ว ผมเองก็ใช้นิทานเด็กเรื่องนี้เป็นการเปรียบเทียบทหารกับการเมืองไทยไม่แตกต่างกัน ส่วนที่อาจจะแตกต่างกันก็คงเป็นเพราะบริบทของเวลาและสถานการณ์ที่แตกต่างออกไป

ในการอภิปรายในช่วงปี 2550-2551 ผมเคยเปรียบเปรยหลายครั้งว่า กลุ่มต่อต้านรัฐบาลทักษิณโดยเฉพาะชนชั้นกลางในเมือง ปัญญาชน สื่อกระแสหลัก และเอ็นจีโอบางคนบางกลุ่มนั้นเป็นเสมือน "เจนนี่"

พวกเขาเชื่อว่าตัวเองมี "ตะเกียงวิเศษ" ไว้ในมือ และในยามที่พวกเขายอมรับระบบการเมืองที่เป็นอยู่ไม่ได้ พวกเขาก็จะทำเหมือนเช่นในอดีตที่ต้องเผชิญกับความกลัวหรือภัยคุกคาม พวกเขาจะเอา "ตะเกียงวิเศษ" ออกมาถู เพื่อเรียกให้ "ยักษ์เขียว" ออกมาช่วยเหลือและจัดการกับฝ่ายที่พวกเขาไม่ต้องการ

โดยให้ "ยักษ์" เอาพวกนั้นออกไปเสีย ถ้าเป็นในการ์ตูน "ยักษ์" ก็คงจับเจ้าพวกนั้นเหวี่ยงไปไกลแสนไกล หรือถ้ารุนแรงหน่อยก็คงถูก "ยักษ์" จับกระทืบๆ ให้จมดินหายไปประมาณนั้น (คำว่า "ยักษ์เขียว" ไม่ใช่ตัว "Hulk" ในนิยายฮีโร่ของอเมริกันนะครับ)

ดังนั้น คงไม่ผิดอะไรนักที่เจนนี่ของรัฐประหาร 2549 จะพา "ยักษ์เขียว" คือกองทัพออกมาจากตะเกียง เพราะว่ายักษ์ตนนี้ถูกจับกลับไปไว้ในตะเกียงตั้งแต่ปี 2535 แล้ว

เพราะหากย้อนกลับไปพิจารณาถึงเหตุการณ์ต่างๆ หลังจากวิกฤตนองเลือดในปี 2535 นั้น ดูเหมือนผู้คนโดยทั่วไปในสังคมไทยจะมีทัศนะคล้ายๆ กันที่มองเห็นทหารกับการเมืองเสมือนกับ "ยักษ์" ถูกจับเข้าไปใน "ตะเกียงวิเศษ" และอาจจะไม่มีใครถูตะเกียงเอาออกมาได้อีก...

ส่วน "ตะเกียงวิเศษ" จะเป็นอะไรนั้นก็คงคิดได้หลายแบบครับ!

แต่ใครจะคิดเล่าว่า "ตะเกียงวิเศษ" ที่ถูกทิ้งไว้ตั้งแต่ปี 2535 นั้น จะกลับมาให้ "เจนนี่" ต้องออกแรงถูเพื่อให้ยักษ์ออกมาในอีก 14 ปีต่อมา

อย่างไรก็ตาม หากย้อนไปดูอดีตของการเมืองไทย "เจนนี่" ก็เคยถูตะเกียงนี้หลายครั้งแล้ว หากแต่ปัญหาไม่ใช่เรื่องการถูตะเกียงของเจนนี่เท่านั้น เพราะเมื่อเอา "ยักษ์" ออกมาจากตะเกียงแล้ว สิ่งที่เป็นปัญหาสำคัญกว่าก็คือ แล้วจะเอายักษ์กลับเข้าตะเกียงอย่างไร?

ผมตั้งคำถามเชิงเปรียบเทียบเช่นนี้อยู่หลายเวทีของการอภิปรายในช่วงปี 2550-2551 และก็รู้สึกว่าหลายครั้งเจนนี่เอายักษ์กลับเข้าไปในตะเกียงไม่ได้ หรือหลายครั้งก็พบว่าเมื่อยักษ์ออกมาแล้ว ก็ไม่เชื่อฟังเจนนี่ และไม่ยอมให้เจนนี่สั่งให้ตนเองต้องกลับเข้าไปอยู่ในตะเกียงอีก

และเลวร้ายที่สุด ถ้าเจนนี่ยังขืนสั่งมากๆ แล้ว ยักษ์อาจเอากระบองทุบเจนนี่ก็ได้...

การจับเอา "ยักษ์เขียว" กลับเข้าไปใน "ตะเกียงวิเศษ" จึงไม่ง่ายเหมือนในเทพนิยายหรือในการ์ตูนเอาเสียเลย

เราลองคิดใหม่ ถ้ายักษ์ไม่ชอบที่จะกลับเข้าไปอยู่ในตะเกียงแบบในเทพนิยาย แล้วเราช่วยกันสร้าง "ปราสาทประชาธิปไตย" ให้ยักษ์อยู่แทนตะเกียงได้ไหม (เหมือนในภาพเขียนของคุณอรุณ) แล้วสำคัญกว่านั้นก็คือ ถ้าเจนนี่ในการคิดใหม่กลายเป็นนายกฯ ยิ่งลักษณ์เสียเองเล่า เธอจะเอายักษ์ออกไปจากตะเกียงให้ไปอยู่ในปราสาทดังกล่าวได้อย่างไร

ปริศนาจากภาพนี้จึงได้แก่ "เจนนี่ปู" จะเอา "ยักษ์เขียว" ออกไปจาก "ตะเกียงรถถัง" ให้ไปอยู่ใน "ปราสาทประชาธิปไตย" ได้อย่างไร

อีกทั้งยังจะต้องคิดกันต่อไปว่า "เจนนี่ปู" จะสร้าง "ปราสาทประชาธิปไตย" นี้อย่างไร... สถาปนิกทางการเมืองของ "เจนนี่ปู" จะต้องคิดออกแบบเพื่อแก้โจทย์ชุดนี้ให้ได้

มิฉะนั้นแล้ว "เจนนี่ 2549" อาจจะกลับเข้ามายึดเอา "ตะเกียงรถถัง" ดวงนี้กลับไป เพื่อควบคุมทั้งยักษ์และตะเกียงพร้อมกัน!



ดรัมเมเยอร์แห่งทุ่งสนามไชย

ภาพ "กลาโหมยุคใหม่" เป็นภาพแรกที่ปรากฏเพื่อตอบโจทย์การเข้าสู่ตำแหน่งของ "รัฐมนตรีกลาโหมหญิง" ถ้าเอาภาพของคุณอรุณมาตอบคำถามทางการเมืองในกรณีนี้แล้ว ก็เห็นได้ชัดเจนว่า ปัญหาสำคัญของการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ก็คือ "ปัญหาการนำ" แน่นอนว่าการนำเช่นนี้ไม่ได้ง่ายเหมือนกับการเป็น "ดรัมเมเยอร์" ในการนำขบวนพาเหรดเช่นที่ปรากฏในภาพ

แต่ดังได้กล่าวแล้วว่า ภาพหนึ่งภาพนั้นเป็นตัวแทนคำพูดพันคำ เพราะการนำที่รัฐมนตรีกลาโหมจะต้องดำเนินการให้ได้นั้นมีหลายประเด็น การเข้ามารับตำแหน่งดังกล่าวเพียงเพราะการเป็น "ประธานสภากลาโหม" จะมีไม่มีความหมายอะไร

หากแต่จะต้องคิดเสมอว่า อย่างน้อยการนำที่จะต้องทำให้ได้ก็คือ การนำกองทัพสู่ระบอบประชาธิปไตยซึ่งหมายถึงการคิดที่จะสร้าง "ปราสาทประชาธิปไตย" ให้ได้ และขณะเดียวกันก็จะต้องคิดที่จะเอายักษ์ออกจาก "ตะเกียงรถถัง" ไปไว้ในปราสาทเช่นนั้นให้ได้

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ด้วยความเป็นรัฐมนตรีนั้น เธอมีภารกิจสำคัญที่จะต้อง "นำ" เพื่อทำให้กองทัพก้าวสู่ความเป็นประชาธิปไตย

และปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งนี้เป็นภารกิจของรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งทุกรัฐบาล และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องถือว่าเป็นภารกิจสำคัญของรัฐมนตรีกลาโหมพลเรือนอีกด้วย มิฉะนั้นแล้วการเข้ามาดำรงตำแหน่งที่กระทรวงนี้จะไม่มีความหมายเลย

ถ้าเช่นนั้นจะต้องคิดที่จะวางแนวทางเพื่อทำให้กองทัพเข้ามาอยู่ในกระแสประชาธิปไตยให้ได้ อันจะเป็นหนทางของการสร้างกรอบทางทฤษฎีของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลพลเรือนกับกองทัพภายใต้แนวคิดเรื่อง "การควบคุมโดยพลเรือน" (Civilian Control) หรืออาจจะแปลงในอีกมุมหนึ่งก็คือ "การนำโดยพลเรือน" (Civilian Leadership) ซึ่งถือเป็นกรอบหลักของแนวคิดประชาธิปไตยในความสัมพันธ์ดังกล่าว

แม้นว่าแนวคิดเช่นนี้อาจจะต้องใช้เวลาในการพัฒนาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ภายใต้บริบทของการเมืองไทย แต่ก็ต้องการการวางรากฐานกรอบดังกล่าวให้เป็นจุดเริ่มต้นเพื่อทำให้การดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมพลเรือนเป็นเหมือน "ดรัมเมเยอร์" นำขบวนทหารให้ได้

แต่หากปล่อยทุกอย่างไปตามยถากรรมแล้ว รัฐมนตรีพลเรือนแทนที่จะเป็นดรัมเมเยอร์ของขบวนดังกล่าว ก็อาจจะกลายเป็นเพียงคนหนึ่งในขบวนพาเหรด และมีผู้นำทหารมาเป็นดรัมเมเยอร์แทน

ดังนั้นภาพ "การนำ" ของดรัมเมเยอร์ที่คุณอรุณนำเสนอผ่านลายเส้นจึงไม่เพียงแต่จะเรียกรอยยิ้มจากผู้อ่านเท่านั้น

หากแต่ยังทิ้งประเด็นสำคัญให้ต้องคิดต่ออย่างมากว่า แล้วรัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่จะแสดงการนำอย่างไร

เพราะองค์ประกอบของกระทรวงนี้แตกต่างจากกระทรวงอื่นๆ อย่างมากที่มีกองทัพเป็นส่วนสำคัญ

หรือกล่าวง่ายๆ ก็คือ กระทรวงกลาโหมเป็น "กระทรวงทหาร" และถูกทำให้เป็นกระทรวงทหารมาอย่างยาวนาน

ดังนั้น กระทรวงนี้จึงถูกสร้างให้มีวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาว่าจะต้องเป็นกระทรวงที่อยู่ภายใต้การกำกับและดูแลของ "ทหารเก่า"...

จนบางทีก็กลายเป็น "ทหารแก่" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย



ข้างหลังภาพ

หากคิดเล่นๆ ด้วยการเปรียบเทียบกับตัวแบบของสหรัฐอเมริกาในยุคของประธานาธิบดีเคนเนดี้ก็คือ โอกาสที่เอาพลเรือนที่เก่งในเรื่องของ "การบริหารจัดการ" เข้ามาดูแลกระทรวงนี้ เหมือนเช่นการดำรงตำแหน่งของ โรเบิร์ต แม็กนามารา ที่เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญหนึ่งของการปฏิรูปกระทรวงกลาโหมอเมริกันนั้น ยังเป็นเรื่องไกลๆ ในการเมืองไทย

ในอีกมุมหนึ่งของปัญหา การจะนำเอากองทัพให้เข้าสู่กระบวนการสร้างประชาธิปไตยในการเมืองไทย ก็ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องการการศึกษาและการวางรากฐานแนวคิดนี้ให้ได้ และจะเป็นประเด็นที่วิศวกรและสถาปนิกการเมืองของขบวนการประชาธิปไตยจะต้องคิดให้ได้

เพราะอย่างน้อยสัญญาณเตือนจาก "อาหรับสปริง" ที่ไคโรก็บอกด้วยคำตอบที่เป็นรูปธรรมอย่างยิ่งว่า หนึ่งในปัญหาสำคัญที่จะต้องแก้ให้ได้ของระยะเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นก็คือ จะต้องคิดเรื่อง "ทหารกับประชาธิปไตย" ให้ได้

แต่ปัญหาทั้งหมดเหล่านี้ถูกขมวดเป็นปมปริศนาทิ้งไว้กับภาพเขียนของคุณอรุณ... ภาพทั้งสองจึงไม่เพียงแต่เรียก "รอยยิ้ม" เท่านั้น หากแต่ยังเรียก "รอยหยัก" ในสมองให้ต้องคิดต่ออย่างมากด้วย!

ป.ล. อยากจะฝากให้ฝ่ายอำนวยการที่ใกล้กับ รมว.กห. คนใหม่ เอาภาพเขียนทั้งสองนี้ใส่กรอบไว้ในห้องท่านรัฐมนตรี เพื่อเตือนใจว่า ภาพทั้งสองคือตัวแทนของภารกิจทางการเมือง ซึ่งไม่ใช่เฉพาะกับท่านรัฐมนตรีเท่านั้น แต่หากยังรวมถึงกับบรรดา "ผู้ใกล้ชิด" ทั้งหลายในกระทรวง ที่จะต้องตระหนักให้มากว่าอะไรคือภารกิจ...

อย่า "หลงภารกิจ" เพียงเพราะอำนาจและตำแหน่งครับ!
38  หมวดหลัก / นิธิ เอียวศรีวงศ์ / กษัตริย์-บุคคลหรือสถาบัน นิธิ เอียวศรีวงศ์ เมื่อ: 6 สิงหาคม 2013, 10:38:36
   นิธิ เอียวศรีวงศ์

กษัตริย์-บุคคลหรือสถาบัน



ข่าวการสละราชสมบัติของกษัตริย์ในยุโรปเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้เป็นข่าวดังไปทั่วโลก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะสถาบันกษัตริย์ในประเทศนั้นๆ ก็ยังดำรงอยู่ ประชาชนออกมาร่วมอำลากษัตริย์พระองค์เก่า และต้อนรับกษัตริย์พระองค์ใหม่ แล้วชีวิตก็ดำเนินต่อไป

ราบรื่นเสียจนเป็นเครื่องหมายที่ประจักษ์ชัดว่ากษัตริย์ในประเทศเหล่านั้นเป็นสถาบัน ไม่ใช่บุคคลที่เป็นพระราชินีนาถหรือกษัตริย์

สงบราบรื่นเสียยิ่งกว่าการอำลาตำแหน่งของสันตะปาปาเสียอีก เพราะพระสันตะปาปาที่เป็นบุคคลมีความสำคัญแก่การบริหารศาสนจักรเสียยิ่งกว่าพระราชินีนาถและกษัตริย์ของประเทศเหล่านั้นอย่างเทียบกันไม่ได้



อันที่จริง กษัตริย์ในฐานะสถาบันภายใต้รัฐชาติและระบอบประชาธิปไตยนั้นไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ อย่าลืมว่า "ชาติ" ถูกใช้เป็นสิ่งสูงสุดเหนือทุกอย่าง รวมทั้งเหนือกษัตริย์ด้วย ในการปฏิวัติฝรั่งเศส เป็นรากฐานแก่เหตุผลว่าทำไม "ประชาชน" (คำใหม่อีกเหมือนกัน) จึงสามารถร่วมกันจัดการทุกอย่างในรัฐได้ เพื่อธำรงรักษา "ชาติ"เอาไว้

ส่วนประชาธิปไตยนั้นเห็นชัดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ไหนก็ล้วนเพื่อขจัด, ลิดรอนหรือจำกัดพระราชอำนาจ

ทางรอดของกษัตริย์ภายใต้รัฐชาติ จึงเหลืออยู่ทางเดียว นั่นคือทำให้กษัตริย์มีความสำคัญอย่างขาดไม่ได้ของรัฐชาติ บางกรณีก็อ้างว่าเป็นสิ่งหนึ่งเดียวกับ "ชาติ" บางกรณีก็อ้างว่ามี "หน้าที่" ในความเป็นจริงหรือในเชิงสัญลักษณ์ที่มีประโยชน์ต่อ "ชาติ"... สำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้างก็ตาม...

แต่ปัญหามาอยู่ที่ว่า กษัตริย์ในที่นี้หมายถึงบุคคลหรือสถาบัน

จะหมายถึงบุคคล (มากหรือน้อยก็ตาม) ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขอะไรบ้าง จะหมายถึงสถาบัน (มากหรือน้อยก็ตาม) ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขอะไรบ้าง ตรงนี้ผมยังคิดได้ไม่ชัดพอ จึงขอทิ้งไว้เพียงเท่านี้



ก่อนหน้าการสถาปนาสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามขึ้นใน ร.5 พระมหากษัตริย์ไทย (อยุธยา) เป็นสถาบันของผู้มีบารมีสูงสุดอย่างชัดเจน ดังนั้น จึงสามารถชิงราชสมบัติกันเป็นว่าเล่นได้ ตาแสนปมหรือยาจกเข็ญใจก็เป็นได้ หากมีบารมีจะเป็น หลังจากประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกแล้ว ก็ถือว่าสมควรนั่งอยู่ใต้พระมหาเศวตฉัตร

ความคิดเรื่องบารมีนี้อาจไม่ได้มากับพระพุทธศาสนาอย่างเดียว นิทานเรื่องท้าวฮุ่งท้าวเจืองพูดถึงเจ้าว่าคือผู้ที่เป็นแถน (เทวดาดี) อาจติดต่อกับญาติๆ เพื่อนๆ ข้างบนนั้นได้ตลอดเวลา ฉะนั้น แม้จะแย่งชิงราชสมบัติกัน ก็เป็นการแย่งในหมู่แถนด้วยกันทั้งนั้น

ในล้านนาและล้านช้างดูเหมือนยังถือคตินี้สืบมาในราชวงศ์มังรายและราชวงศ์ฟ้างุ้ม (ซึ่งต่างอ้างว่าสัมพันธ์เชื่อมโยงกับราชวงศ์ก่อนหน้านั้น) ผมคิดว่านี่คือเหตุผลที่แม้แต่ในอยุธยา ผู้ชิงราชสมบัติได้มักต้องสร้างเรื่องความสัมพันธ์เชิงเครือญาติกับราชวงศ์เดิมโดยทางใดทางหนึ่ง (เช่น เป็นโอรสลับ) แม้แต่ราชวงศ์กาวิละของล้านนาก็มีนิทานทำนองเดียวกัน และในระยะหนึ่งพยายามสร้างสายสัมพันธ์ทางการสมรสกับเชื้อสายราชวงศ์มังรายที่กวาดต้อนมาจากเชียงแสน

แต่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และการเกิดสำนึกรัฐชาติใน ร.5 ทำให้ความเป็นสถาบันของพระมหากษัตริย์ไทยมีปัญหา



นับแต่ขึ้นครองราชสมบัติ สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยก็ตกอยู่ในความอ่อนแออย่างยิ่ง การจะทวงคืนอำนาจและบทบาทของพระมหากษัตริย์กลับคืนมา แม้เท่ากับที่สถาบันนี้เคยมีมาแต่อดีต ก็ไม่อาจใช้ตัวสถาบันเป็นเครื่องมือได้เสียแล้ว จึงต้องใช้ตัวพระองค์เองในฐานะบุคคล สร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจแก่ผู้คน เพื่อสร้างฝ่ายของตนเองขึ้นมาคานอำนาจขุนนาง (และเจ้านายฝ่ายขุนนาง)

และดังที่ทราบอยู่แล้วว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงประเทศในด้านต่างๆ เพื่อรองรับอำนาจสูงสุดที่เป็นจริงของพระมหากษัตริย์ แต่สถาบันใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากการปฏิรูป (กองทัพประจำการ, ระบบราชการ, ตุลาการ, และผู้ชำนาญการเฉพาะด้านต่างๆ) กลับมีเจตจำนงของตนเอง ที่เป็นอิสระจากพระมหากษัตริย์ ในนามความเจริญวัฒนาถาวรของ "บ้านเกิดเมืองนอน" ซึ่งก็คือชาตินั่นเอง

ระหว่างชาติกับพระมหากษัตริย์อย่างไหนสำคัญกว่ากัน เหตุการณ์หลายอย่าง (เช่น คดีพญาระกา, ฎีการาษฎร, ความไม่พอใจต่อระบบเส้นสายของข้าราชการและนายทหารระดับกลาง) ชี้ให้เห็นว่า คนรุ่นใหม่ซึ่งทรงสร้างขึ้นนี้ดูเหมือนจะเลือกชาติ

สิ่งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เป็นกังวลตลอดมาในการสร้างคนรุ่นใหม่เพื่อรับราชการแบบใหม่นี้ก็คือ คนเหล่านี้จะขาดไปจากความสัมพันธ์ส่วนบุคคลกับพระมหากษัตริย์ นับตั้งแต่เริ่มแรกที่ทรงปฏิรูปการศึกษา ก็คือตั้งใจจะให้ชนชั้นสูง (เชื้อสายขุนนางผู้ใหญ่และเจ้านาย) ได้รับการศึกษาแผนใหม่ก่อน เพื่อจะได้เป็นผู้บังคับบัญชาในระบบราชการแบบใหม่ แต่ความพยายามนี้ประสบความล้มเหลว เพราะสามัญชนกลับเข้าเรียนมากกว่า ระบบราชการเต็มไปด้วยพวกสามัญชนซึ่งก้าวขึ้นมาถึงระดับกลาง แม้ไม่อาจถึงระดับสูงสุดได้ (สักกี่คน)

พระองค์จึงพยายามสร้างระบบที่จะทำให้เกิดความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ระหว่างคนหน้าใหม่เหล่านี้กับพระองค์เอง เช่น ให้นักเรียนของโรงเรียนข้าราชการพลเรือน (ซึ่งจะกลายเป็นจุฬาฯ) ได้เข้ารับใช้ใกล้ชิดในฐานะมหาดเล็กเป็นต้น

ควรเข้าใจทางสองแพร่ง (dilemma) ของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ด้วยว่า ทรงเปลี่ยนประเทศไทยไปสู่ความทันสมัย โดยพยายามรักษาช่วงชั้นทางสังคมตามประเพณีไว้ให้คงเดิม ในการนี้จะทรงใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ตามประเพณีเดิม ก็ไม่ได้ เพราะไม่เป็นผลให้เปลี่ยนไปสู่ความทันสมัยได้ ครั้นจะสร้างสถาบันพระมหากษัตริย์แบบใหม่ของรัฐชาติขึ้น ก็จะไม่สามารถรักษาช่วงชั้นตามประเพณีของสังคมไว้ได้

การเน้นความเป็นบุคคลของพระมหากษัตริย์จึงเป็นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่

แบบเรียนธรรมจริยาซึ่งประพันธ์ขึ้นในปลายรัชกาล จึงสอนให้นักเรียนรู้จักกตัญญูรู้คุณต่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ (ไม่ใช่ต่อพระมหากษัตริย์) ที่ทรงนำความเจริญมาสู่บ้านเมืองและปกป้องบ้านเมืองให้รอดพ้นจากการตกเป็นอาณานิคม

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ยังพูดถึงความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ว่าอำนวยความสงบสุขและความยุติธรรม กษัตริย์ที่ไม่ทำอย่างนั้นก็ถือว่าไม่ได้ทำหน้าที่ของตน เกิดจลาจลวุ่นวายในบ้านเมือง (ไม่ได้พูดแต่ว่า ควรเอาออกเสีย ซึ่งทำให้นักเรียนคิดได้ว่า ต้องเลือกระหว่างกษัตริย์และชาติ)



ผมคิดว่า พระมหากษัตริย์ไทยตลอดสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แก้ปัญหาทางสองแพร่งนี้ไม่ได้ และจำเป็นต้องเน้นความเป็นบุคคลเสมอมา แม้ว่าในสมัย ร.6 พยายามสร้างชาตินิยมชนิดที่ไม่ให้เกิดความแย้งกลับระหว่างชาติและกษัตริย์ขึ้น โดยถือว่าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันชนิดที่แยกออกจากกันไม่ได้ แต่นั่นก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้

ร.7 รื้อฟื้นสถาบันต่างๆ ขึ้นมาแวดล้อมพระมหากษัตริย์ แต่ก็ไม่ได้พยายามให้สถาบันเหล่านั้นเป็นอิสระจากพระมหากษัตริย์ เพราะการตัดสินใจในขั้นสุดท้ายยังเป็นของพระองค์ พระมหากษัตริย์ก็ยังเป็นบุคคล แม้เป็นบุคคลที่อ่อนอาวุโสสักหน่อย และต้องเกรงใจพระประยูรญาติมากหน่อยก็ตาม

โอกาสที่สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยจะกลายเป็นสถาบันเกิดขึ้นเมื่อมีการปฏิวัติสยาม และการสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ แต่โอกาสนี้มีอยู่ในระยะสั้นมาก เพราะสิ้นสุดลงใน พ.ศ.2490 เส้นทางการพัฒนากลายเป็นการฟื้นฟูพระราชอำนาจของสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งอย่างไรเสียก็ต้องเน้นความเป็นบุคคลสูง

โลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เกิดสิ่งใหม่ที่เข้ามาเกาะกุมการรับรู้ของคนอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน นั่นคือสื่อ โดยเฉพาะสื่ออิเล็กทรอนิกส์ สิ่งนี้สั่นสะเทือนสถาบันกษัตริย์ทั่วโลก เพราะแม้แต่สถาบันกษัตริย์ที่กลายเป็นสถาบันไปแล้ว ก็จะดำรงความเป็นสถาบันได้ยากขึ้น

เช่น ข่าวเมื่อเร็วๆ นี้ว่า มีเอกสารที่ยืนยันว่ากฎหมายที่ผ่านรัฐสภาแล้ว ยังต้องได้รับความเห็นชอบจากพระบรมวงศานุวงศ์อังกฤษด้วย-เป็นอำนาจวีโต้ที่ไม่มีในรัฐธรรมนูญประเพณี และไม่ได้ทำโดยบุคคลที่ได้รับมอบหมายให้เป็นประมุขของรัฐ... บุคคลหรือสถาบันกันละหว่า...

เรื่องอย่างนี้ถ้าเป็นในรัชสมัยพระราชินีนาถวิกตอเรีย ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะไม่มีสื่อรายงานให้ "คนนอก" รู้



สื่อเข้ามามีส่วนกำหนดความเป็นบุคคลหรือสถาบันของกษัตริย์ได้อย่างไร ผมนึกคำตอบได้สองอย่าง

อย่างแรก สื่อเป็นคนเลือกว่าเรื่องใดเป็น "ข่าว" (ที่เหมาะจะพิมพ์หรือเหมาะจะขายก็ตาม) กิจกรรมของสถาบันกษัตริย์นั้นทำซ้ำๆ กัน โดยปราศจากสีสัน จึงไม่มีทางเป็น "ข่าว" ได้เลย แต่การกระทำของบุคคลในสถาบันต่างหาก ที่แตกต่างกันอย่างคาดเดาไม่ได้ และนี่คือ "ข่าว" ที่เหมาะจะพิมพ์ (หรือจะขาย) โดยแท้

การเป็นข่าว คือการเป็นศูนย์กลาง (หนึ่ง) ในชีวิตของผู้คน และการเป็นศูนย์กลางในชีวิตของผู้คนนั้นทำประโยชน์ได้แยะ หากเป็นดาราก็เอาไปขายทำกำไร หากเป็นนักการเมืองก็เอาไปสร้างอำนาจทางการเมือง เป็นเอ็นจีโอก็เอาไประดมทุนได้

ถึงอย่างไรกษัตริย์ก็ต้องให้ความชอบธรรมแก่พระราชอำนาจและสถานะ แม้ว่าในบางสังคมจะมีน้อยนิดอย่างใดก็ตาม การเป็นข่าวช่วยในการให้ความชอบธรรม (โดยเฉพาะหากสามารถบังคับควบคุม "ข่าว" ได้)

แต่เป็นข่าวคือเป็นบุคคล ดังที่กล่าวแล้ว

อย่างที่สองสัมพันธ์กับอย่างแรก คนที่กลายเป็นศูนย์กลางในชีวิตของผู้คนในสมัยของสื่อคือเซเลบส์ ด้วยเหตุดังนั้นเซเลบส์จึงเป็นคู่แข่งของสถาบันกษัตริย์โดยไม่ตั้งใจ หนทางเดียวที่จะชิงพื้นที่ความเป็นศูนย์กลางได้ คือเป็นเซเลบส์บ้าง และเราจะเห็นข่าวของพระราชวงศ์ต่างๆ ทั่วโลกที่ไม่แตกต่างอะไรจากเซเลบส์ มีชีวิตในโอต์กูตูส์ ในชายหาดและเมืองหลวงบันลือโลก ในเรือสำราญของมหาเศรษฐี ฯลฯ

แต่เป็นเซเลบส์คือเป็นบุคคลนะครับ ราชวงศ์เดียวที่สามารถหลบหลีกการตกเป็นเหยื่อของสื่อได้คือราชวงศ์ญี่ปุ่น แต่นั่นมีเหตุผลเฉพาะบางอย่างซึ่งขอไม่กล่าวในที่นี้
 
39  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / ภูษาไม่ไร้รอยต่อ! เสื้อแดงกับรัฐบาลเพื่อไทย เมื่อ: 25 กรกฎาคม 2013, 08:13:24
ยุทธบทความ

สุรชาติ บำรุงสุข

ภูษาไม่ไร้รอยต่อ! เสื้อแดงกับรัฐบาลเพื่อไทย

"สิ่งใหม่และถูกต้องในประวัติศาสตร์ เมื่อเริ่มแรกมักไม่เป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ ได้แค่พัฒนาไปอย่างเลี้ยวลดคดเคี้ยวในระหว่างการต่อสู้ สิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่ดีนั้น เมื่อเริ่มแรกคนทั้งหลายมักไม่ยอมรับว่าเป็นดอกไม้หอม กลับเห็นว่าเป็นหญ้าพิษ"

ประธานเหมาเจ๋อตุง

27 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1957



ผลการเลือกตั้งในเขตดอนเมืองที่ผ่านมานั้น พรรคเพื่อไทยเสียที่นั่งให้แก่ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ และทำให้เกิดคำถามทางการเมืองตามมาทันทีว่า อะไรเป็นปัจจัยของความพ่ายแพ้ของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้?

ดูเหมือนว่าหนึ่งในเหตุผลของคำอธิบายที่เกิดขึ้นก็คือ ความอึดอัดของคนเสื้อแดงในพื้นที่ดอนเมือง ซึ่งมีสาเหตุมาจากเรื่องราวหลายประการ

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความช่วยเหลือของรัฐบาลในภาวะน้ำท่วม เพราะเป็นที่รู้กันว่า พื้นที่ดอนเมืองซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่หลักของคนเสื้อแดงนั้น เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากมหาอุทกภัย แต่ดูเหมือนว่าความช่วยเหลือที่ได้รับนั้น มีอาการเชื่องช้า ไม่ทันการ และไม่พอเพียงกับความรุนแรง

ในสภาพเช่นนี้ แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้น แต่ก็ดูจะมีอาการ "เกรงใจ" กันอยู่พอสมควร

ในอีกมุมหนึ่งของความอึดอัดของคนเสื้อแดงก็คือ พวกเขารู้สึกอย่างมากว่า การสนับสนุนของคนเสื้อแดงมีส่วนอย่างมากที่ทำให้พรรคเพื่อไทยประสบชัยชนะในการเลือกตั้งในปี 2554 แต่หลังจากการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว คนเสื้อแดงมีความรู้สึกคล้ายๆ กันถึง "ความไม่ใส่ใจ" ของรัฐบาลต่อปัญหาของคนเสื้อแดง โดยเฉพาะปัญหาของบรรดาชาวเสื้อแดงซึ่งส่วนหนึ่งถูกจองจำจากรัฐบาลที่แล้ว

แต่เมื่อรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นจากการจัดตั้งของพรรคเพื่อไทย พวกเขามีความหวังอย่างมากถึงความใส่ใจของรัฐบาลที่ควรจะต้องให้ความช่วยเหลือแก่ชาวเสื้อแดงที่อยู่ในการคุมขังจากคดีการเมือง แต่ความหวังเช่นนี้ก็จางหายไปกับท่าทีของรัฐบาล

ความอึดอัดอีกส่วนหนึ่งอาจจะเป็นผลพวงของการได้รับตำแหน่งของผู้นำของคนเสื้อแดง ซึ่งแม้ผู้นำบางคนจะได้รับตำแหน่งในรัฐสภา แต่พวกเขาบางส่วนก็มีความหวังที่จะเข้าไปสู่ตำแหน่งของฝ่ายบริหารในรัฐบาล ซึ่งก็ได้รับเพียงตำแหน่งเดียว และก็เป็นตำแหน่งที่ไม่อาจทำประโยชน์อะไรได้มากนักกับความเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

จนเกิดความรู้สึกลึกๆ ว่า รัฐบาลทอดทิ้ง "นักสู้" และถูกแวดล้อมด้วยกลุ่มคนซึ่งในวันที่มีการต่อสู้นั้น คนพวกนี้ไม่รู้อยู่ไหน แต่รัฐบาลก็เลือกที่จะเอา "นักหลบ" มากกว่า

ขณะเดียวกันก็มีปัจจัยอื่นๆ เช่น กรณีกฎหมายนิรโทษกรรม เป็นต้น

จนหลายครั้งทำให้เกิดภาพลักษณ์ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างคนเสื้อแดงกับรัฐบาลเพื่อไทยนั้น น่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง

เพราะถ้าใช้สำนวนของพรรคในระหว่างหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ด้วยวาทกรรม "ไร้รอยต่อ" ระหว่างรัฐบาลกับผู้บริหาร กทม. แล้ว สิ่งที่น่าคิดต่อในอนาคตก็คือ ความสัมพันธ์เช่นนี้ในปัจจุบันกำลังมีลักษณะเป็น "ภูษาที่มีแต่รอยต่อ" ใช่หรือไม่



ถ้าความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับขบวนการเมืองของคนเสื้อแดงเป็น "ภูษาที่เย็บตะเข็บไม่สนิท" แล้ว ก็เป็นเรื่องที่ต้องคิดสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในครั้งหน้า

เพราะเป็นที่รับรู้กันว่าขบวนเสื้อแดงไม่ว่าจะในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานนั้น เป็นฐานเสียงหลักที่ทำให้พรรคเพื่อไทยชนะ และจนวันนี้ก็แทบจะมองไม่เห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์จะได้เสียงข้างมากจากคะแนนเสียงในภาคเหนือและภาคอีสานได้อย่างไร

และผลจากการล้อมปราบคนเสื้อแดงครั้งใหญ่ในปี 2553 นั้น ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า โอกาสที่คนเสื้อแดงจะเปลี่ยนทัศนคติด้วยการ "เทใจ" ไปลงเสียงให้พรรคประชาธิปัตย์ในอนาคต เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย

การปราบที่เกิดขึ้นทั้งในปี 2552 และ 2553 ยังคงเป็น "ตราบาป" ที่ติดตามหลอนพรรคประชาธิปัตย์ไปอีกนาน

สภาพเช่นนี้จึงทำให้คนบางส่วนมีข้อสรุปง่ายๆ ว่า อย่างไรเสียขบวนการของคนเสื้อแดงก็ต้องอยู่กับพรรคเพื่อไทยต่อไป

โดยมีการเชื่อมต่อที่สำคัญอยู่กับความชื่นชอบในตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

และก็ด้วยความชื่นชอบเช่นนี้ทำให้กลุ่มอนุรักษนิยมเชื่อเสมอว่า ขบวนของคนเสื้อแดงก้าวข้ามไม่พ้นทักษิณ หรือคนเสื้อแดงคือคนของทักษิณ เป็นต้น

แต่เมื่อเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยมีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ด้วยกันอย่างปฏิเสธไม่ได้ก็จริง แต่ก็มิได้หมายความว่านักคิดในกลุ่มคนเสื้อแดงจะไม่เคยถกแถลงถึงปัญหาเช่นนี้

ทุกคนดูจะยอมรับเงื่อนไขทางการเมืองในปัจจุบันที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายยังคงจะต้องอยู่ร่วมกันต่อไป

และแม้จะมีข้อเสนอถึงความฝันในอนาคตต่อการจัดตั้งพรรคการเมืองของคนเสื้อแดง แต่ก็คงต้องยอมรับความจริงประการสำคัญว่า การตั้งพรรคการเมืองใหม่ไม่ใช่เรื่องง่ายในปัจจุบัน

อย่างน้อยปัญหาเรื่องทุนยังคงเป็นประเด็นชี้ขาดประเด็นหนึ่ง ตลอดรวมถึงการจัดตัวบุคลากรในโครงสร้างแบบพรรค มิใช่อยู่ในแบบกลุ่มการเมืองเช่นปัจจุบัน

ถ้าวันนี้ขบวนของคนเสื้อแดงต้องอยู่กับพรรคเพื่อไทย แต่ก็เป็นการอยู่ในแบบ "ภูษาที่มีรอยต่อ" ไม่ใช่ในแบบภูษาที่ "ไร้รอยต่อ" แล้ว ผู้นำและนักคิดของคนเสื้อแดงจะคิดถึงเรื่องนี้อย่างไร

หรือคนเสื้อแดงจะต้องอยู่ในสถานะเช่นนี้ไปอย่างไม่เปลี่ยนแปลง?



แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดก็ตาม คนเสื้อแดงยังคงต้องอยู่ในสถานะของความเป็น "ขบวนการเมือง" ที่ถือกำเนิดขึ้นเพื่อการต่อสู้ทางการเมือง

ดังนั้น คำถามเฉพาะหน้าอีกด้านหนึ่งก็คือ จะสร้างกลุ่มคนเสื้อแดงให้เป็นขบวนการเมืองที่ยั่งยืนได้อย่างไร

เพราะหากไม่มีการคิดในประเด็นเช่นนี้แล้ว ปรากฏการณ์ของ "ภูษาที่เย็บตะเข็บไม่สนิท" ในความสัมพันธ์กับรัฐบาลนั้น อาจจะส่งผลให้คนเสื้อแดงบางส่วนเกิดความ "เบื่อหน่ายทางการเมือง" หรืออาจจะส่งผลให้เกิดอาการ "เฉยเมยทางการเมือง"

เพราะรู้สึกว่าการต่อสู้ของพวกเขา ในที่สุดแล้วก็เป็นเพียงชัยชนะของพรรคการเมือง ไม่ใช่ชัยชนะของขบวนของตน ที่ต้องลงแรงด้วยชีวิตและความตายของคนในขบวนเสื้อแดง และผู้ได้รับผลกลับเป็นคนอีกกลุ่มหนึ่ง

แน่นอนว่าสภาพเช่นนี้เป็นอันตรายต่อขบวนการเมืองในทุกการต่อสู้ทั่วโลก เพราะถ้าขบวนการเมืองไม่สามารถดำรงสภาพในเวทีการต่อสู้ได้แล้ว ขบวนดังกล่าวก็อาจจะค่อยๆ หมดสภาพไป หรือใช้ภาษาเชิงภาพลักษณ์ก็คือ ค่อยๆ "หมดแรง" แล้วล้มหายไป

และกลายเป็นเพียงการต่อสู้ในแบบชั่วครั้งชั่วคราว ซึ่งผลสะเทือนก็เกิดขึ้นในระยะสั้นเท่านั้น



หากคิดว่าการต่อสู้เพื่อความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นเรื่องระยะยาวแล้ว แกนนำและนักคิดของขบวนคนเสื้อแดงจะต้องพิจารณาถึงปัจจัย 8 ประการ

1) การจะดำรงขบวนการเมืองให้มีความยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องมีการสร้างอุดมการณ์ให้เกิดความชัดเจน เพราะอุดมการณ์จะเป็นปัจจัยสำคัญในฐานะของ "เครื่องยึดเหนี่ยว" ให้คนในขบวนเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยกัน หรือกล่าวง่ายๆ ได้ว่า อุดมการณ์เป็นเสมือน "ธงนำ" ของการต่อสู้ ซึ่งปัจจุบันก็เห็นได้ชัดว่า ขบวนเสื้อแดงพยายามจะนำเสนอว่า พวกเขาเป็น "นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย" และถือเอาประชาธิปไตยเป็นเข็มมุ่งของการต่อสู้ สภาพเช่นนี้ทำให้โจทย์สำคัญในอนาคตก็คือ ผู้นำและนักคิดจะทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงเป็น "ขบวนประชาธิปไตย" ที่แท้จริงของการต่อสู้ในการเมืองไทยได้อย่างไร

2) การสร้างองค์กรการเมืองจำเป็นต้องมีการ "จัดตั้ง" เพราะการจัดตั้งเป็นพื้นฐานที่จะทำให้กลุ่ม/องค์กรสามารถดำรงฐานะของการเป็นขบวนการเมืองได้อย่างแท้จริง แต่คำว่าการจัดตั้งทางการเมืองมิใช่มีอยู่เฉพาะในองค์กรฝ่ายซ้ายเท่านั้น เพราะหลายคนอาจจะคิดว่าโดยตัวภาษาแล้ว คำๆ นี้เป็นภาษาซ้าย แต่องค์กรขวาก็มีการจัดตั้งไม่แตกต่างกัน หรือพูดง่ายๆ ได้ว่าการจัดตั้งก็คือการรวมกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์และวัตถุประสงค์ทางการเมืองเป็นปัจจัยรองรับ ดังนั้น ถ้าจะให้องค์กรอยู่ได้ก็จะต้องมีการจัดตั้ง

3) เมื่อองค์กรทางการเมืองถือกำเนิดขึ้นนั้น ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่ต้องเกิดขึ้นคู่ขนานเพื่อก่อให้เกิดการขับเคลื่อนองค์กรก็คือ "การนำ" การนำเช่นนี้หมายถึงการนำพาองค์กร/ขบวนให้สามารถเดินไปสู่จุดหมายปลายทางให้ดังที่ตั้งวัตถุประสงค์ไว้ เมื่อเป็นเช่นนี้ แกนนำหรือผู้นำจะต้องเข้ามาเป็นผู้แบกรับภาระการนำเช่นนี้ให้ได้ ดังนั้น แกนนำและการนำจึงเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จทางการเมือง องค์กรที่ปราศจากการนำและแกนนำที่ไม่สามารถกุมทิศทางและเข็มมุ่งของการต่อสู้ได้ ก็คือการเดินทางสู่ความล้มเหลวของการต่อสู้ทางการเมืองนั่นเอง

4) การเคลื่อนไหวของขบวนการเมืองจะเป็นจริงได้ จะต้องมี "ผู้ปฏิบัติงาน" ซึ่งผู้ปฏิบัติงานนี้เป็นเสมือน "วัวงาน" ในการทำให้ภาระต่างๆ ของขบวนสามารถถูกขับเคลื่อนภายใต้การนำที่มีอยู่ได้ ดังนั้น ในมิติของการบริหารจึงเป็นไปไม่ได้ที่องค์กรจะมีแต่แกนนำและไม่มีผู้ปฏิบัติงาน ข้อสรุปง่ายๆ ก็คือ องค์กรที่ไม่มีผู้ปฏิบัติงานเป็นองค์กรที่ทำงานไม่ได้

5) การเคลื่อนไหวทางการเมืองคือการปลุกระดมมวลชน ดังนั้น ทุกองค์กรการเมืองไม่ว่าจะมีอุดมการณ์แบบใดก็ตาม จะต้องสร้าง "มวลชน" ให้เกิดขึ้นให้ได้ เพราะมวลชนนอกจากจะเป็นรากฐานขององค์กรแล้ว ยังเป็นพื้นฐานของการต่อสู้ทางการเมืองอีกด้วย ดังเช่นที่ประธานเหมากล่าวไว้เสมอว่า "ขอแต่เราไม่ห่างเหินจากมวลชน เราจะต้องชนะอย่างแน่นอน"

6) ปัจจัยที่มีส่วนอย่างสำคัญของความสำเร็จของขบวนทางการเมืองในทุกที่และทุกสถานการณ์ก็คือ การสร้าง "แนวร่วม" ให้เกิดขึ้น ยิ่งการเคลื่อนไหวทางการเมืองมีแนวร่วมกว้างขวางมากเท่าใด ก็ยิ่งสำเร็จมากเท่านั้น ดังนั้น งานแนวร่วมจึงเป็นประเด็นสำคัญที่แกนนำจะต้องขบคิดและวางแนวทางการเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ให้ได้

7) ในทุกการต่อสู้ทางการเมืองจำเป็นต้องมี "ทรัพยากร" ทรัพยากรจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การต่อสู้ขยายตัวหรือจำกัดตัวได้ เพราะหากองค์กรจะดำเนินกิจกรรมในรูปแบบใดก็แล้วแต่ หากปราศจากซึ่งทรัพยากรแล้ว โอกาสที่จะก่อให้เกิดความสำเร็จย่อมจะเป็นไปได้ยาก แต่ขณะเดียวกันก็จะต้องตระหนักว่า ไม่มีองค์กรใดมีทรัพยากรอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด ดังนั้น แกนนำจะต้องคิดให้ได้ว่า การต่อสู้ที่เกิดขึ้นนั้นเกิดขึ้นภายใต้ทรัพยากรที่ตนมีอยู่ กล่าวคือพวกเขาจะนำการต่อสู้อย่างไรภายในขอบเขตของทรัพยากรที่มีอยู่ในมือตน และขณะเดียวกันจะระดมทรัพยากรจากแหล่งอื่นมากจากไหนเพื่อสนับสนุนการต่อสู้

เจ๋ง การเคลื่อนไหวไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ล้วนต้องการ "การโฆษณา" เพราะการโฆษณาถือว่าเป็นการสื่อสารทางการเมือง หรือหากคิดในบริบททางธุรกิจก็คือ การเสนอขายสินค้าทางการเมือง ซึ่งก็คือคำถามว่าองค์กรจะทำ "การตลาดการเมือง" (Political Marketing) อย่างไร

เพราะในตลาดการเมืองจะคิดเพียงการโฆษณาชวนเชื่อแบบเก่าด้วยการนำเสนอแต่ "แบรนด์เนม" อย่างเดียวไม่ได้ หากต้องทำให้แบรนด์เนมที่เสนอขายในตลาดการเมืองเป็นสินค้าคุณภาพให้ได้ และนี่คือปัจจัยของความสำเร็จในการโฆษณา

อีกทั้งต้องยุติความคิดที่เชื่อว่า "ของดีไม่ต้องโฆษณา" เพราะสำหรับการแข่งขันในตลาดการเมืองนั้น การโฆษณามีความจำเป็นและเป็นปัจจัยพื้นฐานประการหนึ่งของความสำเร็จ



ดังนั้น ไม่ว่าในความสัมพันธ์กับรัฐบาลเพื่อไทย ขบวนการเมืองของคนเสื้อแดงจะเป็น "ภูษาที่มีรอยต่อ" หรือเป็น "ภูษาที่เย็บตะเข็บไม่สนิท" ก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด หากแกนนำของขบวนมีความชัดเจนในการนำและสร้างองค์กรด้วยปัจจัย 8 ประการในข้างต้น

เพราะปัจจัยทั้งแปดนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นหลักประกันพื้นฐานของการสร้างขบวนการเมืองให้มีความยั่งยืนในการดำรงอยู่เท่านั้น หากแต่ยังจะเป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างความเป็นสถาบันขององค์กร (institutionalization) ที่จะทำให้การต่อสู้ไม่เป็นเรื่องของสภาวะชั่วคราวอีกต่อไป

ฉะนั้น ถ้าคิดจะสร้างกลุ่มเสื้อแดงให้เป็นขบวนการเมืองที่แท้จริง โดยไม่ต้องคอยมีอาการ "ช้ำใจ" กับรัฐบาลเพื่อไทยอยู่เรื่อยๆ แล้ว ปัญหาแปดประการเป็นจุดเริ่มต้นที่จะต้องคิดให้ได้!
40  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / มีกับดักในน้ำ ใส่ยาพิษในข้าว ต้องเดินหน้า อย่างระวัง เมื่อ: 25 กรกฎาคม 2013, 08:07:55
หลักศิลา

กลางน้ำเชี่ยว มุกดา สุวรรณชาติ

มีกับดักในน้ำ ใส่ยาพิษในข้าว ต้องเดินหน้า อย่างระวัง

ความยุ่งยากของการบริหารประเทศไทย จะเห็นได้จากเรื่องเล็กๆ ที่เป็นข่าว เป็นคลิป หรือแม้แต่แค่มีคนโพสต์ลงในอินเตอร์เน็ต ก็จะถูกนำมาขยายตีความ ให้ใหญ่โต

หลายๆ เรื่องไม่ได้มีสาระที่จะสร้างสรรค์ความก้าวหน้าให้ประเทศชาติ

บางเรื่องทำลายผลประโยชน์ของประเทศ แต่บางเรื่องก็เป็นเรื่องหลักการ การทำนโยบายแต่ละอย่างให้สำเร็จ จึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะจะมีข้อจำกัดตั้งแต่ระเบียบ กฎหมาย ขั้นตอนที่ต้องใช้เวลา เงินที่ต้องใช้ลงทุน ความเข้าใจและการยอมรับของประชาชน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเร่งทำงานให้ทันกับการป้องกันหรือแก้ปัญหา

อุปสรรคแค่นั้นยังไม่พอ ปัญหาใหญ่คือการถูกขัดขา ขัดขวางโครงการและนโยบาย เพราะเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ล้มโครงการได้ล้ม ล้มรัฐบาลได้ล้ม

ซึ่งวิธีนี้เนียนกว่า พวกที่ไปตั้งม็อบตากแห้ง หรือม็อบหน้ากาก



บทเรียนโครงการ บริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน   

21 ธันวาคม 2554 นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ยื่นฟ้อง นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และข้าราชการอื่นๆ รวม 11 คน ต่อศาลปกครองกลาง

ตามคำฟ้องระบุว่า ผู้ถูกฟ้อง กระทำการละเมิดที่มีลักษณะความผิดพลาด ล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ไร้ความสามารถ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการบริหารจัดการน้ำ จนก่อให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ดูจากวันเวลานายกฯ ยิ่งลักษณ์ต้องเตรียมการมาก่อนเป็นรัฐบาลจึงจะทำทัน เมื่อทำช้า และแก้ไขไม่สำเร็จก็เลยต้องฟ้อง

หลังเกิดมหาอุทกภัย ในปี 2554 เป็นต้นมา รัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหลายชุดเพื่อรับผิดชอบภารกิจเรื่องนี้ มี

กยน. คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำ

กนอช. คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ

กบอ. คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย

โดยให้ สบอช. สำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ เป็นผู้ขับเคลื่อนโครงการ

1. เริ่มจากออก พ.ร.ก.เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท เพื่อเป็นการวางและพัฒนาระบบการบริหารจัดการน้ำใหม่ให้ยั่งยืน

2. ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารโครงการและการใช้จ่ายเงินกู้เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ ปี 2555 เพื่อให้การทำงานของ กบอ. และ สบอช. คล่องตัวมากขึ้นหลังจากนั้นจึงออกประกาศเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการพัสดุในการดำเนินโครงการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารโครงการน้ำและการใช้จ่ายเงินกู้เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ ปี 2555 โดย

3. ยกเว้นการใช้ระเบียบพัสดุปี 2535 เฉพาะขั้นตอนการจัดหาผู้รับจ้างซึ่งแตกต่างจากระเบียบพัสดุที่ใช้ปกติ และออกประกาศเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการพัสดุในการดำเนินโครงการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารโครงการน้ำและการใช้จ่ายเงินกู้เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ ปี 2555

4. กบอ. ร่าง TOR ขึ้นมาเพื่อกำหนดขอบเขตงานไว้ทั้งหมด 9 โมดูล



มีการจ้องจับผิดและขัดขวางทุกก้าว   

ก่อนวันเปิดประมูล มีการยื่นฟ้องศาลปกครองครั้งแรกเพื่อขอให้ศาลระงับการประมูล แต่ศาลได้ "ยกคำร้อง" จึงทำให้การประมูลสามารถดำเนินต่อไปได้

และเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา คณะกรรมการได้พิจารณาคัดเลือกผู้ชนะการประมูลทั้ง 9 โมดูลแล้ว ปรากฏว่า มีกลุ่มบริษัทเอกชน 4 กลุ่ม ที่ชนะการประมูลและคาดว่าจะเป็นคู่สัญญาของรัฐในอนาคต

ผู้รับผิดชอบโครงการระวังทุกก้าวโดยเฉพาะประเด็นเรื่องอาจมีการทุจริต รัฐบาลเกร็งมากขนาดวันเปิดซอง ยังต้องถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ ให้สื่อมวลชนมีส่วนร่วม และยังเชิญภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น ให้เข้ามาร่วมตรวจสอบทุกขั้นตอน

การจัดประมูลครั้งนี้ บริษัทเสนอราคาแต่ละโมดูลภายใต้กรอบแนวคิด (Con-ceptual Plan) เพื่อให้บริษัทต้องประมาณการเต็มที่ในการออกแบบก่อสร้างระบบบริหารจัดการน้ำ แต่ไม่เกินกรอบวงเงินที่กำหนดไว้ทีโออาร์กำหนดแผนรายละเอียดต่างๆ ของโครงการน้ำไว้ทั้งหมด โดยเฉพาะผลกระทบที่จะมีต่อประชาชนในพื้นที่ก่อสร้าง

หากประชาชนในพื้นที่ไม่เอาก็จบ หรือหากมีปัญหาระหว่างประชาชนกับการดำเนินงานก็ยกเลิกสัญญาเฉพาะจุดได้ แล้วไปหาพื้นที่ใหม่ดำเนินการต่อ จะไม่มีผลกระทบทั้งโมดูลและโครงการน้ำในระหว่างทางสัญญาฉบับต่างๆ ก็มีโอกาสยกเลิกหรือปรับได้ตลอด

ซึ่งการยกเลิกสัญญาย่อยๆ จะกระทบแค่ตรงจุดนั้น โครงการตามสัญญาอื่นๆ



การรับฟังความคิดเห็นประชาชน

"สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน" โดย นายศรีสุวรรณ จรรยา เป็นผู้ยื่นฟ้องยิ่งลักษณ์ กยน., กนอช. และ กบอ. ประเด็นที่ยื่นฟ้องคือ การดำเนินโครงการดังกล่าวอาจ "ฝ่าฝืน" บทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญปี 2550 พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ปี 2535 (ทำเร็วไป ไม่มีการจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชน)

และศาลปกครอง พิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องต้องปฏิบัติ ด้วยการนำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำไปดำเนินการจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึง และดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดให้มีการศึกษาและจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย ก่อนที่จะดำเนินการจ้างออกแบบและก่อสร้างในแต่ละแผนงาน

รัฐบาลมอบหมายให้อัยการสูงสุดพิจารณาคำสั่งศาลปกครองอย่างละเอียด โดยเฉพาะการตีความมาตรา 57 และมาตรา 67 วรรคสองว่า เป็นการสั่งให้รัฐบาลต้องดำเนินการทันทีหรือไม่

หากตีความแล้วว่าเป็นคำสั่งให้ทำทันที รัฐบาลก็อาจจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองทั้ง 2 มาตรา โดยใช้คำอธิบายว่าจากคำสั่งของศาลปกครองเป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องดำเนินการอยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ทันที เนื่องจากการสำรวจความคิดเห็นจากประชาชน จำเป็นต้องทราบพื้นที่ก่อสร้างที่ชัดเจนจากภาคเอกชนก่อน

รวมถึงการ อีไอเอ และเอชไอเอ ก็ถือข้อบังคับตามกฎหมายที่ต้องดำเนินการภายหลังเซ็นสัญญาเรียบร้อยแล้วเช่นกัน



อยากล้มรัฐบาล หรือฟังเสียงประชาชน

เท่านั้นยังไม่พอ สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน จะนำประเด็นนี้ไปยื่นร้อง ป.ป.ช. ถ้า ป.ป.ช. ทำงานล่าช้าเกินสมควร ผู้ร้องมีสิทธิยื่นต่อที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลฎีกา แต่งตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระขึ้นมาทำหน้าที่แทน ป.ป.ช. และหาก ป.ป.ช.ชี้มูล ผู้ถูกกล่าวหาต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ทันทีทั้ง 5 คน ซึ่งมีผลถึงขั้นยุบรัฐบาลชุดนี้ เพราะไม่มีนายกฯ นายกฯ ทำงานไม่ได้ ต้องลาออกหรือยุบสภา

โครงการจัดการระบบน้ำ 3.5 แสนล้าน จำเป็นต้องอธิบายและฟังความเห็นของประชาชนแต่วันนี้รายละเอียดแต่ละโครงการยังไม่ได้กำหนดชัดเจน รัฐและผู้ทำโครงการจึงยังไม่สามารถสอบถามความเห็นของผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงได้ คำแนะนำให้ฟังเสียงประชาชนเป็นเรื่องดี

เพราะวันนี้ประชาชนผู้เกี่ยวข้อง ตั้งคำถามไว้แล้วว่า ถ้าโครงการน้ำผ่านมาในท้องถิ่น เขาจะได้อะไร เรียงลำดับความสำคัญดังนี้ 1 น้ำกินน้ำใช้ 2 น้ำเพื่อการเกษตร 3 น้ำเพื่ออุตสาหกรรม 4 การแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง 5 ถ้าต้องถูกเวนคืนที่ดินเขาจะได้ค่าตอบแทนอย่างไร

ดังนั้น เมื่อมีโครงการละเอียด รู้ว่า จะมีการสร้างพื้นที่รับน้ำ แหล่งเก็บน้ำ ทางระบายน้ำคลอง หนองบึง เขื่อน ฯลฯ จะลงจุดไหน ผ่านบ้านใคร จึงจะสามารถไปคุยกับชาวบ้านได้ คนที่ไปคุยควรจะเป็นทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ที่จะทำโครงการซึ่งรู้รายละเอียดแต่ละโครงการ และตอบชาวบ้านได้ งานนี้เสียเวลาก็ต้องทำ ชาวบ้านคิดว่าไหนๆ ก็ลงทุนเป็นแสนล้าน อยากให้มีความมั่นใจว่า จะมีน้ำสะอาดมาใช้ทำน้ำประปา ใน 10-20 ปีข้างหน้า มีระบบป้องกันน้ำท่วมและระบบชลประทานอย่างไร

แต่การไปฟ้องร้องเพื่อไปล้มรัฐบาลที่ต้องการทำโครงการนี้เป็นเรื่องการเมือง ไม่ได้คิดทำเพื่อประชาชน จุดมุ่งหมายของสมาคมควรให้ชัดเจนตามชื่อ มิฉะนั้น ก็จะกลายเป็นแค่หน้ากากรูปโลก

ทีมวิเคราะห์ประเมินว่าโครงการนี้ ได้ทำ แต่คงอีกนาน อาจเสร็จช้ากว่า รถไฟความเร็วสูง ถ้าน้ำท่วมอีกรอบ ก็หาคนฟ้องกันเองก็แล้วกัน



เรื่องข้าว

กระทรวงพาณิชย์แม้เปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการไปแล้วแต่เรื่องข้าวก็ยังเป็นเรื่องใหญ่เหมือนเดิม ในทางการเมืองการจำนำข้าวยังเป็นจุดอ่อนที่ฝ่ายตรงข้ามเข้าโจมตี เริ่มตั้งแต่ขาดทุน รับจำนำแพงไป แม้สองปัญหานี้เริ่มมีคนเข้าใจมากขึ้นว่านี่คือการช่วยเหลือ เรื่องราคาการรับจำนำควรยืนยันราคาตามฤดูกาลล่วงหน้าอย่างเหมาะสมและกำหนดวงเงินรับจำนำต่อราย ต่อปี แต่การโจมตียังพุ่งเข้ามาใส่เรื่องข้าวมีพิษ ถึงตรงนี้ต้องสรุปแล้วว่าฝ่ายตรงข้ามทำได้ทุกอย่างแม้แต่การทำลายผลประโยชน์ของชาติ สร้างความหวั่นวิตกให้ประชาชน จะมองว่าเป็นการอับจนปัญญา หรือเสียสติไปก็ได้

ดังนั้น ปัญหาที่อยู่ตรงหน้าและยังเป็นจุดอ่อนคือการเก็บรักษา และการขายข้าวที่อยู่ในสต็อก

ทำอย่างไรให้คนยอมรับว่าการค้าขายบริสุทธิ์ยุติธรรม เรื่องขาดทุนต้องขาดทุนอยู่แล้วเพราะซื้อมาแพงแล้วขายถูก ถ้าสามารถกระจายให้พ่อค้าข้าวหลายๆ รายซึ่งมีลูกค้าอยู่ในมือน่าจะทำให้การกระจายข้าวออกไปต่างประเทศอย่างรวดเร็ว



ในน้ำมีกับดักในนามีทุ่นระเบิด

ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลก็ต้องคิดนโยบาย และพยายามทำให้ได้

ความแตกต่างอยู่ที่จุดยืน และความฉลาด

แต่วันนี้จะต้องศึกษาเส้นทางเดินที่จะไปสู่ความสำเร็จให้ดี เพราะจะมีคนวางกับดักไว้ทุกจุด

การต่อสู้ตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบันสรุปได้ว่า มีตัวอิจฉาที่สามารถทำร้ายนางเอกได้ทุกรูปแบบ

และทุกกลุ่มล้วนใส่หน้ากากอำพรางความโหดร้ายไว้ข้างใน
41  หมวดหลัก / รายงานและบทความเชิงลึก / จับท่าที "บิ๊กเจี๊ยบ ไม้แก่" กับเสียง "บิ๊กตู่" "ขอให้มั่นใจในตัวผม" และห้องทำงาน "บิ๊กปู" เมื่อ: 25 กรกฎาคม 2013, 08:02:41
สภากลาโหม-สภา มช. กับแผนกองทัพ พา "แม้ว" กลับบ้าน จับท่าที "บิ๊กเจี๊ยบ ไม้แก่" กับเสียง "บิ๊กตู่" "ขอให้มั่นใจในตัวผม" และห้องทำงาน "บิ๊กปู"

นี่ถ้าไม่มีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง บิ๊กอ๊อด พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมช.กลาโหม กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เวลานี้ถูกเรียกกันติดปากแล้วว่า คลิปถั่งเช่า หลุดออกมา

ป่านนี้ กระทรวงกลาโหม และกองทัพ ก็คงจะแฮปปี้ชื่นมื่นกับ รมว.กลาโหมหญิงคนแรก แถมเป็นนายกรัฐมนตรีหญิง สวยเสียด้วย ไปแล้ว

เพราะมีการประดับรูปบิ๊กปู น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ตามหน่วยทหารกันครบหมดแล้ว โดยเฉพาะหน่วยใน ทบ. รวมทั้งการเตรียมพร้อมรับการมาตรวจเยี่ยมเหล่าทัพของ รมว.กลาโหมหญิง แล้วด้วย

ฝ่าย พล.อ.ยุทธศักดิ์ ที่เพิ่งเข้าทำงานที่กลาโหม ในฐานะ รมช.กลาโหม วันแรก เมื่อ 5 กรกฎาคม ทั้งปลัดกลาโหม ผบ.สส. ผบ.เหล่าทัพ มาร่วมยินดีกันพร้อมหน้า บรรยากาศชื่นมื่น แต่วันรุ่งขึ้นทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เมื่อคลิปถูกปล่อยออก

แถมเป็นคลิปที่สนทนากันเรื่องความลับทุกอย่าง หลุดให้คนทั้งประเทศได้ฟัง ก็ทำให้เกิดความตึงเครียดขึ้นมาแทน เบื้องหน้าเบื้องหลัง ที่มาที่ไปของคลิปนี้ โดยเฉพาะเนื้อหากลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ โดยเฉพาะในกองทัพแบบทั่วทุกหัวระแหง

จนทำให้บิ๊กอ๊อด ได้ฉายา นายพลถั่งเช่าบ้าง หนูแก่บ้าง เพราะเปรียบเทียบตัวเองเป็นหนูที่จะช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เขาเรียกว่า เจ้านาย เปรียบเป็น ราชสีห์ เพื่อกลับบ้าน

จนร่ำลือกันว่า หรือกระทรวงปืนใหญ่แห่งนี้จะอาถรรพณ์...

โดยเฉพาะตัว พล.อ.ยุทธศักดิ์ ที่ถูกกดดันให้ต้องลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบ แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ให้โอกาสในการทำงานต่อไป

พร้อมแสดงความรู้สึกว่า "สงสาร"



น.ส.ยิ่งลักษณ์ เองก็พยายามลดบรรยากาศตึงเครียดระหว่าง ผบ.สส. ผบ.เหล่าทัพ กับ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ด้วยรอยยิ้มหวาน ในวันที่เธอเข้ากลาโหมวันแรก เมื่อ 11 กรกฎาคม เพราะมีการรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน พร้อมตบท้ายดับร้อนด้วยไอติมน้ำมะพร้าว

แม้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะขอยกเลิกมื้อเที่ยงกับ ผบ.เหล่าทัพ ที่ บก.ทัพไทย 16 กรกฎาคม เพราะว่าเพิ่งทานข้าวด้วยกัน ในวันเข้ากลาโหม และพบ ผบ.สส. ผบ.เหล่าทัพ ในงานรับเสด็จฯ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เสด็จฯ เปิดนิทรรศการโครงการพระราชดำริเฉลิมพระเกียรติ ที่ศูนย์ราชการ เมื่อ 13 กรกฎาคม แล้วก็ตาม

แต่เธอก็วางแผนที่จะไปเยี่ยมทุกเหล่าทัพ ราวกลางเดือนสิงหาคมนี้ หลังจากที่กลับจากการเยือนต่างประเทศ โดยจะไปที่ บก.กองทัพไทย ของ พล.อ.ธนะศักดิ์ ก่อน โดยจะทานข้าวเที่ยงกับ ผบ.เหล่าทัพด้วย จากนั้นบ่ายวันเดียวกันก็จะไปเยี่ยมกองทัพอากาศ ส่วนอีกวันหนึ่งจะไปเยี่ยมกองทัพบก แล้วตอนบ่ายไปเยี่ยมกองทัพเรือ เพื่อที่จะกระชับสัมพันธ์ กลบรอยร้าวจากคลิป ให้แน่นแฟ้นตามเดิม

แต่ก็ต้องยอมรับว่า ความรู้สึกที่ ผบ.เหล่าทัพ มีต่อ "พี่อ๊อด" คนนี้ ย่อมเปลี่ยนไป ทั้งบิ๊กจิน พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. ที่ถูกบิ๊กอ๊อดพาดพิงในเรื่องสายสัมพันธ์อำมาตย์ กับ บิ๊กต๋อย พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข องคมนตรีและอดีต ผบ.ทอ.

โดยเฉพาะ บิ๊กเจี๊ยบ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.สส. ที่ถูก พล.อ.ยุทธศักดิ์ แฉในคลิป ด้วยการวิเคราะห์ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ฟังว่า "เมื่อก่อนพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง" แต่หลังไปพบนายกฯ ปู ที่ทำเนียบ 20 มิถุนายน ก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว โดยเฉพาะยังประชดประชัน เรื่อง "เชื่อแต่คุณแม่" อีกด้วย

จนทำให้ พล.อ.ธนะศักดิ์ ต้องออกตัวว่า ไม่มีอะไรมาเปลี่ยนผมได้ เพราะอายุจะ 60 แล้ว เปรียบเสมือนไม้แก่ พร้อมระบุว่า ต่อให้มาพูดอยู่ตรงหน้าก็ไม่โกรธ เพราะไม่ได้สนใจ ไม่ได้ใส่ใจอะไร



แม้ พล.อ.ธนะศักดิ์ จะไม่ได้คุมกำลังรบ แต่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ต้องเล็ง "กลืน" เพราะ 1.เขาเป็นทหารเสือราชินีพันธุ์แท้ และ 2.เป็นผู้นำสูงสุดของกองทัพ ของ ผบ.เหล่าทัพ และ 3.เขาเป็น 1 ใน 9 สมาชิกสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือที่เรียกว่า "สภา มช."

อย่าลืมว่า จากบทสนทนา แผนในการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม หรือ พ.ร.บ.ปรองดอง ที่จะล้างผิดทั้งทหาร ผู้ชุมนุม และคาดว่าจะรวมเลยไปถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยนั้น จะนำเข้าสภากลาโหม แล้วจะไปเข้าสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช.

โดย พล.อ.ยุทธศักดิ์ ระบุว่า จะนำร่าง พ.ร.บ. นี้ ให้ ผบ.เหล่าทัพ อ่านกันก่อน แล้วจะนำเข้าสภากลาโหม ท่ามกลางความฉงนว่า สภากลาโหม ไม่ได้อยู่ในขั้นตอนการออก พ.ร.บ. หรือ พ.ร.ก. ใดๆ มาก่อนเลย จึงไม่น่าจะนำเข้าพิจารณาได้

แต่ บิ๊กเล็ก พล.อ.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน ปลัดกลาโหม ยืนยันว่า ตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมปี 2551 แล้ว หากไม่เข้าข่าย 1 ใน 5 ข้อ ที่เกี่ยวกับการทหาร การระดมสรรพกำลัง การปกครองบังคับบัญชาทางทหาร งบประมาณหรือการแบ่งงบฯ ทหาร หรือร่าง กม.ที่เกี่ยวกับทหาร แล้ว ก็สามารถใช้ตามข้อ 6 คือ ให้ รมว.กลาโหม เป็นผู้นำเสนอต่อสภากลาโหมได้

ด้วยเพราะหากจะตีความแบบครอบจักรวาลกันแล้ว เนื้อหาของ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมนี้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงได้เลยทีเดียว เพราะเพื่อให้เกิดความสงบสุขในบ้านเมือง แต่ก็คงจะถูกโจมตีอย่างหนัก ว่าเป็นการตะแบง



มีรายงานว่า ตามแผนที่ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ตั้งใจไว้คือ เมื่อหารือแบบนอกรอบกับ ผบ.เหล่าทัพ ซึ่งเชื่อว่า ทั้ง พล.อ.ธนะศักดิ์ พล.อ.ประยุทธ์ รวมทั้ง บิ๊กหรุ่น พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผบ.ทร. และ บิ๊กจิน พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. ไม่มีปัญหา แล้วก็จะนำเข้าสภากลาโหม ที่มีสมาชิก 36 คน ที่เป็นปลัดกลาโหม ผบ.สส. ผบ.ทุกเหล่าทัพ พร้อมห้าเสือ และบิ๊กๆ ในกลาโหม ที่หากผ่านแล้ว ก็จะนำเข้าสู่สภา มช. แล้วมีผลบังคับใช้ได้เลย

โดยสภา มช. นี้มีทั้งหมด 9 คน คือ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง เป็นรองประธาน และมี รมว.กลาโหม รมว.คลัง รมว.ต่างประเทศ รมว.คมนาคม รมว.มหาดไทย และผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นสมาชิก และมี เลขาธิการ สมช. เป็นสมาชิกและเลขานุการ

จากบทสนทนาในคลิป ยังทำให้รู้ว่า เคยมีการหารือเรื่องแผนพา พ.ต.ท.ทักษิณ กลับบ้าน มากันบ้างแล้ว ในเมื่อทหารเป็นคนทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องระเห็จมาอยู่ต่างแดน ก็ต้องเป็นคนพาเขากลับ จึงทำให้ ผบ.เหล่าทัพ โดยเฉพาะ พล.อ.ธนะศักดิ์ ผบ.สส. และ บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ถูกตั้งคำถาม ถึงการซูเอี๋ยและร่วมแผนพาทักษิณกลับบ้าน

แน่นอนว่า ทั้ง พล.อ.ธนะศักดิ์ และ พล.อ.ประยุทธ์ 2 ทหารเสือ ที่เป็นเพื่อน ตท.12 ด้วยกัน ตอบเหมือนกันว่า ต้องไปเคลียร์กับศาล และต้องไปพูดกับกระทรวงยุติธรรม ราวกับจะบ่งบอกว่า ต้องปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมือง

แต่จากคลิป พล.อ.ยุทธศักดิ์ ได้ระบุว่า ทั้ง ป๋าเปรม พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่เขาวางแผนจะไปพบ และ พล.อ.ประยุทธ์ ผบ.ทบ. นั้น ต้องการให้มีหลักฐานยืนยันว่า เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาแล้วจะเลิกเล่นการเมือง ไม่แก้แค้น

นั่นย่อมหมายถึง การยอมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับ ด้วยวิธีการต่างๆ ที่เตรียมการไว้



"ไม่เคยพบคุณทักษิณ" พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยัน แต่แย้มว่า "แต่อาจมีคนเอาชื่อไปอ้าง"

"ถามว่า มาพบผม มาคุยกับผมแล้ว ผมจะไปช่วยอะไรท่านได้" พล.อ.ประยุทธ์ เปรย

ดังนั้น ไม่ว่าใครจะวิจารณ์ วิเคราะห์ หรือปล่อยข่าวโจมตี ดิสเครดิตออกมาอย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันคือ "ขอให้เชื่อผม และมั่นใจในตัวผม"

ด้วยเพราะ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายทหารที่ไม่เคยห่วงว่าตนเองจะถูกโยกย้ายอะไรหรือไม่ แต่ต้องการให้ชาติบ้านเมืองสงบสุข ไม่อยากให้ประชาชนแตกแยกเป็นสี เป็นขั้ว และไม่อยากเห็นประชาชนต้องบาดเจ็บล้มตายกันในวันข้างหน้าอีกเท่านั้น

แต่ทว่า ประโยคของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในคลิปที่ระบุว่า "ไว้ใจตู่มาก" นั้น ได้ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ถูกสงสัยและจับตามองว่า เขาได้เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ

แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะออกตัวว่า อาจเป็นเพราะตัวเขาเองได้ทำหน้าที่ของทหารของกองทัพได้อย่างเป็นที่น่าพอใจ "ไม่ได้มาพอใจ เพราะเรื่องส่วนตัวอะไร" ก็ตาม

แต่ทว่า พล.อ.ยุทธศักดิ์ นั้นสนิทกับ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะตอนตกกระป๋องเป็นแค่ที่ปรึกษานายกฯ ก็มี พล.อ.ประยุทธ์ ดูแล และชวนลงใต้ด้วยกันทุกสัปดาห์ ดังนั้น บิ๊กอ๊อด มีอะไรก็คุยกับ พล.อ.ประยุทธ์ ทุกเรื่อง ขนาดหลังคลิปหลุดก็โทร.หา พล.อ.ประยุทธ์ ก่อน แถมยังแอบแว้บมาที่ บก.ทบ. ถกปัญหากับบิ๊กตู่ ด้วยเสมอๆ

แต่สิ่งหนึ่งที่คลิปนี้ยังคงคา คือ ที่มา และการหลุดออกมา ไม่ว่าจะมีข้อสันนิษฐานที่ว่า เพราะฝีมือนักข่าวที่บังเอิญได้ยินเสียงสนทนานี้ เพราะ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ที่นั่งคุยอยู่กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ลืมกดปุ่มวางสาย

หรือจะเป็นเพราะ พระสยามเทวาธิราชมีจริง จึงดลบันดาลให้คลิปหลุด ทำให้แผนจับมือกองทัพพาทักษิณกลับบ้าน ถูกเปิดออกมา ที่อาจจะทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องอ้อมโลกไปอีกครั้งก็เป็นได้

หรือว่า พล.อ.ยุทธศักดิ์ จะจงใจอัดเทปไว้เอง เพื่อจะนำคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ยืนยันว่าจะเลิกเล่นการเมือง และไม่แก้แค้น เมื่อกลับเมืองไทย มาเป็นหลักฐาน เวลาไปเจรจากับป๋าเปรม หรือให้ พล.อ.ประยุทธ์ ฟังก็ตาม แต่ทว่าก็เกิดอุบัติเหตุ หลุดออกมาระหว่างทางที่ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ให้ลูกน้องเอาคลิปเสียงไปตัด เพื่อเอาเฉพาะช่วงที่ต้องการเท่านั้น หรือว่าเอาไปเปิดให้ใครฟังแล้ว ถูกหลุด จนหลุดไปสู่บุคคลที่ 3

แต่ก็เกิดคำถามอยู่ว่า พล.อ.ยุทธศักดิ์ จะกดอัดเทป จากโทรศัพท์มือถือเป็นหรือไม่ หรืออาจจะฝึกแล้วก่อนไปฮ่องกง เพราะจะต้องการไปอัดเสียง

อย่างไรก็ตาม ผลพวงจากคลิปนี้ นอกจากทำให้ต่อจากนี้ การประชุมทางทหาร โดยเฉพาะวงเล็ก จะห้ามไม่ให้นำโทรศัพท์มือถือเข้ามาด้วย ซึ่งเป็นมาตรการที่ บิ๊กโอ๋ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต เคยใช้ตอนเป็น รมว.กลาโหม ขอให้ ผบ.เหล่าทัพ และบิ๊กๆ นำมือถือไว้นอกห้องประชุม

เนื่องจากก่อนหน้านี้ พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกลาโหม ที่ถูกบิ๊กโอ๋ สั่งย้ายฟ้าผ่า แอบใช้ไอโฟนอัดเสียงตอนประชุมโยกย้ายทหารเอาไว้ไปฟ้องศาลแล้ว



ความหวาดระแวงในกระทรวงกลาโหมเองก็จะมีมากขึ้น เนื่องจาก พล.อ.ยุทธศักดิ์ ให้สัมภาษณ์แสดงความกังขาว่า การที่คลิปถูกปล่อยออกมานี้ เพราะมีคนไม่อยากให้ตนเองมาเป็น รมว.กลาโหม

มีการปล่อยข่าวเรื่อง บิ๊กอ๊อด จะไปใช้ห้องทำงาน รมว.กลาโหม มาเป็นห้องทำงานของ รมช.กลาโหม รวมทั้งการบอกว่าตนเองสั่งให้ตรวจว่า ห้องทำงาน รมว.กลาโหม ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีการแอบติดเครื่องดักฟังไว้หรือไม่ ด้วย

ที่ถือว่า เป็นการทิ้งระเบิดใส่บ้านตัวเอง ของ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ที่หวาดระแวงทหารในกลาโหม ที่อาจจะอยากให้ พล.อ.อ.สุกำพล ที่หลุดเก้าอี้ไปอย่างไม่รู้ตัว นั่งเป็น รมว.กลาโหม ต่อไป

ในขณะที่ พล.อ.อ.สุกำพล ปฏิเสธว่า ไม่เคยรู้เรื่อง เรื่องคลิป และไม่เคยคิดแม้แต่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องในกลาโหมอีก

ผลพวงของคลิป ที่แม้นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม จะให้ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ทำงานต่อ และเชื่อว่า ผบ.เหล่าทัพ จะไม่หวาดระแวง "เพราะถ้าหวาดระแวง ก็คงหวาดระแวงไปนานแล้ว" แต่ทว่า ตัว พล.อ.ยุทธศักดิ์ เอง กลับต้องอยู่อย่างหวาดระแวง

ด้วยเพราะในเวลานี้ นายทหารฝ่ายเสนาธิการของ รมว.กลาโหม นั้นยังคงเป็นชุดเดิม สมัย พล.อ.อ.สุกำพล เป็น รมว.กลาโหมอยู่ ที่คาดว่าในการโยกย้ายเดือนกันยายนนี้ ถ้าอยู่ถึง พล.อ.ยุทธศักดิ์ ก็จะต้องล้างบางทีมงานหน้าห้อง รมว.กลาโหม ใหม่หมด

รวมทั้งตั้งนายทหารที่ไว้วางใจใกล้ชิดสนิทสนม มาทำงานหน้าห้อง รมช.กลาโหมด้วย

โดยมีรายงานว่า บิ๊กอ๊อด จะให้ บิ๊กเจี๊ยบ พล.ท.ดิฏฐพร ศศสมิต อดีตโฆษก กอ.รมน. จาก ตท.13 มาเป็นหัวหน้าคณะนายทหารฝ่าย เสธ.ประจำ รมช.กลาโหม ติดยศพลเอก แล้วให้น้องรักอย่าง บิ๊กอู๊ด พล.อ.วิทวัส รัชตะนันทน์ อดีตรองปลัดกลาโหม แกนนำ ตท.11 ที่เกษียณไปแล้ว มาเป็นหัวหน้าสำนักงาน ดูแลงานให้

เพราะแม้ในเรื่องข้อกฎหมาย และจะดึง บิ๊กจง พล.อ.จงศักดิ์ พานิชกุล แกนนำ ตท.9 มาช่วยอีกแรงด้วย

ส่วนหน้าห้อง รมว.กลาโหม นั้น มีรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ขอให้ บิ๊กโอ๋ หรือ โอ๋เล็ก พล.อ.พฤณท์ สุวรรณทัต รมช.คมนาคม เพื่อน ตท.10 ของ พ.ต.ท.ทักษิณ และสนิทสนมกับ โอ๊ค พานทองแท้ ชินวัตร อย่างมาก มาจัดทีมหน้าห้องให้

โดยจะมี ตท.10 มาช่วยดูแลงานให้ และคาดว่าจะให้ บิ๊กกุ้ง พล.อ.วรวิทย์ ชินะนาวิน แกนนำ ตท.10 ที่เคยเป็นเลขาฯ รมว.กลาโหม ยุค พล.อ.อ.สุกำพล มาเป็น เลขาฯ รมว.กลาโหม ให้อีกครั้ง



หลังจากที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ฝ่าม็อบเข้ากระทรวงกลาโหมได้อย่างไม่เสียฤกษ์เสียเคล็ด 11-11 ทางด้านประตูหน้ากระทรวง เมื่อ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา เข้าสู่พิธีสวนสนามต้อนรับ มี ผบ.เหล่าทัพมาต้อนรับอย่างพร้อมหน้า ได้แล้วก็ตาม

แต่วันนั้น เธอก็ไม่ได้ไหว้ศาลหลักเมือง ตามกำหนด เพราะมีม็อบไปดักรอ แต่ก็ได้ไหว้ศาลเจ้าพ่อหอกลอง และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในกระทรวงกลาโหม ครบหมด

แต่ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ประทับใจคือ ห้องทำงานของ รมว.กลาโหม ที่ชั้น 2 อาคารศาลาว่าการกลาโหม อันเก่าแก่กว่า 120 ปี ที่เพิ่งมีการทาสีตึกใหม่พอดีนั้น สวยงามมาก ถึงขั้นที่เธอเอ่ยปากชม โดยเฉพาะเมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง จะเห็นวัดพระแก้ว จึงถือว่าเป็นทั้งห้องทำงานที่สวยงามและศักดิ์สิทธิ์ หรือขลังมาก

แต่เสียดายที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่มีเวลาจะมานั่งทำงานที่กลาโหมนี่บ่อยๆ เพราะติดภารกิจนายกรัฐมนตรี แต่จะเข้ามาอย่างน้อยเดือนละ 1-2 ครั้ง ครั้งหนึ่งก็คือต้องประชุมสภากลาโหม ทุกเดือน โดยเริ่มครั้งแรก 26 กรกฎาคมนี้ก่อน

แต่นายกฯ ปู ก็ขอให้ห้องทำงานของ รมว.กลาโหม หญิง ใช้ดอกไม้สดในการประดับ ไม่ใช้ดอกไม้ปลอม หรือดอกไม้พลาสติกเช่นที่ผ่านมา เพื่อให้ดูสดชื่น

พร้อมรีเควสต์ขอทหารหญิงมาช่วยดูแลเวลาเธอเข้ากระทรวงด้วย



กระนั้น ผลพวงของคลิปก็คงจะไม่จบง่ายๆ เพราะฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังคงเกาะติด อีกทั้งเกี่ยวโยงกับแผนการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ดังนั้น กระแสที่ยังจะถาโถมใส่ทั้งรัฐบาลและ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ที่พยายามเก็บเนื้อเก็บตัว แต่เข้าทำงานที่กลาโหมทุกวัน แต่บางครั้งก็ไปอยู่รังเก่าที่สำนักงานคณะกรรมการโอลิมปิคฯ ตรงข้ามบ้านป๋าเปรม แต่ทว่า ก็ยังไม่กล้าที่จะขอเข้าพบ พล.อ.เปรม ในช่วงเวลานี้

ที่สำคัญมีทหารแตงโม ทหารในสายพรรคเพื่อไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยเฉพาะ ตท.10 ก็ยังรอที่จะเสียบเป็น รมช.กลาโหม แทน หาก พล.อ.ยุทธศักดิ์ ลาออก หรืออาจปรับ ครม. อีกครั้ง

จึงมีชื่อของทั้ง พล.อ.พฤณท์ พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี แห่ง ตท.10 และ บิ๊กอ๊อด พล.อ.พิศาล วัฒนะวงษ์คีรี อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 แกนนำ ตท.9 น้องรัก พ.ต.ท.ทักษิณ รวมทั้ง พล.อ.สมชาย วิษณุวงศ์ แกนนำ ตท.5 เพื่อนรัก บิ๊กตุ้ย พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร แต่ทว่า ใกล้ชิดบ้านจันทร์ส่องหล้า และสาย เจ๊ ด.

หรือแม้แต่ข่าวบางกระแสที่ว่า เหตุผลหนึ่งที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ควบ รมว.กลาโหม ที่นอกจากจะมาเพื่อดูแล เอาใจกองทัพ เพื่อที่ ผบ.เหล่าทัพ จะได้ร่วมหนุนแผนพาพี่ชายของเธอกลับบ้าน แล้วนั้น ยังเป็นเพราะเธอควบไว้รอบิ๊กทหารบางคน

คนแรกของ พล.อ.ทนงศักดิ์ ที่กำลังจะเกษียณจากปลัดกลาโหม กันยายนนี้ อย่าลืมว่า เขาถูกมองเป็นทหารแตงโม เพราะตอนมาเป็นปลัดกลาโหม เมื่อโยกย้ายปีที่แล้ว พล.อ.อ.สุกำพล ก็ต้องล็อบบี้ ผบ.เหล่าทัพ ให้ พล.อ.ทนงศักดิ์ ข้ามจาก ผช.ผบ.ทบ. มา จนทำให้เกิดความขัดแย้งกับ พล.อ.เสถียร จนต้องมีการย้ายฟ้าผ่า

ที่สำคัญ พล.อ.ทนงศักดิ์ นั้นเป็นเครือญาติของ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ภาคเหนือ และถูกจัดให้เป็นนายทหารในสาย เจ๊ ด. เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ อีกคน ที่จะส่งเข้าชิงเก้าอี้ รมว.กลาโหม หรือแม้แต่ รมช.กลาโหม

"ไม่เอา ผมไม่ยุ่งแล้ว เกษียณแล้วก็เกษียณเลย" พล.อ.ทนงศักดิ์ ออกตัว

ส่วนอีกคนคือ พล.อ.ประยุทธ์ ผบ.ทบ. ที่จะเกษียณกันยายน ปี 2557 ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อาจจะโปรยยาหอม เช่นที่พรรคการเมืองต่างๆ มักใช้เก้าอี้ รมว.กลาโหม นี้ล่อใจทหารให้สวามิภักดิ์

จึงร่ำลือกันว่า หาก พล.อ.ประยุทธ์ เกษียณ ก็อาจจะได้รับการประเคนเก้าอี้ รมว.กลาโหม ให้ เพราะตอนนี้ เมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ควบ รมว.กลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ ก็ถูกมองเป็น รมว.กลาโหม เงาอยู่แล้ว เพราะเหตุที่นายกฯ หญิงไว้วางใจ และเป็นที่ปรึกษาส่วนตัว ในเรื่องความมั่นคงมาตลอด

อย่าลืมด้วยว่า ในคลิป พล.อ.ยุทธศักดิ์ อ้างว่า ได้คุยกับทั้ง ผบ.สส. ผบ.ทบ. แล้วว่า เมื่อเขาพาเจ้านายกลับบ้านได้แล้ว บ้านเมืองสงบ หลังเกษียณปี 2557 พวกลื้อจะได้มีงานสำคัญทำ

แต่ทว่า กว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะเกษียณ อายุราชการก็เหลืออีกไม่ถึงปี พล.อ.ประยุทธ์ อาจไม่สนใจก็เป็นได้ อีกทั้งเป้าหมายในชีวิตของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่น่าจะหวังเป็น รมว.กลาโหม แต่ต้องการที่จะรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท ในฐานะทหารเสือ และทหารที่มีความจงรักภักดีอย่างยิ่งมากกว่า

ว่ากันว่า หลังปรากฏการณ์คลิปประวัติศาสตร์นี้หลุดออกมา ปฏิบัติการแย่งชิงอำนาจอำมาตย์ขยับ และกลยุทธ์ ลับ ลวง พราง จะกลับมาเข้มข้นอีกครั้งหนึ่ง

โปรดรอดูชม...
42  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / ข้าวคุณธรรม คุณธรรม "คนค้นฅน" เมื่อ: 25 กรกฎาคม 2013, 08:00:59
ข้าวคุณธรรม คุณธรรม "คนค้นฅน"

ในระหว่างที่สถานการณ์ การเกาะติด-ตรวจสอบ โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ซึ่งกำลังยกระดับ แตกประเด็นออกไปสู่ความกังวลเรื่อง "ข้าวเน่า" รวมถึง การจัดการข้าวค้างสต๊อกจำนวนมหาศาลที่ยังระบายขายออกไปต่างประเทศไม่ได้นั้น

ชื่อของ เช็ค-สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ พิธีกรรายการโทรทัศน์ "คนค้นฅน" ก็ถูกสปอตไลต์ทุกดวงส่องเข้าหา

หลังจากเขาโพสต์ข้อความ 2 ย่อหน้าส่งข้อมูลเข้าสู่เครือข่ายสังคมออนไลน์ ซึ่งมีทั้งประเด็นโจมตีกลุ่มโรงสีในสังกัดพรรคเพื่อไทย, แฉแผนการหมุนเวียนข้าวค้างสต๊อกออกมาขาย, การใช้สารรมข้าวที่มีพิษรุนแรงขนาด หนูตายภายใน 5 นาที

รวมถึงการระบุชื่อข้าวถุงหลายยี่ห้อว่า ... ห้ามกิน

แรงกระเพื่อมจากข้อความ 2 ย่อหน้าดังกล่าวก่อปฏิกิริยาลูกโซ่มหาศาล ตั้งแต่รัฐบาล กระทรวงพาณิชย์ ภาคธุรกิจส่งออกข้าวไทย กลุ่มผู้ค้าข้าวบรรจุถุง ฯลฯ

ไม่ว่าจะด้วยเจตนาบริสุทธิ์ หรือเพราะ "มือพลาดไป" ก็ตาม ผลสั่นสะเทือนตามมากลายเป็นมรสุมที่หนักน่วง รุนแรง พร้อมกับคำถามมากมาย

โดยเฉพาะข้อคลางแคลงใจต่อตัว เช็ค-สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ ที่นอกจากจะเป็นที่รู้จักในฐานะพิธีกรรายการโทรทัศน์ "คนค้นฅน" แล้ว เขายังมีตำแหน่งบรรณาธิการอำนวยการนิตยสาร ค.คน และยังมีตำแหน่งเป็น กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีวีบูรพา

เป็น เช็ค-สุทธิพงษ์ แห่งทีวีบูรพาที่ผลิตรายการคุณภาพอย่าง คนค้นฅน, กบนอกกะลา, สนับสนุนและช่วยจำหน่าย "ข้าวคุณธรรม" จนแทบจะเป็นภาพแทน "คนดีของสังคม" เลยก็ว่าได้

เกิดอะไรขึ้นกับหลักคิด คุณธรรม ตลอดจนแนวทางของ "คนดีๆ" ในท่ามกลางกระแสความขัดแย้งทางความคิดในสังคมไทยปัจจุบันกันแน่



1วัน หลังจากเกิดกรณีการโพสต์ข้อความ ซึ่งถูกส่งต่อลามออกไปในเครือข่ายสังคมออนไลน์ พร้อมกับปฏิกิริยาที่บ้างตื่นตระหนกตามข้อมูลนั้น

บ้างก็ออกมาตอบโต้โจมตีการให้ข้อมูลของ เช็ค-สุทธิพงษ์ ที่ดำรงสถานะเป็น "สื่อ" แต่กลับนำเสนอข้อมูลที่ไม่มีหลักฐานข้อเท็จจริงมายืนยันประเด็นที่กล่าวถึง "ข้าวเน่า" และอันตรายจากการบริโภคข้าว

เช็ค-สุทธิพงษ์ นัดหมายสื่อมวลชนแขนงต่างๆ เพื่อชี้แจงเหตุการณ์ดังกล่าว ด้วยท่าทีที่นิ่งขรึม และเคร่งเครียด

สาระสำคัญในการแถลงข่าววันนั้น เขายอมรับว่าเป็นผู้โพสต์ข้อความดังกล่าว ซึ่งได้รับจากการ ส่งต่อ/ฟอร์เวิร์ดกันมา ก่อนจะย้ำว่า พยายามลบข้อความโดยเร็ว แต่ก็มีผู้นำไปขยายผล จนเบี่ยงเบนเจตนารมณ์ และทำให้เขากลายเป็น "เหยื่อ" ทั้งที่ไม่มีเป้าหมายในด้านการเมือง หรือต้องการดิสเครดิตผู้ผลิตข้าวถุงรายใด

ทั้งได้ยกประเด็นเรื่องหลักธรรมทางพุทธศาสนามาอธิบายปรากฏการณ์ที่เป็นไป

อย่างไรก็ตาม คำชี้แจงที่ เช็ค-สุทธิพงษ์ แถลงในวันนั้น รวมถึงต้นทุนทางสังคมของการเป็น "คนดี" ยังไม่เพียงพอที่จะรับมือกับความไม่พอใจของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสื่อสารผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ของเขา

เพราะในเวลาต่อมา นายสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ผู้ผลิตข้าวตราฉัตร ให้สัมภาษณ์ว่า กรณีนายสุมธิพงษ์ นำเสนอข้อมูลการใช้สารเคมีรมข้าว และทำให้หนูตายภายใน 5 นาทีนั้น

ทางบริษัทได้ออกหนังสือชี้แจงและเชิญนายสุทธิพงษ์ มาเยี่ยมชมกระบวนการผลิตข้าวถุงในโรงงาน แต่ไม่ได้รับการติดต่อกลับ ดังนั้น เพื่อแสดงท่าทีที่ชัดเจน และเป็นการกอบกู้ภาพลักษณ์ข้าวไทย ทางบริษัทจึงได้แจ้งความที่สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง ในข้อหาหมิ่นประมาท และผิดต่อพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์

ตามมาด้วยการฟ้องร้องดำเนินคดีในลักษณะเดียวกันโดยผู้เสียหายอีกรายหนึ่งนั่นคือ บริษัท เอเชีย อินเตอร์ไรซ์ จำกัด ผู้ผลิตข้าวตราเบญจรงค์

การตอบโต้ทางกฎหมายเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้นๆ เมื่อกระทรวงพาณิชย์ก็แสดงท่าทีว่า เรื่องนี้ "ยอมไม่ได้" เช่นเดียวกับ สมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย ซึ่งก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากเหตุการณ์ดังกล่าวก็เตรียมการฟ้องร้องดำเนินคดีกับนายสุทธิพงษ์ด้วยเช่นกัน

ท้ายที่สุด นายสุทธิพงษ์ ก็แสดงท่าทีว่า พร้อมที่จะรับผิดชอบ อีกทั้งร่วมแก้ไขสถานการณ์ที่ลุกลามออกไปมากขึ้นเรื่อย

นายสุทธิพงษ์ ยังได้ทำหนังสือพร้อมลงนาม ถึงนายกสมาคมข้าวถุงไทย ระบุว่า "ตามที่ได้เกิดกรณีโพสต์ข้อความซึ่งได้รับการส่งต่อกันมา จากกุศลเจตนาอันบริสุทธิ์ใจ แต่มีความสะเพร่าบกพร่องของกระผม โดยเฉพาะการพลั้งเผลอให้เกิดการเผยแพร่ออกไป โดยยังไม่ทันได้บอกกล่าวเจตนารมณ์ประกอบได้สมบูรณ์ครบถ้วน ซึ่งถึงแม้จะรีบดำเนินการแก้ไขลบทิ้ง ภายในเวลาอันรวดเร็ว แต่ก็ไม่เร็วที่พอจะไม่ให้มีผู้นำไปเผยแพร่ เพิ่มเติมความเห็นและบริบทส่วนตัว ทำให้เกิดการปรุงแต่งความเข้าใจ คลาดเคลื่อนไปจากเจตนาดั้งเดิม ก่อให้เกิดผลกระทบในทางไม่พึงประสงค์ดังที่ผ่านมานั้น

กระผมรู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และอยากขออภัยในสิ่งที่ตนได้เป็นส่วนหนึ่งของเหตุด้วยความจริงใจ"

หลังจากนั้นกระบวนการแก้เกม บรรเทาความเสียหายจึงดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

ไม่ว่าจะเป็นการออกมาสร้างความเชื่อมั่นต่อคุณภาพข้าวถุงสำหรับการบริโภค โดยหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชนผู้ประกอบการธุรกิจข้าวถุง

เช่นเดียวกับการเผยแพร่ข่าวสารเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ซื้อข้าวไทยในต่างประเทศ

ตัวนายสุทธิพงษ์เอง หลังจากเดินทางเข้าพบ นายยรรยง พวงราช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็ให้สัมภาษณ์ว่า ตนและบริษัท เจเอสแอล โกบอล มีเดีย ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบริษัททีวีบูรพา ยินดีที่จะใช้สื่อในเครือช่วยประชาสัมพันธ์ ลดผลกระทบ และเยียวยาปัญหาที่เกิดขึ้น



กรณีที่เกิดขึ้นกับ เช็ค-สุทธิพงษ์ ครั้งนี้มีแง่มุมและบทเรียนที่น่าสนใจศึกษาหลายประการ

ด้านหนึ่ง ในบทบาทของบุคคลที่มีสถานะทางสังคม เป็นที่รู้จักเชื่อถืออย่างกว้างขวาง และเป็นสื่อมวลชนด้วยนั้น จำเป็นต้องระมัดระวังในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร โดยตรวจสอบที่มาที่ไปอย่างรอบคอบ และปราศจาก "อคติ"

ด้านหนึ่ง การยึดมั่นในกรอบของการทำความดี เป็นคนดี มีคุณธรรม มีเจตนาดีที่ยิ่งใหญ่นั้น อาจเป็นต้นทุนทางสังคมที่ดีในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้เป็นเครื่องหมายรับประกันว่า จะไม่ตัดสินใจดำเนินการอะไรที่ผิดพลาด

กรณีของ เช็ค-สุทธิพงษ์ แม้จะมีเจตนาดีที่อยาก "เตือนภัย" สำหรับผู้บริโภคข้าว แต่เมื่อขาดความรอบด้านในเรื่องข้อมูล หรือการนำเสนอข้อมูลที่ดูเหมือนจะเชื่อมโยงไปที่เครือข่ายโรงสีของพรรครัฐบาล

นั่นกลับกลายเป็นหอกแหลมคมที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงตัวเองได้เช่นเดียวกัน

มีความพยายามเชื่อมโยงด้วยการตั้งคำถามว่า เหมาะสมหรือไม่ที่ เช็ค-สุทธิพงษ์ ออกมาโจมตีผู้ผลิตข้าวถุงหลายๆ ยี่ห้อ ในขณะเดียวกัน ตัวเขาและทีวีบูรพา ก็เป็นผู้จำหน่าย "ข้าวคุณธรรม" โดยใช้สื่อในเครือ โฆษณาประชาสัมพันธ์คุณสมบัติ สรรพคุณด้านต่างๆ อย่างเต็มที่

จริงอยู่ เจตนาที่ทีวีบูรพาต้องการส่งเสริมเกษตรกรผู้ทำนาข้าวแบบเกษตรอินทรีย์ในภาคอีสาน สร้างวิถีเกษตรทางเลือกที่เพิ่มมูลค่าให้กับข้าว มุ่งไปสู่ความยั่งยืนทางการผลิตที่ไม่จำเป็นต้องแข่งขันขายในตลาดเหมือนข้าวสารทั่วไปนั้น มีข้อดีและเป็นแนวทางที่มีกลุ่มเกษตรกรจำนวนหนึ่งเลือกเดิน

แต่ก็น่าแปลกใจที่ "ข้าวคุณธรรม" ที่โฆษณาผ่านรายการ "คนค้นฅน" เน้นย้ำความเหนือกว่าทั้งคุณภาพข้าว, ปลอดสารพิษ, ปลอดภัย 100% (โดยมี เช็ค-สุทธิพงษ์ เป็นพรีเซ็นเตอร์เองเสียด้วย) แถมยังใส่เรื่องราวของ "คุณธรรม" ในระดับที่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวล้วนมีคุณธรรม ถือศีล 5 ยึดวิถีพอเพียง ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ฯลฯ

จนคล้ายกับว่า หากมิใช่ "ข้าวคุณธรรม" ที่เป็นเกษตรอินทรีย์ ปลูกโดยเกษตรกรผู้เคร่งศีล แล้ว นั่นย่อมเป็น "ข้าว" ที่ยัง "ไม่ดีพอ"

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว การถือศีล มีคุณธรรม หรือเพาะปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ นั้นล้วนเป็น "ทางเลือก" ในขณะที่การทำนาข้าวเชิงปริมาณ ด้วยวิถีปกติธรรมดา ก็เป็นทางเลือกที่เกษตรกรส่วนใหญ่ปฏิบัติกันมานาน



บทเรียนครั้งล่าสุดของ เช็ค-สุทธิพงษ์ อาจถูกมองว่า ใกล้เคียงกับความปรารถนาดีของ "คนดี" หรือเครือข่ายผู้คิดดี ปฏิบัติดี จนบางครั้งเผลอลืมไปว่า การกระทำในนามของ "ความดี" นั้น อาจมีผลข้างเคียงที่กระทบกับผู้คนจำนวนมากได้ด้วยเช่นดียวกัน

แต่อย่างน้อย ปรากฏการณ์ครั้งนี้ ย่อมทำให้สังคมได้ฉุกคิดและตั้งสติในการตรวจสอบข้อมูลความรอบด้าน ก่อนที่จะนำเสนอ "เจตนารมณ์" ที่ดี ตามกรอบที่คิด ยึดติดเองว่านั่นคือ คุณธรรม-ความดี

เส้นทางในการ "ค้นคน" ยังมีมิติที่แตกต่างหลากหลาย ความหมายของ "ข้าวคุณธรรม" และนิยามที่เหมาะสมยังต้องใช้เวลาในการพิสูจน์กันต่อไป

ท่ามกลางความคิดเห็นที่แตกต่าง ไม่เฉพาะกลุ่มขั้วการเมือง ขั้วกีฬาสี เท่านั้น

แต่อาจรวมไปถึงขั้ว "คนดี" และขั้ว "คนอื่นๆ" ที่ยังต้องเผชิญหน้ากันต่อไปในสถานการณ์เช่นนี้ อีกนานเลยทีเดียว
43  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / ตรวจสูตร "นิรโทษกรรม" เปิด "สภา" ดัน "2 สเต็ป" ล้างผิด "ปชช." ก่อนลุย "สุดซอย" เมื่อ: 25 กรกฎาคม 2013, 07:34:48
ตรวจสูตร "นิรโทษกรรม" เปิด "สภา" ดัน "2 สเต็ป" ล้างผิด "ปชช." ก่อนลุย "สุดซอย"

หากไล่เรียง "ร่างกฎหมายร้อน" ในช่วงเปิดประชุมรัฐสภาสมัยสามัญทั่วไป ในเดือนสิงหาคมนี้ จะพบว่ามีการผลักดัน "ร่างกฎหมายนิรโทษกรรม" เข้าสู่ "สภาผู้แทนราษฎร" เพื่อเตรียมรอการพิจารณา

เมื่อ ร่าง 1 คือ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. ... โดยมี "วรชัย เหมะ" ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย พร้อมคณะเป็นผู้เสนอ จ่อคิวอยู่ในวาระการประชุมสภา เป็นลำดับแรก

เมื่อร่าง 1 คือ ร่าง พ.ร.บ.การปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. ... โดยมี "พีรพันธุ์ พาลุสุข" ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย พร้อมคณะ เป็นผู้เสนอ

ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับ "วรชัย" ได้รับการสนับสนุนจาก "มติ" ของ "พรรคเพื่อไทย" รวมทั้ง "พรรคร่วมรัฐบาล" ให้ "ลัดคิว" ขึ้นมาพิจารณาก่อนอยู่ในลำดับแรกของวาระการประชุม "สภาผู้แทนราษฎร"

โดยมีทั้งสิ้น 7 มาตรา สาระสำคัญอยู่ที่ มาตรา 3 และมาตรา 4 ให้ "ล้างผิด" แก่ "บุคคล" ที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมืองและไม่ได้เข้าร่วมชุมนุม นับแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2554

แต่ "มิให้" เป็นการ "ล้างผิด" ให้กับ "แกนนำ" ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ หรือสั่งการให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองในห้วงระยะเวลาดังกล่าว



ขณะที่ "ร่าง พ.ร.บ.การปรองดองแห่งชาติ" ภายใต้การถือ "ธงนำ" ของ "ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ซึ่งร่วมลงชื่อในลำดับที่ 9 จาก ส.ส. ทั้งหมด 163 คน

โดย "ร่าง พ.ร.บ.การปรองดองแห่งชาติ" มีทั้งสิ้น 5 มาตรา มีสาระสำคัญอยู่ในมาตรา 4 ให้การกระทำอันเกิดจากคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นอันระงับไป

นั่นหมายความว่า เหตุการณ์อันเกิดจาก "ความขัดแย้ง" ภายหลังการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อปี 2549 เป็นต้นไปจะถูก "เซ็ตซีโร่" หรือ "ยุติ" ลงด้วยการผลักดันของ "ฝ่ายนิติบัญญัติ"



ทั้งนี้ ในช่วงปิดสมัยประชุมรัฐสภา ตลอด 3 เดือนกว่า กระแสร้อนเรื่อง "นิรโทษกรรม" และ "ปรองดอง" ก็ไม่ได้ "จางหาย" ไป

เพราะหากย้อนไปเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2556 ในงานรำลึกครบรอบ 3 ปีเหตุการณ์สลายการชุมนุมทางการเมือง ที่บริเวณ "แยกราชประสงค์"

"ทักษิณ ชินวัตร" ประกาศผ่านการ "สไกป์" ถึง "ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม" ฉบับ "วรชัย" มายัง "มวลชนคนเสื้อแดง" โดยย้ำท่าทีว่า "แม้ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเป็นการขวางทักษิณไม่ให้กลับบ้าน เอาผู้บริสุทธิ์ติดคุกออกมาก่อน เอาเจ้าหน้าที่ระดับล่าง แต่ยกเว้นแกนนำ ซึ่งเป็นกฎหมายที่อาจจะถกเถียงหน่อย แต่ไม่เป็นไรขอให้พี่น้องออกมาเพราะความห่วงใยพี่น้องบริสุทธิ์ที่สู้ด้วยจิตบริสุทธิ์"

ท่าทีของ "ทักษิณ" ในการสไกป์ ยังคงยืนยันการล้างผิดให้กับ "ประชาชน" ก่อนว่า "ผมบอกวรชัยเอาเลยน้องให้ช่วยพี่น้อง ไม่ต้องห่วงผม ผมไม่กลับไม่เป็นไร"

กระทั่งใกล้เปิดสมัยประชุมรัฐสภา "อุณหภูมิ" การเมืองไทย ได้ "ระอุ" ขึ้น



อันมาจาก "คลิปลับ" ซึ่งเป็นเสียงสนทนาของ "ชาย 2 คน" คล้ายเสียงของ "พ.ต.ท.ทักษิณ" และ "พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา" รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม

บทสนทนาลับ เปิดเผยถึงขั้นตอนการผลักดัน "กฎหมาย" สำคัญ ซึ่งถูกคาดหมายว่าเป็นการ "นิรโทษกรรม" เข้าสู่ "สภากลาโหม" และ "สภาความมั่นคงแห่งชาติ"

หากจับคำยืนยันของ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ซึ่งชี้แจงผ่านคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ โดยปฏิเสธว่า ไม่เคยบอกว่าการนิรโทษกรรมจะต้องมาเคลียร์กับตนเอง แต่ต้องไปว่ากันในส่วนกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่กองทัพ

การตีความว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรมจะเข้าสู่ "สภากลาโหม" ได้หรือไม่ จึงยังต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 มาตรา 43(5) การพิจารณาร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการทหาร

เป็นผลให้ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะต้องเป็นผู้ตีความและนำเข้าสู่ "สภากลาโหม"

ถึงแม้จะยังไม่มีการผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เข้าสู่ "สภากลาโหม"

แต่เมื่อจับ "ปฏิกิริยา" ล่าสุดของ "ว่าที่ประธาน นปช." อย่าง "จตุพร พรหมพันธุ์" ก่อนที่ "รัฐสภา" จะเปิดสมัยประชุม

"จตุพร" ยังคงยืนกราน ในฐานะตัวแทน "มวลชนคนเสื้อแดง" โดยขอให้เปิดสภาโหวตรับหลักการ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับ "วรชัย เหมะ" ก่อนถกร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2557

นอกจากนี้ ยังเกิดความเคลื่อนไหวในการดัน "สูตรนิรโทษกรรม" ในส่วนของ "ภาคประชาชน" ผ่านการเรียกร้องของ "กลุ่มญาติวีรชน เม.ย.-พ.ค.53" นำโดย "พะเยาว์ อัคฮาค" และ "พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ"

โดย "ภาคประชาชน" กลุ่มนี้ ต้องการให้ "รัฐบาล" ผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับภาคประชาชน

ทำให้เกิดเสียงคัดค้านจาก "วรชัย" เพราะเห็นว่า ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม จาก "ภาคประชาชน" ไม่ได้ยกเว้นความผิดให้กับ "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ชุมนุม

รวมทั้งยังมีเสียงค้านจาก ส.ส.พรรคเพื่อไทย หากพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับภาคประชาชน จะยิ่งทำให้ "สถานการณ์การเมือง" เกิดความขัดแย้ง

เพราะเท่ากับเป็นการผลัก "ทหาร" ให้เกิดความระแวง "รัฐบาล" ยิ่งขึ้น ในสถานการณ์ที่ต้องการนำไปสู่ "การปรองดอง" บนภารกิจใหญ่ของ "พรรคเพื่อไทย"

และย่อมไม่เป็นไปตามเป้าประสงค์ของ "พรรคเพื่อไทย" ให้เรื่อง "นิรโทษกรรม" ต้องล่มลงซ้ำรอย "ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรองดองแห่งชาติ" ของ "พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน"



สูตรในการผลักดัน กฎหมายเกี่ยวด้วยกับการ "นิรโทษกรรม" ในช่วงเปิดประชุมรัฐสภา จึงน่าจะลงเอยด้วยการ "วางหมาก" ลุยโหวตรับหลักการในร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับ "วรชัย" ก่อน เป็น "ขั้นแรก"

เพราะก่อนหน้านี้ มีเสียงของ ส.ส. 1 ในแกนนำกลุ่ม 40 ส.ส. ที่ร่วมกันผลักดัน "ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม" ฉบับ "วรชัย" ประเมินถึงโอกาสในการพา "นายใหญ่" กลับประเทศ ต้องเกิดขึ้นภายหลัง "ล้างผิด" ให้กับ "ประชาชน" ที่ถูกคุมขังอยู่ใน "เรือนจำ" ก่อน

ไม่ว่า "ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม" ฉบับ "วรชัย" จะพิจารณาก่อนหรือหลัง "ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ"

แต่เมื่อ "สภาผู้แทนราษฎร" โดยเสียงข้างมาก เห็นชอบรับหลักการและตั้ง "กรรมาธิการวิสามัญ" เพื่อพิจารณา "ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม" และนำไปสู่การ "ล้างผิด" ให้กับ "มวลชน" ทุกสีเสื้อแล้ว

ด้วยการแยก "มวลชน" ออกจาก "แกนนำ" ใน "สเต็ปแรก"

จากนั้น "สเต็ป 2" จึงนำไปสู่การลัดคิวให้เลื่อน "ร่าง พ.ร.บ.การปรองดองแห่งชาติ" ฉบับ "ร.ต.อ.เฉลิม" ขึ้นมาพิจารณาให้ "สุดซอย"

เข้าสูตรที่ "ร.ต.อ.เฉลิม" ประกาศว่า จะนำพา "ทักษิณ" กลับบ้านให้ได้ในเร็ววัน ผ่านการขับเคลื่อนของ "ฝ่ายนิติบัญญัติ"

เข้า 1 ในเงื่อนไขของ "ทักษิณ" ที่ต้องการกลับบ้านเกิดภายใต้ "สถานการณ์" ไร้การ "รบราฆ่าฟัน" และ "ห้ำหั่น" กัน

เป็นการ "กลับบ้าน" อย่าง "เท่ๆ" ของ "ทักษิณ" สอดรับกับการแปลความล่าสุดของ "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" อดีตนายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย
44  หมวดหลัก / รายงานและบทความเชิงลึก / ทั้งหมด แถวตรง... ตรงหน้า วันทยาวุธ! เมื่อ: 14 กรกฎาคม 2013, 11:58:37
ยุทธบทความ

สุรชาติ บำรุงสุข

ทั้งหมด แถวตรง... ตรงหน้า วันทยาวุธ!

ขอต้อนรับรัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่



"การขยายสิทธิของผู้หญิงเป็นหลักการพื้นฐานของความก้าวหน้าทางสังคมทั้งมวล"

Charles Fourier

นักทฤษฎีสังคมชาวฝรั่งเศส

(ค.ศ.1772-1837)



หนึ่งในความตื่นเต้นของการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็คือ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของการเมืองไทยตัดสินใจที่จะเป็น "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหญิงคนแรก" ของไทยเพิ่มอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย...

ต้องยอมรับว่าเป็นความน่าตื่นเต้นอย่างมาก เพราะเดิมก็เคยมีข่าวลือเรื่องนี้เกิดขึ้นมาก่อนแล้ว แต่ทุกอย่างก็เป็นเพียงข่าวลือ

ถ้าย้อนกลับไปดูการเมืองไทย นายกฯ ยิ่งลักษณ์ไม่ใช่พลเรือนคนแรกที่ดำรงตำแหน่งนี้ เพราะในประวัติศาสตร์นั้น พลเรือนคนแรกที่เป็นรัฐมนตรีกลาโหมก็คือ นายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ที่มาจากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งดำรงตำแหน่งในช่วงก่อนเหตุการณ์ปี 2519 และจบลงด้วยการรัฐประหารนองเลือดในปีดังกล่าว

ถ้าการมีรัฐมนตรีกลาโหมพลเรือนเป็นสัญลักษณ์ของความพยายามในการสร้างกรอบความคิดเรื่อง "การควบคุมของพลเรือน" (Civilian Control) ในกิจการทหารแล้ว ก็คงต้องยอมรับว่าความพยายามแรกหลังการเปลี่ยนแปลงใหญ่ของเหตุการณ์ตุลาคม 2516 ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

เพราะในความเป็นจริงแล้ว รัฐบาลเสนีย์ควบคุมทหารไม่ได้เลย ผู้นำกองทัพและกระแสการเมืองในหมู่ทหารขณะนั้นต้องยอมรับว่าเป็น "กระแสขวา" ที่มองเห็นว่าประชาธิปไตยเป็นปัญหาและเป็นความอ่อนแอในการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์

ซึ่งอาจจะเป็นผลมาจากการที่ไทยต้องเผชิญกับปัญหาความมั่นคงที่รัฐบาลนิยมตะวันตกในอินโดจีนพ่ายแพ้ พร้อมกับการที่ลัทธิสังคมนิยมขึ้นสู่กระแสสูงในอินโดจีน จนหลายๆ ฝ่ายมองว่า ไทยอาจจะกลายเป็นหมากโดมิโนตัวที่ 4 ที่ล้มลงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ดังนั้น ในสภาวะที่การเมืองไทยอยู่ภายใต้ "กระแสขวาจัด" เช่น ในปี 2518-2519 ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความกลัวและการต่อต้านคอมมิวนิสต์ รัฐมนตรีกลาโหมพลเรือนจึงเป็นตำแหน่งที่ไม่อาจสร้างผลพวงทางการเมืองได้แต่อย่างใด

และกลายเป็นข้อจำกัดในตัวเองอย่างมากอีกด้วย



รัฐมนตรีกลาโหมพลเรือนหวนกลับมาเกิดอีกครั้งหลังการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองครั้งใหญ่จากเหตุการณ์พฤษภาคม 2535

น่าสนใจว่าเป็นอีกครั้งหนึ่งที่รัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจให้นายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย ควบตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมเหมือน เช่น ในยุคนายกฯ เสนีย์ก่อนปี 2519

การดำรงตำแหน่งของนายกฯ ชวนเช่นนี้ ถูกจับตามองอย่างมาก เพราะเป็นการเข้ารับผิดชอบในการดูแลกองทัพหลังจากเหตุการณ์ 2535 ซึ่งในทางทฤษฎีนั้น การเปลี่ยนแปลงในปี 2535 ก็คือ การนำพาการเมืองเข้าสู่กระบวนการสร้างประชาธิปไตย (Democratization)

ฉะนั้น การตัดสินใจที่จะมีรัฐมนตรีกลาโหมพลเรือนจึงถือว่าเป็นความท้าทายอย่างมากว่า รัฐบาลจะสามารถสร้างการ "ควบคุมโดยพลเรือน" ในกิจการทหารของประเทศได้อย่างไร

สิ่งที่ยืนยันถึงความล้มเหลวของภาคการเมืองไทยในการควบคุมโดยพลเรือนในกิจการทหาร และประเด็นนี้มิใช่แค่เรื่องของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง เพราะในที่สุดแล้วรัฐประหารก็หวนกลับคืนมาอีกในเดือนกันยายน 2549

ทั้งที่หลังจากวิกฤตการเมืองในปี 2535 (ซึ่งเป็นผลจากรัฐประหาร 2534) หลายฝ่ายมีความเห็นร่วมกันว่า การยึดอำนาจน่าจะจบลงแล้วในการเมืองไทย

แต่ว่าที่จริงก็ไม่มีหลักประกันอะไรเลย เพราะไม่เคยมีการออกแบบระบบในการเมืองไทยที่จะทำให้เกิดกระบวนการสร้าง "ความเป็นทหารอาชีพ" (professionalization) ขึ้นในกองทัพแต่อย่างใด

และในขณะเดียวกันก็ไม่เคยมีกระบวนการ "ชำระล้าง" ความเป็นทหารการเมือง (depoliticization) ของทหารในกองทัพ

ดังจะเห็นตัวแบบจากการที่กองทัพสัมพันธมิตรใช้กระบวนการทั้งสองนี้กระทำกับกองทัพของประเทศผู้แพ้สงครามในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่น

ในกรณีของการสร้างความเป็นทหารอาชีพ พร้อมๆ กับการลดทอนบทบาททางการเมืองของกองทัพเยอรมนีและญี่ปุ่น เป็นต้น



จากตัวแบบของการให้นายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมควบคู่กันไปในยุคของพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งในสมัยของรัฐบาลเสนีย์และรัฐบาลชวนนั้น ตัวแบบนี้ถูกนำมาใช้อีกครั้งในยุคของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยในสมัยนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช

ซึ่งก็เป็นครั้งที่ 3 ที่การเมืองไทยมีรัฐมนตรีกลาโหมพลเรือน

และการดำรงตำแหน่งในครั้งนี้ก็ไม่ได้ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในบริบทของทหารกับการเมืองแต่อย่างใด อีกทั้งยังเห็นได้ชัดเจนว่า แม้นายกรัฐมนตรีจะควบตำแหน่งเจ้ากระทรวงกลาโหมด้วยก็ตาม แต่อำนาจที่แท้จริงก็ยังคงอยู่ในมือของผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้นคือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา

และเห็นได้ชัดเจนว่าในยามที่รัฐบาลสมัครต้องเผชิญกับวิกฤตของการยึดทำเนียบและยึดสนามบินนั้น ผบ.ทบ.ดูจะวางเฉยอยู่พอสมควร

จนทำให้เกิดคำถามเปรียบเทียบว่าถ้าไม่ใช่รัฐบาลสมัคร แต่เป็นรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แล้ว ท่าทีของทหารต่อวิกฤตเช่นนี้จะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่

นอกจากนี้ ในสมัยของนายกฯ สมัครยังเห็นได้ชัดเจนอีกด้วยถึงความพยายามในการ "ทอดสะพาน" เพื่อเชื่อมไมตรีระหว่างตนเองในฐานะนายกฯ และรัฐมนตรีกลาโหมกับ พล.อ.อนุพงษ์ในฐานะ ผบ.ทบ...

ดูเหมือนรัฐบาลออกแรง "ต่อสะพานใจ" ระหว่างทำเนียบกับ บก.ทบ. อยู่พอสมควร ด้วยความเชื่ออย่างมากว่า การดำเนินความสัมพันธ์ที่ดีกับทหารจะช่วยลดความหวาดระแวงของผู้นำกองทัพที่กังวลภัยการแทรกแซงของรัฐบาลในกิจการด้านการทหาร และทั้งยังจะเป็นปัจจัยช่วยลดแรงเสียดทานระหว่างรัฐบาลกับกองทัพในยามที่การเมืองไม่ปกติอีกด้วย

เพราะต้องตระหนักว่ารัฐบาลสมัครเกิดจากการเลือกตั้งครั้งแรกหลังการรัฐประหาร 2549 ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอำนาจที่แท้จริงหลังรัฐประหารยังอยู่ในมือของผู้นำทหาร มากกว่าจะอยู่ในมือของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง

นอกจากนี้ ตัวแบบจากรัฐบาลชวนและรัฐบาลสมัคร ซึ่งก็อาจจะรวมถึงรัฐบาลเสนีย์ด้วยนั้น อาจถูกตีความจากฝ่ายทหารปีกอนุรักษนิยมบางส่วนที่มองการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมของนักการเมืองด้วยความระแวงและไม่ยอมรับ

เพราะมีความเชื่อในแบบเก่าๆ ว่า รัฐมนตรีกลาโหมของไทยจะต้องมาจากทหารเท่านั้น และอาจจะมีเหตุผลอีกประการหนึ่งก็คือ จะต้องมียศพลเอกหรือในระดับเทียบเท่าด้วย...

แน่นอนที่สุดว่าจะต้องไม่ใช่พลเรือน!



ดังนั้น คงไม่แปลกอะไรที่การเมืองไทยยังไม่มีนักการเมืองพลเรือนโดยตรงเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม และก็เกรงกันว่าถ้าจะใช้เกิดการยอมรับแล้ว ก็จะต้องแต่งตั้งผู้ที่มียศทางทหารเท่านั้น

อันเป็นการสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ไม่ว่าการเมืองไทยจะเข้าสู่บริบทของความเป็นประชาธิปไตยเท่าใดก็ตาม แต่กระทรวงกลาโหมยังจะต้องเป็นกระทรวงทหาร อันทำให้เกิดคำถามต่ออนาคตของการเมืองไทยว่า กระบวนการสร้างประชาธิปไตยไทยจะผนวกสถาบันทหารให้เข้าสู่กระบวนการนี้ได้อย่างไร

และน่าสนใจที่จะเฝ้าดูว่า รัฐมนตรีกลาโหมพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งคนแรก และไม่จำเป็นต้องเป็นนายกฯ ด้วยนั้นจะเป็นใคร และจะเป็นได้จริงเมื่อใด

แต่ในความเป็นจริงของการเมืองไทยปัจจุบัน การจะให้มีรัฐมนตรีกลาโหมจากนักการเมืองจึงจำเป็นต้องอาศัยตำแหน่งนายกฯ เป็นตัวควบร่วม ดังปรากฏให้เห็นมาแล้วจาก 3 กรณีในอดีต

และเกิดเป็นกรณีที่ 4 เมื่อนายกฯ ยิ่งลักษณ์ย้อนรอยประวัติศาสตร์ด้วยการรับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีกลาโหมควบกับตำแหน่งนายกฯ

แต่ครั้งนี้อาจจะต้องถือว่าเป็นกรณีประวัติศาสตร์เพราะเท่ากับเป็น "รัฐมนตรีกลาโหมหญิง" คนแรกในการเมืองไทย อันเป็นความท้าทายอย่างมากถึงบทบาทของการควบร่วมเช่นนี้

อย่างไรก็ตาม การรับตำแหน่งในครั้งนี้มักจะถูกมองว่า เป็นการเข้ามาเพื่อเตรียม "จัดโผ" ทหาร เพราะจะทำให้สัดส่วนของผู้ออกเสียงในสภากลาโหมมีความเปลี่ยนแปลง

ว่าที่จริงการอธิบายเช่นนี้อาจจะดูง่าย

แต่หากมองย้อนกลับไปตั้งแต่การขึ้นสู่อำนาจของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ จะเห็นได้ชัดเจนว่ารัฐบาลมีท่าทีประนีประนอมกับฝ่ายทหารมาโดยตลอด และรักษาแนวทางที่ไม่แตกหักกับฝ่ายทหารเสมอ



ว่าที่จริงแล้ว ไม่มีใครตอบได้ว่าการตัดสินใจเข้าควบตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมจากกรณีของ ม.ร.ว.เสนีย์... นายชวน... นายสมัคร... น.ส.ยิ่งลักษณ์นั้นมีมูลเหตุจูงใจมาจากเรื่องอะไร

แต่ถ้าเป็นเรื่องโผทหารแล้ว ก็อาจจะต้องทำใจว่า ไม่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งรัฐบาลใดสามารถทำโผทหารได้ เอาเข้าจริงๆ แล้ว โผทหารยังคงเป็นเรื่องของผู้นำเหล่าทัพมากกว่าจะเป็นเรื่องของรัฐบาล

และถ้าฝ่ายการเมืองพอจะมีอำนาจอยู่บ้าง ก็คงเป็นในส่วนของกระทรวงกลาโหม แต่ก็ใช่ว่าจะทำได้เองทั้งหมดในสำนักงานปลัดกระทรวง และก็ยังต้องคอยฟังเสียงจากกองทัพด้วยเช่นกัน

แต่ความท้าทายจริงก็คือ บทบาทในภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการงานด้านการทหารของประเทศ ซึ่งมีความท้าทายรออยู่ และน่าจะมีประเด็นหลัก 10 ประการ ได้แก่

1) ในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ทางยุทธศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดรวมถึงการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจในปัจจุบัน กองทัพไทยจะจัดวางบทบาทของตนเองอย่างไร

2) ถ้าประชาคมอาเซียน (และไม่ใช่ AEC อย่างที่ชอบพูดกัน) เกิดขึ้นจริงแล้ว งานด้านการทหารของประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรหรือไม่ และในขณะเดียวกันภารกิจของกองทัพไทยจะดำรงอยู่ในลักษณะใดในกรอบของความเป็นประชาคมที่เกิดขึ้นในภูมิภาค

3) นอกจากกองทัพจะต้องปรับเปลี่ยนตนเองในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคแล้ว กองทัพไทยจะปรับเปลี่ยนตัวเองอย่างไรกับสภาวะแวดล้อมทางการเมืองภายใน และในกรณีเช่นนี้ กองทัพจะดำรงบทบาทและภารกิจอย่างไรเพื่อให้สอดรับกับกระบวนการสร้างประชาธิปไตยของประเทศ

4) หากจะต้องทำให้เกิดการบริหารจัดการที่ดีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกองทัพแล้ว ผู้นำทั้งในระดับเหล่าทัพและในระดับกระทรวงจะสามารถผลักดันร่วมกันเพื่อให้เกิดการปฏิรูปกองทัพได้หรือไม่

5) ในสถานการณ์ความมั่นคงปัจจุบันที่กองทัพต้องประสบความสูญเสียอย่างต่อเนื่องจากสงครามก่อความไม่สงบในภาคใต้นั้น รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงจะสร้างยุทธศาสตร์ใหม่ในการต่อสู้กับความรุนแรงชุดนี้ในภาคใต้ได้อย่างไร หรือการกำหนดยุทธศาสตร์นี้จะปล่อยให้เป็นภารกิจของ ผบ.เหล่าทัพ

6) กองทัพจะมีส่วนในการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างไรหรือไม่ และหากเกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้น บทบาทของรัฐมนตรีกับการตัดสินใจใช้หรือไม่ใช้กำลังทหารจะเป็นอย่างไร

7) กองทัพจะมีส่วนสนับสนุนรัฐบาลพลเรือนอย่างไรในสถานการณ์ที่เมื่อประเทศประสบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันถือเป็นภารกิจของกองทัพในหลายประเทศทั่วโลก

เจ๋ง รัฐมนตรีจะวางบทบาทในการตรวจสอบการปฏิบัติของฝ่ายทหารให้เป็นไปตามแนวนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาอย่างไร

9) รัฐมนตรีจะผลักดันและสนับสนุนการพัฒนากองทัพ เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความทันสมัยทางทหารให้เหมาะสมกับเงื่อนไขทางยุทธศาสตร์ของไทยอย่างไร

10) ทำอย่างไรที่รัฐมนตรีจะสามารถสร้างและ/หรือผลักดันให้เกิดความเป็นกองทัพอาชีพ ธรรมาภิบาลทหาร และความโปร่งใสในกิจการทหาร เพื่อให้เกิดเป็นมาตรฐานสากลแก่กองทัพ



คําถาม 10 ประการเช่นนี้ ว่าที่จริงก็คือ การกำหนด "ยุทธศาสตร์ทหาร" ของไทยในปัจจุบันที่กำลังรอการเข้ามารับตำแหน่งของรัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่เป็นอย่างยิ่ง

และรอด้วยความหวังว่าจะเกิด "คำตอบใหม่" ของการบริหารจัดการกระทรวงนี้

หรือว่าในความเป็นจริง ยุทธศาสตร์ทหาร 10 ประเด็นนี้ไม่มีใครสนใจหรอก...

นักวิชาการคิดมากไปเองต่างหาก!

แถวตรง เรียบ... อาวุธ!
45  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / จากไทย ถึง อียิปต์...เริ่มแบบ 14 ตุลา ตามมาด้วยรัฐประหาร...จบด้วยสงคราม เมื่อ: 14 กรกฎาคม 2013, 11:57:05
มุกดา สุวรรณชาติ

จากไทย ถึง อียิปต์...เริ่มแบบ 14 ตุลา ตามมาด้วยรัฐประหาร...จบด้วยสงคราม

สองปีที่แล้วทีมงานวิเคราะห์ได้เขียนถึงปฏิวัติในอียิปต์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2554 และคาดการณ์ไว้ว่าแม้การลุกขึ้นสู้ของประชาชนอียิปต์ เริ่มต้นคล้ายการลุกขึ้นสู้ของประชาชนไทยสมัย 14 ตุลาคม 2516 แต่เหตุการณ์หลังจากนั้นอาจจะจบแบบไม่สวย

เพียง 2 ปีกว่าการรัฐประหารในอียิปต์ก็เกิดขึ้น

ส่วนการรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 ของไทยเว้นห่าง 3 ปี

และจากวันนี้ไปต้องลุ้นว่าอียิปต์จะเหมือนไทยในปี 2519-2524 หรือไม่ คือตามมาด้วยสงครามอีก 5 ปีเต็ม



ย้อนดูการปฏิวัติอียิปต์ 2554 และการเลือกตั้ง   

การลุกขึ้นสู้ของประชาชนซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2554 เป็นผลพวงจากขบวนการอาหรับสปริง ผู้ประท้วงอียิปต์ ต้องการแก้ปัญหาการเมือง การคอร์รัปชั่น และปัญหาเศรษฐกิจ ความต้องการของผู้ประท้วง คือ โค่นประธานาธิบดี ฮอสนี มูบารัค ที่ปกครองมานานถึง 30 ปี เกิดการปะทะกับกองกำลังความมั่นคง ทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 900 คน และได้รับบาดเจ็บ 6,000 คน

11 กุมภาพันธ์ 2554 มูบารัค ประกาศลาออกจากตำแหน่งมีการตั้งรัฐบาลทหารเพื่อรักษาการ และจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรช่วงพฤศจิกายน 2554-มกราคม 2555

ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคเสรีภาพและความยุติธรรม หรือ FJP ซึ่งป็นพรรคของกลุ่มภราดรภาพมุสลิม ได้ ส.ส มากที่สุด เมื่อรวมกับพรรคนูร์ของกลุ่มมุสลิมสุดโต่งซาลาฟีที่ได้อันดับ 2 ส่งผลให้รวมกัน มีเสียงมากถึง 2 ใน 3 ของรัฐสภา

ทิ้งห่างพรรคเสรีนิยมสายกลางอื่นๆ ซึ่งได้ที่นั่งในสภาเพียงเล็กน้อย



ประวัติกลุ่มภราดรภาพมุสลิม

Muslim Brotherhood

ฮัซซัน อัล-บันนา ก่อตั้งภราดรภาพมุสลิม เมื่อปี 2471 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมุสลิมทุกกลุ่มนำเอาคำสั่งสอนของ ของพระมูฮัมหมัด มาเป็นวิถีทางของชีวิตประจำวัน เป็นหลักปฏิบัติของสังคม และใช้ในการปกครองบ้านเมือง

ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 2 ล้านกว่าคน

แต่ในอียิปต์ กลุ่มมุสลิมบราเธอร์ฮูด ถูกจัดว่าเป็นองค์กรผิดกฎหมาย เพราะได้ต่อต้านระบอบเผด็จการทหาร ทั้งนัสเซอร์, ซาดัต จนถึงมูบารัค

หลังการปฏิวัติอียิปต์ 2554 ก็ได้รับการยอมรับให้เป็นองค์กรที่ถูกต้องตามกฎหมาย

และจัดตั้งพรรคเสรีภาพและยุติธรรม (Freedom and Justice Party) ซึ่งชนะเลือกตั้งทั่วไป และได้ประธานาธิบดี คือ นายโมฮัมหมัด มอร์ซี่ (Mohammed Morsi)



ทำไมจึงเกิดการรัฐประหารในอียิปต์

...หลังการปฏิวัติ และการเลือกตั้งเพียงแค่ 2 ปี?   

ถ้าสรุปแบบสั้นๆ ก็คือทุกฝ่ายไม่พร้อมที่จะรับกับการเปลี่ยนดุลอำนาจใหม่ เพราะอยู่กับการปกครองแบบเผด็จการมานานมาก ไม่มีกลุ่มใดเตรียมตัวให้ทันกับการล้มลงของมูบารัก หลังการประท้วง 18 วัน ไม่มีการเตรียมทั้งความคิด การจัดโครงสร้างองค์กร กฎหมาย ตัวบุคคล มันจึงเป็นเรื่องยุ่ง และยากที่จะจัดให้เกิดความเหมาะสมในการปกครองและสร้างดุลอำนาจของกลุ่มต่างๆ

1. กลุ่มต่อต้านเผด็จการที่มีพื้นฐานทางอุดมการณ์ต่างกันชิงอำนาจกันเองเพราะไม่เตรียมตัวตกลงกันมาก่อน

การปฏิวัติ เดือนกุมภาพันธ์ 2011 ในอียิปต์มีลักษณะคล้ายกันเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ผู้กุมอำนาจเผด็จการสูญเสียอำนาจและต้องลาออกไป

แต่โครงสร้างของอำนาจเผด็จการและกลุ่มคนที่อยากได้อำนาจที่มีอำนาจด้อยกว่า ยังคงคอยฉวยโอกาสอยู่เหมือนเดิม

ฝ่ายประชาชนเสรีนิยมไม่มีองค์กรจัดตั้ง ที่จะเข้ามารองรับอำนาจ ไม่มีกองกำลังที่จะต่อรอง

เมื่อไม่มีข้อตกลงมาก่อนแต่มาแย่งอำนาจกันเอง จึงไม่มีวันที่ผลแห่งชัยชนะจะหล่นลงมาถึงประชาชนได้ ประชาชนจะเป็นเพียงตัวประกอบที่ถูกผลักดันเข้าไปในระบบประชาธิปไตยใหม่อย่างมากที่สุดก็คงจะทำได้เพียงหย่อนบัตรเลือกตั้ง

ผลคะแนนของการเลือกประธานาธิบดีชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างในเชิงอุดมการณ์ของประชาชน ผู้สมัครจากพรรคมุสลิมภราดรภาพ นายโมฮัมเหม็ด มอร์ซี ได้คะแนนเสียง 13,230,131 คะแนน (51.%) เป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง

ขณะที่คู่แข่งคนสำคัญ คือ นายอาเหม็ด ชาฟิก ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนสุดท้ายในสมัยของรัฐบาลมูบารัค ได้คะแนนเสียงไป 12,347,380 คะแนน

การที่ โมฮัมเม็ด มอร์ซี ได้ที่ 1 เพราะมีองค์การภราดรภาพมุสลิม ซึ่งอยู่มานานกว่า 80 ปี สนับสนุน

ขณะเดียวกัน นายชาฟิก ลูกน้องเก่ามูบารัค มีคะแนนของกลุ่มอำนาจเก่าหนุนอยู่กลับขึ้นมาเป็นที่สอง ส่วนฝ่ายเสรีนิยมแพ้ตั้งแต่รอบแรกเพราะการไร้จัดตั้ง ไร้ความสามัคคี แต่ที่เห็นชัดคือเกิดรอยร้าวบนฐานพีระมิด

2. กลุ่มที่ชนะการเลือกตั้ง ไม่เคยเตรียมตัวบริหารประเทศ ซึ่งทำได้ยากในความขัดแย้ง



ประธานาธิบดีมอร์ซี่ มาจากมุสลิม บราเธอร์ฮูด ไม่สามารถบริหารบ้านเมืองในแนวเสรีประชาธิปไตยได้

ส่วนปัญหาเศรษฐกิจยังต้องใช้เงินกู้ มีการบีบทางเศรษฐกิจทั้งเรื่องเงินกู้และการค้าจากชาติตะวันตก ทำให้ประชาชนเดือดร้อนทุกระดับ

ยังมีความหลากหลายของศาสนา ปัญหากับศาล สิทธิสตรี ความสัมพันธ์กับอิสราเอล, สหรัฐอเมริกาและฝ่ายตะวันตก ทำให้เมื่อจัดการไม่สมดุลก็เกิดการเพาะศัตรูทีเดียวหลายกลุ่ม จึงตกเป็นเป้าหมายโจมตี

3. กองทัพที่มีอำนาจสูงสุดและสืบทอดมานาน ยังไม่สามารถปรับตัวไปอยู่ในระบบใหม่ได้

ความขัดแย้งระหว่างกองทัพและองค์การภราดรภาพมุสลิม มีมานาน และกองทัพเป็นตัวชี้ขาดอำนาจในอียิปต์ บทบาทของทหาร ในปี 2554 เพียงแค่พวกเขาไม่ "กระชับพื้นที่" ตามแรงผลักดันของมูบารัค สถานการณ์นองเลือดร้ายแรงก็ไม่เกิดขึ้น และสามารถบีบให้ มูบารัคต้องลาออก

แต่ฝ่ายทหารไม่คาดคิดว่าหลังเลือกตั้ง ผู้ชนะจะเป็นองค์การภราดรภาพมุสลิมในขณะที่ฝ่ายทหารเองก็ยังอยากมีอำนาจ และมองว่านายมอร์ซี มีเป้าหมายยึดอำนาจทั้งหมดจากกองทัพ (กลุ่มทหารที่เคยมีอำนาจอยู่เดิม) และจะขยายอำนาจของประธานาธิบดี

4. ความสำคัญทางยุทธศาสตร์ระดับโลกของอียิปต์ ทำให้มหาอำนาจปรับตัวไม่ทัน

ช่วงที่เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ไทยเป็นฐานที่มั่นและฐานทัพทางสงคราม เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่อเมริกาทิ้งไม่ได้ วันนั้นอเมริกาทำทุกอย่างเพื่อควบคุมประเทศไทยให้อยู่ในมือ

เหตุการณ์รัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 จึงเกิดขึ้น สำหรับมหาอำนาจ อียิปต์คือจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก ที่คุมมหาสมุทร คุมทะเล คุมภูมิภาค คุมน้ำมัน ขนาดสงครามระหว่างอียิปต์กับอิสราเอล อเมริกาก็เข้ามาไกล่เกลี่ยจนสำเร็จ และมีอิทธิพลเหนืออียิปต์ตั้งแต่นั้นมา

ดังนั้น หลังการปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ 2554 ประชาชนชาวอียิปต์เกือบ 80 ล้านคน คงไม่อาจทำอะไรตามใจตนเอง แม้การลงจากอำนาจของมูบารัค ก็ถูกจัดการจนเรียบร้อยและสุดท้ายก็ถูกสั่งให้ป่วยตายในคุกไม่มีโอกาสได้เปิดปากเรื่องใดๆ

แต่เมื่อผลการเลือกตั้งออกมา พบว่าทางกลุ่มนิยมศาสนาได้รับชัยชนะในสภาและตำแหน่งประธานาธิบดี ความกลัวว่าอียิปต์จะเปลี่ยนไปคล้าย อิหร่าน การเมืองในอียิปต์จึงเข้มข้นขึ้น เกิดความไม่พอใจ เกิดการเคลื่อนไหวของกลุ่มรักประชาธิปไตยและพวกนิยมสายกลางจึงเปิดช่องให้กลุ่มทหารอียิปต์ ซึ่งมีอเมริกาหนุนหลังมายาวนาน ทำรัฐประหาร

เหตุการณ์ที่ผ่านมาในอียิปต์เลียนแบบของไทยในอดีต แต่ปัจจุบันสำหรับประเทศไทยมหาอำนาจตะวันตก ตะวันออกล้วนแล้วแต่ต้านการรัฐประหาร สนับสนุนแนวทางเสรีประชาธิปไตย ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันได้ดำเนินอยู่ ในขณะที่กลุ่มต่อต้านรัฐบาลยังมีแนวคิดแบบโบราณซึ่งจะทำให้ประเทศถอยหลัง



อย่าเดินตามรอยรัฐประหารอียิปต์ เด็ดขาด

ถนนสายนี้ทอดผ่านอิรักและซีเรีย

ทีมวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์หลังรัฐประหารของอียิปต์ว่า องค์การภราดรภาพมุสลิม กำลังเลือกสองเส้นทางเดิน คือ

1. เลียนแบบพรรคไทยรักไทยและคนเสื้อแดง สู้บ้าง ถอยบ้าง หาทางให้เลือกตั้งแล้วเอาชนะ กลับมามีอำนาจรัฐอีกครั้ง แม้จะได้อำนาจแบบไม่สมบูรณ์ก็สู้ไปเรื่อยๆ นานๆ เข้าก็ชินไปเอง

แนวทางนี้นายกฯ ยิ่งลักษณ์และทีมงาน มีความชำนาญในการเดินเกมแบบประนีประนอมภายใต้แรงกดดัน จากพลังมวลชน ทหาร ศาล นักการเมือง เหนือกว่า ประธานาธิบดีมอร์ซี่

ยิ่งฟังคลิปเสียงล่าสุดเนื้อหาหลัก ก็คือการเดินแนวทางประนีประนอม ป้องกันรัฐประหาร จะชนะหรือโดนเล่นงานตอนท้ายยังไม่รู้ แต่ก็ประคองสถานการณ์ให้อยู่ในภาวะสันติ แนวทางนี้จะอยู่ได้นานแค่ไหนขึ้นอยู่กับ เลือดและความตาย ในช่วงการประท้วง 10 วันนี้ ปัจจัยชี้ขาดคือฝ่ายตรงข้าม

2. สรุปว่าการใช้วิธีสันติ ผ่านการเลือกตั้ง ไม่สามารถต่อสู้กับอำนาจเผด็จการได้ ต้องใช้ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ใช้กำลังอาวุธเข้าตัดสิน ถ้าแพ้ก็ถูกเรียกว่าโจรและตาย ถ้าชนะก็เป็นเจ้า และกำจัดฝ่ายตรงข้ามให้หมด

ถ้าเลือกทางนี้ การประท้วงจะรุนแรงขึ้น ถูกปราบ มีคนตาย และจะมีผู้หวังดีแต่ไม่ประสงค์ออกนามยื่นอาวุธมาให้ล้างแค้น ทำให้เกิดสงครามในหลายพื้นที่

ขณะเขียนบทความนี้ ผู้ประท้วงการรัฐประหารฝ่าย มอร์ซี โดนทหารอียิปต์ยิงตายไปกว่า 50 คน บาดเจ็บหลายร้อย มีการซุ่มยิงจากที่สูงเหมือนในประเทศไทย เพียง 10 วันจากนี้ แนวการต่อสู้ก็จะปรากฏชัดเจน

อีกไม่นานสถานการณ์ที่กำลังแปรเปลี่ยนของสองประเทศ จะแสดงให้เห็นว่า ไทยจะตามอียิปต์ หรืออียิปต์จะตามไทย หรือจะกลายเป็นแบบเดียวกัน แต่เส้นทางแห่งการรัฐประหาร จะเป็นทางด่วนที่ทอดผ่านอิรักและซีเรีย เมื่อขับรถเข้าไปแล้วจะมองไม่เห็นปลายทางนอกจากควันระเบิด
46  หมวดหลัก / รายงานและบทความเชิงลึก / "บิ๊กเจี๊ยบ-บิ๊กตู่" กลางพายุแห่งศรัทธา และคำถาม เมื่อสิ้นเสียง "แม้ว-อ๊อด" ในคลิป กับว่าที่ ผบ.ทร. เมื่อ: 14 กรกฎาคม 2013, 11:54:00
"บิ๊กเจี๊ยบ-บิ๊กตู่" กลางพายุแห่งศรัทธา และคำถาม เมื่อสิ้นเสียง "แม้ว-อ๊อด" ในคลิป กับว่าที่ ผบ.ทร. โพไซดอน



กองทัพกำลังถูกจับตามองอย่างหนัก ถึงท่าทีและจุดยืน หลังจากคลิปเสียงสนทนาของผู้ที่เชื่อว่าเป็น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับ บิ๊กอ๊อด พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา หลุดออกมา

โดยเฉพาะบิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. และบิ๊กเจี๊ยบ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.สส. 2 ทหารเสือราชินี แห่ง ตท.12 ที่ถูกพาดพิงมากที่สุดในคลิปนี้

แม้ว่า พล.อ.ยุทธศักดิ์ จะยืนกรานว่าไม่ได้ไปพบ หรือพูคคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เลย ตั้งแต่ก่อนหรือหลังปรับคณะรัฐมนตรี ที่มีชื่อเขากลับมาเป็น รมช.กลาโหม พร้อมขานรับว่าเป็นการตัดต่อ ก็ตาม

แต่ทว่า สายข่าวใกล้ตัวบิ๊กอ๊อด กระซิบว่า ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากปฏิเสธ แต่ในความเป็นจริงแล้ว บิ๊กอ๊อดวิตกกังวลมาก ว่าใครเป็นมืออัดเสียงสนทนา ทั้งๆ ที่เขานั่งคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แค่สองคน ที่ร้านอาหารในสนามบินที่ฮ่องกง เมื่อ 23 มิถุนายน

กระนั้น เรื่องใครเป็นคนอัดเสียง หรือนำมาเปิดเผย กลายเป็นเรื่องที่มีความสำคัญน้อยกว่าเนื้อหาในการสนทนา ที่สะเทือนทุกชนชั้น ทุกระดับ และเป็นการเฉลยความสงสัยในทุกเรื่องในประวัติศาสตร์การเมืองไทยหลังการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 เลยทีเดียว



ในเบื้องแรก ผบ.สส. และ ผบ.เหล่าทัพ พยายามเก็บตัวเงียบ ไม่ออกงานที่จะพบปะนักข่าว แต่ พล.อ.ธนะศักดิ์ ก็ใช้การโทรศัพท์พูดคุยกับ ผบ.3 เหล่าทัพ เพื่อให้ทุกคนนิ่งสงบ และทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด ให้ถือว่าเป็นปัจจัยภายนอกที่อย่าให้มากระทบกองทัพ ไม่ว่าจะเป็นคลิปของจริงหรือตัดต่อใดๆ ก็ตาม

แต่ทว่า ในใจลึกๆ แล้ว พล.อ.ธนะศักดิ์ และ พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะรู้ดีที่สุด ว่าจริงหรือไม่ เพราะเรื่องที่พูดคุยในคลิป หลายประเด็นตรงกับข่าวก่อนหน้านี้

อีกทั้งเป็นการสะท้อนว่าพวกเขาอาจได้เคยคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือได้รับการติดต่อเรื่องการปรองดอง การต่อรองต่างๆ กันแล้วด้วยซ้ำ

ด้วยเพราะความพยายามในการกลับประเทศไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่ที่แปลกและใหม่ คือ ผู้นำกองทัพได้มีส่วนรับรู้และช่วยเหลือ กรุยทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับบ้านด้วย

ด้วยรู้กันดีว่า 7 ปีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับไทยไม่ได้ ก็เพราะยังไม่อาจเคลียร์ด่านสำคัญ 3 ด่านได้ ทั้ง สถาบันฯ, ป๋าเปรม พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ และกองทัพ

แต่จากคำพูดของคนที่เชื่อว่าเป็น พล.อ.ยุทธศักดิ์ เป็นการบ่งบอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ตั๋วผ่านทั้ง 3 ด่านนี้แล้ว

"ผมก็บอกมันนะครับ ผบ.สูงสุด กับ ผบ.ทบ. ผมเพิ่งบอก เฮ้ยปี 57 นี่นะ อย่างอั๊วเลิกทำงานนะ อั๊วคิดว่าอั๊วทำงานเสร็จแล้ว เอาเจ้านายอั๊วกลับแล้ว คราวนี้ต้องตาลื้อบ้างสิ เพราะฉะนั้น ลื้อต้องแสดงฝีมือให้ท่านเห็น ตั้งแต่วันนี้ลื้อต้องแสดงฝีมือให้ท่านเห็น แล้วพอ 57 เอ็งจะได้มีงานทำต่อ ไม่ต้องอยู่แก่เหมือนคนอื่นเขา มันก็แฮปปี้นะครับ มันไม่ได้บอกว่า No เลย มันก็เออๆ มันก็เริ่มมองเห็นว่า หลังจากเกษียณไปแล้ว มันอาจจะมีอนาคต สำคัญ"

นี่เองที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่า ไม่ว่าฝ่ายต่อต้านรัฐบาลจะทำอะไร "ทหารไม่เอาด้วยจบ แต่ต้องเอาทหารก่อน ผมถึงบอกต้องเอาทหารก่อน"

พ.ต.ท.ทักษิณ จึงโฟกัสมาที่บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นอันดับ 1 และบิ๊กเจี๊ยบ พล.อ.ธนะศักดิ์ ผบ.สส. เป็นอันดับ 2 ในฐานะที่เป็นคนคุมกำลังรบ คุมกำลังปฏิวัติ และเป็นทหารเสือราชินี



จึงไม่แปลก ที่ตลอด 2 ปีของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ตั้งแต่ยุค พล.อ.ยุทธศักดิ์ จนมาถึงบิ๊กโอ๋ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต จึงไม่แตะต้องกองทัพ แต่กลับเอาใจดูแลกองทัพ โดยเฉพาะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เองที่พยายามกระเถิบเข้าใกล้ ผบ.เหล่าทัพ โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์

จนทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ แสดงความเชื่อมั่นในตัว พล.อ.ประยุทธ์ ผบ.ทบ. ด้วยว่า "ไว้ใจ ไว้ใจไอ้ตู่มาก"

ที่สำคัญคือ คำพูดที่เชื่อว่าเป็น พล.อ.ยุทธศักดิ์ เล่าว่า "ไอ้ตู่เขาให้ความจริงใจนะครับ จริงใจมากเลย ตอนแรกกับผมมันก็ระวังมากเลย แต่หลังจาก "......." เรียกมันไป แล้วเรียกผมไปให้รักกันนะครับ ให้ทำงานด้วยกัน ทุกอย่างมันก็เลยเรียบร้อยหมด"

ที่สำคัญ พ.ต.ท.ทักษิณ ถึงขั้นเสนอให้ พล.อ.ยุทธศักดิ์ เสนอกับ พล.อ.เปรม หรือคนสำคัญที่ พล.อ.ยุทธศักดิ์ เข้าถึงได้ หรือ พล.อ.ประยุทธ์ นั้น เพื่อให้เขาเป็นที่ปรึกษาฯ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ไม่ได้ต้องการเป็นองคมนตรี

นี่ก็อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ที่เปรียบตนเองเป็น "หนู" ที่จะช่วย "ราชสีห์" เป็นผู้ที่จะพา พ.ต.ท.ทักษิณ กลับบ้านนั้น ได้คัมแบ๊กมาเป็น รมช.กลาโหม ได้อีกครั้ง ก็เพราะเขาเข้าถึงได้ทั้งบ้านสี่เสาเทเวศร์ และบุคคลสำคัญ

พ.ต.ท.ทักษิณ จึงหยอกว่า "มันเป็นหน้าที่พี่นะ พี่เอาผมออกมา พี่ต้องเอาผมกลับ"



เมื่อรับตำแหน่ง รมช.กลาโหม แล้ว พล.อ.ยุทธศักดิ์ จึงได้เปิดอกคุยกับ พล.อ.ธนะศักดิ์ ผบ.สส. และ พล.อ.ประยุทธ์ ผบ.ทบ. พร้อมจะทำหน้าที่กล่อม ผบ.เหล่าทัพ ในเรื่อง พ.ร.บ.ปรองดอง หรือนิรโทษกรรม เพื่อให้ทหารอ่านและยอมรับก่อนที่รัฐบาลจะเสนอตามขั้นตอนของกฎหมาย ทั้งๆ ที่สภากลาโหม ไม่ได้อยู่ในขั้นตอน กม.

"ผมจะเอาเข้าสภากลาโหมเพื่อหารือให้ ผบ.เหล่าทัพทุกเหล่าทัพมีความคิดอันเดียวกันเลย ถ้าไม่งั้น ถ้าไม่เข้า เดี๋ยวคนนั้นพูดทีคนนี้พูดที วิธีเดียวก็คือขออนุญาตเอาเรื่องนี้เข้าสภากลาโหม เพื่อหารือให้เกิดเป็นความคิดอันเดียวกัน... ก่อนที่จะเข้าก็ต้องหารือกับเหล่าทัพแต่ละคนก่อน เฮ้ย! ลื้ออ่านนะ มีอะไรที่จะแก้ไข มีอะไรที่จะพูด พูดกันนอกการประชุมเสียก่อน"

อีกทั้ง พล.อ.ยุทธศักดิ์ ตั้งใจที่จะขอเข้าพบ พล.อ.เปรม ตามประเพณี ไปลามาไหว้ ซึ่งจากคลิปนี้ ทำให้รู้ว่า พล.อ.ยุทธศักดิ์ มีแผนที่จะหารือ พล.อ.เปรม เรื่องการกลับประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยจะยืนยันกับป๋าเปรม ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะเลิกเล่นการเมือง

แต่สิ่งหนึ่งที่ พล.อ.ยุทธศักดิ์ เป็นห่วงและสะท้อนให้ พ.ต.ท.ทักษิณ รับทราบ คือความห่วงกังวลของ ทั้ง พล.อ.เปรม และ ผู้นำกองทัพ

"ถ้าตอนคุยกับป๋า ผมก็จะบอกว่า ท่านป๋าเนี่ย เพราะกลัวท่านจะกลับมาเล่นการเมืองเต็มที่... เพราะคุยกับ ผบ. แล้วครับ ผบ. บอกต้องยืนยันนะ ต้องมีหลักฐานยืนยันนะว่าเมื่อท่านกลับมาแล้ว ท่านจะเอาอะไรมายืนยัน ผมก็บอก ยืนยันว่า จะไม่ คล้ายๆ อย่างที่ท่านพูดเมื่อกี๊ จะไม่แก้แค้นท่านนะ ท่านกลัวครับ" บิ๊กอ๊อด เผย

ก่อนที่คนที่เชื่อว่าเป็น พ.ต.ท.ทักษิณ จะยืนยันว่าให้เรียนป๋าเปรม ว่า ไม่ได้คิดจะไปแก้แค้นใคร และไม่ได้จะแก้แค้นทางการเมือง และจริงๆ แล้วอยากจะจบชีวิตแบบสบายๆ ไม่ใช่ว่ามีปัญหาแบบนี้ มันจบไม่ลงนะ ให้มันจบลงดีกว่า จบลงคือให้ตัวผมไม่เล่นการเมืองเลย

ในส่วนท่าทีของ พล.อ.ธนะศักดิ์ ผบ.สส. กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็เปลี่ยนไป จนทำให้ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ระบุว่า ผบ.สูงสุด ตอนแรกก็พูดกับท่านนายกฯ ไม่ค่อยรู้เรื่อง ตอนนี้ก็เรียบร้อยละครับ มันก็มาพูดกับนายกฯ เมื่อวันพฤหัสตรงๆ ว่าเมื่อก่อนนี้ผมยังมีอะไรเกี่ยงงอนอยู่บ้าง แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีปัญหาแล้ว

ทั้งนี้ เป็นการระบุถึงการที่ พล.อ.ธนะศักดิ์ เข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ทำเนียบฯ เมื่อ 20 มิถุนายน เพื่อเชิญนายกฯ ไปชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ และร่วมรับประทานอาหารกับ ผบ.เหล่าทัพ ที่ บก.กองทัพไทย 16 กรกฎาคม

จนที่สุด ทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มาควบ รมว.กลาโหม หญิงเสียเอง เพื่อทำให้กองทัพนิ่ง และเอาใจดูแลกองทัพด้วยตนเอง เพราะรู้ว่า พล.อ.ธนะศักดิ์ และ พล.อ.ประยุทธ์ ยังเกรงๆ ไม่มั่นใจในตัว พล.อ.อ.สุกำพล ที่อาจจะแรงไป แข็งไป



ช่วงแรกที่มีคลิปออกมา ไม่ว่าจะจริงหรือตัดต่อก็ตาม แต่ ผบ.สส. และ ผบ.เหล่าทัพ ก็นิ่งเงียบ จน พล.อ.ยุทธศักดิ์ ต้องรีบโทร.เคลียร์ กับ พล.อ.ประยุทธ์ และรายงาน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่เชื่อว่าจะทำงานร่วมกับกองทัพต่อได้ ท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจาก รมช.กลาโหม พร้อมฉายา "นายพลถั่งเช่า" ที่มาตกม้าตายตอนชราวัย 76

แต่ที่สำคัญ พล.อ.ธนะศักดิ์ และ พล.อ.ประยุทธ์ ถูกวิจารณ์อย่างมากว่า เปลี่ยนไป จน พล.อ.ธนะศักดิ์ ต้องนัด ผบ.เหล่าทัพ หารือว่าจะกำหนดท่าทีและจุดยืนอย่างไร ท่ามกลางการจับตามองว่าแต่ละฝ่ายจะมองหน้ากันอย่างไร ในวันที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เข้ากลาโหมวันแรก 11 กรกฎาคม ในฐานะ รมว.กลาโหม หญิงคนแรก

แต่ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. ยืนกรานว่า "ผมยังมั่นใจในตัวท่านทั้งสองอยู่ และขอให้มั่นใจว่ากองทัพจะดูแลปกป้อง ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และดูแลความมั่นคง" พร้อมยืนยันว่า กองทัพจะไม่นำเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างในการปฏิวัติรัฐประหาร

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ ที่เก็บตัวเงียบใน บก.ทบ. ในช่วงแรกๆ ก็พยายามไม่แสดงความเครียดให้ใครๆ ใน ทบ. เห็น

"ปล่อยให้เป็นเรื่องของฝ่ายการเมือง เป็นเรื่องของ รมช.กลาโหม ท่าน เพราะ ผบ.เหล่าทัพ ไม่ได้ไปคุยอยู่ด้วย แค่ถูกเอ่ยอ้าง พาดพิงถึงเท่านั้น แล้วก็ไม่รู้ว่าคลิปจริงหรือเปล่า เพราะ รมช.กลาโหม ก็ปฏิเสธแล้วว่าไม่ใช่ท่าน ท่านไม่ได้พูด ดังนั้น กองทัพก็ทำหน้าที่ของเราไป" พล.อ.ประยุทธ์ เปรยในที่ประชุม ทบ.



ที่สำคัญ คลิปนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อการเมืองในระดับชาติ แต่ยังสะเทือนทั้งการเมืองภายในพม่า ที่ทำให้ พล.อ.ธนะศักดิ์ และ พล.อ.อ.ประจิน ที่เดินทางไปเปิดแข่งกีฬาเชื่อมสัมพันธ์กองทัพไทย-พม่า เมื่อ 8 กรกฎาคม ต้องไปทำความเข้าใจกับ พล.อ.มิน อ่อง ไหล่ ผบ.สส.พม่า ทั้งเรื่องยกที่ดินในร่างกุ้งให้ พ.ต.ท.ทักษิณ และแผนของฝ่ายไทย ที่จะใช้เขาเป็นตัวกดดัน นายเต็ง เส่ง นายกฯ พม่า และหวังผลเรื่องท่าเรือน้ำลึกทวาย ด้วย โดย พล.อ.ธนะศักดิ์ ไปยืนยันที่จะร่วมมือเรื่องความมั่นคงและไม่ทำให้เกิดความเคลือบแคลงกัน โดยจะไปพม่าอีกครั้ง 14-15 กรกฎาคม ในพิธีปิดกีฬา

และยังส่งผลต่อกองทัพอากาศ เพราะนอกจาก พล.อ.อ.ประจิน จะถูกมองว่าเป็นนายทหารในสายบิ๊กต๋อย พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก องคมนตรี และอดีต ผบ.ทอ. แกนนำปฏิวัติ แต่เขาก็พยายามยิ้ม และไม่เข้าใจความหมายที่ พล.อ.ยุทธศักดิ์ พาดพิง

"ไม่ได้ติดใจอะไร รมช.กลาโหม ท่านจะเรียกผมว่าอะไรก็ไม่เป็นไร เพราะท่านเป็นพี่และเป็นผู้บังคับบัญชา เพราะผมทำงานกับท่าน พล.อ.อ.ชลิต มา ผมก็ยังเคารพรักศรัทธาท่าน" พล.อ.อ.ประจิน กล่าว

พร้อมแสดงความมั่นใจในตัว พล.อ.ธนะศักดิ์ และ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าจะไม่ไปซูเอี๋ยะกับฝ่ายการเมือง เพราะการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับประเทศนั้น จะต้องดูทั้งเรื่องการทำให้คนในประเทศรักสามัคคี และเรื่องกฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ควบคู่กันไปด้วย

"ทางเหล่าทัพจะแสดงบทบาทได้ชัดเจนในการทำหน้าที่ และคงจะต้องมั่นคงในการที่จะทำงานต่อไป เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ และสิ่งสำคัญ กองทัพยังคงยืนหยัดในการรักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์" พล.อ.อ.ประจิน ยืนกราน แต่ก็ไม่ได้พูดชัดว่าจะไม่เอาเหตุนี้ไปเป็นข้ออ้างในการปฏิวัติรัฐประหาร

"ไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะเป็นเรื่องที่ไม่มีใครประสงค์จะให้เกิดขึ้น" ผบ.ทอ. กล่าว

แต่สิ่งหนึ่งที่ ผบ.เหล่าทัพ ถูกนัดแนะให้พูดเหมือนกันคือ คลิปนี้ไม่รู้ว่าเป็นของจริงหรือของปลอม



ไม่แค่นั้น คลิปนี้ยังทำให้เกิดคลื่นยักษ์ในกองทัพเรืออีกด้วย เมื่อคนที่เชื่อกันว่าเป็นเสียง พ.ต.ท.ทักษิณ สนับสนุนให้บิ๊กต้อม พล.ร.อ.อมรเทพ ณ บางช้าง ประธานที่ปรึกษา ทร. เป็น ผบ.ทร.คนใหม่ ที่จะมาแทนบิ๊กหรุ่น พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ที่จะเกษียณกันยายนนี้

พร้อมทั้งชื่นชมในความเป็นคนดี และเรียนเก่ง แถมทั้งสนิทสนมกับ "พ่อตา" พล.ร.อ.อมรเทพ ที่เป็นเจ้าของ อาบอบนวด "โพไซดอน" อีกด้วย เนื่องจาก พล.ร.อ.อมรเทพ แต่งงานกับ ลูกสาว "เฮียเม้ง" แห่งโพไซดอน แต่ทว่า บิ๊กอ๊อดไม่ค่อยจะรับลูก เพราะรู้ดีว่า พล.ร.อ.สุรศักดิ์ คงรับไม่ได้และรู้ธรรมเนียมทหารเรือดี

จนใน ทร. เม้าธ์กันสนั่นว่า หากไม่มีคลิปนี้ออกมา ผบ.ทร.คนใหม่ จะเป็น พล.ร.อ.อมรเทพ แน่นอน แม้ว่าจะเป็นนักเรียนนอก จบเยอรมัน แต่หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชื่นชมขนาดนี้ ก็ไม่น่าพลาดหวัง

แต่ทว่า ก็ทำให้รับรู้กันว่า พล.ร.อ.อมรเทพ ไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นการส่วนตัวในต่างแดน ที่เชื่อกันว่าเป็นดูไบ มาแล้ว ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อตัว พล.ร.อ.อมรเทพ โดยเฉพาะเมื่อมีการตอกย้ำ เรื่องธุรกิจอาบอบนวดของภริยาของเขา จนอาจถูกเรียกขานว่า เป็น ผบ.ทร.โพไซดอน ได้ เพราะสำหรับสังคมไทยยังไม่ยอมรับธุรกิจนี้ แม้ว่ามันไม่ได้เป็นความผิดของ พล.ร.อ.อมรเทพ ที่มาแต่งงานกับทายาทตระกูล ศักดิ์ศิริเวทย์กุล นี้ก็ตาม

แต่เนื่องจาก ทร. มีธรรมเนียมที่จะไม่ไปข้องแวะกับฝ่ายการเมือง เมื่อปรากฏชื่อ พล.ร.อ.อมรเทพ เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยปรากฏภาพของเขาไปแสดงความยินดีกับเจ๊แดง เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ที่ได้เป็น ส.ส.เชียงใหม่ มาแล้ว จึงทำให้มีแรงกดดันต่อตัวเขาไม่น้อย โดยเฉพาะในหมู่เพื่อน ตท.13 ที่เป็นแคนดิเดต ผบ.ทร. ด้วยกัน

ทั้ง บิ๊กเข้ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รอง ผบ.ทร. ที่เป็นเต็งหนึ่ง และบิ๊กเจี๊ยบ พล.ร.อ.จักรชัย ภู่เจริญยศ เสธ.ทร. และโดยเฉพาะบิ๊กหนุ่ย พล.ร.อ.พลวัฒน์ สิโรดม ผช.ผบ.ทร. ที่คำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในคลิป ทำให้เสียหายมาก ทั้งนี้ อาจเพราะคนแดนไกล มองไปที่ภริยาซึ่งถูกมองว่าเป็นอีกสาย



นี่จึงน่าจะเป็นเรื่องของโชคชะตาที่ฟ้าได้กำหนดไว้แล้วว่า จะให้ใครเป็นอะไร ตำแหน่งไหน หรือจะได้กลับประเทศหรือไม่

แต่ที่แน่ๆ สาเหตุที่คลิปนี้ต้องหลุดออกมา เพราะมันเป็นวิธีเดียวที่จะล้มแผนการพา พ.ต.ท.ทักษิณ กลับบ้าน

งานนี้ฝ่าย พล.อ.ยุทธศักดิ์ สันนิษฐานใน 2 มุม คือ ฝ่ายอำมาตย์ ที่ต้องการล้มแผนนิรโทษกรรม และแผนให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศ เพราะรู้ว่าในเมื่อทุกชนชั้น ทุกฝ่าย ทุกระดับ ที่เคยต่อสู้กันมาจนบาดเจ็บล้มตายไปมากมายนั้น กลับมาจูบปากกันแบบเงียบๆ อาจภายใต้เหตุผลที่สวยงามเพื่อความปรองดอง เพราะสู้กันไปก็ไม่แพ้ไม่ชนะ บ้านเมืองย่อยยับ

ในอีกมุมหนึ่ง พล.อ.ยุทธศักดิ์ กลับทิ้งระเบิดใส่กลาโหม ด้วยการสงสัยว่า เพราะมีคนในกลาโหม ที่ไม่อยากให้ตนเองมาเป็น รมช.กลาโหม เพราะมีการปล่อยข่าวเกี่ยวกับตัวเขา ทันทีที่มาเป็น รมช.กลาโหม ทั้งการจะยึดห้องทำงาน รมว.กลาโหม และการปล่อยคลิป จนทำให้บิ๊กอ๊อด ต้องตรวจละเอียดห้องทำงาน รมว.กลาโหม ว่ามีเครื่องดักฟังหรือไม่

ท่าทีของ พล.อ.ยุทธศักดิ์ นี้ ดูจะพุ่งตรงไปที่ขั้วอำนาจของ พล.อ.อ.สุกำพล ที่หลุดเก้าอี้ รมว.กลาโหม ไปแบบไม่รู้ตัว เพราะส่งผลให้แผนการวางทายาทอำนาจในตำแหน่งต่างๆ พังครืน

ทว่า งานนี้ฝ่าย พล.อ.อ.สุกำพล ได้รู้แล้วว่าการที่เขาหลุดเก้าอี้ ไม่ใช่แค่แผนพา พ.ต.ท.ทักษิณ กลับบ้าน แต่เพราะ ผู้นำทหารบางคนหวาดระแวงในตัวเขาด้วยว่าจะมา ล้วงโผ แต่ถ้าเป็น พล.อ.ยุทธศักดิ์ จะคุยง่ายที่สุด

ทั้งหมดนี้จึงนำมาซึ่ง การที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ควบ รมว.กลาโหม แล้วให้ พล.อ.ยุทธศักดิ์ เป็น รมช.กลาโหม เพื่อจับมือกับกองทัพ ภายใต้การนำของ ผบ.สส. และ ผบ.ทบ. พา พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศ อย่างมีเงื่อนไข ที่จะต้องไม่แตะต้อง ไม่แทรกแซงกองทัพ และเลิกเล่นการเมือง นั่นเอง

โดยมีเป้าหมายเพื่อความปรองดองของคนในชาติ แต่แน่นอนว่า ฝ่ายต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ย่อมไม่อาจยอมรับได้ นี่จึงเป็นอีกเกมการเมืองที่น่ารอดูชมยิ่ง ในเมื่อ อำมาตย์ ยังไม่ตาย
47  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / ความผิดพลาดที่เนชั่น ขอโทษและเสียใจ ผิดจากนี้ ไม่ใช่เรา (กรั๊บ) เมื่อ: 14 กรกฎาคม 2013, 11:50:23
ความผิดพลาดที่เนชั่น ขอโทษและเสียใจ ผิดจากนี้ ไม่ใช่เรา (กรั๊บ)

นี่อาจเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับที่ คนเดอะเนชั่น อยากลืมที่สุด นับจากปี 2547

นั่นคือ หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ฉบับวันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม 2556 ในรายงานพิเศษ เรื่อง "Many wonder about Yingluck"s "ice-cream gang" and its power" เป็นเรื่องว่าด้วย กรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน กล่าวหาว่ามีแก๊งไอติม คอยติดตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล

ตอนหนึ่ง รายงานพิเศษระบุว่า บุคคลที่เรียกว่าแก๊งไอติมในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ล้วนแล้วแต่เป็นคนวงในทำเนียบรัฐบาล ประกอบด้วย นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี, นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข, นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รมว.คลัง และอาจมี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต.

จุดบกพร่อง หรือ เผลอ? ในรายงานพิเศษชิ้นดังกล่าวคือ การระบุว่า นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง หนึ่งในแก๊งไอติม ...เป็นสามีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์

รายงานพิเศษของ น.ส.พ.เดอะเนชั่น ระบุ "It is widely believed that the second ice-cream gang includes the inner circle at Government House. They include PM"s secretary-general Suranand Vejjajiva; the government spokesman team; Yingluck"s husband Settha Thaweesin; Public Health Minister Pradit Sinthawanarong; Deputy Prime Minister and Finance Minister Kittiratt Na-Ranong; and perhaps even Thawee Sodsong, secretary-general of the Southern Border Provinces Administration Centre."



ถัดมา 2 วัน วันที่ 8 กรกฎาคม กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่นออกคำชี้แจง กรณีที่หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ฉบับ วันที่ 6 กรกฎาคม 2556 นำเสนอข่าวคลาดเคลื่อนในบทความเรื่อง "Many wonder about Yingluck"s "ice-cream gang" and its power" ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างในบทความเป็นอย่างมาก

หลังทราบถึงความผิดพลาดดังกล่าว ทางกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่นได้มีการลงข้อความขอโทษ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) รวมทั้งคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องที่อาจจะได้รับผลกระทบจากบทความชิ้นนี้ทันทีในหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่นฉบับวันที่ 7 กรกฎาคม 2556

กองบรรณาธิการเดอะเนชั่นยังได้มีการแจ้งไปยัง นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในทันที เพื่อแสดงความขอโทษและความเสียใจ และยังได้ประสานเพื่อส่งหนังสือขอขมาต่อนายกฯ ในความผิดพลาดครั้งนี้ อย่างเป็นทางการด้วย

นอกจากนี้ กองบรรณาธิการเดอะเนชั่นยังได้มีการส่งคำขอโทษและคำแสดงความเสียใจไปยังนายเศรษฐา กองบรรณาธิการเดอะเนชั่นรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งและขอน้อมรับผิดพลาดครั้งนี้ ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเรียบเรียงและการแปลข่าว

กองบรรณาธิการเครือเดอะเนชั่นตระหนักเป็นอย่างยิ่งถึงความเสียหายที่มีต่อความน่าเชื่อถือของสื่อในเครือจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงได้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อทบทวนระบบการทำงานภายในเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดเช่นนี้อีก

บทลงโทษต่อความผิดพลาดที่สาธารณชนได้รับรู้คือ การที่ผู้บริหารหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ได้สั่งพักงานผู้สื่อข่าวประจำโต๊ะข่าวการเมืองรายหนึ่งเป็นเวลา 3 เดือน โดยไม่ได้รับเงินเดือนและค่าจ้าง ส่วนบรรณาธิการ และ น.ส.จินตนา ปัญญาอาวุธ บรรณาธิการบริหาร ถูกพักงาน 1 สัปดาห์

ความรวดเร็วและบทลงโทษที่รุนแรง อาจมาจาก Nation Way ที่ สุทธิชัย หยุ่น นายใหญ่แห่งสำนักเดอะเนชั่น ที่ประกาศอยู่เนืองๆ ว่า "ผิดจากนี้ ไม่ใช่เรา"



หลักปฏิบัติกองบรรณาธิการ (Nation Way) ถูกร่างขึ้นมาเพื่อกำหนดหลักจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ให้เป็นแนวปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมร่วมกันสำหรับพนักงานทุกระดับของกองบรรณาธิการของทุกสื่อในเครือ

ข้อบังคับที่เคร่งครัดข้อหนึ่งคือ 2.1 การรายงานข่าว ต้องเสนอเฉพาะข้อเท็จจริงให้ครบถ้วน รอบด้าน และต้องตรวจสอบ ความถูกต้องก่อนตีพิมพ์ ผู้สื่อข่าวตลอดจนบรรณาธิการข่าวที่เกี่ยวข้องต้องแสดงความพยายามในการให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ผู้สื่อข่าวทุกคนจะต้องรายงานข้อเท็จจริงต่างๆ อย่างสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่ได้รับมา และหากมีข้อผิดพลาดใดๆ เกิดขึ้นต้องแก้ไขข้อผิดพลาดนั้นทันที

ผู้สื่อข่าวคนใดตั้งใจเขียนหรือรายงานข่าวที่ไม่จริง ถือว่าไม่มีความรับผิดชอบต่อผู้อ่าน ผู้ฟัง ผู้ชม และต่อวิชาชีพ ถือเป็นความผิดที่จะต้องได้รับโทษทางวินัยตามข้อบังคับของบริษัท

หลักจริยธรรม หรือ code of conduct เดียวกันนี้ ปรากฏอยู่ในจริยธรรมวิชาชีพของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย อย่างน้อย 2 ประการ

หนึ่ง ให้ประชาชนได้ทราบข่าวเฉพาะที่เป็นจริง การเสนอข่าวสารใดๆ ออกพิมพ์โฆษณาเผยแพร่ ถ้าปรากฏว่าไม่ตรงต่อความเป็นจริง ต้องรีบจัดการแก้ไขให้ถูกต้องโดยเร็ว

สอง ไม่กระทำการอันเป็นการบั่นทอนเกียรติคุณของวิชาชีพ



แต่ความผิดพลาดของเครือเดอะเนชั่นก็ไม่ใช่ครั้งแรก ย้อนกลับไปปี 2547 ในเหตุการณ์ที่มัสยิดกรือเซะ ในวันที่ 28 เมษายน 2547 ความรุนแรงครั้งนั้น ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

เช้าวันรุ่ง 29 เมษายน 2547 กรุงเทพธุรกิจ หนังสือในเครือเนชั่นฉบับนี้ ได้ลงภาพมือผู้เสียชีวิต กำมีดดาบมลายู ในหน้า 1 ใต้พาดหัวใหญ่ เสียงวิจารณ์สื่อที่อื้ออึงในวันนั้นคือ ...สื่อตัดต่อภาพ

ต่อมาวันที่ 30 เมษายน กรุงเทพธุรกิจ ได้ประกาศขออภัย ในเนื้อความว่า "เนื่องจากความบกพร่องในกระบวนการผลิตของกองบรรณาธิการ ทำให้ภาพในเหตุการณ์ปะทะเดือดชายแดนใต้ที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงและไม่ได้ประสงค์จะเผยแพร่ออกไป ขออภัยท่านผู้อ่านมา ณ ที่นี้"

ครั้งนั้น สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ "ขอเรียกร้องให้สมาชิกต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งในการเสนอข่าว หรือภาพข่าว ที่ต้องเคารพข้อเท็จจริง และไม่หมิ่นเหม่ต่อการสร้างความเข้าใจผิดในสังคม และต้องตระหนักว่าสถานการณ์ภาคใต้นั้นมีความละเอียดอ่อนทั้งในเรื่องของเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม..."

...วันนี้ หนังสือพิมพ์ยังมีความบกพร่องและผิดพลาด หนังสือพิมพ์ฉบับดีที่สุด ยังไม่ออกวางแผง อาจต้องรอวันพรุ่งนี้...
48  หมวดหลัก / จรัญ พงษ์จีน / งานนี้ ปากพาจน "บิ๊กอ๊อด" ตายฟรี เมื่อ: 14 กรกฎาคม 2013, 11:49:00
"งานเข้า" จนได้ รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" อุตส่าห์ปรับคณะรัฐมนตรี หนีพิษ "จำนำข้าว" ด้วยสูตร "ปรับใหญ่" 18 ตำแหน่ง สามารถพลิกวิกฤติเป็นโอกาสได้ดีไม่น้อยทีเดียว ส่งผลให้สถานการณ์โดยรวมแลดูงามขึ้นทันตาเห็น

แต่มิต่างอะไรกับพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก "จำนำข้าว" พอบรรเทาเบาลง "คลิปลับ" หนึ่งเสียง คล้ายคลึงราวกับจะออกมาจากกล่องลำคอเดียวกับ "พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา" รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม อีกหนึ่งคู่สนทนา คือพิมพ์เขียวของ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี

ถูกมือดีจับยัด บรรจุลงโปรแกรมยูทูบ แพร่กระจาย บอกกล่าวกันปากต่อปาก เบอร์ต่อเบอร์ ทอล์กออฟเดอะทาวน์กันสนั่นเมือง

แรกๆ "บิ๊กอ๊อด" และลูกข่ายเพื่อไทย ย่างสามขุมมาโยนกลอง ว่าเป็นฝีมือของฝ่ายตรงข้าม "คลิปตัดต่อ" แต่ท้ายที่สุด นำ "คลิป" เปิดกลับไปกลับมา หลายตลบ ท่วงทำนอง ลีลา วลี และ "วรรคทอง" ทั้งหลาย เอกลักษณ์แห่งเอกบุรุษ "บิ๊กอ๊อด" หาใครเป็น "เงาเสียง" ได้ยากยิ่ง

สืบไปสืบมา ได้ความกระจ่างชัดว่า ระหว่างที่ "นายใหญ่ดูไบ" หนีควันพิษของอินโดนีเซีย ที่ตีกรรเชียงเข้าปกคลุม "สิงคโปร์" มืดมนทั่วทั้งเกาะ มากบดานต่อที่ "เกาะฮ่องกง" บังเอิญว่า ฤดูกาลดังกล่าวอยู่ระหว่าง "นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" กำลังปรับคณะรัฐมนตรี "ปู 5" ทหารเฒ่า "พล.อ.ยุทธศักดิ์" ส้มหล่นทับเท้าตอน 76 มีชื่อติดโผรัฐมนตรีช่วยกลาโหม

เลยถือโอกาสบินไปขอบอกขอบใจใครบางคนที่ "ฮ่องกง" ที่ให้การสนับสนุน จึงพบปะกับ "คนแดนไกล" ที่สนามบินนานาชาติฮ่องกง นั่งจับเข่าคุยโขมงกันนานนับชั่วโมง ทุกเรื่องราวของการสนทนา ถูกจับยัดลง "คลิป" แจกแหลก บูมสนั่นราวกับนโยบายประชานิยม

"ตัดฉากฉับ" กุศลและผลบุญของ "คลิปฉาว" ที่ปรากฏว่ามีคาวโลกีย์แจมนิดหน่อยตรงที่คำสารภาพบาปว่าเลิกใช้ "ไวอะกร้า" หันมาเสพสม "ถั่งเช่า" ทดแทน

หลัง "คลิปเสียง" โปรยสู่ภาคตลาด "นายใหญ่" ซึ่งบินไปตีกอล์ฟกับเพื่อนๆ ต่อที่สนาม "อัลไพน์" กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ทราบเรื่องราวเข้า ถึงกับลมเกือบใส่ ออกอาการซีเรียส ฉุนเฉียวมิน้อย

แต่เมื่อเช็กข้อความในคลิปด้วยความละเอียดรอบคอบ อย่างถ้วนถี่อีกที ไม่มีตรงไหนพาดพิง หรือบริภาษบุคคลที่สามด้วยภาษา "พ่อขุน" ใช้ถ้อยคำรุนแรง วรรคตอนที่พาดพิงถึง "ป๋า" ก็อยู่ในข่ายคารวะ ศิโรราบ ทำนองว่า หากผู้น้อยได้กลับบ้าน จะวางอุเบกขาเฉย ทุกบริบท

"นายใหญ่" จึงใจชื้น กู่สติสตังค์คืนขึ้นมาเยอะ แต่กระนั้นแล้ว เพื่อความสบายใจ สัปดาห์หน้าตามโปรแกรมเดิมจะเดินทางมาพักผ่อนแบบมาราธอนที่ฮ่องกง-มาเก๊า เพื่อให้นักการเมืองอกหัก ไม่สมหวัง-นักธุรกิจบินไปพบ และจะถือโอกาสปิดโรงแรมเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันเกิดในวันที่ 26 กรกฎาคม

เลิกล้มแผนและโปรแกรมทั้งหมด งดทัวร์ฮ่องกง-มาเก๊า และจัดงานวันเกิด ขอนอนเกาสะดือ อยู่ที่ตึก "ไวต์เฮ้าส์" ในสนามกอล์ฟของเพื่อนเลิฟที่ชื่อ "เหยียน ปิง" จนถึงสิ้นเดือน จึงบินกลับดูไบ



"ทักษิณ" รอดแน่ "คลิปเสียง" แค่ของกล้วยๆ หมูๆ สวาปามของหนักมามากกว่านี้หลายสิบเท่า ยังเอาตัวรอดมาได้ คนที่น่าจะเด๊ดสะมอเร่ รับทั้งต้น-ดอก หนีไม่พ้น ทหารเฒ่าที่ชื่อ "บิ๊กอ๊อด" แค่ประเด็น "ถั่งเช่า" ก็สะบักสะบอมพอสมควร เหนือสิ่งอื่นใดคือ "คำพูด" ที่ปรากฏใน "คลิปเสียง" วิพากษ์วิจารณ์ ผู้นำ 3 เหล่าทัพแบบเรียงหัว ไล่ดะตั้งแต่ "พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร" ผู้บัญชาการทหารสูงสุด "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" ผู้บัญชาการทหารบก "พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง" ผู้บัญชาการทหารอากาศ และ "พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์" ผู้บัญชาการทหารเรือ ซึ่งเจอลูกหลงด้วยกันทั้งหมด ไม่รู้จะหามาตรการ ใช้หมากอะไรมาเคลียร์

ปัญหาของ "บิ๊กอ๊อด" ลงเอยไม่สมบูรณ์แน่นอน แม้ผู้นำ 3 เหล่าทัพจะเกรงใจ พากันยกโทษ ให้อภัย ทหารรุ่นพี่ กระนั้นก็ยังมองหน้ากันไม่สนิท เวลาร่วมประชุมสภากลาโหมด้วยกัน

ถึงตรงนี้เชื่อว่า "พล.อ.ยุทธศักดิ์" น่าจะไปไม่รอด มีทางเลือกเดียวคือประกาศไขก๊อกออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยกลาโหม ลดละปัญหาได้สารพัด ความขัดแย้งระหว่าง "รัฐบาลกับกองทัพ" ซึ่งเวลานี้ "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" กับ "บิ๊กตู่" เล่นคีย์ ตีจังหวะ ไปด้วยกันได้ดี หวานชื่นกันยิ่งกว่ารัฐบาล "ประชาธิปัตย์" เสียด้วยซ้ำไป

การลาออกของ "บิ๊กอ๊อด" ลดกระแสแห่งการวิพากษ์วิจารณ์ลงไปได้โดยอัตโนมัติมากไม่น้อยทีเดียว เพราะนอกจากจะลดความขัดแย้ง "รัฐบาล-กองทัพ" ไม่ให้ร้าวฉานแล้ว ยังเท่ากับคืนกำไรกลับให้ "กองทัพ"

เพราะ "ดุลอำนาจ" ในสภากลาโหม สัดส่วนของเหล่าทัพมีโอกาสถือต้นทุนเท่าเดิม

ประกอบด้วย 1 ผบ.สส.+3 ผบ.เหล่าทัพ ขณะที่ขั้วการเมือง เหลือ 1 ว่าการ+1 ปลัด แต้มต่อ 4 ต่อ 2 ย่อมปลอดภัยไร้กังวลกว่า สัดส่วน 3 ต่อ 4

สรุปว่า งานนี้ ปากพาจน "บิ๊กอ๊อด" ตายฟรี 
49  หมวดหลัก / แจ้งข่าวประชาสัมพันธ์ และ ประกาศต่างๆ / เสรีชนเข้าเยี่ยมพี่น้องเรือนจำพิเศษกรุงเทพ คดี 112 เมื่อ: 28 มิถุนายน 2013, 19:24:11
ส่งตัวแทนชาวเสรีชน เข้าเยี่ยมพี่น้องที่ต้องขังในคดี 112 จำนวน 5 ราย ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ


ทั้งนี้ได้ทำการมอบเงินเพื่อยังชีพและบรรเทาทุกข์ รายละ 2000 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 10,000 บาท


พี่น้องในเรือนจำพิเศษฝากบอกว่า การมาเยี่ยมครั้งนี้ของชาวเสรีชน ทำให้เค้ามีกำลังใจอยู่และต่อสู้


 และขอขอบคุณชาวเสรีชน ที่ยังไม่ลืมพวกเค้า  และขอบคุณทุกท่านที่มอบเงินมาในโอกาศนี้ด้วยครับ
50  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / สงครามภาคใต้ไทย ชี้ขาดที่มาเลเซีย! ยุทธบทความ สุรชาติ บำรุงสุข เมื่อ: 24 มิถุนายน 2013, 10:27:07
ยุทธบทความ

สุรชาติ บำรุงสุข

สงครามภาคใต้ไทย ชี้ขาดที่มาเลเซีย!

"สิ่งที่ชี้ขาดแพ้ชนะในสงครามนั้นคือประชาชน หาใช่อาวุธแบบใหม่อย่างสองอย่างไม่"

ประธานเหมาเจ๋อตุง

บทสนทนากับผู้สื่อข่าวอเมริกัน

สิงหาคม 1946

"การโดดเดี่ยวผู้ก่อความไม่สงบจากฐานสนับสนุนของพวกเขา เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของความสำเร็จในการต่อสู้"

James D. Kiras

"Terrorism and Irregular Warfare" (2002)



ผมก็คงเป็นเช่นเดียวกับอีกหลายๆ คนที่สนใจและติดตามปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาโดยตลอด

หลังจากเหตุการณ์ปล้นปืนเมื่อค่ำคืนวันที่ 4 มกราคม 2547 แล้ว ผมได้นำเสนอความเห็นผ่านคอลัมน์ "ยุทธบทความ" ซึ่งหากนับรวมบทความเรื่องภาคใต้เฉพาะในช่วงปี 2547 และ 2548 ก็น่าจะมีประมาณเกือบ 100 ตอน

เพราะในช่วงสองปีดังกล่าวผมพยายามสร้าง "ข้อเสนอ" ในมิติต่างๆ โดยอาศัยมติชนสุดสัปดาห์เป็นฐานที่มั่นทางความคิดเพื่อนำเสนอยุทธศาสตร์ แนวทาง และนโยบายขายในเวทีสาธารณะ โดยหวังว่าจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ผมเรียกในทางทฤษฎีว่า "สงครามก่อความไม่สงบ" ในภาคใต้ไทย (หรือ Insurgency Warfare)

ในช่วงเวลาเช่นนี้ ผมตัดสินใจหันกลับไปอ่านตำราการทหารเล่มเก่าๆ ที่ว่าด้วยสงครามชนิดนี้อีกครั้งหนึ่ง

เพราะแต่เดิมผมเคยเชื่อว่า สงครามก่อความไม่สงบน่าจะสิ้นสุดไปกับยุคของสงครามเย็น เพราะโอกาสที่จะมีการปลุกระดมให้คนลุกขึ้นมาจับอาวุธต่อสู้กับรัฐเช่นในยุคสงครามคอมมิวนิสต์นั้น น่าจะเป็นไปได้ยากในยุคหลังสงครามเย็น

หรืออีกนัยหนึ่ง สงครามแบบเก่าได้สิ้นสุดลงแล้ว

นอกจากนี้ ผมก็อาจถูกกระแสของสงครามอ่าวเปอร์เซียในปี 2534 พัดพาไปจนลืมนึกถึงสงครามแบบเก่า และสนใจอยู่กับสงครามแบบใหม่ที่มีคุณลักษณะเป็น "สงครามไฮเทค"

และขณะเดียวกันก็สนุกอยู่กับแนวคิดเรื่องของ "การปฏิวัติทางทหาร" ที่มีเทคโนโลยีสมรรถนะสูงเป็นแรงขับเคลื่อน หรือที่ถูกเรียกด้วยวาทกรรมใหม่ว่า "การปฏิวัติในกิจการทหาร" (Revolution in Military Affairs หรือ RMA)

ทัศนะเช่นนี้ดูจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นและอาจจะสุดโต่งว่า เทคโนโลยีเป็นปัจจัยชี้ขาดการสงคราม...

สงครามสามารถเอาชนะได้ด้วยการมีเทคโนโลยีที่เหนือกว่า

แต่ดูเหมือนเราจะละเลยบริบทที่สำคัญว่า หากสงครามเป็น "โลว์เทค" (ไม่ใช่ "ไฮเทค") ต่างไปจากที่คิดๆ กันในช่วงหลังจากสงครามอ่าวเปอร์เซียในปี 2534 แล้ว เราจะทำอย่างไร... จะรบอย่างไร?



ดังนั้น เมื่อความรุนแรงรอบใหม่เกิดและพัฒนามากขึ้นหลังจากเหตุการณ์ "ปล้นปืน" ในเดือนมกราคม 2547 แล้ว ผมจึงตัดสินใจหันกลับสู่ตำราเล่มเก่าว่า "สงครามต่อต้านการก่อความไม่สงบ" (Counterinsurgency Warfare)

แต่นักเรียนในวิชายุทธศาสตร์ทุกคนถูกสอนและเรียนรู้ว่า ก่อนจะอ่านงานในลักษณะของ "การแก้" จะต้องอ่านตำราของ "การก่อ" ก่อน

ซึ่งหนึ่งในงานสำคัญที่สุดที่นักเรียนทุกคนในสาขานี้ถือกันว่าเป็น "ตำราพื้นฐาน" ของการต่อต้านรัฐก็คือ สรรนิพนธ์การทหารของประธานเหมาเจ๋อตุง

แม้ใครจะเห็นโต้แย้งว่า งานดังกล่าวเก่าเกินไปกับบริบทของสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่ว่าจะมองในมุมมองทางการเมือง การทหาร หรือเทคโนโลยีก็ตาม

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า สำหรับนักปฏิวัติทางสังคมแล้ว งานของเหมายังมีพลังอยู่มาก

แน่นอน ผมเริ่มจากงานของเหมา ไปจนถึงนักปฏิวัติในละตินอเมริกา ไม่ว่าจะเป็น เช กูวารา หรือนักทฤษฎีการปฏิวัติยุคถัดมาอย่าง คารอส มาริเกลา...

ขณะเดียวกันก็อ่านงานของฝ่ายรัฐ ผมเริ่มด้วยงานของ เซอร์โรเบิร์ต ทอมป์สัน ซึ่งเป็นนักคิดหลักที่ทำให้อังกฤษชนะในสงครามก่อความไม่สงบในมลายา ตลอดจนงานของ เดวิด กาลูลา หรือของ โรเบิร์ต ทาเบอร์)

ขณะเดียวกัน ก็พยายามหาคำตอบว่า ทำไมฝรั่งเศสแพ้ในเวียดนามและแอลจีเรีย...

ทำไมสหรัฐอเมริกาแพ้สงครามในเวียดนาม...

ทำไมโซเวียตแพ้ในอัฟกานิสถาน

หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ทำไมรัฐใหญ่ที่มีศักยภาพทางทหารมากกว่ากลับเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ต่อฝ่ายตรงข้ามที่มีศักยภาพทางทหารต่ำกว่าอย่างมาก

หรือกล่าวเป็นสำนวนเชิงเปรียบเทียบว่า "ทำไมรัฐใหญ่แพ้สงครามเล็ก?"

(คำว่า "สงครามเล็ก" มาจากคำว่า "Small War" ซึ่งเป็นงานทฤษฎีของนักการทหารชาวอังกฤษ คือ ชาลส์ คอลล์เวลล์ ซึ่งงานดังกล่าวเขียนขึ้นให้เป็นเสมือนคู่มือราชการสนามของกองทัพบกอังกฤษในยุคที่ต้องต่อสู้กับฝ่ายต่อต้านจักรวรรดิอังกฤษในอาณานิคม)



งานเหล่านี้ได้ข้อสรุปคล้ายๆ กัน สงครามต่อต้านรัฐเอาชนะได้ด้วยการดึงมวลชนให้อยู่กับฝ่ายตน หรือเช่นที่กล่าวในงานของเหมาว่า "แหล่งที่มาอันอุดมสมบูรณ์ที่สุดของพลังอันยิ่งใหญ่แห่งสงครามอยู่ในมวลชน" (พฤษภาคม 1938)

ดังนั้น ถ้าฝ่ายก่อความไม่สงบชนะด้วยมวลชน ฝ่ายต่อต้านการก่อความไม่สงบ (ฝ่ายรัฐ) ก็ชนะได้ด้วนเงื่อนไขเดียวกันคือ "มวลชน" ฉะนั้น ผมจึงกล่าวอยู่เสมอในข้อเขียนของตนเองในยุทธบทความหลังจากปี 2547 ว่า สงครามภาคใต้เป็น "สงครามแย่งชิงมวลชน"

ฉะนั้น แม้ "อาวุธเป็นปัจจัยที่สำคัญในการทำสงคราม แต่มิใช่เป็นปัจจัยชี้ขาด

ปัจจัยชี้ขาดคือคน ไม่ใช่วัตถุ" (เหมาเจ๋อตุง, 1938)

หรือกล่าวเป็นปัญหาเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญได้ว่า รัฐไทยจะดึงคนส่วนใหญ่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มาอยู่กับฝ่ายรัฐไทยได้อย่างไร?



กุญแจสำคัญของชัยชนะในภาคใต้จึงได้แก่ การแย่งชิงมวลชนระหว่างฝ่ายรัฐกับฝ่ายต่อต้านรัฐ

ใครได้มวลชน คนนั้นชนะ...



ผมเชื่อทฤษฎีนี้อยู่นาน แต่จนวันนี้เริ่มไม่แน่ใจว่าผมควรจะเชื่อทฤษฎีดังกล่าวต่อไปอีกหรือไม่

เพราะเริ่มเห็นชัดจากบทบาทของมาเลเซียในเวทีการ "เจรจา" ระหว่างผู้แทนของรัฐบาลไทยกับผู้แทนของกลุ่มบีอาร์เอ็น (BRN) และไม่ว่าใครจะเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่าอะไรก็ตาม แต่ก็คือ "การเจรจา" นั่นเอง

แม้ฝ่ายรัฐไทยดูจะกังวลกับการใช้คำคำนี้ แต่ในเวทีสากลแล้ว ทุกคนเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นเช่นนี้ว่า "การเจรจาสันติภาพ" ถ้าจะบอกว่าเป็นเพียงการไป "พูดคุย" ก็คงต้องถามว่าการพูดคุยต่างกับการเจรจาอย่างไร หรือการพูดคุยที่ไม่เจรจาคืออะไร

ถ้าไม่หลอกตัวเองมากไปนัก เราคงต้องยอมรับว่า การเจรจาสันติภาพที่กำลังเกิดขึ้นนี้มีรัฐบาลมาเลเซียเป็น "คนคุมเวที" แต่เราก็อาจจะเรียกให้สบายใจสักหน่อยว่าเป็น "คนกลาง" หรือในระดับต่ำลงมาก็อาจเป็นเพียง "ผู้ประสานงาน"

แต่ในความเป็นจริงก็คือ ผู้ก่อเหตุความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยอาศัยอยู่ในมาเลเซีย (ซึ่งก็ไม่ใช่ข้อมูลที่ปิดบังอะไร เป็นแค่เพียงเราไม่ค่อยอยากกล่าวถึง เพราะเกรงว่าจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) จนทำให้เกิดคำถามตามมาในมุมมองของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยเสมอว่า พวกเขาได้รับความคุ้มครองจากรัฐบาลมาเลเซียด้วยใช่หรือไม่ ?

ดังนั้น การจัดเวทีการเจรจาที่เกิดขึ้น จึงเป็น "การจัด" ของรัฐบาลมาเลเซีย เพราะถ้าฝ่ายไทยตัดสินใจว่าจะเป็น "การเจรจาสันติภาพ" ระหว่างกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในภาคใต้ไทยกับตัวแทนของฝ่ายรัฐบาลแล้ว ก็น่าสนใจว่าทำไมเราไม่เลือกประเทศที่สามให้เป็นเวทีการเจรจา แต่กลับเลือกประเทศที่เป็นเสมือน "ฐานที่มั่น" ของกลุ่มดังกล่าว

ดังจะเห็นได้จากตัวแบบของการเจรจาปัญหาอาเจะห์ระหว่างผู้แทนของรัฐบาลอินโดนีเซียกับกลุ่มอาเจะห์เสรีเกิดขึ้นในประเทศฟินแลนด์ เป็นต้น



การตัดสินใจของผู้ที่เป็น "มาสเตอร์มายด์" การเจรจาของฝ่ายไทย อาจจะไม่สนใจกับความละเอียดอ่อนของคำถามที่ว่า ทำไมเราเลือกเวทีการเจรจาในประเทศที่เป็นฐานสนับสนุนของฝ่ายตรงข้ามรัฐไทย

หรือ "มาสเตอร์มายด์" ของฝ่ายไทยเชื่อว่า จุดชี้ขาดของปัญหาขึ้นอยู่กับบทบาทของรัฐบาลมาเลเซีย ถ้ารัฐบาลมาเลเซียตัดสินใจกดดัน (บีบ) ทางการเมืองต่อขบวนการต่อต้านรัฐไทยที่มีฐานที่มั่นและ/หรือฐานสนับสนุนหลักอยู่ในมาเลเซียแล้ว ขบวนการดังกล่าวก็น่าจะหมดศักยภาพของการเป็นภัยคุกคามลง (และอาจจะหมดลงอย่างรวดเร็วด้วย) คือหมดพื้นที่ที่เป็น "sanctuary" ในทางปฏิบัติ

ทางเลือกเช่นนี้ไม่ใช่ "ทฤษฎีสงครามมวลชน" ในแบบของเหมา เพราะชัยชนะไม่ได้ถูกชี้ขาดด้วยการแย่งชิงมวลชนอีกต่อไป

หากแต่เป็น "ทฤษฎีปิดหลังพิง"

โดยเชื่อว่า ถ้าพื้นที่ซึ่งเป็นฐานที่มั่น/ฐานสนับสนุน หรือที่เรียกว่า "หลังพิง" ที่อยู่ในประเทศเพื่อนบ้านถูกทำลายลงแล้ว ขบวนการก่อความไม่สงบก็จะค่อยๆ หมดศักยภาพลงไป

ว่าที่จริงแล้วทฤษฎีปิดหลังพิงไม่ได้ผิดอะไร และบางทีจะเป็นเงื่อนไขที่เป็นไปได้ที่เร็วที่สุด หากการเจรจาระหว่างรัฐบาลที่เผชิญปัญหาความรุนแรงกับรัฐบาลของประเทศที่ให้การสนับสนุนขบวนการติดอาวุธประสบความสำเร็จจริง จนนำไปสู่การยุติการสนับสนุนในด้านต่างๆ ซึ่งก็จะทำให้หลังพิงที่เกิดขึ้นถูกปิดลง และกลุ่มติดอาวุธดังกล่าวจำต้องลดระดับของการเคลื่อนไหวทางการเมืองและการทหาร

หรือในอีกด้านหนึ่งก็คือ การลดศักยภาพในระดับที่มีนัยสำคัญจนอาจไม่เป็นภัยคุกคาม

ทฤษฎีเช่นนี้ดูจะเชื่อว่าการปิดหลังพิงนั้น แม้จะยังทำให้กลุ่มติดอาวุธเคลื่อนไหวภายในประเทศได้ก็จริง แต่ศักยภาพจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะขาดการสนับสนุนจากภายนอก ซึ่งก็จะทำให้ระดับของความรุนแรงในพื้นที่ลดลงและอยู่ในวิสัยที่รัฐสามารถควบคุมได้



เห็นได้ชัดเจนว่าทฤษฎีปิดหลังพิงวางน้ำหนักทางยุทธศาสตร์ไว้กับปัจจัยภายนอก หรือกล่าวง่ายๆ ก็คือ เชื่อว่าหากปราศจากการสนับสนุนจากภายนอกแล้ว ขบวนการก่อความไม่สงบจะไม่เป็นภัยคุกคามอีกต่อไป

ดังนั้น ถ้าทฤษฎีนี้เป็นจริง ก็อาจจะทำให้ชัยชนะของฝ่ายรัฐไทยเป็นไปได้อย่างรวดเร็วด้วยการสนับสนุนของรัฐบาลมาเลเซีย

กล่าวคือทฤษฎีของปัจจัยภายนอกเช่นนี้ทำให้จุดชี้ขาดสงครามขึ้นอยู่กับบทบาทของรัฐมาเลเซียในการปิดหลังพิงซึ่งเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มก่อความไม่สงบในภาคใต้ไทยที่อยู่ในมาเลเซีย (ซึ่งผมเชื่อว่าหลายคนก็ภาวนาให้เป็นเช่นนั้น เพราะสงครามจะได้ยุติเสียที!)

ทฤษฎีเช่นนี้น่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะหลายคนอาจจะคิดว่าทฤษฎีสงครามมวลชนของเหมาช้าและบางทีก็ทำได้ยาก เพราะทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายปฏิบัติเองก็อาจจะไม่คุ้นเคยกับแนวคิดเรื่องของ "สงครามประชาชน" เท่าใดนัก

อีกทั้งการขาดความรู้และความเข้าใจในเรื่องของสงครามประชาชนย่อมทำให้เกิดปัญหาในการดำเนินนโยบายเพื่อทำ "สงครามแย่งชิงมวลชน"

ดังนั้น ถ้าฝ่ายก่อความไม่สงบไม่มีหลังพิงก็จะทำให้การเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นภายในประเทศมีข้อจำกัดอย่างมาก และอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนของสถานการณ์ได้ไม่ยาก

ถ้าคิดเช่นนี้แล้ว การเจรจาสันติภาพที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ก็ไม่น่ามีความหมายอะไรมากนัก เพราะในที่สุดแล้วรัฐบาลมาเลเซียก็จะเป็นผู้จัดการทุกอย่างให้ ดังเช่น ข้อเสนอของนายกรัฐมนตรีมาเลเซียที่กล่าวในเวทีสาธารณะสนับสนุนให้มีการจัดตั้งเขตปกครองตนเองของคนมุสลิมในไทย ฟิลิปปินส์ และเมียนมาร์

และขณะเดียวกันก็ให้คนเหล่านี้เลิกคิดในเรื่องของการจัดตั้งรัฐอิสระ และให้ยอมอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐเดิม

การส่งสัญญาณเช่นนี้เท่ากับเป็นการบอกกับรัฐบาลไทยอย่างมีนัยว่า รัฐบาลมาเลเซียจะเป็นผู้คุมเวทีที่กัวลาลัมเปอร์ให้ และขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยก็ต้องเตรียมการจัดตั้งเขตปกครองตนเองขึ้นในภาคใต้ของไทย

เช่น ที่มาเลเซียเข้าไปเป็นคนกลางจนสามารถจัดตั้งเขตปกครองตนเองของชาวมุสลิมขึ้นได้ในมินดาเนาภาคใต้ของฟิลิปปินส์



หากพิจารณาเช่นนี้แล้วก็จะเห็นได้ชัดเจนว่า รัฐบาลมาเลเซียกำลังเสนอขายตัวแบบของภาคใต้ฟิลิปปินส์ให้แก่รัฐบาลไทย

แต่สิ่งที่พ่วงมากับข้อเสนอเช่นนี้ก็คือ รัฐบาลมาเลเซีย/นายกรัฐมนตรีมาเลเซียจะเป็น "ผู้จัดการ" ในเรื่องนี้ และหวังว่าความสำเร็จที่เกิดขึ้นจะเกิดจากการจัดการของมาเลเซีย

ซึ่งดูจะแตกต่างอย่างมากกับการยุติของสงครามคอมมิวนิสต์ที่อาศัยบุคคลภายใน เช่น พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เข้ามาขับเคลื่อนและอาศัย "ปัจจัยภายใน" เป็นเงื่อนไขของการยุติสงคราม โดยการใช้นโยบายและยุทธศาสตร์ใหม่ แม้ว่าจะอาศัยปัจจัยภายนอกอยู่บ้างก็ตาม

แต่ในกรณีภาคใต้ปัจจุบัน รัฐบาลไทยทำท่าจะอาศัย "ปัจจัยภายนอก" เป็นเงื่อนไขหลักจนดูเหมือนพวกเขาลืมปัจจัยภายใน และที่สำคัญดูเหมือนจะลืมทฤษฎีสงครามก่อความไม่สงบที่เชื่อว่าปัจจัยภายในสำคัญมากกว่าปัจจัยภายนอก!
51  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / งง! ใช้ หนี้ ปรส. 1.1 ล้านล้าน โดยไม่ได้ผลตอบแทน... ตะลึง !...รัฐบาลทำกำไรจากชาวนา 1 แสนล้าน เมื่อ: 24 มิถุนายน 2013, 08:53:53

  หลักศิลา

กลางน้ำเชี่ยว มุกดา สุวรรณชาติ

งง! ใช้ หนี้ ปรส. 1.1 ล้านล้าน โดยไม่ได้ผลตอบแทน... ตะลึง !...รัฐบาลทำกำไรจากชาวนา 1 แสนล้าน



พาดหัวเรื่องแรก ต่อจากฉบับที่แล้วที่บอกว่า หนี้ ปรส. ไม่จบง่ายๆ เพราะวันนี้ดอกเบี้ยรวมเงินต้นกลายเป็น 1.1 ล้านล้าน เป็นหนี้ที่ไม่สร้างผลตอบแทนทั้งเศรษฐกิจและสังคมแต่ คนไทยต้องชดใช้กันต่อไป

ส่วนเรื่องที่สอง รัฐบาลทำกำไรจากชาวนา 1 แสนล้าน เป็นเรื่องสมมุติ เพราะมีคนโวยวายกันว่าโครงการรับจำนำข้าว รัฐบาลขาดทุนเป็นแสนล้าน ก็เลยลองกลับด้านดู ขนาดเขียนเองเห็นแล้วยังตกใจ

เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ใครจะรับได้ที่รัฐบาลเอาเปรียบชาวนา

ข้าวเป็นสินค้าเพื่อการบริโภคมีการค้าระดับโลก ในภาวะที่สินค้าล้นตลาด ต้องเลือกว่าจะให้ชาวนากำไรแสนล้านหรือรัฐบาลกำไรแสนล้าน



1. สรุปคดี ปรส.

ฆาตกรรมทางเศรษฐกิจที่กำลังจะถูกฝัง...

ไม่ยอมให้นิติเวชพิสูจน์



กลับมาดูแนวการสอบสวน DSI ที่แถลงว่า มุ่งถึงการปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จากการนำทรัพย์สินของ 56 สถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการ มูลค่า 851,000 ล้านบาท ไปประมูลขายเพียง 190,000 ล้านบาท และการดำเนินการของ ปรส. ขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่มุ่งแก้ไขระบบสถาบันการเงินด้วยการฟื้นฟูฐานะของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินการ

แต่ขั้นตอนดำเนินการของ ปรส. กลับไม่แยกหนี้ดี หนี้เสีย ทำให้เกิดความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ ส่งผลให้ต่างชาติเข้ามากอบโกยผลประโยชน์โดยมิชอบ และตั้งประเด็นสอบสวน 10 ประเด็น เช่น

ปรส. ยินยอมให้นิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ ปรส. เข้าประมูลซื้อทรัพย์สินจาก ปรส. โดยมิชอบ คณะกรรมการ ปรส. บางคนมีส่วนเกี่ยวข้องปกปิดข้อเท็จจริง กระทำการโดยไม่โปร่งใส

การโอนสิทธิของผู้ชนะการประมูลไม่ชอบ ขัดต่อ พ.ร.ก.ปรส.

ข้อกำหนดการขายทรัพย์สินของคณะกรรมการ ปรส. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

มีการทำสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมาย

กรรมการ ปรส. บางคนขาดคุณสมบัติ เพราะมีตำแหน่งในสถาบันการเงินอีกแห่ง

ฯลฯ

คดี ปรส. ต่อให้ผิด อย่างมากก็ลงโทษ แค่ยืนกางแขน คาบไม้บรรทัด

ไม่ว่า DSI จะตั้งประเด็นสอบสวนอย่างไร ก็คงไม่สะเทือนผู้ต้องหาคนใดทั้งสิ้น ลองย้อนไปดูการตัดสินคดีของศาลอาญาเมื่อวัน ที่ 17 กันยายน 2555 นายอมเรศ ศิลาอ่อน อดีตประธาน ปรส. จำเลยที่ 1 และ นายวิชรัตน์ วิจิตรวาทการ อดีตเลขาธิการ ปรส. จำเลยที่ 2 โดยศาลระบุว่า ระหว่างวันที่ 2 มิถุนายน-1 ตุลาคม 2541 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ของ ปรส. ไม่โปร่งใสก่อให้เกิดความเสียหายแก่กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง และ ปรส. กรณีไม่เรียกเก็บเงินงวดแรกในการขายสินทรัพย์ให้กับบริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส โฮลดิงส์ อิงค์ จำนวน 2,304 ล้านบาท ตามหลักเกณฑ์

ให้ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 เคยเป็นอดีต รมว.พาณิชย์ และจำเลยที่ 2 เคยดำรงตำแหน่งเป็นอดีตประธานอนุกรรมการฟื้นฟูให้กับสถาบันการเงิน ซึ่งถือเป็นการทำคุณให้กับประเทศชาติ ประกอบจำเลยทั้ง 2 คน มีอายุมากแล้วจึงเห็นสมควรให้กลับตัวกลับใจ

โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้เป็นเวลา 3 ปี และให้คุมประพฤติจำเลยเป็นเวลา 1 ปี โดยต้องรายงานตัว 3 ครั้งต่อ 1 เดือน พร้อมบำเพ็ญประโยชน์เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ส่วนจำเลยที่ 3 ถึง 6 ศาลเห็นว่าไม่มีพยาน หลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ จึงพิพากษายกฟ้อง

ส่วนฝ่ายการเมือง ป.ป.ช. ก็บอกว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

ยุติธรรมพอมั้ย สำหรับคนไทยที่ต้องล้มละลาย ฆ่าตัวตาย ครอบครัวแตกแยก ลูกหนี้จำนวนมากไม่มีโอกาสไปซื้อทรัพย์สินคืน ใครจะมีเงินเป็นหมื่นล้านไปประมูลตามแผนที่ ปรส. วางไว้

หลังจากรัฐประหาร 2549 หลังตุลาการภิวัฒน์ ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 ประชาชนไม่สามารถ จับหลักการในการตัดสินคดีต่างๆ ได้ ว่า ความยุติธรรมเดินอยู่บนถนนเส้นไหน จะหาพบได้อย่างไร? เมื่อเทียบคดี ปรส. ที่เสียหายหลายแสนล้านแล้ว ผู้ต้องหาในคดีอื่นๆ อาจไม่ผิด หรือมีโทษเพียงเล็กน้อย เช่น คดีรถดับเพลิง กทม. บ่อบำบัดน้ำเสีย สมุทรปราการ การต่อสัญญา รถไฟฟ้า สร้างโรงพัก 396 แห่ง ฯลฯ

อัยการบางท่านบอกว่า ป.ป.ช. ใช้เวลาสิบกว่าปีในการชงคดีนี้ ถ้าภายใน 2 เดือนนี้ส่งเรื่องมาให้อัยการฟ้องใครก็ตาม แม้อัยการจะใช้เวลาเพียง 1 ใน 10 ของ ปปช. ก็ต้องใช้เวลาปีกว่า ซึ่งทุกคดีจะหมดอายุความ และอัยการจะตกเป็นแพะรับบาป แต่แพะตัวแรกคือคนไทยทั้งประเทศที่ต้องรับใช้หนี้กว่า 1.1 ล้านล้าน ที่ไม่มีผลตอบแทน แม้คดี ปรส.จะถูกฝังแต่คนไทยยังต้องใช้หนี้ต่อไปอีกนาน

ทั้งกระบวนการตั้งแต่เริ่ม BIBF มาจนถึงการขายทรัพย์สิน ของ ปรส. คือทุนนิยมสามานย์ของแท้ ที่เริ่มต้นด้วยการเก็งกำไรและจบด้วยการขายชาติอย่างเป็นรูปธรรม แบบลอยนวล



2. โครงการจำนำข้าวจะช่วยชาวนาได้นานๆ

จะต้องได้ประโยชน์ มีความสมดุลและสุจริต

เป็นเรื่องปกติของทุกรัฐบาล ตลอด 50 ปี ที่ผ่านมา ที่ได้ใช้เงินจากภาษีและเงินกู้เพื่อพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นลงทุนสร้างถนน ระบบรถไฟ ระบบน้ำ จำนำข้าว ประกันสุขภาพ รถเมล์ฟรี รถไฟฟรี การสร้างระบบรถไฟฟ้า การสนับสนุนระบบการศึกษา การอุดหนุนราคาพลังงาน ฯลฯ

วันนี้กำลังของคนไทยสามารถสร้างผลผลิตและบริการ คิดเป็นรายได้ประชาชาติ ถึง 12 ล้านล้าน แต่รัฐบาลทุกชุดก็ต้องใช้ทั้งเงินภาษีและเงินกู้มาบริหารประเทศตามนโยบาย การทำงานเพื่อประชาชน ไม่เน้นกำไรขาดทุนแต่ควรให้มีประสิทธิ์ผลที่คุ้มค่า

ถึงวันนี้ไม่ว่าจะเก็บค่ารักษา หัวละ 30 บาท หรือ 100 บาท รัฐก็ไม่มีกำไรในโครงการดูแลสุขภาพ การสร้างระบบรถไฟฟ้าใต้ดิน เหนือดิน ถ้ารวมค่าก่อสร้างระบบรางเข้ากับระบบเดินรถ แต่เก็บค่าโดยสารอัตราต่ำ ก็ต้องขาดทุน

การเอาเงินไปพยุงราคาพืชเกษตรไม่ว่าจะเป็น มันสำปะหลัง ผลไม้ ข้าว ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ต้องขาดทุน

โครงการจำนำข้าวเป็นเป้าหมายการโจมตีทางการเมือง โดยสร้างความวิตกกังวล ด้วยคำว่า ขาดทุน และโกง

แต่ที่ทุกรัฐบาลทำมิได้หวังกำไร มันจะเป็นเรื่องประหลาดที่สุดในโลกถ้า รัฐบาลมีกำไรในการรับจำนำข้าวจากชาวนา 100,000 ล้าน และชาวนาต้องจนกรอบขายนาทิ้ง ถ้าพื้นฐานของคนส่วนใหญ่พังทลาย สังคมที่ตั้งอยู่ข้างบนก็ต้องพังตามลงมา

เมื่อจะช่วยชาวนาที่เป็นคนกลุ่มใหญ่ ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายสูง ความสงสัยของผู้คนเป็นเรื่องปกติ แต่จะยอมรับได้ถ้าได้ประโยชน์ มีความสมดุลและสุจริต

ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมคุ้มหรือไม่

1. ดึงราคาข้าวให้สูงขึ้น ชาวนาขายได้ในราคาจำนำ ได้เงินมากขึ้น

2. มีความมั่นคงทางอาหาร ทั้งในประเทศและระดับโลก เพราะมีข้าวในคลังเยอะ สามารถรับกับปัญหาภัยพิบัติต่างๆ ได้

3. ทำให้พื้นที่ปลูกข้าวยังถูกเก็บไว้ในมือชาวนาไทย เพราะถ้าข้าวราคาถูกพื้นที่เหล่านี้จะถูกขายไปทำอย่างอื่น หรือเปลี่ยนมือไปเป็นของต่างชาติ

4. เมื่อชาวนามีเงิน ก็ทำให้เกิดแรงซื้อจากระดับล่างเข้ามาผลักดันเศรษฐกิจให้เคลื่อนไหวในภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ

สมดุลที่กล่าวถึงคือความเหมาะสมแต่ละด้าน ซึ่งสามารถยืดหยุ่นเพื่อให้โครงการเดินไปได้ เช่น

ความสมดุลของงบประมาณในโครงการเมื่อเทียบกับเงินงบประมาณทั้งหมด และประเภทของกลุ่มเป้าหมาย จำนวนคนที่ต้องช่วยเหลือ

ความสมดุลในการกระจายการรับจำนำเมื่อมีการจำกัดจำนวนรับจำนำข้าวต่อปี ว่าจะสร้างรายได้ให้ชาวนาส่วนใหญ่ได้เท่าไร เพราะโดยสัดส่วนแล้วชาวนาจนมีที่นา 1-20 ไร่ มีถึง 65% ชาวนาที่มีที่นา 20-30 ไร่มี 18% จะเห็นว่าชาวนาที่มีที่นา 1-30 ไร่ จะมีเกิน 80% ใช้เป็นฐานในการกำหนดปริมาณรับจำนำต่อปีได้

ความสมดุลของราคานำตลาดที่จะเหมาะในการรับจำนำ โดยต้องคิดถึงต้นทุนของชาวนาแล้วบวกกำไร ต้องกล้าขายออกแม้ขาดทุน เพื่อจะรับข้าวในฤดูต่อไปได้

ส่วนความสุจริต คงต้องนับเป็นเปอร์เซ็นต์ เพราะขั้นตอนเยอะ รูรั่วเกิดได้มาก ในขั้นตอนที่เกี่ยวกับชาวนาพวกเขาคงต่อสู้เพื่อรักษาผลประโยชน์เต็มที่ ส่วนของโรงสีก็เช่นกัน แต่ตอนเก็บไว้ในรูปข้าวสาร จนถึงการขายเป็นรายรับของรัฐบาลล้วนๆ ไม่มีใครมาดูให้ นอกจากสร้างระบบควบคุม ถ้ามีการทุจริต จะขาดทุนมากขึ้น เช่น เซอร์เวเยอร์ตรวจสอบคุณภาพข้าว

ถ้าไม่เข้มงวด อาจทำให้ข้าวเสียหาย เป็นล้านตัน



ทบทวนวัตถุประสงค์และปรับปรุง ให้เดินหน้าต่อไป

จุดประสงค์หลักคือช่วยคนจน ไม่ใช่ช่วยคนมีที่นาเป็นร้อยๆ ไร่ และไม่ได้ส่งเสริมการปลูกข้าวไปชิงแชมป์โลก เพราะไม่ใช่สินค้าที่ทำกำไร เราไม่มีเงินมากพอที่จะรับซื้อแบบไม่อั้น

โครงการนี้จะอยู่ช่วยชาวนาได้นานๆ ก็ต้องปรับปรุงอีกหลายครั้ง นักวิชาการ ผู้รู้และชาวนา มีข้อเสนอแนะให้ปรับปรุง เช่น

1. ขึ้นทะเบียนผู้ประกอบอาชีพชาวนา ตามพื้นที่ และจำนวนพื้นที่ ส่งเสริมสหกรณ์ชาวนา

2. กำหนดวงเงินช่วยเหลือในแต่ละปี กำหนดปริมาณรับจำนำ ต่อครอบครัว ต่อปี

3. กำหนดราคารับจำนำประจำปีหรือฤดูกาลให้ โดยแจ้งล่วงหน้า

4. กำหนดรายละเอียดการรับจำนำ เช่น ชนิดของข้าว ความชื้น เวลา ประเภทของโรงสี โกดัง

5. กำหนดวิธีการขาย มีมาตรการในการระบายข้าว การเก็บรักษา วิธีทำบัญชี การเปิดเผยข้อมูล

6. ส่งเสริมเรื่องสิ่งแวดล้อม และเทคนิคการเพิ่มผลผลิต

7. ปรับปรุงคนรับผิดชอบโดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ ปรับปรุงระบบอุดรูรั่ว   

ผลที่เกิดขึ้นชาวนารายย่อยจะได้ประโยชน์เต็มที่ รัฐจะคุมงบประมาณที่อุดหนุนชาวนาได้ พ่อค้ามีโอกาสซื้อข้าวส่วนที่ผลิตเกิน การยึดพื้นที่นาของรายใหญ่จะลดลง ชาวนาที่มีพื้นที่มากเลือกได้ว่าจะผลิตเท่าไร หรือให้คนอื่นเช่า รายได้จะกระจายออก พวกที่มีพื้นที่น้อยอยากเพิ่มผลผลิตต่อไร่ หรือเช่าที่เพิ่ม

จำนำข้าวเป็นจุดแข็งทางนโยบาย เมื่อนำมาปฏิบัติ อย่าให้กลายเป็นจุดอ่อน 


ขอบคุณ  มติชนสุดสัปดาห์
52  หมวดหลัก / รายงานและบทความเชิงลึก / บทคำราม ของ "บิ๊กเจี๊ยบ" กับ บทพระเอก ของ "บิ๊กตู่" แห่งฤดูกาลโยกย้ายทหาร กลางการเมืองร้อน เมื่อ: 24 มิถุนายน 2013, 08:38:14
บทคำราม ของ "บิ๊กเจี๊ยบ" กับ บทพระเอก ของ "บิ๊กตู่" แห่งฤดูกาลโยกย้ายทหาร กลางการเมืองร้อน

มีการตั้งข้อสังเกตกันถึงบทบาทของ บิ๊กเจี๊ยบ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.สส. นับจากนี้ไปจนถึงการโยกย้ายทหารใหญ่ปลายปีและการตัดสินคดีเขาพระวิหารของศาลโลก ที่ดูจะเข้มข้นขึ้น

จากที่เขาพยายามทำตัวเองให้เงียบจมหายไปกับกระแสการเมืองที่เชี่ยวกราก เพราะไม่ว่ามีข่าวลือ หรือถูกพาดพิงอะไร ก็ไม่พูดไม่ชี้แจง พล.อ.ธนะศักดิ์ ก็เริ่มออกมามีปากเสียงและเคลื่อนไหว

"ทหารต้องนิ่ง บางทีการนิ่งจะดีกว่า ถ้าออกมาพูด ออกมาชี้แจงตอบโต้ มันก็จะเป็นปัญหาต่อไปอีก ผมเองถูกพาดพิงหลายครั้ง แต่ก็ไม่อยากออกมาพูดให้ใครเสียหาย เสียหน้า" พล.อ.ธนะศักดิ์ ออกตัว

แต่ทว่า พล.อ.ธนะศักดิ์ นั้นมีความเคลื่อนไหวในความสงบนิ่ง ไปพร้อมๆ กับการสร้างเพาเวอร์ ในฐานะ ผบ.สส. ด้วยการรวม ผบ.เหล่าทัพ เป็นหนึ่งเดียว เพราะถ้าลำพังแค่ ผบ.สส. คนเดียว ก็คงไม่มีน้ำหนัก แต่ถ้ามี ผบ.เหล่าทัพ เป็นแบ๊กอัพ ก็จะแข็งแกร่งขึ้น

แถมจังหวะดีตรงที่ ผบ.เหล่าทัพ ในยุคนี้ ทั้ง บิ๊กหรุ่น พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผบ.ทร. และ บิ๊กจิน พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. และ บิ๊กอู๋ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. เป็น ตท.13 ด้วยกัน ก็จะแน่นปึ้ก ไปไหนไปด้วยกัน และมีการพบปะกันแบบส่วนตัวเนืองๆ

จนบ่อยครั้งที่เมื่อทั้ง 3 คนนัดแนะไปงานไหนด้วยกันแล้ว ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เดิมไม่อยากจะไปร่วมงาน ก็ต้องไปด้วย เพื่อให้ดูเป็นเอกภาพ และไม่น่าเกลียด แต่หลายครั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็โดดเดี่ยว เป็น ผบ.ทบ. ผบ.เหล่าทัพ คนเดียวที่ไม่ไปร่วมงาน

จะเห็นได้ว่า พล.อ.ธนะศักดิ์ ถึงขั้นเชิญชวนทั้ง ผบ.ทร. ผบ.ทอ. และ ผบ.ตร. ไปเยือนยูเครน และไปแวะออสเตรีย ฮังการี ด้วยกันมาแล้ว เมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมา ที่เป็นการสร้างความสนิทสนม ไม่ใช่แค่หน้าบ้าน แต่รวมถึงหลังบ้านและครอบครัวด้วย



ไม่แค่นั้น พล.อ.ธนะศักดิ์ ยังเพิ่มพลังอำนาจบารมีให้ตนเอง ด้วยการประชุมคณะผู้บัญชาการทหาร ทุก 2 เดือน เพื่อดำรงบทบาทของ ผบ.สส. และเพิ่งมีการประชุมล่าสุด ที่ บก.กองทัพไทย เมื่อ 17 มิถุนายน ก่อนที่จะชักชวน ผบ.เหล่าทัพ และ ผบ.ตร. ไปร่วมพิธีปิดการแข่งขันกีฬากองทัพไทยด้วยกัน

แถมวันรุ่งขึ้น 18 มิถุนายน เมื่อไปร่วมประชุม ผบ.เหล่าทัพ กันที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วในตอนค่ำ พล.อ.ธนะศักดิ์ ก็ชักชวน ผบ.เหล่าทัพ ไปชมคอนเสิร์ตการกุศล "ทัพฟ้าคู่ไทย เพื่อชัยพัฒนา" ที่ศูนย์วัฒนธรรมฯ กันต่อ เพื่อแสดงความเป็นเอกภาพ ตามม็อตโต้ 3 เหล่าทัพ เป็นหนึ่งกองทัพไทย ของ พล.อ.ธนะศักดิ์

"สามเหล่าทัพ กับตำรวจ รวมกันเป็นหนึ่งกองทัพไทย เรามีความใกล้ชิดสนิทสนมกันมาก เจอกันตลอดแทบทุกวัน บางวันอยู่ด้วยกันตั้งแต่บ่ายจนค่ำ ไปงานด้วยกันตลอด มีอะไรคุยกันตลอด" พล.อ.ธนะศักดิ์ ตอกย้ำ

ยิ่งเมื่อ พล.อ.ธนะศักดิ์ ต้องมายืนหน้าแถว ผบ.เหล่าทัพ โดยเฉพาะในการแถลงข่าว เขายิ่งต้องแสดงความเป็นผู้นำ

จนเป็นที่ฮือฮาเมื่อ พล.อ.ธนะศักดิ์ เล่นบทปรี๊ดแตก แต่ในสไตล์ทหารเจ้า ด้วยการโวยคำถามสื่อ และบทบาทสื่อในหลายเรื่อง

ทั้งการตำหนิสื่อว่า อย่าเสนอข่าวหรืออ้างข่าวลอยๆ แบบ "เขาว่า" หรือ การเป็นเครื่องมือในการเสนอข่าวที่ไม่ถูกต้อง เช่น ข่าว ตร. ปล่อยให้มุสลิมเขมรขนอาวุธลงใต้ และข่าวความไม่โปร่งใสในการบริหารงานที่แฟลตของ บก.ทัพไทย

"ผมก็ถูกพาดพิงหลายครั้ง แต่ผมก็ไม่เคยออกมาชี้แจงหรือแก้ข่าวอะไร นิ่งไว้ดีกว่า" บิ๊กเจี๊ยบ กล่าว

"ผมเป็นทหาร ครอบครัวเป็นทหาร แต่ใจจริงผมอยากเป็นตำรวจ ผมจึงทำอะไรคล้ายๆ ตำรวจ บางเรื่องผมก็เดือดร้อนแทนตำรวจ เพราะตำรวจในยุค พล.ต.อ.อดุลย์ นี่ดีมาก ไม่รู้จะหาคำชมยังไงได้พอ" พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าว

ยิ่งเมื่อได้ไปดูศูนย์ปฏิบัติการตำรวจ ที่ สตช.ปทุมวัน ที่ชั้น 19 และ 20 ที่ภาษาทหารเรียกว่า TOC นั้น พล.อ.ธนะศักดิ์ ก็ยิ่งพอใจในความทันสมัยไฮเทคโนโลยี ที่สามารถลิงก์ไปได้ถึงทุกสถานีตำรวจ

ทว่า อาการอารมณ์เสีย หน้ามุ่ย ของ พล.อ.ธนะศักดิ์ นี้ เจ้าตัวให้เหตุผล เพื่อผ่อนคลายบรรยากาศความเครียดว่า "ผมจะเล่นบทดุ นี้แทน พล.อ.ประยุทธ์ บ้าง"



ในระยะหลังมานี้ เวลาเดินทางไปไหนด้วยกัน พล.อ.ธนะศักดิ์ จะชวน พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นเพื่อน ตท.12 นั่งรถคันเดียวกันไปเลย เพื่อแสดงความใกล้ชิดสนิทสนม แต่ก็เม้าธ์กันว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ค่อยอยากนั่งรถตำแหน่ง ผบ.สส. เพราะจะเป็นลางไม่ดี อาจถูกย้าย

ท่ามกลางเสียงซุบซิบว่า มาดเข้มและเสียงคำรามนี้ นี่คือตัวตนที่แท้จริงของ พล.อ.ธนะศักดิ์ ที่อาจเห็นมาดเนี้ยบ นิ่ง เป็นทหารเสือฯ ทหารเจ้า ที่แสนสุขุมนุ่มนิ่ง แต่ก็ต้องมีบทดุอย่างเสือบ้าง

"ผมทำหน้าดุ ทำแบบนี้ได้ไม่นานหรอก 2 นาที ก็เลิกแล้ว" บิ๊กเจี๊ยบ กล่าว

แต่บางเสียงสะท้อนจากทหารแตงโม กลับมองว่า พล.อ.ธนะศักดิ์ ต้องออกมาคำรามบ้าง ก็เพื่อให้ดูน่าเกรงขาม เพราะก่อนหน้านี้เขาอาจจะเงียบ นิ่งเกินไป

ต่างจาก พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อนตู่ของเขา ที่เล่นบทดุเข้ม คำรามตลอด จนเป็นที่หวั่นเกรงของฝ่ายการเมือง จนเชื่อกันว่า อาจส่งผลให้ฝ่ายการเมืองไม่กล้าแตะต้องเก้าอี้ ผบ.ทบ. ของเขา มาแล้วก็เป็นไป

พล.อ.ธนะศักดิ์ ที่อยู่ในข่ายที่อาจถูกโยกย้ายเป็นปลัดกลาโหม ในการโยกย้ายที่จะเริ่มในเดือนกรกฎาคมนี้แล้วนั้น ก็อาจจำเป็นต้องออกมาคำรามบ้าง

ไม่ใช่แค่คำรามกับสื่อ แต่ยังคำรามกับม็อบต่างๆ ที่ออกมาเคลื่อนไหว ทั้งให้ล้มรัฐบาล ให้ปฏิวัติ และต้านการปฏิวัติ ให้เคารพกฎหมายและกติกา และติงเรื่องเจตนาของผู้นำม็อบว่า มีเจตนาดีหรือไม่

"ผมจะอยู่ในระเบียบวินัย อยู่กับปัจจุบัน อนาคตเป็นแค่แผน ขอให้มั่นใจว่า เราจะทำอะไรอย่างมีเหตุผล ผมจะทำในสิ่งที่ดีที่สุด ทำตามหน้าที่และระเบียบวินัย อะไรที่สนับสนุนรัฐบาลได้ ผมจะทำเต็มที่ ตาม กม. และกติกา" พล.อ.ธนะศักดิ์ ยืนยันจุดยืนกองทัพ

จนถูกมองว่า พล.อ.ธนะศักดิ์ พยายามแสดงออกถึงการสนับสนุนรัฐบาลพรรคเพื่อไทย นี้มากขึ้น

ไม่นับรวมการต่อสายตรงกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มากขึ้น เพื่อสยบกระแสข่าว นายกฯ ไม่ปลื้ม ลงไป

จึงไม่แปลกที่เมื่อถูกถามเรื่องโอกาสที่จะถูกโยกย้ายไปจากเก้าอี้ ผบ.สส. นั้น พล.อ.ธนะศักดิ์ จะไม่ตอบ แต่จะระบุแค่ว่า "ผมจะอยู่กับปัจจุบัน อย่าไปมองอนาคตที่ไกลมาก และทำตรงนี้ให้ดีที่สุด"

จึงไม่แปลกที่เมื่อมีการคุมเข้มรายการวิทยุทหารของ บก.สส. ในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองนั้น จึงมีเสียงวิจารณ์ไปที่ พล.อ.ธนะศักดิ์ ที่ยืนกรานว่า ผู้จัดรายการต้องยึดตามระเบียบ เพราะการแสดงความเห็นสดๆ ก็ต้องดูแล แต่ยันเป็นความเห็นส่วนตัว ไม่ใช่ความเห็นของกองทัพ

แต่ก็ยังเป็นที่จับตามองกันว่า ในโยกย้ายใหญ่ในอีก 2 เดือนข้างหน้านี้ พล.อ.ธนะศักดิ์ จะได้นั่งเป็น ผบ.สส. ต่อเป็นปีที่ 3 ก่อนเกษียณหรือไม่



มีการตั้งข้อสังเกตกันว่า เหตุผลที่ พล.อ.ธนะศักดิ์ จะต้องแท็กทีม ผบ.เหล่าทัพ ให้เข้มแข็งเป็นหนึ่งเดียว ก็เพื่อสร้างอำนาจให้เก้าอี้ ผบ.สส. ของเขา และรวมถึงอำนาจในการต่อรองต่างๆ โดยเฉพาะในฤดูกาลโยกย้ายทหารที่จะมาถึง เพื่อต่อรองกับ บิ๊กโอ๋ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม

ด้วยเพราะตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบกลาโหมปี 2551 ที่มีคณะกรรมการกลาโหม พิจารณาโยกย้ายนายพล ที่มีอยู่ 7 คน แต่ในยุคนี้ ไม่มี รมช.กลาโหม จึงมีแค่ 6 เสือกลาโหม นั้น หาก ผบ.สส. และ ผบ.เหล่าทัพ จับมือกันแน่น รมว.กลาโหม ก็จะแทรกแซงไม่ได้

การโยกย้ายใหญ่ปีนี้เริ่มเร็วแล้ว เพราะแค่ต้นเดือนกรกฎาคมนี้ พล.อ.อ.สุกำพล ก็จะเชิญ ผบ.เหล่าทัพ หารือโยกย้ายรอบแรก หลังจากที่ให้ ผบ.สส. และเหล่าทัพ รับทราบนโยบายและหลักเกณฑ์ในการโยกย้าย ที่ พล.อ.อ.สุกำพล ส่งให้รับทราบแล้ว

มีรายงานว่า ราว 15 กรกฎาคม ก็จะได้เห็นโผเป็นรูปเป็นร่างแล้ว หากไม่แตะต้องเก้าอี้ ผบ.สส. ของ พล.อ.ธนะศักดิ์ และเก้าอี้ ผบ.ทบ. ของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะได้รู้ว่า ใครจะเป็นปลัดกลาโหมคนใหม่ แทน บิ๊กเล็ก พล.อ.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน และ ผบ.ทร.คนใหม่ แทน บิ๊กหรุ่น พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ที่จะเกษียณกันยายนนี้

ว่ากันว่า ปลัดกลาโหมคนใหม่ ตอนนี้มีแค่ 2 ทางเลือกคือ คนในอย่าง บิ๊กใหญ่ พล.อ.ม.ล.ประสบชัย เกษมสันต์ รองปลัดกลาโหม ตท.13 ที่เกษียณ 2558 หรือ คนนอก อย่าง บิ๊กอ๋อย พล.อ.จิระเดช โมกขะสมิต ผช.ผบ.ทบ. แกนนำ ตท.13 ที่เกษียณ 2557 เท่านั้น



ส่

วน ผบ.ทร.คนใหม่นั้น ดูเหมือนจะยังสงบนิ่ง เพราะแคนดิเดตก็เป็นเพื่อน ตท.13 ด้วยกันทั้งสิ้น ที่อาจเป็นหวยล็อกไว้ที่ ตท.13 เพราะถ้าเอารุ่นอื่นขึ้น ก็ไม่ทัน อีกทั้งไม่มีตำแหน่งให้ ตท.13 ที่เป็น พลเรือเอก และจอมพล ให้ลงได้

ที่คงต้องยกนิ้วให้การบริหารกองทัพเรือของ พล.ร.อ.สุรศักดิ์ เพราะแม้จะมี บิ๊กเข้ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย จ่อเป็น รอง ผบ.ทร. อยู่และกลายเป็นเต็งหนึ่ง ผบ.ทร.คนใหม่ ก็ตาม แต่แคนดิเดตคนอื่นๆ ก็ยังดูมีความหวัง เพราะบิ๊กหรุ่นประกาศไว้แล้วว่า จะดูที่ผลงาน

ดังนั้น ทั้ง บิ๊กหนุ่ย พล.ร.อ.พลวัฒน์ สิโรดม ผช.ผบ.ทร. และ บิ๊กต้อม พล.ร.อ.อมรเทพ ณ บางช้าง ประธานที่ปรึกษา ทร. จึงเร่งทำงานเต็มที่ โดยเฉพาะ บิ๊กเจี๊ยบ พล.ร.อ.จักรชัย ภู่เจริญยศ เสธ.ทร. ที่รับงานสำคัญมากมาย ในการแสดงความสามารถ

ขณะที่ พล.ร.อ.ณรงค์ เสียเปรียบตรงที่ ตำแหน่ง รอง ผบ.ทร. ไม่อาจแสดงความสามารถอะไรได้มากนัก เพราะรับแต่งานที่จะเป็นตัวแทน ผบ.ทร. เท่านั้น

แต่ก็ต้องยอมรับว่า ข่าวเม้าธ์ใน ทร. เริ่มสะพัดแล้วว่า มีความพยายามในการกระเถิบเข้าใกล้นักการเมือง และสายรัฐบาลพรรคเพื่อไทย และสาย พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วย โดยเฉพาะการเข้าทาง พล.อ.อ.สุกำพล



คาดกันว่า เมื่อฤดูกาลโยกย้ายมาถึง เมื่อนั้น ไม่ใช่แค่ทัพเรือเท่านั้นที่จะวุ่น แต่จะวุ่นทั้งกองทัพ ท่ามกลางการเมืองที่ร้อน ด้วยหลายเรื่องรุมเร้า

เมื่อนั้น อะไรจะเกิด ก็ต้องเกิด...

เพราะในขณะที่ พล.อ.ธนะศักดิ์ เล่นบทเข้ม ก็มีการตั้งข้อสังเกตกันใน ทบ. ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ก็พยายามที่จะปรับตัวปรับอารมณ์ตัวเองให้นุ่มนิ่ง พยายามหันมาเล่นบทพระเอกมากขึ้น โดยเฉพาะตั้งแต่กลับมาจากเยือน ทบ.สหรัฐอเมริกา 10 วัน แล้วเจอข่าว แอบบินพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่วอชิงตัน ดี.ซี.

แม้เจ้าตัวออกมาปฏิเสธด้วยตนเองว่า "ผมคงไม่มีเวลาไปพบ และไม่มีเหตุผลที่จะต้องไปพบกับใคร และไม่มีใครอยากมาพบผม แล้วท่านจะมาพบผมเรื่องอะไร และทำไมท่านต้องมาพบผม ไม่เห็นมีความจำเป็นอะไร ผมไม่ใช่คนสำคัญที่ท่านต้องมาพบ" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

อีกทั้งการเดินทางใน 5 มลรัฐ ในเวลา 10 วันนั้น รวมเวลาที่เดินทางด้วยเครื่องบิน ก็ 4 วันครึ่งไปแล้ว "เดินทางด้วยเครื่องบินทางทหารตลอด มีเจ้าหน้าที่ติดตามตลอด ผมไปไหนเขาก็รู้หมด ผมคงไม่ไปรับปัญหาอะไรจากใครมาอีก" บิ๊กตู่ ย้ำ

แต่กระนั้น พวกที่ไม่เชื่อ ก็ยังไม่เชื่ออยู่นั่นเอง...



ไม่แค่นั้น ท่าทีสุขุมนิ่งของ พล.อ.ประยุทธ์ เกิดขึ้นหลังจากที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรี เชิญ พล.อ.ประยุทธ์ มาทานมื้อค่ำวันพฤหัสฯ ที่ 13 มิถุนายน ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อร่วมโต๊ะพูดคุยกับคอลัมนิสต์คนสำคัญของวงการสื่อ เพื่อชี้แจงปัญหาภาคใต้

แต่ดูเหมือนคำตอบที่ พล.อ.ประยุทธ์ ให้ไปนั้น จะไม่ค่อยทำให้สื่อเข้าใจเท่าใดนัก เพราะสถานการณ์ที่รุนแรง ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความล้มเหลว

ไม่แค่นั้น ในเมื่องานนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ชักชวน บิ๊กโด่ง พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร เสธ.ทบ. และ บิ๊กหนุ่ย พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รอง ผบ.ทบ. ในฐานะ ผช.ผอ.ศปก.กปต. ที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แต่งตั้งไว้ไปร่วมโต๊ะด้วย โดย พล.อ.ประยุทธ์ หมายที่จะลดช่องว่าง ระหว่าง พล.อ.ดาว์พงษ์ กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์

เพราะอย่าลืมว่า ชื่อเสียงและภาพพจน์ของ พล.อ.ดาว์พงษ์ ในความรู้สึกของคนเสื้อแดง และคนในพรรคเพื่อไทย แล้ว ไม่โสภานัก ในฐานะผู้วางแผนกระชับพื้นที่และอีกหลายเหตุการณ์สำคัญ โดยเฉพาะถูกพาดพิงเสมอเมื่อมีข่าวลือรัฐประหาร แต่ก็ดูประหนึ่งว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ยังไม่ค่อยสนิทใจกับ พล.อ.ดาว์พงษ์ เท่าใดนัก

"ผมไม่ได้เป็นอะไร ก็พยายามจะพูดสบายๆ นิ่งๆ บ้าง ไม่ได้เป็นอะไร" พล.อ.ประยุทธ์ ออกตัว

ก็คนอยากเล่นบทพระเอกบ้างนี่นา จะให้เป็น ผบ.ทบ. ที่ดุดัน อารมณ์เสีย ปรี๊ดแตก ตลอดเลยหรือไร

บทบาทของ ทหารเจ้า ทหารเสือราชินี ของ พล.อ.ธนะศักดิ์ และ พล.อ.ประยุทธ์ จากนี้ จึงน่าจับตามองอย่างยิ่ง...



มติชนรายสัปดาห์
53  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / เปิดโฉมมือบึ้มรามฯ ตร.มุ่งปมเขย่ารัฐบาล ไม่เกี่ยวไฟใต้ลามกรุง เมื่อ: 24 มิถุนายน 2013, 08:34:36
เปิดโฉมมือบึ้มรามฯ ตร.มุ่งปมเขย่ารัฐบาล ไม่เกี่ยวไฟใต้ลามกรุง

คดีลอบวางระเบิดบริเวณปากซอยรามคำแหง 43/1 เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2556 ซึ่งหายไปจากพื้นที่ข่าวภายหลังเกิดคดีการเสียชีวิตของ นายเอกยุทธ อัญชันบุตร

กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถสืบสวนกระทั่งรู้ตัวกลุ่มคนร้ายทีมลงมือ ว่ามีอย่างน้อย 4 คน ประกอบด้วย นายอิดริส สะปาตอ นายอิสรอเฮง แวแม นายฮาเล็ม มะลี โดยมี นายคัมภีร์ ลาเต๊ะ เป็นหัวหน้าทีมก่อเหตุ

ต่อมาเมื่อค่ำวันที่ 17 มิถุนายน กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ นำโดย พล.ต.ต.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.)

เข้าจับกุม นายอิดริส สะปาตอ ได้ที่บ้านพักใน ต.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส ก่อนนำตัวมาสอบสวนขยายผลตามจับกุมพรรคพวกที่เหลือ

ในการสอบสวนเบื้องต้น นายอิดริส สะปาตอ ให้การยอมรับว่าเป็นคนประกอบระเบิดขึ้นเองและนำถุงใส่ระเบิดไปวางในจุดเกิดเหตุ โดยมี นายคัมภีร์ ลาเต๊ะ เป็นผู้รับงานและจัดเตรียมการวางแผนทุกอย่าง

อย่างไรก็ตาม แม้จะตรวจสอบพบว่าทั้งนายคัมภีร์ นายอิดริสและพวก ตกเป็นผู้ต้องสงสัยในเหตุการณ์ก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้หลายคดี

แต่ทั้ง 4 คนไม่ได้เป็นสมาชิกกลุ่มบีอาร์เอ็นหรือกลุ่มขบวนการใดในพื้นที่ภาคใต้

พฤติการณ์กลุ่มนายคัมภีร์ ลาเต๊ะ เป็นไปในลักษณะของการ"รับจ้าง"ก่อเหตุเป็นงานๆ ตามแต่จังหวะโอกาส ไม่ได้เป็นการกระทำเพื่ออุดมการณ์อย่างใดทั้งสิ้น

ข้อมูลที่ได้จากการสอบสวน นายอิดริส สะปาตอ ถูกนำมาเป็นประเด็นหักล้างข้อสงสัยที่ว่า

กรณีระเบิดปากซอยรามคำแหง 43/1 มีส่วนโยงใยกับสถานการณ์"ไฟใต้"หรือไม่



จากประสบการณ์เคยคลุกคดีอยู่กับปัญหาไฟใต้มาตั้งแต่เป็นพลตำรวจโท

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คือคนแรกๆ ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันหลังเกิดเหตุระเบิดย่านรามคำแหงเมื่อค่ำวันที่ 26 พฤษภาคม ว่า

ไม่เกี่ยวกับขบวนการก่อเหตุความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับลักษณะของระเบิดที่คนร้ายใช้ก่อเหตุย่านรามคำแหง มีความแตกต่างกันทั้งในเรื่องของดินปืน อุปกรณ์การประกอบระเบิด และวิธีจุดชนวนระเบิด

การตั้งข้อสังเกตของ พล.ต.อ.ดุลย์ สอดคล้องกับข้อมูลภายหลังการจับกุม นายอิดริส สะปาตอ แล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนพบว่า

กลุ่ม นายคัมภีร์ ลาเต๊ะ โดยเฉพาะ นายอิดริส สะปาตอ มีความสามารถในการประกอบระเบิด และเป็นคนนำไปวางบริเวณปากซอยรามคำแหง 43/1 ตามคำรับสารภาพ

แต่เมื่อดูจากระเบิดที่ใช้ จะพบว่ามีรูปแบบรายละเอียดแตกต่างจากระเบิดส่วนใหญ่ที่ใช้ก่อเหตุในภาคใต้

สำหรับสถานการณ์ปัญหาไฟใต้ที่นับวันยิ่งทวีความซับซ้อน เพราะนอกจากการเคลื่อนไหวในเชิงอุดมการณ์ การก่อความรุนแรงยังมีสาเหตุที่มาจากเรื่องของผลประโยชน์อื่น และเรื่องส่วนตัว

การที่นายอิดริส มีความรู้ในเรื่องการประกอบระเบิด จึงเป็นไปได้ว่าอาจถูกใครบางคนชักจูงให้มาร่วมก่อเหตุ

ซึ่งตรงกับหลายๆ คดีในภาคใต้ ที่การก่อเหตุความรุนแรงไม่ได้มาจากความขัดแย้งในเรื่องของอุดมการณ์ เชื้อชาติ ศาสนา สังคมหรือวัฒนธรรม

แต่เกิดจากกลุ่มผลประโยชน์ที่ได้"ว่าจ้าง"กลุ่มวัยรุ่นหรือชายฉกรรจ์ในพื้นที่ให้ลงมือก่อเหตุเพื่อจุดประสงค์บางอย่างในด้านธุรกิจผิดกฎหมาย หรือด้านการเมือง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้รับเสียงสนับสนุนอย่างมาก ทั้งจากผู้นำศาสนาและชาวบ้านในพื้นที่ ตลอดจนนักวิชาการที่เกาะติดปัญหาไฟใต้

เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้เดินมาถูกทางในการมอบหมายให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นหัวหอกในการประสานพูดคุยกับกลุ่มบีอาร์เอ็น และกลุ่มขบวนการเคลื่อนไหวอื่นๆ

เพื่อนำไปสู่ขั้นตอนเจรจาเพื่อสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ในที่สุด

ตรงนี้เองทำให้มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง

เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสืบสวนสอบสวนเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงว่า เป็นที่มาของเสียงระเบิดย่านรามคำแหงหรือไม่



หากย้อนกลับไปในวันเกิดเหตุระเบิดบริเวณปากซอยรามคำแหง 43/1

จะพบว่าเป็นเวลาประจวบเหมาะกับช่วงที่มีม็อบต่างๆ เริ่มออกมาเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล

เป็นช่วงเดียวกับที่มีความพยายามปลุกกระแสต่อต้านการพูดคุยเพื่อสันติภาพภาคใต้ และในช่วงที่มีการปล่อยข่าวว่าทหารเตรียมทำปฏิวัติ

จึงไม่ใช่เรื่องประหลาดหากมีการวิเคราะห์เชื่อมโยงประเด็นเหล่านี้เข้าด้วยกัน ว่าเหตุระเบิดย่านรามคำแหงอาจมีการเมืองอยู่เบื้องหลัง

จุดประสงค์หนึ่ง ก็เพื่อสร้างสถานการณ์เขย่ารัฐบาลให้ระส่ำระสาย

ให้คนเมืองหลวงรู้สึกว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่มีหลักประกันด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับประชาชนคนกรุงเทพฯ อีกต่อไป

ขณะเดียวกัน หลังเกิดเหตุเครือข่ายฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลก็ออกมาขยายความต่อทันที เรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงเร่งคลี่คลายที่มาของการวางระเบิด

พร้อมกับตั้งคำถาม เปิดประเด็นชี้นำให้ประชาชนคนกรุงเกิดความตื่นกลัว

ว่าเหตุระเบิดหน้ารามคำแหงอาจเป็นสัญญาณการขยายขอบเขตการลงมือก่อความรุนแรง จาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ มุ่งมายังเมืองหลวงของประเทศ

และแสดงถึงความล้มเหลวในความพยายามพูดคุยเจรจากับกลุ่มที่เรียกว่า"โจรใต้"หรือไม่

คดีระเบิดย่านรามคำแหง จึงมีส่วนแตกต่างจากคดีการตายของ นายเอกยุทธ อัญชันบุตร

แตกต่างตรงที่คดีนายเอกยุทธ ได้รับการพิสูจน์ชัดเจนแล้วว่าเป็นเรื่องของการฆ่าชิงทรัพย์โดยฝีมือคนใกล้ตัว ไม่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ขณะที่คดีวางระเบิดย่านรามคำแหง

กลับคลี่คลายไปในทิศทางตรงกันข้าม

จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มุ่งไปยังกลุ่มการเมืองอยู่เบื้องหลังก่อเหตุ เป้าหมายสร้างสถานการณ์ซ้ำเติมความวุ่นวายในบ้านเมือง

เร่งรัฐบาลเข้าสู่ภาวะสุกงอมเร็วขึ้น

โดย มติชนสุดสัปดาห์
54  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / ข้าวเน่า-เลือกซ่อมพ่าย พายุ "การเมือง" โถมใส่รัฐบาล เร่ง "ปรับใหญ่ ครม." แก้ "ขาลง" เมื่อ: 24 มิถุนายน 2013, 08:33:20
ข้าวเน่า-เลือกซ่อมพ่าย พายุ "การเมือง" โถมใส่รัฐบาล เร่ง "ปรับใหญ่ ครม." แก้ "ขาลง"

สภาพอากาศเมืองไทยอยู่ในช่วงฤดูมรสุม-ฝนตกหนัก ไม่ต่างอะไรกับสภาพทางการเมืองของ "รัฐบาล" ที่เริ่มมีปัญหาหลายอย่างโถมเข้าใส่ไม่หยุดยั้ง เสมือนโดนพายุลูกใหญ่ซัดเข้าใส่

การบริหารงานของ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อพอสมควร จนบรรดานักวิเคราะห์มองกันว่านี่คือ "ขาลง" ของ "รัฐบาล"

เพราะผ่านมากว่า 2 ปี บรรดานโยบายหลักเริ่มผลิดอกออกผลมาให้เห็นกันแล้ว ซึ่งต้องยอมรับว่าบางนโยบายส่งผลทาง "บวก" บางนโยบายส่งผลทาง "ลบ" ไม่ต่างอะไรกับ "รัฐบาล" ชุดก่อนๆ

โดยเฉพาะนโยบายรับ "จำนำข้าว" ที่เข้าทาง "พรรคประชาธิปัตย์" ได้ทีออกมาถล่มแบบไม่ไว้หน้า ปั่นตัวเลข "ขาดทุน" จนสูงปรี๊ด ส่งผลให้ "ประชาชน" สงสัยการบริหารงานของ "รัฐบาล"

แต่ "รัฐบาล" ก็ปรับเกมให้ "วราเทพ รัตนากร" รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นคนรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ ก่อนที่จะนำมาชี้แจงต่อ "สื่อมวลชน"

"วราเทพ" ทำความเข้าใจทุกอย่างเสียใหม่จนกู้ "ภาพลักษณ์" ของ "รัฐบาล" กลับคืนมาได้บ้าง

เป็นที่รู้กันว่าโครงการรับ "จำนำข้าว" เป็นนโยบายหลักของ "รัฐบาล" จะยกเลิกโครงการไม่ได้ จึงต้องหาทางปรับให้ "ขาดทุน" น้อยที่สุด โดยที่ "ชาวนา" ยังได้รับผลประโยชน์อยู่

ซึ่งล่าสุด "คณะกรรมการนโยบายข้าว" (กขช.) ลดราคารับ "จำนำข้าว" ลง จากราคาตันละ 15,000 บาท เหลือราคาตันละ 12,000 บาท และกำหนดให้ "ชาวนา" เข้าโครงการได้รายละไม่เกิน 500,000 บาท

ถือเป็นการแก้เกมสวนกลับ "ขั้วตรงข้าม" ให้สงบปากสงบคำลงได้บ้าง แต่ต้องทำความเข้าใจกับ "ชาวนา" ให้ดี เพราะไม่เช่นนั้นอาจต้องรับศึกหนักกับม็อบชาวนาที่อาจจะเกิดขึ้นมาได้



เมื่อผนวกกับผลการเลือกตั้ง "ส.ส.กทม." เขตดอนเมือง ซึ่ง "แซม" "ยุรนันท์ ภมรมนตรี" จาก "เพื่อไทย" ต้องพ่ายแพ้ศึกแห่งศักดิ์ศรี เสียแชมป์ ส.ส.ดอนเมือง ให้กับ "แทนคุณ จิตต์อิสระ" จาก "ประชาธิปัตย์" ก็ยิ่งเหมือน "เพื่อไทย" กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤต "ศรัทธา"

เพราะถือเป็นความพ่ายแพ้ที่พลิกล็อกที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่ง และเป็นครั้งแรกในรอบ 37 ปี ที่ "ประชาธิปัตย์" สามารถปักธง "สีฟ้า" ในเขตดอนเมืองได้

วงใน "เพื่อไทย" วิเคราะห์สาเหตุปัจจัยของความพ่ายแพ้กันว่า มาจากการคัดเลือกผู้สมัคร เพราะแม้เขตดอนเมืองจะเป็นพื้นที่ฐานเสียง "เพื่อไทย" เดิมจากการนำของ "เก่ง" การุณ โหสกุล ส.ส. แชมป์เก่าหลายสมัย

แต่การเลือก "แซม" ซึ่งเป็นคนหน้าตาดี มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปอยู่แล้ว และเคยผ่านการเลือกตั้งระบบเขตมาแล้วในปี 2548 ไม่สามารถ "ตอบโจทย์" ของ "คนดอนเมือง" ได้

เพราะจุดอ่อนของ "แซม" คือไม่ใช่คนในพื้นที่ และระยะเวลาหาเสียงที่มีแค่ 18 วัน ไม่พอที่จะ "ซื้อใจ" คนดอนเมือง และที่สำคัญ "คนดอนเมือง" ต้องการ "ตัวแทน" ที่ทำงานเพื่อคนดอนเมืองจริงๆ

กอปรกับ "ประชาธิปัตย์" นำประเด็นที่ "แซม" ต้องลาออกจาก "ส.ส.บัญชีรายชื่อ" มาลงสมัครรับการเลือกตั้งโจมตีอย่างหนัก สะกิดแผลเล็กๆ ที่ "เพื่อไทย" อาจจะมองไม่เห็น จนทำให้ "คนดอนเมือง" เกิดความเคลือบแคลงสงสัยขึ้นมา จนหันไปเทคะแนนเสียงให้กับฝั่ง ปชป.

ประกอบกับในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา "แทนคุณ" ลงพื้นที่หาเสียงบ่อยครั้ง ซึ่งลูกบ้าของ "แทนคุณ" ถึงจะ "ดราม่า" เยอะ แต่ก็ผิดกับ "ผู้สมัคร" ของ "ประชาธิปัตย์" คนอื่นๆ ที่ไม่ค่อยจะลงไปคลุกคลีกับคนในพื้นที่ เว้นแต่ช่วงเลือกตั้ง จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ "คนดอนเมือง" เทใจให้

ดังนั้น เหตุและปัจจัยของความพ่ายแพ้การเลือกตั้งครั้งนี้ จึงไม่น่าจะเป็น "คะแนนนิยม" ของ "เพื่อไทย" ลดน้อยถอยลงแต่อย่างใด หากแต่เป็นการเลือกตัว "ผู้สมัคร" ผิดพลาดไป ประเมินคู่ต่อสู้ต่ำไปหน่อย

หลังจากนี้หากจะมีการเลือกตั้งซ่อมไม่ว่าจะที่ไหน "เพื่อไทย" คงต้องทำการบ้านหนักกว่าเดิมแน่นอน เพราะหากพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำอีก "ขั้วตรงข้าม" รอปั้นกระแสบั่นทอน "เครดิต" ให้ลดน้อยถอยลงเช่นกัน



นอกจากนี้ นับไปอีกไม่ถึง 2 เดือน จะเปิดประชุมสภาสมัยสามัญนิติบัญญัติ ซึ่งมี "วาระร้อน" ทางการเมืองจ่อคิวเข้าสู่การพิจารณามากมาย อาทิ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ร่าง พ.ร.บ.การปรองดองฯ

การเตรียมการรับมือของ "รัฐบาล" จึงต้องแนบเนียนและพร้อมที่สุด

เพราะหลายปัญหาที่ถาโถมเข้าหา "รัฐบาล" ที่คอยแต่ตั้งรับท่าเดียว จึงมีกระแสข่าวการปรับ ครม. ออกมาให้เห็นกันบ้างแล้ว เลื่อนดีเดย์เร็วขึ้นจากเดิมจะปรับปลายปี ร่นมาปรับกันในช่วงเดือนสิงหาคม และงานนี้มีแวว "ปรับใหญ่"

โดยโฟกัสไปที่ "กระทรวงพาณิชย์" แม้ "บุญทรง เตริยาภิรมย์" ที่ช่วงหลัง "บุญทรุด" จะเป็นเด็กในคาถาของ "เจ๊ ด." ผู้มากบารมี แต่อาจจะต้อง "หลบฉาก" เพื่อรักษาเครดิตของ "รัฐบาล" ที่จะต้องมีคนรับผิดชอบในโครงการรับ "จำนำข้าว"

ซึ่งจะปรับออกหรือเปลี่ยน "กระทรวง" คงต้องวัดกำลังภายในกัน

ฝั่ง "กระทรวงมหาดไทย" ก็อยู่ในลิสต์ต้องปรับเหมือนกัน เพราะสไตล์การทำงานของ "จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ดูเหมือนจะเนิบๆ ช้าๆ จนถูก "คนกันเอง" เลื่อยขาเก้าอี้ทุกวัน ไม่ต่างอะไรกับ "พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก" รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน

ขณะที่กระทรวงอื่นๆ ก็ต้องลุ้นกันเหงื่อหยด ว่าจะถูกขึ้นแบล๊กลิสต์ ติดบัญชีที่ "ยิ่งลักษณ์" จะปรับเปลี่ยนโยกย้ายหรือไม่



ส่วนกระแส "ยิ่งลักษณ์" จะชิงยุบสภาหลังผ่านการพิจารณา พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน ก็เป็นข่าวปล่อยจาก "ขั้วตรงข้าม" หวังฟลุกจุดกระแสติด แต่ฟันธงไปได้เลยว่า "รัฐบาล" อยู่ยาวครบ 4 ปี หากไม่ประสบอุบัติเหตุแบบกะทันหันขึ้นมาเสียก่อน

สถานการณ์ของ "รัฐบาล" อยู่ในช่วง "ขาลง" อาจจะมีบางช่วงที่พายุเข้าจนต้องเดินเซๆ กันบ้าง

แต่จะให้ "หกล้ม" จนต้อง "ล้มกระดาน" คงยาก


โดย มติชนสุดสัปดาห์
55  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / เถลิง 24 มิถุนา 56 นายกฯ พระราชทาน เมื่อ: 24 มิถุนายน 2013, 08:11:55
เถลิง 24 มิถุนา 56 นายกฯ พระราชทาน
วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2556 เวลา 10:10:10 น.
   
 


ในประเทศ มติชนสุดสัปดาห์



ในภาวะที่ เกือบทุกฝ่ายประเมินไปในทิศทางเดียวกัน

รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อยู่ในภาวะ "ขาลง"

ขาลง หลังพ่ายแพ้เลือกตั้งซ่อมในเขตดอนเมือง ฐานซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่มา 37 ปีให้ประชาธิปัตย์

ขาลง จากนโยบายจำนำข้าวกำลังถูกประเมินว่าล้มเหลว ขาดทุนไปแล้ว 1.3 แสนล้าน

ขาลง กลุ่มหน้ากากขาว ที่มีเป้าหมายโค่นล้มรัฐบาล กำลังขยายตัว

ฯลฯ

จังหวะนี้เอง กลุ่มคนไทยรักชาติรักแผ่นดิน ที่ชุมนุมเป็น "หัวเชื้อ" ที่ท้องสนามหลวง ก็ได้ชิงตีเหล็กยามร้อน

เปิดเกมรุกเข้าใส่รัฐบาล

หวังยกระดับเป้าหมายโค่นล้มรัฐบาล ให้ "ใหญ่และร้อนแรง" ขึ้น

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน กลุ่มคนไทยรักชาติรักแผ่นดิน อันเป็นการผสานระหว่าง กลุ่มธรรมาธิปไตย กลุ่มกองทัพปลดแอกประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มเสื้อหลากสี นำโดย นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ และกลุ่มหน้ากากขาวจำนวนหนึ่ง นำผู้ชุมนุมประมาณพันคน

ยื่น 8,999,999 รายชื่อ ถวายฎีกา ผ่านสำนักพระราชวัง

ซึ่งนอกจากระบุถึงความไม่ชอบธรรมของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แล้ว

สื่อมวลชนหลายสำนัก รายงานข่าวตรงกันว่า มีการระบุถึงการขอ "นายกรัฐมนตรีพระราชทาน" ด้วย



เหตุผลในการถวายฎีกา มีหลายประการ อาทิ

1) การบริหารราชการแผ่นดินของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และการใช้อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติของสภา ได้ละเมิดหลักการสำคัญในระบอบประชาธิปไตย มีการแทรกแซงองค์กรอิสระเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

2) การบริหารราชการแผ่นดิน มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นนักโทษอาญาหนีคดีที่หลบหนีอยู่ต่างประเทศ เป็นผู้สั่งการ

3) พรรคเพื่อไทย พรรคร่วมรัฐบาล และ ส.ว. บางส่วน ก่อตั้งระบอบเผด็จการเสียงข้างมากในรัฐสภา เพื่อแก้รัฐธรรมนูญ หรือออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเพื่อล้างผิด โดยไม่นำพาเสียงคัดค้านของประชาชน

4) ใช้มวลชนข่มขู่องค์กรตุลาการ และประชาชนที่เห็นต่าง โดยรัฐบาลนิ่งเฉย

5) มีการทุจริตโครงการจำนำข้าว เกิดความเสียหายไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ส่อไปในทางล้มเหลวสร้างหนี้ให้ประชาชนในอนาคต

ทั้งนี้ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ประกาศว่าจะปักหลักชุมนุมที่สนามหลวงต่อไป

โดยการเลือกใช้พื้นที่สนามหลวงนั้นเพราะอยู่ใกล้โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มี "ความปลอดภัย" มากที่สุด



การเปิดเกม รุก ของฝ่ายต้องการโค่นล้มรัฐบาลนี้ ได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาตามมาอย่าง "กว้างขวาง"

โดยส่วนหนึ่ง เห็นว่า การรุกครั้งนี้ ย้อนแย้ง กับเจตนารมณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 ของคณะราษฎร ที่กำลังเวียนมาบรรจบ เป็นปีที่ 81 ใน พ.ศ.2556 นี้ อย่างยิ่ง

เพราะนอกจากจะไม่ก้าวเดินไปไหนแล้ว

ยังย้อนถอยหลังกลับไปสู่ จุดเดิม

เนื่องจากแทนที่จะแก้ไขปัญหาด้วยกลไกประชาธิปไตยปกติ กลับมุ่งไปที่การถวายฎีกา

และยังมีการพูดถึงนายกฯ พระราชทาน ด้วย

81 ปี ของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ดูจะไม่มี "วิวัฒนาการแห่งประชาธิปไตย" ใดๆ เกิดขึ้นเลย



ศาสตราจารย์เกษียร เดชะพีระ ได้แสดงความเห็นผ่านเฟชบุ๊ก ต่อการเคลื่อนไหวของนายไชยวัฒน์ ครั้งนี้ อย่างแหลมคม ว่า

...ข่าวคุณ "ไชยวัฒน์ยื่นถวายฎีกาขอนายกฯ พระราชทาน" (http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20130617/511711/ไชยวัฒน์ยื่นถวายฎีกาขอนายกฯ พระราชทาน.html)

ทำให้ผมอัศจรรย์ใจกุ้ง...ว่าแกคิดยังไงถึงได้ไปรบกวนเบื้องยุคลบาทแบบนั้น?

ผมคาดคะเนว่าคุณไชยวัฒน์อาจคิดแบบใดแบบหนึ่งทำนองนี้นะครับ

1) เรายังอยู่ในการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่ทันเปลี่ยนแปลงการปกครองเลย จึงขอพระราชทานนายกฯ จากในหลวงได้ดื้อๆ ง่ายๆ โดยไม่ต้องเสียเวลาจัดการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

2) หรืออย่างเบาะๆ ก็คือ ขอยกเว้นประชาธิปไตยไว้ชั่วคราว ใช้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เฉพาะกิจก่อน (ad hoc absolutism) พระราชทานนายกฯ คนนี้ลงมา แล้วจบ กลับไปใช้ระบอบประชาธิปไตยใหม่

ซึ่งเรื่องหลังนี้ ในหลวงเคยตรัสครั้งคุณสนธิเรียกร้องแล้วดังต่อไปนี้

"ข้าพเจ้ามีความเดือดร้อนมาก ที่เอะอะอะไรก็ขอพระราชทานนายกฯ พระราชทาน ซึ่งไม่ใช่การปกครองแบบประชาธิปไตย. ถ้าไปอ้างมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ เป็นการอ้างที่ผิด. มันอ้างไม่ได้. มาตรา 7 มี 2 บรรทัดว่า อะไรที่ไม่มีในรัฐธรรมนูญ ก็ให้ปฏิบัติตามประเพณีหรือตามที่เคยทำมา ไม่มี เขาอยากจะได้นายกฯ พระราชทานเป็นต้น. จะขอนายกฯ พระราชทานไม่ใช่เป็นเรื่องการปกครองแบบประชาธิปไตย เป็นการปกครองแบบ ขอโทษพูด แบบมั่ว แบบไม่มี ไม่มีเหตุมีผล. สำคัญอยู่ที่ท่านที่เป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา มีสมองที่ ที่แจ่มใส สามารถ ควรที่จะสามารถที่จะไปคิดวิธีที่จะปฏิบัติ. คือ ปกครองต้องมี ต้องมีสภา สภาที่ครบถ้วน ถ้าไม่ครบถ้วน เขาว่าไม่ได้. แต่ก็เขา แต่อาจจะหาวิธีที่จะ ที่จะตั้งสภาที่ไม่ครบถ้วน และทำงาน ทำงานได้. ก็รู้สึกว่ามั่วอย่างที่ว่า. ต้องขอโทษอีกทีนะ ใช้คำว่ามั่ว ไม่ถูก ไม่ทราบใครจะทำมั่ว แต่ว่าปกครองประเทศมั่วไม่ได้ ที่จะคิดอะไรแบบ แบบว่าทำปัดๆ ไป ให้เสร็จๆ ไป. ถ้าไม่ได้ เขาก็โยนให้พระมหากษัตริย์ทำ ซึ่งยิ่งร้ายกว่าทำมั่วอย่างอื่น เพราะพระมหากษัตริย์ ไม่ ไม่มีหน้าที่ที่จะไปมั่ว.ก็เลยขอร้องฝ่ายศาลให้คิดช่วยกันคิด.ว่าเป็นการปกครองแบบมั่ว" ("พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ 25 เมษายน 2549" http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9490000054995)

ผู้จงรักภักดีอย่างคุณไชยวัฒน์ย่อมควรน้อมนำพระราชดำรัสองค์นี้ใส่เกล้าใส่กระหม่อมแล้วทบทวนพฤติกรรมการถวายฎีกาของตนกับพวกดูว่าเป็นการระคายเคืองเบื้องยุคลบาทหรือไม่? เป็นการเอาสถาบันกษัตริย์ไปใช้เป็นเครื่องมือการเมืองอย่างสุ่มเสี่ยงต่อความมั่นคงของสถาบันเองแบบคิดสั้นมองสั้นหรือเปล่า?

3) คุณไชยวัฒน์ไม่ชอบนายกฯ พระราชทานยิ่งลักษณ์ จะเอานายกฯ พระราชทานคนใหม่ จึงขอต่อพระองค์ให้พระราชทานคนใหม่มา แต่นายกฯ ในระบอบประชาธิปไตยนั้น ในหลวงทรงพระราชทานตามที่ผู้แทนราษฎรเสียงข้างมากจากการเลือกตั้งคัดกรองสนับสนุนแล้วถวายรายชื่อแด่พระองค์นะครับ ไม่ใช่ใครหน้าไหนไม่กี่ร้อยกี่พันคนนึกไม่ชอบหน้านายกฯ พระราชทานคนนี้ จะเอานายกฯ คนโน้นแทน ก็จะไปเรียกเอาร้องเอาจากในหลวงโดดๆ โดยไม่ฟังเสียงและไม่เคารพอำนาจอธิปไตยของคนไทย 70 ล้านคนเลยได้ มิฉะนั้น ก็จะมีคนเปลี่ยนหน้า ม็อบเปลี่ยนหน้ากาก ไชยวัฒน์บ้าง สนธิบ้าง ชูวัดบ้าง สุทธิบ้าง หน้ากากขาวเขียวเหลืองชมพูน้ำตาลโกโก้กรมท่าน้ำเงินฟ้าสารพัดสี เข้าแถวเรียงรายผลัดกันขอนายกฯ พระราชทานคนใหม่คนแล้วคนเล่าเอากับองค์พระประมุขไม่เว้นแต่ละวัน

แล้วจะให้พระองค์ทรงทำอย่างไร?



อย่างไรก็ตาม หลังเผชิญการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

นายไชยวัฒน์ แถลงเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ปฏิเสธการยื่นถวายฎีกาขอนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 7

โดยยืนยันว่ายื่นถวายฎีกาไม่มีเหตุผลการขอนายกฯ พระราชทานอยู่ในเหตุผลทั้ง 5 ข้อนั้นเป็นเจตนารมณ์ของเครือข่ายที่เห็นว่าประชาชนหวังพึ่งพระบารมีได้ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3

"เป็นไปไม่ได้ที่เครือข่ายจะยื่นถวายฎีกาเพื่อขอนายกฯ พระราชทาน" นายไชยวัฒน์ ยืนยัน? 
56  หมวดหลัก / รายงานและบทความเชิงลึก / 72ปี "ชาญวิทย์ เกษตรศิริ" ครูนักปั้น ผู้ไม่หวัง "ผลชนะ" ในยุคนี้ เมื่อ: 24 มิถุนายน 2013, 08:04:38
72ปี "ชาญวิทย์ เกษตรศิริ" ครูนักปั้น ผู้ไม่หวัง "ผลชนะ" ในยุคนี้
วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2556 เวลา 11:21:00 น.
   
 
"การรณรงค์ที่ได้เริ่มทำไว้หลายอย่าง แม้ยังไม่เป็นผลในตอนนี้และอาจจะไม่สำเร็จในรุ่นเรา แต่ก็หวังว่าจะเป็นการเริ่มต้นเพื่อให้มีคนทำต่อยอดในรุ่นต่อไป"

นี่เป็นส่วนหนึ่งจากปากคำ"ชาญวิทย์เกษตรศิริ"ในบทสนทนาที่มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์เมื่อไม่นานมานี้น่าจะเป็นคำตอบที่สอดคล้องต่อการตั้งของสังเกตของลูกศิษย์ซึ่งกล่าวสร้างความสนุกสนานเฮฮาในงานแสดงมุทิตาจิตที่ผ่านมาว่า"อาจารย์สู้ไม่เคยชนะเรื่องใดสักเรื่อง" ซึ่งหลายๆ เรื่องเป็นที่รู้กันเช่น รณรงค์คัดค้านการย้ายนักศึกษาปริญญาตรี สายสังคมศาสตร์จากท่าพระจันทร์ไปเรียนรังสิตทั้ง 4 ปี, รณรงค์ให้แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 รวมถึงการรณรงค์เปลี่ยนชื่อประเทศไทยเป็นสยาม ล่าสุด เสนอเปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยเป็น วิชาธรรมศาสตร์และการเมือง และการรณรงค์อื่นๆ อีกนานับประเด็น

ด้วยความเป็น "ครูนักปั้น" ปั้นทั้งดินและปั้นลูกศิษย์ ซึ่งอาจารย์ชาญวิทย์ เคยแสดงทรรศนะว่า

"การปั้นคน กับการปั้นหม้อ มีส่วนที่คล้ายกันและแตกต่างกัน เราปั้นคนก็เป็นสิ่งสำคัญ เพียงแต่ดินกับคน ไม่เหมือนกัน เพราะ ดิน มันยอมให้เราทำอะไรก็ได้ แต่คนมันมีหัวใจของมัน เราอาจจะปั้นมัน แต่เสร็จแล้ว คนมันต้องไปหาหนทางของมันเอง"

ถึงวันนี้อาจารย์มีลูกศิษย์มากมายนำมาสู่การรวมตัวร่วมแสดงมุทิตาจิตเมื่อวันที่22มิถุนายนที่คณะศิลปศาสตร์มธ.ในงานแสดงมุทิตาจิต "72 ปี ชาญวิทย์ เกษตรศิริ" โดยโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์  มธ.  มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ รวมทั้ง ศิษย์เก่า – ศิษย์ปัจจุบันและกัลยาณมิตร มี อาจารย์สมฤทธิ์   ลือชัย นักวิชาการอิสระด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา เป็นพิธีกรตลอดงาน



ในงานมีการนำอาหารเครื่องดื่มมาแจกจ่ายซึ่งจัดเตรียมโดยศิษย์เก่าศิษย์ปัจจุบันในโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาจากนั้นมีกิจกรรมยอวาที “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง"  บรรยากาศเน้นความสนุกสนาน โดยแบ่งเป็น ฝ่าย “เยิน” กับ ฝ่าย “ยอ” ผู้กล่าวยอวาทีประกอบด้วย อาจารย์พนัส  ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีนิติศาสตร์ มธ. อาจารย์นันทนา    นันทวโรภาส วิทยาลัยสื่อสารการเมือง ม.เกริก  อาจารย์ชาตรี ประกิตนนทการ ม.ศิลปากร นายสุรพงศ์     รักษาจันทร์ ศิษย์เก่าโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึง อั้ม เนโกะ นักศึกษาธรรมศาสตร์รุ่นปัจจุบัน ดำเนินรายการโดย อาจารย์อัครพงษ์ ค่ำคูณ ในญัตติธรรมศาสตร์ ดีดี๊ดี

อาจารย์อัครพงศ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ตนเข้ามาเรียนโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา เมื่อปี 2544 ตั้งแต่ถือกระเป๋าเดินตามอาจารย์ชาญวิทย์มา เห็นว่าอาจารย์รณรงค์เคลื่อนไหวต่อสู้หลายเรื่องแต่ไม่เคยชนะเรื่องใดสักเรื่อง แม้จะไม่ชนะในแต่ละเรื่อง แต่ก็ได้ทำให้เกิดคนรุ่นใหม่ ได้เข้ามาร่วมกันต่อสู้ เพื่อต่อยอดเรื่องต่างๆ ต่อไป

ด้านอาจารย์พนัส กล่าวว่า แม้อาจารย์ชาญวิทย์ จะสู้ไม่ชนะสักเรื่อง แต่ก็ขอให้รอดูคดีปราสาทพระวิหาร เที่ยวนี้อาจารย์ชาญวิทย์อาจจะชนะ เพราะ บอกว่า ไม่เจ๊าก็เจ๊ง สำหรับความสัมพันธ์ส่วนตัวตนเป็นเพื่อนเรียนสวนกุหลาบรุ่นเดียวกันและล่าสุดยังได้รับฉายาร่วมกัน ว่าเป็นนักวิชาการขายชาติ จากกรณีปราสาทพระวิหารด้วย

อาจารย์พนัส ในฐานะผู้นำฝ่าย “เยิน” กล่าวถึงกรณีคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ....ที่มีนายชูศักดิ์ ศิรินิล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง (มร.) เป็นประธาน กำลังจะเปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปเป็น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ว่า เห็นด้วยที่อาจารย์ชาญวิทย์ เสนอว่า เรื่องชื่อมหาลัย ต้องใช้ชื่อ เดิมท่านผู้ประศาสน์การปรีดี พนมยงค์ ตั้งให้เป็นมงคล ถ้าจะใช้ชื่อเดิม ต้องใช้ชื่อเดิมเต็ม มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ซึ่งมีภาษาอังกฤษกำกับด้วย University of Moral and Political Sciences (UMPS) นอกจากนั้น อาจารย์ชาญวิทย์ ยังมีหนังสือไปถึงรัฐมนตรีมหาดไทย เรียกร้องว่า ควรฟังเสียงศิษย์เก่า จากข้อเรียกร้องของท่าน คือถ้าจะเปลี่ยนทั้งที ต้องใช้ชื่อเดิม เพราะถ้าหาก ไม่มี “วิชา” มีแต่ “การเมือง” ก็อาจจะเป็นการเมืองที่ไม่ดี ขณะที่ในด้านผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้แจงโดยมีเหตุผลหนึ่งว่า วิชาที่สอนในมหาวิทยาลัยมีวิชาอื่นด้วย ไม่ใช่แค่วิชาในชื่อเดิม

อาจารย์พนัส กล่าวว่า ปัญหาคือ ควรเปลี่ยนชื่อหรือไม่ หรือ ถ้าเปลี่ยน ควรเปลี่ยนเป็นอะไร ระหว่าง วิชาธรรมศาสตร์และการเมือง กับ ธรรมศาสตร์และการเมืองเท่านั้น ส่วนตัว คิดว่า ข้อพิจารณาที่สำคัญคือ  ถ้าเปลี่ยนแล้วเกิดปัญหาหรือไม่ในทางปฏิบัติ  ถ้าไม่มีปัญหามากนักก็สมควรเปลี่ยนและก็ควรเปลี่ยนเป็นชื่อเดิม อย่างที่ อาจารย์ชาญวิทย์เสนอ เป็นมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง แต่ก็ต้องมีการอธิบายว่าวิชาอื่นจะไม่รู้สึกน้อยใจหรือว่ามีชื่อวิชาแค่ 2 สาขาวิชาเท่านั้นเอง

อาจารย์นันทนา ในฐานะผู้นำฝ่าย “ยอ”  กล่าวว่า สมัยก่อนธรรมศาสตร์ขายวิชา สมัยนี้ขายแอร์ประหยัดไฟ(อดีตอธิการบดี เป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาแอร์ยี่ห้อหนึ่ง) สมัยก่อน ต่อต้านรัฐประหาร สมัยนี้ เกิดรัฐประหาร เวลคัมทูธรรมศาสตร์ และในปี 2535 มีการปิดประตูมหาวิทยาลัยไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้ามา จึงตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันมหาวิทยาลัยจะสามารถใช้ชื่อธรรมศาสตร์และการเมืองได้หรือไม่  ในอดีตธรรมศาสตร์ เป็นหัวหอกในการเปลี่ยนแปลงทุกเรื่อง อยู่เคียงข้างประชาชนเสมอ ก้าวแรกที่เดินเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจอป้าย ฉันรักธรรมศาสตร์เพราะธรรมศาสตร์สอนให้รักประชาชนรู้สึกตื้นตันใจมาก แล้ววันนี้ จิตวิญญาณหายไปไหน ถ้าจะเปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัย ก็ต้องมีจิตวิญญาณต้องยืนอยู่ข้างประชาชนด้วย

อาจารย์ชาตรี กล่าวว่า ขอเริ่มด้วยคำ “มหาวิทยาลัยย่อมอุปมา ประดุจบ่อน้ำ บำบัดความกระหายของราษฎร ผู้สมัครแสวงหาความรู้ อันเป็นสิทธิและโอกาส ที่เขาควรมีควรได้ ตามหลักเสรีภาพของการศึกษา” ตอนแรกที่เห็นข้อความนี้ คิดว่า เป็นคำพูดสวยหรู เรียกลูกค้า แต่ไปนานๆ คิดว่า มันอาจจะเป็นอุดมคติที่แท้จริง

ส่วนตัวมองว่า จุดเริ่มต้นของธรรมศาสตร์ เข้าใกล้อุดมคติทางการศึกษาที่สุดในจุดเริ่มต้น แต่ไม่ขอพูดถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตามมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ผลิตปัญญาชน ได้ต่อเนื่องที่สุด ดูจากหนังสือที่ผลิตขึ้นมีมากที่สุด โดยเฉพาะหนังสือที่อาจารย์ชาญวิทย์ เป็นบรรณาธิการมีอิทธิพลต่อความคิดตนเองมาก และนำไปสู่วิทยานิพนธ์ด้วย สำหรับเล่มที่ชอบมาก คือ ปรัชญาประวัติศาสตร์

แม้ธรรมศาสตร์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แต่ธรรมศาสตร์ในปัจจุบันซึ่งเป็นยุคหลังรัฐประหาร ธรรมศาสตร์ก็ยังสามารถผลิต “คณะนิติราษฎร์” ได้อย่างน่าชื่นชม มีความเกี่ยวข้องกับจุดเริ่มต้นธรรมศาสตร์ ที่เกิดเพื่อการแสวงหาความรู้อย่างแท้จริง

อั้ม เนโก๊ะ  กล่าวว่า จิตวิญญาณธรรมศาสตร์ ต้องอยู่ในใจ แม้ตนจะถูกตำหนิหลังจากใส่บิกินนี่ทำกิจกรรม ที่ มธ. ศูนย์รังสิตเมื่อไม่นานมานี้ แต่ก็ขอยืนยันว่า ทุกคนควรมีสิทธิเข้าถึงการศึกษาไม่ว่าภายนอกจะเป็นอย่างไร ส่วนตัวไม่ทันได้เรียนกับอาจารย์ชาญวิทย์ซึ่งเป็นอาจารย์ที่น่ารักทำให้ปราบปลื้มใจ แต่ก็ได้เรียนกับลูกศิษย์อาจารย์ชาญวิทย์ คืออาจารย์สมศักดิ์ เจียมธรสกุล

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ เล่าว่า ไม่ได้จบ ปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ใกล้ชิดธรรมศาสตร์มากกว่าเพราะ มาทำกิจกรรมอยู่ธรรมศาสตร์ แทบไม่ได้อยู่จุฬาฯ สำหรับความรู้สึกต่ออาจารย์ชาญวิทย์ มองว่าอาจารย์เป็นผู้หนึ่งที่ณรงค์ หลายอย่างให้ถูกต้อง เช่น ชื่อประเทศ มีการรณรงค์ ให้ใช้ชื่อสยาม ส่วนชื่อ มหาลัย ก็รณรงค์ให้กลับไปใช้ชื่อเดิมอาจารย์เป็นผู้อาวุโสที่ตนเคารพ และในแง่จุดยืนก็ไม่หวั่นไหวอำนาจและผลประโยชน์ สาเหตุที่ท่านทำได้มองว่าเพราะ ท่านเป็นโสด ไม่ต้องห่วงลูกหลาน อาจารย์ท่านมีความเป็นอิสระ

นายสุรพงษ์ รักษาจันทร์ ศิษย์เก่า กล่าวว่า ยังงงกับการเปลี่ยนชื่อธรรมศาสตร์ ในฐานะ เจนเนอเรชั่น y ก็สงสัยว่าทำไมต้องตัดคำว่า วิชาออก และทำไมต้องเปลี่ยนตอนนี้ เปลี่ยนเพื่ออะไร เปลี่ยนทำไม อย่างไรก็ตาม แม้แต่หากมีการเปลี่ยนแปลงกลับไปใช้ชื่อเดิม มธก ก็ควรมีเหตุผลรองรับว่าเพราะอะไร

อาจารย์เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม อดีตอธิการบดีธรรมศาสตร์ ซึ่งมาร่วมงานด้วยกล่าวว่า อาจารย์ชาญวิทย์ เป็นนักวิชาการที่ “ดี เก่ง กล้า” กล้าพูดความจริง เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติโดยไม่เกรงกลัวอำนาจใดๆ เป็นอธิการบดีที่สร้างคุณูปการแก้ปัญหาหอพักนักศึกษา ที่ มธ.ศูนย์รังสิต โดยดึงเอเชี่ยนเกมส์ มาจัดที่ศูนย์รังสิต ทำให้มหาวิทยาลัยได้หอพัก สนามกีฬา ถ้าคิดเป็นเงิน หลายพันล้าน แต่นี่คือคุณูปการของอาจารย์ชาญวิทย์ ที่แก้ปัญหา และเป็นผู้จุดประเด็นพูดความจริงอย่างกล้าหาญ


ด้าน อาจารย์สมฤทธิ์ กล่าวให้ความรู้พร้อมสร้างเสียงเฮฮาว่า อาจารย์ชาญวิทย์  เกิดเมื่อปี 6 พค 2484 กองทัพญี่ปุ่นกำลังบุกจีน กองทัพนาซีกำลังบุกยุโรป อาจารย์ชาญวิทย์เกิดที่บ้านโป่ง ราชบุรี เกิดก่อนมีการลงนามสนธิสัญญาโตกิโอ 3 วัน เหมือนกับว่าอาจารย์ชาญวิทย์ ต้องเกิดมาเกี่ยวข้องกับสนธิสัญญาโตกิโอฉบับนี้ เพราะทำให้เราได้ พระตะบอง เสียงราฐ ศรีโสภณ คืนมา

หลังอาจารย์อายุได้ 5 ขวบ สนธิสัญญานี้ยกเลิกด้วยสนธิสัญญาวอชิงตัน อาจารย์ชาญวิทย์วันนี้ 72 ปี ยังต้องมาบอกอีกหลายคนว่า สนธิสัญญา เลิกแล้วนะ อาจารย์ชาญวิทย์ทำงานมาตลอดชีวิต เพื่อบอกคนรุ่นเดียวกันว่าสนธิสัญญาเขาเลิกแล้วนะ

ผลงานชิ้นโบว์แดง ก่อนงานครบรอบ 72 ปี คือ ได้รับเกียรติเป็นประธาน “นักวิชาการขายชาติ” 10 กว่าคน ส่วนมากนั่งอยู่ในนี้ทั้งนั้น มีอาจารย์ชาญวิทย์เบอร์ 1 และอาจารย์พนัสเบอร์ 2 ส่วนตนเองเป็นเบอร์ 10 ได้รับเกียติถูกเรียกว่าขายชาติ (หัวเราะ) นอกจากนั้น อาจารย์ชาญวิทย์ยังเคยบริจาคเงิน 5 บาท ให้ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ไปต่อสู้คดีปราสาทพระวิหาร ซึ่งทุกวันนี้ยังบอกว่าไม่น่าให้ไปเลยและสงสัยว่า 5 บาทนั้นไปอยู่ไหน อาจารย์เกิดมาพร้อมเหตุการณ์สำคัญของอุษาคเนย์


ในงานมีการร่วมร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์แด่อาจารย์ชาญวิทย์ ด้านอาจารย์ชาญวิทย์กล่าวของคุณเป็นภาษาต่างๆในอาเซียน และกล่าวว่า วันนี้ไม่ใช่วันเกิดของตน แต่เห็นในเฟซบุคเป็นวันเกิดอาจารย์ท่านอื่น(ธเนศ วงศ์ยานนาวา และ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล) แม้ไม่ใช่วันเกิดตนเองแต่ดีใจและมีความสุขมาก ขอบคุณทุกๆ คนที่มาร่วมงานและจัดงานให้ ส่วนตัวอยู่ธรรมศาสตร์มานาน ตั้งแต่เรียนทำงานอยู่กับคนหลายรุ่นรวมถึงคนรุ่นหลาน ขอบคุณทุกคนที่ทำให้ชีวิตนี้มีความสุข

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1371954732&grpid=01&catid=&subcatid=
57  หมวดหลัก / นิธิ เอียวศรีวงศ์ / นิธิ เอียวศรีวงศ์ : ความสำเร็จและความล้มเหลวของคณะราษฎร (1) เมื่อ: 24 มิถุนายน 2013, 08:00:55
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : ความสำเร็จและความล้มเหลวของคณะราษฎร (1)

คณะราษฎรประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน อย่างน้อยก็ทำการปฏิวัติสยามสำเร็จ ถึงไม่ทำให้ประชาธิปไตยกลายเป็นระบอบปกครองถาวรในประเทศไทย แต่ประชาธิปไตยก็เป็น "มาตรฐาน" ที่ไม่มีใครปฏิเสธ ส่วนจะบิดเบี้ยวมันเป็นประชาธิปไตยแบบไทย หรือประชาธิปไตยแบบไม่ต้องเลือกตั้ง หรือขอฉีกรัฐธรรมนูญก่อนแล้วจะเขียนให้ใหม่เป็นครึ่งใบ หรืออะไร ก็ยังถือว่าประชาธิปไตยเป็น "มาตรฐาน" ที่ปฏิเสธไม่ได้

ไม่มีการปฏิวัติสยามของคณะราษฎร ก็ไม่มี "มาตรฐาน" นี้ ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร มีหลักฐานและเรื่องเล่าเกี่ยวกับยุทธวิธีจำนวนมาก ใครไปจับใคร ใครไปนำทหารมาชุมนุมกันได้รวมกันถึง 2,000 คน ที่ลานพระรูป ใครไปตัดสายโทรเลข ใครเขียนและพิมพ์แถลงการณ์ฉบับแรก ฯลฯ

แต่ทั้งหมดนี้ ผมคิดว่าเพื่อนำไปสู่ยุทธศาสตร์สำคัญ นั่นคือการโดดเดี่ยวผู้นำของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดดเดี่ยวทั้งในเชิงกระบวนการตัดสินใจ และโดดเดี่ยวทั้งจากข้อมูลข่าวสารที่ทันการณ์

การ "อารักขา" เจ้านายในกรุงเทพฯ เล่ากันเหมือนนำมาเป็นตัวประกัน แต่ที่จริงแล้วผู้วางแผนเข้าใจถึงจุดอ่อนของกระบวนการตัดสินใจของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างดี นั่นคือการตัดสินใจของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม เป็นส่วนหนึ่งของการเมืองเรื่องแย่งชิงอำนาจและความโปรดปรานของผู้นำ ส่วนใหญ่จะตัดสินใจโดยเก็งความคิดของผู้นำว่าไปทางใด ก็เสนอความเห็นไปทางนั้น ให้เป็นที่ "ไว้วางพระราชหฤทัย"

เรื่องนี้มีหลักฐานมาตั้งแต่สมัย ร.5 เมื่อเจ้านายองค์หนึ่งที่เคยอยู่ในคณะเสนาบดีถูกถอด จึงทรงเขียนรายงานความเหลวแหลกของกระบวนการตัดสินใจเช่นนี้ไปยังข้าหลวงใหญ่อังกฤษประจำสหพันธรัฐมลายู



มีเจ้านายสองพระองค์ที่คณะราษฎรไปเชิญมา "อารักขา" ซึ่งเป็นข้อยกเว้นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการตัดสินใจของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หนึ่งคือ สมเด็จเจ้าฟ้าสุขุมพันธุ์บริพัตร กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เจ้านายพระองค์นี้นอกจากดำรงตำแหน่งเสนาบดีมหาดไทยแล้ว ยังเป็นหนึ่งในคณะอภิรัฐมนตรี และที่สำคัญกว่านั้นคือเป็นผู้บัญชาการของกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ซึ่งเป็น elite corps ของกองทัพในขณะนั้น

เจ้านายพระองค์นี้เป็นที่เกรงพระทัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ มาก ขนาดเมื่อ ร.6 เสด็จสวรรคต และกรมขุนสุโขทัยฯ จะสืบราชสมบัติต่อมาตามกฎมณเฑียรบาล ตามบันทึกของ ม.จ.พูนพิสมัย ดิศกุล เล่าว่า กรมพระนครสวรรค์ฯ ทรงประทับยืนถามกรมขุนสุโขทัยฯ อย่างตรงไปตรงมาว่า เมื่อเป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้ว จะปล่อยให้พ่อตาเข้ามายุ่มย่ามในกิจการบ้านเมืองหรือไม่ เมื่อกรมขุนสุโขทัยฯ ตรัสตอบว่า จะไม่ทำเช่นนั้น กรมพระนครสวรรค์ฯ จึงทรุดองค์ลงกราบพระบาท เท่ากับยอมรับว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ต่อไป

เจ้านายพระองค์นี้ถวายคำปรึกษาอย่างตรงไปตรงมาเสมอ โดยเห็นแก่ความมั่นคงของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างแท้จริง มากกว่าเพื่อให้เป็นที่ "ไว้วางพระราชหฤทัย" เหมือนข้าราชบริพารส่วนใหญ่ ยิ่งกว่านี้ในยามฉุกเฉินเช่นเมื่อเกิดการยึดอำนาจบ้านเมืองเช่นนี้ การตัดสินพระทัยโดยลำพังของพระองค์ยังผูกมัดการตัดสินพระทัยของพระปกเกล้าฯ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย

ฉะนั้น คณะราษฎรจึงต้องถวายการ "อารักขา" เจ้านายพระองค์นี้ไว้ เพื่อไม่ให้พระองค์ตัดสินพระทัยได้เอง หรือถวายคำปรึกษาใดๆ แก่พระปกเกล้าฯ ได้ โดดเดี่ยวพระปกเกล้าฯ ให้ต้องตัดสินพระทัยเอง โดยไม่อาจอาศัยคนซื่อสัตย์ต่อระบอบมาช่วยคิดได้



เจ้านายอีกพระองค์หนึ่งคือ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ผู้เคยดำรงตำแหน่งเสนาบดีมหาดไทยมานาน มีบารมีเหนือข้าราชการมหาดไทย (ซึ่งเคยกำกับกรมต่างๆ มากกว่าปัจจุบัน) มาก สมเด็จฯ พระองค์นี้ก็เช่นเดียวกัน เป็นข้าราชบริพารที่สัตย์ซื่อต่อระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ถวายคำปรึกษาแก่พระเจ้าแผ่นดินอย่างตรงไปตรงมา ตามความเห็นสุจริตของตน สายสัมพันธ์ที่มีอย่างกว้างขวางกับข้าราชการ จะทำให้พระองค์ล่วงรู้สถานการณ์ในภาพกว้างได้ไม่ช้าก็เร็ว แม้ขณะนั้นทรงพระชราแล้ว คงไม่อาจหลบหนีไปถวายคำปรึกษาแก่พระปกเกล้าฯ ที่วังไกลกังวลได้ง่ายๆ

เมื่อคณะอภิรัฐมนตรีขาดบุคคลสองคนนี้ไป ก็ไม่อาจตัดสินใจทางการเมืองใดๆ ได้ ในยามนั้น



ในเช้าตรู่ของวันที่ 24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎรประสบความสำเร็จที่ยกการตัดสินใจทั้งหมดไปไว้ที่พระปกเกล้าฯ เป็นเรื่องการประลองกำลังกันระหว่างฝ่ายปฏิวัติกับพระปกเกล้าฯ ไม่ใช่ระหว่างฝ่ายปฏิวัติกับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งครอบงำสังคมมา 3-40 ปีอีกต่อไป

ข่าวคราวการปฏิวัติล่วงรู้ถึงหัวหินในไม่กี่ชั่วโมงหลังการประกาศของพระยาพหลฯ พระปกเกล้าฯ ทรงประชุมปรึกษาหารือกับเจ้านายและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ซึ่งอยู่ที่ไกลกังวลขณะนั้น

เจ้านายและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ซึ่งอยู่ในที่เฝ้าขณะนั้นประกอบด้วยพระประยูรญาติฝ่ายพระราชินี กรมพระกำแพงเพชร เสนาบดีพาณิชย์และคมนาคม กรมหลวงสิงหวิกรม เสนาบดีกลาโหม และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายกลาโหมอีกจำนวนหนึ่ง นอกจากนั้น ก็มีเจ้าพระยามหิธรซึ่งเป็นเสนาบดีกระทรวงมุรธาธร (ราชเลขาธิการ) ส่วนใหญ่ลงความเห็นไปในทางให้พระปกเกล้าฯ ระดมกำลังออกสู้รบ

ความเห็นเช่นนี้พอจะคาดเดาได้ไม่ยาก ข้าราชการในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ออกความเห็นต่อผู้นำในยามที่ระบอบกำลังถูกแข็งข้อ หากปล่อยให้ระบอบถูกทำลาย อนาคตของตนก็ดับลงไปพร้อมกัน การลงความเห็นว่าต้องสู้เป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ของตนอยู่แล้ว และก็น่าจะตรงกับความคิดของผู้นำ เป็นความเห็นที่ "เหนียว" ที่สุดที่พึงแสดงในยามนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่พระปกเกล้าฯ ไม่ได้ทรงคิดเช่นนั้น ทรงยกย่องผู้หญิงสองคนคือพระราชินีและพระองค์เจ้าอาภาพรรณี (พระมารดาของพระราชินี) ซึ่งมีความเห็นว่า ควรเสด็จกลับกรุงเทพฯ ซึ่งหมายความว่าไม่สู้รบด้วยกำลังทหารนั่นเอง

และพระปกเกล้าฯ ก็ตัดสินพระทัยร่วมมือกับคณะราษฎร ทรงให้เหตุผลแก่คณะราษฎรว่า เพื่อไม่ให้เกิดจลาจลขึ้นในบ้านเมือง และเพื่อให้มหาอำนาจยอมรับรองรัฐบาลใหม่

แต่อีกประมาณ 1 ปีหลังจากนั้น พระปกเกล้าฯ ทรงสละพระราชทรัพย์สนับสนุนการก่อกบฏต่อรัฐบาลใหม่ของพระองค์เจ้าบวรเดช (ตามคำพิพากษาของศาล) ซึ่งเป็นการจลาจลใหญ่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของไทย การสู้รบอาจมีอันตรายต่อผลประโยชน์ของมหาอำนาจ และอาจทำให้ถอนการรับรองเสียก็ได้

เหตุใดพระองค์จึงตัดสินพระทัยไม่ใช้กำลังทหารปราบปรามฝ่ายคณะราษฎรในวันนั้น



ผมคิดว่าประเด็นที่ยังไม่มีการศึกษากันอย่างละเอียดก็คือ ในก่อนเที่ยงของวันที่ 24 มิถุนายนนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงทราบอะไรและไม่ทราบอะไรบ้าง เช่นอาจทรงทราบว่ามีกำลังทหารในพระนครเข้าร่วมกับฝ่ายปฏิวัติจำนวนหนึ่ง แต่ไม่น่าจะทรงทราบว่าเข้าร่วมด้วยสมัครใจมากน้อยเพียงไร และเป็นทหารจากหน่วยใดบ้าง หากเสนาบดีกลาโหมออกคำสั่ง กองทัพส่วนไหนบ้างที่จะปฏิบัติตาม และส่วนไหนบ้างที่จะไม่ปฏิบัติตาม

การมาประเมินภายหลังว่า หากทรงใช้กำลังทหารเข้าปราบ น่าจะปราบการแข็งข้อของคณะราษฎรได้ไม่ยากนั้น เป็นการประเมินในภายหลัง เมื่อมีข้อมูลพร้อมกว่าในเช้าวันนั้นแล้วต่างหาก

ใน พ.ศ.2475 ทหาร (และว่าที่จริงรวมข้าราชการพลเรือนด้วย) ไม่เป็นที่ไว้วางใจของราชบัลลังก์นัก นี่คือกลุ่มที่มีเหตุไม่พอใจระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มานาน และนี่คือกลุ่มที่ซื้อหนังสือพิมพ์ซึ่งโจมตีระบอบสมบูรณาอย่างสาดเสียเทเสียมาอ่าน

ไม่ต่างจากวันที่ 5 ตุลาคม 2332 เมื่อฝูงชนจากปารีสพร้อมมีดพร้ากะท้าขวานเดินขบวนไปแวร์ซายส์ เพื่อทูลเชิญพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ให้เสด็จกลับมาประทับที่ปารีส เฉพาะกองทหารรักษาวังและรักษาพระองค์ที่แวร์ซายส์ ก็มีทั้งกำลังและอาวุธทันสมัย พอจะปราบฝูงชนซึ่งกำลังคลุ้มคลั่งเหล่านั้นลงได้ไม่ยาก แต่พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ก็ไม่ได้ทำอย่างเดียวกับพระเจ้าซาร์แห่งรัสเซียในเดือนธันวาคม 2448 ที่สั่งทหารม้าคอสแสคบุกทะลวงเข้าสังหารฝูงชนที่พากันเดินขบวนมาประท้วงในกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

ทั้งนี้ ไม่ใช่เพราะมีน้ำพระทัยต่างกัน แต่เป็นเพราะกองทัพฝรั่งเศส คือส่วนที่ไม่น่าไว้วางใจที่สุดในกลไกระบบราชการสมบูรณาญาสิทธิราชย์ฝรั่งเศสในช่วงนั้น ไม่มีใครแน่ใจว่า เมื่อได้รับคำสั่ง ทหารจะออกมาร่วมกับฝูงชนหรือไม่ การเสด็จกลับมาประทับที่พระราชวังตุยเลอรีส์จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดแก่พระราชวงศ์



ความสำเร็จในการยึดอำนาจของคณะราษฎร ในทัศนะของผมจึงเป็นการทำให้กระบวนการตัดสินใจของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งอ่อนแอและไร้ประสิทธิภาพอยู่แล้ว หมดสภาพไปโดยสิ้นเชิง เหลือแต่การตัดสินใจของบุคคลซึ่งมีข้อมูลไม่พร้อม อีกทั้งหวาดระแวงต่อระบบของตนเองอยู่แล้ว จึงไม่มีทางเลือกเหลือให้เลือกมากนัก นอกจากต้องยอมไปก่อน เพื่อหาทางพลิกสถานการณ์กลับในภายหน้า

นอกจากความสำเร็จในการยึดอำนาจแล้ว คณะราษฎรยังประสบความสำเร็จในการออกกฎหมายหลายฉบับภายใต้รัฐธรรมนูญ 27 มิถุนายน 2475 (ที่ถูกทำให้เป็นฉบับชั่วคราว) เพื่อปิดฉากการเมืองและสังคมของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ลงได้อย่างถาวร ประชาธิปไตยกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ไม่มีฝ่ายใดปฏิเสธอย่างออกหน้าได้อีก

ผมขออนุญาตไม่พูดถึงความสำเร็จในด้านนี้ เพราะมีผู้อื่นได้พูดถึงอยู่บ้างแล้ว


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1371949966&grpid=01&catid=&subcatid=
58  หมวดหลัก / รายงานและบทความเชิงลึก / อาเซียน หรือ "เอียนซ่า" ปัญหาและทางออกของ "ซีส์" กับ "ธุรกิจการศึกษา" : "ชาญวิทย์ เกษตรศิริ" เมื่อ: 19 มิถุนายน 2013, 08:03:57
อาเซียน หรือ "เอียนซ่า" ปัญหาและทางออกของ "ซีส์" กับ "ธุรกิจการศึกษา" : "ชาญวิทย์ เกษตรศิริ"
วันที่ 04 มีนาคม พ.ศ. 2556 เวลา 01:00:00 น.
   
 


สัมภาษณ์โดย ฟ้ารุ่ง ศรีขาว
 
นับถอยหลังเข้าสู่ประชาคมอาเซียน 2558 กำลังเป็นเทรนด์ใหม่ไม่ว่าหน่วยงานภาครัฐและเอกชนจะจัดสัมนาหรือสร้างวาระโอกาสใด ก็หนีไม่พ้นการตั้งชื่องานเกี่ยวกับอาเซียน ขณะที่องค์ความรู้ด้านนี้ ยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและมหาวิทยาลัยมากเท่าที่ควร 
 
“มติชนออนไลน์” สัมภาษณ์ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี ธรรมศาสตร์ ผู้ก่อตั้ง "โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา" มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองกระแส "อาเซียนฟีเวอร์" ท่ามกลางองค์ความรู้ฉาบฉวย ก่อนเดินหน้าเข้าสู่ “ประชาคมอาเซียน” 
 
 
@เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ทำไมอาจารย์ตัดสินใจ ริเริ่มโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา(seas) ทั้งๆ ที่สังคมไทยไม่ได้ใส่ใจเรื่องอาเซียน ไม่เป็นเทรนด์เหมือนปัจจุบัน
 
เพราะ ตอนผมไปเรียนปริญญาเอก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยคอร์แนล รู้สึกว่ามันให้อะไรๆ มากทีเดียว จากเดิม เรียนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (ตอนนั้นเรียกว่า การทูต) ตอนปริญญาตรีและโท เมื่อมาเรียนปริญญาเอก ทำให้ผมเข้าใจเรื่องสงครามในอินโดจีน เข้าเรื่องในประเทศพม่า อินโดนีเซีย มาเลเซีย จึงสร้างแรงบันดาลใจให้ผลักดันโครงการนี้
 
แล้วยิ่งเปิดโลกให้กับตัวเอง ด้วยการไปดูการเรียนการสอน การศึกษารอบๆ บ้าน จะพบว่า เรื่องนี้น่าสนใจมาก โดยเฉพาะ กรณีสิงคโปร์ เป็นประเทศแรก ที่มีการศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีสถาบันที่เรียกว่า Institute of Southeast Asian Studies (ISEAS) เป็นศูนย์กลางในภูมิภาคเรา เป็นแห่งแรก เป็นมาตั้งแต่ทศวรรษ 1960s จากนั้น มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ก็ตั้งแผนกเฉพาะ ที่ทำเรื่อง Southeast Asian Studies เป็นภาคปกติ วิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา พัฒนาไปถึงปริญญาโท ปริญญาเอก แล้วต่อมา มาเลเซียก็ทำเช่นกัน ก่อนไทย ก่อนหลายๆ ประเทศในกลุ่มอาเซียน
 
ทำให้ผมมาผลักดันเรื่องนี้ ในธรรมศาสตร์ ซึ่งใช้เวลานานมาก หลายปี กว่าจะได้รับการยอมรับ และอนุมัติเป็นโครงการพิเศษ ดังนั้น จึงมีสถานะ “ลูกผีลูกคน” เพราะไม่ได้รับการสนับสนุนจากระดับผู้บริหารจริงจัง เนื่องจากไม่ค่อยเห็นความสำคัญของวิชาด้านนี้ ตอนนั้นเขามองว่า ทำไปทำไม ทำไมไม่ทำเอเชียแปซิฟิก (Asia-Pacific) ซึ่งได้พื้นที่ใหญ่โตกว่า ทั้ง 2 ฟากมหาสมุทร จากเอเชีย ข้ามไปฝั่งตะวันตกของอเมริกา แต่เรื่องเซาท์อีสเอเชีย มักจะคิดกันว่า มันเล็ก นิดเดียว 
 
@ในยุค อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เป็นกระแสขนาดนี้ หรือไม่
 
ยุคนั้น หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นเรื่องระดับรัฐ เป็นความร่วมมือในภูมิภาค ไม่ใช่เรื่องการศึกษาโดยตรง แต่เรื่องการศึกษานี้มา "บูม" ในยุค ปลายทศวรรษ 1950 –1960 สมัยสงครามเย็น เกิดขึ้นในอเมริกา และขยายวงมาเรื่อยๆ มาญี่ปุ่น มาสิงคโปร์
 
@การเรียนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ในสิงคโปร์และมาเลเซีย เป็นโครงการปกติ หรือ โครงการพิเศษ
 
เป็นโครงการปกติ เป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาของเขา
 
@ นักศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่อาจารย์ริเริ่ม แต่ละรุ่นจะมีชื่อเรียก นอกจากลำดับเป็นตัวเลข เพราะอะไร
 
นักศึกษามักจะเรียกตัวเอง เป็นตัวเลข  รุ่นหนึ่ง ถึง ปัจจุบัน ก็รุ่น 13 แต่ ผมมักจะตั้งชื่อให้เเล่นๆ เพื่อสร้างความรู้สึกเกี่ยวกับภูมิภาค อย่างรุ่นแรกเรียกว่า “สิบเอ็ด รอ ดอ”  เพราะว่า แรด หรือ ระมาด ซึ่งเป็นพาหนะของเทพ ประจำทิศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ พระอัคนี
 
รุ่นที่ 13 ผมตั้งชื่อ "รุ่นอาเซียน" เพราะเป็นรุ่นที่มีการโปรโมท "อาเซียน" เป็นกระแส เป็นเทรนด์ ประกอบกับผมจัดสัมนาเรื่อง "อาเซียนศึกษา" เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อผลักดันให้เขา/เธอ ตื่นตัว นอกจากนั้น "รุ่นเขาพระวิหาร" ก็มี ตั้งเมื่อปี 2551 เป็นปีที่ไทย-กัมพูชา มีปัญหาทะเลาะกันเรื่องเขาพระวิหาร กรณีขึ้นทะเบียน "มรดกโลก" ทำให้นักศึกษาตั้งแต่รุ่นนั้น ไม่ได้ขึ้นปราสาทเขาพระวิหาร จากปกติที่เราพาไปกันทุกปี 
 
โครงการนี้ของเรา ไม่เหมือนโครงการอื่นๆ นอกจากต้องถูกบังคับให้เรียนภาษาที่ 3 แล้ว ยังมีการบังคับภาคสนาม ไปทัศนศึกษา และทำรายงานประเทศข้างเคียง เพื่อสัมพันธ์กับประเทศรอบบ้าน และบางส่วนก็สามารถช่วย "ลบอคติ" หรือ "มายาคติ" กับประเทศเพื่อนบ้านได้บ้าง
 
การศึกษาของเราส่วนใหญ่ สร้างอคติกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า เป็นศัตรูตลอดกาล ส่วนลาวก็ไม่ดี เขมรก็ไม่ซื่อ เป็นอคติ ที่ถูกสร้างโดยทั้งแบบเรียนทางประวัติศาสตร์ ระบบการศึกษาของเรา และอคติที่ฝังอยู่ในสื่อมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "สื่อมวลชนกระแสหลัก"
 
@ อคติชุดนี้ อาจจำเป็นเพื่อการสร้างชาติหรือไม่ และยังจำเป็นอยู่ไหม
 
มันจำเป็นสำหรับชนชั้นปกครอง ที่จะรักษาอำนาจตัวเอง ผมคิดว่า อคติ มายาคติ ความคับแคบเหล่านี้ ก็เพื่อส่งเสริมสรรเสริญเยิรยอบทบาทชนชั้นปกครอง ซึ่งปัจจุบัน อคติ มายาคติ ชุดนี้ มีความจำเป็นน้อยลงมาก ผมก็นึกไม่ออกว่า ทำไมต้องสร้างความเป็นศัตรูกับเขมร ในขณะที่ผลประโยชน์ที่ไทยได้จากการมีความสัมพันธ์อันดีกับกัมพูชา มีมากมหาศาลในเรื่องธุรกิจการค้า การแลกเปลี่ยน เราได้มากกว่าเสีย ขณะที่ไทยเสียดุลการค้า มาเลเซีย พม่า ลาว แต่ได้ดุลการค้าจากกัมพูชา 
 
@ เหตุที่โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของธรรมศาสตร์ เก็บค่าหน่วยกิตสูงกว่าภาคปกติ เพราะเป็นโครงการต้องการทำรายได้ ทำกำไร (ธุรกิจการศึกษา) หรือไม่
 
โครงการนี้ของธรรมศาสตร์ ตั้งขึ้นมาเมื่อ 13 ปีมาแล้ว พ.ศ. 2543 ตั้งขึ้นในบรรยากาศที่ทั้งรัฐบาลและมหาวิทยาลัย ไม่สนับสนุนการเปิดภาควิชาใหม่ๆ ทางด้านสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ แต่ไปเน้นวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การแพทย์ การพยาบาล วิศวกรรม โครงการนี้ จึงต้องถูกบังคับให้คลอดออกมาในรูปแบบโครงการ "เลี้ยงตัวเอง" เป็นโครงการพิเศษ  คือ ต้องเก็บเงินนักศึกษา หน่วยกิตละ 1 พันบาท ในขณะที่โครงการปกติเก็บอยู่ที่ 300 บาท เพราะต้องเอาเงินมาเป็นค่าใช้จ่าย ในการจ้างอาจารย์ จ้างพนักงาน ในการบริหารโครงการ จึงเรียกว่า “โครงการเลี้ยงตัวเอง” ทำมา 10 กว่าปี ก็ยังเหมือนย่ำอยู่กับที่เหมือนเดิม
 
หากเป็นโครงการปกติธรรมดา ก็จะสามารถบรรจุอาจารย์ได้ แต่ตอนนี้ ก็ยังทำไม่ได้  และ หน่วยกิตละ 1 พันบาท นับว่าราคาถูก หากเทียบกับโครงการพิเศษของมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งต่างๆ และเมื่อเทียบมหาวิทยาลัยเอกชนแล้ว ที่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ก็ถือว่าราคาถูกมาก สิ่งที่เราได้จากมหาวิทยาลัย มีเพียงสถานที่ ห้องเรียน ส่วนที่มหาวิทยาลัยอื่นๆ หากตั้งโครงการแบบนี้ ก็ต้องเลี้ยงตัวเองเช่นกัน ทั้งๆที่จริง รัฐควรให้การสนับสนุนมากกว่านี้
 
กรณีธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ก็โชคดี เนื่องจากปริญญาตรีทั้งหมดย้ายไป อยู่รังสิต โครงการนี้ ก็เลยอยู่ท่าพระจันทร์ สบายไป (หัวเราะ)
 
@อาจารย์พูดประชดหรือเปล่า เพราะเมื่อปี 2544 ได้คัดค้านการย้ายปริญญาตรีภาคปกติ ไปธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต
 
มันเป็นความจริง ประชดอะไร (หัวเราะ)
 
@ปัญหา ของโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาคืออะไร ในเงื่อนไขที่กำลังจะเข้าสู่ "ประชาคมอาเซียน"

ในด้านหนึ่ง นี่ก็เป็นวิชาใหม่ ซึ่งสังคมกำลังฮือฮา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้ เรื่องอาเซียนกลายเป็นเทรนด์ ทำให้มีคนมาสอบเข้าโดยตรงต่อปี เยอะมาก แต่อาจารย์ประจำ มีน้อยมาก นอกจากนั้น เป็นอาจารย์พิเศษ ค่าตอบแทนรายชั่วโมง แม้จะเรียกว่าโครงการพิเศษ แต่เรียกอีกอย่าง คือ โครงการประเภท “ลูกผีลูกคน” เช่น ที่ธรรมศาสตร์ อาจารย์ประจำ 1 คนต่อ นักศึกษา 400 คน ทั้งโครงการมีอาจารย์ประจำเพียง 4 คน ผู้บริหารก็มาทำงาน "พาร์ทไทม์" (part time) อย่างเช่น ตำแหน่งผู้อำนวยการ ส่วนอาจารย์ผู้สอน ก็ใช้อาจารย์จากภาควิชาอื่นๆ เช่น ภาคประวัติศ่าสตร์ ภาควิชาภาษาไทย วิ่งระหว่าง ท่าพระจันทร์ – รังสิต เป็นพาร์ทไทม์
 
สรุป ไม่ได้มีการบริหารอย่างจริงจัง ไม่สามารถทำให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ ไม่ทำให้เกิดกิจกรรมแลกเปลี่ยนทางวิชาการ เช่น พานักศึกษาไปประเทศเพื่อนบ้านอย่างจริงจัง ซึ่งว่าไปแล้ว จะเป็นประโยชน์มากๆ ถ้าให้นักศึกษาไปประเทศเพื่อนบ้าน เช่นเวียดนาม มาเลเซียซึ่ง ค่าใช้จ่ายไม่แพงนัก อาจจะพอๆ กับประเทศไทย แต่เรื่องนี้ ไม่ได้รับการส่งเสริม เพราะไม่มีองค์กรบริหารจัดการอย่างแท้จริง ผมจึงใช้คำว่า โครงการ "ลูกผีลูกคน" ครึ่งๆ กลางๆ 
 
@มองว่าควรปรับปรุงอย่างไร
 
หนึ่ง) ผู้บริหารต้องฟูลไทม์ (full time) เป็นพาร์ทไทม์ (part time) ไม่ได้ ไปเอาอาจารย์จากที่โน่นที่นี่มา แล้วมาทำงาน 1 ใน 4 ของเวลา แบบนี้ไม่ได้ เพราะต้องมีคนมาดูแลโดยตรง โดยเฉพาะ โครงการตั้งมา 13 ปีแล้ว ผ่านระยะเวลาของการทดลองมาแล้ว อย่างเช่น การเก็บนักศึกษาถึง 1,000 บาท แต่ทำไมทำให้นักศึกษา เหมือนกับเป็นเหมือน "ลูกเมียน้อย" ทั้งที่เขา/เธอ ควรมีสิทธิ์ เท่าเทียมกับนักศึกษาโครงการทั่วไป แบบปกติ
 
 
ผมมีความรู้สึกว่า โครงการในยุคนี้ ในทำนองนี้ เอาเปรียบนักศึกษา กลายเป็น "ธุรกิจการศึกษา"

 
ถ้าการบริหารทำไม่เต็มที่ ก็ไม่สามารถสร้างวิชาการได้ ไม่สามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ได้ ไม่สามารถให้ความรู้กับนักศึกษาได้
 
 
สมัยผมเป็นผู้อำนวยการโครงการนี้ 2 ปีแรก ผมก็เป็นอาจารย์ประจำของภาควิชาประวัติศาสตร์ แต่ผมสละการสอนที่รังสิต และให้เวลาเต็มที่ กับโครงการที่ท่าพระจันทร์
 
ประเด็นสำคัญของผมคือ  ผู้อำนวยการ ต้องฟูลไทม์ ประเด็นที่ สอง) คือ ต้องมีความรู้เรื่องภูมิภาค ไม่ใช่เอาใครมาก็ได้ ต้องมองข้ามเขตแดนประเทศไทย "ขวานทอง" ไปให้ได้ ต้องข้ามไปพม่า อินโดนีเซีย ฟิลิปินส์ให้ได้ ในแง่องค์ความรู้ ไม่ใช่รู้เรื่องไทย แล้วแปลว่า รู้เรื่องเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะ ไทย ก็คือไทย แต่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มันใหญ่กว่าความเป็นไทย
 
@เหตุที่ไม่ได้รับการให้ความสำคัญจากรัฐ และ มหาวิทยาลัย
 
พูดตรงๆ มันเอาไปทำมาหากินไม่ได้ เพราะไม่ใช่วิชาชีพ แต่เป็นองค์รวม ที่ต้องพัฒนาตัวเอง ไม่ใช่วิชาที่ให้ไปซ่อมรถยนต์ หรือซ่อมสุขภาพคน เพราะเป็นเรื่องของเงิน ขณะที่เรื่องภูมิภาคศึกษาอาเซียน มองไม่เห็นว่ามีอะไรเป็นประกันว่า จบแล้วทำงานที่ไหนได้ทันที มันไม่เหมือนโรงหมอ รอหมออยู่
 
@ปัญหาของระบบการศึกษาไทย คืออะไร
 
ในแวดวงการศึกษาชั้นสูงของไทย  แพทย์ วิศวะ เป็นผู้มีอิทธิพลคุมทิศทางการศึกษา ไม่ใช่นักการศึกษา ไม่ใช่นักมานุษยศาสตร์ หรือนักสังคมศาสตร์ แต่ ส่วนใหญ่ เป็นแพทย์
 
@ ด้วยความที่ไทย “กำลังพัฒนา” จึงจำเป็นต้องไปสนับสนุน แพทย์ วิศวะ เพื่อสร้างชาติหรือไม่
 
มันอาจจะใช่ ในอดีตนะ แต่ผมว่า ตอนนี้ มันไม่ใช่อีกแล้ว คือถ้าเราเป็นประเทศกำลังพัฒนา ก็ต้องคล้าย กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม แต่ผมว่า ประเทศไทย เลยจุดตรงนั้นไปแล้ว
 
ฉะนั้น ตอนนี้ เวลาประเทศไทย ไปขอความช่วยเหลือ จากองค์กรระหว่างประเทศ เขามักจะไม่ให้ เพราะ เขาถือว่า เราเลยไปแล้ว แต่เรายังติดนิสัยเดิมๆ อยู่ ทำอะไรก็มักจะไป "ขอ" การสนับสนุนจากต่างประเทศ มากกว่าจะพึ่งตนเอง แต่ความจริงหลายประเทศเขามองเราว่า เราเลยไปแล้ว ทั้งความรู้ความสามารถและเศรษฐกิจ ยกเว้นเมื่อเทียบสิงคโปร์และมาเลเซีย 
 
@ ในฐานะที่อาจารย์ผลักดันองค์ความรู้นี้ ตั้งแต่ยังไม่เป็นกระแส อาจารย์มองอาเซียนฟีเวอร์ขณะนี้ อย่างไร

ครับ ตอนนี้ เป็นกระแส เป็นเทรนด์ จน อาเซียน เป็น “เอียนซ่า” ไปแล้ว เกิดอาการวูบวาบ แล้วไม่ทำอะไรมากไปกว่า ติดธง 10 ชาติ บางแห่งก็ติดผิด เพราะ พม่าเปลี่ยนธงแล้ว แต่ยังเอาธงเก่ามาติด (หัวเราะ) นอกจากนั้น ก็ร้องเพลงอาเซียน กล่าวคำทักทายเป็นภาษา 10 ชาติ มันเป็นเรื่อง ฉาบฉวยมากๆ
 
แล้วผมก็คิดว่า ยังไม่มีการทำอะไรที่ลึกซึ้ง อย่างจริงจัง กลายเป็นว่า ที่โน่นก็จัดสัมนา ที่นี่ก็จัดสัมนา แต่ไม่มีการลงลึก ผมจึงมองว่าฉาบฉวย และในแง่รัฐบาลก็ดี ในแง่ของมหาวิทยาลัยก็ดี ก็คงไม่ไปไกลกว่านี้ เพราะหลายคนก็คงมองว่า ที่ธรรมศาสตร์ ทำเป็นโครงการเลี้ยงตัวเอง ลงทุนน้อยเป็นบ้า เก็บเงินได้ตั้งหลาย 10 ล้านบาท ใน 10 กว่าปีที่แล้ว (แต่ไม่มีการเปิดเผยตัวเลข) ดูเหมือนจะรวยไปเลย คนอื่นก็ลุกขึ้นมาทำกันใหญ่ มีโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ตามสถาบันต่างๆ มันก็เป็นกระแส แต่ไม่จริงจังทางวิชาการ กลายเป็นหาเงิน กลายเป็น "ธุรกิจการศึกษา"
 
คำถามคือ จะสร้างนักวิชาการด้านนี้จริงๆจังๆ หรือไม่ ผมว่าก็ยังไม่มี ที่เป็นอยู่ขณะนี้ มันก็ "จับแพะชนแกะ" เหมือนๆ กัน แทบทุกสถาบัน กลายเป็นว่า ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ศึกษาโดยตรง ไม่ได้เรียนโดยตรง ก็กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาเซียน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา เพียงข้ามคืน
 
ผมว่าในแง่นี้ บุคคลากรก็ยังไม่พร้อม ในแง่องค์ความรู้ก็ยังไม่พร้อม คือถ้าเราดู สิงคโปร์ มีสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ส่วนมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยไม่มี เพราะเดิมที เน้นแต่เอเชีย ซึ่งหมายถึง จีน กับญี่ปุ่น เกาหลี คือไม่ได้สนใจประเทศรอบๆ บ้านเท่าไหร่ มองข้าม กัมพูชา ลาว พม่า
 
ผมว่าในแง่องค์ความรู้ ยังมีไม่พอ นี่พูดถึงระดับบนๆ  ส่วนระดับประถม - มัธยมศึกษา ผมก็คิดว่าอ่อนปวกเปียก เพราะ ลองศึกษาสำรวจ แบบเรียนประวัติศาสตร์ของประถม มัธยมต้น มัธยมปลาย ของกระทรวงศึกษาฯ ก็น่าเป็นห่วงมาก เป็นประวัติศาสตร์ ที่คับแคบ มองไม่เห็นภูมิภาคอาเซียน อย่างดีก็ใส่คำว่าอาเซียนไปในแบบเรียนสัก 2-3 หน้า   
 
ส่วนในระดับมหาวิทยาลัยปริญญาตรี ก็ไม่มีวิชาเหล่านี้เท่าไรนัก เพราะ ทันทีที่เกิดเป็นเทรนด์ มหาวิทยาลัยก็รีบหาอาจารย์มาสอน สักคนหนึ่ง เปิดวิชา  1 วิชา
 
@อาจารย์ริเริ่มผลักดันโครงการนี้ ตั้งแต่แรก ต้องการสร้างอะไร
 
ด้านหนึ่งก็มองว่า สร้างคน สร้างบุคลากรที่มีความรู้ภูมิภาคนี้ ในแง่เราที่เป็นคนไทย เราอยู่ท่ามกลางอะไรๆในภูมิภาคนี้ เพราะในอดีตที่เราทำมา คือมองตัวเองเป็นคนไทย ที่อยู่ในท่ามกลางคนจีน คนญี่ปุ่น คนฝรั่ง แต่คนชาติเหล่านั้น อยู่ไกลกว่าประเทศรอบๆ คือ ประเทศเพื่อนบ้าน
 
ผมสนใจรอบๆ ตัว คือในความเป็นตัวเรา ความเป็นไทยของเรา เมื่อเทียบกับ พม่า อินโดนีเซีย เขมร เป็นอย่างไร เพราะภูมิภาคนี้ ถึงแม้มีความแตกต่าง แต่ก็เหมือนกันเยอะมาก ตรงนี้ทำให้การศึกษาเหล่านี้ เป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นเรื่องน่าตื่นเต้น หลังจากเราเคยตื่นเต้น เมืองฝรั่ง เมืองญี่ปุ่นมาแล้ว เรามาตื่นเต้น รอบๆ บ้านเราบ้าง ก็น่าจะดี
 
ผมสอนโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านมา 13 ปี ได้นักศึกษหัวกะทิ ที่มีความสนใจไม่น้อย ผมมองดูลูกศิษย์ในโครงการนี้ ด้วยความรู้สึกว่า... ถ้าใช้คำฝรั่ง คือ belong หรือเป็นส่วนหนึ่งของอะไรบางอย่างที่เป็นตัวเรา แล้วลูกศิษย์ส่วนหนึ่ง ก็รู้สึกแบบนั้น คือ มัน "ใช่เลย" การเรียนแบบนี้ ทำให้เราเข้าใจประเทศเพื่อนบ้านได้ชัดเจน มากกว่าเพียงแวดวงประวัติศาสตร์ที่ผมเคยทำมาก่อน ที่หลายอย่างยังจับต้องไม่ได้ แต่เมื่อใช้ความรู้แบบคนไทย มองเข้าไปในประเทศเพื่อนบ้าน จะเกิดความบันดาลใจที่จะเรียนรู้ต่อ เช่น ไม่ใช่เพียง พม่าไปตีอยุธยา แต่ความจริง ไทยไปตี นครวัด นครธม ไปตีเวียงจันด้วย ผมคิดว่า นี่เป็นสิ่งที่ต้องเพิ่มในหัวสมอง เพิ่มเข้าไปในการศึกษาของเรา
 
@ อาจารย์มอง นักวิชาการ นักการเมือง ที่คุมอำนาจบริหาร ปัจจุบัน มาจากยุคไหน
 
ผมคิดว่า นักวิชาการและนักการเมืองจำนวนมาก และผู้มีอำนาจ ผู้มีบารมีเก่า เวลาได้วิ่งเลยไปแล้ว 

ปีนี้ 40 ปี 14 ตุลา คนที่โตมาในยุคนั้น ผ่าน 14 ตุลา 2516 ผ่าน 6 ตุลา 2519 ผ่านพฤษภา 2535 และ พฤษภา 2553  มีเวลาไตร่ตรองได้เยอะมาก ว่าอะไรเป็นอะไรในยุคนั้น ถึงเวลาที่ว่า ตาสว่างได้แล้ว สังคมเป็นมาอย่างไร และกำลังจะเป็นไปอย่างไร
 
นักวิชาการที่ผมนับถือ และมองว่าเขาเดินไปกับกาลเวลา  คือ คนอย่างอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เป็นคนที่เดินไปกับกาลเวลา และเดินไปไกลข้างหน้า มากกว่านักวิชาการรุ่นราวคราวเดียวกัน หรือแม้แต่นักวิชาการที่อายุอ่อนกว่าด้วยซ้ำ
มาถึงจุดนี้ พูดกันตรงๆ ว่า นักวิชาการบางคน ผมเห็นชื่อ ผมก็เลิกอ่านแล้ว เพราะคิดว่า มันไม่ได้อะไร และเวลา ก็ได้วิ่งเลยเขา/เธอไปแล้ว เขา/เธอตามอะไรไม่ทันแล้ว เขากำลังจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว
 
คนรุ่น 14 ตุลา รุ่น 6 ตุลา กำลังเป็นประวัติศาสตร์ ไปแล้วละ ครับ คือไม่ใช่สิ่งที่มันอยู่กับปัจจุบัน

@ถ้ายังภาคภูมิใจกับประวัติศาสตร์เดิม แต่ไม่ปรับตัวกับอะไรใหม่ ก็จะกลายเป็นตกรุ่นหรือเปล่า
 
ผมก็ไม่ได้มองว่า เขา/เธอจะภูมิใจหรือไม่ภูมิใจนะ เพราะผมเชื่อว่า คนจำนวนเยอะเลย ปฏิเสธอดีตของตัวเองด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องภาคภูมิใจ หรือไม่ภาคภูมิใจ กับอดีต หรือประวัติศาสตร์ เพียงแต่ผมคิดว่า มองไม่เห็น ว่าอะไรที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน มากกว่า แต่แน่นอน เขา/เธอ ก็คิดว่ามองเห็น และคนจำนวนมาก ก็คิดว่าตนเองมองเห็น คนเองรู้ คนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิชาการ เราๆ ท่านๆ ไม่ใกล้ ไม่ไกล คิดว่าตนเองนั้น แสนจะฉลาดล้ำลึก ครับ หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทร ไม่ต้องเรียนรู้อะไรใหม่ ไม่ต้องไปให้ใกล้จากเส้นเขตแดนสยามประเทศไทย ครับ (หัวเราะ)
59  หมวดหลัก / นิธิ เอียวศรีวงศ์ / นิธิ เอียวศรีวงศ์ : มะงุมมะงาหราไปข้างหน้า แต่ไม่ถอยกลับ ! เมื่อ: 17 มิถุนายน 2013, 17:56:51
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : มะงุมมะงาหราไปข้างหน้า แต่ไม่ถอยกลับ !
วันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556 เวลา 17:00:11 น.

กรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 500 คน พากันไปคุกคามเวที "เดินหน้าผ่าความจริง" ของ ปชป.ที่ลำพูนในวันที่ 8 มิ.ย. คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ ได้แสดงความเห็นคัดค้านไว้อย่างดีในเฟซบุ๊กของเขา ผมเห็นด้วยกับคุณสมบัติอย่างเต็มที่ และไม่มีอะไรจะกล่าวเสริมไปกว่านั้น

แต่เบื้องหลังการกระทำที่ "น่ารังเกียจ น่าขยะแขยง" นี้ เท่าที่ผมพยายามสืบมาได้นั้นน่าสนใจ เพราะสะท้อนพัฒนาการของขบวนการคนเสื้อแดง อย่างน้อยก็ในจังหวัดภาคเหนือ

เสื้อแดงในเชียงใหม่และลำพูนนั้นประกอบด้วยคนที่อยู่ร่วมกับ "แกนนำ" หลายกลุ่ม ที่เรียกว่า "แกนนำ" คือคนที่ดำเนินกิจการสื่อ ที่สำคัญคือวิทยุท้องถิ่น หรือวิทยุออนไลน์ หรือเว็บไซต์ แกนนำเหล่านี้ช่วงชิงเสื้อแดงระหว่างกัน แม้ไม่ถึงกับโจมตีกันอย่างโจ่งแจ้งนัก แต่ฟังให้ดีก็จะเห็นรอยร้าว และการเสียดสีกันอยู่เป็นประจำ

แนวนโยบายทางการเมืองหลักๆ อาจไม่ต่างกันนัก แต่ต่อประเด็นต่างๆ อาจมีความเห็นไม่ตรงกันเลย เช่นระหว่างร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของ ส.ส.วรชัย เหมะ กับร่าง พ.ร.บ.ปรองดองของ คุณเฉลิม อยู่บำรุง บางฝ่ายสนับสนุนคุณเฉลิม เพื่อจะได้ทักษิณกลับมาไวๆ อีกบางฝ่ายอยากได้ทักษิณกลับมาไวๆ เหมือนกัน แต่รับไม่ได้กับการปล่อยฆาตกรลอยนวล

ความแตกต่างที่สำคัญควรตราไว้ก็คือ แกนนำบางกลุ่มให้การสนับสนุนรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพราะที่จริงแกนนำเองก็เข้ารับตำแหน่งในรัฐบาล กินเงินเดือนในฐานะข้าราชการการเมืองอยู่ แต่อีกบางกลุ่มมีข้อสงวน กล่าวคือสนับสนุนให้รัฐบาลอยู่ได้ เพราะรับไม่ได้ที่จะปล่อยให้ฝ่ายค้านจัดตั้งรัฐบาล แต่ไม่จำเป็นว่าจะเห็นสอดคล้องกับรัฐบาลไปทุกเรื่อง พูดอีกอย่างหนึ่งคือความเป็นอิสระกว่า

หนึ่งในกลุ่มแกนนำต่างๆ เหล่านี้ (อาจอยู่ระดับชายขอบ ซึ่งก็ดี เพราะทำให้เขาบอกสิ่งที่เขารู้ได้เต็มที่) บอกผมว่า ที่จริงเกือบทุกกลุ่มได้รับการสนับสนุนทางใดทางหนึ่งจาก "เจ๊" หรือคนของ "เจ๊" ในความเห็นของเขา พรรคเพื่อไทยเองก็ยินดีกับความแตกแยกของเสื้อแดงกลุ่มต่างๆ เพราะทำให้เสื้อแดงไม่สามารถต่อรองอะไรกับพรรคได้ พรรคเองเลือกบางกลุ่มว่าเป็นคนของพรรค และทิ้งบางกลุ่มว่าไม่ใช่คนของพรรค (แต่ก็คิดว่าตัวเองคุมได้)

ผมใช้คำว่าพรรคเพื่อไทยตามเขา แต่ที่จริงแล้วถามว่าอะไรคือพรรคเพื่อไทย คงตอบไม่ได้ง่ายๆ ที่แน่นอนก็คือพรรคไม่ได้เป็นองค์กรที่พัฒนาถึงระดับ "สถาบัน" คือขาดความสามารถในการปรับตัว, วินัย, มีเครือข่ายองค์กรลงลึก, และเป็นอิสระจากกลุ่มผลประโยชน์ (ตามทรรศนะของ Samuel P. Huntington)

ดังนั้น คำว่าพรรคเพื่อไทยของเขาคงหมายถึง "เจ๊" และบริวารเท่านั้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า "เจ๊" และบริวารคือส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของพรรคเพื่อไทย



กรณีที่เกิดขึ้นสะท้อนความสัมพันธ์ภายในของขบวนการคนเสื้อแดงได้ดีคนเสื้อแดงโดยทั่วไปรับไม่ได้กับการที่ปชป.จะมา"เดินหน้าผ่าความจริง" ที่ ต.ต้นธง อ.เมือง จ.ลำพูน เพราะมีชาวบ้านในตำบล 2 ราย ถูกยิงเสียชีวิตในการชุมนุมเมื่อปี 2553 ปัญหาคือจะตอบโต้ ปชป.อย่างไร

กลุ่มหนึ่งซึ่งออกมาปฏิเสธว่าตนไม่เกี่ยวข้อง ก็คงไม่เกี่ยวข้องจริงๆ เพราะวิทยุของพวกเขาไม่ได้ประสานให้เสื้อแดงในจังหวัดใกล้เคียงเข้ามาประท้วง กลุ่มนี้สัมพันธ์กับพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลอย่างใกล้ชิด การประท้วงด้วยความรุนแรงเป็นภัยต่อรัฐบาลเอง เขาอ้างว่าเขาจัดเวทีคู่ขนานในลำพูน แต่ห่างกันถึง 3 กม. ไม่ได้ไปเผชิญหน้ากับผู้สนับสนุน ปชป.ในที่เกิดเหตุ

กลุ่มที่เป็นแกนนำการประท้วงในที่เกิดเหตุ คือกลุ่มที่แม้ได้รับความช่วยเหลือจาก "เจ๊" เหมือนกัน แต่ไม่ถึงกับเป็นส่วนหนึ่งของคนรัฐบาล ระดมเสื้อแดงจากเชียงราย, เชียงใหม่, ลำปาง ไปร่วมกับเสื้อแดงลำพูนในการประท้วง เจตนาเดิมคือต้องการไปถามผู้นำ ปชป.ว่าคุณฆ่าเขาทำไม แต่ก็บานปลายจนมีการโจมตีกันด้วยหนังสติ๊ก

กลุ่มที่ออกมาปฏิเสธอาจเดือดร้อนเพราะมีคนเสื้อแดงที่สวมเสื้อซึ่งมีตราหรือข้อความของพวกเขาคือ"รักเชียงใหม่๕๑"อยู่ด้วย จึงอ้างว่ามีการจ้างคน 300 คน ให้สวมเสื้อนั้น ไปปะปนกับฝูงชนเพื่อใส่ร้ายกลุ่มเสื้อแดงของเขา แต่ความจริงแล้วสมาชิกของสองกลุ่มนี้ เคยสังกัดกลุ่มเดียวมาก่อน จึงไม่แปลกที่หลายรายยังใช้เสื้อของอีกกลุ่มหนึ่ง ทั้งๆ ที่ปฏิบัติการกับอีกกลุ่มหนึ่ง และเดิมก็ไม่ได้ตั้งใจจะไปใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม ปชป.แต่อย่างไร

โดยไม่มีข้อมูลดิบอะไรเพิ่มเติม ผมให้สงสัยว่า ในการแย่งชิงมวลชนคนเสื้อแดงระหว่างกลุ่มต่างๆ นั้น ยุทธวิธีที่ใช้น่าจะมีอยู่สองอย่าง หนึ่งคือการดึงทรัพยากรออกมาเฉลี่ย กลุ่มใดที่เข้าถึง "เจ๊" ได้มาก ก็อาจมีทรัพยากรออกมาเฉลี่ยได้มาก ในขณะที่กลุ่มซึ่งมีเสื้อแดงสนับสนุนมาก ก็มีทรัพยากรเฉลี่ยได้มากเช่นกัน (เช่นเวลาชุมนุม มีข้าวแกงน้ำแข็งเลี้ยงดูกัน) สรุปก็คือการมีทรัพยากรสำหรับเฉลี่ยกันเป็นเงื่อนไขสำคัญ ไม่ว่าทรัพยากรนั้นจะได้จากที่ใด ยุทธวิธีที่สองคือยกระดับการเคลื่อนไหวให้แหลมคมมากขึ้น เป็นการเอาใจผู้คนซึ่งว้าวุ่นอยู่เวลานี้ (ใจเขาใจเรานะครับ ฟังความหยาบคายป่าเถื่อนของรายการทีวีบลูสกายก็จะเข้าใจประเด็นนี้ได้ดี) เสื้อแดงก็มีเหตุที่จะต้องว้าวุ่นใจอยู่ไม่น้อยไปกว่าเสื้อเหลือง, สลิ่ม และหน้ากากขาว ก็คน "กำพืด" เดียวกันทั้งนั้น

ทั้งหมดนี้ดูเหมือนขบวนการคนเสื้อแดงกำลังแตกร้าวกันเอง ซึ่งก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความแตกร้าวในขบวนการ แต่นั่นเป็นชะตากรรมของขบวนการหรือองค์กรเคลื่อนไหวของมวลชนระดับล่าง (sabaltern) ที่ไหนๆ ก็เคยเผชิญมาแล้วทั้งนั้น



การที่มวลชนคนระดับล่างในสังคมหนึ่งๆ จะถูกจัดองค์กร (organized) ขึ้นเป็นขบวนการนั้น มีความสำคัญต่อพัฒนาการของระบบการเมืองประชาธิปไตยอย่างยิ่ง ในยุโรปองค์กรของมวลชนคนระดับล่างนี่แหละที่ทำให้ต้องขยายสิทธิเลือกตั้งให้เป็น "สากล" แก่ทุกคนในสังคม และเพราะกุมคะแนนเสียงเลือกตั้งไว้ในมือ จึงทำให้พรรคการเมืองต้องลงมาเชื่อมต่อ และจัดองค์กรให้ตอบสนองต่อคะแนนเสียงนี้ให้ได้ จึงเป็นพลังบังคับให้การพัฒนามีลักษณะเท่าเทียมกัน

ในขณะเดียวกัน ก็ปฏิเสธไม่ได้ด้วยว่า ในทุกสังคมทั้งยุโรป, ละตินอเมริกา, แอฟริกา และเอเชีย การจัดองค์กรของมวลชนระดับล่างนั้นฝ่ายซ้ายเป็นผู้ริเริ่มขึ้นก่อน (ด้วยเหตุผลที่ไม่ต้องอธิบายในที่นี้) ความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับกลุ่ม "แดงสยาม" จึงมีนัยยะสำคัญแก่ขบวนการเสื้อแดง ไม่ว่าอุดมการณ์สังคมนิยมจะครอบงำขบวนการมากน้อยเพียงไรก็ตาม แต่ประสบการณ์ของฝ่ายซ้ายน่าจะช่วยให้การจัดองค์กรเป็นไปได้มากขึ้น ความ "เสมอภาค" ที่ขบวนการเสื้อแดงเรียกร้องตลอดมา จะมีนัยยะที่ลึกมากขึ้นกว่าการต่อต้านอภิสิทธิชนทางการเมืองกลุ่มเล็กๆ เพื่อเปิดทางให้ทักษิณกลับบ้านเท่านั้น

องค์กรที่พัฒนาขึ้นเป็นสถาบัน (พรรคการเมือง, สหภาพแรงงาน, สหอาชีวะ, ฯลฯ) จะช่วยทำให้มวลชนคนระดับล่างเลิกแวดล้อมผลประโยชน์ของตนกับบุคคล (ทักษิณ, ยิ่งลักษณ์, ณัฐวุฒิ, จตุพร, หรือ "เจ๊" และ "เฮีย" ฯลฯ) ไปสู่การยึดมั่นกับนโยบายการพัฒนาที่เท่าเทียมอย่างยั่งยืน

แต่ยังครับ ขบวนการเสื้อแดงยังไปไม่ถึงตรงนั้น แม้กระนั้นก็มีสัญญาณบางอย่างที่น่าสนใจ แกนนำ (ชายขอบ) ที่คุยกับผมกล่าวถึง "เจ๊" ว่า ก็เสื้อแดงเราทิ้งตัวบุคคลมาตั้งเยอะแยะแล้ว คนอายุตั้ง 60 แล้วยังทิ้งได้ (ผมไม่ทราบว่าเขาหมายถึงใคร ทักษิณ หรือคนอื่นๆ อีกมากก็ไม่ทราบ) สาอะไรกับ "เจ๊" คนเดียว

แกนนำ (ชายขอบ) อีกคนหนึ่ง ที่พยายามผลักดันให้พรรคเพื่อไทยใช้ระบบไพรมารีในการเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง เล่าว่าเขาถูก "เจ๊" เรียกไปปราม ผู้สนับสนุนเขาบางคนเล่าว่า ได้รับข้อเสนอเป็นตัวเงินด้วยซ้ำให้หยุดการเคลื่อนไหวแบบนี้

ผมคิดว่า การจัดองค์กรภายในของขบวนการเสื้อแดงกำลังอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน มีอะไรเคลื่อนไหวอยู่ข้างล่างมากกว่าปรากฏการณ์ที่เรามองเห็นจากข้างบน หลายคนมองเห็นว่า การสนับสนุนพรรคเพื่อไทยเป็นความจำเป็นเฉพาะหน้า แต่การไปร่วมหัวจมท้ายกับพรรคเพื่อไทยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ระยะยาวแก่คนเสื้อแดง แม้กระนั้นในระยะเปลี่ยนผ่านซึ่งยังมองเห็นแนวทางข้างหน้าไม่ชัดนั้น "เจ๊" ก็สำคัญ แต่ดูเหมือน "เจ๊" แตกต่างจาก "เจ้าพ่อ" ในอดีต ตรงที่ทั้งสองฝ่ายต่างสำนึกเต็มเปี่ยมว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง "เจ๊" และคนเสื้อแดง เป็นการแลกเปลี่ยนบริสุทธิ์ ไม่มีความภักดีใดๆ เจือปนอยู่เลย

ดังนั้น จึงเป็นความสัมพันธ์ที่ยากจะยั่งยืน เพราะในการแลกเปลี่ยน คนเราย่อมเปลี่ยนคู่ความสัมพันธ์ได้เสมอ

อย่างไรก็ตาม หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล จะนำไปสู่อะไรข้างหน้าก็ยังคาดเดาไม่ถูก แต่ไม่มีวันที่ขบวนการคนเสื้อแดงจะถอยกลับทางเดิม เพื่อไปเป็นสมุนของชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ อย่างที่เคยเป็นมาหลายชั่วโคตร ฉะนั้น การรัฐประหารในทุกรูปแบบ จึงไม่อาจให้ผลอย่างที่คาดหวังได้อีกแล้ว
60  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / "ภูมิธรรม เวชยชัย" มองทะลุหน้ากาก อ่านกับดักในมือศัตรู "ไม่ยอมตกหลุมพราง ที่ขุดล่อเรา" เมื่อ: 16 มิถุนายน 2013, 18:29:01
"ภูมิธรรม เวชยชัย" มองทะลุหน้ากาก อ่านกับดักในมือศัตรู "ไม่ยอมตกหลุมพราง ที่ขุดล่อเรา"


updated: 15 มิ.ย. 2556 เวลา 21:36:19 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เขาถูกเชิญตัวเข้าบ้าน "เกษะโกมล" ไปพบผู้นำยึดอำนาจเขาเป็นคนที่ถูกคณะรัฐประหารมองว่าเป็น "สายเหยี่ยว" และเป็น "หัวใจ" ของ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นคนหนึ่งที่ "พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน" หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เค้นความลับมากที่สุด

วันนี้ "ภูมิธรรม เวชยชัย" ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย แก้ต่างว่า ตนเองไม่เคยเป็น "สายเหยี่ยว" แต่เป็น "สายพิราบ"

พุทธศักราช 2556 จังหวะที่ "พรรคเพื่อไทย" กำลังถูกรุมกระหน่ำจากขบวนการสมคบคิดล้มล้างรัฐบาล "ภูมิธรรม" จึงใช้สายตาของ "เหยี่ยว" อ่านกับดักในมือศัตรู มองทะลุ "หน้ากาก" ที่ปกปิดใบหน้าอันแท้จริง

เขายืนยันกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า กลุ่มอำนาจเก่าไม่สามารถเคลื่อนไหวล้มรัฐบาลได้ง่ายเหมือนในอดีตอีกแล้ว !!

- มีกลุ่มจ้องล้มรัฐบาลจริงหรือไม่

ไม่อยากจะพูดสรุปว่าเป็นอย่างไร สาธารณชนน่าจะมีวิจารณญาณที่สุด ถ้าดูจากประสบการณ์ทางการเมืองก็มีความพยายามที่จะขยับกันเข้ามา จะโดยรู้เห็นเป็นใจ ร่วมไม้ร่วมมือกันหรือไม่ ก็ต้องมาวิเคราะห์ แต่หลายส่วนเป็นเรื่องที่เขาเดือดร้อนจริงมีปน ๆ กัน บางทีไปพูดว่าล้มรัฐบาล มันอาจไปเหมารวมทั้งหมด ไม่ตรงความเป็นจริง

แต่ถ้าถามว่ามีกลุ่มที่คิดไม่เอารัฐบาลมีบ้างไหม เขาก็ประกาศตัวชัดเจนว่า เขาไม่อยากเอารัฐบาลนี้ บางส่วนก็ยังไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่ ต้องจับตาดูต่อว่าเขามุ่งหวังเจตนาอะไร นอกจากนี้เวลานี้มีเรื่องรุมเร้าเข้ามาหลายอย่าง เนื่องจากรัฐบาลได้แถลงต่อประชาชนในเรื่องที่จะทำ ไม่ทำก็เสียหาย แต่เมื่อทำแล้วยังมีปัญหา ก็ค่อย ๆ หาทางออก ตลอดเวลาที่เป็นรัฐบาลมา 2 ปี ทำได้แค่นี้ก็ช้ามากแล้ว เพราะอุปสรรคมันเยอะ แต่เราไม่สิ้นความอดทนวันนี้มีข่าวลือเยอะ กลุ่มนั้นกลุ่มนี้ คนนั้นคนนี้ นักธุรกิจส่วนนั้นส่วนนี้ สนับสนุนเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กลุ่มมวลชน กลุ่มที่ไม่เอารัฐบาล พยายามจะขับเคลื่อนล้มรัฐบาล ผมก็ไม่ทราบว่าจริง ๆ แล้วมีมากมีน้อย แต่จะเห็นด้วยไม่เห็นด้วยอย่างไร ก็ต้องสนับสนุนบนพื้นฐานของวิถีประชาธิปไตย

- ทำไมนโยบายของรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยถึงติดกับดักตลอดเวลา

แนวนโยบายของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เป็นนโยบายมุ่งแก้ปัญหาของคนส่วนใหญ่ หลายนโยบายมีลักษณะคิดนอกกรอบ ออกไปจากกรอบเดิมที่เคยปฏิบัติ ความจริงถ้าทำให้มันง่ายและดีที่สุดโดยคำนึงถึงแต่ตัวเราเองก็ไม่ต้องทำอะไรมาก ทำไปตามกรอบที่เป็นอยู่ก็สบาย

แต่การเมืองไทยเป็นอย่างนี้มานานแล้ว และคนไทยส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร สิ่งที่เราพยายามทำคือพยายามคิดกรอบใหม่ ๆ เพื่อทำให้การบริหารจัดการทั้งหมดมีประสิทธิภาพ แน่นอนว่าคิดสิ่งใหม่ก็มีจุดอ่อน บางทีเป็นเรื่องบกพร่องที่เราคาดการณ์ไม่ถึง บางทีทำดีแล้ว แต่การประชาสัมพันธ์ไม่เพียงพอ เช่น นโยบายจำนำข้าว วันนี้เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีที่บริหารโครงการต้องหยิบเอารายละเอียดมา

ความจริงต้องเข้าใจว่าการทำจำนำข้าว คือการดูแลเกษตรกร หรือดูแลคนส่วนใหญ่ ซึ่งไม่ได้คิดเรื่องกำไร หรือขาดทุน คิดแต่ว่าดูแลเกษตรกรอย่างไร ขาดทุนก็ยังต้องยอม

ในอดีตพรรคประชาธิปัตย์เคยทำเรื่องประกันราคาข้าว ปีหนึ่งขาดทุนเกือบแสนล้านบาทเหมือนกันเขามีหน้าที่ไปดูแลเกษตรกร ดังนั้นเรื่องการขาดทุนจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่

- การทำงานของรัฐบาลตอนนี้ถือว่าเพลี่ยงพล้ำให้ฝ่ายตรงข้ามหรือไม่

ผมไม่คิดว่าเพลี่ยงพล้ำหรือไม่ แต่เรายังเดินหน้าทำในสิ่งที่ยึดมั่น เชื่อมั่น และสิ่งที่เราตัดสินใจทำให้ประชาชน เพียงแต่เราอาจใช้เวลาประชาสัมพันธ์งานน้อยไป นายกฯก็มุ่งมั่นทำงานไป รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็ไปผลักดันนโยบายจนลืมชี้แจงประชาชนคู่ขนาน

วันนี้เราต้องปิดจุดอ่อนที่เราให้ความสำคัญน้อยให้มันมากขึ้น ต้องชี้แจงทำความเข้าใจมากขึ้น แล้วหลายเรื่องผมคิดว่าถ้าเอามาแบให้เขาดูแล้วคนจะเข้าใจ

- ประเมินว่าฝ่ายตรงข้ามจะใช้วิธีเดิม ๆ ในการล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์หรือไม่

เราไม่ประมาท ก็พยายามจะดูว่ามีตำหนิติเตียนอะไร เคลื่อนไหวยังไง หน้าที่ของเราก็มีเพียงทำให้ประชาชนได้เห็น ได้ทราบ แล้วเราก็มุ่งมั่นทำงานของเราให้เต็มที่ และต้องใช้วิจารณญาณให้มากหน่อย ไม่ยอมตกไปอยู่ในหลุมพรางของเขาที่พยายามขุดล่อเรา อะไรที่หลีกเลี่ยงได้ก็หลีกเลี่ยง อะไรที่เป็นหลักการก็ให้ประชาชนตัดสินใจ ผมคิดว่าต้องสู้กันอย่างนี้ ใครที่เป็นฝ่ายยืนอยู่ข้างการเปลี่ยนแปลงที่อำนวยประโยชน์ให้คนส่วนใหญ่ หรือการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ประเทศสังคมไทยมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น คนนั้นก็จะได้รับการปกป้องดูแลจากคนส่วนใหญ่

- ประเมินไพ่ในมือศัตรูอย่างไร

ผมไม่ค่อยสนใจไพ่ในมือศัตรูเท่าไหร่ ผมสนใจเพียงว่าเรายืนหลักตัวเองให้มั่น ทำความเข้าใจประชาชนให้เยอะ ทำสิ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์กับประชาชนให้หมด และรับฟังข้อคิดเห็นดี ๆ จากมิตร เพื่อนมิตร และรับฟังข้อคิดเห็นดี ๆ จากคนที่สนับสนุนระบอบประชาธิปไตย เอามาใช้แก้ปัญหาให้มากที่สุด

- วันนี้มิตรอย่างคนเสื้อแดงบางฝ่ายก็แปรพักตร์ ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่พรรคเพื่อไทยทำอยู่บางเรื่อง

เป็นเรื่องธรรมดา ผมไม่ได้คิดว่าเป็นวิกฤตที่น่ากังวลใจหรือห่วงใย แม้คนเสื้อแดงส่วนใหญ่จะมีความไม่สบายใจบ้าง ก็วิจารณ์บนพื้นฐานที่รัก และอยากเห็นระบอบประชาธิปไตยเดินหน้า และเราพยายามตอบสนองคนทุกส่วนให้มากที่สุดและแก้ปัญหา ลำพังเพียงตอบสนองความต้องการของคนส่วนใหญ่กับแก้ปัญหาให้ได้มันก็หนักแล้ว ยังมีแรงต้านจากคนที่คอยเตะขัดขาอีก มันก็เป็นความยากลำบากมากขึ้น

- ยังมั่นใจว่ามีเสียงข้างมากจะอุ้มรัฐบาลต่อไปได้

วันนี้ขอให้รักษาระบอบประชาธิปไตย รักษาผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ แต่ถ้าดูจากการเลือกตั้งใน กทม.ก็ถือว่าครึ่ง ครึ่ง หรือการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ก็ห่างกันไม่ถึง 2-3 เปอร์เซ็นต์ ผมไม่คิดว่าฝ่ายที่รักษาอำนาจเดิมของกลุ่มตนจะมีพลังที่ทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ตามใจปรารถนาของตัวเอง วันนี้กระแสโลกเป็นกระแสประชาธิปไตย แล้วเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ตื่นตัวขึ้นมาไม่เหมือนในอดีต เพราะเป็นสังคมข่าวสาร การรับรู้ของคนมันกว้างขวางขึ้น ทุกฝ่ายต้องปรับตัว ฝ่ายที่ต้านการเปลี่ยนแปลงเขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้ถนัดเหมือนเดิม ผมไม่เชื่อว่าเขาจะประสบความสำเร็จได้ทุกครั้ง

- การออกมาเคลื่อนไหวของหน้ากากขาวก็ไม่มีพลังพอที่จะล้มรัฐบาลได้เหมือนที่กลุ่มพันธมิตรฯเคยทำ

กลุ่มหน้ากากขาวในสายตาผมก็เป็นสิทธิที่จะเคลื่อนไหวแสดงออก แต่ความเป็นจริงก็คือคนกลุ่มเดิม แต่เปลี่ยนรูปแบบ ในเมื่อเขารู้ว่าไม่มีคนจำนวนมากยืนอยู่ข้างเขา เขาก็ใช้คนจำนวนน้อยปกปิดใบหน้า แล้วทำให้เห็นว่ามีอยู่ทั่ว ๆ ไป

- เป็นเรื่องปกติหรือไม่ที่กลุ่มต่าง ๆ

หาเรื่องมาดิสเครดิตรัฐบาล ในช่วงที่รัฐบาลบริหารประเทศมาครึ่งเทอม เป็นเรื่องธรรมดาของสังคมไทย มีแค่ยุคไทยรักไทยเท่านั้นที่พิสูจน์ตนเองได้ว่าครบ 4 ปี ที่ผ่านมาเราไม่อดทนพอเหมือนกับสังคมประชาธิปไตยที่เขาพัฒนาแล้วที่รอไป แต่หน้าที่เราไม่มีปัญหา ยิ่งเขาออกมาเคลื่อนไหวก็เหมือนกับเป็นกระจกช่วยเราส่อง บางเรื่องเกินความจริงเราก็ต้องระมัดระวัง ที่สำคัญเราต้องยืนยันว่านายกฯ รัฐบาล เราไม่มีเจตนาหาประโยชน์ หรือคอร์รัปชั่นจากการทำนโยบายต่าง ๆ

- หลังจากนี้รัฐบาลจะเดินหน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้าน และบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน เต็มสูบ

เราชัดเจนตลอดว่าเราจะทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ส่วนจะทำไปได้มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับความเป็นจริงของประเทศ ติดขัดตรงไหนก็ต้องว่ากัน

- กลัวติดกับดักไหม เพราะโครงการ 2 ล้านล้าน ฝ่ายค้านเตรียมไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ ส่วนโครงการน้ำ ป.ป.ช.ก็จับตาการทุจริต

ถ้าเรามั่นใจว่าเราคิดดีกับประเทศและคนส่วนใหญ่ และยอมรับฟัง ยินดีรับฟังคนที่มองจากมุมนอก ก็ไม่น่ามีอะไรน่ากังวลใจ การตรวจสอบ คอยดูแล เป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว อย่างเรื่องน้ำ พอรู้ว่า ป.ป.ช.สนใจ คนของรัฐบาลก็เข้าพบทำความเข้าใจ

- พรรคเพื่อไทยมักมองว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. คือฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล กลัวไหมว่าจะติดกับดัก

ผมไม่เคยพูดว่าอยู่คนละฝ่ายกับเรา แต่เมื่อกลไกต่าง ๆ ไม่เอื้ออำนวยนัก ก็ต้องไปพึ่งประชาชนเป็นหลัก แต่ไม่น่ากังวลใจอะไร เมื่อถึงที่สุด ทุกอย่างก็ต้องเดินไปตามหลักการที่ถูกต้อง ไม่มีใครสามารถบิดพลิ้วหลักการ หรือหลักที่ดี ๆ ถูกต้องไปได้

- ถ้ารัฐบาลผลักดันโครงการต่าง ๆ ในช่วงครึ่งเทอมหลัง จะอยู่ยาวเหมือนพรรคไทยรักไทยไหม

วันนี้... เราคิดว่าเรามีหน้าที่ทำงานตามแนวนโยบายที่เราผลักดัน ถ้าตราบใดเรายังมีประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างเต็มที่ ประโยชน์ยังตกอยู่ในมือของประชาชน ประชาชนก็จะปกป้องเรา เมื่อประชาชนปกป้องเรา ใครก็ทำอะไรไม่ได้ ถ้าเขาทำอะไร เขาก็กำลังยืนอยู่ตรงข้ามประชาชนส่วนใหญ่ เขาก็อยู่ไม่ได้
61  หมวดหลัก / รายงานและบทความเชิงลึก / เรื่องลือวุ่นๆ ที่ ดี.ซี. ของ "ทักษิณ" และ "บิ๊กตู่" จากอเมริกา ถึง เขมร และเรื่องของเพื่อนๆ ที่ กห เมื่อ: 15 มิถุนายน 2013, 20:49:17
  เรื่องลือวุ่นๆ ที่ ดี.ซี. ของ "ทักษิณ" และ "บิ๊กตู่" จากอเมริกา ถึง เขมร และเรื่องของเพื่อนๆ ที่ กห.

ขนาดตอนที่ไปเยือน ทบ.สหรัฐอเมริกา ในหลายมลรัฐ 1-10 มิถุนายน ที่เมืองไทยก็เรียบร้อยดี ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ที่จะเป็นการ "นอกสั่ง" แถม บิ๊กหนุ่ย พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รอง ผบ.ทบ. รักษาการ ผบ.ทบ. ก็ดูแลทุกอย่างเรียบร้อย

แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังไม่วายตกเป็นเป้า เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็บินจากนิวยอร์ก ไปอยู่ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา พอดี แล้วทำให้เกิดข่าวลือสะพัดมาถึงเมืองไทยว่า ทั้งคู่อาจมีการได้พบกัน

การไปเยือนอเมริกาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้บรรดาเครือข่ายพันธมิตรฯ เสื้อเหลือง ที่เกาะติดความเคลื่อนไหว ต้องไปประท้วงที่หน้าโรงแรม ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และมีเครือข่ายคนไทยในอเมริกา ที่คาดว่า เป็นสาย พธม. พาดพิงถึง "ผบ.ทบ. แห่งกองทัพไทย" ที่ไปทานข้าวที่สถานทูตไทยใน ดี.ซี. ในขณะที่มีเจ้าหน้าที่ทูตไทยไปทานข้าวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ในร้านอาหารแห่งหนึ่งใน ดี.ซี. พร้อมปลุกกระแสการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่จับกุมอดีตนายกฯ ที่มีคดีติดตัว

ส่งผลให้แกนนำ พธม. ในกรุงเทพฯ ตั้งคำถามให้ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า ได้ไปเจอ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ ที่อาจเป็นเพราะจุดยืนและบทบาทของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ผ่านมา ในรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูกมองว่า เปลี่ยนไป ด้วยนั่นเอง

ร้อนถึง พล.อ.ประยุทธ์ ที่เพิ่งกลับมาถึงกรุงเทพฯ เมื่อดึกวันจันทร์ ต้องมาเจอกระแสข่าวนี้เลยออกอาการเซ็ง พร้อมบ่นอุบกับการถูกพาดพิงเช่นนี้ จนต้องให้ทีมโฆษก ทบ. ชี้แจง ก่อนที่จะแพร่กระจายกันมากขึ้น

โดยเขายืนยันว่า ตอนที่ไปอยู่อเมริกา หรือแม้แต่ที่วอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งได้แวะไปทานข้าวที่สถานทูตไทยนั้น ก็ไม่เคยรับรู้เลยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ที่อเมริกา และยืนยันว่าไม่ได้พบกันเป็นแน่แท้



ที่ทีมโฆษก ทบ. แจง คือ พล.อ.ประยุทธ์ ไปตามคำเชิญของ ทบ.สหรัฐ เป็นการกระชับความสัมพันธ์ซึ่งมีมานานกว่า 100 ปี ถือว่าเป็นพันธมิตรเก่าแก่ เพื่อการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ความร่วมมือสนับสนุนในด้านต่างๆ ทั้งเรื่องการฝึกศึกษา เรื่องยุทโธปกรณ์ กำลังพล ภารกิจทางทหารที่มิใช่การสงคราม

งานนี้ ทาง ทบ.สหรัฐได้มอบอิสริยาภรณ์เชิดชูเกียรติ LEGION OF MERIT จาก ทบ.สหรัฐ ซึ่งถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งต่อ ทบ.

ครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ไปยัง 4 จุดหลักๆ คือ Fort Bragg ที่ North Carolina ตามด้วย Fort Polk ที่รัฐ Louisiana และ Fort Benning ที่รัฐ Georgia เพื่อศึกษาดูงานในระบบการศึกษาพัฒนาขีดความสามารถกำลังพล เรื่องการเตรียมกำลังทางบกในการป้องกันประเทศ, ดูระบบการฝึกต่อต้านระเบิดแสวงเครื่อง

และท้ายสุดไปที่ กรุง Washington D.C. เพื่อเยี่ยมคำนับ ผบ.ทบ.สหรัฐ และรองปลัดทบวง ทบ.สหรัฐ

รวมถึงธรรมเนียมประเพณีการเข้าเยี่ยมเยียนสถานทูตไทยและสำนักงานผู้ช่วยทูตทหารของไทยในสหรัฐอเมริกา

"ในระหว่างที่ดูงานอยู่ในสหรัฐ จะมีเจ้าหน้าที่ทหารของสหรัฐอเมริกาให้การดูแลและอยู่ประจำกับคณะตลอดเวลา กำหนดการในการดูงานแน่นขนัด คณะไม่มีเวลาอื่นใดที่จะสามารถปฏิบัตินอกเหนือกำหนดการได้ โดยเฉพาะการจะไปพบปะบุคคลหนึ่งบุคคลใดนอกเหนือแผนหรือกำหนดการ" พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษก ทบ. ได้รับคำสั่งให้ชี้แจง

พร้อมวอนสื่ออย่าบิดเบือนว่า ผบ.ทบ. ไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ จะทำให้สังคมสับสน โดยเฉพาะการนำไปเชื่อมโยงให้เป็นเรื่องราวในทางการเมือง

งานนี้ แม้ว่างานจะรัดตัว แต่ท้ายตารางเดินทาง พล.อ.ประยุทธ์ และคณะที่ส่วนใหญ่เป็นนายทหารคนสนิท และนายทหารในสำนักงาน ผบ.ทบ. ก็ได้ไปนิวยอร์กและแมนฮัตตันด้วย

แต่กรณีนี้ ก็ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ รู้ว่า เขาเองในฐานะ ผบ.ทบ. ที่ถูกตั้งคำถามว่า "เปลี่ยนไป" จริงหรือไม่ ได้กลายเป็น "สายล่อฟ้า" และ "ตำบลกระสุนตก" ที่ถูกจับผิด และถูกโจมตี ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม



ถ้าว่ากันตามจริงแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ และ พล.อ.ประยุทธ์ ก็คงต่างคนต่างอยากเจอ อยากคุยกันให้รู้เรื่องทั้งคู่ แต่เพราะคงไม่เป็นผลดีแน่นอนกับทั้งสองหากมีภาพ หรือข่าวว่าได้พบคุยกัน เพราะแค่มีข่าวต่อสายตรงคุยโทรศัพท์กัน พล.อ.ประยุทธ์ ก็คงโดนโจมตีกระอักแน่นอน

พล.อ.ประยุทธ์ เองก็ไม่จำเป็นต้องพบเจอกับ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยตรง เพราะเขาก็มีหลายช่องทาง หลายบุคคล ที่จะสื่อสารข้อความถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ได้อยู่แล้ว แม้แต่การบอกกล่าวผ่าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ไปก็ตาม

ว่ากันว่า สาเหตุหนึ่งที่มีการปล่อยข่าว พล.อ.ประยุทธ์ พบ พ.ต.ท.ทักษิณ อาจเป็นเพราะข่าวการถูกเด้งก่อนหน้านี้ หรือเพื่อเคลียร์ความเป็นไปได้ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะถูกโยกย้ายจากเก้าอี้ ผบ.ทบ. ที่นั่งมา 3 ปีแล้ว ในการโยกย้ายสิงหาคม-กันยายนนี้ ด้วยนั่นเอง ทั้งๆ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องพบปะเจรจาใดๆ กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ในเรื่องนี้ เพราะท่าทีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็น่าจะชัดเจนอยู่แล้ว

ยิ่งเมื่อทั้ง บิ๊กอ๊อด พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ที่ปรึกษานายกฯ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม และ บิ๊กจิน พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. ที่ร่วมโต๊ะดินเนอร์กับนายกฯ จะยืนยันตรงกันว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้ให้ความมั่นใจกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่า จะไม่แทรกแซงการเมือง จะไม่ปฏิวัติรัฐประหาร ขอให้สบายใจและบริหารชาติบ้านเมือง ทำหน้าที่ต่อไป

"นี่คือสิ่งที่ผมได้ยินมากับหู" พล.อ.อ.ประจิน กล่าว

เช่นเดียวกับ บิ๊กหรุ่น พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผบ.ทร. ที่ก็ยืนยันในทิศทางเดียวกัน ว่าเป็นการให้ความสบายใจ เพราะก็ไม่มีใครคิดปฏิวัติอยู่แล้ว

อันเป็นการยืนยันเรื่องสัญญาใจไม่ปฏิวัติ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ มีให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ถูกวิจารณ์ว่า เพื่อเป็นหลักประกันว่า จะไม่มีการแตะต้องเก้าอี้ ผบ.ทบ. ไม่แทรกแซงกองทัพ นั่นเอง



มีรายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณ บินจากนิวยอร์กไปถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อ 9 มิถุนายน เวลา 16.00 น. ซึ่งก็เย็นย่ำ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ กำลังจะเดินทางกลับไทย เพราะมีกำหนดถึงกรุงเทพฯ ในเวลาห้าทุ่ม คืนจันทร์ 10 มิถุนายน

แต่ก่อนหน้านั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เดินทางไปอังกฤษ หลังจากที่ไปที่หมู่เกาะโซโลมอน เจรจาเรื่องธุรกิจพลังงาน มาแล้ว

ท่ามกลางกระแสข่าวที่สะพัดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะไปมาที่อเมริกา เพื่อเจรจาเรื่องธุรกิจพลังงาน เรื่องการลงทุนในบ่อน้ำมันบ่อที่ 3 ของกัมพูชา

อันไปโยงกับการที่ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ พร้อม บิ๊กโอ๋ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ได้เดินทางไปพนมเปญเพื่อประชุมคณะกรรมการร่วมพัฒนาชายแดนไทย-กัมพูชา ร่วม เป็นครั้งแรก เมื่อ 11 มิถุนายน โดยมีกำหนดพบ สมเด็จฮุน เซน ด้วย

แม้จะคุยกันเรื่องความร่วมมือชายแดนไทย-กัมพูชา ทุกด้าน รวมทั้งด้านเขาพระวิหาร แต่ความเคลื่อนไหวนี้ถูกจับตามอง

แต่มีรายงานว่า ในระยะหลังนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ระวังตัวเรื่องความสัมพันธ์กับ สมเด็จฮุน เซน และกัมพูชา อย่างมาก เพราะรู้ตัวว่าถูกโจมตีอยู่ จนส่งผลให้ไม่ไปร่วมงานแต่งงานลูกสาวเจ๊แดง เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ กับลูกชายนักการเมืองเขมร มือขวา สมเด็จฮุน เซน ที่พนมเปญ เมื่อ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา หลังจากที่มีพิธีแต่งงานที่กรุงเทพฯ เมื่อ 18 พฤษภาคม มาก่อนแล้ว

โดยงานที่กรุงเทพฯ นั้น มี พล.อ.เตีย บันห์ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม พร้อมด้วยภริยา และนายทหารเขมร มาเป็นตัวแทน สมเด็จฮุน เซน

ส่วนงานแต่งงาน พนมเปญ นั้น ทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ไม่ได้ไปร่วมพิธี เพราะเกรงว่าจะเป็นการตอกย้ำภาพของการดองญาติกัน ระหว่าง ชินวัตรและเขมร ที่อาจถูกโยงไปเรื่องเขาพระวิหาร และพลังงาน และผลประโยชน์ในกัมพูชา

แต่งานแต่งครั้งนี้ สมเด็จฮุน เซน มาเป็นประธาน ที่ได้มีการพบปะพูดคุยกับ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และนางเยาวภา แถมมีการรำวงตามประเพณีกันอย่างชื่นมื่น

ไม่มีใครรู้ว่า สินสอดทองหมั้น ที่เจ้าบ่าวเขมรมอบให้ฝ่ายพ่อแม่เจ้าสาวชาวสยาม เชื้อสายชินวัตร เป็นจำนวนเท่าใด ปิดลับ ท่ามกลางข่าวลือ กว่า 100 ล้าน เพราะแค่งานแต่งที่พนมเปญวันนั้น แค่โต๊ะจีนก็จัดอาหารมาในราคา 1 พันเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว

งานนั้น มีข่าวสะพัดตั้งแต่แรกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะมาร่วมงานแน่ อยู่ที่พนมเปญแล้ว แต่ปิดข่าวว่าไม่ได้มา เพื่อจะเซอร์ไพรส์ แต่ในที่สุด พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ไม่ปรากฏกาย

สมเด็จฮุน เซน จึงเป็นเจ้าภาพเดี่ยว ที่ยังคงยืนยันในความสัมพันธ์อันดี ที่แนบแน่นของไทยและกัมพูชา หลังจากการแต่งงานของคู่บ่าวสาวคู่นี้



ขณะที่ในกองทัพ ก็มีการแพร่สะพัดข่าวที่คาดว่าจะเป็นการเตะตัดขาและตอกลิ่มในเตรียมทหาร 14 ที่กำลังมาแรง ด้วยการพุ่งเป้าไปที่ บิ๊กแป๊ะ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก รองปลัดกลาโหม แกนนำรุ่น ว่า ในการโยกย้ายใหญ่ปลายปี หาก พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องขยับไปเป็น ผบ.สส. หรือปลัดกลาโหม จริงๆ ผบ.ทบ.คนใหม่ จะไม่ได้ชื่อ บิ๊กโด่ง พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร เสธ.ทบ. เพื่อนรักที่สุดของ พล.อ.นิพัทธ์ หรือ บิ๊กบี้ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ผช.ผบ.ทบ. แกนนำ ตท.13 แต่อย่างใด

แต่จะเป็นชื่อของ พล.อ.นิพัทธ์ เอง ในฐานะที่เป็นนายทหารที่ทำงานเข้ากับทุกขั้วอำนาจได้ แถมทั้งเป็นที่รักและไว้วางใจของ พล.อ.อ.สุกำพล รมว.กลาโหม หรือแม้แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เนื่องจาก พล.อ.นิพัทธ์ รับงานสำคัญ ทั้งเรื่องคดีเขาพระวิหาร จนถึงทีมพูดคุยสันติภาพโจรใต้ ในฐานะที่เป็นเพื่อนรักของ บิ๊กแมว พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาฯ สมช. น้องรักของ พ.ต.ท.ทักษิณ อีกด้วย

หรือแม้แต่ หาก พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ขยับ นั่งเป็น ผบ.ทบ. ต่อเป็นปีที่ 4 พล.อ.นิพัทธ์ ก็อาจขยับมาอยู่ในห้าเสือ ทบ. หรือไม่ก็ขยับไปจ่อเป็น รอง ผบ.สส. เพื่อเตรียมจ่อเป็น ผบ.สส. เมื่อ บิ๊กเจี๊ยบ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร เกษียณในปี 2557

พล.อ.นิพัทธ์ นั้นมีอายุราชการถึงปี 2559 กระแสข่าวนี้ เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว แต่เจ้าตัวไม่เคยแม้แต่จะคิดหรือคาดหวัง เพราะแค่มีแรงเชียร์ให้กลับไป บก.กองทัพไทย ชิงเก้าอี้ ผบ.สส. พล.อ.นิพัทธ์ ก็ยังโดนยำเละ ไม่ต้องพูดเรื่องที่จะกลับไป ทบ. จึงน่าจะเป็นกระแสข่าวที่หวังผลมากกว่า

ยิ่งในช่วงที่ ตท.14 ในฐานะดรีมทีมความมั่นคง ภายใต้การนำของ พล.ท.ภราดร และ พล.อ.นิพัทธ์ กำลังมาแรง ก็ไม่แปลกที่ พล.อ.นิพัทธ์ จะโดนเตะตัดขาเช่นนี้

แต่เจ้าตัวก็พยายามสงบนิ่ง และทำงานในหน้าที่ ที่วันๆ แทบไม่ได้เงยหน้า ทั้งประชุม ทั้งเจรจา ทั้งเดินทางไปต่างประเทศ



พล.อ.นิพัทธ์ นั้น ถือเป็นหนึ่งในแคนดิเดตตำแหน่งปลัดกลาโหม ในอนาคต เพราะเชื่อกันว่า ในการโยกย้ายกันยายนนี้ หากเป็นสูตรง่ายๆ ที่ว่า ไม่เปลี่ยน ผบ.ทบ. ไม่เปลี่ยน ผบ.สส. มีการเปลี่ยนแค่ปลัดกลาโหม เท่านั้น พล.อ.นิพัทธ์ ก็อาจจะยังไม่ได้เป็นปลัดกลาโหม เพราะเหลืออายุราชการถึงปี 2559

ดังนั้น โอกาสจึงกลับไปเป็นของ บิ๊กใหญ่ พล.อ.หม่อมหลวง ประสบชัย เกษมสันต์ รองปลัดกลาโหม แห่ง ตท.13 ที่เกษียณ 2558 และก็เป็นน้องรักอีกคนของ พล.อ.อ.สุกำพล

ท่ามกลางข่าวอีกกระแสที่ระบุว่า มีสัญญาใจในหมู่ผองเพื่อนรัก อย่าง พล.อ.ม.ล.ประสบชัย ที่จะให้ บิ๊กอ๋อย พล.อ.จิระเดช โมกขะสมิต ผช.ผบ.ทบ. เพื่อนรัก ตท.13 ที่ซี้กันที่สุดในรุ่น ข้ามมาเป็นปลัดกลาโหม ก่อน 1 ปี แล้วจากนั้น พล.อ.ม.ล.ประสบชัย ค่อยขึ้นเป็นปลัดกลาโหม ต่อด้วย พล.อ.นิพัทธ์

สรุปว่าเป็นคนละปี เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาแย่งชิงกัน เพราะก็เป็นน้องรักของ พล.อ.อ.สุกำพล และเป็นมิตรกับรัฐบาลทุกคน

แถมในเวลานี้ มี บิ๊กกี๋ พล.อ.ชาตรี ทัตติ เจรทหารทั่วไป ที่เปลี่ยนชื่อนามสกุล เป็น พล.อ.ภูดิศ ทัตติยโชติ หลังจากไปถอนฟ้อง และขอขมาลาโทษ พล.อ.อ.สุกำพล กรณีสั่งปลดฟ้าผ่า พร้อม พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกลาโหม เมื่อสิงหาคม ปี 2555 เพราะปัญหาการแต่งตั้งปลัดกลาโหม แล้วลาไปบวชพระ 1 เดือนนั้น ก็เป็นแคนดิเดตปลัดกลาโหม ได้อีกคน เพราะเป็น ตท.14 เพื่อนร่วมรุ่นของ พล.อ.นิพัทธ์ และมีอายุราชการถึงปี 2559 เช่นกัน

แต่แน่นอนว่า ภาพพจน์ของ พล.อ.ภูดิศ คนนี้ ก็ถือว่าอยู่คนละฝั่งแล้ว ต่อให้เคยเป็นน้องรักของ บิ๊กจิ๋ว พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่น่าจะพอมีพลังอยู่บ้าง ในรัฐบาลพรรคเพื่อไทยนี้ก็ตาม

แต่เรื่องพรรค์นี้ ไม่มีใครรู้ว่า เมื่อถึงเวลา และเรื่องของอำนาจ จะทำให้เพื่อนที่รักกันมากแค่ไหน จะยอมกันได้หรือไม่ ไม่ว่าจะในหมู่ ตท.13 หรือ ตท.14 เองก็ตาม อีกทั้งต้องดูทีท่าของ พล.อ.อ.สุกำพล ด้วย ที่ออกตัวว่า จะขอเป็นคนตั้งปลัดกลาโหม ด้วยตนเอง เพราะจะต้องทำงานกับผม

แต่ในส่วนของ ผบ.เหล่าทัพคนอื่นๆ นั้น พล.อ.อ.สุกำพล ยืนยันว่า จะไม่แทรกแซง ล้วงลูก ยกเว้นในบางตำแหน่งที่อาจจะมีคำถาม เพราะในกันยายนปีนี้ มีทั้ง บิ๊กเล็ก พล.อ.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน ปลัดกลาโหม และ บิ๊กหรุ่น พล.ร.อ.สุรศักดิ์ ผบ.ทร. ที่จะเกษียณราชการ และส่วนหัวในแต่ละเหล่าทัพ

"ไม่มีปัญหา คุยกันแบบพี่น้อง" พล.อ.อ.สุกำพล เปรย

แต่ขอยังไม่พูดเรื่อง พล.อ.ธนะศักดิ์ และ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าจะอยู่หรือไป ไว้ให้ถึงเวลาก่อน

ข่าวลือ ข่าวเม้าธ์ จึงยังคงสะพัดกันในทุกรูปแบบ ในกองทัพ นั่นเอง...


http://info.matichon.co.th/
62  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / จุดแข็ง"ยิ่งลักษณ์" ในความอ่อนแอ ปวกเปียก ฝ่ายค้าน ฝ่ายแค้น เมื่อ: 15 มิถุนายน 2013, 11:16:15
  จุดแข็ง"ยิ่งลักษณ์" ในความอ่อนแอ ปวกเปียก ฝ่ายค้าน ฝ่ายแค้น

การโหมประโคมในเรื่องผลเสียอันเนื่องแต่โครงการรับจำนำข้าวที่ขยายไปมากถึง 260,000 ล้านบาท อาจทำให้รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป๋

แต่ไม่ถึงกับ "ล้ม"

ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ว่าจะเป็นโครงการรับจำนำข้าว ก็อาจจะได้รับผลสะเทือน

แต่ก็จะยังเดินหน้าต่อไปได้

นั่นก็คือ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรียังเป็นของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่แปรเปลี่ยน เพียงแต่ นายบุญทรง เตริยาภิรมณ์ อาจไม่ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ น่าจะเป็นคนอื่น

ขณะเดียวกัน โครงการรับจำนำข้าวอันถือว่าเป็น "ไม้เด็ด" ของรัฐบาล ของพรรคเพื่อไทยก็จะยังคงดำเนินต่อไป

อาจมีการ "ปรับแต่ง" บ้าง

เป็นการปรับแต่งเพื่ออุดช่องโหว่ และสร้างความแข็งแกร่ง มั่นคงให้กับโครงการ และให้กับรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร



มีคำถามเสนอเข้ามามากมายว่าชะตากรรมของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเป็นไปเหมือนกับที่ นายสมัคร สุนทรเวช ประสบ

เหมือนกับที่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ประสบ หรือไม่

นายสมัคร สุนทรเวช ถูกสกัดเพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญระบุการทำกับข้าวออกทีวีเป็นความบกพร่อง

จึงต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะพรรคพลังประชาชนถูกยุบและอยู่ในฐานะกรรมการบริหารพรรค

จึงถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี

ถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีเรื่องในแบบที่ นายสมัคร สุนทรเวช มีหรือไม่ ถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะพลอยถูกหางเลขเหมือนที่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ถูกหางเลขอันเนื่องจากพรรคเพื่อไทยถูกยุบหรือไม่

อย่าลืมว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มิได้เป็นกรรมการบริหารพรรค

การจัดการกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงสลับซับซ้อนมากกว่ากรณี นายสมัคร สุนทรเวช มากกว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์

เป็นการสรุป "บทเรียน" มาแล้วเป็นอย่างดี



ปฏิบัติการของพรรคฝ่ายค้าน ปฏิบัติการของฝ่ายต้องการล้มรัฐบาล โค่น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงเพิ่มความยากลำบากมากยิ่งขึ้น

ดำเนินไปเหมือนกับหมาเห่าเครื่องบิน

เพราะการปลุกมวลชนไม่ดำเนินไปอย่างอึกทึกครึกโครมเหมือนกับเมื่อเดือนพฤษภาคม 2551 เนื่องจากพลังของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยถดถอย

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ก็อยู่ในภาวะเหมือนลิงแก้แห

ความล้มเหลวระหว่างเป็นรัฐบาลก็ดี บาดแผลอันดำรงอยู่จากเหตุการณ์เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ก็ดี

ล้วนทำให้เคลื่อนไหวยากเย็นเป็นทวีคูณ

แช่แข็งก็แล้ว ยึดสนามหลวงก็แล้ว หน้ากากขาวก็แล้ว ไทยสปริงก็แล้ว มวลชนก็ยังนิ่งสงบอยู่ในที่ตั้ง

ขณะที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินหน้าตลอด ไม่เคยหยุด


โดย มติชนสุปสัดาห์
63  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : ถ้อยคำแห่งความเกลียดชัง (Hate Speech): มีหรือไม่มี? เมื่อ: 12 มิถุนายน 2013, 07:28:45
  พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : ถ้อยคำแห่งความเกลียดชัง (Hate Speech): มีหรือไม่มี?
วันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2556 เวลา 21:06:52 น.
   
 กระแสทรรศน์ มติชน 11 มิถุนายน 56

 
จะแปลคำว่า Hate Speech เป็นคำไทยนั้นค่อนข้างยากอยู่

มิพักต้องอภิปรายว่า Hate Speech มีหรือไม่?

มาเริ่มกันง่ายๆ ก่อนว่า ทำไมเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ แล้วนัยยะสำคัญนอกเหนือจากมิติทางกฎหมายนั้นคืออะไร

(เขียนแบบนี้ก็เพราะไม่ใช่นักกฎหมาย แต่ก็อยากจะร่วมอภิปรายว่าในเมื่อทุกคนนั้นจำต้องรู้กฎหมาย เพราะกฎหมายนั้นเป็นเรื่องที่คาดว่าทุกคนจะต้องรู้และใช้เป็นหลักในการมีพฤติกรรมร่วมกัน ดังนั้น ทุกคนจึงมีความเกี่ยวเนื่องกับกฎหมาย อย่างสลับซับซ้อน)

ขอเริ่มจากเรื่องเทคโนโลยีและรูปแบบของการสื่อสารที่เปลี่ยนไปก่อน ‚ ก่อนที่จะกล่าวถึงตัวเนื้อหาของ Hate Speech

กล่าวคือในยุคปัจจุบัน การสื่อสารนั้นมีความหลากหลาย และเข้าถึงชีวิตผู้คนอย่างรวดเร็ว และเพิ่มปริมาณเป็นอย่างมาก

จากเดิมที่การสื่อสารอาจจะมีเพียงแค่การพูดกันแบบเห็นหน้ากันทั้งสองฝ่าย มาสู่การสื่อสารกับผู้คนปริมาณมากๆ เช่น การปราศรัยในที่สาธารณะ และที่มีตัวกลางที่เรียกว่าสื่อ

แต่สมัยก่อนนั้นสื่อจะมีลักษณะที่เป็นการสื่อสารทางเดียวมากหน่อย กล่าวคือ สื่อนั้นมักจะมีคนที่มีอาชีพเฉพาะมาทำงาน มีบรรณาธิการกลั่นกรอง รวมทั้งมีต้นทุนที่สูง ดังนั้น ในการจะเผยแพร่อะไรนั้น ก็มักจะมีคุณค่าบางประการที่เขาเห็นชอบตรงกัน (อาจจะมีสมาคมร่วมกัน หรือมาจากโรงเรียนเดียวกัน-ใกล้กัน รวมทั้งกลัวการฟ้องร้อง หรือกลัวขายไม่ออก)

แต่มาวันนี้สื่อสมัยใหม่นั้นเปลี่ยนไป ด้วยเทคโนโลยีที่ทำให้ต้นทุนนั้นถูกลง (หรือเราอาจจะเชื่อว่าไม่มีเลย เช่น เปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ทำงานด้วยโปรแกรมหนึ่ง ก็เล่นอีกโปรแกรมที่เป็นการสื่อสารระหว่างกลุ่มไปด้วย) รวมทั้งการมีตัวกลางที่จะเป็นผู้กลั่นกรองนั้นก็อาจจะมีน้อยลง หรือไม่มีเลย เช่น การส่งข้อความต่อกันไป หรือการส่งข้อความลงไปในโลกอินเตอร์เน็ต

ดังนั้น โอกาสของการกระทบกระทั่งกันที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภาษาจึงมีมากขึ้น และการหมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย และ Hate Speech ก็มีได้มาก (และ Free Speech ก็มีได้มากเช่นกัน ดังที่จะได้เห็นต่อไป)

นั่นจึงเป็นที่มาที่เรื่องราวของ Hate Speech นั้นกลายเป็นที่สนใจมากขึ้น โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เชื่อมโยงกับโลกไม่ออนไลน์อยู่สูง เพราะในวันนี้ก็พิสูจน์อยู่บ่อยๆ ว่า อะไรที่เขียนในโลกออนไลน์แม้ว่าจะ จริงแบบจับต้องไม่ได้Ž มันก็อาจจะถูกตีพิมพ์ซ้ำในโลกออฟไลน์ เช่น ในหนังสือพิมพ์ หรือแม้กระทั่งมีการนัดรวมตัวกันเคลื่อนไหวต่อเนื่องตามสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะสถานที่สาธารณะ



ที่เขียนจบไปในส่วนนี้คือการพูดถึงเรื่องของเทคโนโลยี และ รูปแบบการสื่อสาร ในสมัยนี้ ที่นี้จะขอพูดเรื่องต่อไปก็คือ ความแตกต่างและสิ่งที่เราควรเรียนรู้จากเรื่องของ Hate Speech ในฐานะของ ความหมาย และ นัยยะสำคัญทางสังคมการเมือง

ประการที่หนึ่ง ในโลกวิชาการในวันนี้ เขาเริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องของภาษามากกว่าเดิม

ในแง่ที่ว่า เดิมเราอาจจะรู้สึกว่าภาษานั้นไม่มีแก่นสารสาระในตัวเอง ดังที่เรามักจะพูดว่า เป็นเพียงคำพูด-ลมปากŽ เท่านั้นเอง

แต่ในยุคนี้เขาเริ่มเชื่อว่า การสื่อสารและภาษานั้น เป็นการกระทำชนิดหนึ่ง และเป็นการกระทำทางสังคมที่ส่งผลกระทบและมีนัยยะสำคัญหลายประการ

ในทางจิตวิทยาสาขาใหม่ๆ เขาเสนอว่า มนุษย์นั้นไม่ใช่ก่อร่างสร้างตัวตนเพียงเพราะความสามารถในการอั้นขี้อั้นเยี่ยว หรือกดทับความรู้สึกทางเพศ แต่เขาก่อร่างสร้างตัวตนจากการใช้และสะท้อนจากภาษา

กล่าวโดยสรุปการตระหนักถึงอิทธิพลของภาษา ที่มีต่อการสร้างตัวตน และการกระทำและความคิดความเชื่อจึงเป็นเรื่องที่สำคัญและตัวภาษาเองนั้นก็ไม่ใช่แค่สื่อ แต่เป็นการกระทำที่ส่งผลต่อชีวิตของผู้คนและสังคมด้วย

ประการที่สอง เราอาจจะคิดว่า Hate Speech นั้น หมายถึงถ้อยคำที่แสดงความเกลียดชัง แต่การแปลความหมายเช่นนี้อาจจะไม่ครบถ้วน เพราะอย่าลืมว่า ที่ผ่านมาเราก็มีเรื่องราวของการหมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายอยู่แล้ว (นี่ยังไม่นับเรื่องของสิ่งที่เรียกกันว่า การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพŽ) ซึ่งวัดได้จากการมีการดำรงอยู่ของคดีความ และการลงโทษที่มีจำนวนอยู่ไม่น้อย

Hate Speech นั้นอาจจะมีบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการหมิ่นประมาท และการอาฆาตมาดร้าย แต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน (แม้ว่าตัวถ้อยคำเองนั้นอาจจะดูว่าแปลตรงตัวว่า ถ้อยคำ+ความเกลียดชัง)

แม้ว่าอาจจะมีเส้นแบ่งที่บางมาก แต่ผมเสนอว่า Hate Speech นั้นไม่ใช่เรื่องเดียวกับการหมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย และจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ต้องเข้าใจผ่านมิติทางสังคม

กล่าวคือ การเข้าใจว่า Hate Speech นั้นมีในสังคมหรือไม่นั้น ก็ต้องระลึกอยู่เสมอก่อนว่า มันเกี่ยวพันกับถ้อยคำที่มันสะท้อนออกซึ่ง ความขัดแย้งในสังคมที่ดำรงอยู่ และŽ เมื่อผ่านการกระทำที่เรียกว่า Hate Speech แล้ว มันมีแนวโน้มหรือเชื่อได้ว่าจะก่อให้เกิดความรุนแรงขึ้น (ไม่ว่าจะมองว่าความรุนแรงนั้นเป็นเรื่องทางกายภาพ หรือเป็นเรื่องที่บาดเจ็บทางจิตใจอารมณ์ความรู้สึกก็ตาม) ซึ่งในแง่นี้ก็คือทำให้ความขัดแย้งนั้นกระจายตัวออกไป หรือยกระดับขึ้น

แต่ช้าก่อนครับ ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่า ความขัดแย้งในสังคมŽ นั้นจะต้องไม่มีอยู่ แต่เรากำลังพูดถึง ความขัดแย้งทางสังคมที่มาจากอคติและการเลือกปฏิบัติ (bias and discrimination)Ž ซึ่งเมื่อพูดถึงอคติและการเลือกปฏิบัตินั้น เราก็หมายถึงสิ่งที่มันไม่จริง และในหลายครั้งมันแฝงฝังไปด้วยโครงสร้างทางอำนาจ และปฏิบัติการต่างๆ จากอดีตสู่ปัจจุบัน ที่ไม่ได้เชิดชูส่งเสริมความเป็นมนุษย์และความเท่าเทียมกัน

ในโลกนี้อคติและการเลือกปฏิบัติที่ปรากฏอยู่มากๆ นั้น ก็มักจะวนเวียนกับเรื่องของชนชั้น วรรณะ เพศสภาวะ สีผิว ศาสนาความเชื่อ และชาติพันธุ์ต่างๆ นั่นแหละครับ

ในอีกด้านหนึ่ง เราก็ต้องระมัดระวังด้วยว่า เมื่อเราพูดถึงอคติและการเลือกปฏิบัตินั้น เรากำลังเชื่อมโยงมันเข้ากับเรื่องของความขัดแย้ง แต่เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกับความแตกต่างหลากหลายทางความคิด และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น (Free Speech) ซึ่งก็เป็นคุณค่าอีกชุดหนึ่งที่ได้รับการเชิดชูในสังคมเสรี และเป็นรากฐานของสังคมประชาธิปไตย

กล่าวคือมีความห่วงใยอยู่ว่า หากเราไปไล่จับเรื่องของ Hate Speech กันมาก หรือมองว่า Hate Speech นั้นมีขอบเขตที่กว้างขวางมากเกินไป ก็อาจจะกลายเป็นกลวิธีในการปิดปากผู้คนไม่ให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะการวิพากษ์วิจารณ์กับอำนาจและผู้มีอำนาจ ซึ่งทำให้การมี Hate Speech นั้นเป็นเผด็จการทางความคิด และสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวจนทำให้ความแตกต่างหลากหลายทางความคิดและความกล้าหาญในการเสนอความคิดที่แตกต่างนั้นเกิดขึ้นไม่ได้

แต่เราต้องไม่ลืมว่า เมื่อพูดถึง เสรีŽ หรือ เสรีภาพŽ นั้นเรามีเรื่องนี้ได้ก็เพราะเสรีภาพนั้นเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกับ ความเป็นมนุษย์Ž ดังนั้น เสรีภาพที่ลดทอนความเป็นมนุษย์นั้นก็ย่อมจะต้องถูกจำกัดขอบเขตและบริหารจัดการเสมอ



ทั้งหมดทั้งปวงนี้จึงนำไปสู่ข้อคิดที่ว่า

หนึ่ง การหมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายบุคคล และกลุ่มบุคคลนั้นเป็นเรื่องที่มีจริง และมีการดำเนินคดีกันมาอยู่แล้ว แต่เมื่อพูดถึง Hate Speech เรากำลังพูดถึงลักษณะของการหมิ่นประมาทและอาฆาตมาดร้ายที่มีฐานะมาจากอคติและการเลือกปฏิบัติ (รวมไปถึงการสร้างอคติและการเลือกปฏิบัติแบบใหม่ๆ) ที่วางอยู่บนความคิดความเชื่อบางประการที่มีต่อกลุ่มคน กลุ่มความคิด

ซึ่งจะพูดสิ่งเหล่านี้ได้ก็ต้องเข้าใจก่อนว่าในสังคมช่วงนั้นมีอคติและการเลือกปฏิบัติอะไรอยู่บ้าง หรือในโลกนี้มันมีอะไรอยู่บ้าง

อย่างไรก็ดี สิ่งที่เขาถกเถียงกันอย่างมากในเรื่องของการลากเส้นแบ่งของ Hate Speech ในสังคมประชาธิปไตยที่เชิดชูเสรีภาพนั่นก็คือ จะทำอย่างไรที่จะดำรงรักษาหลักการของความหลากหลายทางความคิด และปกป้องไม่ให้ผู้คนหรือกลุ่มคนนั้นถูกกระทำจากการใช้เสรีภาพที่เกินขอบเขต

ซึ่งในหลายกรณีเขาอาจจะออกมาเป็นหลักว่า คิดต่างกันได้ แต่ห้ามยั่วยุให้เกิดการกระทำ (ซึ่งก็จะย้อนกลับไปที่เรื่องว่า ตกลงคำพูดนั้นเป็นการกระทำหรือไม่) โดยเฉพาะการกระทำที่รุนแรง

ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า Hate Speech นั้นมีจริง แต่ต้องระบุให้ชัดเจนและไม่กว้างขวางจนเกินไป บางเรื่องถ้ารู้สึกว่าเป็นการหมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายต่อตัวเรา ก็ว่ากันไปด้วยเรื่องหมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย แต่ถ้าเรื่องใดเอาตัวเราหรือกลุ่มเราไปผูกโยงกับอคติและการเลือกปฏิบัติ เช่น ไปกล่าวว่า เราเหมือนกับกลุ่มคนบางกลุ่มที่ไม่พึงปรารถนา หรือไปกล่าวหาว่ากลุ่มคนบางกลุ่มนั้นมีลักษณะที่เลวร้าย-ชั่วร้ายอย่างเหมารวม ก็เป็นเรื่องของ Hate Speech

สอง องค์กรที่เกี่ยวเนื่องกับกระบวนการยุติธรรมไม่ควรพิพากษาเรื่องต่างๆ โดยการระบุว่า เรื่องไหนเป็นการติชมโดยสุจริตใจ เพราะการพิสูจน์ถึงความบริสุทธิ์ใจนั้นพิสูจน์ไม่ได้ง่ายๆ

ที่สำคัญองค์กรที่เที่ยวไปตัดสินว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องที่การวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตใจนั้นกลายเป็นองค์กรเดียวกับที่มีกฎหมายห้ามคนอื่นเขาหมิ่นด้วย อันนี้ยิ่งสร้างความเคลือบแคลงสงสัยได้มาก

เช่นเดียวกับการตัดสินว่าเรื่องบางเรื่องวิพากษ์วิจารณ์ได้โดยสุจริตใจเพราะผู้ถูกวิจารณ์นั้นเป็นบุคคลสาธารณะ เรื่องเหล่านี้ยิ่งสร้างความปวดหัวเพราะมีบุคคลสาธารณะและสถาบันสาธารณะที่วิจารณ์ไม่ได้เช่นกันใช่หรือไม่

หรือในหลายกรณีการสร้างความรุนแรงและทำลาย-ทำร้ายกันก็เกิดจากความเชื่อโดยสุจริตใจทั้งที่ความเชื่อนั้นขาดความไตร่ตรองและเต็มไปด้วยอคติอย่างสุจริตใจด้วยแล้ว เราจึงต้องระแวดระวังให้มาก ว่าการจะทำอย่างไรที่จะวางขีดจำกัดไม่ให้ความเชื่อนั้นสามารถแปรเป็นการกระทำที่ละเมิดเสรีภาพของผู้อื่น แต่ไม่ถึงขั้นไปไล่ล่ากวาดล้างความเชื่อดังกล่าวที่อยู่ในหัวสมองของแต่ละคนเสียทั้งหมด ตราบใดที่ยังไม่มีการกระทำออกมา

สาม จึงต้องย้ำเช่นกันว่า ฝ่ายที่จะหาประโยชน์จากการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นก็มิใช่จะเชื่อมั่นว่า สามารถใช้ท่าทีใดๆ ก็ได้ในการแสดงความคิดเห็น เพราะเชื่อเพียงว่า ทำได้Ž เพราะท่าทีบางประการก็สามารถปลุกเร้าความเกลียดชัง สืบสานอคติและการเลือกปฏิบัติได้เช่นกัน

สี่ สำหรับกลไกในการลดทอน Hate Speech และอคติและการเลือกปฏิบัติในสังคมประชาธิปไตย นั้นจึงเป็นประเด็นท้าทายทั้งของสังคมและองค์กรที่เกี่ยวเนื่องกับความยุติธรรมต่างๆ โดยในบางเรื่องอาจจะเป็นเรื่องของการรณรงค์ให้เกิดบรรทัดฐานทางสังคม

ขณะที่ในหลายกรณีอาจจะเป็นเรื่องของการขีดวง-สร้างมาตรฐานเพื่อให้เกิดการตกลงกันและเข้าอกเข้าใจกัน โดยการย้ำหลักการสังคมเสรีและเคารพความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่ายหนึ่ง มากกว่ามองว่าเป็นเรื่องของการตัดสินว่าอะไรถูกอะไรดี ด้วยการสร้างมาตรฐานขององค์กรเดียว ที่อาจส่งผลต่อความไว้เนื้อเชื่อใจและเชื่อถือได้ในระยะยาว
64  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / แดง เหลือง หลากสี : การเมืองภาคประชาชนใหม่ เมื่อ: 11 มิถุนายน 2013, 11:59:31
แดง เหลือง หลากสี : การเมืองภาคประชาชนใหม่

"บัตรเลือกตั้งมีพลังมากกว่ากระสุน"

อับราฮัม ลินคอร์น

ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

18 พฤษภาคม ค.ศ.1858



การล้อมปราบครั้งใหญ่ของการเมืองไทยร่วมสมัยเกิดขึ้นในปี 2552 และเกิดขึ้นซ้ำอีกในปี 2553 พร้อมกับมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

วัตถุประสงค์ของการปราบปรามทางการเมืองครั้งใหญ่โดยเฉพาะในปี 2553 นั้น เห็นได้ชัดว่า ชนชั้นนำ ผู้นำทหารปีกขวา และบรรดากลุ่มการเมืองอนุรักษนิยมไทยมีความเชื่อว่า การปราบใหญ่ในปี 2553 จะเป็นเสมือน "สงครามครั้งสุดท้าย"

ซึ่งผลของการปราบปรามที่เกิดขึ้นจะเป็นการ "ปิดบัญชี" สำหรับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง

อย่างน้อยถ้าไม่ใช่การปิดบัญชี ก็น่าจะทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงต้องตกอยู่ในอาการชะงักงัน ที่หมดพลังของการขับเคลื่อนลง

เนื่องจากการถูกปราบปรามจนไม่อาจทำการเคลื่อนไหวได้อีกในระยะเวลาอันสั้นข้างหน้า และไม่มีสถานะเป็น "ภัยคุกคามทางการเมือง" ต่อปีกอนุรักษนิยมอีกต่อไป

แต่สถานการณ์ความเป็นจริงของการเมืองไทยดูจะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

หลังจากการปราบปรามผ่านไปไม่นาน ขบวนการคนเสื้อแดงก็ฟื้นตัวกลับเข้าสู่เวทีการเมืองได้อย่างรวดเร็ว จนเป็นดัง "นกฟีนิกซ์" (Phoenix) อันเป็นนกในเทพนิยายโบราณ ที่ถูกเผาไหม้แล้ว สามารถฟื้นขึ้นมาใหม่ได้

ดังนั้น หลังการปราบปรามในปี 2553 แล้ว ความคาดหวังของกลุ่มอนุรักษนิยมที่จะเห็นการสิ้นสุดการเคลื่อนไหวของขบวนคนเสื้อแดงจึงไม่เป็นจริงแต่อย่างใด

ในทางตรงกันข้าม ผลจากการปราบปรามที่เกิดขึ้นกลับทำให้ขบวนคนเสื้อแดงขยายตัวมากขึ้นไปอีก

และในขณะเดียวกันก็เอาคนกลางๆ ที่รับไม่ได้กับการปราบจนเกิดการบาดเจ็บล้มตายของผู้ร่วมชุมนุมเป็นจำนวนมากนั้น เข้าร่วมการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมในครั้งนี้ด้วย

จนวันนี้ต้องยอมรับว่าฐานของการเข้าร่วมของขบวนเสื้อแดงขยายตัวออกไปอย่างมาก และมีฐานกว้างขวางมากขึ้น



ปรากฏการณ์เช่นนี้ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าย้อนเวลากลับไปสู่สถานการณ์ก่อนการล้อมปราบในเดือนพฤษภาคม 2553 แล้ว ชนชั้นนำ ผู้นำทหารปีกขวา และกลุ่มอนุรักษนิยมจะยังยืนยันที่ใช้กำลังในการสลายฝูงชนหรือไม่

และน่าคิดอย่างมากว่า กลุ่มนี้มีการประเมินสถานการณ์ในลักษณะของผลกระทบที่เกิดจากการใช้กำลังทหาร จนถึงขั้นมีการประกาศพื้นที่ "การใช้กระสุนจริง" หรือไม่

เพราะถ้าพิจารณาเปรียบเทียบกับการสลายฝูงชนในประเทศประชาธิปไตยหลายๆ ประเทศแล้ว จะพบว่าไม่มีประเทศใดที่มีการประกาศพื้นที่ใช้กระสุนจริง

เพราะปกติแล้วการมีพื้นที่ดังกล่าว จะมีในการซ้อมรบทางทหารเท่านั้น แต่ไม่ใช่ในการควบคุมฝูงชนเช่นในประเทศไทย ดังจะได้ยินในบางกรณีดังการซ้อมรบแบบใช้กระสุนจริงของกองทัพในหลายๆ ประเทศ เป็นต้น

แต่การจัดการกับฝูงชนด้วยการใช้กระสุนจริง ตลอดรวมถึงการมีการนำเอาพลซุ่มยิงออกมาปฏิบัติการด้วยแล้ว ก็เท่ากับยืนยันถึงสถานะของรัฐบาลในขณะนั้นว่าไม่เป็นประชาธิปไตย

แม้รัฐบาลจะปกป้องตัวเองด้วยการตั้งข้อหาผู้นำและผู้ร่วมการชุมนุมว่าเป็น "ผู้ก่อการร้าย" เพื่อให้เกิดความชอบธรรมในการปราบปราม

แต่ผลของการสื่อสารที่เกิดจากเทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่ที่เผยแพร่ภาพของเหตุการณ์ต่างๆ กลับไม่ช่วยเป็นช่องทางที่เอื้อต่อปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายรัฐบาลเท่าใดนัก

จนแม้ในช่วงหนึ่งก็มีการเคลื่อนไหวที่จะผลักดันให้การปราบปรามการชุมนุมของประชาชนในปี 2553 เป็น "คดีอาญาระหว่างประเทศ" โดยต้องการผลักให้คดีนี้เข้าสู่การยอมรับของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC)

ซึ่งการเคลื่อนไหวเช่นนี้ย่อมนำมาซึ่งความกังวลใจของผู้นำทหารและผู้ที่เกี่ยวข้องบางส่วนเป็นอย่างยิ่ง

เพราะถ้าเกิดการนำเอาคดีดังกล่าวขึ้นสู่ศาลนี้จริงแล้ว ก็จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อการเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อบทบาทของทหารในการเมืองไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย

กลุ่มการเมืองอนุรักษนิยมไทยอาจจะโชคดีที่รัฐบาลผ่านๆ มาของไทยไม่ได้ลงนามเข้าร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญานี้ ซึ่งเท่ากับทำให้การผลักดันคดีการปราบปรามในปี 2553 เกิดความยากลำบากในทางกฎหมาย หรือเท่ากับว่าไทยไม่ได้อยู่ในเขตอำนาจศาลนี้ อันทำให้พวกเขาสามารถลดความกังวลในการเป็นจำเลยในศาลอาญาระหว่างประเทศลงได้อย่างมาก

แต่ผลของการปราบปรามดังกล่าว ซึ่งมีการเสียชีวิตของผู้สื่อข่าวระหว่างประเทศ ตลอดรวมถึงการเผยแพร่ภาพของเหตุการณ์นั้นในสื่อต่างประเทศและในสื่อสังคมต่างๆ ทำให้สถานะของรัฐบาลไทยในขณะนั้นกลายเป็น "จำเลย" ในเวทีสากลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

และในมุมมองสากล การเมืองไทยถูกมองว่ากำลังถอยกลับไปสู่ระบอบเผด็จการที่รัฐบาลอยู่ได้ด้วยการใช้กำลังเข้าปราบปรามฝ่ายต่อต้าน

หรือในอีกมุมหนึ่งก็คือ ความอยู่รอดของรัฐบาลเกิดจากการค้ำจุนของกองทัพ เพราะหากขาดความสนับสนุนจากกองทัพแล้ว รัฐบาลอาจจะล้มลงจากการเผชิญหน้ากับการประท้วงของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลได้ไม่ยากนัก



ดูเหมือนว่าสำหรับผู้มีอำนาจในขณะนั้น พวกเขาเชื่อมั่นอย่างมากว่า การปราบปรามที่เกิดขึ้นในปี 2553 จะเป็นดัง "การชุมนุมครั้งสุดท้าย" ของขบวนคนเสื้อแดง และหลังจากนั้น ด้วยความกลัวที่เกิดขึ้น ขบวนการเมืองชุดนี้จะค่อยๆ หมดพลังลง จนไม่เป็นภัยคุกคามต่ออำนาจของชนชั้นนำและกลุ่มอนุรักษนิยมได้

และในขณะเดียวกัน พวกเขาก็เชื่อมั่นอย่างมากว่า การใช้กำลังเข้าปราบปรามการชุมนุมของประชาชนใจกลาง "เมืองท่องเที่ยว" ของเอเชียนั้น สามารถอธิบายให้ประชาคมระหว่างประเทศยอมรับและเข้าใจได้ไม่ยากนักภายใต้ข้อหา "การก่อการร้าย"

ความคาดหวังเหล่านี้ดูเหมือนจะไม่เป็นจริงแต่อย่างใด

ในขณะเดียวกันกลุ่มการเมืองอนุรักษนิยมก็ต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมาก เมื่อการชุมนุมของคนเสื้อเหลือง ที่ขับเคลื่อนมาตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร 2549 และขับเคลื่อนอย่างน่าตื่นเต้นบนกระแส "ชาตินิยมสยาม" ที่อาศัยการเมืองเรื่องปัญหาปราสาทพระวิหารเป็นตัวจุดประเด็น

และต้องยอมรับประเด็นนี้เกิดปรากฏการณ์ "จุดติด" ดังจะเห็นได้จากการชุมนุมขนาดใหญ่ของขบวนคนเสื้อเหลืองในปี 2551 จนขยายตัวไปสู่การบุกยึดทำเนียบรัฐบาล และยึดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิในเวลาต่อมา

การขับเคลื่อนของขบวนเสื้อเหลืองอาศัยนักวิชาการส่วนหนึ่งในการสร้างความชอบธรรม และขณะเดียวกันก็มีการประดิษฐ์วาทกรรมต่างๆ รองรับ ดังจะเห็นได้ถึงความพยายามที่จะสร้างภาพว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองของขบวนเสื้อเหลืองนั้น แม้ว่าจะมีทิศทางต่อต้านการเมืองแบบประชาธิปไตยในลักษณะของ "อุดมการณ์ต่อต้านการเมือง" (Antipolitics Ideology) เช่นที่เกิดขึ้นในประเทศเผด็จการหลายๆ ประเทศ แต่พวกเขาก็ถือว่า การเคลื่อนไหวเช่นนี้เป็น "การเมืองภาคประชาชน"

การสร้างวาทกรรมนี้ดูจะไม่นำพากับความเกี่ยวโยงในทางอุดมการณ์ของขบวนการเมืองชุดนี้ เพราะแท้จริงแล้ว ขบวนดังกล่าวเป็นตัวแทนของกลุ่มอนุรักษนิยมที่ชัดเจน

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการอาศัยกระแสชาตินิยมในการปลุกระดมทางการเมือง ตลอดรวมถึงข้อเรียกร้องและการโจมตีทางการเมือง จนกลายเป็นปัญหาความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน (ทั้งในระดับรัฐและระดับผู้นำ) ล้วนสะท้อนถึงชุดทางความคิดที่เชื่อว่ากระแสชาตินิยมจะเป็นปัจจัยที่ดึงเอาคนไทยส่วนใหญ่มาอยู่กับการเมืองชุดนี้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าในท้ายที่สุดแล้ว คดีปราสาทพระวิหารสิ้นสุดไปตั้งแต่ปี 2505

ผู้คนส่วนหนึ่งดูจะไม่ตระหนักว่าการเรียกร้องให้ปราสาทพระวิหารกลับมาเป็นของไทยนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้!

แต่ดูเหมือนในอีกด้านหนึ่ง ต้องยอมรับว่าพวกเขาประสบความสำเร็จในการโฆษณาทางการเมืองเช่นนี้ เพราะทำให้คนไทยบางส่วนในยุคปัจจุบันเชื่อว่า ปราสาทพระวิหารยังเป็นของไทย หรืออย่างน้อยถ้าตัวปราสาทไม่เป็น พื้นดินใต้ตัวปราสาทก็เป็นของไทย เป็นต้น



อย่างไรก็ตาม คงต้องยอมรับความเป็นจริงว่า ขบวนการเมืองของคนเสื้อเหลืองซึ่งเป็นตัวแทนของปีกอนุรักษนิยมไทยนั้น กลับค่อยๆ ถดถอยลงหลังจากการชุมนุมใหญ่ในปี 2551 แล้ว

ถ้าพิจารณาดูจากการชุมนุมที่เกิดขึ้นในช่วงต่อมา ไม่ว่าจะเป็นในปี 2552 และ 2553 ด้วยแล้ว ก็จะเห็นชัดเจนขึ้นถึงการหมดพลังของขบวนเสื้อเหลือง

และแม้ในปี 2552-2553 ขบวนเสื้อแดงจะถูกปราบปราม แต่ขบวนเสื้อเหลืองก็ไม่สามารถพลิกฐานะทางการเมืองเช่นที่เกิดขึ้นในปี 2551 ได้

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจนัก เมื่อพลังของเสื้อเหลืองค่อยๆ ลดน้อยถอยลง สังคมไทยกลับเห็นการ "เปลี่ยนสีเสื้อ" ในทางการเมือง

เช่น จากเหลืองเป็นขาว... จากเหลืองเป็นหลากสี จนกลายเป็นที่มาของคำว่า "สลิ่ม" ในการเมืองไทยปัจจุบัน (น่าคิดเล่นๆ ว่า ถ้าต้องเขียนเรื่องการเมืองไทยร่วมสมัยเป็นภาษาอังกฤษแล้ว คำว่า "สลิ่ม" นี้จะใช้ภาษาอังกฤษว่าอะไร? หรือจะอธิบายให้ฝรั่งทราบได้อย่างไรว่า "สลิ่ม" ชุดนี้ไม่ใช่ขนมไทย แต่เป็นการเมืองไทย)

นอกจากนี้ ในสภาวะการถดถอยของขบวนเสื้อเหลือง ก็เห็นถึงการเกิดขึ้นของกลุ่มต่างๆ แทรกตัวขึ้นมา แม้พวกเขาจะอยู่ภายใต้อุดมการณ์ชุดเดียวกัน แต่ก็ดูจะมีลักษณะของการ "แยกเวที" และพยายามที่จะสร้างการขับเคลื่อนของกลุ่มตัวเองมากขึ้น แทนที่จะอิงอยู่กับกลุ่มหลักที่ต้องพึ่งพา "กระแสผู้จัดการ" หรือ "กระแสเอเอสทีวี" และส่วนหนึ่งของกลุ่มนี้ที่ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน ก็น่าจะเป็น "กลุ่มเสื้อหลากสี" ที่ยังคงพยายามสร้างการเคลื่อนไหวให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

และอีกส่วนหนึ่งก็คือ กลุ่มที่เรียกร้องเรื่องปราสาทพระวิหารที่พวกเขายังคงอาศัยช่องว่างในความรู้และความเข้าใจของสังคมไทยต่อปัญหาดังกล่าว พร้อมกับยังคงอิงอยู่กับกระแสชาตินิยมให้เป็นปัจจัยของการขับเคลื่อน



ทิศทางของกระแสเสื้อเหลืองดูจะลดความเป็นการเมืองภาคประชาชนลงทุกที

การเคลื่อนไหวของพวกเขามีสถานะที่เป็นตัวแทนของประชาชนน้อยลง

แต่ตรงกันข้ามการเติบใหญ่ของขบวนเสื้อแดงเห็นชัดเจนขึ้น

ข้อเรียกร้องในเรื่องประชาธิปไตยก็ชัดเจนขึ้นเช่นกัน แม้ว่าความรู้ความเข้าใจเรื่องนี้จะต้องสร้างให้เข้มแข็งมากขึ้นในอนาคตก็ตาม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า วันนี้ขบวนเสื้อแดงคือการเมืองภาคประชาชนชุดใหม่ในการเมืองไทย และขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว พร้อมกับการมีฐานมวลชนทั้งในเมืองและในชนบทอย่างกว้างขวาง

และก็น่าสนใจว่าการมีส่วนร่วมของคนในขบวนนี้มีความหลากหลายมากขึ้น แต่ก็พร้อมที่จะยึดโยงกับอุดมการณ์หลักชุดเดียวกัน คือการต่อสู้ในเรื่องประชาธิปไตย

ดังนั้น ในสถานการณ์ที่ขบวนการเมืองที่เป็นตัวแทนของปีกอนุรักษนิยมอ่อนแอลง แต่ขบวนที่อิงกับประชาธิปไตยขยายตัวมากขึ้น

ปัญหาที่สำคัญจึงได้แค่ตั้งคำถามว่า ถ้าเช่นนั้นแล้ว เราจะสามารถปรับเปลี่ยนขบวนเสื้อแดงให้เป็น "ขบวนการประชาธิปไตย" ที่เข้มแข็งได้อย่างไรในอนาคต

พร้อมๆ กับจะทำอย่างไรให้ขบวนนี้เป็นตัวแทนที่แท้จริงของ "ภาคประชาสังคมไทย" (civil society) ในวันข้างหน้า

เพราะหากทำเช่นนี้ได้จริง ขบวนเสื้อแดงจะเป็นรากฐานที่สำคัญของความเข้มแข็งของประชาธิปไตย (democratic consolidation) ของการเมืองไทย!
65  หมวดหลัก / รายงานและบทความเชิงลึก / มองปรากฏการณ์ "บิ๊กตู่" ขาแข็ง ผ่านวงแขนแกว่ง และตัวเลขงบฯ ทหาร กับบารมี บิ๊กโอ๋-บิ๊กอู๊ด แห่งกลาโห เมื่อ: 11 มิถุนายน 2013, 11:43:27
  มองปรากฏการณ์ "บิ๊กตู่" ขาแข็ง ผ่านวงแขนแกว่ง และตัวเลขงบฯ ทหาร กับบารมี บิ๊กโอ๋-บิ๊กอู๊ด แห่งกลาโหม และเคอร์ฟิว "ป๋า"

กระแสข่าวถูกเด้งที่ถูกกระพือโหมมาตลอดเดือนเต็มๆ ส่งผลให้ บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. เสียความมั่นใจในตัวเองไปไม่น้อย

เพราะแม้จะรู้ว่า การถูกเด้ง หรือ ถูกปลด ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ อย่างที่ร่ำลือกัน แต่เขาก็หวั่นไหวกับฤดูกาลแต่งตั้งโยกย้ายทหารที่จะมาถึงในเดือนสิงหาคม-กันยายนนี้ไม่น้อย ว่าจะถูกขยับขึ้นเป็น ผบ.สส. หรือขึ้นไปเป็นปลัดกลาโหม หรือไม่

แต่จากการ "เช็กข่าว" ในทางส่วนตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ เอง ก็ทำให้เขามั่นใจว่า เขาจะเป็น ผบ.ทบ. ต่อเป็นปีที่ 4 จนเกษียณกันยายน 2557

ไม่ใช่แค่เพราะดินเนอร์มื้อพิเศษของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับ ผบ.เหล่าทัพ ครั้งล่าสุด ที่ร่ำลือกันว่า มีสัญญาใจไม่ปฏิวัติ กับการไม่โยกย้าย ผบ.ทบ. เกิดขึ้นเท่านั้น

แต่สัญญาณจากแดนไกล ที่ พล.อ.ประยุทธ์ มีช่องทางในการสื่อสารตรวจสอบ ก็ยังไม่สั่งการให้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ

รวมทั้งสัญญาณจากกลาโหม จาก บิ๊กโอ๋ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ให้ความเคารพรักและดูแลให้ทุกเรื่อง และไม่เคยขัดใจนั้น ก็ทำให้เขามั่นใจว่า เก้าอี้ ผบ.ทบ. ของเขาจะมั่นคง

จึงไม่แปลกที่ท่าเดินที่แสนองอาจ ด้วยการแกว่งแขนในรัศมีที่กว้าง ห่างจากลำตัวเยอะ แบบที่เรียกว่า เดินแบบนักเลง อาดๆๆ ด้วยความมั่นใจในอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ จะกลับมาให้เห็นตามเดิม หลังจากที่ส่งเสียงคำราม ด้วยการแสดงอารมณ์หงุดหงิดกับข่าวถูกโยกย้ายมาหลายครั้ง จนฝ่ายการเมืองต้องแจ้นออกมาปฏิเสธข่าว



นั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาเรียกนายทหารระดับคุมกำลัง ทั้งผู้บังคับการกรม และผู้บังคับกองพัน ทั่วประเทศ มาร่วมประชุมในเวทีผู้บังคับหน่วยขึ้นตรง ทบ. (ผบ.นขต.ทบ.) ประจำเดือน เมื่อ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมาด้วย

พล.อ.ประยุทธ์ ยอมรับว่า ได้ทำความเข้าใจเรื่องข่าวการโยกย้าย ผบ.ทบ. ของตนเองให้ผู้ใต้บังคับบัญชารับทราบด้วย

"ผมได้บอกกับผู้บังคับหน่วยว่าถ้าตราบใดที่ผมยังอยู่ในตำแหน่ง ผบ.ทบ. ก็จะทำงานแบบนี้ หากผมไม่อยู่ก็จะมีคนมาทำหน้าที่ ดังนั้น ผมต้องพร้อม ไม่ใช่พอผมพูดก็หาว่าผมพร้อมย้าย แต่ทหารทุกคนพร้อมย้ายตั้งแต่เรียนจบแล้ว" บิ๊กตู่ กล่าว

"แต่อย่าบอกว่าจะมาปลดผม คงไม่ได้ เพราะผมไม่มีความผิด แต่หากมีการปรับย้ายก็เป็นเรื่องของคณะกรรมการพิจารณาปรับย้ายนายทหาร แต่ก็ต้องได้ตำแหน่งสูงขึ้น เพราะไม่ได้มีความผิดอะไร" บิ๊กตู่ สำทับ

แต่ข้อสังเกตของ ผบ.หน่วย แล้วเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ ผ่อนคลาย และมีความมั่นใจที่จะเป็น ผบ.ทบ. ต่อไป เพราะมีการสั่งงานต่างๆ มากมาย ตามประสา "ผบ.ทบ. 100 เรื่อง" แต่ก็มีการติดตามผลด้วยการตั้งทีมงานไปตรวจงานต่างๆ แยกตามสายงาน โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

แต่ก็ยังทิ้งปริศนา เป็นทางออกกันหน้าแตกไว้นิดหนึ่ง อย่างอารมณ์ดี ว่า "นโยบายของปีหน้า ผมค่อยบอกอีกที ถ้าได้อยู่ต่อ บอกตอนนี้จะไม่ตื่นเต้น"

อีกทั้งวงในบิ๊กๆ ในกองทัพ ไม่ว่าจะเป็น ทบ. บก.กองทัพไทย หรือกลาโหม ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "บิ๊กตู่ ขาแข็ง" อันหมายถึง เก้าอี้ ผบ.ทบ. ของเขามั่นคง ไม่มีใครมาเลื่อยหรือแซะได้ นั่นเอง



จึงไม่แปลกอีกเช่นกันที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะใช้เวทีพบปะ ผบ.หน่วยคุมกำลัง ครั้งนั้น สยบข่าวการปฏิวัติรัฐประหาร ที่เกิดขึ้นมาตลอด และโดยเฉพาะเมื่อมีข่าว เด้ง ผบ.ทบ.

ยิ่งเมื่อเขามีกำหนดเดินทางไปเยือน ทบ.สหรัฐอเมริกา อย่างเป็นทางการ 1-10 มิถุนายน โดยให้ บิ๊กหนุ่ย พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รอง ผบ.ทบ. เพื่อนรัก ตท.12 ของเขารักษาการแทน ท่ามกลางกระแสข่าวว่า อาจมีการกระทำ "นอก(คำ)สั่ง"

"อย่าลือ ไม่มีอะไร ผมให้ รอง ผบ.ทบ. รักษาการแทน แล้วยังมีอีก 4 เสือ ทบ. ช่วยดูแล แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้น ผมก็สามารถบินกลับมาได้ทันที" บิ๊กตู่ ออกตัว

"นอกคำสั่งทำไม่ได้ กองทัพบกก็คือกองทัพบก คนสั่งได้มากที่สุดคือ ผบ.ทบ. ผมถามว่าใครจะกล้าทำ และคนอื่นสั่งได้หรือเปล่า เพราะกองทัพบกต้องสั่งจากยอดลงมา ทำนอกระบบไม่ได้ ถ้าทำนอกระบบจะผิดระเบียบและกติกาชัดเจน ดังนั้น การเมืองก็ต้องแก้ไขกันไป ส่วนทหารก็ทำหน้าที่ในการดูแลประชาชน" บิ๊กตู่ คำราม

รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และอารมณ์ที่เบิกบาน จึงกลับมาเยี่ยมเยือน พล.อ.ประยุทธ์ ได้ตามเดิม หลังจากที่เคยเอ็ดสื่อ "ให้หยุดถามหยุดเขียน เรื่องย้ายผมได้แล้ว ไร้สาระ" มาแล้ว



ผลจากท่าทีขึงขัง และเสียงคำราม และข่าวลือรัฐประหาร นี้ด้วยกระมังที่ส่งผลให้งบประมาณกลาโหม ปี 2557 เพิ่มสูงขึ้น

จากงบประมาณปี 2556 ที่เคยได้ 1.804 แสนล้านบาท ในปี 2557 ก็เพิ่มเป็น 1.847 แสนล้านบาท ได้มากขึ้นกว่า 4.2 พันล้านบาท

งานนี้ พล.อ.อ.สุกำพล ยิ้มได้ เพราะการมาเป็นเจ้ากระทรวงปืนใหญ่เป็นปีที่ 2 สามารถต่อรองงบประมาณมาให้เหล่าทัพได้มากขึ้น โดยสำนักปลัดกลาโหม ได้ 6.14 พันล้านบาท กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) ของ บิ๊กเจี๊ยบ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.สส. ได้ 1.51 หมื่นล้านบาท

แน่นอนว่า ทบ. เป็นเหล่าทัพใหญ่ที่สุด มีพลังอำนาจแฝงทางการเมืองมากที่สุดก็ได้งบฯ มากที่สุดคือกว่า 9.15 หมื่นล้านบาท มากกว่างบฯ ปีที่แล้ว กว่า 3 พันล้านบาท กองทัพเรือได้ 3.62 หมื่นล้านบาท เพิ่มจากปีก่อน ราว 1.14 พันล้านบาท กองทัพอากาศ ได้ 3.36 หมื่นล้านบาท

แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า 60% ของงบประมาณ แต่ละเหล่าทัพนั้น เป็นงบฯ ทรงชีพ คือ เบี้ยเลี้ยง เงินเดือนทหาร ส่วนที่เหลือเป็นงบฯ บริหารที่จะเป็นงบประมาณการจัดซื้อจัดจ้าง และงบประมาณผูกพันข้ามปี จากการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ ด้วย ไม่ใช่ว่าเป็นงบฯ ไว้ซื้ออาวุธทั้งหมด

ในภาพรวมถือว่า กองทัพพอใจกับงบประมาณที่ได้รับ แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะออกตัวว่า ได้เพิ่มมาไม่ถึง 3% หรือราว 3 พันล้านบาทเศษ ก็ตาม แม้จะไม่มาก แต่ก็พอใจ เพราะรู้ว่าประชาชนยังเดือดร้อนอีกมาก

แต่ก็ออกตัวว่า ปีที่แล้ว เรามีงบประมาณไม่เพียงพอ ขาดทั้งทางด้านบุคลากร งบฯ ค่าตอบแทนกำลังพล ขณะนี้เงินเดือนขั้นปริญญาตรีได้เพิ่มขึ้นเป็น 15,000 บาท และยังไม่รวมค่าตอบแทนอื่นๆ รวมทั้งงบประมาณการป้องกันดูแลประเทศ ซึ่งกองทัพก็ต้องแก้ปัญหาของตัวเอง

"รัฐบาลรับปากว่า จะเพิ่มให้ตอนงบฯ กลางปี หรือปลายปี อีกทีหนึ่ง ซึ่งเราก็เตรียมข้อมูลไว้ให้พร้อม" บิ๊กตู่ เผย

ทั้งนี้ มีรายงานว่า ในมื้อดินเนอร์กาวใจของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กับ ผบ.เหล่าทัพ ที่พลาซ่าแอธทินี่ นั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้เอ่ยปากขอให้รัฐบาลเพิ่มงบประมาณให้ กอ.รมน. เพราะไม่ได้ดูแลแค่ 3 จังหวัดภาคใต้ แต่ดูแลความมั่นคงทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ



ตัวเลขงบประมาณทางทหารที่สูงขึ้น กำลังถูกมองว่า จะเป็นดัชนีผกผันกับการปฏิวัติรัฐประหาร ที่จะมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยลง เพราะรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ก็แจกจ่ายงบประมาณให้ทหารตามต้องการ แบบที่เรียกว่า เอาใจกองทัพ ก็ย่อมได้

แต่ก็ถือเป็นผลงาน และบารมีของ พล.อ.อ.สุกำพล รมว.กลาโหม ที่ทำให้ ผบ.เหล่าทัพ พอใจกับตัวเลขงบประมาณที่มากขึ้น แถมทั้ง ยังไฟเขียวให้จัดซื้อตามความต้องการของเหล่าทัพ แบบง่ายๆ เพราะคุยแบบพี่น้อง

ทั้งนี้ บิ๊กโอ๋ พล.อ.อ.สำพล นั้นได้ชื่อว่าเป็นคนเอาเพื่อนเอาฝูง จะเห็นว่าได้ดึงตัวเพื่อนซี้และที่เคยทำงานกันมาตอนเป็น รมว.คมนาคม มาช่วยงานที่กลาโหมต่อ ทั้ง กัปตันตุ้ม ร.ท.นรหัช พลอยใหญ่ ที่นอกจากเป็นเพื่อนซี้ ตท.10 แล้ว ยังเป็นคู่เขยกันอีกด้วย

รวมทั้งการตั้งเพื่อน ตท.10 ที่เกษียณราชการไปแล้ว มาเป็นที่ปรึกษาสภากลาโหม ทั้ง บิ๊กแผ้ว พล.อ.พิรุณ แผ้วพลสง อดีต รอง ผบ.สส. บิ๊กตุ้ย พล.ร.อ.วัลลภ เกิดผล อดีต รอง ผบ.สส. บิ๊กหม่อม พล.อ.อ.ม.ล.สุปรีชา กมลาศน์ฯ อดีตประธานที่ปรึกษา บก.กองทัพไทย ที่ล้วนเป็นเพื่อนซี้ของบิ๊กโอ๋ และใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อีกด้วย

แต่คนที่ถูกจับตามอง เพราะได้ชื่อว่าเป็นกุนซือคนสำคัญของ พล.อ.อ.สุกำพล ก็คือ บิ๊กอู๊ด นายวราวุธ ยันต์เจริญ

ที่ใครๆ ก็คิดว่าเขาเป็นนายทหาร ทว่า เขาเป็นกุนซือพลเรือนคนเดียวที่อยู่ข้างกายบิ๊กโอ๋ และค่อนข้างมีอิทธิพลต่อความคิด ความเชื่อของบิ๊กโอ๋ไม่น้อย เพราะเขาเป็นเสมือนทั้งเพื่อนและน้องชาย ด้วยวัย 60 ที่ต่างกับบิ๊กโอ๋ แค่ไม่กี่ปี

เพราะวงในแล้ว รู้กันดีว่า บิ๊กอู๊ดคนนี้ก็เป็นเครือญาติของ พล.อ.อ.สุกำพล ด้วยนั่นเอง



แม้จะไม่ได้เป็นทหาร ไม่ได้มียศทหาร แต่นายวราวุธ ก็ประหนึ่งเป็นทหารเข้าไปค่อนตัวแล้ว เพราะนอกจากครอบครัว บิดา และพี่ชาย เป็นทหารแล้ว ก็มีผองเพื่อนในแวดวงทหารมากมาย รู้ธรรมเนียมทหาร รู้จักทหารเกือบทั้งกองทัพ

ความกว้างขวางของเขา รวมทั้งบุคลิกที่เป็นคน friendly จึงทำให้เขามีเพื่อนฝูงมากมาย จนได้ฉายาว่า "มหามิตร" โดยเขาเป็นเพื่อนร่วมรุ่น วปอ.50 ของ บิ๊กใหญ่ พล.อ.ม.ล.ประสบชัย เกษมสันต์ รองปลัดกลาโหม และ บิ๊กอ๋อย พล.อ.จิระเดช โมกขะสมิต ผช.ผบ.ทบ. แคนดิเดตปลัดกลาโหม

บิ๊กอู๊ด เผยว่า ตนเองไม่เคยคิดอยากเป็นทหารเลยเพราะเห็นแต่คนในครอบครัว ใกล้ตัวเป็นทหารกันหมด แต่ที่สุดก็ต้องมาอยู่ในแวดวงทหาร ทำงานกับทหาร แล้วที่สุด ก็ต้องมาทำงานที่กระทรวงกลาโหม แล้วก็ทำให้ตนเองเกือบจะกลายเป็นทหารไปแล้ว

ว่ากันว่า บิ๊กอู๊ด คนนี้ จะเป็นคนที่ดูแลทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัว ให้ พล.อ.อ.สุกำพล โดยเฉพาะเรื่องดวงชะตา ด้วยการไปหาพระ ดูหมอ และสำรวจดวงชะตาให้บิ๊กโอ๋อยู่เนืองๆ หากเห็นว่าดวงไม่ดี ก็จะหาพระดีๆ มาให้ รวมถึง "เบี้ยแก้" ของพระอาจารย์ชื่อดัง แห่งศรีสะเกษ มาให้บิ๊กโอ๋สวมใส่เพื่อแก้เคล็ด และแก้ปัญหาต่างๆ นานาอีกด้วย

ด้วยความสำคัญของกุนซืออย่างบิ๊กอู๊ดนี่เอง จึงทำให้เขาเป็นเป้าหมายของบุคคลต่างๆ และบิ๊กๆ ทหาร ที่พยายามจะเข้าหา พล.อ.อ.สุกำพล ที่ยิ่งทำให้เขาต้องหาข้อมูลและศึกษาตัวบุคคลในกองทัพว่า ใครเป็นอย่างไร โดยเฉพาะในการแต่งตั้งโยกย้ายทหารใหญ่ปลายปี ในเดือนสิงหาคม-กันยายนนี้ บิ๊กอู๊ด ก็คอยเก็บข้อความความเคลื่อนไหวต่างๆ

แต่สิ่งที่บิ๊กอู๊ดเลี่ยงที่จะเอ่ยปาก หรือแตะต้อง คือ เก้าอี้ ผบ.ทบ. ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และเก้าอี้ ผบ.สส. ของ พล.อ.ธนะศักดิ์ เพราะถือเป็นเรื่องอ่อนไหว



แม้ว่าความสัมพันธ์ของรัฐบาลกับกองทัพ จะไม่มีปัญหา แม้จะมีความพยายามตอกลิ่ม จากข่าวเด้ง ผบ.ทบ. และ ผบ.สส. ที่ก็ถูกสยบลงแล้วก็ตาม แต่อุณหภูมิทางการเมืองก็ยังร้อนระอุ ด้วยความพยายามในการล้มรัฐบาล และการโหมความเกลียดชัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ และตอกลิ่มความแตกแยกของขั้วสีในชาติ

โดยเฉพาะประโยคที่ว่า "อำมาตย์ยังไม่ตาย" แต่แข็งแรงมากขึ้นด้วย เริ่มถูกพูดถึงอีกครั้ง เมื่อศาลปกครองตัดสินให้คืนตำแหน่ง เลขาธิการ สมช. ให้ นายถวิล เปลี่ยนศรี

แม้คาดว่า นายกฯ ปู จะต้องอุทธรณ์เพื่อหน่วงเวลา แต่ก็ทำให้ทั้ง บิ๊กแมว พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาฯ สมช. และรัฐบาล หวั่นไหวไม่น้อย เมื่อนายถวิล จ้องจะเล่นงานนายกฯ ปู ด้วย ม.157 แล้วไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นตามมา โดยเฉพาะปฏิบัติการตุลาการภิวัฒน์ และองค์กรอิสระ

ทว่า การเมืองที่ร้อนขึ้น กับความหวาดกลัวการปฏิวัติ และเสียงระเบิด แต่ดูเหมือนในบ้านสี่เสาเทเวศร์ และบรรดาลูกป๋า จะสงบเงียบนิ่ง อย่างน่าใจหาย

โดยเฉพาะเมื่อกองบัญชาการตำรวจนครบาล ระบุให้บ้าน ป๋าเปรม พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ และทำเนียบองคมนตรี อยู่ใน 9 จุดเสี่ยง ที่จะเกิดเหตุระเบิดด้วย หลังจากเกิดเหตุระเบิดย่านรามคำแหง

แม้ว่า พล.อ.เปรม จะยังใช้ชีวิตวัย 93 ปีอย่างปกติ ภายในบ้าน ยังคงติดตามข่าวสาร ทั้งจากหนังสือพิมพ์ และโทรทัศน์ อยู่ทุกวัน และมีข้อกังขา ห่วงใยในหลายเรื่อง

แม้แต่ศึกหน้ากาก ที่เป็นการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ ของ "หน้ากากขาว" ที่ต่อต้านและต้องการล้มล้างระบอบทักษิณ และปกป้องสถาบันกษัตริย์ กับพวก "หน้ากากแดง" ที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ออกมาต่อต้านหน้ากากขาว ด้วยการแสดงออกมาในรูปของหน้ากากแดงปกป้องสถาบัน เนื่องจากพยายามโจมตีว่า หน้ากากขาว Guy Fawkes ที่ลอกแบบมาจากอังกฤษนั้น เป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านระบอบกษัตริย์ นั้น พล.อ.เปรม ก็กำลังให้ความสนใจและไถ่ถาม

แต่ที่น่าสังเกตคือ ระยะหลังๆ นี้ พล.อ.เปรม จะลดการรับงานน้อยลง โดยเฉพาะถ้าเป็นงานกลางคืน ถ้าไม่จำเป็นอย่างยิ่งยวดจริงๆ ป๋าเปรม ก็ปฏิเสธที่จะไปร่วมงาน

เม้าธ์กันว่า นี่เป็นสัญญาณที่ป๋าเปรมจะจำศีล และงดออกงานสังคม หรือการเป็นแขกรับเชิญของเวทีต่างๆ ลง หากเป็นงานเลี้ยงค่ำ หรืองานกลางคืน โดยอ้างว่าแพทย์แนะนำให้ป๋าเปรม กินนอน เป็นเวลา มากขึ้น

โดยไม่มีใครรู้ว่า หากนายกรัฐมนตรี หรือรัฐบาล เชิญป๋าเปรม ไปร่วมงานเลี้ยงค่ำ ป๋าจะตอบรับหรือปฏิเสธ แต่หากเป็นงานวันสำคัญของกองทัพ พล.อ.เปรม ก็เปิดช่องยกเว้นไว้ว่า อาจจะไปร่วม ให้พิจารณาเป็นกรณีๆ ไป

ทั้งนี้ สายข่าว ยืนยันว่า ป๋าเปรมไม่ได้หวาดกลัวเรื่องความไม่ปลอดภัย แต่เป็นเหตุผลเรื่องสุขภาพ และตารางเวลาชีวิตในแต่ละวัน ที่ต้องเป็นไปอย่างเคร่งครัด เพราะป๋าเปรมอายุมากขึ้นๆ ทุกวันๆ

การที่ป๋าเปรมขอเคอร์ฟิวตัวเอง ไม่ออกจากบ้านในยามค่ำมืด ยามวิกาล ยิ่งต้องกลับดึกหลัง 3 ทุ่มด้วยแล้วนั้น ไม่ใช่เรื่องความไม่ปลอดภัย ไม่มีนัยทางการเมือง แต่เป็นเรื่องสุขภาพล้วนๆ

จากนี้ การเมืองจะร้อน แค่ไหน ไม่รู้ แต่ลูกป๋า ขอกระซิบบอกว่า ป๋าเปรม จะ "เย็น" ฝุดๆ...แต่อะไร เย็น นั้น ให้รอดู และชม

 
66  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / ไม่เปลี่ยน "สี" ไม่เปลี่ยน "แนว" เมื่อ: 11 มิถุนายน 2013, 10:04:47
ไม่เปลี่ยน "สี" ไม่เปลี่ยน "แนว"

เหตุการณ์วันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา น่าสนใจ

เมื่อกลุ่มเครือข่ายพลังธรรมาธิปไตย และเครือข่ายกองทัพปลดแอกประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (ทปท.) ที่ปักหลักชุมนุมที่ท้องสนามหลวง

เคลื่อนขบวนประชาชนกว่า 300 คน มายังทำเนียบรัฐบาล

มวลชนส่วนหนึ่งแต่งกายชุด "เขียว" สวมหมวกสัญลักษณ์ "ดาวแดง" เป็นเครื่องแบบของอดีตนักรบพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

ขณะที่อีกส่วนหนึ่งสวมหน้ากากขาว "กาย ฟอว์กส์"

แถมมีตัวแทนถือพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เดินนำขบวนด้วย

เมื่อมาถึงทำเนียบรัฐบาล นายสมบูรณ์ สุพรรณฝ่าย หรือ สหายบัญชา แกนนำกลุ่ม ทปท. เป็นตัวแทนอ่านแถลงการณ์

"การบริหารราชการโดยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ใช้อำนาจโดยไม่ชอบต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เล่นพรรคเล่นพวกข่มเหงรังแกแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่ทำงานสุจริตโดยไม่เป็นธรรม

เช่น กรณี นายถวิล เปลี่ยนศรี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการ ซึ่งในที่สุดศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้การแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล ออกจากตำแหน่งเลขาธิการสภาคมวามมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้หน่วยงานเกี่ยวข้องดำเนินการให้นายถวิล กลับดำรงตำแหน่งเดิมโดยเร็ว

เป็นการสะท้อนถึงความไม่เป็นธรรมของรัฐบาล เพื่อหวังผลทางการเมืองและให้พวกพ้องได้รับการเลื่อนขั้นสูงขึ้น

ดังนั้น คณะประชาชนไม่อาจยินยอมให้กลุ่มการเมืองทุนนิยมผูกขาด ใช้อำนาจกดขี่ข้าราชการ ให้ตกเป็นเครื่องมือในการกระทำทุจริต แสวงหาผลประโยชน์จากภาษีประชาชน

จึงขอประกาศไม่รับอำนาจรัฐ และต้องการเรียกคืนอำนาจการปกครองจากกลุ่มการเมืองดังกล่าวคืนกลับสู่ประชาชน"

หลังจากนั้น ผู้ชุมนุมได้เดินทางกลับไปปักsลักชุมนุมต่อที่ท้องสนามหลวงตามเดิม



ที่ว่า เหตุการณ์นี้น่าสนใจ

ก็เพราะนี่คือ "ตัวอย่างหนึ่ง" ที่กลุ่มมวลชนซึ่งมีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการโค่นรัฐบาล

กลืนเอา "ประเด็นจากองค์กรอิสระ-ตุลาการ" มาเป็นเงื่อนไข "ร่วม" เพื่อโค่นรัฐบาล อย่างเปิดเผย ชัดเจน ตรงไปตรงมา

เป็นที่ทราบกันดี ไม่ว่า กลุ่มมวลชนนี้ จะมาในรูปโฉมไหน หรือโฉมใหม่อย่างไร

ทั้งในรูปแบบ "พคท."

หรือ คนในหน้ากากขาว "กาย ฟอว์กส์"

แต่ "มวลชน" ซึ่งมี นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ เป็นผู้นำ

มีเป้าหมายสอดคล้อง กับกลุ่มมวลชนที่เคลื่อนไหวขณะนี้

ไม่ว่า กลุ่มไทยสปริง, กลุ่มหน้ากากขาว ณ สยามพารากอน, กลุ่มกรีนของ นายสุริยะใส กตะศิลา อดีตโฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นต้น

และแน่นอน สามารถเชื่อมต่อแนวคิด ย้อนกลับไปถึง "เสธ.อ้าย" พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน พล.อ.ท.วัชระ ฤทธาคนี แห่งองค์การพิทักษ์สยาม ที่เคยพยายาม "แช่แข็ง" ประเทศ

ซึ่งทั้งหมดดำเนินไปตามพิมพ์เขียวอันเคยประสบความสำเร็จมาแล้วจาก "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย"

นั่นคือ โค่นล้มระบอบทักษิณ

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเขียว หน้ากากขาว กลุ่มหลากสี ล้วนแต่เป็นพัฒนาการมาจากพื้นฐาน "กลุ่มคนเสื้อเหลือง" ทั้งสิ้น

"สี" ของคนเหล่านี้ จึงไม่เคยเปลี่ยน

เป็นสีเดิม ที่ต้อง โค่นล้ม คนชินวัตร และสมุนรับใช้ลงให้ได้!



อย่างไรก็ตาม เป็นที่ประจักษ์

แม้ขบวนการข้างต้นจะคึกคัก ในโซเชียลมีเดีย และหน้าสื่อ

แต่ด้วยพลังมวลชนที่ออกมาเคลื่อนไหวอย่างเป็นรูปธรรม ยังอยู่ในระดับ "หลักร้อย"

จึงยังไม่มีพลังที่จะโค่นล้มรัฐบาลและระบอบทักษิณลงได้

รูปแบบการต่อสู้ จึงต้องย้อนกลับ "แนว" เดิมเช่นกัน

นั่นคือ ยังหวังพึ่ง องค์กรอิสระ และกระบวนการ "ตุลาการภิวัตน์" อย่างเมื่อเดือนเมษายน 2549 เป็นด้านหลัก

ซึ่งก็ถือว่า ได้กำลังใจ "อย่างสูง"

เมื่อมีคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ให้คืนตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติให้กับ นายถวิล เปลี่ยนศรี

และก่อนหน้านี้มีคำพิพากษาศาลปกครองกลางห้ามการรถไฟแห่งประเทศไทยเรียกเก็บเงินจากผู้ค้าในตลาดจตุจักรเกินกว่าอัตราค่าเช่าที่กำหนดไว้ในระเบียบ ซึ่งก็ถือว่าสวนทางกับนโยบายของกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์

เป็นการ "เสียรังวัด" ในเบื้องต้น

จนเมื่อมาถึงกรณีนายถวิล

ต้องถือเป็นความเสียหายใหญ่ เพราะเกี่ยวพันไปถึงการทำหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี อย่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์

และยังโยงใยไปถึงคนในตระกูล "ชินวัตร" ด้วย

เพราะต้องไม่ลืมว่า การตัดสินใจโยกนายถวิล ออกจาก สมช. นั้น ส่วนหนึ่งมาจากการที่ต้องหาตำแหน่งให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี หลังจากต้องจำใจหลีกทางให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ก้าวขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแทน

นี่ย่อมถือเป็นการกระทำที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีโอกาสสูงที่จะถูกกล่าวหาและโจมตี ว่ากระทำการเอื้อประโยชน์ให้กับญาติพี่น้อง โดยไม่คำนึงถึง "ข้าราชการประจำ"

จึงไม่น่าแปลกใจ ทันทีที่ ศาลปกครอง มีคำพิพากษาเรื่องนายถวิลออกมา กลุ่มคนเสื้อเขียว พคท. และกลุ่มหน้ากากขาว จะร่วมโหมประโคม ด้วยการไปอ่านแถลงการณ์ประณามรัฐบาล ไปให้กำลังใจนายถวิล อย่างอบอุ่น

ทิ้งความยะเยือกไว้ให้ "คนในทำเนียบ" ตัวสั่นเล่นๆ



ความยุ่งยากอันสืบเนื่องจากคำพิพากษาของศาลปกครอง ในกรณีนายถวิล ต้องยอมรับว่าทำให้รัฐบาลยุ่งยากใจ และเป็นปัญหาที่ต้องแก้ ซึ่งก็ไม่ง่ายนัก

และหากแก้ไม่ดี ปัญหาเหล่านี้ ก็พร้อมจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้ทันที

ซึ่งภาวะนี้ ฝ่ายต้องการโค่นรัฐบาล หวังต้องการให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ที่ผ่านมา จึงได้เห็นกลุ่ม ส.ว.สรรหา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และมวลชนแนวร่วมอื่นๆ ต่างพากันไปตั้งแท่นให้องค์กรอิสระและกระบวนการยุติธรรม รอเชือดรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในแทบทุกเรื่องที่เป็นการขับเคลื่อนสำคัญของรัฐบาล

ไม่ว่า การยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสกัดการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 3 รวมถึงการยื่นให้ตีความว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 68 เป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญหรือไม่

ขณะเดียวกัน ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศ 2 ล้านล้าน รวมถึง โครงการบริการจัดการทรัพยากรน้ำและอุทกภัย 3.5 แสนล้าน ก็พร้อมจะไปหยุดที่สถานีของศาลรัฐธรรมนูญเช่นกัน

ส่วน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นอกเหนือจะไฟเขียวโร่ให้นายถวิล ทำเรื่องร้องเรียนนายกรัฐมนตรีโดยไม่ต้องรอผลการอุทธรณ์ของศาลปกครองสูงสุดก่อน แล้ว ยังขับเคลื่อน สอบเรื่องโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลอย่างเอาจริงเอาจัง

เช่นเดียวกับการส่ง "คำเตือน" และ "ข้อควรปฏิบัติ" ไปยังรัฐบาล เกี่ยวกับการกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท อย่างเอาจริงเอาจัง

เป็นต้น

เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล หวังจะให้เป็นแรงเสียดทานของรัฐบาลมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ยิ่งสะดุดหัวคะมำ หรือ ล้มคว่ำลง ก็ยิ่งชอบ

ซึ่งว่าไปแล้ว รัฐบาลคงนิ่งนอนใจไม่ได้ เพราะต้องยอมรับว่า อภิมหาโครงการของรัฐบาล มีจุดอ่อนและช่องโหว่ ให้องค์กรอิสระและศาล สามารถชี้ขาดไปในทางที่เลวร้ายต่อรัฐบาลได้ทั้งสิ้น



มีการคาดหมายนับแต่เดือนมิถุนายนนี้เป็นต้นไป

เรื่อง "ร้อน" ทางการเมืองจะเดินไปตามแนวทางที่กลุ่มพลังมวลชนจะอาศัยศาลและองค์กรอิสระเป็นเครื่องมือในการรุกรัฐบาล

ซึ่งรัฐบาลก็ทราบถึงยุทธวิธีนี้

แต่ที่น่าประหลาดใจอยู่บ้าง คือแม้จะเป็นเรื่องของกลุ่มสีเดิม แนวทางเดิม

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือน "รัฐบาล" จะรับมือ เหมือนเรื่อง "ใหม่" ไม่ทันเกมสักเท่าไหร่

ที่สำคัญ "คนใน" กลับไปช่วยสร้างเงื่อนไข สร้างจุดอ่อนให้ฝ่ายตรงข้าม ทะลวงเข้ามาได้หลายช่อง

ที่หวาดเสียวมากๆ ก็คือกรณี "รับจำนำข้าว" ซึ่งยังไม่รู้จะหาทางลงอย่างไร

ความระส่ำระสายนี้ แน่นอนย่อมสร้างความคึกคักให้กับมวลชน "ตรงกันข้าม" ไม่ว่าจะเป็นมวลชนที่ท้องสนามหลวง ไม่ว่าจะเป็นหน้ากากขาว กาย ฟอว์กส์ อย่างไม่ต้องสงสัย

และพากันออกมาขับเคลื่อนอย่างเต็มแรง

โดยคาดหมายไว้สูงว่าจะดำเนินไปตามพิมพ์เขียวอันเคยประสบความสำเร็จมาแล้วจากการเคลื่อนไหวพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2549

สถานการณ์ขณะนี้ จึงย้อนกลับไปสู่ จุดเดิม คนหน้าเดิม เต็มรูปแบบ

ไม่เปลี่ยน "สี"

ไม่เปลี่ยน "แนว"---เดินหน้าล้างระบอบทักษิณ 


ไม่ว่าจะเปลี่ยนหน้ากาก เปลี่ยนสีเป็นหลายหลาก แท้จริงแล้วก็กลุ่มคน กลุ่มเดิม คนเดิม ที่ไม่นิยมระบอบประชาธิปไตยโดยเสียงประชาชน นั้นเอง
67  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / เหตุปัจจัย ใหญ่หลวง ทำให้โครงการจำนำ "ข้าว" มากด้วยความอื้อฉาว เมื่อ: 11 มิถุนายน 2013, 09:13:47
   
หน้า 8
รายงานพิเศษ

เหตุปัจจัย ใหญ่หลวง ทำให้โครงการจำนำ "ข้าว" มากด้วยความอื้อฉาว

การที่รายงานของ มูดีส์ อินเวสเตอร์ พุ่งเป้าไปยังโครงการรับจำนำข้าวถึงขั้นแสดงความเชื่อมั่นใน 2 กรณีอันสัมพันธ์กัน กล่าวคือ

1 เชื่อมั่นว่าจะขาดทุนสะสมเป็นเงินระหว่าง 200,000-260,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน 1 เชื่อมั่นว่าการขาดทุนสะสมนี้จะมีผลกระทบกับการจัดทำงบประมาณสมดุลในปี 2560

กลายเป็นเรื่อง

มาจากเหตุปัจจัยภายนอก และเหตุปัจจัยภายใน ซึ่งไม่ควรมองข้ามและละเลยมากมายหลายประการด้วยกัน

เหตุปัจจัยภายนอก 1 ขอให้สังเกตบทบาทของ "รอยเตอร์"

เหตุปัจจัยภายนอก 1 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยระบุว่ามี "อดีต" นายกรัฐมนตรีคนหนึ่งเข้ามาแสดงบทบาทสกัดขัดขวางในเรื่องนี้

ถึงกับขอให้แบงก์อย่าซื้อพันธบัตรรัฐบาล

เหตุปัจจัยภายนอก 1 ขอให้ติดตามอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอย่างน้อยก็ 2 คน และบทบาทของสถาบัน TDRI

กระนั้น เหตุปัจจัย "ภายใน" ก็สำคัญ



น่าเศร้าก็ตรงที่เหตุปัจจัย "ภายใน" 1 มาจากการมิอาจสมานกันได้อย่างราบรื่นระหว่างกระทรวงการคลังกับกระทรวงพาณิชย์

1 เพราะบทบาทของคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำผลผลิตการเกษตร กระทรวงการคลัง

1 เพราะบทบาทของกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

หากจับความจากแถลงของ นางวัชรี วิมุกตายน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ประสานเข้ากับแถลงของ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็จะมองเห็นรอยโหว่ ช่องว่าง

"ตัวเลขขาดทุนสะสมที่มูดีส์ได้ ไม่น่าจะเป็นตัวเลขที่ตรงกับตัวเลขทางการ"

"ได้พยายามขอข้อมูลกระทรวงการคลังแต่ได้รับคำตอบว่าผู้ใหญ่ไม่ให้ จึงทำให้ไม่ทราบว่าคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำผลิตผลการเกษตรคำนวณอย่างไร"

ต่างฝ่ายต่างกุม "ความลับ"

เป็นความลับของคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำผลิตผลการเกษตร กระทรวงการคลัง เป็นความลับของการขายข้าว โดยกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

ต่างฝ่ายต่างไม่รู้ ต่างฝ่ายต่างไม่แน่ใจ



กระนั้น เหตุปัจจัยอันใดทำให้มูดีส์ อินเวสเตอร์ มากด้วยความมั่นใจถึงกับฟันธงจำนวนเงินขาดทุนสะสม

หรือเชื่อ บทวิเคราะห์ของ TDRI

หรือเชื่อในเครดิตส่วนตัวของ "อดีต" นายกรัฐมนตรีที่เคยมีบทบาทอย่างสูงในการเมืองระหว่างประเทศ

หรือเชื่อในเครดิตของ "อดีต" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 2 คน

ยิ่งกว่านั้น การมิอาจ "สมาน" กันได้ระหว่างกระทรวงการคลังกับกระทรวงพาณิชย์ในรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็สะท้อนจุดโหว่ รอยว่างอันดำรงอยู่ภายใต้กระบวนการบริหารจัดการ

บริหารจัดการ "สมัยใหม่"
68  หมวดหลัก / นิธิ เอียวศรีวงศ์ / นิธิ เอียวศรีวงศ์ : ไทยสปริงและหน้ากาก เมื่อ: 11 มิถุนายน 2013, 07:35:32
ด้วยคุณภาพของพรรคฝ่ายค้านที่เรามีอยู่เวลานี้ ผมจึงยินดีต้อนรับกลุ่ม Thai Spring และกลุ่มหน้ากากกาย ฟอว์กส์ เป็นพิเศษ ยิ่งกับรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากในสภาอย่างเด็ดขาดเช่นนี้ เรายิ่งต้องการฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง แต่เข้มแข็งอย่างเดียวไม่พอ เรายังต้องการฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพด้วย

ประสิทธิภาพของฝ่ายค้าน ไม่ได้เกิดจากความขยันประชดประเทียดได้สะใจ การเมืองกระตุ้งกระติ้งเช่นนี้ ไม่มีประโยชน์แก่ใคร นอกจากสะใจเล่นไปวันๆ ฝ่ายค้านนอกสภาจึงต้องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพกว่านั้น จะเปลี่ยนรัฐบาลได้หรือไม่ในที่สุดก็ตาม แต่การค้านที่มีคุณภาพจะควบคุมและกำกับ (หรือแม้แต่กำราบ) รัฐบาลได้ และผมยอมรับว่ารัฐบาลนี้ต้องการการควบคุม, กำกับ หรือแม้แต่กำราบอยู่มากไม่น้อยไปกว่ารัฐบาลอื่นๆ หรืออาจจะต้องการมากกว่าก็เป็นได้

แต่ฝ่ายค้านนอกสภาจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้ ต้องมีสำนึกในเรื่องต่อไปนี้อย่างหนักแน่น

1.คงเคยได้ยินกันมาแล้วว่า พรรคฝ่ายค้านของอังกฤษนั้น เรียกกันเป็นทางการว่า The Loyal Opposition คำถามคือ loyal หรือจงรักภักดีต่ออะไร นักกษัตริย์นิยมในเมืองไทยรีบอธิบายว่า จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ ก็ถูกอยู่แต่ถูกครึ่งเดียว เพราะสถาบันกษัตริย์อังกฤษ (โดยเฉพาะหลังกษัตริย์วิลเลียมและราชินีแอนน์เป็นต้นมา ซึ่งเรียกว่า The Crown) หมายถึง นี่เลยล่ะครับ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขŽ คือต้องภักดีต่อตัวระบอบนี้ อันเป็นประชาธิปไตย (พูดแบบอังกฤษคือมีสภาที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้ออกกฎหมาย และเป็นผู้เลือกฝ่ายบริหาร) โดยมีกษัตริย์เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชน แต่ไม่ได้ใช้ได้ตามพระราชอัธยาศัย ต้องใช้ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ (ถ้าไม่ใช้ตามนี้ก็เป็น the King ไม่ใช่ the Crown)

ดังนั้น ฝ่ายค้านนอกสภาของไทยต้องยึดหลักนี้ให้มั่นว่า ตัวจะทำหน้าที่ของตนด้วยความจงรักภักดีต่อระบอบปกครอง จึงไม่ควรยกสถาบันพระมหากษัตริย์มาล้มล้างประชาธิปไตย เพราะโดยหลักการของ The Loyal Opposition ดังที่กล่าวนี้ สองอย่างนี้แยกออกจากกันไม่ได้

2.ดังนั้น จึงไม่ควรตั้งข้อสงสัยกับความชอบธรรมแห่งที่มาของรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ พรรคของเธอได้รับคะแนนเสียงจากการเลือกตั้ง สภาลงมติเลือกเธอเป็นนายกรัฐมนตรี และต่อมาก็ได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้ง

แต่ความชอบธรรมของรัฐบาล ไม่ได้มีแต่เรื่องที่มาอย่างเดียว รัฐบาลที่ทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาชน เช่น ทุจริตคดโกง หรือปล่อยให้เกิดการทุจริตคดโกงอย่างไม่อินังขังขอบ เข่นฆ่าผู้ประท้วงกลางเมืองอย่างเหี้ยมโหด ไร้ประสิทธิภาพในการบริหารบ้านเมืองจนเกิดความเสียหายต่างๆ กระทำการเป็นปฏิปักษ์กับระบบปกครอง ฯลฯ ก็ล้วนสูญเสียความชอบธรรมได้เหมือนกัน

ข้อสำคัญคือ เหตุที่ทำให้สูญเสียความชอบธรรมเหล่านี้ ต้องการข้อพิสูจน์พอสมควร (แปลว่า ไม่ถึงกับมีใบเสร็จ แต่มีเหตุผลอันพึงฟังได้เป็นอย่างน้อย) ฉะนั้น หากอยากจะบั่นรอนความชอบธรรมของรัฐบาลชุดนี้ ต้องตั้งกลุ่มทำงานอย่างจริงจัง คือศึกษาและค้นหาข้อมูลหลักฐาน ชี้ให้คนอื่นเห็นอย่างน่าเชื่อถือว่าขาดความสุจริตก็ตาม เป็นการทำหรือดำเนินนโยบายที่ไม่มีประสิทธิภาพก็ตาม หรือเป็นอันตรายต่อส่วนรวมในระยะสั้นหรือระยะยาว หรือการกระทำของรัฐบาลหรือคนของรัฐบาลเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบปกครองอย่างไร นำการกระทำเหล่านั้นมา ฟ้องŽ สาธารณชน หลีกเลี่ยงการไปฟ้องสถาบันใดๆ ที่ได้ทำลายความชอบธรรมของตนเองไปเสียแล้ว เพราะจะทำให้ความชอบธรรมของฝ่ายค้านนอกสภาลดลงไปด้วย

และเรื่องเหล่านี้ โอ้โฮ รัฐบาลชุดนี้มีมากทีเดียว ไม่ว่ากระบวนการรับจำนำข้าว, การระบายข้าว, โครงการจัดการน้ำ ฯลฯ ใช่แต่เท่านี้ การละเมิดสิทธิพลเมืองที่ทำโดยข้าราชการ เช่น ในภาคใต้ หรือในการขับไล่คนออกจากเขตอุทยานฯ การให้ข้อมูลลวงเพื่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ฯลฯ แม้ว่าข้าราชการก็ทำอย่างนี้ในทุกรัฐบาล แต่เมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล ก็ต้องรับผิดชอบโดยตรง และต้องบีบบังคับให้รัฐบาลเพื่อไทยต้องรับผิดชอบให้ได้

มีคนไทยอีกมาก แม้ไม่ได้รังเกียจรัฐบาลยิ่งลักษณ์เท่ากับฝ่ายค้านนอกสภา ก็อยากให้รัฐบาลโปร่งใสกว่านี้ และกล้ารับผิดชอบต่อพลเมืองมากกว่านี้ เขาย่อมไม่รู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายค้านนอกสภาเหล่านี้ และบางส่วนก็อาจสนับสนุนการเคลื่อนไหวในบางประเด็น

3.หยุดการประณามด้วยความหยาบคาย เพราะไม่ได้ประโยชน์อะไรในทางการเมืองเลย คนที่เฮกับความหยาบคายคือคนที่รังเกียจรัฐบาลนี้ซึ่งมีจำนวนหนึ่ง และพร้อมจะเฮให้ท่านอยู่แล้ว แต่ก็จะได้เสียงเฮเท่าเก่าเสมอไป อุตส่าห์เคลื่อนไหวทางการเมืองโดยตรงทั้งที ไม่อยากได้เสียงเฮ

ที่ดังขึ้นหรอกหรือ เสียงเฮจะดังขึ้นได้ก็ต่อเมื่อได้เสียงนั้นจากคนที่เขาไม่รังเกียจรัฐบาลนี้เท่านั้น และความหยาบคายต่อรัฐบาลชุดนี้ ไม่ช่วยให้ได้เสียงเฮมากขึ้นอย่างแน่นอน

อย่างไรเสียสนามแข่งขันก็ยังอยู่ที่ประชาชน ไม่ใช่กองทัพ และไม่ใช่อำนาจนำตามประเพณี ดังที่กล่าวแล้วว่าฝ่ายค้านนอกสภาต้องเป็นฝ่ายค้านผู้จงรักภักดี ต้องเคลื่อนไหวด้วยวิถีทางที่จะทำให้ได้การสนับสนุนจากประชาชนเพิ่มขึ้น

4.ลัทธิชาตินิยมยังมีพลังในโลกปัจจุบัน ถ้ายังอยากใช้ชาตินิยมเป็นประเด็นปลุกเร้าอยู่ ต้องคิดให้ดีๆ ว่า ชาตินิยมชนิดไหนอย่างไร ที่กระทบใจคนได้มาก ลัทธิชาตินิยมในประเทศไทยถูกกองทัพซึ่งยึดอำนาจทางการเมืองมานาน ใช้เป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างการครอบงำของกองทัพ ชาตินิยมแบบทหารนั้น เน้นเรื่องบุรณภาพและเสถียรภาพ ประกอบด้วย บุรณภาพทางดินแดน (ไม่ยอมเสียแม้ตารางนิ้วเดียว) และบุรณภาพทางอธิปไตย, เสถียรภาพทางสังคม และการเมือง (เปลี่ยนอะไรก็ได้ แต่อย่าเปลี่ยนโครงสร้างทางชนชั้นและทางอำนาจ) ลัทธิชาตินิยมในลักษณะเช่นนี้มีพลังลดลงไปมาก สำนึกชาตินิยมที่มีพลังในปัจจุบัน เป็นเรื่องของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และตำแหน่งแหล่งที่หรือพื้นที่ของชาติอันมีความสำคัญในโลกที่เป็นโลกาภิวัตน์ (เช่นเป็นแชมป์โอลิมปิก หรือทีมฟุตบอลผ่านเข้าสู่การแข่งขันฟุตบอลโลก หรือกรุงเทพฯ เป็นเมืองน่าเที่ยวติดอันดับโลก) ฉะนั้น หากจะใช้สำนึกชาตินิยมเพื่อปลุกระดม คิดให้ดีๆ ว่าจะใช้ชาตินิยมแบบไหน

กล่าวโดยสรุปก็คือ การเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลนั้น จะทำประโยชน์แก่ส่วนรวมก็ได้ และจะทำให้สำเร็จก็ได้ แต่ต้องทำบนพื้นฐานประชาธิปไตยที่เคารพความเสมอภาคของทุกคน จะเปลี่ยนรัฐบาลนี้เสียก็ได้ แต่ด้วยวิถีทางรัฐธรรมนูญ (ส่วนที่ไม่เบี้ยว) ในขณะเดียวกันควรทำงานให้มากกว่าระดมกำลังแสดงออก ต้องมีประเด็น และต้องเป็นประเด็นที่คาดได้ว่าจะได้รับความเห็นชอบจากคนอื่นในสังคมมากกว่า สาวกŽ ตัวเอง

ผมมีข้อสังเกตอีกสองประการเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกลุ่ม Thai Spring และหน้ากากกาย ฟอว์กส์

1.ผมคิดว่าความเคลื่อนไหวของกลุ่มทั้งสองนี้ ไม่มีอันตรายในระยะยาว เมื่อเทียบกับการเคลื่อนไหวของกลุ่ม พธม., หรือกลุ่มเสธ.อ้าย และสลิ่ม เพราะคนที่เข้าร่วมมีลักษณะที่แตกต่างออกไป กล่าวคือเป็นปัจเจกก็จริง แต่เป็นปัจเจกที่พยายามสร้างเครือข่ายหรือกลุ่มขึ้น ในขณะที่การเคลื่อนไหวของ พธม.และ ฯลฯ ผู้เข้าร่วมคือปัจเจกที่ไม่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงเป็นกลุ่มมาก่อน ถูกปลุกเร้าให้เข้าร่วมจากแกนนำและบริวาร ร่วมแล้วจะนำไปสู่อะไร เขาก็ไม่เคยรู้มาก่อน

Hannah Arendt อธิบายว่า มวลชนที่ประกอบด้วยปัจเจกซึ่งได้สลัดทิ้งซึ่งเยื่อใยความสัมพันธ์ต่างๆ ในสังคมสมัยใหม่นั้น คือเหยื่อที่ดีหรือคือผู้สร้างเผด็จการเบ็ดเสร็จขึ้น สังคมสมัยใหม่ย่อมประกอบด้วยมวลชนที่เป็นปัจเจกเช่นนี้ จึงโน้มเอียงจะเกิดเผด็จการเบ็ดเสร็จได้ไม่ยากนัก แต่หากการเข้าสู่สังคมสมัยใหม่ กลุ่มทางสังคมที่เคยมีมาในอดีตยังอยู่รอด สามารถผูกปัจเจกเข้าหากันได้ก็ดี หรือมีความพยายามสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์แบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพขึ้น (เช่น สหภาพแรงงาน, กลุ่มวิชาชีพ, กลุ่มกิจกรรมทางวัฒนธรรม, เครือข่ายออนไลน์ ฯลฯ) มวลชนก็ไม่หลุดเป็นปัจเจกที่ไม่เชื่อมโยงกับใครเลย โอกาสจะเกิดเผด็จการเบ็ดเสร็จก็เป็นไปได้ยากขึ้น

ความต่างของกลุ่มทั้งสองกับ พธม.และกลุ่มเคลื่อนไหวฝ่ายขวาที่ผ่านมาจึงมีความสำคัญ

2.แม้มีเสียงสนับสนุนแข็งแกร่งในสภา แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์มีสำนึกทางการเมืองที่อ่อนแอมาก ด้วยความเคลื่อนไหวที่ยังไม่น่าจะมีผลอะไรนักของกลุ่มหน้ากากกาย ฟอว์กส์ รองนายกฯ เฉลิม อยู่บำรุง ก็ออกมาพูดถึง นายทุนŽ ที่อยู่เบื้องหลัง แม้ไม่ออกชื่อ (ตามสไตล์ของคุณเฉลิม) แต่ทุกคนก็รู้ว่าหมายถึงใคร

ไม่มีใครรู้ว่าข้ออ้างดังกล่าวนั้นจริงหรือไม่ แต่การกระทำเช่นนี้คือการ ข่มขู่Ž ทางการเมือง ซึ่งเท่ากับละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง จึงเท่ากับรัฐบาลได้ทำลายรากฐานความชอบธรรมของตนเอง ถ้ารัฐบาลนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย ก็มีเหตุผลยิ่งน้อยลงในการผดุงและปกป้องรัฐบาลนี้ไว้

ดังนั้น ด้วยการเคลื่อนไหวที่ในทรรศนะของผมไม่เป็นสับปะรดเท่าไรนี้ รัฐบาลที่อ่อนแอก็ชิงทำร้ายตัวเองซ้ำเติมลงไปอีกด้วยคำสัมภาษณ์ของรองนายกรัฐมนตรี การเคลื่อนไหวของกลุ่มหน้ากากกาย ฟอว์กส์ จึงประสบความสำเร็จเกินคาด
69  หมวดหลัก / รายงานและบทความเชิงลึก / คำต่อคำแถลงบีอาร์เอ็น ฉบับแปลถูกต้อง-สมบูรณ์ เมื่อ: 6 มิถุนายน 2013, 10:17:57
คำต่อคำแถลงบีอาร์เอ็น ฉบับแปลถูกต้อง-สมบูรณ์

รายงานพิเศษ ข่าวสด หน้า 3


แถลงการณ์ 5 ข้อเรียกร้องของกลุ่มบีอาร์เอ็น ที่ตกเป็นข่าวก่อนหน้านี้ มีการแปลออกมาหลายเวอร์ชั่น



คำแปลที่นำมาเปรียบเทียบแบบคำต่อคำ ด้านล่างนี้ เป็นการถอดเทปแปลโดย ศ.ดร.รัตติยา สาและ หลักสูตรภาษามลายู สาขาวิชาภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ ให้สัมภาษณ์เหตุผลการแปลไว้ดังนี้



ตัวเองสอนงานแปล งานแปลบางอย่างต้องเก็บคำอย่างละเอียดเพราะคำบางคำมีนัยยะ ไม่ใช่แค่ดูตัวอักษรแต่ต้อง ฟังเสียงด้วย เพราะน้ำเสียงคนพูด คำเดียวกัน วลีเดียวกัน ถ้าน้ำเสียงต่างกันก็มีนัยยะของมันอยู่



ดังนั้น งานแปลซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนก็ต้องระมัดระวังอย่างที่สุด เพราะล่ามทำให้คนทะเลาะกันได้ และทำให้คนดีกันได้ด้วย



เช่นคำว่า"เปินฌาฌัฮ" ที่มีการใช้คำว่า "นักล่าอาณานิคมสยาม" เห็นแล้วตกใจ ความหมายจริงๆ คือ "ผู้ยึดครอง" ซึ่งต่างจากนักล่าอาณานิคม



ระดับคำศัพท์ก็จำเป็นต้องจริงจัง ละเอียด ยกตัวอย่างเช่นคำพูด "กิน" กับ "เสวย" ให้ความรู้สึกต่างกัน



บางทีการแปลทำให้เกิดความรุนแรงได้ ทั้งที่บางทีรุนแรงเพราะการแปล หรือการใช้คำ แต่น้ำเสียงไม่ได้รุนแรงไปด้วย



บางครั้งใช้คำแรงแต่นำเสียงช่วยลดความรุนแรงได้ หรือเวลาพูดเสียงอาจดูแรง แต่ใช้คำที่อ่อนลง ดังนั้นต้องฟังเสียงและฟังคำ ถึงจะได้ความหมายที่สื่อได้ตรง เพราะเสียงบอกอารมณ์ผู้พูด



การแปลแถลงการณ์ที่ออกมาก่อนหน้านี้ ความหมายคร่าวๆ ก็คล้ายกัน แต่อ่านแล้วยังต้องถกเถียง เกิดคำถาม ต้องให้ ขยายความ



คน 2 คนพูด คนหนึ่งเราฟังได้ แต่อีกคนพูดเรื่องเดียวกันเราฟังไม่ได้ เหมือนดิฉันอ่านคำแปลของอีกคนยังรู้สึกกำกวม เพราะข้อจำกัดของการใช้ภาษาปลายทาง



ผู้แปลบางคนฟังภาษาต้นทางรู้แต่อ่อนภาษาปลายทาง หรือเข้าถึงภาษาต้นทางแต่เวลาถ่ายทอดคำศัพท์ของภาษาปลายทางจำกัด บางคำต้องยอมทับศัพท์แล้วใช้วิธีขยายความ



สมมติดิฉันเป็นคนเจรจา ให้คนแปลคำตอบจากคู่เจรจา คนที่หนึ่งแปลอย่าง คนที่สองแปลอย่าง อ่านงานแปลของคนที่หนึ่งอาจรู้สึกกูไม่คุยด้วยแล้ว อ่านของคนที่สองอาจเห็นว่า ยังมีช่องทางพูดคุยกันได้



การหยิบแถลงการณ์นี้มาแปลเพราะไม่อยากให้มีการเข้าใจผิด อยากเตือนให้ข้อคิด



เมื่ออ่านคำแปลนี้แล้วคนที่เคยอ่านแถลงการณ์นี้มาก่อน น่าจะตั้งคำถามใหม่ น่าจะรู้ดีขึ้นกว่าเก่า ไม่ตกใจมาก น่าจะคิดว่ายังคุยกันได้





คำแถลงการณ์/ข้อเรียกร้องของตัวแทน บี.อาร์.เอ็น.



ถอดเสียงจากภาษามลายูกลาง แปลเป็นภาษาไทย



1. เสียงของอุสตาซ หัสสัน ฏอยิบ (เสียงภาษามลายูสำเนียงมาเลเซียที่มีเค้าเสียงปาตานี)



Pengisytiharan dari Barisan คำแถลงการณ์จากแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายู

Revolusi Nasional Melayu ปาตานี

Patani



Ustaz Hassan Taib, wakil อุสตาซ หัสสัน ฏอยิบ (ตัวแทนบี.อาร์.เอ็น.)

B.R.N.



Assalamu-alaikum ขอความสันติสุข และความเมตตาปรานีแห่ง

warahmatullahi อัลลอฮฺ ให้มีแด่คุณ

wabarakatuh

[อัสสะลามูอาลัยกุม วาร็อหมาตุลลอฮิ วาบารอกาตุฮล]



BRN ini adalah satu barisan บี.อาร์.เอ็น. เป็นแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติของ

revolusi nasional rakyat ประชาชนชาวมลายูปาตานี

Melayu Patani.



Yang tujuan BRN ini ซึ่งก่อตั้งขึ้นมาด้วยจุดประสงค์ให้เป็นแนวร่วม

dibentukkan sebagai แห่งชาติมลายูปาตานีนี้ เพื่อที่จะได้รวมชนชาติ barisan nasional Melayu มลายูปาตานีจากทุกชนชั้น ของสังคมให้เป็น

Patani ini adalah untuk nak นักต่อสู้แห่งประชาชาติปาตานี ภายใต้แนวร่วม

menyatukan bangsa Melayu เดียวกัน

Patani di bawah satu

barisan dalam setiap

lapisan masyarakat sebagai



pejuang rakyat Patani.



Sesudah itu kita akan เสร็จจากนั้น เราก็จะรวมชนชาติมลายูปาตานี

menyatukan bangsa Melayu ให้เป็น ประชาคมหนึ่งที่มีเสียงอันทรงพลัง

Patani menjadi satu

kekuatan wadah umat.



Sesudah itu baru kita akan หลังจากนั้น เราจึงจะได้รับการปลดปล่อย และ

dapat kebebasan. Dan จากนั้นไป เรา จึงจะสามารถดำเนินการตาม

sesudah itu kita akan dapat แนวทางการปกครองของเราในทุกๆ ด้านด้วย

menjalankan pemerintahan ความเป็นธรรมที่สุด

kita dengan seadil-adilnya

oleh segala bidang.



Oleh kerana itu saya harap, ด้วยเหตุนั้น กระผมหวังว่ากระผมขอร้อง

saya minta kepada semua ประชาชนชาวปาตานีทุกคน ทุกเชื้อชาติ

rakyat Patani, semua ไม่ว่าเป็นสยาม มลายู หรือจีน ซึ่งอยู่ใน

keturunan baik daripada แผ่นดินปาตานี ขออย่าได้ระแวงสงสัย

Siamkah, Melayukah, อย่าได้หวาดหวั่นและเป็นกังวลกับความ

Cinakah yang ada di bumi ยุติธรรมนี้

Patani tak usah ragu-ragu,

tak usah bimbang, khuatir

tentang keadilan ini.



Itulah sahaja. Saya kira, ก็เท่านี้เอง กระผมคิดว่า ภาพสังเขปจาก

gambaran ringkas daripada บี.อาร์.เอ็น. เกี่ยวกับการต่อสู้ที่จะนำไปสู่

BRN tentang perjuangan dia ความยุติธรรม ความเจริญรุ่งเรืองจนบรรลุ

akan menuju kepada ถึงความเป็น ?รัฐชาติ?หนึ่ง ซึ่งเป็นดินแดนที่ดี

keadilan, kemakmuran และพระเจ้าคือผู้ทรงอภัยเสมอ

sehingga sampai terbentuk

sebuah negara ?baldaton,

toiyibaton, warabbon

ghafuron?



2. เสียงของอับดุลการรีม ฅอลิบ (เสียงมลายูกลางค่อนไปทางสำเนียงอินโดนีเซีย) staf deligasi BRN 28 Mac 2013 (หนึ่งในตัวแทนกลุ่ม บี.อาร์.เอ็น. ในวันที่ 28 มี.ค. 2513)



Kalau kita hendak bicara หากว่าเราประสงค์จะพูดคุยกันเกี่ยวกับ

tentang kerusuhan di Patani เหตุการณ์ความไม่สงบที่ปาตานี เราต้องใช้

mestilah kita berpedoman ประวัติศาสตร์เป็นฐานคิดนำ

kepada sejarah.



Setelah Siam menjajah ทันทีที่สยามได้ครอบครองปาตานี ในปี

Patani pada tahun 1785 ค.ศ.1785 เมื่อนั้นเองที่ระบบการกดขี่และ

Masihi, maka di situlah ทารุณกรรมบังเกิดขึ้น ณ ที่นั้น

lahirnya sistem penindasan

dan penzaliman.



Dan di saat itulah และ ณ วินาทีนั้นเอง มีนักเคลื่อนไหว

tumbuhnya gerakan- เพื่อการปลดปล่อยชนชาติมลายูปาตานี

gerakan pembebasan กลุ่มต่างๆ เกิดขึ้นมา โดยพยายามที่จะ

bangsa Patani dalam usaha ปลดปล่อยชนเชื้อชาติมลายูปาตานีที่ถูก

membebaskan bangsa กดขี่และทุกข์ทรมานให้หลุดพ้นจากการ

Patani yang tertindas dan ยึดครองของสยามไปสู่แนวทางสันติภาพ

menderita dari penjajahan ที่แท้จริง

Siam untuk menuju ke arah

perdamaian yang hakiki.



มีข้อความที่หน้าจอ Bagaimanakah sikap BRN seterusnya selepas perundingan 28 Februari 2013? ความว่า หลังได้พูดคุยกันวันที่ 28 ก.พ. 2013 บี.อาร์.เอ็น.มีท่าทีต่อไปอย่างไร?



Tindakan akan berterusan ต้องดำเนินมาตรการต่อไปจนกว่าระบบ

sehingga terhapusnya การยึดครองและการกดขี่ข่มเหงรังแก

sistem penjajahan dan ชนชาติพันธุ์มลายูปาตานีจะหมดสิ้น

penindasan di atas bangsa

Patani.



มีข้อความที่หน้าจอเป็นคำถามว่า Bagaimanakah sikap BRN seterusnya terhadap Bicara Damai yang akan datang? ความว่า ต่อไป บี.อาร์.เอ็น.มีท่าทีต่อการพูดคุยสันติภาพอย่างไร?



Pembicaraan akan การพูดคุยจะดำเนินต่อไปด้วยการลงบันทึก

berterusan dengan catatan ความ



Penjajahan Siam mesti ผู้ยึดครองแห่งสยามต้อง(ยอม) รับ(รอง)

menerima Malaysia sebagai มาเลเซียว่าเป็นคนกลาง (ผู้ไกล่เกลี่ย)

mediator, bukan fasilitator. ไม่ใช่เป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวกเท่านั้น



Pembicaraan berlaku di การพูดคุยเกิดขึ้นระหว่างชนชาติปาตานี

antara bangsa Patani yang ซึ่งนำโดยบี.อาร์.เอ็น. กับผู้ยึดครอง

dipimpin oleh BRN dengan แห่งสยาม

penjajahan Siam.



Dalam pembicaraan mesti ในการพูดคุยกันนั้นต้องมีสักขีพยานที่มาจาก

ada saksi dari negara ประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียน, โอ.ไอ.ซี.

ASEAN, OIC dan NGO. และองค์กรอิสระ



Penjajah Siam mesti ผู้ยึดครองแห่งสยามต้องให้อิสรภาพ

membebaskan semua แก่ผู้ต้องคุมขังทุกคนและยกเลิกหมายจับ

tahanan dan ทั้งหมดโดยปราศจากเงื่อนไข

menghapuskan semua

waran tangkap tanpa syarat.



Penjajah Siam mesti ผู้ยึดครองแห่งสยามต้องรับรอง ว่า บี.อาร์.เอ็น.

mengakui bahawa BRN เป็นกลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อการปลดปล่อย

adalah gerakan ชนชาติปาตานี ไม่ใช่เป็นผู้แบ่งแยก

pembebasan bangsa

Patani, bukan pemisah.   
 

70  หมวดหลัก / จรัญ พงษ์จีน / ลึกแต่ไม่ลับ 3 ทุนใหญ่ เคลียร์ใจ "คนแดนไกล" พูดจาภาษาดอกไม้ !!! เมื่อ: 3 มิถุนายน 2013, 12:38:47
"ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง" รองนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 กำกับดูแลฝ่ายความมั่นคง และ "รักษาการนายกฯ" คอนเฟิร์มเสียงดังฟังชัดว่า การเมืองไทย ณ วันนี้ แม้จะมีเงื่อนไขหลายประเด็นก่อตัวเป็นคลื่นใต้น้ำขึ้นมา ก็ไม่มีอะไรน่าห่วง หาก "พ.ร.บ.ปรองดอง" สามารถผ่านสภาไปได้แล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ สามารถกลับบ้านได้แน่นอน

"บิ๊กเหลิม" ทิ้งปมก่อนเข้ามุม น่าสนใจยิ่งว่า "หากนักธุรกิจ 3 คน" ประกอบด้วย "นายธนาคาร-พ่อค้าหมูเห็ดเป็ดไก่-คนขายของมึนเมา" ไม่ให้เงินสนับสนุนผู้ชุมนุม ที่ผ่านมา 3 กลุ่มนี้ออกมาสนับสนุนให้โดยเงินจำนวนมาก แล้วรัฐบาลจะอยู่ได้อย่างไร ฝากเตือนว่า ขออย่ามายุ่งเลย เพราะผมไม่ยอม จะประจาน"

แม้จะไม่ระบุตัวตน บุคคล ว่าชื่อเสียงเรียงนามใด แต่คอการเมืองส่วนใหญ่พากันอ่านออก บอกถูกว่า "คน 3 กลุ่ม" ที่ ร.ต.อ.เฉลิม แพลมมานั้น เป็นใคร ค่ายไหน อยู่ย่านใด

มีข่าวระดับ "ลึกแต่ไม่ลับ" บอกกล่าวเล่าสู่กันฟังว่า มีนักธุรกิจที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามและเคยลงขันล้ม "เครือข่ายทักษิณ" เดินสายไปเคลียร์กับ "นายใหญ่" ที่สัญจรไพรอยู่แดนไกลมาแล้วหลายกลุ่ม หลังจากพรรคเพื่อไทย ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด และ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกฯ หญิงคนแรก มีเสียงตอบรับค่อยๆ ดีขึ้นมากเป็นลำดับ ทั้งในและต่างประเทศ

คู่แข่งคือ "ประชาธิปัตย์" ดูจะง่อยเปลี้ย คงสภาพ "ทรง-ทรุด" 2 แกนนำขาใหญ่ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ-สุเทพ เทือกสุบรรณ" วันเวลาส่วนใหญ่ สูญสิ้นไปกับการเทียวขึ้นเทียวลง เวียนเทียนอยู่ที่ "ดีเอสไอ-อัยการ-ศาล" คดีเรียงร้อยห้อยเป็นตับๆ หลายกระทงความ

"เสื้อเหลือง-หลากสี-พธม." ล้า-ท้อแท้ แกนนำจูนกันไม่ติด "ทางเลือกใหม่" มืดมนอนธการ "กลุ่มทุนใหญ่" จึงพากันถอดใจ "แปรพักตร์" กันอุตลุด

มี "3 ทุนใหญ่" เดินทางไปเคลียร์ใจกับ "คนแดนไกล" เรียบร้อยหลายวงการ เริ่มจาก

1. "นายแบงก์" ที่เป็นปฏิปักษ์มาตลอด ช่วงรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" ประกาศออกพันธบัตร มี "บิ๊กเนม" นายหนึ่ง นัดบรรดาซีอีโอหลายธนาคารไปกินข้าวที่โรงแรมดังแถวๆ สีลม มีการเสวนาชี้นำ ให้แบงก์แอนตี้ ไม่ซื้อพันธบัตรของรัฐบาล

"นายใหญ่ดูไบ" รู้ข่าวคลุกวงใน ถึงกับลมออกหู โทรศัพท์สายตรง ถึง "ซีอีโอ" ซึ่งเป็น "เจเนอเรชั่นที่ 3" สอบถามกันเป็นการส่วนตัว ว่ามีการประชุมลับ เพื่อรุมกินโต๊ะ ล้มโครงการขายพันธบัตรรัฐบาลจริงหรือไม่ อีกฝ่ายตอบไม่เต็มปากเต็มคำ แต่ยืนยันว่า จะให้ความร่วมมือเต็มที่ ปราศจากเงื่อนไข

2. "พ่อค้าหมูเห็ดเป็ดไก่" เดินสายไปพบกับ "นายใหญ่" ทั้งด้วยเจตนาและความบังเอิญในต่างประเทศทั้งญี่ปุ่น-ปักกิ่ง เจรจาต้าอ้วย หย่าศึกกันเป็นที่บรรลุลงตัว สานใจ ลดช่องว่างความขัดแย้ง นับหนึ่งกันด้วย ซื้อใจ โดย "ข่าวทีวี" ของลูกชายฝ่ายหนึ่ง มาร่วม "ลงจอ" ได้แจมในกิจการทีวีที่ลูกชายอีกฝ่ายหนึ่งรับบริหารอยู่ นำร่องไปหนึ่งช่อง และจะขยายเวทีให้เป็น "สองช่อง" ในเร็วๆ นี้

3. "กลุ่มคนขายของมึนเมา" ถึงจะมาสายกว่าใคร แต่ดีกว่าไม่มา "พ่อค้า" ต้องยึดกุมสัจธรรมที่ว่า ไม่ว่าร่ำรวยอู้ฟู่ขนาดไหน ไม่มีใครอยากเป็นศัตรูถาวรกับผู้กุมอำนาจรัฐ ล่าสุด ข่าวว่า มีท้าวมาลีวราช นัดเกลี่ย "ล้างไพ่" ลดปมคาใจกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน



มีประเด็นข่าวพื้นๆ เผินๆ ดูธรรมดา แต่น่าติดตามอยู่กรณีหนึ่ง คือ เมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีงานแต่งงานระดับงานช้าง ระหว่าง "ชยาภา-เชอรี่ วงศ์สวัสดิ์" ลูกสาวของ "สมชาย-เยาวภา วงศ์สวัสดิ์" กับ "ลี นัล นัม" บุตร "เลียง นับ-อ้วน วันลี" บุตรชายของนักการเมืองคนใกล้ชิดของผู้นำเขมร "สมเด็จฮุน เซน" ระฆังวิวาห์ลั่นกลองรบกันที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี รอยัล เมอริเดียน

แอทธินี กิจการโรงแรมอันเป็นหนึ่งเครือข่ายของ "คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี"

"คุณเจริญ" ได้ชื่อว่าเป็น "เจ้าพ่อน้ำเมา" ซึ่งไม่แน่ว่า จะเกี่ยวดองข้องแวะหรือเป็นคนคนเดียวกับ "พ่อค้าของมึนเมา" ที่ "ร.ต.อ.เฉลิม" ระบุมาหรือไม่

รู้แต่ว่า การที่ "หลานทักษิณ" ลูกสาวอดีต "นายกฯ สมชาย-เจ๊แดง" ไปจัดพิธีแต่งที่โรงแรมแห่งนี้ น่าจะบ่งบอกนัยยะอะไรบางประการอยู่

จริงอยู่ที่ไปที่มาของงานแต่ง สายสัมพันธ์หนึ่ง ผูกโยงมาจาก "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" กับ "ปณต สิริวัฒนภักดี" หรือ "ลูกยอด" ของ "คุณเจริญ" แม้จะต่างวัย แต่เป็นเพื่อนร่วมรุ่น วพน.2 รุ่นเดียวกัน

จึงเป็นบันไดทอดให้ความรักความผูกพันเกิดขึ้นและดึงดูดให้มาจัดงานแต่งงานกันขึ้น

แต่น่าจะ มีโซ่ข้อกลางที่ใหญ่กว่านั้น เพราะหลังจากงานแต่งลูกสาว "เจ๊แดง" ผ่านไปไม่กี่เพลา "นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นัด 3 ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ที่นำทีมเคลียร์ใจโดย "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" รับประกันซ่อมฟรี ว่าด้วยการดับปมข่าวลือ "ปฏิวัติ" ก็ใช้สถานที่นัดหมายที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี ย่อมแสดงว่า ต้องมีการชำระสะสาง ระหว่าง "เจ้าพ่อน้ำเมา" กับ "เครือข่ายนายใหญ่" มากกว่าธรรมดา ไม่เช่นนั้นแล้ว "ยิ่งลักษณ์" จะไปใช้บริการระดับ เลี้ยง ผบ.เหล่าทัพ แน่นอน

สรุปได้ว่า พ่อค้า ไม่ว่า "นายธนาคาร-พ่อค้าหมูเห็ดเป็ดไก่-กลุ่มคนขายของมึนเมา" ซึ่งเคยเป็นปฏิปักษ์กับ "ระบอบทักษิณ" บัดนี้ น่าจะพูดจาภาษาดอกไม้กันลงตัวแล้วทุกกลุ่ม ไม่เช่นนั้นคงไม่ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันเหมือนที่บอกกล่าวมาข้างต้น
71  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / วิวาทะว่าด้วย "การเมืองเสื้อสีไม่มีอนาคต" เกษียร สมศักดิ์ ใบตองแห้ง และ ธเนศวร์ เจริญเมือง เมื่อ: 28 พฤษภาคม 2013, 08:34:08
วิวาทะว่าด้วย "การเมืองเสื้อสีไม่มีอนาคต" เกษียร สมศักดิ์ ใบตองแห้ง และ ธเนศวร์ เจริญเมือง

ประชาไท : เกิดวิวาทะในเรื่องการประเมินถึงอนาคตของขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชนในอนาคตระหว่างนักวิชาการคอลัมนิสต์บนพื้นที่เฟซบุ๊กหลายท่าน นอกจากการเหน็บแนม จิกกัดกันเล็กน้อย ตามลีลาส่วนตัวของแต่ละท่านแล้ว ประชาไทเห็นว่าประเด็นเรื่องอนาคตของขบวนการเหลือง-แดง และความเห็นแย้งในเรื่องการวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ขบวนการเคลื่อนไหว เป็นประเด็นที่ควรบันทึกและศึกษาต่อไป

 รายการ  intelligence  ทางวอยซ์ ทีวี ได้สัมภาษณ์ เกษียร เตชะพีระ ในประเด็น การเมืองเสื้อสีไม่มีอนาคต  intelligence 25 05 56 



โดยก่อนหน้าออกอากาศ ใบตองแห้ง ประชาไท  ได้ "โฆษณา"  บทสัมภาษณ์ดังกล่าวว่า

...........................

ใบตองแห้ง ประชาไท

เห็นด้วยว่าเกษียรคงถูกวิจารณ์หนักทั้งเหลืองแดง แต่นี่เป็นการมองข้ามช็อตอย่างเฉียบคมที่สุด ฟังตอนบันทึกเทปแล้วยังเปิดฟังอีกรอบ เพื่อพาดหัวและเขียนโปรโมท ยังรู้สึกทึ่ง อันที่จริง ผมก็คิดแบบเดียวกัน (อย่างที่สะท้อนในเรื่อง "เป็นแดงไม่ใช่เพื่อไทย") แต่ผมยังคิดได้ไม่เป็นระบบเท่าเกษียร

รัฐบาลประสบความสำเร็จในการสร้างอำนาจนำทางเศรษฐกิจ กุมกระแสข้างมากในสังคมไว้ได้ กลุ่มทุนธุรกิจ คนกลางๆ ที่ไม่อยู่สีใด ต้องการให้รัฐบาลนำประเทศไปสู่การก้าวกระโดดใหญ่ การเมืองเสื้อสีกำลังจะกลายเป็นคนชายขอบ พวกเสื้อเหลือง สลิ่ม สปริง แมลงสาบ กลายเป็นตัวตลก อาจจะมีคนฟังบ้างเมื่อรัฐบาลเหลิงอำนาจหรือคอร์รัปชั่น แต่พออ้าปากเรียกหารัฐประหารหรือจะเอาศาลมาล้มรัฐบาลก็มีแต่คนร้องยี้

เสื้่อแดงก็เช่นกัน แม้เสื้อแดงจะบรรลุเป้าหมายพื้นฐาน อำนาจจากการเลือกตั้งมั่นคง อำนาจนอกระบบไม่สามารถล้มรัฐบาลอีก แต่ถ้าจะไปไกลถึงขั้น "โค่นอำมาตย์" รัฐบาลเพื่อไทยก็คงไม่เอา เกษียรมองว่ารัฐบาลเพียงแต่ต้องการจัดการศาลและองค์กรอิสระเพื่อไม่ให้ประเทศอยู่ในสภาพที่มีอำนาจนำ 2 ขั้ว ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการก้าวกระโดดทางเศรษฐกิจ (แต่จะไปไกลถึงขั้นปฏิรูปศาล ปฏิรูปกองทัพ ปฏิรูปสถาบัน เพื่อไทยก็คงไม่เอา-นี่ผมต่อเติมเอง)

เสื้อแดงยังผูกกันอยู่ด้วยประเด็นนิรโทษกรรมและทวงความยุติธรรมพฤษภา 53 แต่นอกจากนี้ก็ไม่มีประเด็นอะไรที่ลึกซึ้้งร่วมกัน ความต้องการปฏิรูปด้านต่างๆ ก็ยังไม่ใช่จุดร่วมกันทั้งขบวน ซึ่งมีทั้งแดงทักษิณ แดง นปช.แดงอิสระกลุ่มต่างๆ

ประเด็นที่น่าห่วงเมื่อมองไปข้างหน้าคือรัฐบาลจะมีอำนาจมั่นคงขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่เริ่มมีท่าที "อำมาตย์จากการเลือกตั้ง" แบบปลอดประสพ แบบวรวัจน์ แบบหมอประดิษฐ์ ขณะเดียวกันแนวทางพัฒนาประเทศก็จะมุ่งไปที่ประโยชน์ของกลุ่มธุรกิจเป็นสำคัญ ซึ่งจะกระทบกับประชาชนคนเล็กคนน้อยในขณะที่ภาคประชาสังคมอ่อนแอ ยังไม่ Repositioning ให้พ้นจากการเมืองเสื้อสี แบบว่าจะต่อต้านการพัฒนาเรื่องอะไร อันที่จริงเป็นเรื่องที่ประชาชนเดือดร้อน แต่พอยะใสโดดเข้ามาใส่ซอสศรีราชา (ฟ้องผู้ตรวจการ) หรือศรีสุวรรณ จรรยา ฟ้องศาลปกครอง เป็นอันจบกัน ไม่มีใครอยากฟัง

ป.ล.ตอนท้ายๆ ไม่ใช่เกษียรพูดแต่ผมฟังแล้วเอามาเขียนเอง 555

 

.......................... ต่อมา สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล  มีความเห็นต่อบทสัมภาษณ์ของเกษียรว่า

 

(1)

หนึ่งในประเด็น "การเมืองเสื้อสี" ทีเกษียร เรียกว่า เป็นการเมือง "สุดโต่ง" และเสนอให้สังคมช่วยกันทำให้ "เป็นเรืองตลก" คือ ข้อเรียกร้องของเสื้อแดง ทีต้องการเห็น "ฆาตรกร" ได้รับโทษ นะครับBy the way, "สุดโต่ง" นี่ จะนิยามว่าอย่างไรดี? ประเด็นทีเพิ่งว่ามานี ในหมู่เสื้อแดง จะถือว่า "สุดโต่ง" ไหม? ควรทำให้เป็น "เรืองตลก" ไหม?

By the way (2) ประเด็นสถาบันกษัตริย์นั้น ถ้ามันง่ายเพียงแค่ว่า "ต้องไม่โหน ต้องไม่อ้าง" ฯลฯ อย่างที่วา ป่านนี้ วิกฤติ มันจบไปนานแล้วกระมัง? สถาบัน คงไมใช่แค่อะไรที "ถูกอ้าง" เท่าน้น กระมัง?

 

(2)

ทีน่าสังเกตด้วยว่า ในตอนท้ายสุด คุณตวงพร ซึงยังมองเป็นอะไรมากกว่า นักวิชาการใหญ๋ ยังถามว่า แล้วเสื้้อแดง ซึงดูยังมีพลัง ล่ะ? (คำตอบ เกษียร ถ้าสังเกตดีๆ ไม่สามารถ โยงเข้ากับการ "ฟันธง" ในตอนต้นได้ด้วยซ้ำ)

ประเด็นสำคัญในเรือง "เสื้อสี" ในส่วนสีแดง จริงๆ (ซึงต่างจากฝั่ง "เหลือง") คือ นี่เป็น"ฐานมวลชน" สำคัญของฝ่ายทักษิณ เพื่อไทย ซึง ตราบเท่าที ฝ่ายนี้ ยังไม่สามารถ secure ชัยชนะ เหนืออีกฝ่ายเด็ดขาด ก็ไม่มีทางทีมันจะหายไปไหนหรอก เห็นได้ง่ายๆ เมือวันอาทิตย์ทีแล้ว ที่เขาระดมมา เพื่อ "ส่งสัญญาณให้ "บางคน"

 

(3)

Finally ฟังยังไง ก็นึกไม่ออกว่า ที่เกษียร พูดนั้น โดยเฉพาะ ประเด็น "การเมืองเสื้อสีจบแล้ว" .. จะเป็น "ทางออก" ให้ "ออกจากการเมืองเสื้อสี" อย่างไร

เรืองเสื้อสี เป็นเพียงปรากฏการณ์ ทีสะท้อนปัญหาใหญ่กว่านั้น คือ การปะทะ ระหว่าง อำนาจ 2 แบบ แบบหนึ่ง คืออำนาจ เลือกตั้ง ทีทักษิณ เป็นตัวแทน และเป็นแกนนำ โดยมี "เสื้อสี" (แดง) เป็นฐานมวลชนสนับสนุน อีกอำนาจหนึง คือ อำนาจทีล้อมรอบสถาบันกษัตริย์ ตอนนี้ "ฐานมวลชน" ในลักษณะ "สีเสือ" (เหลือง) ของฝ่ายนี้ อ่อนกำลังไปเยอะ มาสักระยะหนึงแล้ว จริง แต่ว่า ฐานด้าน ตุลาการ ทหาร และ "ฐานมวลชน" ในลักษณะ "วัฒนธรรม" (คนยังเชียร์เจ้าเยอะ) ยังอยู่เยอะ

ความขัดแย้ง ระหว่าง อำนาจ 2 แบบนี้ ไม่ได้เปลี่ยนไปโดยพืนฐาน และยังมีลักษณะ stalemate กันอยู่ มันคงไม่ง่ายทีจะบอกว่า "เสื้อสีจบ"แล้วอะไรแบบนั้นกระมัง ตราบเท่าที ความขัดแย้งพื้นฐานนี้ยังอยู่ ไม่ออกมาในรูป "เสือ้สี" ก็ออกมาแบบอืน

 

 

รวมทั้งความเห็นต่อ "ใบตองแห้ง ประชาไท" ด้วยว่า

............................

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ตอบความเห็น "ใบตองแห้ง"

ที่ "ใบตองแห้ง" พูดถึง "เสื้อแดง" นั้น มาจากฐานคิดที่วา เสื้อแดง กับ รัฐบาล เป็นอะไรทีแยกกัน ซึ่งจริงๆ มันไมใช่

รัฐบาล (หรือถ้าจะใช้คำอีกอย่าง ให้คู่กัน คือ "ปีกการเมือง ของค่ายทักษิณ" ขณะที เสื้อแดง คือ "ปีกมวลชน") ต้องการ ทำเรืองเศรษฐกิจจริง แต่นี่เป็นส่วนหนึงของยุทธศาสตร์ ทีพยายามไม่ให้รัฐบาลมีลักษณะ "การเมือง" มากไป เพือป้องกันการถูกโจมตีมาก ทีวา "รัฐบาลเพียงแต่ต้องการจัดการศาลและองค์กรอิสระเพื่อไม่ให้ประเทศอยู่ในสภาพที่มีอำนาจนำ 2 ขั้ว ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการก้าวกระโดดทางเศรษฐกิจ" เป็นการกลับตาลปัตร คือ เอาปัญหาพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นประเด็นใหญ่ ของความขัดแย้งปัจจุบัน ซึง จริงๆแล้ว เนื้อแท้อยู่ทีใคร หรือ ฝ่ายไหน (หรืออำนาจแบบไหน) กุมอำานจรัฐ การ "จัดการศษลและองค์กรอิสระ" จึงไมใช่เป็นเพียงแค่อะไรบางอย่างที่ แค่ต้องการจัดการ เพือบริหารทางเศรษฐกิจเท่าน้้น แต่เป็นเนื้อแท้ และหัวใจสำคัญของการต่อสู้ทางอำนาจคร้ังนี้

ดังนั้น ตราบเท่าที่การต่อสู้ทางอำนาจนี้ ยังไม่บรรลุผล คือ ไม่มีข้างใดชนะ เหนือกว่าอีกข้างหนึง เด็ดขาด เรืองอะไรที "รัฐบาล" หรือ พูดให้ถูก คือ ทักษิณ จะโง่ ไม่รักษา "ปีกมวลชน" คือเสื้อแดงไว้? และในแง่นี้ การพูด่า การเมืองเสื้อสี เป็นเรืองของอะไรที "สุดโต่ง" ทีต้องช่วยกันทำให้กลายเป็น "ตัวตลก" จึงเป็นอะไรที "ตลก" มาก

โดยรวม ทั้งเกษียร และ "ใบตองแห้ง" หันไปสู่ "โหมด 2 ไมเอา" ทีไม่เอาไหน เหมือนสมัยก่อน จนมองไม่เห็นว่า ปัญหาการเมือง 2 ขั้วอำนาจ มันไมง่ายอย่างที่ว่า เหลือเพียงอะไรที่เป็นเพียง "ชายขอบ" "สุดโต่ง"

ปล. คำว่า "สุดโต่ง" ทีเกษ๊ยร ชอบใช้มาก ฟังแล้ว ขำแบบน่าสมเพชคนทีเขียนอะไรแบบ "สุดโต่ง" เกือบ 10 ปีแบบเกษียร คือ เอาแต่อัดนักการเมือง อย่างไม่เว้น (relentless) จน "ตกผลึก" เป็นไอเดียเรือง "ระบอบทักษิณ" ... ทังยัง เชียร์เจ้า ไปพร้อมๆกันด้วย ... การกระทำที "สุดโต่ง" มากๆ แบบนี้ ทีมีส่วนรับผิดชอบ ต่อการ "ปูบรรยากาศ" ให้เกิดวิกฤติ และรัฐประหาร (และดังนั้น จึงมี moral responsibility ต่อสิ่งทีเกิดในไม่กีปีนี้ และปัจจุบัน)

ตอนนี้ ดันหันมาค่อยว่าคนอืน "สุดโต่ง" ... เหอๆๆ น่่าสมเพชมากว่ะครับ

 .......................

ต่อมา

เกษียร เตชะพีระ

 ได้ "ตอบ" ข้อวิจารณ์ ว่า

Kasian Tejapira เนื่องจากมี "นักวิชาการเล็ก" (อะไรเล็กก็ไม่ทราบ ต้องถามเจ้าตัวเอง แต่ตอนนี้เข้าใจว่าโดนปิด FB ไปเดือนนึง โพสต์ไม่ได้เพราะสุดโต่งเกินไป.....) บิดเบือนว่าผมกล่าวว่าการเรียกร้องให้เปิดเผยความจริงและเอาผิดฆาตกรเหตุการณ์ เมษา-พฤษภา ๕๓ เป็น "การเมืองสุดโต่ง"

ท่านที่สนใจสามารถฟังการสนทนาระหว่างผมกับผู้ดำเนินรายการ Intelligence ตามลิงค์ด้านล่างได้เองว่านี่เป็นความจริงหรือความเท็จ ตามเคย? ผมพูดย้ำซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าการเรียกร้องความเป็นจริงและความเป็นธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์เคลื่อนไหวในอดีตควรดำเนินต่อไป ใช่หรือไม่? และ "การเมืองสุดโต่ง" คำนี้ผมนิยามและใช้ในความหมายอันใดกันแน่?

ส่วน "นักวิชาการเล็ก" นั้น หากอยากทราบว่า "การเมืองสุดโต่ง" หมายถึงอะไร? ผมขอแนะนำให้หาอุปกรณ์ ๒ อย่างมาก็จะทราบเอง คือ ๑) น้ำ ๒) กะลามะพร้าว

......................

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ได้ตอบประเด็นดังกล่าวว่า

(1) การเรียกร้องเรืองฆาตกร ใช่ประเด็นสำคัญของการเมืองของเสื้อสี(แดง) ในขณะนี้หรือไม่? ถ้าใช่ (และมองไม่เห็นว่า จะมีทางตอบเป็นอย่างอืนได้ยังไง) ก็หมายความว่า ต่อให้ เกษียร พูดว่า ตัวเอง "เห็นด้วย" เรืองลงโทษคนผิด การพูดในขณะเดียวกันว่า การเมืองเสื้อสีควรเป็นเรือง"ตลก" ก็ผิดแน่ๆ เพราะการเมืองเสื้อสี มีสิ่งนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญอยู่แน่ๆ

(2) หนึ่งในตัวอย่าง การเมือง "เสื้อสี" ที่เกษียร ยกของฝั่งเสื้อแดง คือ "การมองว่าปัญหาอยู่ทีอำมาตย์" ซึ่ง นี่เป็นอะไรทีเกษียร เสนอว่า "สุดโต่ง" และ ต้องทำให้ "เป็นเรืองตลก" ทีอยู่แค่ ชายขอบเสื้อแดง อาจจะมองหลายอย่างไม่รอบด้านจริง แต่ว่า การบอกว่า การโจมตีอำมาตย์ (ซึงจริงๆ ทุกคนรู้ว่า ส่วนใหญ่ทีสุด ทีเขาโจมตี ไมใช่ "อำมาตย์" แต่คือ คนทีอยู่หลัง อำมาตย์) เป็นเรื่อง "สุดโต่ง" เป็นอะไรทีควรทำให้เป็น "เรืองตลก" .. ?

(3) ระหว่าง สีเสื้อ ทีมองว่า ปัญหาอยู่ที่ทักษิณกับสีเสื้้อ ทีมองว่า ปัญหาอยู่ที อำมาตย์สองประเด็นนี้ และการมอง 2 แบบนี้ ไมได้ "เท่ากัน" ไม่เคยเท่ากัน หรือเหมือนกันเลย การมองว่า ปัญหาอยู่ที่ทักษิณ คือการไม่ยอมรับ การเลือกตังเลย (by the way นี่ ไมใช่จุดยืนของเกษียรเอง เรือง "ระบอบทักษิณ" หรอกหรือ? เคยได้ยิน ทีเขากล้าพอจะยอมรับว่า ที่โจมตี "ระบอบทักษิณ" ไปหลายปี เป็นเรือง "สุดโต่ง" ไหม?)ในขณะทีคนทีมองเรื่อง"อำมาตย์" เป็นการมอง ในเรื่องอำนาจที่ไม่ได้รับการเลือกมา ไม่ได้รับการยินยอมพร้อมใจในทางใดๆใครทีอ้าง "ประชาธิปไตย" แต่บอกว่า 2 อันนี เหมือนๆกัน ควรทำให้เป็น"เรืองตลก" เหมือนๆกัน คนนั้น เป็นพวกประชาธิปไตยดัดจริต

...................

นอกจากนั้น

ธเนศวร์ เจริญเมือง

ก็มีความเห็นต่อบทสัมภาษณ์ดังกล่าวว่า   

ข้อคิดของ ศ.ดร.เกษียร เสนอให้มองหาประเด็นทางการเมือง ให้ยุติเรื่องสี แต่ว่ามีข่าวฝ่ายตรงข้ามต้องการจะขย้ำรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มันก็เลยทำให้สีหายไปยากขึ้น ยิ่งสีแดงที่รักประชาธิปไตย และรักความเป็นธรรม สีแดงหายไมได้เด็ดขาด ถ้าหายไปสีเขียวอำมาตย์จะขย้ำทันที โดยเฉพาะในรอบ 2 ปีข้างหน้าเสนอได้ครับ แต่มันไม่มีทางหายไปได้หรอกในเร็ววัน ตราบใดที่ความพยายามขย้ำรัฐบาลของคนเสื้อแดงยังไม่หมดไป

ถ้ารัฐบาลนี้อยู่ครบเทอม เลือกตั้งแล้วชนะขาดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ถึงตอนนั้น ก็จะเป็นหนที่สองของการเลือกตั้ง แบบนี้ (ครั้งแรกคือ กุมภา ปี 2548) ถ้าอย่างนั้น ถ้าสีเหลืองลงแดงกันมากๆ กินน้ำใบบัวบกเพราะแพ้เลือกตั้งอีกครั้ง แพ้ยิ่งลักษณ์ราบคาบ ดื่มน้ำใบบัวบก กินแห้วจนหายใจไม่ออก ล้มลงสิ้นใจ การเมืองสีจะค่อยๆจางไป แต่ก็คงช้าๆครับ พูดว่า repositioning ก็ทำได้ แต่พูดก่อน แล้วค่อยๆทำ คนอยากให้เกิดรัฐประหารนั้น คิดหรือครับว่าเขาจะเลิกคิดเลิกอยาก ข้อเสนอของ อจ.เกษียร มันต้องมีเงื่อนไข อำมาตย์ไม่หยุดต่อต้านประชาธิปไตย สีมันจะหายไปได้อย่างไร หัวโจกอยู่ สีก็ต้องอยู่แน่นอนครับ




http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNMk9UWXpOemMyTWc9PQ==&sectionid=
72  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / ภารกิจนับ 1 "ประเทศ" อาณันย์ วัชโรทัย "ปรองดอง"ไม่เริ่มวันนี้ จะเริ่มวันไหน เมื่อ: 28 พฤษภาคม 2013, 08:14:33
ภารกิจนับ 1 "ประเทศ" อาณันย์ วัชโรทัย "ปรองดอง"ไม่เริ่มวันนี้ จะเริ่มวันไหน
วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 เวลา 12:02:55 น.
   
 


สัมภาษณ์พิเศษ โดย พนัสชัย คงศิริขันต์

(ที่มา:มติชนรายวัน 27 พ.ค.2556)
 
 



 
...ผมพูดในนามส่วนตัวในนาม พ.ต.อาณันย์ วัชโรทัย ผมไม่เห็น และไม่เชื่อว่าคนคนนี้เป็น แต่ข้อหาที่ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ มันโหดร้ายสำหรับคนไทยทุกคน...

หมายเหตุ - พ.ต.อาณันย์ วัชโรทัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) 1 ใน 163 ส.ส.ที่ร่วมเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. .... ให้สัมภาษณ์พิเศษ "มติชน" ถึงเหตุผลของการเสนอ ร่าง พ.ร.บ.การปรองดองแห่งชาติ ฉบับของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ด้วยการนำ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับประเทศไทย

เหตุผลที่ยื่นร่าง พ.ร.บ.การปรองดองแห่งชาติ เข้าสู่สภาคิดว่าสถานการณ์ขณะนี้เหมาะสมแค่ไหน

เรายื่น เพราะเห็นว่าสิ่งที่สภาและ ส.ส.จำเป็นต้องทำ อนาคตทางการเมืองไม่แน่นอน วันหนึ่งที่มีเจตนารมณ์อย่างนี้ แล้วเกิดสภาไม่ดำรงคงอยู่ ก็ไม่ได้ยื่น ส่วนจะพิจารณาเมื่อไร ต้องเป็นความละเอียดอ่อน ส่วนจะเอาเข้าสภาหรือไม่ ยืนยันจากนี้ไปถึงเดือนสิงหาคมนี้จะไม่มี 100% และตราบใดที่โครงสร้างพื้นฐาน2 ล้านล้านบาท ยังไม่ได้มีการแก้ไข ตราบใดที่รัฐธรรมนูญยังไม่ได้แก้ไข พวกเราก็ถอยแล้ว ถ้าแก้ไม่ได้ก็มีปัญหา ตราบใดที่การบรรเทาทุกข์ของร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ของนายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย (พท.) ยังไม่เกิด มองความเดือดร้อนของประชาชน รัฐบาลทำเต็มที่แล้ว แต่ถามว่า เวลาเหมาะสมไหมต้องดูความรู้สึกมีความเข้าใจขนาดนั้น รัฐบาลเป็นที่พึ่งของประชาชนขนาดไหน การที่รัฐบาลจะดำรงคงอยู่มีหลายองค์ประกอบ เช่น รัฐบาลรู้จักภาระหน้าที่ตัวเอง รัฐบาลบริหารงานมืออาชีพ และรัฐบาลต่อสู้คอร์รัปชั่น

เป็นไปได้หรือไม่ที่ร่าง พ.ร.บ.ปรองดองจะถูกนำมารวมกับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม

เป็นไปไม่ได้ ผมฟันธง ใครจะว่าอย่างไร ผมฟันธง มันไม่ใช่เรื่องเล่น ถ้าทำให้เกิดสันติสุข เริ่มจากสันติเสวนา ก่อนจะพูดคุยเรื่องสันติภาพ แต่นี่เป็นกฎหมายแล้ว ไปทำโดยมีหลักการชัดเจนแล้ว หลักการแห่งการยื่นร่าง พ.ร.บ.ชัดเจนหลักเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นร่าง พ.ร.บ.ของวรชัย ของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีเอามาพิจารณาร่วมกันไม่ได้เลย เพราะมันขัดกับหลักการ หลักการหนึ่งให้แยกแยะแกนนำออก อีกหลักการหนึ่งให้นิรโทษกรรมทั้งหมด จะพิจารณารวมกันไม่ได้ เพียงแต่คนละเป้าหมาย

แต่ยังมีความหวาดระแวงในฝ่ายค้าน และฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลว่าจะมีการดึงร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง มารวมพิจารณากับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยให้ล้างผิดทุกฝ่าย

ไม่ๆ ที่ผ่านมาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคมาตุภูมิ เป็นผู้เสนอถูกนำมาพิจารณาหรือยัง คือจะคิดอะไรก็ได้ แต่ต้องคิดวิเคราะห์

ปีที่แล้วมีความพยายามผลักดันร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ในสภาแต่ไม่สำเร็จ วันนี้เสนอเข้ามาสภาอีกจะสำเร็จแค่ไหน

วันนั้นบริบทมันต่างกัน รัฐบาลเข้ามาเจอน้ำท่วม แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องการให้คนปรองดองก่อน ก็คิดถูก แต่วันนั้นประชาชนยังไม่เห็นรัฐบาลทำอะไรให้ประชาชนบ้าง วันนี้คนเห็น และคนยังไม่เห็นฝ่ายค้านได้แสดงธาตุแท้อะไรออกมาบ้าง วันนี้คนเห็นแล้ว คุณมีเจตนาดีหรือเปล่าไปค้าน บริบทมันเปลี่ยนแล้ว

ร่าง พ.ร.บ.นี้จะมีโอกาสไปรวมกับร่างของ พล.อ.สนธิหรือไม่

ประเด็นฉบับของ พล.อ.สนธิ น่าจะยุติไปโดยปริยาย ในความคิดของผม ต้องมาอ่านให้ถ่องแท้ ของฉบับ ร.ต.อ.เฉลิม ท่านเป็นคนที่มองแล้วเหมือนง่ายๆ สั้นๆ แต่ละเอียดมาก ดังนั้น ทุกคนหวังเจตนาดี ไม่นั้นจะใช้คำว่านับหนึ่งประเทศเหรอ การยึดอำนาจไม่ใช่ทำให้แค่ประเทศหยุด แต่ถอยหลัง เอาง่ายๆ เลย ถ้าประเทศเราหยุดแล้วคนอื่นเดิน เท่ากับว่าเราถอยหลังแล้ว มันถอยหลังจริงๆ มันดันมาขัดแย้งกันเองในประเทศอีก เป็นสิ่งที่จำเป็น ใครได้ใครเสียอะไร มีปัญหาอะไรประเทศเสีย ประชาชนกระทบหมด

การพิจารณาทั้ง 2 ร่างจะเดิน 2 ทาง ด้วยการแยกพิจารณาไปพร้อมกันหรือไม่

ไม่ ถ้าเอาเข้าเมื่อไร บอกแล้วว่านายวรชัยต้องการบรรเทาทุกข์ความเดือดร้อน แต่ร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง เป็นการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ถามว่า ถ้าเอาเข้าก็เดินคู่ได้ ที่ต้องเร่งรีบของนายวรชัย เพราะคนอยู่ข้างในเรือนจำไม่ใช่คนชั่วโดยสันดาน แล้วเอาเขาไปจองจำก็งง เขาบอกว่าปฏิวัติไม่ถูกต้อง เรียกร้องว่าอย่าทำ ทุกองค์กรทุกหน่วยงาน ผูกพันหมด ไปป้ายสีว่าคนคนนี้ไม่จงรักภักดี ก็ผมอยู่มาตรงนี้ ชื่ออย่างนี้ นามสกุลอย่างนี้ เกิดมาเป็นโชคกุศลที่ต้นบรรพบุรุษได้รับใช้ ถ้าไปคิดอย่างนั้น มันจะอยู่ได้อย่างไร เขาไม่สาปแช่งหรอ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งยังไม่มีพฤติกรรมที่เป็นการคิดร้ายต่อสถาบันที่คนไทยเคารพ และเมื่อประชาชนเข้าใจ หลงทางไปต้องทำหน้าที่ทำความเข้าใจประชาชน

ร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ฉบับ ร.ต.อ.เฉลิม ประกาศพา พ.ต.ท.ทักษิณกลับบ้านเกิดภายในปีนี้ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ สไกป์ที่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2556 ต้องการให้นิรโทษกรรมประชาชนก่อน

ใช่ ประชาชนที่เดือดร้อน ที่เขามาเรียกร้องความเป็นธรรมให้ท่าน ท่านไม่ได้นึกถึงตัว แต่แล้วเราไม่นึกถึงท่านบ้างเหรอ ถ้าท่านบอกว่าขอร้อง เพื่อความสงบสุข แล้วเรายังเดินไม่สุดซอยจริงๆ ประเด็นผมบอก ถ้าเดินไปแล้วเจอนักเลงอันธพาลจิ๊กโก๋ท้ายซอย หรือบ้านนี้มีสุนัขดุ ไม่ได้ล็อกประตูบ้าน แล้วทำไง วันนี้ยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้เป็นต้นเหตุแห่งความขัดแย้ง จะให้ทำยังไง นี่คือสปิริต พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เอาประชาชนให้พ้นจากความทุกข์ พ.ต.ท.ทักษิณใช่ต้นเหตุความขัดแย้งหรือเปล่า จึงเกิดคำว่าก้าวไม่ข้าม ผู้นำฝ่ายค้าน (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) บอกว่าทำตัวให้ก้าวไม่ข้าม แล้ว พ.ต.ท.ทักษิณก็ทำอะไร ไม่ได้ทำอะไร แต่คนเขาเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณโดนกระทำ ผมเสียดายโอกาส เสียดายคนที่มีความรู้ความสามารถ ผมอยากเอากลับมา แล้วคนในประเทศทั้งหมดก็เคยเห็นความสามารถมาแล้ว นอกจากป้ายสีโยงมาหมด ไปถึงทำให้สิ่งที่ประชาชนเคารพระคายเคืองไปหมด ให้ร้ายป้ายสีสารพัด มันไม่ใช่ วันนี้เพื่อนทะเลาะกันแล้วพ่อแม่จะรู้สึกอย่างไร

ท่านมาลงชื่อในร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง และเข้ามาสังกัด พท. เพื่อมาการันตีให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดีนั้น ไม่ใช่ตามที่ถูกกล่าวหาใช่หรือไม่

มันไม่ใช่ ผมเป็นส่วนหนึ่งในตระกูล แล้วทำความดีมาตลอด แล้วจะทำความชั่วให้ต้นตระกูลได้ไง แต่สำหรับกรณีที่ถามมา พูดในนามส่วนตัวในนาม พ.ต.อาณันย์ วัชโรทัย ผมไม่เห็นและไม่เชื่อว่า คนคนนี้เป็น แต่ข้อหาที่ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ มันโหดร้ายสำหรับคนไทยทุกคน ไม่มีใครหรอก เวลาเราเห็นคนตื้นตันน้ำตาไหล ขอให้ได้เห็นพระองค์ท่านสักครั้งหนึ่ง คนตั้งแต่อายุ 70 ปี ลงมาเห็นพระองค์ท่านแล้ว พระราชกรณียกิจ พระราชจริยวัตรงดงาม แต่ไปปลุกกระจัดกระจายให้คนรู้เท่าไม่ถึงการณ์เข้าใจหลงทางหมด พระองค์ท่านไม่ยุ่งหรอกเรื่องเหล่านี้ คนไทยทั้งหมดเป็นลูกพระองค์ท่านทั้งนั้น

เท่าที่ได้พบกับ พ.ต.ท.ทักษิณได้พูดเรื่องที่ถูกกล่าวหาไม่จงรักภักดีแค่ไหน

คิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณพัฒนาประเทศ แล้วทำงานตั้งใจทำงาน แต่บางครั้ง คนเป็นผู้นำก็เป็นคน อารมณ์ก็คงมี ท้ายที่สุดดูหนัง "อพอลโล 13" ก็จะมีหัวหน้าแต่ละส่วนตัดสินใจ การตัดสินใจของนายกฯทำให้ คนอาจจะมองคลาดเคลื่อนไปบ้าง การทำงานเมื่อเป็นอย่างนี้ วันนี้บทเรียนที่ผ่านมาท่านฉลาด ท่านคิดออก อะไรทำให้ความรู้สึกไม่ดีก็ต้องปรับปรุง

วันนี้มองว่าถึงจุดที่ต้องก้าวข้ามความขัดแย้ง

ใช่ ต้องก้าวข้ามอดีตแล้ว จะพิจารณาตัวตนของบุคคล จะทำอะไรให้แก่ประเทศและสังคม มันเจ็บปวด ถ้าเดินมาแล้วบอกว่า คนนี้ไม่จงรักภักดี เราค้นหาความจริงแล้ว มันพอแล้ว ต้องใจกว้าง ต้องเป็นนักกีฬา ต้องรู้แพ้รู้ชนะ วันนี้จะเดินกันอย่างไร ห้ำหั่นกันอย่างเดียวจะเป็นประชาคม คือประเด็นต้องเดินข้างหน้า ประวัติศาสตร์ เป็นเครื่องสอนและเดินอย่างไรไม่ให้มีปัญหา

แต่ร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง จะเป็นการล้มกระบวนการหาความจริงหรือไม่

หามาเยอะแล้ว ตอนนี้ต้องเดินไปสู่ความยุติแล้ว หาเพื่อความปรองดองแล้วหาตั้งเยอะแล้ว เมื่อไรจะปรองดอง ถึงเวลาแล้ว พอแล้ว สิ่งที่ พล.อ.สนธิ แสดงคือ ต้องปรองดอง จึงเคารพ ยืนยัน พล.อ.สนธิรู้สึกว่าความขัดแย้งทรมานหัวใจ

ร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง จะมีโอกาสผลักดันสำเร็จหรือไม่

อยู่ที่คนที่อยู่ตรงกลาง จะพิสูจน์ถึงเจตนารมณ์อะไรคืออะไร เราพูดแต่คนนั้นได้ประโยชน์ แต่ความขัดแย้งเกิดจากผู้เสียประโยชน์ ในท้ายที่สุดนอกจากเราหันหน้าเข้ามาหากัน ยังแสดงให้เห็นความเป็นไทยชัดเจน ไม่ก้าวร้าวทำร้ายกัน ถ้าคนไทยขัดแย้งกันเอง จะไปสู่ลูกหลานได้เหรอถามว่าเหมาะสมหรือยัง ถ้าไม่เริ่มวันนี้จะเริ่มวันไหน คนไหนไม่เห็นด้วย ก็เสนอ ร่าง พ.ร.บ.ตัวเองมา ให้มานั่งคุยในสภาก็ได้ เสนอร่าง พ.ร.บ.ให้ทุกฝ่ายมาคุยกันได้
73  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / ลีลา ปรองดอง ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ของ ′เพื่อไทย′ เมื่อ: 28 พฤษภาคม 2013, 08:12:41
ลีลา ปรองดอง ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ของ ′เพื่อไทย′
วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 เวลา 14:03:02 น.
   
 


(ที่มา:มติชนรายวัน 27 พ.ค.2556)
 
 
 

ทั้งๆ ที่ภายในพรรคเพื่อไทยมีทั้ง 1 คณะกรรมการยุทธศาสตร์ 1 คณะกรรมการบริหาร แต่ดูเหมือนว่ากรณีของร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม กับ ร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ

จะปล่อยไปตาม "ธรรมชาติ"

ภาพที่ปรากฏคือ มี 40 ส.ส.ลงชื่อผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม อันมีนายวรชัย เหมะ เป็นหัวหอกร่วมกับ นายสมคิด เชื้อคง

ภาพที่ปรากฏคือ มี 156 ส.ส.ลงชื่อผลักดันร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ อันมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นหัวหอก ร่วมกับ นายพีรพันธุ์ พาลุสุข

แม้มติในที่ประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทย จะเห็นชอบในการเลื่อน ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ของนายวรชัย เหมะ และนายสมคิด เชื้อคง เข้ามาเป็นวาระเร่งด่วนรอการพิจารณาทันทีที่เปิดประชุมสภาสมัยสามัญในเดือนสิงหาคม

แต่อย่าลืมเป็นอันขาดว่ามี ส.ส.พรรคเพื่อไทย มากกว่า 150 คนเป็นบาทฐานให้กับ ร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ

เหมือนกับทุกอย่างปล่อยไปตาม "ธรรมชาติ" ของหนทางรัฐสภา

แต่ระหว่าง "ธรรมชาติ" แล้วแต่คลื่นลมจะพาไป สภาพจึงดำเนินไปอย่างสะเปะสะปะ ไร้ทิศทาง

กระทั่งอาจกลายเป็น "ยถากรรม"

มีความยากลำบากในเรื่องการปรองดอง สมานฉันท์ อย่างแน่นอน เพราะหากไม่ยากลำบากคงไม่มีร่าง พ.ร.บ.ลักษณะอย่างนี้ "ดอง" อยู่ในสภารวมแล้ว 4 ฉบับ

นับ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม กับ ร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ เข้าไปก็ 6 ฉบับ

เพียงแต่มีการเงื้อง่าออกมาว่าจะผลักดันในเรื่อง ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม กับ ร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ เข้ามาอีก 2 ฉบับ

ก็เกิดการเคลื่อนไหว

ไม่เพียงแต่พรรคประชาธิปัตย์เตรียมยื่มคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ขยับ

นี่ก็เป็นไปตาม "ธรรมชาติ" อีกเหมือนกัน

เป็นไปตามธรรมชาติอันดำรงอยู่ภายใต้กฎแห่งความโน้มถ่วงของเซอร์ไอแซค นิวตัน นั่นก็คือ เป็นผลสะท้อนจากการเคลื่อนไหว

การเคลื่อนไหว 1 สะเทือนถึงอีกการเคลื่อนไหว 1

ผลเช่นนี้เท่ากับเตือนให้ภายในพรรคเพื่อไทยต้องสำเหนียกว่า การจัดขั้นตอนแห่งความสัมพันธ์มิให้ "ธรรมชาติ" ดำเนินไปอย่าง "ยถากรรม" มีความจำเป็นอย่างสูง

มิเช่นนั้นก็ยากแก่การควบคุม

หากกล่าวในเชิงเปรียบจุดต่างระหว่าง ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม กับ ร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ อาจดำเนินไปอย่างที่อุปมา

ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ไปไม่สุดซอย

นั่นก็คือ นิรโทษกรรมให้เฉพาะชาวบ้านที่ตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเหลือง เสื้อแดง ทหาร ตำรวจ ชั้นผู้น้อย

ไม่ครอบคลุมถึงแกนนำหรือคนสั่งการ

ขณะเดียวกัน เด่นชัดยิ่งว่า ร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ ต้องการไปสุดซอย ยกประโยชน์ให้หมด ตั้งแต่ก่อนและหลังรัฐประหารเดือนกันยายน 2549

เปรียบไปก็เหมือนกับปฏิบัติการ "กินข้าว"

ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ต้องการกินเป็นคำ แต่ ร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ ต้องการฟาดหมดทั้งชาม ตามความเป็นจริง คนแต่ละคนย่อมต้องกินข้าวทีละคำ สะสมทีละคำนั้นจึงจะสามารถพิชิตจนหมดชาม

ยากเป็นอย่างยิ่งที่จะฟาดทีเดียวได้หมดชาม

ยากเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้พละกำลังความสามารถก้าวเพียง 1 ก้าวก็ไปได้สุดซอย หากแต่จำเป็นต้องก้าวทีละก้าว

สะสมความสำเร็จ สะสมชัยชนะ

คําถามอยู่ที่ว่าในฐานะเป็นพรรคการเมือง คณะกรรมการยุทธศาสตร์ คณะกรรมการบริหาร

จะกำหนดยุทธศาสตร์อย่างไร จะกำหนดยุทธวิธีเพื่อบรรลุยุทธศาสตร์อย่างไร หรือว่าปล่อยไปตามธรรมชาติ แล้วแต่ใครจะเสียงดังก็ขับเคลื่อนกันไป ไม่มีทิศทาง

ปล่อยไปตาม "ยถากรรม"



 

 วิวาทะว่าด้วย "การเมืองเสื้อสีไม่มีอนาคต" เกษียร สมศักดิ์ ใบตองแห้ง และ ธเนศวร์ เจริญเมือง
 "ศัลยกรรมขากรรไกร"อันตรายใกล้ตัวของสาวเกาหลีใต้
 "หมออ้อย" โชว์หุ่นเซี๊ยะ แบบที่สาวอายุ 20 ยังร้องว้าว
 พบตัวแล้ว! วัยรุ่นจีนมือบอน ขีดเขียนงานศิลปะโบราณอียิปต์ 3,400 ปี
 คำถามจาก "พิชัย รัตตกุล" คำตอบจาก "ชวน หลีกภัย" ไฉน เสธ.หนั่น "คนเพื่อนมาก" ทิ้งบ้าน "ประชาธิปัตย์"
 นิธิ เอียวศรีวงศ์ ถามปรองดองทำไม ?
 ชะตาพลิก! หนุ่มอาหรับฯ"หล่อมาก"ผู้ถูกเนรเทศ บอก"ดวงกำลังพุ่งแรง-รับทรัพย์เละ"
 อึ้ง ลือสะพัด"นายกญี่ปุ่น"กลัวผี ไม่กล้าเข้าพำนักในบ้านพักผู้นำ-ฝ่ายค้านบี้ถาม"มีจริงหรือไม่"
 ลีลา ปรองดอง ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ของ ′เพื่อไทย′
 นัวเนียกลางเวที "แทค" จูบดูดดื่มสาวผมบลอนด์
74  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / คำถามจาก "พิชัย รัตตกุล" คำตอบจาก "ชวน หลีกภัย" ไฉน เสธ.หนั่น "คนเพื่อนมาก" ทิ้งบ้าน "ประชาธิปัตย์" เมื่อ: 28 พฤษภาคม 2013, 08:08:44
คำถามจาก "พิชัย รัตตกุล" คำตอบจาก "ชวน หลีกภัย" ไฉน เสธ.หนั่น "คนเพื่อนมาก" ทิ้งบ้าน "ประชาธิปัตย์"
วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 เวลา 22:01:43 น.
   
 
พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ (แฟ้มภาพ)

(ที่มา:มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับ 24-30 พ.ค.2556)
 
 
 
วันที่ 21 พฤษภาคม หลังพิธีพระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพฯ

ฉากสุดท้ายในชีวิตของลูกผู้ชายชื่อ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ก็ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์ เป็นที่กล่าวถึงและระลึกถึงสำหรับคนในแวดวงการเมืองไทย

เป็นฉากชีวิตที่โลดโผน เปี่ยมไปด้วยสีสัน ดังเช่นชื่อเรื่องบอกเล่าประวัติตัวเองที่ พล.ต.สนั่น เคยจัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ.2545

"จากเด็กบ้านนอกมาเป็นทหารม้า จากบางขวางสู่ทำเนียบรัฐบาล ล้วนเป็น ผมลิขิตชีวิตเอง"



ไม่น่าแปลกใจที่ทั้งในช่วงพิธีสวดพระอภิธรรมบำเพ็ญกุศล และในวันพระราชทานเพลิงศพ จะมีบุคคลชั้นนำของแวดวงการเมืองไทยไปร่วมพิธีกันอย่างคับคั่ง อาทิ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ หัวหน้า ปชป. นายชวน หลีกภัย นายพิชัย รัตตกุล นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี ฯลฯ

เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า คุณสมบัติโดดเด่นประการสำคัญของ พล.ต.สนั่น ตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา นั่นคือ เป็นคนมีเพื่อนมาก มีเพื่อนเยอะ และผูกพัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกับ เพื่อน พวก น้อง พี่ ฯลฯ อย่างเสมอต้นเสมอปลาย

ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนฝูงตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นเด็กบ้านนอกมาจาก จ.พิจิตร ก่อนที่ต่อมาจะมาโลดแล่นบนเส้นทางของนายทหาร โดดเด่นจนดำรงยศ พันโท และเป็นนายทหารคนสนิทของ พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ

หลังผ่านมรสุมชีวิตลูกสำคัญ จากเหตุการณ์ กบฏ 20 มีนาคม 2520 ซึ่ง พ.ท.สนั่นในขณะนั้น เข้าร่วมคณะกบฏ ถูกลงโทษจำคุกตลอดชีวิต หากต่อมาได้รับอภัยโทษ และหันเหชีวิตเข้าสู่เวทีการเมืองการเลือกตั้งในที่สุด

ในสนามการเมือง "เสธ.หนั่น" ก็มีเพื่อน พวกพ้องน้องพี่มากมาย ตลอดช่วงเวลาที่ปักหลักอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์นานถึง 13 ปี เป็นเลขาธิการพรรคผู้ผลักดันให้ นายชวน หลีกภัย ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 และยังทำหน้าที่ต่อมาในสมัยที่ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน เป็นหัวหน้าพรรค

พล.ต.สนั่น ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์และต้องเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี ก่อนจะคัมแบ๊กด้วยการตั้งพรรคมหาชน จากนั้นย้ายเข้ามาร่วมงานกับพรรคชาติไทย พรรคชาติไทยพัฒนา จนกระทั่งประกาศยุติบทบาททางการเมืองลงในวันที่ 12 มีนาคม 2555

และถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2556



หนังสืออุนสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นหลักฐานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งซึ่งยืนยันได้ว่า พล.ต.สนั่น เป็นผู้ที่มีเพื่อนมาก ได้เข้าไปเกี่ยวข้องผูกพันกับผู้คนหลากหลายวงการ

และปรากฏคำไว้อาลัยที่น่าสนใจมากมาย อันเป็นสิ่งสะท้อนมุมมอง ความรู้สึกต่อตัว พล.ต.สนั่น จากบุคคลสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีหลายๆ คนอย่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์, นายบรรหาร ศิลปอาชา, พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ฯลฯ

ตลอดจนถึง พี่ เพื่อน น้อง ผู้ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ทางการเมือง ไม่เว้นแม้แต่บุคคลที่ดูเหมือนจะยืนอยู่คนละฝั่งทางความคิด หรือการปฏิบัติหน้าที่

รวมถึงมุมมองจาก "คนประชาธิปัตย์" ด้วยกัน ซึ่งสะท้อนทั้งความผูกพัน ห่วงใย และปมปริศนาความสัมพันธ์ในบางช่วงบางตอน



อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ "นายพิชัย รัตตกุล" เขียน และมีคำถามถึง พล.ต.สนั่น อย่างน่าสนใจ ตอนหนึ่งว่า

"เหมือนกับคนทั่วไป ผมมีเพื่อนฝูงไม่น้อยที่ประกอบไปด้วย เพื่อนที่แสนดี มีน้ำใจโอบอ้อมอารี มีความจริงใจต่อเพื่อนฝูง มีความเสมอต้นเสมอปลาย ไม่เคยคิดไม่ดีต่อเพื่อน ขณะเดียวกันผมก็มีเพื่อนไม่น้อยในหลายวงการที่หาความจริงใจยาก

พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นเพื่อนคนหนึ่งของผมที่มีคุณสมบัติดีดังกล่าวข้างต้น และเป็นเพื่อนที่เคยตกทุกข์ได้ยากด้วยกันมาหลายสิบปี เป็นเพื่อนรักที่มีน้ำใจแท้...

พล.ต.สนั่น เข้ามาร่วมอุดมการณ์ทางการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์ ล้มลุกคลุกคลานมาด้วยกัน จน พล.ต.สนั่นได้รับเลือกตั้งให้เป็นเลขาธิการของพรรค และเป็นผู้มีความสามารถในการประสานงานต่างๆ กับพรรคการเมืองอื่นๆ ได้อย่างดีมาก และประสบความสำเร็จ จนทำให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ ในการจัดตั้งรัฐบาลในอดีตได้หลายครั้ง

ผมไม่ทราบว่า พล.ต.สนั่น มีเหตุผลประการใดที่ภายหลัง ที่ต้องจำใจลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ เพราะขณะนั้นผมได้เกษียณตัวเองทางการเมืองไปแล้ว เมื่อคนรุ่นใหม่เข้ามาบริหารงานของพรรคประชาธิปัตย์ ผมก็ค่อยๆ ถอนตัวออกมา จึงไม่ทราบเหตุผลอันแท้จริง และจากการที่ผมเคารพในการตัดสินใจของเพื่อน จึงคิดว่าน่าจะเป็นการเสียมารยาท หากเซ้าซี้สอบถามถึงสาเหตุที่ทำให้ พล.ต.สนั่น ต้องจากพรรคประชาธิปัตย์ไป

การที่ พล.ต.สนั่น ต้องจากพรรคประชาธิปัตย์ไป ผมเห็นว่าเป็นการสูญเสียบุคลากรที่มีคุณค่ายิ่งสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ แต่ก็เป็นประโยชน์ยิ่งแก่พรรคใหม่ที่ พล.ต.สนั่น ย้ายเข้าไปและ พล.ต.สนั่น ก็ทำหน้าที่ในพรรคใหม่นั้นอย่างเต็มกำลัง ในขณะเดียวกันก็รักษาความสัมพันธ์ และความรักกับสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผมและครอบครัวของผมอย่างไม่เสื่อมคลาย"



คําไว้อาลัยที่อดีตนายกฯ และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายชวน หลีกภัย ร่วมระลึกถึง พล.ต.สนั่น มีคำตอบให้ พิชัย รัตตกุล ว่า

"...พี่หนั่นอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับความรักนับถือจากพี่น้องทุกกลุ่ม ทุกรุ่น เป็นที่รู้กันว่าพี่หนั่นเป็นคนรักเพื่อน รักพวก เพื่อนและพวกต้องการอะไรก็จะสนองให้ ในระหว่างที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล เพื่อนพ้องยิ่งมากขึ้น โดยเฉพาะเพื่อนทหาร และส่วนใหญ่ก็ออกไปเมื่อพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน พี่หนั่นเคยบ่นกับผมหลายครั้ง ว่าพรรคพวกบางคนเรียกร้องมากเหลือเกิน

ความรักเพื่อน รักพวก ทำให้เกิดปัญหาขึ้นกับหัวหน้าพรรคบัญญัติ บรรทัดฐาน เมื่อพรรคประชาธิปัตย์จะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ซึ่งพี่หนั่นไม่เห็นพ้องด้วย ท่านหัวหน้าบัญญัติต้องตัดสินใจเพื่อรักษาหลักการความรับผิดชอบในภารกิจของผู้นำฝ่ายค้านไว้ พี่หนั่นลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์เพราะรักพวกและเพื่อน

เมื่อลาออกไปแล้ว แต่โดยส่วนตัวพี่หนั่นยังผูกพันห่วงใยพรรคประชาธิปัตย์ตลอดมา ทุกครั้งที่พบกัน พี่หนั่นจะแสดงความรู้สึกห่วงใยให้เห็นเสมอ..."



ไม่ว่าเบื้องลึกเบื้องหลังความสัมพันธ์ของพล.ต.สนั่น กับพรรคประชาธิปัตย์ในบั้นปลายจะเป็นอย่างไร

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ด้วยบุคลิก ลีลา และตัวตนของ "เสธ.หนั่น" มีบทบาทต่อพรรคประชาธิปัตย์ และการเมืองไทยไม่น้อยเลย

และบางครั้ง มุมคิด ความระลึกถึงที่ถ่ายทอดอยู่ในหนังสืออนุสรณ์ ของ พล.ต.สนั่น จากบุคคลต่างๆ ก็ช่วยบันทึกย้อนหลังเหตุการณ์

และสะท้อนภาพหลายๆ อย่างได้อย่างชัดเจน
75  หมวดหลัก / นิธิ เอียวศรีวงศ์ / นิธิ เอียวศรีวงศ์ ถามปรองดองทำไม ? เมื่อ: 27 พฤษภาคม 2013, 21:44:55
  ออกจะเป็นการยากที่จะเข้าใจความพยายามของ คุณเฉลิม อยู่บำรุง ที่เสนอร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ในช่วงที่พรรคเพื่อไทยได้มีมติแล้วที่จะเลื่อน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของ ส.ส.วรชัย เหมะ ขึ้นพิจารณาเป็นวาระแรกในสมัยประชุมหน้า

ที่ว่าคุณเฉลิมพยายามนั้น ก็ได้แสดงความพยายามและมุ่งมั่นจริงด้วย เช่น นอกจากระดม ส.ส.ของพรรคให้ร่วมลงนามสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.นี้เพื่อนำเข้าสภาได้เกินครึ่งของ ส.ส.เพื่อไทยแล้ว คุณเฉลิมยังประกาศว่า นับตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคมเป็นต้นไป จะลางานไปผลักดันร่าง พ.ร.บ.นี้ด้วยการปราศรัยกับประชาชนในภาคอีสาน-ถิ่นเสื้อแดงที่หนาแน่นที่สุดในบรรดาผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ก่อนหน้านี้ ในวันที่ 27 เมษายน ระหว่างการประชุมปราบยาเสพติดที่ขอนแก่น ซึ่งมีทั้งผู้ว่าฯ และผู้การตำรวจร่วมประชุม คุณเฉลิมยังนำเรื่อง พ.ร.บ.ปรองดองของตนมาโฆษณาให้ข้าราชการที่เข้าร่วมประชุมช่วยหนุน ให้ตำรวจบอกแก่ประชาชนว่า หากมีคนชวนไปชุมนุมต่อต้าน ก็อย่าไปร่วมด้วย (วิธีเดียวกับที่ต้องลงเอยด้วยการล้อมปราบและเข่นฆ่าอย่างทารุณในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 เพราะประชาชนไม่ฟังคำปราม)

แสดงว่าคุณเฉลิมย่อมรู้เต็มอกอยู่แล้วว่า ร่าง พ.ร.บ.ของตนนั้นอาจถูกประชาชนบางกลุ่มบางเหล่าต่อต้าน และบางกลุ่มบางเหล่านั้นไม่ใช่คนของพรรค ปชป.หรือเสื้อเหลือง ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่าต้องต่อต้านอย่างไม่มีทางเป็นอื่นไปได้ แล้วจะเป็นใครไปได้นอกจากผู้ที่สนับสนุนรัฐบาลนี้

ยิ่งไปกว่านี้ เมื่อคุณเฉลิมและพรรคพวกในเพื่อไทย เสนอหลักคิดและร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ คุณเฉลิมก็ไม่พบความยากลำบากอย่างใดที่จะได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส.ส่วนใหญ่ของเพื่อไทย เพียงไม่กี่วันหลังการเสนอ หลายฝ่ายก็อ้างว่า มี ส.ส.สนับสนุนกว่าร้อย จนเกินครึ่งในที่สุด

ฮูอิส Chalerm Yoobumrung ในพรรคเพื่อไทย?

ผมประเมินเอาเองว่า ในทางก๊วนการเมืองของพรรค คุณเฉลิมบ่อยี่เจ้ย กล่าวคือ ไม่ได้มี ส.ส.ใน สังกัดŽ มากมายนัก ก็คุณเฉลิมเข้ามาอยู่ในพรรคแบบตัวคนเดียวไม่ใช่หรือ หลังจากพรรคของคุณเฉลิมล่มสลายไปแล้ว แต่ในฐานะนักการเมืองลายคราม ดาวสภา และมีแฟนชอบฟังหนาแน่นพอสมควร คุณเฉลิมได้รับความไว้วางใจสูงจากพรรคทายาทของไทยรักไทยทุกพรรคเสมอมา ผมจึงอยากเดาว่าคุณเฉลิมถูกวางตัวจากคุณทักษิณให้เป็นขาใหญ่ในพรรค เพื่อปกป้องพรรครัฐบาลจากฝ่ายค้าน ในแง่นี้คุณเฉลิมแสดงประสิทธิภาพให้เห็นได้อย่างเด่นชัด

เสียงสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ปรองดองอย่างท่วมท้น จึงไม่น่าจะมาจาก บารมีŽ ของคุณเฉลิมเอง



หนึ่งในแกนนำเสื้อแดง คือ คุณสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ซึ่งสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ปรองดองของคุณเฉลิมด้วยนั้น ได้อ้างถึงคำกล่าวของคุณทักษิณ ชินวัตร ที่แสดงความเห็นว่า ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของคุณวรชัยนั้น ยังครึ่งๆ กลางๆ ไม่สะเด็ดเท่าร่าง พ.ร.บ.ปรองดองของคุณเฉลิมŽ (ข่าวเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม)

ผมจึงออกสงสัยว่า เรื่องนี้อาจมีอะไรเกี่ยวไปถึงคุณทักษิณด้วย ... ทั้งนี้ ยังไม่พูดถึงเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.เอื้อประโยชน์แก่คุณทักษิณ เท่าๆ กับเอื้อประโยชน์แก่ศัตรูคุณทักษิณและประชาชน น่าจะเป็นร่าง พ.ร.บ.ปรองดองฉบับเดียวที่เอื้อประโยชน์คุณทักษิณ สะเด็ดŽ ที่สุด

เพิ่งมาในระยะหลังนี้เท่านั้น เมื่อปรากฏชัดว่าประชาชนบางกลุ่มคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นี้หัวชนฝา อีกทั้ง ส.ส.ฝ่ายเสื้อแดงแสดงให้เห็นความไม่พอใจที่จะนิรโทษกรรม เหมาเข่งŽ ต่างหาก สไกป์ครั้งสุดท้ายของคุณทักษิณจึงปล่อยร่าง พ.ร.บ.ของคุณเฉลิมตกดินไปเฉยๆ โดยไม่พูดถึงเลย อีกทั้งแสดงสปิริตว่า ไม่ต้องห่วงตัวเขา ขอให้ประชาชนที่ตกทุกข์ได้ยากอยู่ได้พ้นผิดตามร่าง พ.ร.บ.ของคุณวรชัยเถิด

ในขณะเดียวกัน คุณเฉลิมอ้างหลายครั้ง ทั้งแก่นักข่าวและแก่ ส.ส.ในการประชุมพรรค เน้นถึงข้อดีของร่าง พ.ร.บ.ว่า น่าจะทำความพอใจให้ฝ่ายทหาร เพื่อผู้ใหญ่ในกองทัพอึดอัดใจที่อาจต้องรับโทษทางอาญา ทั้งๆ ที่ทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา นัยยะของคำกล่าวนี้คือ ร่าง พ.ร.บ.จะทำให้ไม่มีอะไรกีดขวางการอยู่ร่วมกันโดยสันติระหว่างรัฐบาลชุดนี้กับกองทัพ

แต่นัยยะที่ไกลกว่านั้นก็คือ ร่าง พ.ร.บ.นี้เกิดขึ้นจากการเจรจาต้าอ้วยเกี้ยเซี้ยกัน ระหว่างสองค่ายเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่ (อ้ายที่ตะโกนโหวกเหวกค้านแหลกอยู่ข้างนอกนั้น คือพวกตกกระแส หรือถูกถีบออกไปจากกระแส) นี่คือเงื่อนไขขั้นต่ำที่ชนชั้นนำจะปรองดองกันต่อไปได้ ส่วนประชาชนจะดองด้วยหรือไม่ ในทรรศนะของชนชั้นนำ ไม่สู้จะมีความสำคัญนัก

ทั้งหมดนี้เป็นแค่เรื่อง คิดไปได้Ž เท่านั้นนะครับ เพราะการเมืองของชนชั้นนำย่อมเล่นกันอยู่หลังม่าน ไม่เคยเปิดออกมาให้สาธารณชนได้รู้เห็น เราเพียงแต่รู้ว่าที่แพลมออกมาให้ดูนั้น ไม่ใช่ของจริง

และเพราะถูกกันอยู่นอกม่านดังนี้ ผมจึงไม่เห็นประโยชน์อันใดที่จะพยายามจะไปล้วงลูกรู้ลับอะไรของเขา เพียงแต่ขอให้ประชาชนนอกม่าน มั่นคงในหลักการที่ถูกต้องไว้เสมอ จะทำให้ชนชั้นนำฝ่ายใดได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์จากความถูกต้อง ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่เราจะไปกังวล



ผมจึงอยากเสนอความเห็นของผมที่มีต่อร่าง พ.ร.บ.ปรองดองของคุณเฉลิม แม้ว่ามีนักวิชาการผู้มีชื่อเสียงได้แสดงความเห็นไปแล้ว ผมก็ขอเสนอมุมบางมุมที่ผมคิดว่ามีความสำคัญต้องยึดให้มั่นไว้

1/ปฏิเสธไม่ได้ว่า คุณทักษิณไม่ได้รับความยุติธรรมจากกระบวนการสืบสวนและตัดสินความผิด หลังจากรัฐประหาร 2549 แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า คุณทักษิณไม่มีความผิด (ทางอาญา? ทางการเมือง? ทางศีลธรรม?) เสียเลย อย่างน้อยก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า คุณทักษิณถูกผู้คนจำนวนไม่น้อย (ถึงไม่ใช่ข้างมาก) สงสัยในความสุจริตใจหลายเรื่อง ฉะนั้น พ.ร.บ.ปรองดองที่ดี ต้องทำให้คุณทักษิณได้รับความยุติธรรม แต่ในส่วนที่เป็นข้อสงสัยในความผิดต่างๆ คุณทักษิณต้องมีภาระเท่าประชาชนทั่วไป คืออาจถูกกล่าวโทษฟ้องร้องได้ ตามกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใส และเป็นปกติ

เช่นโดยส่วนตัว อย่างไรเสียผมก็ยังไม่แล้วใจอยู่นั่นเองว่า คุณทักษิณไม่ต้องรับผิด (อย่างน้อยก็ทางการเมือง) ต่อการตายของผู้คนที่กรือเซะ, ตากใบ และ 2,500 ศพที่ถูก ตัดตอนŽ คดียาเสพติดบ้างเลยหรือ เราจะพูดถึง ประชาธิปไตยŽ ไปทำไม ถ้าผู้นำฝ่ายบริหาร ลอยนวลŽ ไปได้ในเรื่องเหล่านี้... แน่นอนผมรู้ดีว่า หากมีการสอบสวนเรื่องเหล่านี้อย่างยุติธรรม อาจมีคนใหญ่คนโตอื่นๆ อีกหลายคนที่ต้องเข้ามามีส่วนรับผิดต่อเรื่องเหล่านี้ด้วย แต่ตามหลักการที่ผมกล่าวข้างต้นนะครับ เป็นเรื่องของมึง กูไม่เกี่ยว เราเอาแต่หลักการที่ถูกต้อง ลมจะเพจะพัดไปทางไหน ไม่ใช่ธุระของเรา

2/นี่คือหลักการเดียวกับที่เราไม่สามารถอภัยโทษให้แก่ผู้นำรัฐบาลที่ปล่อยให้เกิดการสังหารหมู่กลางเมืองใน พ.ศ.2553 ได้ นี่ไม่ใช่เรื่องของความแค้นส่วนตัวที่มีต่อพวกเขา (อย่างที่สื่อกระแสหลักไปตั้งคำถามอย่างนี้กับญาติของเหยื่อ) แต่เราต้องช่วยกันสร้างประเทศไทยที่ลูกหลานของเราจะไม่ถูก ตัดตอนŽ อย่างง่ายๆ เช่นนี้อีก หลังจากมีการสังหารลับและสังหารหมู่กลางเมืองกันมาหลายครั้งในช่วงชีวิตของผม การล้อมปราบประชาชนอย่างป่าเถื่อนครั้งนี้ต้องเป็นครั้งสุดท้าย เราจะมีประเทศไทยที่ปลอดภัยได้อย่างไร ถ้าเราไม่ดำเนินคดีจนถึงที่สุดแก่ทุกคนที่มีส่วนรับผิดชอบ

ในฐานะมนุษย์ด้วยกัน เราควรเสียใจแก่ญาติสนิทมิตรสหายของผู้สั่งการฆ่าประชาชน (รวมทั้งผู้ปฏิบัติงานซึ่งทำเกินหน้าที่-กฎหมายไม่ได้ยกเว้นให้หมด) หากเขาถูกคำพิพากษาให้จำคุกในภายหน้า (ด้วยความหวังอย่างแรงกล้าว่า ถึงตอนนั้นประเทศไทยจะเลิกโทษประหารไปแล้ว) ตามความเข้าใจของผม นี่คือการปฏิบัติธรรมตามหลักพุทธธรรม เราไม่ได้ผลักดันให้ลงโทษเพื่อความสะใจส่วนตัว แต่เพื่อคนไทยรุ่นต่อๆ ไปว่า เขาจะไม่ต้องมีชีวิตภายใต้รัฐบาลที่อาจหันมาเป็นศัตรูกับประชาชนของตนเองเมื่อใดก็ได้ ทั้งนี้ รวมทั้งลูกหลานคุณอภิสิทธิ์และคุณสุเทพ รวมทั้งลูกหลานของทหารทุกคนที่ปฏิบัติการนอกสั่งด้วย... คนที่เราไม่มีทางจะได้เห็นหน้าค่าตา แต่ก็รู้จากประสบการณ์ของตนเองในฐานะมนุษย์ว่า เขาย่อมเจ็บปวดเป็นเหมือนเรา (เมตตา-เห็นทุกข์ของคนอื่นและสิ่งอื่นอย่างไม่ยึดมั่นถือมั่นกับตัวตน)

กฎหมายปรองดองที่ดี ต้องเป็นกฎหมายที่ไม่ขัดกับหลักของพุทธศาสนา ที่คิดว่าให้เลิกแล้วต่อกันให้หมดคือการปฏิเสธหน้าที่อันพึงปฏิบัติของพุทธศาสนิกชน เพราะเท่ากับปล่อยให้คนไทยอีกจำนวนมากทั้งในปัจจุบัน และอนาคตต้องมีชีวิตอยู่ในการเมืองที่ปราศจากความปลอดภัยด้วยประการทั้งปวง



3/พ.ร.บ.ปรองดองที่ดีต้องมีลักษณะบางอย่างที่ตรงกับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของคุณวรชัย เหมะ เช่น หลักการเหตุผลที่ต้องออกกฎหมายต้องยึดระบอบประชาธิปไตยเป็นตัวตั้ง (ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นคนไทยด้วยกันอย่างร่างของคุณเฉลิม) และด้วยเหตุดังนั้น จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า การใช้กฎหมายในช่วงนั้นไม่ได้ทำไปอย่างสุจริต (หลักการขั้นพื้นฐานของสถาบันตุลาการเลยทีเดียว ซึ่งผู้พิพากษาต้องใส่ใจหลักการข้อนี้ให้มาก มิฉะนั้น สถาบันตุลาการจะกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองไปในทันที) ไม่เฉพาะแต่กฎหมายว่าด้วยการชุมนุม, ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน, หรือขัดขืนการจับกุมของเจ้าพนักงานเท่านั้น แต่รวมไปถึงกฎหมายห้ามดูหมิ่น หมิ่นประมาท และแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อบุคคลในสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย ดังนั้น กฎหมายปรองดองที่ดีต้องรวมความผิดใน ม.112 ไว้ด้วย (จะเขียนอย่างเปิดเผยหรือโดยนัยยะก็ตาม) อันที่จริงควรรวมความผิดทุกอย่างที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า มีการใช้กฎหมายโดยไม่สุจริตเพื่อเป้าหมายทางการเมือง

ปรองดองกันแล้วกลายเป็นเผด็จการทหาร, เผด็จการอำมาตย์, หรือเผด็จการทักษิณ-เฉลิม ก็ไม่รู้จะปรองดองกันไปทำไม ความปรองดองที่แท้จริง และเป็นไปได้ในโลกปัจจุบัน คือปรองดองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย-มนุษยธรรม จึงต้องยึดหลักประชาธิปไตย-มนุษยธรรมไว้ให้มั่น ไม่ใช่ดองกันไปเรื่อย... เปื่อยเปล่าๆ
76  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / มติชนวิเคราะห์...รัฐบาลแลกหมัด เร่งโชว์"ผลงาน" "การเมือง"ไม่ปรองดอง เมื่อ: 27 พฤษภาคม 2013, 07:36:10
ท่าทีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่สไกป์เข้าไปปราศรัยต่อคนเสื้อแดงระหว่างรำลึก 3 ปี วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ที่แยกราชประสงค์ นั้นฟังดูเผ็ดร้อน

จากการปราศรัยยืดยาว มีประเด็นที่ถูกจับขึ้นมาชู 2 เรื่อง

หนึ่ง กรณี "แอ้ด 600 ล้าน" ที่พาดพิงไปถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. และยังพาดพิงไปถึงคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. อีกด้วย

สอง พ.ต.ท.ทักษิณสนับสนุนร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ฉบับนายวรชัย เหมะ ที่เสนอให้นิรโทษชาวบ้านเพียงอย่างเดียว ส่วนแกนนำ หรือผู้สั่งการ หรือแม้กระทั่ง พ.ต.ท.ทักษิณยังต้องรอไปก่อน

คำปราศรัยสนับสนุน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของนายวรชัย และคณะ สอดรับกับความต้องการของคนเสื้อแดง สอดรับกับมติพรรคเพื่อไทย และสอดรับกับรัฐบาล

เป็นการสอดรับในช่วงจังหวะที่มวลชนคนเสื้อแดงเริ่มแคลงใจ ... รัฐบาลอยู่มาเกือบ 2 ปีทำอะไรให้คนเสื้อแดงที่ต้องคดีบ้าง ?

และหลังจากคำถามนี้ดังขึ้นเรื่อยๆ พรรคเพื่อไทยและรัฐบาลจึงต้องขับเคลื่อนให้ปรากฏ ผลงานŽ

ผลงานให้มวลชน !

เช่นเดียวกับท่าทีของ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่กังวลกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าเกินไป

นายกิตติรัตน์พยายามส่งสัญญาณให้ธนาคารแห่งประเทศไทย รวมทั้งคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อบรรเทาปัญหา แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่เห็นด้วย เพราะเกรงจะกระทบเงินเฟ้อ

สุดท้าย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อแก้ไขปัญหาค่าเงิน เพราะเงินบาทแข็งค่ามากเกินไปทำให้ภาคการส่งออกเดือดร้อน และเมื่อเงินนอกไหลเข้าประเทศมาก ส่งผลให้เสี่ยงต่อการเกิดฟองสบู่ในอนาคต

หากเศรษฐกิจมีปัญหา รัฐบาลก็ต้องมีปัญหา !

นี่จึงเป็นอีกความเคลื่อนไหวที่มีการปะทะกันระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายประจำ ซึ่งวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ กนง.จะประชุมกันอีกครั้ง แต่ไม่ทราบว่าจะพิจารณาเรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างไร ?

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังต้องผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 ในวันที่ 29-30 พฤษภาคมนี้ โดยฝ่ายค้านมีพรรคประชาธิปัตย์ เป็นแกนนำ จัดเตรียม ส.ส.ไว้อภิปรายวาระ 2-3 ประมาณ 70 คน โฟกัสเรื่อง ปกปิดหนี้Ž และติดตามนโยบายจำนำข้าวของรัฐบาลอีกรอบ

สำหรับการติดตามนโยบายจำนำข้าวของรัฐบาลรอบนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน

การอภิปรายนโยบายจำนำข้าวในรอบก่อน เป็นการโจมตีขณะที่รัฐบาลยังไม่เริ่มปฏิบัติ หรือเพิ่งปฏิบัติ แต่การอภิปรายรอบนี้ ถือว่ากระทรวงพาณิชย์ปฏิบัติไปแล้ว

จึงพอจะมองเห็น "ผลงาน" ว่าสำเร็จ หรือล้มเหลว ของนโยบายจำนำข้าวนี้

ขณะที่เรื่องการกู้หนี้นั้น ย่อมพัวพันไปถึงการกู้ 3.5 แสนล้านบาท เพื่อบริหารจัดการน้ำ และการกู้ 2.2 ล้านล้านบาท เพื่อจัดระบบรางของไทยแบบยกเครื่อง

ขณะที่การกู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท ที่มี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นเจ้าโครงการ ดูจะมีภาษีกว่า เพราะทุกอย่างเปิดเผยแบบให้เห็นและตรวจสอบได้ แต่การบริหารจัดการน้ำ ด้วยงบ 3.5 แสนล้านบาท ที่ นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดูแล กำลังถูกตั้งคำถาม
 
3.5 แสนล้านบาท ทำไปถึงไหนกันแล้ว ?

เวลาที่ผ่านมาเกือบ 2 ปี รัฐบาลต้องตอบคำถามว่า นโยบายจำนำข้าวสำเร็จหรือล้มเหลว

ต้องตอบว่า การจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทไปถึงไหนแล้ว ?

ผลงานของรัฐบาลในเรื่องใหญ่ๆ นั้นสำเร็จหรือล้มเหลว ?

จากความเคลื่อนไหวใหญ่ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ทั้งการผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม การแก้ปัญหาค่าเงิน การจัดการน้ำ ผลการปฏิบัติในนโยบายจำนำข้าว หรือการเปลี่ยนระบบโลจิสติกส์ของประเทศ

ทุกอย่างล้วนคือผลงาน

ผลงานทางการเมืองที่พรรคเพื่อไทยต้องการให้มวลชนคนเสื้อแดงประจักษ์ ผลงานสำเร็จในนโยบายรัฐบาล ที่ต้องการทำให้คนที่เลือกพรรคเพื่อไทยสัมผัสได้

อย่าลืมว่า พรรคเพื่อไทยนั้นมีจุดแข็งที่ "ผลงาน" ความนิยมของพรรคเพื่อไทยอยู่ที่ความสำเร็จของผลงาน

ดังนั้น รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยจึงเดินหน้าเต็มตัว

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ยังคงมองเห็นทุกอย่างตรงข้ามกับพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ก็มองเห็นว่า หากพรรคเพื่อไทยไม่มีผลงาน...ก็บ้อจี๊

ดังนั้น สถานการณ์การเมืองในวันนี้จึงเป็นสถานการณ์ที่บีบบังคับให้พรรคเพื่อไทยและรัฐบาลต้องเดินหน้า เพื่อให้เกิดผลงาน

ทั้งนี้ เพราะสถานการณ์ขณะนี้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยเป็นต่อ แม้กลุ่มฮาร์ดคอร์ปล่อยข่าวยั่วยุหวังให้ทหารทำรัฐประหาร แต่สุดท้ายฝ่ายทหารก็ไม่สน

แม้มีการคาดเดาว่าจะยุบสภาช่วงปลายปีนี้ แต่ฟังเสียงจากนายกรัฐมนตรี และคำให้สัมภาษณ์ของ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ล่าสุด...การยุบสภาคงต้องรอไปก่อน

แม้จะมีปัจจัยจากองค์กรอิสระ โดยเฉพาะวันที่ 29 พฤษภาคม

ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังการพิจารณาคำร้องกรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่? แต่ทุกอย่างต้องตัดสินอยู่ในกรอบกติกา

เพราะพรรคเพื่อไทยเองก็เตรียมชำแหละผลการพิจารณา หากพบว่ามีการพิจารณานอกกรอบนิติรัฐ-นิติธรรม

เหลือแต่ "ผลงาน" นี่แหละที่มีผลต่ออนาคตของรัฐบาล และความเชื่อมั่นในพรรคเพื่อไทย

จึงไม่แปลกหากเห็นท่าทีของพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลในช่วงนี้เปลี่ยนไป

จากเดิมที่เคยชะลอ ยอมถอย และเฝ้ารอ กลับกลายเป็นใส่เกียร์เดินหน้าเพื่อผลงาน

หากมีการขัดขวางมิให้พรรคเพื่อไทยและรัฐบาลสร้างผลงานตามที่ได้แถลงนโยบายหรือสัญญากับมวลชนไว้...ทั้งเพื่อไทยและรัฐบาลคงไม่ยอมถอย

การเมืองในระยะนี้จึงเห็นพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลยอมแลกหมัด ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ยอมเลิกรา

ทั้งสองฝ่ายยังเผชิญหน้า....การเมืองยังไร้วี่แววปรองดอง !
77  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / 8 คลิป เผาเซ็นทรัลเวิร์ล ซึ่งไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อนวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เมื่อ: 26 พฤษภาคม 2013, 20:20:40

8 คลิป เผาเซ็นทรัลเวิร์ล ซึ่งไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อนวันที่ 19 พฤษภาคม 2553
ขอบคุณเจ้าของคลิป กูต้องได้ 10 ล้าน จากทักษิณแน่ๆ

ขอให้เปิดดูทุกคลิป แต่ละคลิปจะเรียงลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ของทีม รปภ. ตั้งแต่อยู่ในห้าง อพยพออกมาจนถึงสนามกิฬา

ประเด็น รปภ./ จนท.ต่อแถวเช็คชื่อ มีประกาศชัดเจนว่าให้ตรวจบัตร
มีประเด็น คือ ตอนที่อพยพ จนท.ออกจาก CTW จนท.ในเครือของ CT ทุกคนต้องติดบัตรประจำตัว ซึ่งเป็นระเบียบปฏิบัติ แต่มีคนกลุ่มหนึ่งแฝงตัวมาในกลุ่ม รปภ. (คำให้การพยาน) ซึ่งชาว CTW ไม่เคยพบหน้ามาก่อน แต่แฝงตัวมาในกลุ่ม และสามารถผ่านจุดตรวจของตำรวจทหารได้ มันชักจะยังไงๆ อยู่นะ

เชิญพิจารณา และช่วยกัน "แชร์"
ส่งต่อเพื่อชวนให้เพื่อน Facebook ของท่าน หาความผิดปกติ
จากคลิปเหล่านี้ด้วยตนเอง

คลิป 1 Central world security team got hit by the invader
http://youtu.be/IneqaK4k7NI
รปภ.โดนระเบิดจากผู้บุกรุก จากภาพเหตุการณ์

คลิป 2 Central world Staff prepare for Evacuate the Building
http://youtu.be/oGMejdvred4
รปภ./ จนท.รวมกัน ณ จุดรวมพล

- ประเด็น คลิปที่ 1 และ 2 แย้ง อดีตรองนายกสุเทพ ที่กล่าวแถลงในสภาว่า จนท. CTW ออกจากอาคารตั้งแต่บ่ายแล้ว อดีตรองนายกประชาชน จริงๆ เจ้าหน้าที่ยังอยู่ในอาคาร

คลิป 3 Central world staff move out but got fire from nowhere
http://youtu.be/QDtcV60z-hM
รปภ./ จนท.ออกจาก CTW และแตกตื่นหลับกระสุนไม่ทราบสังกัด

คลิป 4 Central world staff- RUN FOR LIFE
http://youtu.be/yG7LdbTw11A
รปภ./ จนท.ออกจาก CTW หนีอย่างตื่นตระหนก

- ประเด็น คลิป 3 และ 4 แย้งนายสุเทพว่า จนท.CTW ออกจากอาคารตั้งแต่บ่าย แต่ออกมาจากอาคารตอน 16.40 น. ทยอยออกมาจากอาคาร และมีการยิงข่มขู่โดยกลุ่มติดอาวุธไม่ทราบสังกัด ที่แม้แต่ตำรวจยังต้องหมอบหลบกระสุน

คลิป 5 Central world staff- WALK THE ROAD
http://youtu.be/LaJ6XRFrGfw
รปภ./ จนท.ออกจาก CTW เดินไปสนามกีฬา

- ประเด็น คลิปที่ 5 ใครกันนะ ที่สามารถทำให้ รปภ./จนท. CTW นับร้อย
ต้องออกมาจาก CTW และหนีหัวซุกหัวซุน
หรือจะเป็น "ชายแต่งกายคล้ายทหาร"

จากประโยคให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ชุมพล
"กว่าพวกเขาจะปลอดภัย ก็ตอนไปถึงสนามกีฬานู่นแล้ว"

คลิป 6 Central world staff- The STADIUM 1
http://youtu.be/NomjEN24B_E

คลิป 7 Central world staff- The STADIUM 2
http://youtu.be/AyYqpuiDVGE
คลิป 6-7 รปภ./ จนท.อยู่หน้าสนามกีฬาแห่งชาติ

- ประเด็น คลิปที่ 6 และ 7 ให้เห็นภาพการอพยพของ จนท. CTW ซึ่งระหว่างทางท่านจะพบว่า ผ่าน "กองกำลัง" ของ "ทหาร" และ "ตำรวจ" จำนวนมาก แต่เป็นที่น่าสังเกตุว่า หากชายชุดดำมีเพียงหยิบมือจริง ทหาร-ตำรวจ ซึ่งมีจำนวนมากมาย ทำไมไม่สามารถจับชายชุดดำ หรือ ชายแต่งกายคล้ายทหาร ได้แม้แต่คนเดียว

คลิป 8 Central world staff- The QUEUE
http://youtu.be/crCqeVLF9S4
78  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / Re: "พัลลภ"แฉซ้ำถูก"จำลอง"เพื่อนรักหลอกใช้ ยัน"สุรยุทธ์"วางแผนล้ม "ทักษิณ" จี้ออกจากองคมนตรี เมื่อ: 21 พฤษภาคม 2013, 11:26:16
แฉ "สุรยุทธ์" เสียสัจจะ ที่บอกจะไม่เป็นนายกฯ
 
เมื่อถามว่า พล.อ.สุรยุทธ์ ระบุว่า ไม่อยากเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ คมช.เชิญให้ไปเป็นนายกรัฐมนตรี พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า "คงต้องไปถามท่าน ผมเดาใจไม่ถูก เพราะทุกคนงงหมด ผมก็งง" เมื่อถามว่า แสดงว่า พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นตัวตั้งตัวตีในการวางแผนล้มรัฐบาล พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า จะพูดว่าตัวตั้งตัวตีคงไม่ได้หรอก แต่ว่าการประชุม พล.อ.สุรยุทธ์ จะมาทุกครั้ง เมื่อถามว่า พอจะบอกได้หรือไม่ว่า คนที่เป็นแกนนำในการล้มรัฐบาลเป็นใคร พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า อันนี้ตนบอกไม่ได้ เพราะว่าตนไม่อยากพาดพิงถึงคนอื่น แต่เมื่อ พล.อ.สุรยุทธ์ มาพาดพิงถึงตน ตนก็จะพูดถึง พล.อ.สุรยุทธ์ เท่านั้น ซึ่งการประชุม 3-4 ครั้ง ก็จะมีการพูดถึงแนวทางเรื่องการล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ตลอด อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นคนเสนอในที่ประชุมเองว่า การทำงานครั้งนี้ เราทำเพื่อประเทศชาติ ทุกคนต้องไม่หวังตำแหน่งลาภยศใด ๆ
 
"หลังจากที่ปฏิวัติรัฐประหาร พล.อ.สุรยุทธ์ ก็ไปเป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้พูดง่าย ๆ พวกเราผิดหวังมาก และผมก็ผิดหวัง ตอนแรกก็ชื่นชม พล.อ.สุรยุทธ์ มากเกี่ยวกับแนวความคิดดังกล่าว พูดง่าย ๆ พล.อ.สุรยุทธ์  เสียสัจจะกลายเป็นคนไม่มีสัจจะและผิดมติในที่ประชุม แต่ท่านอ้างว่า ได้ประชุม ได้คุยกัน ซึ่งถือว่าเป็นการผิดมติในที่ประชุม ซึ่งในการพูดคุยในวันนั้นมีประมาณ 7 คน ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมืองทั้งนั้น ซึ่งหลังจากนั้น ผมไม่ได้พูดจากับพล.อ.สุรยุทธ์อีกเลย เจอหน้ากันก็ทำเหมือนคนไม่รู้จัก ทั้งๆ ที่เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของตน และเป็นนายทหารรุ่นน้อง สมัยที่ตนเป็นผบ.ค่ายสฤษดิ์เสนา ส่วนพล.อ.สุรยุทธ์ เป็นผู้บังคับหมวด" พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า
 
ย้ำ
 
เมื่อถามว่า ในการพูดคุยมีการวางแผนอย่างไร พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า "อย่างแรก คือการวางแผนทางด้านกฎหมาย และการทำรัฐประหารว่าจะทำอย่างไร ซึ่งการที่ผมไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ท่านทราบหมดแล้ว แต่ท่านถามตนในลักษณะใช่หรือไม่ใช่ ยกตัวอย่างเรื่องที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เล่าให้ผมฟังคือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กับ พล.อ.สุรยุทธ์  มีครั้งหนึ่งที่เชิญ พล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ อดีต กกต. ไปพบที่บ้าน พล.ต.จำลอง แถวราชวัตร และล็อบบี้ให้ พล.อ.จารุภัทร ถอนตัวออกจาก กกต. เพื่อล้มการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2549  ซึ่งพล.อจารุภัทร รายงานให้พ.ต.ท.ทักษิณได้รับทราบ จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณไปหา พล.อ.สุรยุทธ์ที่ทำเนียบองคมนตรี เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง แต่พล.อ.สุรยุทธ์ปฏิเสธ"

"เรื่องแบบนี้พล.ต.อ.วาสนา  เพิ่มลาภ อดีตประธานกกต.เคยได้รับเชิญไปที่บ้านสุขุมวิท เพื่อไปพบ พล.อ.สุรุยุทธ์ และล็อบบี้ให้ลาออกออกจากตำแหน่ง และล้มการเลือกตั้ง ดังนั้น เรื่องนี้ไม่เป็นความลับ พ.ต.ท.ทักษิณรู้ดีตั้งแต่ต้นว่า จะมีการล้มรัฐบาล เพราะ มีแหล่งข่าวที่ติดตามพวกที่เคลื่อนไหวทั้งหมดเพียงแต่มาสอบถามผม ว่า เรื่องที่รู้มาจริง หรือไม่ เมื่อตอนที่ผมเดินทางไปพบพ.ต.ท.ทักษิณที่จีน" พล.อ.พัลลภกล่าว

เมื่อถามถึงความสัมพันธ์กับ พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นอย่างไร พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า "ไม่เคยมีปัญหาอะไร ท่านเป็นลูกน้องผมถึง 6 รุ่น" เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ พุ่งเป้าไปที่ พล.อ.สุรยุทธ์ เพื่อพาดพิงถึงสถาบันเบื้องสูงใช่หรือไม่ พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า "ไม่ทราบ" เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณรู้ตลอดเวลาว่า จะถูกปฏิวัติใช่หรือไม่ พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า "ท่านรู้มาตลอดทุกเรื่อง แม้แต่แผนการปฏิวัติ ซึ่งไม่รู้ว่า ปฏิวัติเมื่อไร แต่ท่านประมาท เพราะไว้ใจคนใกล้ตัว และเพื่อนตท.10 ที่คุมกำลังอยู่ในกองทัพ"

" ส่วนการลอบสังหารพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มี ซึ่งการรัฐประหารโดยปกติจะต้องล็อกตัวนายกฯ ซึ่งคนละเรื่องกับการลอบสังหาร ขอยืนยันว่า ไม่มีการลอบสังหาร แต่อาจเป็นการเข้าชาร์จหรือ ล็อกตัวนายกฯ" เมื่อถามว่า เหตุใด พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ออกมาพูดในช่วงนี้ ทั้ง ๆ ที่รู้แผนการปฏิวัติมานานแล้ว พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า "ท่านรู้มานานแล้ว แต่คงหาคนอ้างอิงไม่ได้ เผอิญผมเดินทางไปหาท่านพอดี จึงหาพยานเสียเลย "
 
อ้างเข้าหา "ทักษิณ" ไม่อยากเห็นคนไทยฆ่ากัน

เมื่อถามว่า จนถึงขณะนี้ประเทศชาติจะมีทางออกอย่างไร เมื่อมีกลุ่มเสื้อแดงออกมาชุมนุม พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า ที่ตนตัดสินใจไปพบพ.ต.ท.ทักษิณ คือเรื่องความวุ่นวายในบ้านเมือง ซึ่งตนไม่อยากเห็นคนไทยฆ่ากัน เกิดสงครามการเมือง ซึ่งมีผู้ใหญ่ในบ้านเมืองให้สัมภาษณ์ว่า คนที่จะแก้ไขปัญหาได้คือพ.ต.ท.ทักษิณ จึงทำให้ตนอยากพบพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งวันนี้เงื่อนไขทางการเมืองเปลี่ยนไป คือ รัฐบาลตั้งขึ้นมาโดยไม่มีความชอบธรรม เป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตย เพราะต้องให้เสียงข้างมากเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล แต่นี่เป็นการล็อบบี้กันแบบงูเห่า ซึ่งมองว่า ไม่ถูกต้อง เพราะควรให้เสียงข้างมากตั้งก่อน หากเขาตั้งไม่ได้ ตัวเองจึงจะค่อยตั้ง แต่เป็นการชิงตั้งก่อน

เมื่อถามว่า เหตุการณ์จะยุติอย่างไร  พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า ตนก็มองไม่ออกว่าเหตุการณ์จะยุติอย่างไร เมื่อถามว่า มีทางหรือไม่ที่รัฐบาลจะยอมลาออก เพื่อให้ประเทศชาติเดินต่อไปได้ พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า ตนไม่รู้ เพราะไม่ได้คุยกับใครเลย เมื่อถามว่าประเมินสถานการณ์จะมีความรุนแรงหรือไม่ พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า อยู่ที่จุดมุ่งหมายว่าเขาต้องการทำอะไร พูดง่าย ๆแบบพฤษภาทมิฬ เมื่อ พล.ต.จำลอง โดนจับ และตนเป็นคนนำ และเกิดเหตุการณ์นักศึกษาตีตำรวจบาดเจ็บเราจึงเข้าไปช่วยนักศึกษา ตีตำรวจ จึงเกิดเหตุการณ์ขึ้น ต้องดูว่าวันนี้จะเกิดแบบนี้หรือไม่ ถ้ารัฐบาลใช้ความรุนแรงก็จะต้องเกิดขึ้นแน่ ซึ่งตนไม่อยากเห็นคนไทยฆ่าคนไทย เพราะในชีวิตตนผ่านเรื่องนี้มาเยอะ

ขอให้ "สุรยุทธ์" ลาออกจากองคมนตรี เพื่อรักษาสถาบัน

เมื่อถามว่า หากมีการเผาสถานที่ราชการมีการยั่วยุให้เกิดการปะทะกันหรือไม่ พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ตนไม่รู้ เพราะตนไม่เคยยุ่งกับเขา และเขาจะเดินขนาดไหน เมื่อถามว่า ในฐานะอดีตทหารเก่ามองภาพผู้นำกองทัพตอนนี้อย่างไร พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า ตนเป็นทหารรุ่นพี่ของเขา ตนไม่อยากวิจารณ์ เพราะคนที่เป็นผู้นำเหล่าทัพส่วนใหญ่ก็เป็นลูกศิษย์ตนทั้งนั้น ตนเหมือนกับ “บิ๊กจ๊อด” พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ อดีต ผบ.ทหารสูงสุด ที่ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน ตนยึดถือตรงนี้เพราะตนเคารพท่านมาก ทั้งนี้ตนคิดว่าทหารจะต้องยืนอยู่เคียงข้างประชาชน คือยึดถือความมั่นคงของประเทศชาติ และความสันติของประชาชนเป็นหลัก

“ผมอยากฝากไปถึง พล.อ.สุรยุทธ์ ว่าเพื่อรักษาสถาบันอันมีเกียรติแห่งนี้ ท่านควรจะลาออกจากตำแหน่งองคมนตรี เพราะองคมนตรีต้องไม่ยุ่งกับการเมือง แต่ท่านเป็นคนที่เข้ามายุ่งกับการเมือง ดังนั้น เพื่อรักษาสถาบันอันสำคัญยิ่งไว้ ผมคิดว่าท่านควรจะต้องลาออกในฐานะที่ผมเป็นอดีตผู้บังคับบัญชา และรุ่นพี่ ผมไม่มีอะไรกับท่านเลย” พล.อ.พัลลภ กล่าว
 
เมื่อถามว่า มองอย่างไร ที่ พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นองคมนตรี และไปรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อเสร็จภารกิจก็ยังกลับมาเป็นองคมนตรีได้ ซึ่งคนมองว่าเป็นการมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า คนเขาพูดกันอยู่แล้ว ตนไม่ต้องพูด เมื่อถามว่า การกลับไปกลับครั้งนี้เป็นเพราะ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ คอยเป็นแบล็กหนุนใช่หรือไม่ พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า ตนไม่อยากพูดเลยไปถึงนั้น วันนั้นตนพูดเฉพาะ พล.อ.สุรยุทธ์ คนเดียวที่มีการพาดพิงมาถึงตน คนอื่นตนไม่อยากพูด

เมื่อถามว่ามองอย่างไรที่มีการพูดพาดพิงองคมนตรี เพราะจะทำให้ภาพพจน์ของสถาบันดังกล่าวเสื่อมลง พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า ตอนที่ พล.อ.สุรยุทธ์ เดินหน้าล้มการเลือกตั้ง ซึ่งท่านบอกว่าไม่ได้ไปประชุมแต่ไปปรึกษาหารือ ซึ่งท่านเป็นองคมนตรีอยู่แล้วท่านเป็นคนดึงสถาบันนี้ลงมา ตนจึงขอฝากเรียนท่านวันนี้ว่า ให้ท่านลาออกเสียเถอะ เพื่อควบคุมสถาบันอันสำคัญยิ่งของประเทศไว้ด้วยความหวังดี ทั้งนี้ตนไม่เคยมีเรื่องอะไรกับท่าน เพียงแต่ผิดหวังที่ท่านเสียสัจจะ

เมื่อถามว่า ขณะนี้มีผู้ใหญ่ในบ้านเมืองติดต่อให้ท่านหยุดพูดเรื่องนี้หรือไม่ พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า ไม่มี อย่างวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมมูลนิธิไทยอาสาป้องกันชาติ (ทสปช.)  เขาแจ้งมาว่าคณะกรรมการไม่ครบขอเลื่อนไปก่อน จึงไม่ได้ไปประชุม เมื่อถามถึงกรณีที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก จะทำเชิญท่านไปหารือเพื่อขอให้หยุดพูดเรื่องนี้นั้น พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า ไม่มีจริง ๆ ไม่รู้เรื่อง มีแต่ข่าวเท่านั้น

เมื่อถามถึงจุดยืนของ พล.อ.พัลลภ ต่อสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า จุดยืนตนรับใช้ประเทศชาติ และมีความจงรักภักดีต่อสถาบันมาโดยตลอด ตนยืนยันว่า การไปประเทศจีน เมื่อหลายคนบอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คนเดียวที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศชาติได้ ทำให้ตนผุดไอเดียวขึ้นมา พอดี นายพิเชษฐ์ สถิรชัชวาลย์ อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย และเป็นก๊วนกอล์ฟกับตน ไปชวนไปหา พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เมืองจีน จึงให้ นายพิเชษฐ์ โทรศัพท์ไปหา พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อให้ตนเข้าพบ ท่านจึงโทรศัพท์ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่ายินดีให้ตนมาหารือ จึงได้เดินทางไปหา ทั้งนี้สาเหตุที่ตนไปพบ เพราะไม่อยากเห็นคนไทยฆ่ากัน ซึ่งตนก็ถาม พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าจะแก้ไขปัญหาได้อย่างไร เหมือนเมื่อครั้ง 2540 ที่ตนเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ขณะนั้นตนเป็นฝ่ายเสธฯของ ผบ.ทหารสูงสุด คือ พล.อ.วัฒนชัย วุฒิศิริ  เราจึงมาคุยปรึกษาหารือกันว่าวันหนึ่ง พรรคประชาธิปัตย์จะต้องเป็นพรรครัฐบาล แต่ทุกคนรู้ว่า พรรคประชาธิปัตย์กับทหารไม่ถูกกัน เพราะฉะนั้นคิดกันว่าเราจะเข้าไปอยู่พรรคประชาธิปัตย์ดีหรือไม่  อย่างน้อยก็จะไปเป็นตัวประสานให้ทหารกับพรรคประชาธิปัตย์ไปด้วยกัน ตนจึงสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

“บางคนกล่าวหาว่าผมไปรับเงินจาก พ.ต.ท.ทักษิณ 3,000 – 4,000 ล้านบาท ผมยืนยันได้ว่าที่ผมไปครั้งนี้ได้รองเท้ากอล์ฟมาเพียงคู่เดียว ซึ่งผมจะไปซื้อรองเท้ามาเล่นกอล์ฟ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่าไม่ต้องออกเงิน ท่านจะออกให้ รวมถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ได้จ่ายเงินค่าแคตดี้ และค่าที่พักให้เท่านั้น ตกเป็นเงินไทยไม่ถึง 5,000 บาท ทั้งนี้ผมยืนยันว่าไม่ได้ไปรับเงิน เพราะผมไม่ได้ไปคนเดียว แต่ไปถึง 4 คน  และเวลาคุยก็คุยด้วยกันทั้งหมด หากรับเงินจริงวันนี้ซื้อรถเบนซ์แล้ว“ พล.อ.พัลลภ กล่าว

เมื่อถามว่า ในฐานะประชาชนจะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างไร พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า ทุกคนอยากให้ประเทศชาติมีความมั่นคง ประชาชนอยู่อย่างสันติสุข มีความปรองดองในชาติ ทั้งนี้ถ้านิรโทษกรรม พ.ต.ท.ทักษิณ  เพียงแต่ไปเซ็นต์ให้ภรรยาซื้อที่ดิน และจำคุก 2 ปี จะทำให้ประเทศชาติสู่ความมั่นคงประชาชนอยู่สันติสุขได้ ตนคิดว่าควรจะเลือกทางนั้น สมัยปี 2524 สมัยที่ตนเป็นผู้การฯ และนำกำลังทหารเข้ามาปฏิวัติโทษของตนสูงสุดขั้นถึงประหารชีวิต ตนถูกข้อหากบฏ และขัดพระบรมราชโองการ ยังสามารถนิรโทษกรรมได้ ซึ่งแรงกว่ากันเยอะมาก

เมื่อถามว่า แสดงว่าควรจะนิรโทษกรรม พ.ต.ท.ทักษิณ คนเดียวเพื่อให้ประเทศชาติกลับมาเกิดความมั่นคงอีกครั้ง พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า กี่คนก็แล้วแต่ ถ้าทำแล้วทำให้ประเทศชาติกลับมาสมานฉันท์มีความมั่นคงประชาชนอยู่อย่างสันติสุขตนคิดว่าควรทำ และต้องรีบทำด้วย เพราะวันนี้ไม่ใช่เฉพาะปัญหาความมั่นคง แต่มันเป็นปัญหาของเศรษฐกิจด้วย ส่วนการที่ จปร. 7 ออกมาเคลื่อนไหว ทั้งตัวท่าน พล.ต.จำลอง และ พล.ต.มนูญกฤต มีนัยอะไรหรือไม่นั้น คงเป็นฟ้าลิขิต แต่ยืนยันว่าเพื่อนก็คือเพื่อน แต่ประเทศชาติต้องมาก่อน ทั้งนี้ที่ผ่านมา จปร.7 แตกออกเป็น 2 พวก คือ กลุ่มยังเติร์ก กับทหารประชาธิปไตย แต่ส่วนใหญ่เลิกกันไปหมดแล้วเหลือเพียง 3 คนเท่านั้น

เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยทางโทรศัพท์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า  โทรคุยเมื่อสองวันที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ถามว่าตนสบายดีหรือไม่ ตนก็บอกว่าสบายดีตอนนี้กำลังเล่นกอล์ฟอยู่ ไม่ได้คุยอะไรกันมาก ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้กล่าวขอโทษที่อ้างชื่อตน  เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ยืมมือ พล.อ.พัลลภ ฆ่าศัตรูอีกฝั่งหนึ่ง พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า ไม่ใช่หรอก ตนบอกว่าไปขอพบท่าน แต่หากท่านขอพบตนอาจจะใช้ตนเป็นเครื่องมือ เงื่อนไขที่เกิดขึ้นคือรัฐบาลไม่ได้ขึ้นมาตามระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาแบบฉวยโอกาส วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นพรรคเก่าแก่ 63 ปี เป็นนายกฯ 4 สมัย ไม่ถึง 7 เป็นฝ่ายค้าน 57 ปี ซึ่งแต่ละครั้งที่ขึ้นมาเป็น


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1238150227&catid=01&fb_action_ids=465010896914941&fb_action_types=og.likes&fb_source=other_multiline&action_object_map=%7B%22465010896914941%22%3A180863718731058%7D&action_type_map=%7B%22465010896914941%22%3A%22og.likes%22%7D&action_ref_map=%5B%5D [/size]
79  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / "พัลลภ"แฉซ้ำถูก"จำลอง"เพื่อนรักหลอกใช้ ยัน"สุรยุทธ์"วางแผนล้ม "ทักษิณ" จี้ออกจากองคมนตรี เมื่อ: 21 พฤษภาคม 2013, 11:25:52
"พัลลภ"แฉซ้ำถูก"จำลอง"เพื่อนรักหลอกใช้ ยัน"สุรยุทธ์"วางแผนล้ม "ทักษิณ" จี้ออกจากองคมนตรี
วันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2552 เวลา 12:00:56 น.
 
 "พัลลภ"แฉซ้ำถูกเพื่อนรัก"จำลอง"หลอกใช้ ทั้งๆที่เป้นเพื่อนรัก จปร. 7 แนะ"สุรยุทธ์"ลาออก ทำสถาบันองคมนตรีเสื่อมเสีย อย่าใจแคบ เผยชื่นชม แต่ไม่มีสัจจะ ทำผิดมติในที่ประชุม ในการพูดคุยกัน 7 คน ในการวางแผนล้มรัฐบาล"ทักษิณ

พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ที่กำลังร้อนแรง ในฐานะพยานปากสำคัญที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อ้างว่า เป็นคนปูดเบื้องหลังแผนปฏิวัติโค่นอำนาจวันที่ 19 กันยายน 2549 ให้สัมภาษณ์ในรายการลับ ลวง พราง ทางคลื่นวิทยุ 100.5 เมกกะเฮิร์ต เมื่อวันที่ 28 มี.ค. ถึงเพื่อนรัก “จปร.7” พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ว่า ทุกคนมองว่า พล.ต.จำลองเป็นเพื่อนตาย แต่คนที่ตายคือตนฝ่ายเดียว เพราะ พล.ต.จำลอง ไม่เคยตายเพื่อนตน หลายเหตุการณ์ตั้งแต่เป็นเพื่อนกันมาสร้างความเดือดร้อนให้ตลอด ความเป็นเพื่อน จปร.มีอยู่ แต่ถือว่าประเทศชาติต้องมาก่อนวันนี้
 
“ผมโดนหลอกใช้ตลอด แม้แต่เพื่อนเอง ผมไม่เคยได้อะไรจากพล.ต.จำลองเลย ถือว่า เป็นชะตาชีวิต ฟ้าลิขิตมาแล้ว” พล.อ.พัลลภ กล่าว และว่า กรณีพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรี ไม่มีอะไร จบแล้ว และขอให้ท่านเสียสละลาออก รับผิดชอบ รักษาองค์กรที่สำคัญของประเทศ อย่าใจแคบ ส่วนตัวตนยังเคารพพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษตลอดเวลา และไม่ว่าเจอที่ไหน จะไปกราบท่านทุกครั้ง"
 
ก่อนหน้านี้ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ให้สัมภาษณ์และตอบคำถามที่บ้านพัก โชคชัย 4 ซอยลาดพร้าว 51 เมื่อวันที่ 27 มีนาคม ถึงเหตุการณ์ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินพาดพิง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรี ว่าอยู่เบื้องหลังร่วมวางแผนโค่นล้มระบอบทักษิณ
 
 การวางแผนโค่นล้มระบอบทักษิณ เป็นเรื่องจริงแต่ว่าเขา (พล.อ.สุรยุทธ์) ไม่เคยเชิญผมเข้าร่วมประชุม แต่เจ้าของบ้านที่สุขุมวิทเชิญผม และประชุมร่วมกัน ไม่ได้ประชุมแค่ครั้งเดียว แต่ประชุมกัน 3-4 ครั้ง มีการพูดคุยปัญหาของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณว่าจะให้รัฐบาลล้มไปอย่างไรโดยมี 2 แนวทางคือด้านรัฐธรรมนูญ หรือด้านกฎหมาย ถ้าไม่สำเร็จก็จะทำรัฐประหาร

@  การทำรัฐประหารมีการพูดหรือไม่ว่าใครจะเป็นนายกฯ

ไม่ได้มีการพูดถึง เพียงแต่ พล.อ.สุรยุทธ์ เสนอขึ้นมาว่าการทำครั้งนี้ทำเพื่อประเทศชาติ ทุกคนจะต้องไม่หวังตำแหน่งใดๆ ซึ่งทุกคนศรัทธาในตัวท่าน การหารือเป็นลักษณะโต๊ะกลม ซึ่งไม่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) นั่งอยู่ด้วย

@  พล.อ.สุรยุทธ์บอกว่าไม่อยากเป็นนายกฯ แต่ คมช.เชิญให้ไปเป็น

คงต้องไปถามท่าน ผมเดาใจไม่ถูก เพราะทุกคนงงหมด ผมเองก็งง

@  แสดงว่า พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นตัวตั้งตัวตีในการวางแผนล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ
จะพูดว่าตัวตั้งตัวตีคงไม่ได้หรอก แต่ว่าการประชุม พล.อ.สุรยุทธ์ จะมาทุกครั้ง

@  พอจะบอกได้หรือไม่ว่าคนที่เป็นแกนนำในการล้มรัฐบาลเป็นใคร
อันนี้ผมบอกไม่ได้ เพราะว่าผมไม่อยากพาดพิงถึงคนอื่น แต่เมื่อ พล.อ.สุรยุทธ์ มาพาดพิงถึงผม ผมก็จะพูดถึง พล.อ.สุรยุทธ์ เท่านั้น ซึ่งการประชุม 3-4 ครั้ง ก็จะมีการพูดถึงแนวทางเรื่องการล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณตลอด ซึ่ง พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นคนเสนอในที่ประชุมเองว่าการทำงานครั้งนี้ เราทำเพื่อประเทศชาติ ทุกคนต้องไม่หวังตำแหน่งลาภยศใดๆ
หลังจากปฏิวัติรัฐประหาร พล.อ.สุรยุทธ์ ก็ไปเป็นนายกฯ ทำให้พวกเราผิดหวังมาก ตอนแรกก็ชื่นชม พล.อ.สุรยุทธ์ มากเกี่ยวกับแนวความคิดดังกล่าว พูดง่ายๆ พล.อ.สุรยุทธ์ เสียสัจจะ กลายเป็นคนไม่มีสัจจะและผิดมติในที่ประชุม ในการพูดคุยกันวันนั้นมี 7 คน ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมืองทั้งนั้น หลังจากนั้นผมไม่พูดจากับ พล.อ.สุรยุทธ์อีกเลย เจอหน้ากันก็ทำเหมือนคนไม่รู้จัก ทั้งๆ ที่เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของผม

@  ในการพูดคุยมีการวางแผนอย่างไร
อย่างแรกคือการวางแผนด้านกฎหมาย และการทำรัฐประหารว่าจะทำอย่างไร ที่ผมไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ท่านทราบหมดแล้ว แต่ท่านถามผมในลักษณะใช่หรือไม่ใช่ ยกตัวอย่างเรื่องที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เล่าให้ผมฟังคือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กับ พล.อ.สุรยุทธ์ เชิญ พล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไปพบที่บ้าน พล.ต.จำลอง แถวราชวัตร และล็อบบี้ให้ พล.อ.จาตุภัทร ถอนตัวออกจาก กกต. เพื่อล้มการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 ซึ่ง พล.อ.จารุภัทรรายงานให้ พ.ต.ท.ทักษิณรับทราบ จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณไปหา พล.อ.สุรยุทธ์ที่ทำเนียบองคมนตรี เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงแต่ พล.อ.สุรยุทธ์ปฏิเสธ
พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธาน กกต.ก็เคยได้รับเชิญไปที่บ้านสุขุมวิท เพื่อไปพบ พล.อ.สุรุยุทธ์ และล็อบบี้ให้ลาออกเพื่อล้มการเลือกตั้ง ดังนั้นเรื่องนี้ไม่เป็นความลับ พ.ต.ท.ทักษิณรู้ดีตั้งแต่ต้นว่าจะมีการล้มรัฐบาล เพราะมีแหล่งข่าวที่ติดตามพวกที่เคลื่อนไหวทั้งหมด เพียงแต่มาสอบถามผมว่า เรื่องที่รู้มาจริงหรือไม่ เมื่อตอนที่ผมไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณที่จีน

@  พ.ต.ท.ทักษิณ พุ่งเป้าไปที่ พล.อ.สุรยุทธ์ เพื่อพาดพิงถึงสถาบันเบื้องสูงใช่หรือไม่
ไม่ทราบ

@  พ.ต.ท.ทักษิณรู้ตลอดเวลาว่าจะถูกปฏิวัติใช่หรือไม่
ท่านรู้มาตลอดทุกเรื่อง แม้แต่แผนการปฏิวัติ เพียงแต่ไม่รู้ว่า ปฏิวัติเมื่อไร แต่ท่านประมาทเพราะไว้ใจคนใกล้ตัวและเพื่อน ตท.10 ที่คุมกำลังอยู่ในกองทัพ ที่ประชุมพูดกันเพียงว่า จะล้มรัฐบาล ส่วนการลอบสังหาร พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มี การรัฐประหารโดยปกติจะต้องล็อคตัวนายกฯซึ่งคนละเรื่องกับการลอบสังหาร ขอยืนยันว่า ไม่มีการลอบสังหาร แต่อาจเป็นการเข้าชาร์จหรือล็อคตัวนายกฯ

@  ประเทศชาติจะมีทางออกอย่างไร
ที่ผมตัดสินใจไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ คือเรื่องความวุ่นวายในบ้านเมือง ผมไม่อยากเห็นคนไทยฆ่ากัน มีผู้ใหญ่ในบ้านเมืองให้สัมภาษณ์ว่าคนที่จะแก้ไขปัญหาได้คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้ผมอยากพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งวันนี้เงื่อนไขทางการเมืองเปลี่ยนไป คือรัฐบาลตั้งขึ้นมาโดยไม่มีความชอบธรรมเพราะต้องให้เสียงข้างมากเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล แต่นี่ล็อบบี้กันแบบงูเห่า
 
ผมอยากฝากไปถึง พล.อ.สุรยุทธ์ ว่าเพื่อรักษาสถาบันอันมีเกียรติแห่งนี้ท่านควรจะลาออกจากตำแหน่งองคมนตรี เพราะองคมนตรีต้องไม่ยุ่งกับการเมือง แต่ท่านเป็นคนที่เข้ามายุ่งกับการเมือง ดังนั้นเพื่อรักษาสถาบันอันสำคัญยิ่งไว้ ผมคิดว่าท่านควรจะต้องลาออก ในฐานะที่ผมเป็นอดีตผู้บังคับบัญชา และรุ่นพี่ ผมไม่มีอะไรกับท่านเลย

@  มองอย่างไร ที่ พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นองคมนตรี และไปรับตำแหน่งนายกฯ เมื่อเสร็จภารกิจก็ยังกลับมาเป็นองคมนตรีได้ ซึ่งคนมองว่าเป็นการมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง
คนเขาพูดกันอยู่แล้ว ผมไม่ต้องพูด

@  การกลับไปครั้งนี้เป็นเพราะ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ คอยเป็นแบ๊คหนุนใช่หรือไม่
ผมไม่อยากพูดเลยไปถึงนั้น ผมพูดเฉพาะ พล.อ.สุรยุทธ์ คนเดียวที่พาดพิงมาถึงผม คนอื่นผมไม่อยากพูด

@  มองอย่างไรที่มีการพูดพาดพิงองคมนตรี เพราะจะทำให้ภาพพจน์ของสถาบันดังกล่าวเสื่อมลง
ตอนที่ พล.อ.สุรยุทธ์ เดินหน้าล้มการเลือกตั้ง ท่านบอกว่าไม่ได้ไปประชุม แต่ไปปรึกษาหารือ ซึ่งท่านเป็นองคมนตรีอยู่แล้วท่านเป็นคนดึงสถาบันนี้ลงมา ผมจึงขอฝากเรียนท่านวันนี้ว่า ให้ท่านลาออกเสียเถอะ เพื่อควบคุมสถาบันอันสำคัญยิ่งของประเทศไว้ด้วยความหวังดี ทั้งนี้ผมไม่เคยมีเรื่องอะไรกับท่าน เพียงแต่ผิดหวังที่ท่านเสียสัจจะ

@  มีผู้ใหญ่ในบ้านเมืองติดต่อให้ท่านหยุดพูดเรื่องนี้หรือไม่
ไม่มี อย่างวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมมูลนิธิไทยอาสาป้องกันชาติ (ทสปช.) เขาแจ้งมาว่าคณะกรรมการไม่ครบขอเลื่อนไปก่อน จึงไม่ได้ไปประชุม

@  จุดยืนของท่านต่อสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้
จุดยืนผมรับใช้ประเทศชาติ และมีความจงรักภักดีต่อสถาบันมาโดยตลอด เมื่อหลายคนบอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คนเดียวที่จะแก้ไขปัญหาประเทศชาติได้ ทำให้ผมผุดไอเดียขึ้นมา พอดีนายพิเชษฐ์ สถิรชวาล อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย และเป็นก๊วนกอล์ฟกับตน ชวนไปหา พ.ต.ท.ทักษิณ ที่จีน จึงให้นายพิเชษฐ์ โทรศัพท์ไปหา พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อให้ผมเข้าพบ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่ายินดีให้ผมหารือ จึงเดินทางไปหา สาเหตุที่ผมไปพบ เพราะไม่อยากเห็นคนไทยฆ่ากัน ผมก็ถาม
 
พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร เหมือนเมื่อครั้ง 2540 ที่ผมเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ขณะนั้นผมเป็นฝ่ายเสธฯของ ผบ.ทหารสูงสุด คือ พล.อ.วัฒนชัย วุฒิศิริ เราจึงมาคุยปรึกษาหารือกันว่าวันหนึ่งพรรคประชาธิปัตย์จะต้องเป็นพรรครัฐบาล แต่ทุกคนรู้ว่าพรรคประชาธิปัตย์กับทหารไม่ถูกกัน เพราะฉะนั้นคิดกันว่าเราจะเข้าไปอยู่พรรคประชาธิปัตย์ดีหรือไม่ อย่างน้อยก็จะไปเป็นตัวประสานให้ทหารกับพรรคประชาธิปัตย์ไปด้วยกัน ผมจึงสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

บางคนกล่าวหาว่าผมไปรับเงินจาก พ.ต.ท.ทักษิณ 3-4 พันล้านบาท ผมยืนยันได้ว่าที่ผมไปครั้งนี้ได้รองเท้ากอล์ฟมาเพียงคู่เดียว ซึ่งผมจะไปซื้อมาเล่นกอล์ฟ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่าไม่ต้องออกเงิน ท่านจะออกให้ รวมทั้งจ่ายเงินค่าแคตดี้ และค่าที่พักให้เท่านั้น ตกเป็นเงินไทยไม่ถึง 5,000 บาท ผมยืนยันว่าไม่ได้ไปรับเงิน เพราะผมไม่ได้ไปคนเดียว แต่ไปถึง 4 คน และเวลาคุยก็คุยด้วยกันทั้งหมด หากรับเงินจริงวันนี้ซื้อรถเบนซ์แล้ว

@  ในฐานะประชาชนจะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างไร
ทุกคนอยากให้ประเทศชาติมีความมั่นคง ประชาชนอยู่อย่างสันติสุข มีความปรองดองในชาติ ทั้งนี้ถ้านิรโทษกรรม พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะเพียงแค่ไปเซ็นให้ภรรยาซื้อที่ดิน ต้องจำคุก 2 ปี ซึ่งจะทำให้ประเทศชาติสู่ความมั่นคงประชาชนอยู่สันติสุขได้ ผมคิดว่าควรจะเลือกทางนั้น สมัยปี 2524 สมัยที่ผมนำกำลังทหารเข้ามาปฏิวัติ โทษของผมสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต ผมถูกข้อหากบฏ และขัดพระบรมราชโองการ ยังสามารถนิรโทษกรรมได้ ซึ่งแรงกว่ากันเยอะมาก

@  แสดงว่าควรจะนิรโทษกรรม พ.ต.ท.ทักษิณ คนเดียวเพื่อให้ประเทศชาติกลับมาเกิดความมั่นคงอีกครั้ง
กี่คนก็แล้วแต่ ถ้าทำแล้วทำให้ประเทศชาติกลับมาสมานฉันท์มีความมั่นคงประชาชนอยู่อย่างสันติสุขผมคิดว่าควรทำ และต้องรีบทำด้วย เพราะวันนี้ไม่ใช่เฉพาะปัญหาความมั่นคง แต่มันเป็นปัญหาของเศรษฐกิจด้วย

@  ที่ จปร.7 ออกมาเคลื่อนไหว ทั้งตัวท่าน พล.ต.จำลอง และ พล.ต.มนูญกฤต มีนัยอะไรหรือไม่
คงเป็นฟ้าลิขิต แต่ยืนยันว่าเพื่อนก็คือเพื่อน แต่ประเทศชาติต้องมาก่อน ที่ผ่านมา จปร.7 แตกออกเป็น 2 พวก คือ กลุ่มยังเติร์ก กับทหารประชาธิปไตย แต่ส่วนใหญ่เลิกกันไปหมดแล้ว เหลือเพียง 3 คนเท่านั้น

@  มีการพูดคุยทางโทรศัพท์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่
โทร.คุยเมื่อสองวันที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ถามผมว่าสบายดีหรือไม่ ผมก็บอกว่าสบายดี ตอนนี้กำลังเล่นกอล์ฟอยู่ ไม่ได้คุยอะไรกันมาก และ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้กล่าวขอโทษที่อ้างชื่อผม

@  เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ยืมมือ พล.อ.พัลลภ ฆ่าศัตรูอีกฝั่งหนึ่ง
ไม่ใช่หรอก ผมบอกว่าไปขอพบท่าน แต่หากท่านขอพบผมอาจจะใช้ผมเป็นเครื่องมือ เงื่อนไขที่เกิดขึ้นคือรัฐบาลไม่ได้ขึ้นมาตามระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาแบบฉวยโอกาส วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นพรรคเก่าแก่ 63 ปี เป็นนายกฯ 4 สมัย ไม่ถึง 7 ปี เป็นฝ่ายค้าน 57 ปี แต่ละครั้งที่ขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็เป็นแบบนี้
 
=======================
 
"พัลลภ" ยอมแถลงเปิดใจหมดเปลือก แผนโค่นล้มระบอบทักษิณ
 
พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ให้สัมภาษณ์เปิดใจเมื่อวันที่ 27 มีนาคม ถึงเหตุการณ์ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินพาดพิง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรี อยู่เบื้องหลังร่วมวางแผนโค่นล้มระบอบทักษิณ 19 ก.ย.2549 ว่า เป็นเรื่องจริง แต่ว่าพล.อ.สุรยุทธ์ ไม่เคยเชิญตนเข้าร่วมประชุม แต่เจ้าของบ้านที่สุขุมวิท เชิญตน และประชุมร่วมกัน ซึ่งไม่ได้ประชุมแค่ครั้งเดียว แต่มีการประชุมกัน 3-4 ครั้ง ซึ่งมีการพูดคุยปัญหาของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณว่า จะให้รัฐบาลล้มไปอย่างไร โดยมี 2 แนวทาง คือ ทางด้านรัฐธรรมนูญ หรือทางด้านกฎหมาย ถ้าแนวทางแรกไม่สำเร็จก็จะทำรัฐประหาร  
          
เมื่อถามว่า การทำรัฐประหารมีการพูดหรือไม่ว่า ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อจาก พ.ต.ท.ทักษิณ พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า "ไม่ได้มีการพูดถึง เพียงแต่ พล.อ.สุรยุทธ์ เสนอขึ้นมาว่า การทำครั้งนี้ ทำเพื่อประเทศชาติ ทุกคนจะต้องไม่หวังตำแหน่งใด ๆ ซึ่งทุกคนศรัทธาในตัวท่าน ทั้งนี้ การหารือเป็นลักษณะโต๊ะกลม ซึ่งไม่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช. นั่งอยู่ด้วย "
 
80  หมวดหลัก / รวมคลิปเสียง และวีดีโอ / ผ่าแหลก 20 05 56 เมื่อ: 21 พฤษภาคม 2013, 08:22:50
lungyuth


รายการผ่าแหลก โดย

เกริก มนตรี เกษตร ด่านสกุล(นักเลงโบราณ)

 และ อ.สุชา จุลเพชร

ประจำวันจันทร์ ที่ 20 พฤษภาคม 2556 ทางช่อง P&P channel





<a href="http://www.youtube.com/v/e_SZycXb1_8?hl=th_TH&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/e_SZycXb1_8?hl=th_TH&amp;amp</a>


mp3 9,243 Kb 01:18:51 mediafire version ใหม่ รูปลักษณ์ใหม่ฟังได้เลย ไม่ต้อง log in

http://www.mediafire.com/download/fxhkgdisfs77dxs/ผ่าแหลก_20_05_56(small).mp3

http://www.2shared.com/audio/U4ge6_W9/_20_05_56_small_.html

http://www.4shared.com/mp3/Al1NYdOg/_20_05_56_small_.html?

http://www.hulkshare.com/spm1fb0cfcow


http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=7597
81  หมวดหลัก / รวมคลิปเสียง และวีดีโอ / นินทาการเมือง 20 05 56 เมื่อ: 21 พฤษภาคม 2013, 08:20:13
lungyuth





นินทาการเมือง กับ ชัช TOT จุติพงษ์ พุ่มมุล และ พันศักดิ์ ซาบุ

ทางช่อง 4 channel 20 พฤษภาคม 2556


<a href="http://www.youtube.com/v/VshqsHnHsxc?hl=th_TH&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/VshqsHnHsxc?hl=th_TH&amp;amp</a>


mp3 9,771 Kb 01:23:21 mediafire version ใหม่ รูปลักษณ์ใหม่ฟังได้เลย ไม่ต้อง log in

http://www.mediafire.com/download/1sj2e6jr7xgo49y/นินทาการเมือง_20_05_56(small).mp3

http://www.2shared.com/audio/LevcDJG2/_20_05_56_small_.html

http://www.4shared.com/mp3/tZ_7-cT5/_20_05_56_small_.html?

http://www.hulkshare.com/ghz5eq6r1g5c


http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=7598
82  หมวดหลัก / รวมคลิปเสียง และวีดีโอ / Re: ประมวลภาพและคลิป บรรยากาศการชุมนุมครบรอบ 3 ปี สลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อ: 21 พฤษภาคม 2013, 08:15:55
รำลึก3ปี แผ่นดินนี้ไม่มีความยุติธรรม เวทีสถานีรถไฟฟ้าราชดำริ


กาแฟ


<a href="http://www.youtube.com/v/In78-HHgMVA?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/In78-HHgMVA?version=3&amp;amp</a>

<a href="http://www.youtube.com/v/mPQIehh7tBY?hl=th_TH&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/mPQIehh7tBY?hl=th_TH&amp;amp</a>

<a href="http://www.youtube.com/v/hglheDwca6Y?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/hglheDwca6Y?version=3&amp;amp</a>

<a href="http://www.youtube.com/v/fwyP6mhhV00?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/fwyP6mhhV00?version=3&amp;amp</a>

<a href="http://www.youtube.com/v/3IXLptNPRWY?hl=th_TH&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/3IXLptNPRWY?hl=th_TH&amp;amp</a>

<a href="http://www.youtube.com/v/L0bI1LBwHoM?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/L0bI1LBwHoM?version=3&amp;amp</a>

<a href="http://www.youtube.com/v/TU4tVXUR8eg?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/TU4tVXUR8eg?version=3&amp;amp</a>

<a href="http://www.youtube.com/v/h6huk4vPKdI?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/h6huk4vPKdI?version=3&amp;amp</a>

<a href="http://www.youtube.com/v/fsHhdKNmodQ?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/fsHhdKNmodQ?version=3&amp;amp</a>

<a href="http://www.youtube.com/v/EYGauU43-EA?hl=th_TH&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/EYGauU43-EA?hl=th_TH&amp;amp</a>

<a href="http://www.youtube.com/v/e0LRGYESpTk?hl=th_TH&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/e0LRGYESpTk?hl=th_TH&amp;amp</a>

<a href="http://www.youtube.com/v/D6gaRrigYTo?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/D6gaRrigYTo?version=3&amp;amp</a>

<a href="http://www.youtube.com/v/FUJg1MjwjX0?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/FUJg1MjwjX0?version=3&amp;amp</a>

<a href="http://www.youtube.com/v/w5w-Rv6z2Ms?hl=th_TH&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/w5w-Rv6z2Ms?hl=th_TH&amp;amp</a>

<a href="http://www.youtube.com/v/hHSscwjGJIE?hl=th_TH&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/hHSscwjGJIE?hl=th_TH&amp;amp</a>

<a href="http://www.youtube.com/v/aSTPgh0oe58?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/aSTPgh0oe58?version=3&amp;amp</a>

<a href="http://www.youtube.com/v/C-GxtlwgqIs?hl=th_TH&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/C-GxtlwgqIs?hl=th_TH&amp;amp</a>

<a href="http://www.youtube.com/v/_AJtmNADPBI?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/_AJtmNADPBI?version=3&amp;amp</a>

<a href="http://www.youtube.com/v/YQU3MJcbiek?hl=th_TH&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/YQU3MJcbiek?hl=th_TH&amp;amp</a>

<a href="http://www.youtube.com/v/dVdFAWQKi48?hl=th_TH&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/dVdFAWQKi48?hl=th_TH&amp;amp</a>

<a href="http://www.youtube.com/v/fyIzFLN93mQ?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/fyIzFLN93mQ?version=3&amp;amp</a>

<a href="http://www.youtube.com/v/ossEhbJpqG0?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/ossEhbJpqG0?version=3&amp;amp</a>


speedhorse


<a href="http://www.youtube.com/v/k-BBtpMf8nA?hl=th_TH&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/k-BBtpMf8nA?hl=th_TH&amp;amp</a>

<a href="http://www.youtube.com/v/m3XWseOnUko?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/m3XWseOnUko?version=3&amp;amp</a>

<a href="http://www.youtube.com/v/OOk4Ak5mYDo?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/OOk4Ak5mYDo?version=3&amp;amp</a>


http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=7583
83  หมวดหลัก / รวมคลิปเสียง และวีดีโอ / Re: ประมวลภาพและคลิป บรรยากาศการชุมนุมครบรอบ 3 ปี สลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อ: 21 พฤษภาคม 2013, 07:50:36
รำลึก 3 ปีวีรชน ราชประสงค์ 19-05-2013


RuMi CBR


ดร.สุนัย จุลพงศธร (โฟนอินทักษิณ) เวทีราชดำริ 3 ปีราชประสงค์ 19-05-2013


<a href="http://www.youtube.com/v/oa1XFYXeP8k?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/oa1XFYXeP8k?version=3&amp;amp</a>

<a href="http://www.youtube.com/v/lrtUCTuW6ZY?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/lrtUCTuW6ZY?version=3&amp;amp</a>


http://www.thaivoice.org/board/index.php?PHPSESSID=c00c33b65abdc78fa86a700b525faa36&topic=4225.0



3ปี 19พฤษภา รำลึกวีรชน เวทีวัดปทุม 19-5-2013


กาแฟ


<a href="http://www.youtube.com/v/ZC9LChf3F3s?hl=th_TH&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/ZC9LChf3F3s?hl=th_TH&amp;amp</a>

ไฟเย็น1 3ปีรำลึกวีรชน เวทีหน้าวัดปทุม 19052013

<a href="http://www.youtube.com/v/W8g1rmTO200?hl=th_TH&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/W8g1rmTO200?hl=th_TH&amp;amp</a>

ไฟเย็น2 3ปีรำลึกวีรชน เวทีหน้าวัดปทุม 19052013


<a href="http://www.youtube.com/v/7t9YzV2aeYA?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/7t9YzV2aeYA?version=3&amp;amp</a>

3ปี รำลึกวีรชน เวทีหน้าวัดปทุม1 19052013

<a href="http://www.youtube.com/v/qDc9Nj2Z2Uc?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/qDc9Nj2Z2Uc?version=3&amp;amp</a>

3ปี รำลึกวีรชน เวทีหน้าวัดปทุม2 19052013

<a href="http://www.youtube.com/v/3x2QgS504sg?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/3x2QgS504sg?version=3&amp;amp</a>

เรื่องลึกลับ พ่อน้องเฌอ 3ปี 19พฤษภา รำลึกวีรชน เวทีวัดปทุม








































































































































http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=7580
84  หมวดหลัก / รวมคลิปเสียง และวีดีโอ / ประมวลภาพและคลิป บรรยากาศการชุมนุมครบรอบ 3 ปี สลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อ: 20 พฤษภาคม 2013, 22:46:38
Posted by editor01


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
 19 พฤษภาคม 2556

 (หมายเหตุ - กำลังอัพเดต)

https://picasaweb.google.com/102163439520416633160/3?feat=flashalbum#

รายงานสด...เล่าด้วยภาพงานครบรอบ 3 ปี ราชประสงค์ 19/05/56 โดย JPLSOFT

https://picasaweb.google.com/102163439520416633160/3195?feat=flashalbum#

รำลึก 3 ปี ณ ทุ่งสังหาร ราชประสงค์ 19พค5 ภาพจากแฟ้มคุณ Maysaanitto Home (เพจใหม่)

<a href="http://www.youtube.com/v/366LiKk9jpw?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/366LiKk9jpw?version=3&amp;amp</a>

ทักษิณ วิดีโอลิ้งค์ 3ปี 19พฤษภา รำลึกวีรชน 19 05 56 โดย thinkbox007

<a href="http://www.youtube.com/v/YpfljR1SN6I?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/YpfljR1SN6I?version=3&amp;amp</a>

รำลึก ๑๙ ตค ๕๖ไม่ลืม   โดย thefanmai

<a href="http://www.youtube.com/v/oyUGIbLAwk8?list=PLv43K0EUT3nqVGq5PgcFYlznRO2K64k6e" target="_blank">http://www.youtube.com/v/oyUGIbLAwk8?list=PLv43K0EUT3nqVGq5PgcFYlznRO2K64k6e</a>

19-5-56 ข่าวเที่ยงDNN รายงานสด จากแยกราชประสงค์ โดย DNNTHAILAND

<a href="http://www.youtube.com/v/de1vMgFS_Ss?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/de1vMgFS_Ss?version=3&amp;amp</a>

18-5-56 ข่าวค่ำDNN รายงานพิเศษ ล้อมฆ่า ณ ราชประสงค์

<a href="http://www.youtube.com/v/-Ft1GHmCGBg?list=UUbreprPTiIDAAJ9yiO5NF3w" target="_blank">http://www.youtube.com/v/-Ft1GHmCGBg?list=UUbreprPTiIDAAJ9yiO5NF3w</a>

17-5-56 ข่าวค่ำDNN รายงานพิเศษ 3 ปี วาทกรรมสลายการชุมนุม

<a href="http://www.youtube.com/v/NoUsHnsCctE?hl=th_TH&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/NoUsHnsCctE?hl=th_TH&amp;amp</a>

พายัพ ปั้นเกตุ 19 5 2013

<a href="http://www.youtube.com/v/jh2APPrSWr0?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/jh2APPrSWr0?version=3&amp;amp</a>

ดารุณี กฤตบุญญาลัย 19 5 2013

<a href="http://www.youtube.com/v/RTl25_iqA9U?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/RTl25_iqA9U?version=3&amp;amp</a>

ธิดา โตจิราการ 19 5 2013

<a href="http://www.youtube.com/v/MyFuttNmEIw?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/MyFuttNmEIw?version=3&amp;amp</a>

วิภูแถลงและตัวแทน นปช ภาคใต้ 19 5 2013

<a href="http://www.youtube.com/v/7QhWglPv75g?hl=th_TH&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/7QhWglPv75g?hl=th_TH&amp;amp</a>

นิสิธ สินธุไพรและแกนนำภาคอีสาน 19 5 2013

<a href="http://www.youtube.com/v/2tRtw0Y2QKg?hl=th_TH&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/2tRtw0Y2QKg?hl=th_TH&amp;amp</a>

ธนาวุฒิและแกนนำ นปชภาคเหนือ 19 5 2013

<a href="http://www.youtube.com/v/qRCgmKyKCLU?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/qRCgmKyKCLU?version=3&amp;amp</a>

วีระกานต์ มุสิกพงษ์ 3ปี 19พฤษภา รำลึกวีรชน 19 05 56

<a href="http://www.youtube.com/v/bVJ-K5ZqnAE?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/bVJ-K5ZqnAE?version=3&amp;amp</a>

จตุพร พรหมพันธุ์ 3ปี 19พฤษภา รำลึกวีรชน 19 05 56

<a href="http://www.youtube.com/v/h20JsHEqAZ0?hl=th_TH&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/h20JsHEqAZ0?hl=th_TH&amp;amp</a>

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ 3ปี 19พฤษภา รำลึกวีรชน 19 05 56

<a href="http://www.youtube.com/v/RJXRTxr1pjI?hl=th_TH&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/RJXRTxr1pjI?hl=th_TH&amp;amp</a>

อ.ธิดา 19 5 2013

<a href="http://www.youtube.com/v/069yycGEo8M?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/069yycGEo8M?version=3&amp;amp</a>

ดาบชิต เชียงใหม่ เวทีโกตี๋ 3 ปีราชประสงค์ 19-05-2013

<a href="http://www.youtube.com/v/9GZCJJG-DRs?hl=th_TH&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/9GZCJJG-DRs?hl=th_TH&amp;amp</a>

แถลงการ นปช. 3ปี 19พฤษภา รำลึกวีรชน 19 05 56

<a href="http://www.youtube.com/v/qpvgNYt2ia0?hl=th_TH&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/qpvgNYt2ia0?hl=th_TH&amp;amp</a>

ธิดา ฐาวรเศรษฐ 3ปี 19พฤษภา รำลึกวีรชน 19 05 56

<a href="http://www.youtube.com/v/aM7F-JfHMBo?hl=th_TH&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/aM7F-JfHMBo?hl=th_TH&amp;amp</a>

พี่แต้ม Tammpa เวทีราชดำริ 3 ปีราชประสงค์ 19-05-2013

<a href="http://www.youtube.com/v/4Wj6dOgLHsI?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/4Wj6dOgLHsI?version=3&amp;amp</a>

นที สรวารี เวทีราชดำริ 3 ปีราชประสงค์ 19-05-2013

<a href="http://www.youtube.com/v/kWfmZfV3HEE?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/kWfmZfV3HEE?version=3&amp;amp</a>

ทนายอู๊ด เวทีราชดำริ 3 ปีราชประสงค์ 19-05-2013

<a href="http://www.youtube.com/v/A930mzq4AY0?hl=th_TH&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/A930mzq4AY0?hl=th_TH&amp;amp</a>

รศ.สุดสงวน สุธีสร (อ.ตุ้ม) เวทีราชดำริ 3 ปีราชประสงค์ 19-05-2013

<a href="http://www.youtube.com/v/96KIqcNftfQ?hl=th_TH&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/96KIqcNftfQ?hl=th_TH&amp;amp</a>

วัฒน์ วรรลยางกูร เวทีราชดำริ 3 ปีราชประสงค์ 19-05-2013

<a href="http://www.youtube.com/v/avuQSouw3GQ?hl=th_TH&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/avuQSouw3GQ?hl=th_TH&amp;amp</a>

อ.จรัล ดิษฐาอภิชัย เวทีราชดำริ 3 ปีราชประสงค์ 19-05-2013

<a href="http://www.youtube.com/v/P5KNbYPUASQ?hl=th_TH&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/P5KNbYPUASQ?hl=th_TH&amp;amp</a>

คุณพ่อน้องเฌอ เวทีราชดำริ 3 ปีราชประสงค์ 19-05-2013

<a href="http://www.youtube.com/v/Rhlq2rpqJs4?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/Rhlq2rpqJs4?version=3&amp;amp</a>

อ.ธีร์ อันมัย เวทีราชดำริ 3 ปีราชประสงค์ 19-05-2013

<a href="http://www.youtube.com/v/mPOwcMQ58Ag?version=3&amp;amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/mPOwcMQ58Ag?version=3&amp;amp</a>

แถลงข่าว เหตุการณ์การสลายการชุมนุมครบรอบ 3ปี 19052013

- ตามไปดูกลุ่มคนเสื้อแดงร่วมกิจกรรมรำลึก 3 ปี ที่แยกราชประสงค์ ครบทุกอารมณ์ (ชมภาพ) / มติชน
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1368955227&grpid=01&catid&subcatid

-ภาพชุด คนเสื้อแดงครึ่งแสน ทำบุญอุทิศกุศลให้ผู้เสียชีวิต ที่แยกราชประสงค์-วัดปทุมฯ / ข่าวสด
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNMk9EazJNamcyTlE9PQ%3D%3D&sectionid

  - ถอดเทปทักษิณจากผู้จัดการฯ "แม้ว" ลั่นเตรียมระดมแดงทำงานใหญ่ ย้ำเดินหน้าแก้รธน.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9560000060080


- กลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมรำลึก3ปี 19 พ.ค.เหตุการณ์สลายการชุมนุม บริเวณแยกราชประสงค์ / ไทยรัฐ
http://www.thairath.co.th/gallery/view/pol/6619

- รำลึก 3 ปี แผ่นดินนี้ ไม่มีความยุติธรรม No.3 / ม้าเร็วสปีดฮ้อส
https://www.facebook.com/media/set/?set=a.583732018338870.1073742111.100001062320867&type=1
 




http://thaienews.blogspot.com/2013/05/3_19.html
85  หมวดหลัก / รายงานและบทความเชิงลึก / Re: ความยุติธรรมที่ไม่เปลี่ยนผ่าน : เมื่อกษัตริย์ยึดอำนาจนักการเมือง โดย แพทย์ พิจิตร มติชนสุดสัป เมื่อ: 13 พฤษภาคม 2013, 13:08:08
ความยุติธรรมที่ไม่เปลี่ยนผ่าน (83) : เมื่อกษัตริย์ยึดอำนาจนักการเมือง

ในการทำรัฐประหารยึดอำนาจจากฝ่ายรัฐสภาในปี ค.ศ.1772 พระเจ้ากุสตาฟที่สามแห่งสวีเดน (1746-1792) ได้รับความร่วมมือประสานใจจากนายทหารสำคัญสองคนที่ถือว่าเป็นหลักในความสำเร็จ นั่นคือ เจคอบ แม็กนัส สเปรงต์ปอร์เตน (Jacob Magnus Sprengtporten : 1727-1786) และ โยฮัน คริสโตเฟอร์ โทลล์ (Johan Christopher Toll : 1743-1817)

แม้ว่าพระองค์จะยึดอำนาจจากฝ่ายรัฐสภา แต่ก็เป็นเรื่องน่าแปลกที่ประวัติศาสตร์ได้ยกย่องพระองค์ในฐานะที่เป็น "Enlightened Despot"

แผนการทำรัฐประหารเริ่มขึ้นจากสเปรงต์ปอร์เตน โดยยุทธศาสตร์การยึดอำนาจโดยการโจมตีอย่างรวดเร็วฉับพลันไม่ให้ทันได้ตั้งตัว (coup de main) และจะเริ่มที่นอกกรุงสวีเดนก่อน โดยมอบหมายให้ โยฮัน คริสโตเฟอร์ โทลล์ ปฏิบัติภารกิจสำคัญในการยึดค่ายทหารที่สำคัญทางตอนใต้ที่ "Kristianstad" ส่วนสเปรงต์ปอร์เตนจะยึดค่ายทหารที่ "Sveaborg"

และหลังจากรักษาที่มั่นของกองกำลังที่ฟินแลนด์ได้แล้ว หลังจากนั้นทั้งสองก็จะนำทัพเข้าสวีเดน เพื่อเข้าเฝ้าพระเจ้ากุสตาฟที่สามและบรรดาข้าราชบริพารที่จงรักภักดี และทำการยึดเมืองหลวงสตอกโฮล์มในตอนกลางคืน

และบังคับให้พวกอภิชนนักการเมืองยอมรับรัฐธรรมนูญใหม่จากองค์พระมหากษัตริย์ที่จะไม่ถูกจำกัดพระราชอำนาจอีกต่อไป



แผนรัฐประหารที่จะนำพระราชอำนาจสถาบันพระมหากษัตริย์สวีเดนกลับคืนมาได้รับการสนับสนุนจากนายทุนใหญ่ชาวฝรั่งเศสชื่อ นิโคลัส โบโซน (Nicolas Beaujon : 1718-1786) โดยผ่านการบริหารจัดการโดยเอกอัคราชทูตสวีเดนประจำฝรั่งเศสคือ เคานต์ ครอยต์ซ (Count Creutz : 1731-1785)

โบโซนเป็นนักการเงินประจำพระราชสำนักแห่งพระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่ ซึ่งในปี ค.ศ.1772 แม้ว่าการเมืองในปารีสจะเริ่มสับสนวุ่นวาย แต่ก็ยังอยู่ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ฝรั่งเศสภายใต้พระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่

โบโซนยังได้รับแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในที่คณะที่ปรึกษา (Council of State) ของพระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่ด้วย ซึ่งคณะที่ปรึกษาดังกล่าวนี้เทียบเท่าคณะองคมนตรีนั่นเอง

โบโซนถือว่าเป็นสามัญชนที่ร่ำรวยที่สุดในสมัยนั้นเลยก็ว่าได้ เขามีเส้นสายทางธุรกิจการเงินอย่างสุดยอดกับราชสำนักและภาคส่วนที่สำคัญทั้งภายในและต่างประเทศ แถมยังเป็นที่ปรึกษาการเงินให้กับบุคคลชั้นสูงอีกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาดาม ดู บาครีย์ (Madame du Barry) นางสนมที่เป็นทางการคนสุดท้ายของพระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่

ผู้เขียนสันนิษฐานเหตุผลที่โบโซนสนับสนุนแผนรัฐประหารของพระเจ้ากุสตาฟที่สามในสวีเดนว่าน่าจะมาจากการที่ตัวโบโซนเองร่ำรวยได้ดิบได้ดีขึ้นมาภายใต้เส้นสายในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ฝรั่งเศส อาจทำให้เขาเห็นช่องทางที่จะได้ผลประโยชน์หากแผนรัฐประหารในสวีเดนสำเร็จ

คนและวิธีคิดแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่เกิดขึ้นในทุกระบอบการปกครอง

คนที่ได้ดิบได้ดีจากเส้นสนกลในในระบอบการปกครองหนึ่งๆ ก็ย่อมจะเห็นช่องทางแบบเดียวกันในระบอบเดียวกันในประเทศอื่นได้เช่นกัน

จะแตกต่างเพียงว่า การจะวิพากษ์วิจารณ์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ทำได้ยากหรือทำไม่ได้เลยเมื่อเทียบกับระบอบที่เป็นประชาธิปไตย

แต่ถ้าเป็นระบอบประชาธิปไตยจำแลง แม้ว่าจะวิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านั้น แต่ก็ยังดีกว่าระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อยู่ดี

และผู้เขียนก็เห็นด้วยกับข้อวิจารณ์ที่เกิดขึ้นกับการทำธุรกรรมและรายได้ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่ว่าควรจะสามารถเปิดเผยโปร่งใสต่อสาธารณะด้วย มิฉะนั้นแล้วก็จะกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญของทั้งตัวสำนักงานและสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย

และหากมีใครนำไปเปรียบเทียบกับสถานการณ์ของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของฝรั่งเศสในรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่แล้ว ก็จะยังไปกันใหญ่ ทั้งๆ ที่ปัจจุบัน ประเทศเราก็เป็นระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญไปแล้ว



เมื่อแผนการรัฐประหารในสวีเดนได้เริ่มขึ้น ปฏิบัติการทางการทหารของโทลล์ก็สำเร็จตามแผนขั้นแรกในในวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ.1772 ในการยึดค่ายทหารที่ "Kristianstad" ได้

ต่อมาในวันที่ 16 สิงหาคม สเปรงต์ปอร์เตนก็สามารถยึด "Sveaborg" ได้ตามแผนเช่นกัน แต่เกิดอุปสรรคในการเดินทางทำให้สเปรงต์ปอร์เตนยังไม่สามารถข้ามจากฟินแลนด์มายังกรุงสตอกโฮล์มได้

ในวันเดียวกันนั้น ผู้นำฝ่ายรัฐสภาฝ่าย "the Cap" คือ ทูเระ รุดเบก (Ture Rudbeck) ได้เดินทางมาถึงสตอกโฮล์มด้วยทราบข่าวการก่อการดังกล่าวที่เกิดขึ้นในทางตอนใต้ ในขณะที่กองกำลังรัฐประหารของให้สเปรงต์ปอร์เตนไม่สามารถเดินทางมาสตอกโฮล์มได้ตามแผน ทำให้พระเจ้ากุสตาฟทรงตกอยู่ในสภาพที่โดดเดี่ยวท่ามกลางศัตรูของพระองค์ อีกทั้งกองกำลังของโทลล์ก็อยู่ห่างจากสตอกโฮล์มถึงห้าร้อยไมล์

ส่วนนักการเมืองอีกฝ่ายในรัฐสภา "the Hat" ก็ซุ่มตัวเงียบอยู่

ดังนั้น ในสถานการณ์วิกฤตดังกล่าวทำให้พระเจ้ากุสตาฟที่สามทรงตัดสินพระทัยอย่างเฉียบขาดฉับพลันโดยไม่ทรงจำเป็นต้องรอสเปรงต์ปอร์เตนอีกต่อไป

กล่าวได้ว่า การตัดสินพระทัยของพระองค์ทำให้สเปรงต์ปอร์เตนไม่มีความจำเป็นตามแผนรัฐประหารที่วางไว้ตั้งแต่ต้น



พระองค์ทรงตัดสินใจกระทำการอย่างรวดเร็ว นั่นคือ ในเย็นวันที่ 18 สิงหาคม พระองค์ได้ออกคำสั่งลับต่อเหล่านายทหารที่พระองค์ทรงวางพระทัยให้ไปรวมตัวกันที่จัตุรัสใหญ่หน้าคลังสรรพาวุธในเช้าวันรุ่งขึ้น

สิบโมงเช้าของวันที่ 19 สิงหาคม พระเจ้ากุสตาฟทรงม้าและมุ่งตรงไปยังคลังสรรพาวุธดังกล่าว และในระหว่างทางนั้น ก็มีเหล่าทหารคู่พระทัยก็ทรงติดตามไปเป็นกลุ่มเล็กๆ ด้วย

และเมื่อไปถึงเป้าหมาย พระองค์ทรงมีนายหทารที่จงรักภักดีที่อยู่ในสภาพเตรียมพร้อมราวสองร้อยนาย พระองค์ได้ทรงนำขบวนทหารกลับไปยังบริเวณปีกตะวันตกเฉียงเหนือของพระราชวังอันเป็นศูนย์บัญชาการของกองทหารรักษาพระองค์ และพระองค์ได้ทรงเปิดเผยแผนการรัฐประหารต่อนายหทารที่ประจำการขณะนั้น

โดยพระองค์ได้ทรงมีพระราชดำรัสต่อเหล่านายทหารที่รวมพลกันอยู่ ณ ที่นั่นว่า "ถ้าพวกท่านทั้งหลาย เฉกเช่นที่บรรพบุรุษของพวกท่านได้กระทำภายใต้การนำของพระเจ้ากุสตาฟที่หนึ่ง (Gustav Vasa : 1496-1560 อันเป็นบุรพกษัตริย์แห่งสวีเดนที่ต่อสู้เพื่อเอกราชปลดปล่อยสวีเดนจากภายใต้ยึดครองของพระเจ้าคริสเตียนที่สองแห่งเดนมาร์กและนอร์เวย์) และพระเจ้ากุสตาฟที่สอง (Gustavas Adolphus : 1594-1632 บุรพกษัตริย์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ทำให้สวีเดนเป็นมหาอำนาจ) ข้าพเจ้าจะเสี่ยงชีวิตและเลือดเนื้อเพื่อพวกท่านและการปลดปล่อยปิตุภูมิของเรา"

ทันทีที่จบพระราชดำรัสดังกล่าว นายทหารชั้นผู้น้อยที่สุดในที่นั้นได้กล่าวขึ้นทันทีว่า "เราจะยอมเสียสละชีวิตและเลือดเนื้อของพวกเรารับใช้เบื้องพระยุคลบาท"

จากนั้น พระเจ้ากุสตาฟได้ทรงให้มีการถวายสัตย์ปฏิญาณ และนายทหารทุกคนได้ลงนามโดยมิได้ลังเล ส่งผลให้พวกเขาพ้นจากพันธะที่มีต่อพวกอภิชนในรัฐสภา และยึดมั่นต่อเชื่อฟังต่อ "พระเจ้ากุสตาฟที่สาม" อย่างถูกต้องตามกฎหมายที่เกิดขึ้นตามสัตย์ปฏิญาณดังกล่าว



ต่อมาไม่นานหลังจากนั้น รุดเบกได้ถูกควบคุมตัว และฝ่ายพระเจ้ากุสตาฟสามารถควบคุมกองทัพเรือไว้ได้

พระเจ้ากุสตาฟได้ทรงเสด็จพระราชดำเนินในที่ต่างๆ ในกรุงสตอกโฮล์ม และมีบันทึกว่า ในทุกๆ ที่ที่พระองค์เสด็จไปนั้น พระองค์ได้รับการถวายการต้อนรับจากเหล่าฝูงชนที่แสดงความปีติยินดีอย่างกระตือรือร้น ต่างร้องตะโกนเรียกพระองค์ในฐานะ "ผู้มาปลดปล่อย"

และจากเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ถึงกับทำให้ คาร์ล มิคาเอล เบลล์มาน (Carl Mikael Bellman) แต่งเพลงเพื่อสรรเสริญการที่พระองค์ยึดอำนาจจากอภิชนนักการเมืองได้สำเร็จ

เพลงนี้มีชื่อว่า "Toast to King Gustav" (อวยชัยแด่พระเจ้ากุสตาฟ)
 
86  หมวดหลัก / นิธิ เอียวศรีวงศ์ / สัตว์สังคม โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ เมื่อ: 13 พฤษภาคม 2013, 12:40:24
นิธิ เอียวศรีวงศ์

สัตว์สังคม



ผมจำไม่ได้แน่ว่าผมเริ่มเรียนรู้ว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคมในชั้นใด แต่แน่ใจว่าเป็นชั้นประถมแน่ ผมจำไม่ได้อีกเช่นกันว่า ครูบอกเหตุผลอะไรที่ยืนยันว่าเราเป็นสัตว์สังคม ร้ายยิ่งไปกว่านั้น คือจำไม่ได้อีกว่า เมื่อต้องเรียนเรื่องสัตว์สังคมในชั้นมัธยมอีก ครูบอกเหตุผลว่าอะไร

ที่จำได้แน่อีกอย่างหนึ่งก็คือ เรื่องสัตว์สังคมนั้น อยู่ใน "วิชาหน้าที่พลเมือง" วิชานี้เกือบจะเป็นวิชาเดียวกระมังที่คณะราษฎรสร้างขึ้นใหม่ นอกเหนือจากที่มีอยู่ในหลักสูตรการศึกษาของระบอบเก่า ผมแน่ใจว่านอกจากพูดเรื่องหน้าที่แล้ว ก็พูดเรื่องของสิทธิเสรีภาพของพลเมืองด้วย เด็กรุ่นผมเป็นลูกศิษย์ของคณะราษฎร แต่ก็ไม่แน่ใจว่าทำให้เราต่างจากเด็กรุ่นก่อนและรุ่นหลังอย่างไร

เพื่อจะปลูกฝังสิทธิและหน้าที่ของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย เหตุผลว่าเราเป็นสัตว์สังคมจึงมีความสำคัญ

น่าเสียดายที่ผมจำไม่ได้ว่าแบบเรียนของผมอธิบายว่าอย่างไร



ผมเข้าใจว่า นักเขียนคนแรกที่พูดเรื่องสัตว์สังคม (แม้ไม่ได้ใช้คำนี้) คือ ร.6 เมื่อท่านอธิบายว่า "ชาติ" (ซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงสังคมอย่างที่เราใช้ในปัจจุบันด้วย) คือคนจำนวนมากที่อยู่ร่วมกัน ใช้ภาษาเดียวกัน อยู่ใต้ระบอบปกครองเดียวกัน มีผลประโยชน์ร่วมกัน

แม้ท่านไม่ได้บอกว่า ที่คนจำนวนมากมาอยู่รวมกันเช่นนั้น เกิดขึ้นจากความสมัครใจหรือถูกบีบบังคับให้ต้องอยู่ร่วมกัน แต่ก็ยังอยากเดาว่า ท่านคงนำความคิดนี้มาจากเมืองฝรั่งซึ่งท่านไปศึกษาเล่าเรียนมานาน

ก่อนที่เจ้าฟ้าวชิราวุธจะเสด็จไปยุโรปสัก 50 ปี นักคิดฝรั่งสายเสรีนิยมคิดเรื่องนี้กันมาก ในที่สุดก็มาลงเนื้อเห็นกันว่า สังคม (หรือ "ชาติ" ของ ร.6) นั้นเป็นของดีมีประโยชน์ เพราะให้ความปลอดภัยและมั่นคงแก่คนที่เข้ามาร่วมอยู่ในสังคมเดียวกัน สามารถมีชีวิตอย่างเป็นสุขได้มากกว่าอยู่ตัวคนเดียว และที่สังคมจะทำหน้าที่ให้เป็นประโยชน์แก่สมาชิกได้ ก็อยู่ที่ต้องมีระเบียบกฎเกณฑ์ ระเบียบของสังคมจึงมีความสำคัญที่สุด ป้องกันมิให้สังคมแตกสลายลง และทุกคนต้องไปอยู่อิสระไร้ความคุ้มครองดูแล

ระเบียบของสังคมนั้นสะท้อนออกมาในรูปของกฎหมาย, วัฒนธรรม และระบอบปกครอง ที่ต้องรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของสิ่งเหล่านี้ไว้ก็เพื่อทำให้ระเบียบของสังคมดำรงอยู่อย่างมั่นคง

ทั้งหมดนี้สะท้อนออกมาในพระราชนิพนธ์ ร.6 มาก



ความคิดเสรีนิยมเช่นนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานว่า มนุษย์เป็นปัจเจกบุคคล แต่ละคนก็เป็นหน่วยหนึ่งซึ่งเป็นอิสระจากกัน จึงมีเสรีภาพสมบูรณ์ในตัวเอง ฉะนั้น การเข้ามาอยู่ร่วมกันในสังคมจึงเป็นความสมัครใจของตนเอง เพื่อประโยชน์สุขของตนเอง จึงพร้อมจะแลกเปลี่ยน คือยอมสละเสรีภาพที่เคยมีบางส่วนออกไป เพื่อสังคมที่มีระเบียบกฎเกณฑ์ และตนก็จะได้รับความคุ้มครองป้องกันจากสังคมเหมือนคนอื่น

ความคิดอย่างนี้เป็นทฤษฎีบนอากาศแท้ๆ กล่าวคือหาหลักฐานเชิงประจักษ์มาพิสูจน์ไม่ได้ มนุษย์ดึกดำบรรพ์ที่ไหนๆ ซึ่งเราได้พบร่องรอย ก็ล้วนไม่ได้เป็นปัจเจกทั้งสิ้น หากมีชีวิตอยู่ท่ามกลางกลุ่มของตนเอง แม้แต่พวกนีแอนเดอร์ธรัล ซึ่งเป็นคน (หลังตรง) เหมือนเรา แต่ไม่ใช่เรา ก็ยังอยู่กันเป็นกลุ่ม สังคมจึงไม่ได้เกิดจากความสมัครใจของใคร แต่เพื่อจะมีชีวิตอยู่รอดและอยู่ดีได้ คนต้องรวมกันเป็นสังคม นับตั้งแต่กลุ่มเล็กๆ เพื่อล่าสัตว์ ไปจนถึงกลุ่มใหญ่ๆ เพื่อล่าอาณานิคม

ยิ่งกว่านี้ หากพูดกันในเชิงประจักษ์ ก็ไม่มีใคร "สมัครใจ" เข้ามาอยู่ในสังคมสักคนเดียว เราเกิดมาในสังคมต่างหาก เราอาจเปลี่ยนจากอยู่ในสังคมนี้ไปอยู่สังคมโน้นได้บ้าง แต่การเปลี่ยนทำไม่ได้ง่ายๆ และต้องผ่านกระบวนการที่ยากลำบากและเจ็บปวด... บางครั้งหลายชั่วชีวิตคนทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ความคิดที่ว่ามนุษย์เป็นปัจเจกที่สมัครใจละทิ้งเสรีภาพบางส่วนเพื่อเข้ามาอยู่ในสังคม เป็นที่มาของแนวคิด "สัญญาประชาคม" ของรุสโซ และสิทธิเสรีภาพพลเมืองของ จอห์น ล็อก ดูเหมือนเป็นพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย แต่อันที่จริงแล้ว แนวคิดแบบนี้เป็นพื้นฐานแก่ประชาธิปไตยก็ได้ เป็นพื้นฐานแก่ระบอบเผด็จการก็ได้เหมือนกัน

ก็มนุษย์ยอมสละเสรีภาพส่วนตัวแล้วนี่ครับ เพื่อแลกกับระเบียบทางสังคม ฉะนั้น ตราบเท่าที่ผู้ปกครองสามารถอำนวยประโยชน์สุขให้แก่ประชาชนได้ ตราบนั้น "สัญญาประชาคม" ก็ยังอยู่ เพราะระเบียบทางสังคมย่อมมีความสำคัญกว่าเสรีภาพส่วนบุคคล ผมคิดว่านี่คือแนวคิดพื้นฐานของการเรียนกฎหมายในเมืองไทย และเป็นหลักพื้นฐานของกระบวนการยุติธรรมไทย (ไม่ใช่การหาดุลยภาพที่เหมาะสมระหว่างสองอย่าง บนหลักการว่าระเบียบทางสังคมที่ดีย่อมไม่เป็นภัยต่อเสรีภาพ พูดอีกอย่างหนึ่งคือเป็นสองอย่างที่แยกออกจากกันเป็นสองขั้วไม่ได้)

มีข้อน่าสังเกตด้วยว่า ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการหรือประชาธิปไตย แนวคิดเสรีนิยมแบบนี้ต้องเน้นความเสมอภาค กล่าวคือแต่ละคนยอมสละเสรีภาพส่วนตัวเพื่อเข้ามาอยู่ร่วมกันเป็นสังคม จึงต้องสละเท่าๆ กัน ดังนั้น เสรีภาพที่เหลืออยู่ของแต่ละคนในสังคม ย่อมมีเท่ากัน จะมีอภิสิทธิ์ชนไม่ได้ ทั้งนี้ นับว่าสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของกระฎุมพีเสรีนิยม ซึ่งต้องการจำกัดอภิสิทธิ์ของชนชั้นสูงในระบอบเก่า (ทุกคนเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายอย่างที่ คุณชวน หลีกภัย พูดเสมอ) แต่ในขณะเดียวกันก็เกรงว่าเสรีภาพและความเสมอภาพจะนำมาซึ่งการเถลิงอำนาจของชนชั้นล่าง

คิดแล้วก็น่าเห็นใจ ร.6 อย่างมาก ทรงนำความคิดเสรีนิยมของฝรั่งมาเป็นฐานให้แก่ชาตินิยมของพระองค์ แต่เพื่อผดุงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ให้ดำรงสืบไป อีกทั้งจะรับความคิดเรื่องความเสมอภาคก็ไม่ได้ เพราะหวั่นเกรงกระฎุมพีราชการไทยจะได้อำนาจ เสรีนิยมเป็นความคิดฝรั่งในเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ของฝรั่ง นำมาใช้เป็นฐานของความเปลี่ยนแปลงในเมืองไทยซึ่งอยู่คนละเงื่อนไขโดยสิ้นเชิง แม้กระนั้นพระบรมราชาธิบายของ ร.6 ก็ยังมีอิทธิพลอย่างสูงในเมืองไทยสืบมาจนถึงปัจจุบัน

เรื่องนี้ต้องยกย่องอัจฉริยภาพของ ร.6 หรือต้องประณามการศึกษาไทยก็ไม่แน่ใจ



ฝรั่งที่ปฏิเสธแนวคิดเสรีนิยมแบบนี้เป็นคนแรกคือ Karl Marx เขาคิดว่ามนุษย์ไม่ได้เป็นปัจเจกล้วนๆ แต่มนุษย์เป็น "สัตว์สังคม" กล่าวคือสังคมคือบ้านของมนุษย์ เป็นส่วนหนึ่งที่แยกไม่ออกจากความเป็นมนุษย์มาตั้งแต่ต้นแล้ว ดังนั้น ในระบบเศรษฐกิจและการปกครอง (เศรษฐศาสตร์การเมือง) ใดๆ ก็ตาม ที่ทำให้มนุษย์สูญสิ้นความเป็นมนุษย์ เช่นกลายเป็นแค่ "แรงงานหรือ labor", ส่วนหนึ่งของ "เครื่องจักร", หรือหนึ่งใน "ปัจจัยการผลิต" ก็เท่ากับพรากเขาออกไปจากสังคม และนั่นคือเหตุที่ทำให้ Marx เรียกการกระทำอย่างนั้นว่า "การแปลกแยก" (alienation) คือแปลกแยกมนุษย์ออกไปจากสังคม ซึ่งก็คือทำให้เขาสูญเสียความเป็นมนุษย์ ในปัจจุบันเพื่อลดสีแดงให้เจือจางลง จึงนิยมใช้คำว่า dehumanization มากกว่า

ผมเข้าใจว่า ที่นายทุนทำกำไรได้มโหฬาร และใช้ชีวิตที่ลอยอยู่เหนือสังคมด้วยอำนาจเงินตราของตน ก็น่าจะถือเป็นความแปลกแยกอีกชนิดหนึ่ง นั่นคือพวกเขาสูญเสียความเป็นมนุษย์ไปเหมือนกัน กลายเป็นแค่เซเล็บ, "ท่าน", "พ่อมดการเงิน", หรือ "ไทคูน"

ดังนั้น อุดมคติทางสังคมของมาร์กซิสต์จึงเป็น "ภราดรภาพ" หรือการอยู่ร่วมกันในสังคมโดยไม่กดขี่รังแกกัน ซ้ำยังเอื้อเฟื้อดูแลกันและกันด้วย ดังที่อาจพบได้ในสังคมคอมมิวนิสต์ปฐมภูมิ ซึ่งในสมัยของ Marx เชื่อว่าทุกสังคมเคยผ่านมาแล้วทั้งนั้น

(อย่างที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ พูดถึงหมู่บ้านอีสาน)



คงเป็นอิทธิพลของ พคท. และการเข้าป่า ที่ทำให้เอ็นจีโอนับตั้งแต่รุ่นแรกๆ วางเป้าหมายการทำงานของตนไว้ที่สังคมอันเปี่ยมด้วยภราดรภาพ กลับไปสู่ชุมชนที่ใช้ทรัพยากรร่วมกัน มีกฎกติกาหรือ "ฮีต" ที่คอยควบคุมให้ทุกคนไม่แปลกแยกและไม่ถูกแปลกแยกจากสังคมและความเป็นมนุษย์

เป็นสังคมคอมมิวนิสต์ปฐมภูมิ ซึ่งสามารถอยู่ภายใต้อำนาจของราชบัลลังก์และชนชั้นนำต่างๆ ได้ โดยไม่เป็นอริกับระบบ แม้อาจเป็นอริกับนายทุนบางคนบางกลุ่มก็ตาม

แต่ในความเป็นจริง การย้อนกลับไปสู่สังคมคอมมิวนิสต์ปฐมภูมิเกิดขึ้นในความเป็นจริงของเมืองไทยไม่ได้มานานแล้ว ยิ่งเมื่อทุนนิยมขยายตัว ชุมชนจะเป็นอิสระต่อไปอย่างเดิมย่อมเป็นไปไม่ได้ และพลังของชุมชนที่จะต่อต้านการแทรกเข้ามาของทุนและรัฐก็ไม่มี ในเมื่อครึ่งหรือกว่าครึ่งของผู้คนในหมู่บ้านล้วนมีรายได้จากทุนหรือรัฐทั้งสิ้น

ผมคิดว่า ด้วยวิธีคิดแบบนี้ ทำให้ขบวนการเอ็นจีโอส่วนใหญ่ไม่พร้อมจะรับมือกับทุนนิยม (เช่น จะสร้างหรือพัฒนากระบวนการทางการเมืองและสังคมอย่างไร จึงสามารถทำให้ประชาชนต่อรองกับทุนนิยมได้) มากไปกว่าการต่อต้านและประณามทุนนิยมสามานย์

ในขณะที่เมื่อลืมตาขึ้น ก็พบการพังสลายอย่างรวดเร็วและสิ้นเชิงของสังคมภราดรภาพ เด็กในหมู่บ้านอยากทำงานในโรงงานมากกว่าเลี้ยงควาย



ดังนั้น จึงไม่น่าประหลาดใจแต่อย่างไร ที่จำนวนมากของเอ็นจีโอในวันนี้กลายเป็นแนวหน้าของวิธีคิดแบบเสื้อเหลือง (คือไปร่วมชุมนุมด้วยหรือไม่เป็นคนละเรื่อง) ด้วยความเชื่อว่า การขัดขวางการเมืองที่มีมวลชนเข้ามามีส่วนร่วมเท่านั้น ที่จะทำให้ทุนนิยมไม่อาจขยายตัวในประเทศไทยต่อไปได้ อำนาจของผู้มีบารมีทั้งหลายซึ่งพิสูจน์ตัวเองแล้วว่ามีอุดมการณ์เหลืองแน่เท่านั้น ที่จะปกป้องและรื้อฟื้นสังคมภราดรภาพกลับคืนมาได้ และดังนั้น ฝ่ายที่เคยยืนอยู่เคียงข้างประชาชน จึงสามารถเข้าไปร่วมมือกับฝ่ายจารีตนิยม, ชนชั้นนำเก่า และระบอบเก่าได้หน้าตาเฉย

อันที่จริงชะตากรรมของนักสังคมนิยม ซึ่งอุทิศตนเพื่อประโยชน์สุขของคนระดับล่าง กลับหันไปเชิดชูยกย่องและร่วมมือกับชนชั้นนำ (ทั้งในระบอบเก่า และระบอบใหม่ที่กระฎุมพีเสรีนิยมสร้างขึ้น) เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เพราะความพยายามของนักเสรีนิยมที่จะเปลี่ยนสังคมไปสู่สังคมภราดรภาพ ไม่เคยประสบความสำเร็จเลยตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 19

บางคน เช่น Saint-Simon นักสังคมนิยมฝรั่งเศส จึงเชื่อว่า ชนชั้นนำต่างหาก ที่จะสามารถนำสังคมกลับไปสู่อุดมคติที่ผู้คนไม่รังแกกัน และต่างอยู่ร่วมกันฉันพี่น้องได้เหมือนเดิม

เขากลายเป็นนักสังคมนิยมที่เหลืองจัดมากขึ้นไปเรื่อยๆ จนสิ้นชีวิตลง   
87  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / ชะตากรรม นายกฯ ยิ่งลักษ์และประชาชน ใต้เงารัฐประหาร เมื่อ: 13 พฤษภาคม 2013, 12:14:12
มุกดา สุวรรณชาติ

ชะตากรรม นายกฯ ยิ่งลักษ์และประชาชน ใต้เงารัฐประหาร



ข่าวรัฐประหาร

ช่วงเวลานี้พอมีข่าวการเคลื่อนไหวทางการเมืองแรงขึ้น ก็จะมีข่าวการรัฐประหารแทรกเข้ามา หลังจากที่สภาไม่ยอมให้ศาลรัฐธรรมนูญก้าวก่ายอำนาจนิติบัญญัติ มีประชาชนประท้วงศาล รธน. และการปาฐกถาของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากมองโกเลีย ยังมีการเคลื่อนไหวมวลชนกลุ่มขาประจำ แนวร่วมรักชาติฯ มาปักหลักหน้าทำเนียบองคมนตรี ประกาศขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ หลายคนก็คิดว่าการเมือง เข้าสู่ระดับร้อนแรงแล้ว

มีคนวิเคราะห์ไกลไปถึง เดือนตุลาคมว่า ถ้าคดีพื้นที่ทับซ้อนเขาพระวิหารเกิดพลาดท่าเสียที่ดิน ไปเพียง 4 ตารางนิ้ว หรือ 40 ไร่ แม้ไม่ถึง 4.6 ตารางกิโลเมตรก็ตาม ก็ยังมีคนหาเรื่องล้มรัฐบาลอยู่ดี พวกหมาป่ามองประชาชนเป็นฝูงแกะ จึงหาเรื่องว่า ใครทำน้ำขุ่น หรือแม่แกะไปด่าพ่อหมาป่าให้แกะมองโกเลียฟัง ก็เป็นข้ออ้างให้หมาป่าสามารถจับแกะมาเป็นอาหาร

ประชาชนไม่ควรทำตัวเป็นฝูงแกะอีกแล้ว แต่ต้องเปลี่ยนเป็นฝูงช้างจึงจะป้องกันตัวและทำลายฝูงหมาป่าให้ได้



ชะตากรรมของประชาชน อยู่ในมือประชาชน   

สําหรับประชาชน การที่ถูกฝ่ายต่อต้านประชาธิปไตยยึดอำนาจสามครั้งซ้อน โค่นนายกฯ ไปสามคน ทั้งนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร นายกฯ สมัคร สุนทรเวช และนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของทักษิณและตระกูลชินวัตร ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของพรรคไทยรักไทย แต่เป็นเรื่องที่พวกเผด็จการมองไม่เห็นหัวประชาชน จึงกล้ายึดอำนาจซ้ำแล้วซ้ำอีก และยังข่มขู่จนถึงทุกวันนี้

ชาวบ้านทั่วไปคงไม่ใช้ภาษาสุภาพ เช่น นายกฯ ยิ่งลักษณ์ เพราะขนาดด่าไปแล้วพวกนี้ยังแถไปว่าเป็นการด่าประเทศตัวเอง ไปเล่าเรื่องหมาป่าเมืองไทยกัดแกะไทยให้ทั้งโลกฟังได้ยังไง พวกที่ฉลาดน้อยหลายคนเผลอตัวออกมารับหน้าว่าตนเองคือฝ่ายต่อต้านประชาธิปไตย

แต่ชาวบ้านเรียกคนกลุ่มนี้ว่าโจรปล้นประชาธิปไตย มีทั้งผู้วางแผนอยู่เบื้องหลัง พวกที่ออกหน้าปล้น พวกที่เป็นสายให้โจร พวกที่รับของโจร และพวกที่ได้ผลประโยชน์ร่วมกับกลุ่มโจร ทักษิณและผู้ใกล้ชิดเป็นเพียงเหยื่อรายใหญ่ แต่ประชาชนได้รับผลกระทบโดยตรง

วันนี้พวกปล้นประชาธิปไตย มือขวาถือกฎหมาย มือซ้ายชักปืนขู่

ชาวบ้านจึงบอก...ว่ามันมากเกินไปแล้ว

แต่พวกรับของโจรและพวกลูกสมุน ยังติดใจในรสชาติของอำนาจและเงินตรา ไล่ยังไงก็ไม่ยอมไป มองประชาชนเป็นลูกแกะ เพราะยอมถอยยอมอ่อนให้ตลอด

ประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่ผ่านมาตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516, เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519, พฤษภาคม 2535 ฝ่ายต่อต้านประชาธิปไตยไม่เคยได้รับการสดุดี ผู้ร่วมก่อการยึดอำนาจทั้งหลาย ไม่มีใครมีชีวิตอยู่อย่างภาคภูมิใจ ไม่อยากให้ใครเอ่ยถึงประวัติผลงานของตัวเองด้วยซ้ำ

เหตุการณ์ในปี 2549 ถึง ปัจจุบันก็จะถูกจารึกไว้แบบเดียวกัน เพียงแต่ในยุคสมัยใหม่ มีการบันทึกทั้งภาพและเสียงเป็นหลักฐานว่า ใครทำอะไรพูดอะไร ทำให้เกิดผลต่อประเทศชาติอย่างไร เรื่องแบบนี้โกหกกันไม่ได้

เวลาที่ผ่านไปพิสูจน์ว่าความจริงปรากฏขึ้นทุกครั้ง แต่ชะตากรรมประชาชนจะซ้ำรอยเดิมหรือเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็อยู่ที่ ยุทธศาสตร์-ยุทธวิธี การต่อสู้และความสามัคคีของประชาชนเอง



ชะตากรรมของนายกฯ ยิ่งลักษณ์

วันนี้ก็อยู่ในมือประชาชน   

ที่เรียกว่าชะตากรรม เพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้วางแผนชีวิตไว้แบบนี้ แต่ชีวิตต้องหักเหหลังจากเกิดการรัฐประหาร 2549 และตุลาการภิวัฒน์เปลี่ยนขั้วรัฐบาล 2551 ความอยุติธรรมเหมือนปุ๋ย ที่ส่งผลให้เกิดขบวนการคนเสื้อแดง งอกเงยขึ้นจำนวนมหาศาล

ปี 2553 การชุมนุมเรียกร้องให้ยุบสภา ทำให้ถูกปราบ จนมีประชาชนเสียชีวิตบาดเจ็บจำนวนมาก

การเลือกตั้งปี 2554 เมื่อนักกีฬาตัวจริงและตัวสำรองถูกตุลาการภิวัฒน์ล็อกตัวไว้หมด โดยการตัดสิทธิ์ทางการเมืองไปประมาณ 200 คน เป็นทั้งคนคำนวณ ควบกับฟ้าลิขิต จึงกลายเป็นชะตากรรมสำหรับนายกฯ หญิง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ว่าเธอจะชอบหรือไม่ก็ไม่อาจฝืน แม้ไม่เคยคิดหวังที่จะเป็นนายกฯ แต่ก็รับภาระหน้าที่ได้อย่างดี เท่าที่คนมือใหม่คนหนึ่งจะทำได้

จากวันที่ก้าวเข้าสู่ยุทธจักรจนถึงวันนี้มีคนโจมตี เธอด้วยอาวุธการเมืองหลายชนิดทั้งอาวุธที่เปิดเผย และอาวุธลับ ฝ่ายตรงข้ามพยายามชูว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์เป็นผู้ร้าย สร้างภาพนายกฯ ว่าเป็นนางมารร้าย ดีแต่สวย พูดไม่เป็น ภาษาอังกฤษไม่คล่อง พูดไทยไม่เก่ง แต่ก็ไม่สามารถทำลายภาพ คนขยัน มีความอดทน อดกลั้น ทำงาน แบบไม่มีหยุดพัก ระดับ เฮฟวี่ดิวตี้

เช่น ในเดือนพฤศจิกายน 2555 วันที่ 9-10 ต้อนรับประธานาธิบดีเกาหลี 12-14 ไปเยือนอังกฤษ 15-16 บินกลับมาต้อนรับผู้นำสองชาติ 17 บินไปประชุมกัมพูชา 18 บินกลับมาต้อนรับประธานาธิบดีโอบามา 19 บินกลับไปประชุมกัมพูชาต่อ 20-21 บินมาต้อนรับนายกฯ สาธารณรัฐประชาชนจีน 23 รับฟังการอภิปรายทั่วไปของวุฒิสภา 25-27 รับฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน 28 รับฟังการอภิปรายทั่วไปของวุฒิสภา

ในทางยุทธศาสตร์ 2 ปีที่ผ่านมานายกฯ ยิ่งลักษณ์ ได้รับความความนิยมทั้งจากประชาชนในประเทศและจากประชาคมและผู้นำนานาชาติไปเรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะการเชื่อมไทยกับโลก วันนี้เธอมีแรงหนุนรอบด้าน

นายกฯ หญิงก็รู้ว่ามีเรื่องมากมายที่ไม่เก่งและไม่รู้ ต้องใช้คนเก่งด้านต่างๆ มาช่วย ต้องทำงานเป็นทีม นั่นจึงเป็นรากฐานที่นำไปสู่ความสำเร็จ

แนวทางการต่อสู้ครั้งนี้เหมือนฟุตบอลที่เน้นการเล่นเป็นทีม เล่นตามแผน มีตัวสำรองเปลี่ยนได้ตลอด กองเชียร์เต็มสนาม จับตาดูทั้งฝ่ายตรงข้ามและกรรมการ

แต่การเคลื่อนไหวล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็มีมาตลอด ตั้งแต่น้ำท่วมจนน้ำแล้ง แผนที่ 6 ล้มเหลว ก็ใช้แผนที่ 7 แช่แข็ง ปั้นน้ำให้แข็งไม่สำเร็จ ก็จะใช้แผน 8 สร้างกระแสชาตินิยม

แต่ถ้ารัฐบาลมัวพะวงอยู่กับคนพวกนี้แล้วไม่ทำอะไร ประเทศไทยก็จะถอยหลัง

ดังนั้น รัฐบาลและฝ่ายประชาชนจะยอมถอยตลอดไม่ได้ ถอยมากก็แพ้มาก ถอยน้อยก็แพ้น้อย

บทเรียนจากชัยชนะของการต่อสู้ในหลายประเทศมีให้เห็นอยู่แล้ว แม้การต่อสู้อาจจะลงเอยด้วยการใช้กำลัง แต่ก็เป็นเรื่องปกติ ถ้าความขัดแย้งนั้นไม่สามารถเจรจากันได้

สถานการณ์ปัจจุบัน ไม่มีอะไรรุนแรงถ้าไม่มีใครก่อการยึดอำนาจขึ้นมา เกมก็จะยื้อกันไปเรื่อยๆ เพื่อไทยทนเป็นรัฐบาลได้อยู่แล้วแต่ฝ่ายต่อต้านประชาธิปไตยจะทนได้นานเท่าไร? รอจนครบ 4 ปี ก็อาจไม่ชนะ จะทนรออีก 4 ปีถึง 2562 ได้หรือไม่

ถ้าไม่รอจะทำอย่างไร?



ถ้ามีการรัฐประหารจะเกิดอะไรขึ้น?

เกิดคำถามขึ้นว่า การรัฐประหารด้วยกำลัง หรือการยึดอำนาจด้วยวิธีนอกระบบอื่นๆ จะทำอีกได้หรือไม่?

ถ้ามีคนกล้าทำ จะเกิดอะไรขึ้น ในสภาพเหตุการณ์การเมืองแบบปัจจุบันนี้ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นในยุคที่มีการซื้อขายธุรกิจกันครั้งละหลายแสนล้าน แต่เมื่อมันเคยเกิดเมื่อปี 2549 และ 2553 โอกาสเกิดก็ยังคงมี

ทีมวิเคราะห์คาดว่าสถานการณ์ปัจจุบัน โลกได้พัฒนาไปมาก การต่อสู้ที่เกิดขึ้น น่าจะมีรูปแบบและขั้นตอนที่แตกต่างจากเดิม คงไม่มีใครคว้าปืนไปต่อสู้กันทันที แต่จะมีแนวรบด้านสื่อสาร ด้านกฎหมาย ด้นเศรษฐกิจ และค่อยๆ ขยายไปตามสถานการณ์ ดังนี้ ...

1. เมื่อเกิดการรัฐประหารหรือยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะได้รับการต่อต้านจากมวลชนฝ่ายประชาธิปไตยทันที ด้วยรูปแบบต่างๆ ทั้งบนถนน และบนสื่อฯ

2. จะเกิดการถอนเงินทุนของต่างชาติ ในประเทศไทย เงินจากตลาดหุ้นและธนาคารจะถูกถอนเร็วที่สุด ทั้งโดยตั้งใจต่อต้านการรัฐประหาร และไม่ตั้งใจแต่กลัวขาดทุน ทำให้ตลาดหุ้นทรุดตัวอย่างรวดเร็ว กลุ่มทุนในประเทศที่กลัวขาดทุน ก็จะทิ้งหุ้นตามทันทีเช่นกัน เพราะใครขายช้าก็จะขาดทุนมาก ภายในสามสี่วัน ตลาดหุ้นจะลดลงอย่างมาก

3. ถ้าเกิดการปะทะกันต่อเนื่องไป ธุรกิจต่างๆ จะทรุดตัวตามสถานการณ์ ...ถึงตรงนี้มีโอกาสเจรจาแต่ถ้าไม่ยุติจะบานปลาย

4. ถ้ามีการใช้อาวุธปราบประชาชนที่ต่อต้าน การต่อสู้ด้วยอาวุธก็จะเกิดขึ้นในขอบเขตทั่วประเทศและคณะผู้ยึดอำนาจจะไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้

5. ถ้ามีการตั้งรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยขึ้นมา จะมีการแย่งชิงพื้นที่และเข้าควบคุมพื้นที่ตามการสนับสนุนของมวลชน การรับรองของนานาชาติ จะมีผลทำให้ฝ่ายรัฐประหารกลายเป็นกบฏ และฝ่ายปราบสามารถระดมกำลังปราบ และอ้างมาตรา 113 มาใช้กำจัดฝ่ายรัฐประหารได้อย่างชอบธรรม...ถึงตรงนี้มีโอกาสเจรจารอบสอง แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้ สถานการณ์จะแรงขึ้น

6. ถ้าการต่อสู้ยังยืดเยื้อต่อไป จะมีการระดมอาวุธเข้ามาและสงครามจะขยายโดยไม่จำกัดวง การต่อสู้จะมีในทั้งเมืองหลวงและต่างจังหวัด

7. อาจเกิดการขาดแคลนพลังงานเนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านเช่นพม่า อาจไม่ส่งแก๊ส ลาวอาจไม่ส่งไฟฟ้า และการขนส่งน้ำมันอาจอยู่ในสภาพอันตรายจนไม่สามรถขนส่งได้

8. การขาดแคลนอาหารและสินค้าจะเกิดขึ้น เนื่องจากการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม หยุดชะงักเพราะขาดพลังงาน การผลิตด้านการเกษตรอาจทำแค่พอกินพอใช้ในท้องถิ่น คนที่อยู่ในเมืองจะได้รับความยากลำบากมาก

9. จะไม่มีพื้นที่ใดๆ ในประเทศเป็นที่ๆ ปลอดภัยเนื่องจากการต่อสู้ไม่มีแนวรบที่ชัดเจน และด้วยประสิทธิภาพของอาวุธสมัยใหม่ และเทคโนโลยีการวินาศกรรม คนที่เป็นเป้าหมายและครอบครัว ต้องอพยพหลบภัย

10. สำหรับชาวบ้านพวกเขาจะกลับบ้าน ถอยเข้าชนบท ก็พอจะมีข้าวมีผักกิน อดทนต่อสู้ระยะหนึ่ง รอให้เหตุการณ์สงบ

สำหรับคนทำธุรกิจในจังหวะที่เรากำลังเปลี่ยนตามโลก นี่เป็นการถอยหลังครั้งใหญ่

สำหรับนานาชาติจะเกิดแรงต้านครั้งใหญ่เพราะพวกเขาจะเสียหายทางธุรกิจอย่างมหาศาล และจะบีบคั้นทุกวิถีทางให้เกมจบโดยเร็ว

คนที่ทำการยึดอำนาจก็เหมือนคนเสียสติที่เดินลงไปขวางขบวนรถไฟ ตัวเองตาย แต่จะสร้างความเสียหายให้กับส่วนรวม



จากปี 2548 มาถึงวันนี้ในที่สุดทางเลือกก็จะย้อนกลับมาเป็น 3 ทางเหมือนเดิม ซึ่งกลุ่มอำนาจเก่าทดลองทำมาแล้ว ทั้ง 3 ทางคือ รัฐประหารในปี 2549 ตุลาการภิวัฒน์ในปี 2551 เลือกตั้งในปี 2554

ถ้าวงจรจะย้อนกลับ เงาที่ทาบทับ ประชาชน รัฐบาล รัฐสภา และนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ยังเป็นเงารัฐประหารและตุลาการภิวัฒน์

สังเกตจากยุทธวิธีการชุมนุมของขาประจำ การขยับตัวของศาลรัฐธรรมนูญและ ส.ว. สรรหา เกมตุลาการภิวัฒน์ยังเป็นตัวเลือกที่ 1 การรัฐประหารด้วยกำลัง จะทำเมื่อจำเป็น

แต่ไม่ว่าจะใช้วิธีใด การต่อสู้จะเกิดขึ้น และจะสร้างความเสียหายครั้งใหญ่แน่นอน
88  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / พรรคเพื่อไทย-นปช.นิ่ง แดงหน้าศาลฯ ถอย จัดเต็มรอบใหม่ 19 พ.ค. เมื่อ: 13 พฤษภาคม 2013, 10:20:23
  พรรคเพื่อไทย-นปช.นิ่ง แดงหน้าศาลฯ ถอย จัดเต็มรอบใหม่ 19 พ.ค.

คนเสื้อแดงในนามกลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กวป.) ซึ่งเป็นการรวมตัวของเครือข่ายวิทยุชุมชน 13 สถานีในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ปักหลักชุมนุมบริเวณหน้าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา เพื่อกดดันตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คนให้ยุติการทำหน้าที่

เพราะไม่พอใจและเห็นว่าการที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก รับคำร้องคัดค้านแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาดำเนินการอยู่ ไว้วินิจฉัย ตามมาตรา 68 เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง

เป็นการทำหน้าที่ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญเสียเอง ทั้งขัดต่อหลักแบ่งแยกอำนาจอธิปไตย 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ

หลังการชุมนุมผ่านไปได้ระยะหนึ่ง ปรากฏว่าไม่มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใดแสดงท่าทีตอบสนองข้อเรียกร้องของกลุ่ม กวป.

แกนนำจึงประกาศยกระดับการเคลื่อนไหว นัดระดมพลังครั้งใหญ่วันที่ 8 พฤษภาคม ภายใต้สโลแกน "ไม่รับอำนาจตุลาการ ยกเลิกมาตรา 309 อารยะขัดขืนทั้งแผ่นดิน"

เคลื่อนขบวนไปยังรัฐสภาเพื่อยื่นหนังสือแสดงเจตจำจงถอดถอน 5 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ประกอบด้วย นายจรัญ ภักดีธนากุล นายจรูญ อินทจาร นายสุพจน์ ไข่มุกด์ นายนุรักษ์ มาประณีต และ นายเฉลิมพล เอกอุรุ

ตุลาการเสียงข้างมากในมติรับคำร้องคัดค้านแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ทั้งของ นายสมชาย แสวงการ และ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ส.ว.สรรหา ไว้วินิจฉัย

หลังเสร็จสิ้นโดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใดๆ อย่างที่หลายฝ่ายวิตกกังวล กลุ่ม กวป. ได้ประกาศยุติการชุมนุมเวลาเที่ยงคืนของวันเดียวกัน



นายพงษ์พิสิษฐ์ คงเสนา หรือ เล็ก บ้านดอน พร้อมแกนนำ กวป. แถลงว่า แนวทางขับเคลื่อนของกลุ่ม กวป. แบ่งการต่อสู้เป็น 3 ยก

ยกแรก การชุมนุมต่อเนื่อง 17 วัน และการยื่นเจตจำนงถอดถอน 5 ตุลาการ ซึ่งได้ทำเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว เป็นการชนะคะแนน

ยกสอง เครือข่าย กวป. เตรียมเดินสายจัดเวทีทั่วประเทศ รณรงค์รวบรวมประชาชน 1 ล้านรายชื่อ เพื่อยื่นถอดถอน 5 ตุลาการต่อไป

ยกสาม พร้อมเคลื่อนขบวนมาชุมนุมใหญ่ที่กรุงเทพฯ หากเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ปรับเปลี่ยน ยังคงใช้อำนาจเกินขอบเขตรัฐธรรมนูญ

มีการคาดการณ์กันไว้ตั้งแต่แรกว่า

การประกาศระดมผู้ร่วมชุมนุมให้ได้ 1 แสนคน น่าจะเป็นยุทธวิธี "ถอย" ของ กวป. มากกว่าเป็นความต้องการระดมมวลชนให้ได้ตามเป้าตัวเลขที่ตั้งไว้อย่างจริงจัง

ภายหลังการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และคนเสื้อแดงในปี 2553

การที่ใครหรือสีไหนก็ตาม ประกาศจะระดมม็อบให้ได้ถึงหลักแสน ถูกมองว่าเป็นเรื่องราคาคุย มากกว่าเป็นจริงในทางปฏิบัติ

ทั้งนี้ มีการวิเคราะห์สาเหตุที่ตัวเลขผู้ชุมนุมวันที่ 8 พฤษภาคม อยู่ที่ 2-3 พันคนว่า มาจากเพราะไม่ได้รับการสนับสนุนด้าน "กำลังคน" และ "เสบียงกรัง" จากพรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช.

มีรายงานข่าวว่า ผู้ใหญ่พรรคเพื่อไทยเคยติดต่อผ่าน ส.ส.สมุทรปราการ ที่สนิทสนมกับแกนนำ กวป. ขอให้ยุติการชุมนุมตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน

แต่ กวป. ต่อรองว่าจะชุมนุมต่อถึงวันที่ 8 พฤษภาคม เพราะได้นัดหมายมวลชนจาก 37 จังหวัดไว้แล้ว หากมวลชนมาไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ จะยุติการชุมนุมทันที

ส.ส.พรรคเพื่อไทยบางคนแสดงตัวเปิดเผยว่า ไม่เห็นด้วยกับการยกระดับของ กวป.

เพราะเห็นว่าสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรงหากคุมกันเองไม่ได้ เนื่องจากแกนนำมีประสบการณ์น้อย จนกลายเป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามฉวยโอกาสขยายผลลุกลามมาถึงพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลได้

คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย มองว่า ถึงจะเป็นสิทธิในการชุมนุม แต่การต่อสู้กับศาลรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเกินกว่าจะใช้กำลังมวลชนเข้ากดดัน

เป็นข้อแตกต่างจากการชุมนุมขับไล่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ของกลุ่ม นปช. และคนเสื้อแดงในปี 2553

ซึ่งเป็นมิติทางการเมืองด้านเดียวล้วนๆ



แกนนำพรรคเพื่อไทยเชื่อว่า การต่อสู้ในระบบและในเชิงวิชาการข้อกฎหมาย อย่างที่สมาชิกรัฐสภา 312 คนร่วมกันออกแถลงการณ์ไม่รับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ

รวมถึงการออกจดหมายเปิดผนึกต่อสาธารณชนและองค์กรอิสระต่างๆ เพื่อชี้ให้เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจเกินขอบเขต ล้ำเส้นเข้าไปก้าวก่ายอำนาจรัฐสภาอย่างไร

น่าจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายการต่อสู้ได้มากกว่าการใช้กำลังมวลชนเคลื่อนไหวนอกสภา เพราะอาจทำให้รัฐบาลถูกโจมตีว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังสนับสนุนการชุมนุม

นางธิดา โตจิราการ ประธาน นปช. และแกนนำ นปช. คนอื่นๆ เช่น นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ ยืนยันว่า ถึงกลุ่ม กวป. จะเป็นหนึ่งในแนวร่วมคนเสื้อแเดง

แต่การเคลื่อนไหวเป็นอิสระ ไม่ได้ขึ้นตรงต่อ นปช.ส่วนกลาง

นางธิดาเห็นด้วยกับการต่อต้านอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ แต่ระหว่าง กวป. กับ นปช. เป็นการทำงานกันคนละส่วน นปช. ไม่เข้าไปแทรกแซง ครอบงำ สั่งการใดๆ

อย่างไรก็ตาม การชุมนุมของกลุ่ม กวป. ครั้งนี้ไม่ใช่การขับเคลื่อนระดับยุทธศาสตร์ เป็นเพียงการชุมนุมย่อย แต่ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง เพราะมีคนเห็นด้วยพอสมควร

มีการวิเคราะห์ว่า กลุ่ม นปช. ไม่เข้าร่วมชุมนุมหน้าศาลฯ เป็นเพราะแกนนำหลายคนอยู่ระหว่างการประกันตัวในคดีความต่างๆ

หากพลาดพลั้งไม่ทันระวัง หรือมี "มือที่สาม" ฉวยโอกาสก่อเหตุรุนแรง โอกาสที่แกนนำจะถูกศาลสั่งถอนประกัน ส่งตัวเข้าไปนอนในเรือนจำเหมือน นายก่อแก้ว พิกุลทอง จึงมีมาก

ที่สำคัญ นปช. ยังมีงานใหญ่รออยู่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าที่ต้องทุ่มเท จัดหนัก จัดเต็มกว่าคือ งานครบ 3 ปี รำลึกเหตุการณ์ 99 ศพ เดือนเมษายน ถึง 19 พฤษภาคม 2553

มวลชนคนเสื้อแดงจึงออมแรงไว้สำหรับงานนี้โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นอีกเหตุผลทำให้การระดมมวลชนของกลุ่ม กวป. เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ไม่ทรงพลังเท่าที่ควร

ถึงกลุ่ม กวป. จะยุติชุมนุมไปแล้ว ที่ต้องจับตาคือการชุมนุม นปช. ในวาระครบรอบ 3 ปีเหตุการณ์ 99 ศพ วันที่ 19 พฤษภาคม

เสื้อแดงฉบับดั้งเดิมที่เข้ามาเติมอุณหภูมิการเมืองให้ร้อนแรง กว่าความเคลื่อนไหวของเสื้อแดง กวป. หลายเท่าตัว 
 


โดย มติชนสุดสัปดาห์   
89  หมวดหลัก / จรัญ พงษ์จีน / การปาฐกถา ท้ารบ มิต่างอะไรกับการเปิดหน้าชกอย่างเต็มรูปแบบ เมื่อ: 13 พฤษภาคม 2013, 10:12:07
"วุฒิสภา" หรือ "ส.ว."ตกเป็นข่าวใหญ่อีกครั้ง กับการรวมพลังกันขับเคลื่อน ในนามของ "กลุ่ม ส.ว.ผู้รักชาติ." เป็นพันธุ์ผสมระหว่าง "เจ้าเก่า" กับ "เจ้าใหม่" จำนวน 58 คน อาทิ "ม.ร.ว.วุฒิเลิศ เทวกุล-นรีวรรณ จินตกานนท์-สมชาย แสวงการ-พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม" เป็นต้น ออกโรงร่วมแถลงเป็นปฏิกิริยาต่อต้าน "น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี ที่ไปปาฐกถาพิเศษ ที่เมืองอูลาบาตอร์ ประเทศมองโกเลีย อย่างเป็นรูปธรรม

ด้วยเห็นพ้องต้องกันว่า ปาฐกถาของ "นายกฯ ปู" เป็นการสร้างความเข้าใจผิดให้เกิดในต่างประเทศ ก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคมไทย โดยจะเชิญมาชี้แจงแถลงไขใน 4 กรรมาธิการของ "สภาสูง" ด้วยกันคือ 1.กรรมาธิการการต่างประเทศ 2.กรรมาธิการวัฒนธรรม 3.สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและคุ้มครองผู้บริโภค 4.กรรมาธิการศึกษาตรวจสอบการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล

"วุฒิสมาชิก" หรือ "ส.ว.ชุดปัจจุบัน" เป็นชุดที่ 24 มีสมาชิกทั้งหมด 150 มาจาก 2 ภาคส่วนด้วยกันคือ "เลือกตั้ง" 76 คน "สรรหา" 74 คน

"สายเลือกตั้ง" มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จังหวัดละ 1 คน

"สายสรรหา" มาโดยคณะกรรมาการสรรหา คัดเลือกจากบัญชีรายชื่อที่คณะกรรมการการเลือกตั้งรวบรวมจากการเสนอชื่อขององค์กรจาก ภาควิชาการ-ภาครัฐ-เอกชน-วิชาชีพ และภาคอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ตามที่ได้รับรายชื่อมาจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ชุดที่ 24 เลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2551 มีอายุใช้งาน 6 ปี เท่ากับว่า ในวันที่ 3 มีนาคม 2557 อีกไม่กี่เดือนนี้แล้ว จะพากันครบเทอม

ทั้ง "เลือกตั้ง-สรรหา" มีกรอบหรือคุณสมบัติพิเศษกว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่หลายเงื่อนไข อาทิ ต้องมีอายุเกิน 40 ปี ขณะที่ ส.ส. แค่ครบ 25 ปีบริบูรณ์ "วัยวุฒิ" จึงแตกต่างกันมาก

ส.ว. ต้องไม่เป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมือง หรือเคยเป็นสมาชิก หรือเคยดำรงตำแหน่งและพ้นจากการเป็นสมาชิกหรือการดำรงตำแหน่งใดๆ ในพรรคการเมือง ต้องเกิน 5 ปี

และ "ส.ว." จะไม่เป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นมาแล้วไม่เกิน 5 ปี

เป็นไปได้ว่า การขับเคลื่อนของเหล่าสมาชิก "สภาสูง" คึกคักอย่างผิดปกตินี้นั้น "ส่วนหนึ่ง" น่าจะมาจากเงื่อนไข จวนเจียนจะครบเทอม แม้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 จะบัญญัติล็อกตายว่า เมื่อดำรงตำแหน่งจากการเลือกตั้งครบเทอม 6 ปีแล้วนั้น จะต้องเว้นวรรค พักยาว แต่บังเอิญว่า การจับขั้วของพรรคเพื่อไทย-พรรคร่วม-ส.ว. อีกจำนวนหนึ่ง ในนามของ "312 เสียง" เพื่อภารกิจตอบโต้ "ศาลรัฐธรรมนูญ" พร้อมกับฝังชิพเพื่อก้าวล่วงไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา

"ส.ว.เลือกตั้ง" จะได้รับอานิสงส์มโหฬาร คือ การปลดปล่อยไม่ต้องเว้นวรรค เมื่อครบเทอมในวันที่ 3 มีนาคม 2556 จะสามารถลงสมัครชิงวุฒิสมาชิกเป็นสมัยที่ 2ได้โดยพลัน



มีการนำ วุฒิสมาชิก หรือ "สภาสูง" เต็มสภา 150 คนมาจำแนกแยกแยะ เส้นสนกลใน พบว่า "กลุ่ม 40 ส.ว." ไม่ต้องบรรยายสรรพคุณอะไรมาก รู้กันอยู่ในทีว่า เป็นคนละพวกกับฝั่งรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" หรือปฏิปักษ์กับเครือข่าย "ทักษิณ" ในทุกกรณี

ขณะนี้มีกลุ่มไม่เอา "รัฐบาลปู" มียอดสมาชิกไหลมาสมทบเพิ่มจาก 40 เป็น 58

แต่เมื่อแกะกล่องเช็กยอด เอา 74 คนที่มาจาก "สายสรรหา" มาเป็นตัวตั้ง ย่อมแสดงว่า จำนวนหนึ่ง เฉียด 30 พร่องหายไป เป็นการฉีกตัวไปสมคบคิดกับ "สายเลือกตั้ง" เพราะในกลุ่ม 58 ส.ว. เป็นที่รับรู้กันวงในว่า มี "สายเลือกตั้ง" มาร่วมแจงในหมู่คณะอยู่ 5-6 คน

ประเด็นที่น่าแปลกเป็นอย่างยิ่ง คือ วุฒิสมาชิกสายเลือกตั้ง จำนวน 14 คน จาก 14 จังหวัดภาคใต้ อันเป็นพื้นที่เข้มแข็งของ "ประชาธิปัตย์"

ปรากฏว่า "ส.ว.สายใต้" แตกตัวมาเป็นเอกเทศ ไม่มีเครือข่ายของ "ประชาธิปัตย์" เลย ถ้า ส.ว.สายเลือกตั้งจาก 14 จังหวัดภาคใต้ อยู่ภายใต้ร่มเงาของประชาธิปัตย์ และเทเสียงไปรวมศูนย์กับกลุ่ม 58 ส.ว.

รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" จะเพิ่มภาระหนักใจกว่านี้หลายสิบเท่า นี่ย่อมประจักษ์ว่า ไม่น่าจะมี หรือ "มีน้อย"



"ปรากฏการณ์อูลาบาตอร์" ของ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" มีควันหลงให้ถกเถียงกันไม่เลิกราในหลายปมประเด็น กล่าวคือ "สปีช" อันยืดยาว เนื้อหาทะลุทะลวงลำไส้ ใครเป็นคนเขียนบท และชักใยให้ ไม่น่าใช่ฝีมือ "ยิ่งลักษณ์"

เป้าหมายและธงของการปาฐกถา คืออะไร หวังผลทางการเมืองด้านไหน บ้างก็ว่า เป็นเพราะได้กลิ่น "ปฏิวัติ-รัฐประหาร" จึงหาทางตีกันบนเวทีโลก เพื่อเป็นเกราะ

ทั้งหลายทั้งปวง คือปริศนา แต่กล่าวได้ว่า นี่คือปฐมบทแห่งการก้าวสืบสู่การสนทนา-วิสาสะ ว่าด้วยประเด็นทางการเมืองเป็นหนแรก หลังจากเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง และ "น.ส.ยิ่งลักษณ์" ขยับขึ้นนั่งเก้าอี้นายกฯ ซึ่งปกติคุ้นเคยกับบท ถีบๆ ถอยๆ หลีกเลี่ยงปมร้อนว่าด้วยการเมือง ส่วนใหญ่จะขยับสับหลีกไปโอภาปราศรัยว่าด้วยการบริหารจัดการมาตลอด

การปาฐกถา ท้ารบ มิต่างอะไรกับการเปิดหน้าชกอย่างเต็มรูปแบบ

"ยิ่งลักษณ์" เสมือนสมันน้อยทางการเมือง วันเวลาแค่ 2 ปีที่เข้ามาสู่วงการ กล้าท้าชนกับมวยเขี้ยวระดับประชาธิปัตย์ กระนั้นหรือ

หรือว่า ที่หาญกล้า เป็นหมูไม่กลัวน้ำร้อนในคาบนี้ เกิดจากประเมินสถานการณ์แล้ว สรุปว่าฝ่ายตรงข้ามคือ "ประชาธิปัตย์" ชั่วโมงนี้ "หมดน้ำยา" ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
 
90  หมวดหลัก / รายงานและบทความเชิงลึก / ถอดรหัสโจรใต้ พิสูจน์ "ฮัสซัน ตอยิบ" กับเกมต่อรอง-ล้มโต๊ะเจรจา แกะรอย "ทักษิณ" ซุ่มดับไฟ เมื่อ: 7 พฤษภาคม 2013, 14:20:44
  รายงานพิเศษ

ถอดรหัสโจรใต้ พิสูจน์ "ฮัสซัน ตอยิบ" กับเกมต่อรอง-ล้มโต๊ะเจรจา แกะรอย "ทักษิณ" ซุ่มดับไฟ

แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ความหวังที่จะเกิดสันติภาพ ความสงบสุขใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ริบหรี่ลงทันทีที่ขบวนการ BRN ยื่น 5 ข้อเรียกร้อง ด้วยการโพสต์ใน Youtube

ประการแรก เป็นความเคลื่อนไหวที่ฝ่ายความมั่นคงไทย ไม่รู้ตัวล่วงหน้าด้วยซ้ำ ว่า BRN จะมาไม้นี้

อีกประการหนึ่ง เพราะฝ่ายรัฐบาลไทย โดยบิ๊กแมว พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาฯ สมช. หัวหน้าทีมเจรจา ถึงขั้นลั่นวาจาว่า "ยอมรับได้ยาก" และคงส่งผลต่อการก้าวเดินหน้าไปของการพูดคุย Peace Dialogue ให้สะดุดลงไปบ้าง

ด้วยเพราะทั้ง 5 ข้อเสนอนั้น ฝ่าย BRN ก็รู้ดีว่ารัฐบาลไทย "ไม่อาจยอมรับได้แม้แต่ข้อเดียว" เพราะส่วนใหญ่เป็นข้อเสนอที่เคยนำขึ้นมาถกกันบนโต๊ะเจรจา 3 ครั้งที่ผ่านมา ตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 และ 28 มีนาคม 2556 รวมถึงการพูดคุยนอกรอบเมื่อกลางเดือนมีนาคม มาแล้ว

เวลานั้นไทยก็ไม่อาจตอบตกลงได้ โดยเฉพาะการให้ยกเลิกหมายจับ ปล่อยนักโทษ และยกเลิกแบล๊กลิสต์ทั้งหมดกว่า 8 พันคน อย่างไม่มีเงื่อนไข

ที่สำคัญ ฝ่ายไทยต้องการพิสูจน์ว่า นายฮัสซัน ตอยิบ (Hassan Taib) นั้น เป็นตัวจริง และสั่งการได้จริงหรือไม่



การพบกันครั้งแรก 28 กุมภาพันธ์ นั้น มีการลงนามในเจตนารมณ์ร่วมของ ตัวแทนรัฐบาลไทย กับ ขบวนการ BRN และผู้มีความคิดเห็นที่แตกต่าง ที่ตกลงให้มาเลเซีย เป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator)ให้ แต่ตอนนี้กลับมาเปลี่ยนท่าที

ในทีมเจรจา เริ่มมีคำถามในใจเหมือนกัน หลังจากที่มีการก่อเหตุรุนแรงในเดือนเมษายน ที่ผ่านมา จำนวนมาก ไม่ได้เป็นไปตามสัญญาสุภาพบุรุษ ที่ นายฮัสซัน ตอยิบ รับปากว่าจะส่งสัญญาณให้กองกำลังลดการก่อเหตุ ไว้ในการประชุมครั้งที่ 2 เลย ทั้งจำนวนครั้ง และเป้าหมาย ที่เล็งไปที่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ อีกด้วย

นี่จึงอาจเป็นทางลงจากหลังเสือของ นายฮัสซัน ตอยิบ (Hassan Taib) ที่รู้ตัวเองดีว่ากองกำลัง RKK และนักรบปัตตานี ไม่เชื่อฟังเขา เพราะต้องการสู้ต่อ ฆ่าต่อและล้างแค้น จึงนำมาซึ่งข้อเสนอที่ว่า ถ้าปัตตานีไม่ได้เอกราช การต่อสู้ก็จะคงดำเนินต่อไป

เพราะ นายฮัสซัน ตอยิบ เอง ก็ไม่รู้จะให้เหตุผลแก่ตัวแทนฝ่ายรัฐไทยอย่างไร ในการพูดคุย 29 มีนาคม ในเมื่อเขาเคยรับปากแล้ว ว่าจะส่งสัญญาณให้กองกำลังลดการก่อเหตุ เพื่อพิสูจน์อำนาจในมือของเขา แต่ก็ล้มเหลว

จึงไม่แปลกที่จะมีการเปิดตัวละครใหม่ อย่าง นายอับดุลการิม กาลิบ (Abdulkarim Khalib) หรือ อับดุล ลอนิง ด้วยการเป็นผู้ยื่น 5 ข้อเสนอ



ตามข้อมูลของหน่วยการข่าว ระบุว่า นายอับดุลการิม คนนี้ เป็นหัวหน้าฝ่ายการเมืองของขบวนการ BRN ในปัตตานี และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา

แต่ที่สำคัญคือ เขาเป็นผู้คุมขบวนการเยาวชนรัฐปัตตานี หรือที่รู้จักกันดีในนาม เปอร์มูดอ (Permuda) เขาเป็นคนที่มีนิสัยแข็งกร้าว และเป็นคนที่ยืนกรานบนโต๊ะเจรจามาตลอด เรื่องการให้ปล่อยนักโทษและยกเลิกหมายจับ

เชื่อกันว่า ขบวนการเปอร์มูดอ นี้ เป็นกองกำลังที่ปฏิบัติการก่อเหตุในแต่ละพื้นที่ตัวจริง แต่แบ่งออกเป็นทั้งกลุ่มคอมมานโด RKK และ นักรบปาตานี รวมทั้งบรรดาแนวร่วมที่เป็นนักศึกษา ทั้งในปอเนาะ และ ร.ร.เอกชนสอนศาสนา หรือแม้แต่กลุ่ม PNYS-Pattani-Narathiwas-Yala-Songkla ในมหาวิทยาลัยรามคำแหงที่กรุงเทพฯ รวมทั้งสหพันธ์นักศึกษามุสลิมใน 3 จังหวัดชายแดนไทย (Permas)

สิ่งนี้อาจเป็นเหตุผลให้การพูดคุยเมื่อ 29 เมษายนที่ผ่านมา นายฮัสซัน ตอยิบ จะให้ นายอับดุลการิม และ นายอาหมัด อาวัง ซึ่งเป็นแกนนำขบวนการ Pemuda นั่งโต๊ะเจรจาด้วย



ดัชนีที่ชี้วัดว่าการพูดคุยอาจจะหยุดชะงัก หรือล้มเหลว ยกเลิกไปในที่สุด ก็ตรงที่ นายฮัสซัน ตอยิบ และ นายอับดุลการิม ตัดชื่อแกนนำ BRN อย่าง นายอาวัง ยะบะห์ นายอับดุล เลาะมาน ยะบ๊ะ และ นายอับดุลเลาะห์ สามามะ ออกไปจากโต๊ะเจรจา

เหตุผลเพราะ เกิดความหวาดระแวงกันเองในหมู่ขบวนการ BRN เนื่องจากพบว่า นายอาวัง ยะบะห์ ถูกสงสัยว่าจะเป็นฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐไทย เนื่องจากมีข้อมูลว่า มีหน่วยความมั่นคงของไทย นัดพบหารือเป็นการส่วนตัว หาข่าวกับ นายอาวัง ยะบะห์ อยู่เนืองๆ จนมีคำพูดที่ว่า เขาเป็นคนของฝ่ายรัฐไทยไปแล้ว อันแสดงถึงความไม่วางใจในรัฐไทยด้วยเช่นกัน

ส่งผลให้โต๊ะเจรจา เมื่อ 29 เมษายน ที่ผ่านมา เป็นไปอย่างตึงเครียด โดยฝ่าย BRN นั่งโต๊ะแค่ 7 คนเท่านั้น เมื่อฝ่ายไทยต้องการให้ลดการก่อเหตุรุนแรง นายฮัสซัน ตอยิบ ก็ยืนกรานที่จะให้ฝ่ายไทยยอมรับ 5 ข้อเสนอ อย่างไม่มีเงื่อนไขเสียก่อน

โดยเฉพาะข้อเสนอข้อแรก ที่ให้ มาเลเซีย ทำหน้าที่ Mediator เพื่อที่จะยกระดับการเจรจาไปสู่ข้อ 2 คือให้อาเซียน NGO และ OIC เข้ามาเป็นพยานด้วย ซึ่งฝ่ายไทยยืนกรานที่จะยึดตามเจตนารมณ์ร่วม เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ ที่ให้มาเลเซีย เป็นแค่ผู้อำนวยความสะดวก Facilitator ในการจัดสถานที่ วาระการประชุม ไม่ใช่เป็นคนกลางมาไกล่เกลี่ย

แต่ฝ่ายไทยไม่ต้องการ Third Party เข้ามา แต่จะเป็นการแก้ปัญหาภายในกันเอง โดยมี มาเลเซีย เป็นผู่อำนวยความสะดวก ไม่ใช่เป็น Mediator ที่มีอำนาจในการตัดสินความขัดแย้ง อีกทั้งหากให้ องค์กรมุสลิมโลก OIC หรือ องค์กรเอกชน และอาเซียน เข้ามา ก็จะเป็นการยกระดับการเจรา ซึ่งไทยไม่ต้องการ

โดยเฉพาะฝ่าย BRN ต้องการให้มีเจ้าหน้าที่สังเกตการณ์ เข้ามาอยู่ในพื้นที่ เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ด้วย ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ฝ่ายไทยยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง



การถกเครียดราว 8 ช.ม. นั้น ทำให้ฝ่ายไทยต้องเขียนกระดาษโน้ต ส่งกันอ่าน ว่า "อดทน" เพราะฝ่าย นายฮัสซัน ตอยิบ และ นายมูฮัมหมัด นอร์ แกนนำ BRN อีกคน ยังคงใช้เวลาในการประณาม "ซีแย" หรือ สยาม ที่กดขี่ข่มเหงชาวมลายูปัตตานี มาตลอด

แต่ที่ นายฮัสซัน ตอยิบ ไม่พอใจอย่างมากก็คือ เมื่อ พล.ท.ภราดร ถามว่า "คุณคุมกองกำลัง สั่งการได้จริงหรือไม่"

นี่ จึงส่งผลให้ฝ่ายไทยขอดูสถานการณ์ต่ออีก 1 เดือน ทั้งเดือนพฤษภาคม แล้วนัดหมายพูดคุยอีกครั้ง 13 มิถุนายน แต่ก็เปิดช่องไว้ว่า ถ้ามีอะไรเร่งด่วน ฝ่ายไทยก็จะบินมาพูดคุยที่มาเลเซีย

ที่สำคัญ ในเดือนพฤษภาคมนี้ คาดว่าจะมีการก่อเหตุรุนแรงแบบเต็มที่ เพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรอง เนื่องจากในการหารือครั้งล่าสุดนี้ ไทยไม่อาจยอมรับข้อใดได้เลย

ทั้งๆ ที่ไทยยอมเสนอให้ นายฮัสซัน ตอยิบ นำแกนนำหรือผู้ที่ก่อเหตุ ราว 200 คน มามอบตัวที่ค่ายสิรินธร อ.ยะรัง ปัตตานี แล้ว ฝ่ายไทย ทั้งทหาร ตำรวจ และศาล จะปลดล็อกเรื่องคดีให้ แต่ฝ่าย BRN ก็ไม่ยอม ยังยืนกรานให้ไทย ยอมทั้ง 5 ข้อ

โดยเฉพาะการให้ปล่อยตัวนักโทษ ราว 200 คนที่ติดคุกอยู่ และยกเลิกหมายจับและคดีกว่า 4,600 หมาย อย่างไม่มีเงื่อนไข

"เพราะพวกเขาเป็นนักรบแห่งปัตตานี ที่ทำเพื่อปลดปล่อยรัฐปัตตานี และทำเพื่อพระเจ้า" นายฮัสซัน ตอยิบ กล่าวในบนโต๊ะเจรจา

พร้อมอ้างว่า ที่เขาต้องเปลี่ยนท่าที มายึด 5 ข้อเสนอนี้ ก็เพราะเป็นความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ที่กำหนดให้เขาเองมาแถลง และพูดในที่ประชุมนี้



ทั้งนี้ เพราะมีรายงานข่าวว่า เมื่อ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา แกนนำของขบวนการต่างๆ ราว 20 คน ได้พบปะกันที่รัฐกลันตัน เพื่อหารือท่าทีการเจรจา ก่อนที่ นายฮัสซัน ตอยิบ และ นายอับดุลการิม จะออกแถลงการณ์ อัพผ่าน Youtube

มีการตั้งข้อสังเกตในฝ่ายความมั่นคง ว่า ประโยชน์ของการยอมเปิดโต๊ะเจรจาของ BRN คือ ทำให้ยกระดับขบวนการนี้ให้สังคมโลกรับรู้ว่า มีอยู่จริง และเป็นองค์กรนำในการก่อเหตุภาคใต้ของไทย ประหนึ่งได้สร้าง Brand ขึ้นมา ในความรู้สึกของชาวมลายูปัตตานี แล้ว

จึงทำให้ การใช้ถ้อยคำในแถลงการณ์ของ นายฮัสซัน ตอยิบ และ นายอับดุลการิม มีการบรรจงเลือกสรร ทั้งการใช้นักล่าอาณานิคมสยาม (Penjajahan Siam) และเรียกตัวเองเป็นขบวนการปลดปล่อยชาวปัตตานี (Gerakan Pembebasan bangsa Patani) ไม่ใช่ขบวนการแบ่งแยกดินแดน รวมทั้งการอ้างว่า เขาเป็นตัวแทนของประชาชนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อสายสยาม เชื่อสายมลายู และเชื้อสายจีน อันเป็นการประกาศตัวอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ เพราะฝ่าย BRN มองว่า มีทางออกแค่ 2 ทาง คือ 1.ล้มเลิกการเจรจา หรือ 2.การที่รัฐไทยจะยอมทำตาม 5 ข้อที่เสนอ ทั้งๆ ที่รู้ดีว่ารัฐไทยยอมรับทั้ง 5 ข้อไม่ได้เลย จึงทำให้ดูประหนึ่งว่า เสนอมาเพื่อที่จะหาทางลงในการยุติการเจรจา เนื่องจากฝ่ายกองกำลังและคนสั่งการตัวจริง ยังไม่ต้องการเจรจา แต่จะสู้ต่อ

จึงทำให้ฝ่ายไทยต้องปรับเกมรับมือ เพราะการที่ BRN เสนอแบบนี้ หมายถึงการ "ยื่นคำขาด" พราะวันนี้เขาสำเร็จตรงที่ประกาศความมีตัวตน และการยกระดับของขบวนการ



มีรายงานว่า ในการพูดคุยครั้งหน้า ฝ่ายไทยจะประสานให้มาเลเซียติดต่อกลุ่มอื่นๆ อีก เพราะไม่เชื่อแล้วว่า BRN คุมกำลังได้หมดจริงๆ

แต่ที่ผ่านมา ไทยเชื่อว่าเป็นตัวจริง เพราะทางมาเลเซีย จัดการให้ แต่เมื่อเหตุการณ์ไม่ได้ลดลงอย่างที่ นายฮัสซัน ตอยิบ รับปากเลย

ยิ่งเมื่อเห็นว่า แกนนำเหล่านี้ ใส่แหวนเพชร และนาฬิการาคาแพง เสื้อผ้าแบรนด์เนม แต่หล่อหลอมให้เยาวชนมาต่อสู้ เสียเลือดเนื้อแทน เพื่อการมุ่งสู้อำนาจของตัวเอง

แต่แน่นอนว่า ธรรมชาติของทุกองค์กร ย่อมมีความขัดแย้ง แย่งอำนาจ ในเมื่อบรรดาแกนนำรุ่นเก่า จะเป็นแค่ผู้ที่คนในขบวนการเคารพนับถือ ในฐานะที่เคยต่อสู้กับ "ซีแย" หรือสยามมา แต่มาวันนี้ โครงสร้างองค์กรเปลี่ยนไปเป็นคนรุ่นใหม่ Young Generation ที่ขึ้นมาเป็นหัวหน้าในแต่ละระดับ แต่ละเขตพื้นที่ และมีเยาวชนเป็นกองกำลังติดอาวุธ

ฝ่ายไทยก็เริ่มรุกคืบ ด้วยการให้ พล.ต.ชรินทร์ อมรแก้ว เสธ.กองทัพภาค 4 ซึ่งเป็นมือข่าวใต้ชั้นหนึ่งของ ทบ. ร่วมคณะของ พล.ท.ภราดร ไปด้วย เพื่อนำมาประมวลด้านการข่าว



หากมองในภาพรวมของการพูดคุยสันติภาพ หรือ Peace Dialogue นี้ ข้อดีก็คือ การทำให้ฝ่ายขบวนการโจรใต้ แตกแยก ชิงอำนาจกันเอง และพยายามเปิดตัวว่า เป็นตัวจริง ทำให้ฝ่ายความมั่นคงไทย ได้เห็นโครงสร้างองค์กร และโครงสร้างผังอำนาจของโจรใต้ ได้รวดเร็วขึ้น

ไม่แค่นั้น ในหมู่แกนนำขบวนการโจรใต้เอง ก็เกิดความหวาดระแวงกันเอง เพราะมีข่าวสะพัด เรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ที่อยู่เบื้องหลังการทำให้การพูดคุยนี้เกิดขึ้น ทั้งการหารือตกลงกับ นายราจิบ นาซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย

รวมทั้งข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ เคยเชิญแกนนำขบวนการบางคนไปพบปะที่ดูไบ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ก่อนที่กลางเดือนมีนาคม เขาจะบินไปที่กัวลาลัมเปอร์ เพื่อพบกับแกนนำขบวนการ

โดยขั้นตอนทั้งหมดนี้ มี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาฯ ศอบต. เป็นคนเดินเกมเงียบๆ จนนำมาซึ่งการตั้งโต๊ะเจรจา 28 กุมภาพันธ์ และทั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย และ นายราจิบ นาซัค นายกฯ มาเลเซีย มาพบกัน เพื่อแสดงเจตจำนงในวันเดียวกันด้วย

ท่ามกลางข่าวสะพัดว่ามีการใช้ "เงิน" ในการอำนวยความสะดวกในการจัดให้มีการเจรจากันเกิดขึ้น

นอกจากนี้ มีรายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณ พยายามที่จะแก้ปัญหาภาคใต้ เพื่อลบล้างความผิดพลาด เมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ที่มีการยุบ ศอบต. และคำว่า "โจรกระจอก" จนทำให้ไฟใต้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง กลายเป็นตราบาปของเขา

นอกจากจะให้ พ.ต.อ.ทวี และ พล.ท.ภราดร เป็นคีย์แมนในการเจรจากับโจรใต้อย่างเปิดเผยแล้ว ในทางลับ มีรายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ให้แกนนำคนสำคัญในพรรคเพื่อไทย ที่ใกล้ชิดกับเขามากๆ นาม "ภ" เดินเกมในทางลับควบคู่ไปด้วย

แต่ก็ไม่ใช่ง่ายๆ เพราะ เงิน คงไม่อาจทำอะไรได้ทุกอย่าง...



ฝ่าย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผอ.รมน.ได้เรียกประชุมหน่วยความมั่นคง เรื่องการแก้ปัญหาภาคใต้ เมื่อ 28 มีนาคม ที่ผ่านมา ได้ประกาศที่จะลงมาดูแลการแก้ปัญหาภาคใต้ด้วยตนเอง ก็สั่งการให้มีการประชุม ผบ.เหล่าทัพ และหน่วยความมั่นคง ภายใต้ร่มของ กอ.รมน. ทุกวันพฤหัสบดี Weekly Focus นับตั้งแต่ วันที่ 2 พฤษภาคม เพื่อที่จะกระตุ้นการทำงานของ 66 หน่วยงาน 17 กระทรวง ทบวง กรม ในการแก้ปัญหาภาคใต้ โดยยังคงให้บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. และ รอง ผอ.รมน. เป็นกำลังหลัก

แต่ที่น่าจับตามองคือ ท่าทีของกองทัพ ที่ส่วนใหญ่จะไม่ยอมรับข้อเสนอ แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังบอกว่ายอมรับไม่ได้ และพร้อมที่จะสู้กันต่อไป

เพราะแม้มีการเจรจาก็ใช่ว่าจะหยุดรบ ยิ่งเจรจาก็ยิ่งมีการก่อเหตุรุนแรง เพื่อต่อรอง แต่ทหารก็พร้อม เพราะเราจะต้องไม่ยอมให้ฝ่ายโจรต่อรองได้ การเจรจาจะต้องเป็นของฝ่ายไทย ถ้าคุยไม่ได้ ก็ล้มเลิก

เค้าลางของการล้มโต๊ะเจรจาจึงรออยู่เบื้องหน้า เมื่อฝ่าย BRN ยืนกรานข้อเสนอ 5 ข้อ และฝ่ายไทยก็ยอมรับไม่ได้

จากนี้คงต้องรอดู เกม ของคนที่ชื่อ ทักษิณ อีกครั้ง ว่าจะแก้ปัญหาในดินแดนทักษิณ นี้ได้เยี่ยงไร ในเมื่อเขาเป็นคนเขี่ยลูกให้มีเวทีนี้ขึ้นมา

ในขณะที่ ความสูญเสียชีวิต ตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชน ก็รออยู่เบื้องหน้า เช่นกัน   
91  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / "ยิ่งลักษณ์" อิน มองโกเลีย สวมวิญญาณ "เจงกิสข่าน" ตีโอบการเมืองไทย ลุยฝ่าย "ปฏิกิริยาต่อต้านประชาธิป เมื่อ: 7 พฤษภาคม 2013, 14:05:09
"ยิ่งลักษณ์" อิน มองโกเลีย สวมวิญญาณ "เจงกิสข่าน" ตีโอบการเมืองไทย ลุยฝ่าย "ปฏิกิริยาต่อต้านประชาธิปไตย"

คําปาฐกถาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการประชุมประชาคมประชาธิปไตย ระหว่างการเยือนประเทศมองโกเลีย อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 29 เมษายน น่าสนใจอย่างยิ่ง

น่าสนใจเพราะเลือกใช้เวทีนานาชาติ ตีโอบเข้ามาสู่ "การเมืองไทย"

ตรงไปตรงมา

แหลมคม และ "แรง" อย่างที่ไม่ค่อยปรากฏมาก่อน

สมควรบันทึกไว้สำหรับท่าทีของนายกรัฐมนตรีหญิงผู้นี้



ดิฉันเดินทางมาที่นี่

เพราะความเป็นประชาธิปไตยมีความสำคัญต่อดิฉันอย่างมาก

และที่สำคัญยิ่งกว่าคือความไม่เป็นประชาธิปไตยมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศบ้านเกิดของดิฉัน ประเทศไทยที่ดิฉันรัก

ในช่วงเวลาที่ผ่านมายาวนานแนวทางประชาธิปไตยได้นำมาซึ่งความก้าวหน้าและความหวังสำหรับผู้คนจำนวนมาก

และในขณะเดียวกัน ผู้คนจำนวนมากได้เสียสละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อปกป้องรักษาและสร้างความเป็นประชาธิปไตย

เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ไม่ได้ได้มาฟรีๆ

สิทธิ เสรีภาพ และความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนไม่ว่าชายหรือหญิงมีความเท่าเทียมกันนั้นได้มาด้วยการต่อสู้

ที่น่าเศร้าใจคือ ทำให้ต้องมีผู้เสียชีวิต

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

ก็เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยในโลกนี้ที่ไม่เชื่อในแนวคิดประชาธิปไตย

คนเหล่านี้พร้อมที่จะให้ได้มาด้วยอำนาจและด้วยการกดขี่การมีเสรีภาพ

นั่นหมายความว่าพวกเขาพร้อมที่เอารัดเอาเปรียบคนอื่น

เขาไม่เคารพสิทธิมนุษยชนหรือความเสรีภาพ

พวกเขาพร้อมจะใช้กำลังเพื่อกดขี่ให้คนอยู่ใต้อำนาจ และยังใช้อำนาจในทางที่ผิด

สิ่งนี้ได้เกิดขึ้นในอดีตและยังคงท้าทายเราทุกคนในปัจจุบัน



มีหลายประเทศที่ความเป็นประชาธิปไตยได้หยั่งรากลึกแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีและเป็นความรู้สึกสดชื่นที่ได้เห็นกระแสประชาธิปไตยที่นำความเปลี่ยนแปลงสู่ประเทศต่างๆ

จากปรากฏการณ์อาหรับสปริงถึงช่วงเปลี่ยนผ่านในประเทศพม่า ภายใต้การผลักดันของประธานาธิบดี เต็ง เส่ง

รวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศของดิฉัน ด้วยพลังของประชาชนคนไทยที่ทำให้ดิฉันมายืนอยู่ที่นี่ได้ในวันนี้

ในระดับภูมิภาค หลักการสำคัญๆ ในปฏิญญาอาเซียนก็ยึดมั่นในหลักนิติธรรม ประชาธิปไตย และรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย

แต่ในขณะเดียวกันเราทุกคนต้องระมัดระวังว่าแรงปฏิกิริยาต่อต้านประชาธิปไตยไม่เคยที่จะถดถอยลดน้อยลง

ดิฉันขอยกเรื่องของดิฉันเองเป็นอุทาหรณ์



ในปี 1997 (พ.ศ.2540) ประเทศไทยได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งร่างขึ้นโดยที่ประชาชนมีส่วนร่วม

เราทุกคนคิดว่ายุคใหม่ของประชาธิปไตยไทยมาถึงแล้ว

และจะเป็นยุคสมัยที่ไร้การรัฐประหาร

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้น

รัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งถึงสองครั้งสองหนด้วยเสียงส่วนใหญ่ถูกล้มลงในปี 2006 (พ.ศ.2549)

ประเทศไทยเสมือนรถไฟตกราง

และประชาชนคนไทยใช้เวลาเกือบ 10 ปีกว่าที่จะได้เสรีภาพแห่งประชาธิปไตยกลับคืนมา

หลายคนที่อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้รู้ว่ารัฐบาลที่ดิฉันพูดถึงคือรัฐบาลที่พี่ชายของดิฉัน

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีที่ได้รับการเลือกตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

หลายคนที่ไม่รู้จักดิฉัน อาจบอกว่าเธอจะบ่นไปทำไม เป็นเรื่องปกติในกระบวนการการเมืองที่รัฐบาลมาแล้วก็ไป

หากตัวดิฉันและครอบครัวของดิฉันต้องเจ็บปวดแต่ฝ่ายเดียว ดิฉันก็คงจะปล่อยวาง

แต่นั่นก็ไม่ใช่ความเป็นไปที่เกิดขึ้น

จากการรัฐประหารประเทศไทยต้องถอยหลัง และสูญเสียความน่าเชื่อถือต่อนานาชาติ หลักนิติธรรมและกระบวนการกฎหมายถูกทำลาย

โครงการและแผนงานที่พี่ชายของดิฉันริเริ่มตามที่ประชาชนต้องการถูกยกเลิก

ประชาชนเกิดความรู้สึกว่าสิทธิเสรีภาพของเขาถูกปล้นไป



คําว่า "ไทย" หมายความว่า "อิสระ" และประชาชนคนไทยก็ได้ลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้ได้เสรีภาพคืนมา

แต่ในเดือนพฤษภาคม 2553 มีการสลายการชุมนุมของผู้เรียกร้องกลุ่มคนเสื้อแดง

จนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 91 คนในใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ

คนบริสุทธิ์ถูกลอบยิงโดยสไนเปอร์

แกนนำการชุมนุมต้องติดคุกหรือหลบหนีไปต่างประเทศ

แม้แต่ทุกวันนี้ยังคงมีเหยื่อทางการเมืองจากการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่ติดคุกอยู่

ประชาชนคนไทยไม่ท้อถอยและยืนยันที่จะเดินไปข้างหน้า

จนในที่สุดรัฐบาลในขณะนั้นต้องจัดให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งก็มีฝ่ายปฏิกิริยาต่อต้านประชาธิปไตยที่เชื่อว่าจะบริหารจัดการและบิดเบือนเจตนารมณ์ประชาธิปไตยได้ต่อ

แต่ในที่สุด พวกเขาก็ไม่สามารถปฏิเสธความต้องการของประชาชนได้

ดิฉันได้รับการเลือกตั้งด้วยเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ

แต่เรื่องราวนั้นยังไม่จบ



มีความชัดเจนว่า "ผู้ที่มีปฏิกิริยาต่อต้านประชาธิปไตย" ยังคงอยู่

รัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นในรัฐบาลภายใต้คณะรัฐประหารได้ใส่กลไกที่ตีกรอบเพื่อจำกัดความเป็นประชาธิปไตย

ตัวอย่างหนึ่งที่ดีในประเด็นนี้ จะเห็นได้จากที่จำนวนครึ่งหนึ่งของวุฒิสภาไทยมาจากการเลือกตั้ง

แต่อีกครึ่งหนึ่งกลับได้รับการแต่งตั้งโดยกลุ่มคนเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง

ยิ่งกว่านั้น กลไกที่เรียกว่าองค์กรอิสระได้ใช้อำนาจเกินขอบเขตแทนประชาชนเจ้าของอำนาจที่แท้จริง

เป็นการดำเนินการเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากกว่าเพื่อคนส่วนใหญ่ของสังคม

นี่คือความท้าทายของประชาธิปไตยไทยในปัจจุบัน

ดิฉันนั้นต้องการเห็นความปรองดองเกิดขึ้นในประเทศไทยและประชาธิปไตยของไทยพัฒนาให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยหลักนิติธรรมและกระบวนการทางกฎหมายที่แข็งแรง มีขั้นตอนที่ชัดเจน โปร่งใส และเมื่อนั้นทุกคนจะสามารถมั่นใจได้ว่าเขาจะได้รับการดูแลที่ยุติธรรม

เจตจำนงนี้ ดิฉันได้แสดงออกโดยประกาศเป็นนโยบายต่อที่ประชุมของรัฐสภา ก่อนการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล



ดิฉันเชื่อว่าเราต้องการการนำที่มีประสิทธิภาพและมีความสร้างสรรค์

ประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายและหลักนิติธรรม

ตลอดจนความสร้างสรรค์ในการหาทางออกที่สันติในการแก้ไขปัญหาของประชาชน

เราต้องการการนำที่ไม่จำกัดอยู่เฉพาะในซีกรัฐบาล แต่ในฝ่ายค้านและประชาชนทุกคนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย

ทุกคนต้องเคารพกฎหมายและช่วยกันสร้างประชาธิปไตย

อีกบทเรียนที่ได้เรียนรู้คือเพื่อนในต่างประเทศมีความสำคัญ

การกดดันจากนานาชาติที่เชื่อในระบอบประชาธิปไตยทำให้กระบวนการประชาธิปไตยในประเทศไทยคงอยู่ได้

การคว่ำบาตรและการไม่ยอมรับเป็นกลไกที่สำคัญที่จะหยุดกระบวนการปฏิกิริยาที่ต่อต้านประชาธิปไตย

เวทีนานาชาติอย่างประชาคมประชาธิปไตยแห่งนี้ มีบทบาทที่จะช่วยให้ประชาธิปไตยยืนหยัดอยู่ได้

ทุกคนต้องร่วมกันกดกันเพื่อการเปลี่ยนแปลงและนำเสรีภาพกลับคืนสู่ประชาชน



ดิฉันขอปิดท้ายด้วยการประกาศว่า

ดิฉันหวังว่าความเจ็บปวดที่ครอบครัวของดิฉันได้รับ

ครอบครัวของเหยื่อทางการเมืองไทย และครอบครัวของผู้เสียชีวิตทั้ง 91 คนในเหตุการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 ต้องเผชิญ

จะเป็นความเจ็บปวดครั้งสุดท้ายสำหรับประเทศไทย

ขอให้เราทุกคนสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย

เพื่อที่เสรีภาพและอิสรภาพของมนุษย์ได้รับการปกปักรักษาเพื่อลูกหลานและคนรุ่นต่อๆ ไป  
92  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / เช็กกำลังแนวรบ กลุ่มต้าน "รัฐบาลปู" รับสัญญาณการเมือง "ร้อน เมื่อ: 7 พฤษภาคม 2013, 13:30:45
เช็กกำลังแนวรบ กลุ่มต้าน "รัฐบาลปู" รับสัญญาณการเมือง "ร้อน"

บรรยากาศ "การเมืองไทย" ปรับเข้าโหมดร้อนแรง ยืนอยู่ท่ามกลางสภาวะแวดล้อมที่ถือว่าเป็น "จุดเสี่ยง" ที่ 2 ขั้วอำนาจ อาจจะต้องเผชิญหน้า ตาต่อตา ฟันต่อฟัน กันอีกครั้ง

โดยมีอยู่ 2 ปัจจัย 1.ปัจจัยด้านการเมือง เงื่อนปมหลักโฟกัสไปที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะแม้ "รัฐบาล-พรรคเพื่อไทย-พรรคร่วมรัฐบาล" จะยอมใส่เกียร์เดินถอยหลัง ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ตามคำแนะนำของ "ศาลรัฐธรรมนูญ"

แต่ก็ต้องสะดุดติดหล่มคำรบสอง เมื่อ "ศาลรัฐธรรมนูญ" เล่นแร่แปรธาตุรับคำร้องของ "สมชาย แสวงการ" ส.ว.สรรหา ที่ยื่นให้ "ศาลรัฐธรรมนูญ" พิจารณาวินิจฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ว่าด้วยการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ

เงื่อนปมรองจับตาไปที่การเสนอ "พ.ร.บ.นิรโทษกรรม" ซึ่งถูกเลื่อนวาระให้ร่นขึ้นมาเป็นวาระแรก เมื่อเปิดสมัยประชุมสภาเมื่อไร "หัวขบวนเพื่อไทย" พร้อมที่จะขับเคลื่อนเดินหน้าพิจารณา "พ.ร.บ.นิรโทษกรรม" ทันที

2.ปัจจัยด้านเมกะโปรเจ็กต์ของ "รัฐบาล" ไม่ว่าจะเป็นเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นการออก พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท แม้จะยังไม่ถึงขั้นตอนของการดำเนินการ "ฝั่งตรงข้าม" ก็ "จองกฐิน" รอชำแหละ พร้อมใช้เป็นเงื่อนไขปลุก "มวลชน" กันแล้ว

จังหวะก้าวของ "รัฐบาล" ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงเต็มไปด้วยขวากหนามที่คอยสกัดขัดขวางไม่ให้ "รัฐบาล" ก้าวเดินได้สะดวก ขยับขวาก็โดน ขยับซ้ายก็ไม่รอด



เมื่อขยับตัวไม่ออกเหมือนไฟต์บังคับให้ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี - "รัฐบาล" - "พรรคเพื่อไทย" - "คนเสื้อแดง" ต้องเปลี่ยนเกมเล่น จากรอโดน "รุก" เป็น "รุก" เข้าใส่

รุกหนึ่งคือความเคลื่อนไหวของ "ยิ่งลักษณ์" ในการปาฐกถาเวทีประชาประชาธิปไตย ที่ประเทศมองโกเลีย ถือเป็นการนำประสบการณ์ไปอธิบายให้ "ชาวโลก" ได้รับรู้ความเป็นมา

และให้ "ชาวโลก" ได้ "ทำนาย" ความเป็นไปที่อาจจะเกิดขึ้นใน "อนาคต" ของประเทศไทย หากเกิดอะไรกับ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์" ก็จะรู้ว่าเป็น "ฝีมือ" ของใคร

หมากเกมนี้ "รัฐบาล" ได้ "ชาวโลก" เป็น "แนวร่วม" เรียบร้อยแล้ว

รุกสองคือ "เพื่อไทย" ผนึกกำลังกับ "กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ" (นปช.) เคลื่อนพลปราศรัยหลายจุดในภาคอีสาน ระดมบรรดา "แฟนคลับ" มาฟังกันอย่างหนาแน่นเช่นเคย

การเคลื่อนพลครั้งนี้ก็เพื่อปลุก "มวลชน" ให้ตื่น เตรียมความพร้อม หากต้องเผชิญ "ศึก" ที่รออยู่ข้างหน้า เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้ระดมพลเข้า "กรุง" ร่วมด้วยช่วยกันทันเวลา ไม่เสียรู้-เสียเหลี่ยม "ฝั่งตรงข้าม" เหมือนเมื่อก่อน

รุกสามคือการไม่ส่งคำชี้แจงต่อ "ศาลรัฐธรรมนูญ" กรณีรับวินิจฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ดื้อแพ่งกันให้รู้ไปข้างว่าใครมีความชอบธรรมมากกว่ากัน

นี่คือความเคลื่อนไหวของฝั่ง "รัฐบาล" ที่เริ่มเช็ก "ความฟิต" ของ "แนวร่วม" ให้เห็นกันแล้ว



ส่วน "ฝั่งตรงข้าม" แม้จะไม่รวมตัวกันเป็น "กลุ่มก้อน" แต่องคาพยพทั้งหมดก็พร้อม หาก "ตัวจริง" ที่ "แฝงตัว" อยู่ใน "เงามืด" เป่านกหวีดเรียกเมื่อไร พร้อมระดมพลได้เมื่อนั้น

ซึ่ง "กองต้าน" เบอร์หนึ่งหนีไม่พ้น "พรรคประชาธิปัตย์" (ปชป.) ทุกเรื่องเสนอโดย "รัฐบาล" ปชป. ต้องออกมาคัดค้าน แสดง "จุดยืน" ที่จะต้องตรงข้ามกับ "รัฐบาล" เพื่อรักษา "มวลชน" ที่ยังศรัทธาใน ปชป.

การจัดทัพสะสม "กองกำลัง" ของ ปชป. มีทั้งบนดิน-ใต้ดิน บนดินรวบรวม "มวลชน" ผ่านการเดินสายปราศรัยในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่บรรดา "แฟนคลับ" ปชป. ยังคงมีอยู่อย่างหนาแน่น

นอกจากนี้ ยังมีการรวมพลผ่านสถานีโทรทัศน์ "บลูสกาย" ซึ่งต้องยอมรับว่า "สามเกลอ" รายการสายล่อฟ้า เรียกคนเรียกแขกให้หันมาสนใจได้พอสมควร

ส่วนเกมใต้ดิน ปชป. ใช้รูปแบบเดียวกับ "นปช." โดยมี "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ส.ส.สุราษฎร์ธานี เป็นคีย์แมนหลัก สร้าง "โรงเรียนการเมือง" ซึ่งพยายามเผยแพร่อุดมการณ์ทางการเมืองให้มีเครือข่ายเยอะที่สุด

แต่ก็ยังไม่สามารถเจาะเข้า "เรดโซน" ของ นปช. ได้ มวลชนที่มีอยู่ในมือจึงซ้ำซ้อนกับฐานเดิมของ ปชป. เครือข่ายได้เพิ่มไม่เยอะ แต่ก็ปลูกฝังอุดมการณ์ให้ "ประชาชน" สู้เพื่อ ปชป. ได้มากขึ้น



ด้าน "กลุ่ม 40 ส.ว." ถือเป็นกลุ่มหนึ่งที่ต้องสู้กันหนัก เนื่องจากไม่ยอมให้ "รัฐบาล" เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ เพราะนั่นหมายถึงการยอมให้ "ส.ว.สรรหา" สูญพันธุ์ไปโดยปริยาย

ความเคลื่อนไหวของ "กลุ่ม 40 ส.ว." อยู่ในแง่ของการบังคับใช้ "กฎหมาย" จ้องเล่นงาน "รัฐบาล" โดยใช้ "กฎหมาย" เป็นเครื่องมือ ที่สำคัญเป็นตัว "จุดชนวน" ด้วยการยื่นฟ้องร้องในกรณีต่างๆ เพื่อเปิดแผลให้ "แนวร่วม" ขยายแผลต่อ

ส่วนความเคลื่อนไหวของบรรดากลุ่มก้อนที่มี "มวลชน" อยู่ในมือยังมีให้เห็น

"กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" (พธม.) ซึ่งในระยะหลัง "แกนนำ" อย่าง "สนธิ ลิ้มทองสกุล" "พล.ต.จำลอง ศรีเมือง" "ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์" ยังคงเงียบๆ อยู่ แต่ยังมีการปลุกระดมผ่าน "สื่อ" ของ พธม. เอง และ พธม. ยังมีเครือข่ายที่เป็นฐานมวลชนอยู่พอสมควร เช่น "กองทัพธรรม" ของสันติอโศก

"กลุ่มพิทักษ์สยาม" ที่ยังมี "เสธ.อ้าย" พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ แม้ช่วงที่ผ่านมาแทบจะไม่มีความเคลื่อนไหวออกมาให้เห็น แต่การชุมนุมของ "กลุ่มพิทักษ์สยาม" ในช่วงปลายปี 2555 ที่สามารถระดมพลได้หลายหมื่นภายในไม่กี่วัน ก็เป็นสัญญาณที่ "รัฐบาล" จะประมาทไม่ได้

"กลุ่มเสื้อหลากสี" ของ "ตุลย์ สิทธิสมวงศ์" ที่พยายามมีกิจกรรมเลี้ยงมวลชนไม่ให้ห่างหายไป เลี้ยงไข้เลี้ยงเชื้อเอาไว้ เผื่อวันหนึ่งจำเป็นต้องออกมาเคลื่อนไหว

"กลุ่มกรีน" ที่มี "สุริยะใส กตะศิลา" ลูกหม้อ พธม. ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานอยู่ โดยมีภารกิจหลักในการเดินสายรวบรวม "กลุ่มเอ็นจีโอ"-"ภาควิชาการ"-"ภาคสังคม" ที่มีแนวคิดต่อต้านระบอบทักษิณ ให้มาผนึกกำลังเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

"กลุ่ม 13 สยามไท" นำโดย "พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน" "ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์" "วีระ สมความคิด" มีโทรทัศน์ช่อง 13 สยามไท เอาไว้ปลุกปั่นมวลชน กลุ่มนี้จะมีคอนเน็กชั่นกับ "นายทหารเก่า" ที่อยู่ตรงข้าม "พ.ต.ท.ทักษิณ" คอยเป็นแบล็กอัพให้

ส่วนคนหน้าเก่าอย่าง "น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ" เจ้าของฉายาซีไอเอเมืองไทย ยังมีความเคลื่อนไหวออกมาให้เห็น ด้วยการทำงานสอดประสานกับกลุ่มต่างๆ และที่ผ่านมา "ประสงค์" มักจะออกแอ๊กชั่นขู่ "รัฐบาล" ว่าระวังเจอ "ม็อบ" อยู่ตลอด

หากจับเส้นสนกลในเชื่อมโยงเครือข่ายแล้ว "กลุ่มก้อน" ที่แยกตัวกันออกไป มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันอยู่ บางเวลาอาจจะทะเลาะกันเอง บางเวลาอาจจะแตกคอกัน

แต่เมื่อถึงเวลา "กลุ่มก้อน" เหล่านี้สามารถรวมตัวกันได้อัตโนมัติเหมือน "กดรีโมต" เพราะต่างคนเคยร่วมงานกันในช่วงที่ "โค่นล้ม" รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ มาแล้ว จึงไม่แปลกหากจะรวมการ "เฉพาะกิจ" โค่นล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์อีกครั้ง

เพราะยังมีเป้าหมายเดียวกันคือ "ล้มล้าง" ระบอบ "ทักษิณ"
93  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / สัญญาณเสียง 2 นายกฯ "ชินวัตร" "ยิ่งลักษณ์" ฟ้องโลก-แฉอำมาตย์ สไกป์ "ทักษิณ" สั่งตาย ส.ส.อย่าปอดแหก เมื่อ: 7 พฤษภาคม 2013, 11:26:56
กล่าวปาฐกถาของ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี บนเวทีการประชุมประชาคมประชาธิปไตย ครั้งที่ 7 ที่ประเทศมองโกเลีย เมื่อ 29 เมษายน ยังคงร้อนระอุไปทั่วทุกอณูการเมืองประเทศไทย

กลายเป็นสปีชที่ "ยิ่งลักษณ์" ถูกฝ่ายตรงข้ามรุมอัด รุมประณามว่า เอาการเมืองภายในไปประจานบนเวทีโลก เพื่อช่วยเหลือ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะพี่ชาย

เป็นการปลุกกระแสความขัดแย้งระหว่าง 3 เสาหลักของระบอบประชาธิปไตย อันประกอบด้วย ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ ให้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

เนื่องจากด้านหนึ่ง "ยิ่งลักษณ์" เป็น "ประมุขฝ่ายบริหาร" ในฐานะนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพาดพิงถึงกระบวนการ "ตุลาการ" และองค์กรอิสระของไทย อย่างเผ็ดร้อน

ด้านหนึ่งพรรคเพื่อไทยที่ "ยิ่งลักษณ์" สังกัดภายใต้บัญชีรายชื่อหมายเลข 1 กุมเสียงข้างมากฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งขณะนี้กำลังเปิดฉากสงครามกับฝ่ายตุลาการอย่างดุเดือด ตอนหนึ่งในสปีชร้อนดังกล่าว

"ยิ่งลักษณ์" กล่าวว่า "ดิฉันได้รับการเลือกตั้งด้วยเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ แต่เรื่องราวนั้นยังไม่จบ มีความชัดเจนว่า

ผู้ที่มีปฏิกิริยาต่อต้านประชาธิปไตยยังคงอยู่ รัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นในรัฐบาลภายใต้คณะรัฐประหารได้ใส่กลไกที่ตีกรอบเพื่อจำกัดความเป็นประชาธิปไตย"

"ตัวอย่างหนึ่งที่ดีในประเด็นนี้จะเห็นได้จากที่จำนวนครึ่งหนึ่งของวุฒิสภาไทยมาจากการเลือกตั้ง แต่อีกครึ่งหนึ่งกลับได้รับการแต่งตั้งโดยคนกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่ง ยิ่งกว่านั้นกลไกที่เรียกว่าองค์กรอิสระได้ใช้อำนาจเกินขอบเขตแทนประชาชนเจ้าของอำนาจที่แท้จริง เป็นการดำเนินการเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากกว่าเพื่อคนส่วนใหญ่ของสังคม"

"ขอปิดท้ายด้วยการประกาศว่า ดิฉันหวังว่าความเจ็บปวดที่ครอบครัวของดิฉันได้รับ ที่ครอบครัวของเหยื่อทางการเมืองไทย และครอบครัวของผู้เสียชีวิต 91 คน ในเหตุการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 ต้องเผชิญ เป็นความเจ็บปวดครั้งสุดท้ายของประเทศนี้"

พลันกลับมาเหยียบแผ่นดินเกิด "ยิ่งลักษณ์" เข้าประชุมคณะรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนออกมาชี้แจงต่อสาธารณะว่า

"เวทีที่ไปพูดเป็นเวทีประชาคมเพื่อประชาธิปไตย และกล่าวไว้เพื่อเป็นอุทาหรณ์ ไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก"

"อยากเห็นประเทศเดินไปข้างหน้า ถ้ากระบวนการของเราเป็นประชาธิปไตยในทุกส่วนงานและทุกด้าน จะทำให้มีความมั่นใจ โดยเฉพาะนักลงทุนก็จะสบายใจ และประชาชนจะมีโอกาส มีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน นั่นคือเจตนา"

"ต้องไปฟังดี ๆ อันนี้เป็นเรื่องอุทาหรณ์มากกว่าและเป็นเวทีประชาธิปไตย

ไม่ได้พูดเรื่องอื่นอย่างใด เป็นเฉพาะเวทีนี้ที่จะพูดกัน ต้องไปลองฟัง เพราะประเทศอื่นก็พูดลักษณะนี้เช่นกัน และที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการฟอกความผิดให้กับท่านทักษิณนั้น ไม่ใช่อย่างแน่นอน ดิฉันเองยกเป็นอุทาหรณ์ และไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์นี้"

แต่ก็ทำให้ฟากฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นำโดย "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หัวหน้าพรรค สั่งการให้ "กษิต ภิรมย์" อดีต รมว.ต่างประเทศ ในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ทำหนังสือชี้แจงไปยังองค์กรระหว่างประเทศ

แม้ "ยิ่งลักษณ์" งัดแผน "โลกล้อมไทย" เดินตามรอย "พ.ต.ท.ทักษิณ" ด้วยการจุดกระแสการเมืองไทยผ่านเวทีโลก เพื่อชี้ความไม่เข้ารูปเข้ารอยของระบอบประชาธิปไตยในไทย

แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน คู่ขัดแย้งอย่างศาลรัฐธรรมนูญ กลับเดินหน้ารับคำร้องของ "พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม" ส.ว.สรรหา โดยมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 3 ที่ "พล.อ.สมเจตน์" ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามมาตรา 68 ว่า การที่นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา กับ ส.ส.และ ส.ว.รวม 312 คน กระทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า คำร้องดังกล่าวต้องด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรค 2 และข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาวินิจฉัย พ.ศ. 2550 และให้ผู้ถูกร้องทั้ง 312 คน ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลภายใน 15 วัน หากไม่ยื่นถือว่าไม่ติดใจ

เป็นการรับคำร้องเพิ่มเติมจากคำร้องที่ นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา ที่ยื่นคำร้องในลักษณะเดียวกันในก่อนหน้านี้

ทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติ อันประกอบด้วย ส.ส. และ ส.ว. ตบเท้าปฏิเสธอำนาจศาล และไม่ยอมส่งคำชี้แจงตามคำสั่ง

พร้อมทั้งทำจดหมายเปิดผนึก ที่กลั่นออกมาจากมันสมองของ โภคิน พลกุล-ชูศักดิ์ ศิรินิล-พิชิต ชื่นบาน และทีมงาน ภายใต้หัวข้อ "คัดค้านและไม่ยอมรับการใช้อำนาจที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญของศาลรัฐธรรมนูญ" ก่อนส่งต่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติอ่านจดหมายเปิดดังกล่าว เพื่อตอบโต้การใช้อำนาจเกินขอบเขตของศาล

และร่อนจดหมายไปยังองค์กรอิสระทุกองค์กร แต่ยกเว้นศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นคู่กรณี เพราะป้องกันไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า จดหมายเปิดผนึกดังกล่าวเป็นหนังสือชี้แจงของฝ่ายนิติบัญญัติ

พร้อมทั้งยืนยันทำหน้าที่เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป โดยไม่รับฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น เนื่องจากเห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนับจากนี้ เป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

เท่ากับว่า... นับจากนี้เป็นต้นไป พรรคเพื่อไทยในฐานะนิติบัญญัติเป็นฝ่ายเปิดเกมรุก เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญไปจนสุดซอย ตามที่ "พ.ต.ท.ทักษิณ" สไกป์ผ่านมายังที่ประชุมพรรคเพื่อไทย เพราะที่ผ่านมายอมฝ่ายอำมาตย์มามากแล้ว

ดังนั้น กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราทั้ง 3 ฉบับ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของกรรมาธิการ ฝ่ายพรรคเพื่อไทยวางปฏิทินแบบสุดซอยไว้ว่า การพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ 3 ร่าง ในชั้นกรรมาธิการจะต้องกำหนดกรอบเวลาให้เสร็จไล่เลี่ยกัน

หากกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับ เสร็จทันก่อนการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญในวันที่ 28-30 พฤษภาคม ก็จะนำเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 2 ต่อจากการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 ทันที ตามคำสั่ง "พ.ต.ท.ทักษิณ"

หากไม่ทัน ก็จะนำเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 2 ช่วงเปิดประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไปช่วงเดือนสิงหาคม

แต่มีการขีดเส้นตายให้มีรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม มีผลบังคับใช้อย่างช้าที่สุดในต้นปี 2557 และไม่ควรเกินเดือนกุมภาพันธ์

เช่นเดียวกับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ของ 42 ส.ส.เสื้อแดง พรรคเพื่อไทย ที่ผ่านมาเลื่อนวาระมาอยู่ในลำดับแรกของการพิจารณา หากเปิดสภาในต้นเดือนสิงหาคม ก็จะนำเข้าสู่การพิจารณาทันที

เป็นความต้องการของ "พ.ต.ท.ทักษิณ" ที่ต้องการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

คู่ขนานไปกับการผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพื่อเลี้ยงฐานเสียงจากคนเสื้อแดงทุก ๆ ปีก ทุกระดับ ตั้งแต่รากหญ้า ถึงบุคคลระดับนักวิชาการสีแดง ให้ยังสนับสนุนพรรคเพื่อไทยต่อไป

เป็นเกมการเมืองที่ "วิรัตน์ กัลยาศิริ" หัวหน้าทีมกฎหมาย ปชป. ตั้งสมมติฐานถึงเหตุที่ทั้งองคาพยพของพรรคเพื่อไทย เคลื่อนไหวทั้งเร็วและแรง เพราะต้องการชิงความได้เปรียบในการดำเนินการระยะต่อไป

"มีความเป็นไปได้ว่า เขาต้องการจะเร่งพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 2 ให้ทันช่วงเดือน พ.ค. โดยเฉพาะมาตราที่อยากให้เสร็จก่อนต้องเรื่องสมาชิกวุฒิสภา เพื่อจะได้ทำเรื่องอื่นได้ง่ายขึ้น"

"ผมยังเชื่อว่าเป้าหมายต่อไป เขาต้องการโละทิ้งองค์กรอิสระที่เป็นปรปักษ์กับเขา แต่แน่นอนว่าลำพังเสียงข้างมากในสภามิอาจจะกระทำเช่นนั้นได้สำเร็จ ดังนั้นเขาถึงรีบแลกเปลี่ยนข้อเสนอกับกลุ่ม ส.ว.สายเลือกตั้ง ที่จะหมดวาระตามรัฐธรรมนูญ 2550 ในช่วงต้นปีหน้า"

"วิรัตน์" บอกว่า หากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตราที่เกี่ยวกับ ส.ว.ผ่านพ้นไปด้วยดี การดำเนินการเป้าหมายสุดท้ายที่ "ทักษิณ" เคยเฝ้าหวัง อาจดำเนินการได้ง่ายขึ้น

"หากเขาได้กลุ่ม ส.ว.เป็นพวกเดียวกัน ก็น่ากลัวว่าจะสร้างกระแสกดดันองค์กรอิสระได้ไม่ยาก นั่นหมายความว่าคดีความฝั่งเขา ก็อาจจะถูกโละทิ้งตามลำดับ

นั่นย่อมเป็นไปได้ที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะกลับมาง่ายขึ้น"

อย่างไรก็ตาม ฝั่งพรรคเพื่อไทยยังวางโปรแกรมเดินสายชี้แจง ทั้งเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ-นิรโทษกรรม ควบคู่กับฉายภาพผลงานด้านเศรษฐกิจไปยังทุกหัวเมืองทั่วประเทศ

วางโปรแกรมไว้ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม ที่ จ.อุบลราชธานี วันที่ 1 มิถุนายน ที่ จ.เชียงราย วันที่ 2 มิถุนายน จ.เชียงใหม่ วันที่ 8 มิถุนายน ที่ จ.พิษณุโลก วันที่ 9 มิถุนายน ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และวันที่ 15 มิถุนายน ที่ จ.ระยอง และจะมีการเปิดเวทีในกรุงเทพฯและปริมณฑล

และเตรียมเปิดเวทีใหญ่ ครบรอบ 3 ปีเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2553 ที่ยังรอการพิจารณาเรื่องรายละเอียดต่าง ๆ โดยมี "พงศ์เทพ เทพกาญจนา" รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ศึกษาธิการ เป็นผู้ดูแล

ตั้งเป้าตอกย้ำ-ขยายผล ความไม่ชอบธรรมของศาลรัฐธรรมนูญ ปลุกมวลชนให้เป็นเกราะป้องกันพรรคเพื่อไทย

แต่ถ้าแผนการทั้งหมดมีอันต้องสะดุด เดินไปไม่ถึงก้นซอยเหมือนที่ "พ.ต.ท.ทักษิณและพวก" ต้องการ

"พ.ต.ท.ทักษิณ" จึงมีคำสั่งผ่านสไกป์ไปยังที่ประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทยว่า ให้ ส.ส.ทุกคนเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์

เป็นคำสั่งที่ "พ.ต.ท.ทักษิณ" วางหมากบนกระดานอำนาจว่า หากเดินหมากต่อไปแล้วแพ้ ให้ยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ ขอให้การเลือกตั้งครั้งต่อไปกวาด ส.ส.ให้ได้ 325 เสียง

เช่นเดียวกับการสไกป์มายังคณะยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ที่มี "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน แหล่งข่าวในที่ประชุมดังกล่าว ตีความคำพูด "พ.ต.ท.ทักษิณ" ที่สไกป์มา ย้ำแผนการเดิมให้เดินเกมนิติบัญญัติของพรรคในเวลานี้จะต้องเป็นปึกแผ่น

สอดคล้องกับที่ "ยิ่งลักษณ์" ไปพูดที่มองโกเลีย และที่สำคัญกำชับว่าคนในพรรคเพื่อไทยจะต้องไม่ปอดแหก !

ทั้งปาฐกถาของ "ยิ่งลักษณ์" ที่มองโกเลีย อันมีนัยกระชากหน้ากากตุลาการภิวัตน์ และอำมาตย์

ทั้งการสไกป์มายังพรรคเพื่อไทยของ "พ.ต.ท.ทักษิณ" บอกให้ ส.ส.อย่าปอดแหก เดินหน้าปรองดอง+แก้รัฐธรรมนูญให้สุดซอย

ล้วนมีนัยที่ร้อนแรงในภาวะที่ฝ่ายนิติบัญญัติปฏิบัติการหักดิบฝ่ายตุลาการทั้งสิ้น


http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1367812680&grpid=09&catid=16
94  หมวดหลัก / วาทตะวัน สุพรรณเภษัช / ยิ่งลักษณ์...คำราม!!! เมื่อ: 7 พฤษภาคม 2013, 10:48:09
  ยิ่งลักษณ์...คำราม!!!

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        เมื่อกลางเดือนนี้ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แห่งประเทศไทย ได้เดินทางไปเยือนอินเดีย ซึ่งการเยือนครั้งนี้ นอกจากเป็นการไปเพื่อผลประโยชน์ของชาติเรา และความร่วมมือของสองประเทศแล้ว ที่โดดเด่นอย่างมาก ก็คือ
        การยกย่องของอินเดีย ที่มีต่อผู้นำของประเทศไทย!

        นายกรัฐมนตรีของเรา ได้ร่วมพิธีวันวันสถาปนาสาธารณรัฐอินเดียอย่างเป็นทางการ (Republic Day) วันที่ 26 มกราคม 2555 ในฐานะ Chief Guest ซึ่งแต่ละปี อินเดียจะเชิญผู้นำต่างชาติเพียงหนึ่งประเทศเท่านั้น
        สื่อทั้งเทศและไทย ต่างระบุตรงกันว่า
        นี่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของไทยที่มีต่ออินเดีย โดยนายกรัฐมนตรีผู้หญิงของเรา นับเป็นผู้นำเอเชียคนที่สาม ที่ได้รับเชิญต่อจากประธานาธิบดีเกาหลีใต้ (นายลี เมียงบัค) เมื่อปีพ.ศ.2553 และประธานาธิบดีอินโดนีเซีย (นายซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน) เมื่อปีพ.ศ.2554
        เธอเป็นสุภาพสตรีลำดับที่ 2 ซึ่งได้รับเกียรติเช่นนี้ แต่น่าทึ่งไปกว่านั้น เพราะท่านแรก คือ 
        สมเด็จพระราชินีนาถ เอลิซาเบธ ที่ 2 แห่ง สหราชอาณาจักร!!!
        นั่น ‘บ่งบอก’อะไร?

        วิสัชนาให้เข้าใจกันง่ายๆ ได้ดังนี้
        รัศมีของนายกฯยิ่งลักษณ์ ต้องฉายแสง “เข้าตา” ผู้นำอินเดีย ทางประเทศภารตะถึงได้ยกย่อง ให้เกียรตินายกฯผู้หญิงของไทยคนนี้ ขึ้นชั้นเทียบเท่ากับผู้นำที่โดดเด่นในเอเชีย อย่างประธานาธิบดีอีกสองประเทศ ที่ถูกจัดว่าเป็นผู้นำที่บารมีเข้าขั้น ‘เรืองรอง’ ผ่องอำไพเลยทีเดียว
        ช่างเป็นเรื่องที่น่าทึ่งนัก ที่ผู้นำหญิงของประเทศไทย ซึ่งเพิ่งเข้าบริหารบ้านเมืองไม่กี่เดือน กลับได้รับเกียรติในฐานะผู้นำประเทศ และ...
        เข้าตาผู้นำนานาชาติ ได้อย่างรวดเร็ว จนน่าอัศจรรย์!

        จึงน่าที่พวก ‘คอการเมือง -สีเหลือง’ ทั้งหลาย จะนำไปวิเคราะห์กันบ้าง เพราะพวกเขาเหล่านั้น เคยหลงผิดไปเชียร์ทั้งคนและพรรคกาลี จนในที่สุด ได้ประจักษ์แจ้งแก่ตนเองว่า
        ทั้งพรรคและหัวหน้า ที่พวกตัวเคยเชียร์นั้น และผลักดันจนได้บริหารบ้านเมือง อย่างค้านสายตาพี่น้องประชาชนนั้น
        ได้สร้างความผิดหวัง ให้กับพวกตัวแค่ไหน?
        ในที่สุด ‘คอการเมือง –สีเหลือง’ นั่นแหละ ที่เป็นฝ่ายทนไม่ได้ จนออกมาเปิดเผยเอง ว่า
        ทั้งหัวหน้าและพรรคกาลี ที่ประชาชนส่วนใหญ่ ให้การปฏิเสธ และร่วมใจกัน ‘ถีบ’ จนตกจากเก้าอี้บริหารประเทศไปนั้น ได้สร้างความจังไรอัปรีย์ ไว้กับบ้านนี้เมืองนี้ อย่างไรกันบ้าง?
        จริงใช่ไหมล่ะ!?

        ความโดดเด่นของนายกฯยิ่งลักษณ์ ยังปรากฏในรูปแบบอื่น เช่น น้องสาวประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ออกมาให้สัมภาษณ์แบบกระจุ๋มกระจิ๋ม ว่า
        นายกฯปูของเราเป็น...พี่สะใภ้ในฝันทีเดียว!
        ใช่แต่แค่นั้น ระหว่างที่กำลังเยือนอินเดียอยู่นั้น หนังสือพิมพ์เดลิเมล์ของอังกฤษ ยังชมเรื่องการแต่งกายที่เหมาะสม แถมยังตบท้ายอีกด้วยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย นั้น มีคุณสมบัติครบเครื่อง คือ

        สวย รวย เก่ง!!!

        ฮู้ยยยย......ข่าวนี้ทำให้ไอ้พวกขี้อิจฉา ถึงกับขอบตาร้อนผะผ่าว วูบวาบ วาบวูบ กันไปเลยทีเดียว...เจ้าค่ะ!

        น่าแปลกใจนัก ที่ไอ้พวกขี้เหลือง และบรรดาไอ้อีขี้อิจฉาทั้งหลาย ยังคงความโง่งมงาย คงเส้นคงวาเหนียวแน่น ได้แสดงคำพูด ดูถูก ดูแคลนผู้นำสตรีคนแรกของประเทศเรา ทั้งๆที่คนต่างชาติ กลับมองไปในทิศทางตรงกันข้าม แตกต่างจากกับพวกมันโดยสิ้นเชิง
        ปัจจุบันนี้ เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนแล้วว่า ประเทศไทยไม่ต้องเสียเงินงบประมาณ ค่าทำพีอาร์ประชาสัมพันธ์ ให้ต่างชาติรู้จักเพราะนายกฯยิ่งลักษณ์ เป็นแม่เหล็ก ที่ดึงดูดทั้งสื่อ และนักลงทุนจากต่างชาติ
        เหตุผลง่ายๆ ก็คือ ...
        ปาฏิหาริย์ที่เธอสร้างขึ้น ในการใช้เวลาไม่ถึงห้าสิบวัน ก็ช่วงชิงตำแหน่ง ‘นายกรัฐมนตรี’ ของชาติเก่าแก่อย่างไทยแลนด์แดนสยามมาได้นั้น
        แค่นี้ก็ถือเป็น “จุดขายสำคัญ” แล้ว ที่จะทำให้คนต่างชาติเขาสนใจ ว่า ผู้หญิงสวยคนนี้
        มีอะไรดี นักหนานะ?

        ข้อพิสูจน์ในเรื่องความสนใจ ของสื่อต่างชาติ ในตัวนายกฯหญิงของไทยนั้น ที่เห็นได้ชัดเจน คือ
        สำนักข่าวเก่าแก่ BBC แห่งเมืองผู้ดี ยกภาพนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ติด 1 ใน 12 ภาพประจำปี 2011 แห่งเอเชีย
        เท่านั้น...ยังไม่พอนะจ๊ะ
        สำนักข่าวยักษ์ใหญ่ อย่าง ‘รอยเตอร์’ ยังยกภาพ “นายกปูฯ- ชูหนึ่งนิ้ว” เป็นภาพข่าวแห่งปี 2011
        ไม่ต้องเสียงงบประมาณ สัปดาห์ละ 159 ล้านบาท โฆษณาผลงานตัวเอง อย่างพรรคประชาธิเปรตทำ
        เอาเงินโฆษณาผลงานรัฐบาล ไปซื้อแท็บเล็ตแจกเด็กนักเรียน ได้ประโยชน์มากมายกว่าแยะ แถมเงินยังเหลืออีกด้วย!
        ...จริงหรือเปล่าล่ะ!!

        ผมอยากให้ท่านผู้อ่านลองสังเกต การวางตัวของนายกฯปู ที่ผู้คนพูดกันมาก คือ ท่าทีหรือท่วงท่า ที่เธอแสดงออกกับบุคคลอื่น ซึ่งสังคมได้เห็นกันอย่างแจ่มแจ้งว่า
        กริยาที่เธอแสดงออกนั้นเหมาะเจาะ ถูกต้อง ชัดเจน และเป็นตัวอย่างให้กับเยาวชนสตรี ที่จะจดจำไว้เป็นตัวอย่าง ได้เป็นอย่างดี เช่น



        เมื่อทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าให้เข้าเฝ้า เพื่อถวายข้อราชการ ท่าทีในการนั่งของเธอ แม้จะไม่ใช่การหมอบเฝ้าอย่างโบราณ แต่การนั่งของนายกฯปูนั้น เธอนั่งไม่เกินเศษหนึ่งส่วนสองของเก้าอี้ และค้อมกายไปข้างหน้า เข่าชิด มือประสานเข้าด้วยกัน ด้วยท่าทางอย่างนี้ สามารถสื่อให้ผู้คนเห็นว่า
        เธอถวายความเคารพอย่างสูง ต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา 
        เยี่ยง ‘พสกนิกร’ ที่ดีคนหนึ่ง!
        แม้จะทรงพระกรุณาให้นั่งเก้าอี้แล้ว แต่เธอก็นั่งเพียงไม่ถึงครึ่งเก้าอี้เท่านั้น และยังแสดงท่าน้อมกายลง เหมือนกำลัง ‘หมอบเฝ้า’ อยู่ ตามธรรมเนียมเดิมแต่โบราณ อีกทั้งท่าทีของผู้นำหญิงของเรา ได้แสดงความตั้งอกตั้งใจ ที่จะรับพระราชกระแสใส่เกล้าฯตน อย่างเต็มที่
        ภาพนี้เอง ทำให้ประชาชนทั่วไป ปลาบปลื้ม และไม่มีข้อสงสัย ในความจงรักภักดี ที่นายกฯสตรีผู้นี้มีต่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา!

        นอกจากการเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นที่ประทับใจประชาชนแล้ว การพบปะกับผู้บัญชาการเหล่าทัพต่างๆ หลังการเลือกตั้ง นายกฯปูก็ไม่ได้แสดงความยำเกรงในอำนาจของผู้นำฝ่ายทหาร แม้พวกเขาเคยแสดงท่าทีไม่สบอารมณ์ เมื่อพรรคเพื่อไทยชนะ เพราะพรรคทหารนั้น สนับสนุนพรรคดักดานอย่างออกหน้าออกตา ตรงนี้ฝ่ายทหารจะปฏิเสธไม่ได้เลย
        แต่...
        นายกฯสตรีคนแรกของประเทศไทย พบกับผู้นำเหล่าทัพ ด้วยท่วงท่าสง่างาม ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุด โดยไม่ได้ทิ้งความ
        นิ่มนวล อ่อนโยน และเป็นมิตร!
        นี่เอง ทำให้ปฏิกิริยาของกองทัพ ที่ดูจะมีความแข็งกร้าว หลังทราบชัยชนะของพรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งทั่วไป
        ดูอ่อนยวบ ไปทันที!

        ดังนั้น เมื่อนายกฯปูสั่งการให้กองทัพ เข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในตอนน้ำท่วมใหญ่ เราจึงได้เห็นภาพนายกฯรัฐมนตรี เคียงคู่กับ ผบ.ทบ. ไปถึงพื้นที่น้ำท่วมด้วยกัน ร่วมทักทายให้กำลังใจ และแจกสิ่งของให้พี่น้องที่ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งดับกระแสยุแยงตะแคงรั่ว ให้เกิดรอยร้าวระหว่างทหารกับรัฐบาล
        บรรดาขี้เหลือง และไอ้สลิ่มเวรตะไล ขัดใจยิ่งนัก!

        สิ่งที่ผู้คนจับตาดูกันมาก คือ การพบปะกันระหว่างนายพลเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งผู้คนในประเทศทราบกันดีว่า เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการ ‘คว่ำ’ รัฐบาลนายกฯทักษิณ
        แต่...
        น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ซึ่งเป็นน้องคุณทักษิณ ไม่ได้แสดงท่าทียำเกรง ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นตัวการ ในการโค่นล้มรัฐบาลพี่ชายเธอแต่อย่างใด หากแต่แสดงความเคารพตามสมควร ในฐานะผู้น้อยพึงปฏิบัติต่อผู้อาวุโส อีกทั้งเจ้าคุณเปรมเอง เคยดำรงตำแหน่งเดียวกันกับเธอมาก่อนด้วย ต่างกันตรงที่ท่านเจ้าคุณ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น



        ภาพจึงออกมา ในลักษณะที่นายกฯหญิงคนแรกของไทยแลนด์แดนสยาม
        ทรงไว้ซึ่งความสง่างาม อย่างไม่มีที่ติ!

        ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ

        การปรับคณะรัฐมนตรีคราวนี้ แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็ง กล้าหาญ และการรักษาความ ‘ลับสุดยอด’ อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งของนายกฯปู
        ที่พูดกันอื้ออึง ในหมู่ผู้ถืออาวุธ คือ การที่นายกฯผู้หญิงหาญกล้า ปรับตำแหน่งสำคัญ อย่างตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยไม่ประหวั่นพรั่นพรึง อย่างผู้คนคาดไม่ถึง นั้น
        เป็นการประกาศ ‘ศักดา’ ของนายกฯหญิงคนนี้...ชัดเจน!

        หลังจากปรับคณะรัฐมนตรีแล้ว บังเอิญผมได้บทความใน น.ส.พ.มติชน รายวัน ฉบับประจำวันอาทิตย์ ที่ 22 มกราคม 2555 ของคุณ ศุภาศิริ สุพรรณเภสัช ซึ่งเขียนถึงเพลงที่แสดงความเข้มแข็งของผู้หญิง เพลงชื่อ
        “I Am Woman”
        สรรเสริญหญิงเหล็กทั้งหลายเมื่อ 40 ปีก่อน ผู้ที่ร้องเพลง
"ข้าฯคือสตรี" ชื่อ Helen Reddy ร้องเพลง และกลายเป็นอันดับหนึ่งของบิลบอร์ด คุณศุภาศิริ เขียนว่า

        ...นอกจากทำนองอันทรงพลังแล้ว เนื้อเพลงยังกระตุ้นผู้หญิงในโลกตะวันตก ให้ลุกขึ้นสู้เพื่อสิทธิของตนเองอีกด้วยทุกวันนี้องค์กรสตรีหลายแห่งยังใช้ I Am Woman เป็นเพลงประจำองค์กร
        "I am woman / Hear me roar....ข้าฯคือสตรี จงฟังข้าฯคำราม พวกข้าฯมีมากเกินกว่าที่ท่านจะมองข้าม...ข้าฯเคยถูกเหยียบย่ำมาแล้ว บัดนี้รู้อะไรดีๆเกินกว่าจะยอมให้เหยียบต่อไป / ข้าฯสุขุม ข้าฯเรียนรู้จากความเจ็บปวด... / ท่านอาจงอข้าฯได้ แต่ข้าฯจะไม่มีวันหัก และจะกลับมาแกร่งยิ่งกว่าเดิม...I am strong / I am invincible / I Am Woman ข้าฯแข็งแกร่ง ข้าฯคงกระพัน ...ข้าฯคือสตรี"

        ขอมอบเพลงนี้ให้หญิงเหล็กทั้งหลายในโลก ไม่ว่าจะเป็นหญิงเหล็กระดับโลก หรือระดับบ้าน-บ้านไม่มีหญิงเหล็กกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูมา ชายทั้งหลายก็ไม่มีวันรอด จนโตขึ้นเป็นชายเหล็ก ชายกะไหล่ ชายอะลูมิเนียมฯลฯ อย่างทุกวันนี้หรอก....

        ผมอ่านข้อเขียนนี้แล้ว ต้องขออนุญาต กราบเรียน ต่อท่านทั้งหลาย ว่า

        มาถึงวันนี้ นายกฯหญิงคนแรกของประเทศไทย ได้แสดงความ ‘เหนือชั้น’ กว่าอดีตนายกฯชายกะไหล่ นายกฯชายอะลูมิเนียม รวมทั้ง นายกฯชายเก๊-ชายเกย์ ฯลฯ อย่างไม่มีข้อกังขาใดๆเลย
        ถึงแม้จะไม่เปล่งวาจา ออกเป็นคำพูดออกมา แต่ทีท่าของเธอนั้น ได้แสดงออกต่อสาธารณชน อย่างชัดเจน แล้วว่า...

        I am strong / I am invincible / I Am Woman
        ข้าฯแข็งแกร่ง...ข้าฯคงกระพัน...
        ข้าฯ คือสตรี ชื่อ...ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

        จงฟัง ข้าฯ...คำราม!!! 
95  หมวดหลัก / รายงานและบทความเชิงลึก / Re: ความยุติธรรมที่ไม่เปลี่ยนผ่าน โดย แพทย์ พิจิตร มติชนสุดสัปดาห์ เมื่อ: 27 เมษายน 2013, 10:18:08
  แพทย์ พิจิตร

ความยุติธรรมที่ไม่เปลี่ยนผ่าน (81) : Kant-Enlightenment

ในย่อหน้าสุดท้ายของ "Answering to the Question : What is Enlightenment?" คานต์เขียนไว้ว่

"พระองค์เท่านั้น (พระเจ้าเฟรดิกมหาราช) ผู้ซึ่ง "รู้แจ้ง" (enlightened) พระองค์ผู้ซึ่งไม่เกรงกลัว "เงา" (shadows) และพระองค์เป็นทั้งผู้บัญชาการกองทัพที่มีระเบียบวินัยอย่างดีและมีจำนวนมากมาย และเป็นผู้ให้หลักประกันต่อความสงบเรียบร้อยและสันติสุขของบ้านเมือง (public peace) และพระองค์เท่านั้นที่จะเป็นผู้ที่สามารถกล่าวในสิ่งที่องค์อธิปัตย์แห่งรัฐเสรีไม่กล้าพูด นั่นคือ "สามารถโต้แย้งได้เต็มที่เท่าที่ต้องการ และไม่ว่าจะเกี่ยวกับเรื่องอะไร เพียงแต่ต้องเชื่อฟัง (กฎหมาย-ผู้เขียน)" ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าที่นี่หรือที่ไหนก็ตามแต่ สิ่งที่เรามักสังเกตได้เกี่ยวกับเรื่องราวของมนุษย์ ก็คือ เกือบทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปอย่างขัดแย้งกันอย่างน่าประหลาดและคาดไม่ถึง นั่นคือ ปรกติ เราจะคิดว่า การมีเสรีภาพในทางการเมืองมากดูจะเป็นประโยชน์ต่อเสรีภาพทางปัญญาความคิดของผู้คน แต่กระนั้น ในเวลาเดียวกัน เสรีภาพมากสถาปนาก็สามารถสร้างอุปสรรคขัดขวางที่ยากเกินกว่าจะเอาชนะได้ด้วย อย่างไรก็ตาม เราอาจพบว่า การมีมีเสรีภาพน้อยกว่ากลับเปิดพื้นที่ที่ให้วิญญาณเสรีขยายขอบเขตไปสู่ที่สุดตามที่มันจะไปได้ นั่นคือ ธรรมชาติได้บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์อย่างระมัดระวังภายในแก่นแกนที่แข็งแกร่ง สภาพดังกล่าวกลับเร่งกระตุ้นให้เกิดความคิดเสรี โน้มนำที่จะทำให้เกิดความคิดเสรี และความคิดเสรีนี้จะค่อยๆ มีปฏิกิริยาตอบสนองกลับไปยังวิถีแห่งความคิดของผู้คน และผู้คนจะค่อยๆ เริ่มสามารถที่แสดงออกอย่างอิสระเสรีได้มากขึ้นๆ เรื่อย และในที่สุด ความคิดเสรีก็จะส่งผลต่อรากฐานของการปกครอง และรัฐเองก็จะเห็นพ้องที่จะปฏิบัติต่อผู้คนโดยเคารพเกียรติศักดิ์ศรีของเขา ผู้ซึ่ง ณ บัดนี้ เป็นอะไรที่มากกว่ากลไกเครื่องจักร"ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ตีความข้อความข้างต้นไปบางส่วน โดยเฉพาะเรื่อง "เงา" มาคราวนี้ จะขออธิบายข้อความที่ฟังดูแล้วแปลก นั่นคือ

"...สิ่งที่เรามักสังเกตได้เกี่ยวกับเรื่องราวของมนุษย์ ก็คือ เกือบทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปอย่างขัดแย้งกันอย่างน่าประหลาดและคาดไม่ถึง นั่นคือ ปรกติ เราจะคิดว่า การมีเสรีภาพในทางการเมืองมากดูจะเป็นประโยชน์ต่อเสรีภาพทางปัญญาความคิดของผู้คน แต่กระนั้น ในเวลาเดียวกัน เสรีภาพมากสถาปนาก็สามารถสร้างอุปสรรคขัดขวางที่ยากเกินกว่าจะเอาชนะได้ด้วย อย่างไรก็ตาม เราอาจพบว่า การมีเสรีภาพน้อยกว่ากลับเปิดพื้นที่ๆ ให้วิญญาณเสรีขยายขอบเขตไปสู่ที่สุดตามที่มันจะไปได้..."

ทำไมคานต์ถึงเห็นว่า การมีเสรีภาพมากกลับเป็นอุปสรรค และการมีเสรีภาพน้อยกลับจะดีกว่า?!   



ในเบื้องแรก ผู้เขียนตีความว่า ในสังคมที่มีเสรีภาพทางการเมืองมาก และผู้คนก็รู้สึกรับรู้ว่า มีเสรีภาพล้นเหลือ มันก็จะไม่มีแรงกดดันใดๆ หรือกรอบใดๆ ที่ทำให้เรารู้สึกอยากจะต้านหรือแหกกรอบนั้นออกมา เราก็ไม่กระตือรือร้นที่จะใช้เสรีภาพในการคิดใช้เหตุผลของเรามากนัก

พูดง่ายๆ ก็คือ เมื่อไม่มีแรงกด ก็ไม่มีแรงต้าน แต่ถ้ามีแรงกด ก็จะมีแรงต้าน

อย่างในกรณีที่สังคมเรามีกฎหมายอาญามาตรา 112 เมื่อถึงวันหนึ่ง ผู้คนจำนวนหนึ่งก็จะรู้สึกถึงกรอบและแรงกดทับ และเกิดการคิดต้าน มีความต้องการที่จะใช้เสรีภาพในการใช้เหตุผลสาธารณะต่อมาตรา 112

และยิ่งมีผู้บัญชาการทหารบกท่านออกมาพูดซ้ำๆ ทุกทียามมีกระแสการใช้เสรีภาพทางความคิดในเรื่องนี้ว่า "ใครอึดอัดไม่พอใจ ก็ให้ออกไปจากประเทศ ไปอยู่ที่อื่น" อย่างนี้ถือว่าเป็นแรงกดอย่างหนึ่ง เข้าทำนองยิ่งเรียกแขกเรียกคนให้ต้องการเสรีภาพมากขึ้น

สมมุติว่า ไม่มีกฎหมายมาตรา 112 แล้ว ผู้คนก็คงไม่หิวกระหายที่จะใช้เสรีภาพในเรื่องนี้-นั่นคือ การหมกมุ่นกับการหาทางวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์---อีกต่อไป หรือถ้ายังมีก็จะค่อยๆ เหือดหายไปในที่สุด

และอย่างที่กล่าวไปแล้ว ในตอนต้นของข้อเขียน "Answering to the Question : What is Enlightenment?" คานต์ได้ชี้ให้เห็นว่า การที่ผู้คนไม่ "enlightened" สาเหตุหลักมันอยู่ที่ภายในตัวของเขาเองมากกว่าจะเป็นสาเหตุจากภายนอก

นั่นคือ หากคนคนนั้นขี้เกียจคิดและไม่กล้าที่จะคิด ก็ยากที่จะ "enlightened" ได้ เสรีภาพซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกนั้นเป็นประเด็นรอง ต่อให้สังคมมีเสรีภาพมากแค่ไหน หากคนขี้เกียจคิด ก็ไม่เกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริงคิดเองได้

สังเกตได้ว่า ไม่ใช่ว่า ในสังคมที่มีเสรีภาพมาก ผู้คนจะขยันคิดกันไปหมด

ขณะเดียวกัน ในสังคมที่จำกัดเสรีภาพ ก็จะมีผู้คนจำนวนหนึ่งที่ต่อสู้ดิ้นรนที่จะใช้เสรีภาพทางความคิดของตัวเอง

ซึ่งบางครั้งในเงื่อนไขแบบนั้น ผู้คนจะจริงจังกับการใช้เสรีภาพทางความคิดมากกว่าผู้คนในสังคมที่มีเสรีภาพล้นเหลือเสียด้วยซ้ำ

กล่าวง่ายๆ ก็คือ ในสังคมที่มีเสรีภาพล้นพ้น ผู้คนอาจจะใช้เสรีภาพทางความคิดกันอย่างสะเปะสะปะไร้ทิศทาง

พูดง่ายๆก็คือ เข้าทำนองที่ว่า อะไรที่ไม่จำกัดมีให้ใช้อย่างไม่อั้น ผู้คนก็มักจะใช้กันอย่างไม่เห็นคุณค่าของมัน ใช้อย่างไม่คิด

ในขณะที่ อะไรที่มีอย่างจำกัดจำเขี่ย ผู้คนก็จะใช้มันอย่างระมัดระวังและเห็นคุณค่า

ซึ่งในประเด็นนี้ เฮเกล (Hegel : 1770-1831) ผู้เป็นศิษย์ของคานต์ได้กล่าวถึงประเด็นเสรีภาพมากเสรีภาพน้อยนี้ไว้อย่างน่าสนใจ

เฮเกลน่าจะเป็นเพียงหนึ่งในนักปรัชญาการเมืองทั้งหลายที่ยืนยันว่า การมีเสรีภาพเต็มที่ทั้งหมด (total freedom) จะนำไปสู่การไร้เสรีภาพทั้งหมด (total unfreedom) ทั้งในแง่ของแนวความคิด (conceptual) และในแง่ของการเป็นสาเหตุที่จะทำให้เกิดผลบางอย่าง (causal)

โดยในแง่ของแนวความคิด เฮเกลเห็นว่า การมีเสรีภาพอันไม่จำกัด (liberty unlimited) จะนำไปสู่สภาวะของการเป็นทาส (slavery) และในแง่ของผลที่จะเกิดขึ้นตามมา สภาวะอนาธิปไตยที่มีเสรีภาพเต็มที่จะแผ้วทางไปสู่การเกิดผู้นำเผด็จการขึ้นมา (a dictator)

และจากทรรศนะดังกล่าวนี้ของ เฮเกล เอลสเตอร์ นักทฤษฎีการเมืองร่วมสมัยแนวมาร์กซิสต์บวกทฤษฎีการเลือกอย่างมีเหตุผล (Elster : 1940-) ได้ขยายความความคิดดังกล่าวของเฮเกล โดยชี้ว่า การมีเสรีภาพเต็มที่อย่างในเช่นในกรณีของการมีประชาธิปไตยทางตรง---ไม่ว่าจะเป็นแบบที่พลเมืองทุกคนสามารถลงคะแนนเสียงตัดสินเรื่องราวต่างๆ ได้ทุกเรื่อง แทนที่จะใช้การเลือกตั้งตัวแทน หรือเป็นแบบที่ตัวแทนสามารถถูกถอดถอนได้ตลอดเวลา---การมีเสรีภาพเต็มที่แบบนี้มีแนวโน้มที่จะนำไปสู่สภาวะที่นโยบายเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาและมีการรื้อโครงการที่ได้รับการอนุมัติออกมาแล้วอยู่ตลอดทุกขณะ ทำให้สังคมการเมืองอยู่ในสภาวะที่ไร้ระเบียบ ควบคุมอะไรไม่ได้ เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา ขาดสมดุลยภาพ และไร้ประสิทธิภาพ

และในที่สุดแล้ว ผู้คนก็จะเรียกร้องความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง โดยหวังให้ใครสักคนหรือใครก็ได้ที่สามารถจะยุติสภาวะสับสนวุ่นวายดังกล่าว   

ขณะเดียวกัน เราสามารถเข้าใจเรื่องเสรีภาพมากเสรีภาพน้อยของคานต์ได้ โดยพิจารณาข้อความที่ตามมา

นั่นคือ "ธรรมชาติได้บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์อย่างระมัดระวังภายในแก่นแกนที่แข็งแกร่ง สภาพดังกล่าวกลับเร่งกระตุ้นให้เกิดความคิดเสรี โน้มนำที่จะทำให้เกิดความคิดเสรี และความคิดเสรีนี้จะค่อยๆ มีปฏิกิริยาตอบสนองกลับไปยังวิถีแห่งความคิดของผู้คน และผู้คนจะค่อยๆ เริ่มสามารถที่แสดงออกอย่างอิสระเสรีได้มากขึ้นๆ เรื่อย"

เมล็ดพันธุ์พืชจะอยู่ในสภาพแข็ง แต่เมื่อมันเจริญเติบโต เราจะพบหน่ออ่อนหรือรากที่ค่อยๆ งอกชอนไชผ่านเปลือกแข็งนั้นออกมาได้

เปลือกแข็งของเมล็ดพันธุ์พืชเปรียบได้กับสังคมที่กรอบกติกาที่คอยพิทักษ์รักษาระเบียบในการดำเนินชีวิตของผู้คน

และหน่ออ่อนหรือรากเปรียบได้กับความคิดเสรีที่ค่อยๆ โตและชอนไชผ่านเปลือกห่อหุ้มที่แข็ง

หน่ออ่อนจะค่อยโตและชอนไชออกมาอย่างมั่นคงและมีทิศทาง และสภาพเปลือกที่แข็งหรือสังคมที่มีกฎระเบียบกติกานี้จะ "กลับเร่งกระตุ้นให้เกิดความคิดเสรี โน้มนำที่จะทำให้เกิดความคิดเสรี และความคิดเสรีนี้จะค่อยๆ มีปฏิกิริยาตอบสนองกลับไปยังวิถีแห่งความคิดของผู้คน และผู้คนจะค่อยๆ เริ่มสามารถที่แสดงออกอย่างอิสระเสรีได้มากขึ้นๆ เรื่อย"

จะสังเกตได้ว่า คานต์ย้ำถึงสภาวะที่ค่อยเป็นค่อยไป ดังที่เขาใช้คำว่า "this free thought gradually reacts back on the modes of thought of the people, and men become more and more capable of acting in freedom." เพราะคานต์ไม่นิยมการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วรุนแรงฉับพลันในแบบปฏิวัติ

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิวัติที่เกิดขึ้นโดยคณะบุคคลที่คิดว่าตัวเองนั้น "ตาสว่างรู้แจ้ง" แล้วหวังดีต่อประชาชนโดยการยึดอำนาจและยัดเยียดสิ่งที่ตนคิดว่าดีสำหรับสังคม



จากความเชื่อมั่นใน "enlightenment" ในแบบของเขา คานต์มุ่งหวังให้ผู้คนในสังคมใช้เสรีภาพทางความคิดกัน แลกเปลี่ยนถกเถียงในประเด็นต่างๆ ที่แต่ละคนคิดว่าเป็นประเด็นสำคัญ และรอให้การถกเถียงนั้นขยายผลไปในวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ

คานต์เชื่อว่า การรู้แจ้งเห็นจริงและตาสว่างควรเกิดขึ้นในแบบองค์รวม นั่นคือ "enlightenment" ต้องเกิดขึ้นในระดับสังคมเท่านั้น ไม่ใช่ระดับปัจเจกบุคคล และต้องดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปประดุจหน่ออ่อนที่ค่อยๆ โตตามธรรมชาติ

การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นจากล่างสู่บน อย่างที่คานต์ได้กล่าวไว้ในข้อความท้ายสุดของบทความ อันเป็นการจบข้อเขียนเรื่อง "Answering to the Question : What is Enlightenment ?" ของเขาว่า

"และในที่สุดความคิดเสรีก็จะส่งผลต่อรากฐานของการปกครอง และรัฐเองก็จะเห็นพ้องที่จะปฏิบัติต่อผู้คนโดยเคารพเกียรติศักดิ์ศรีของเขา ผู้ซึ่ง ณ บัดนี้ เป็นอะไรที่มากกว่ากลไกเครื่องจักร"
96  หมวดหลัก / จรัญ พงษ์จีน / ปูไป แดงมา ไม่ใช่เรื่องมั่วนิ่ม เมื่อ: 27 เมษายน 2013, 10:01:43
จรัญ พงษ์จีน

"กลุ่ม 40 ส.ว." มีบทบาทค่อนข้างสูงในหลายสถานการณ์ติดต่อกัน ผลงานชิ้นล่าสุดคือ การรวมตัวกันใช้สิทธิยื่นให้ "ศาลรัฐธรรมนูญ" ตีความว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 68 เข้าข่ายล้มล้างรัฐบาลหรือไม่ ภายใต้การนำทีมของ "สมชาย แสวงการ" วุฒิสมาชิกสายสรรหา ซึ่งปรากฏว่า "ศาลรัฐธรรมนูญ" รับคำร้องด้วยมติเสียงข้างมาก 3 ต่อ 2 เสียง

สมาชิกวุฒิสภา หรือ "ส.ว." ทั้งสายสรรหา และสายเลือกตั้ง แตกคอ แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ด้วยมุมมองที่แตกต่างกันมายาวนาน แต่ที่รวมตัวเป็น "กลุ่ม" กันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2551 ขับเคลื่อนร่วมลงชื่อกันจำนวน 40 คน เพื่อขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล "นายสมัคร สุนทรเวช" โดยไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 161

ส.ว.กลุ่มนี้ มีแนวคิดสวนทางกับซีกรัฐบาล อันมี "พรรคพลังประชาชน" เป็นแกนนำ โดยสมาชิกในเบื้องต้นในขณะนั้น ประกอบด้วย "พ.ท.กมล ประจวบเหมาะ, นายคำนูญ สิทธิสมาน, นายไพบูลย์ นิติตะวัน, นายวรินทร์ เทียมจรัส, นายประสาร มฤคพิทักษ์, นายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล, นายสมชาย แสวงการ, น.ส.รสนา โตสิตระกูล

และหนึ่งในจำนวนสมาชิกตัวกั่นคือ "เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ" ผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งในการยื่นให้วินิจฉัยกรณีการจัดรายการ "ชิมไปบ่นไป" จน "สมัคร สุนทรเวช" ต้องหลุดจากตำแหน่ง ตามคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ

ช่วงที่การเมืองนอกสภาเกิดการชุลมุน หลัง "สมัคร สุนทรเวช" หลุดจากตำแหน่ง เปลี่ยนมือเป็น "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีสืบแทน กลุ่ม 40 ส.ว. ประกาศเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลอย่างเปิดเผย ไม่เพียงแต่ไม่เข้าร่วมรับฟังการแถลงนโยบายสถานเดียว ยังเข้าชื่อกัน เสนอให้ "นายสมชาย" ลาออกหรือยุบสภา เพื่อรับผิดชอบต่อการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จากเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 และยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณี "นายสมชาย" ถือหุ้นในบริษัทซีเอส ล็อกอินโฟร์

ในสถานการณ์เดียวกัน ที่เกิด "กลุ่ม 40 ส.ว." สภาสูง ก็เกิด "กลุ่ม 64 ส.ว." ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสายเลือกตั้ง หรือกลุ่ม "24 ตุลาคม 51" มีแนวคิดค่อนข้างจะเอนเอียงเข้าข้างรัฐบาล พรรคพลังประชาชน หรือไทยรักไทยเดิม แต่สมาชิกในกลุ่ม ออกมาแสดงจุดยืนว่า มีความเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

กลุ่ม 64 ส.ว. มีรายชื่อ อาทิ "นฤมล ศิริวัฒน์, สุโข วุฑฒิโชติ, ธวัชชัย บุญมา, สิงห์ชัย ทุ่งทอง, ดิเรก ถึงฝั่ง, ประสิทธิ์ โพธิสุธน, วิทยา อินาลา, โสภณ ศรีมาเหล็ก, ทวีศักดิ์ คิดบรรจง, จรัญ จึงยิ่งรุ่งเรือง, รักพงษ์ ณ อุบล, บวรศักดิ์ คณาเสน, นิคม ไวยรัชพานิช, สุเมธ ศรีพงษ์, ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร" เป็นต้น

กลุ่ม 40 ส.ว. และกลุ่ม 64 ส.ว. แนวคิดค่อนข้างสวนทางกันและทดสอบกำลังภายใน ตลอดถึงงัดข้อกันมาแล้วหลายระลอก เกือบจะทุกเรื่องก็ว่าได้

ล่าสุด เห็นเด่นชัดคือ การที่กลุ่ม 64 ส.ว. จำนวนหนึ่ง และคิดว่ามากพอประมาณ ได้ร่วมลงชื่อกับ ส.ส.ซีกรัฐบาล เพื่อแสดงจุดยืนร่วมกัน ไม่ยอมรับอำนาจเหนืออำนาจของ "ศาลรัฐธรรมนูญ" จับมือกันร่างหนังสือเปิดผนึก เสียงของ 2 สภา คือ สูงและล่างร่วมกันได้ยอดทะลุถึง 312 คน



การเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เชียงใหม่ เขต 3 แทนตำแหน่งที่ว่าง เนื่องจาก "นายเกษม นิมมลรัตน์" ยื่นใบลาออก โดยอ้างสุขภาพเป็นใบเบิกทาง ผลออกมาเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 21 เมษายน ปรากฏว่าเป็นไปตามคาดหมาย "เจ๊แดง-เยาวภา วงศ์สวัสดิ์" จากพรรคเพื่อไทย ชนะเหนือคู่แข่ง "กิ่งกาญจน์ ณ เชียงใหม่" จากประชาธิปัตย์ แบเบอร์ 67,101 คะแนน จากผู้ใช้สิทธิร้อยละ 74.54

น้อยกว่าคะแนนของลูกสาว "ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์" เมื่อครั้งเลือกตั้งใหญ่ ที่ได้รับเลือก 81,863 คะแนน และน้อยกว่าเลือกตั้งซ่อมเมื่อครั้งส่งลูกน้องในสังกัด "เกษม นิมมลรัตน์" ลงสมัคร ได้ 72,385 คะแนน

แต่นั่นไม่ใช่สาระ ชนะน้อย กับชนะมาก ไม่มีอะไรแตกต่าง 1 เสียงเท่าเทียมกัน

ประเด็นที่น่าขบมากเป็นไหนๆ คือการผันตัวเองลงสนามเลือกตั้งซ่อมของ "เจ๊แดง" มาจากมูลเหตุและปัจจัยใด เพราะไม่ว่าจะยืนกำกับอยู่วงนอก หรือตรวจแถวอยู่วงใน

ชื่อชั้นของ "เยาวภา วงศ์สวัสดิ์" มีมนต์ขลังครือๆ กัน

การก้าวกระโดดขึ้นเวที เพื่อจุดประสงค์ทำลายสถิติ ว่า เป็นประชากรบ้านเลขที่ 111 ที่เพิ่งจะพ้นโทษแบนมาไม่กี่เดือน และได้เป็น ส.ส.สมบูรณ์แบบคนแรก ก็ไม่น่าจะใช่มูลเหตุ เพราะเป็นสถิติที่ไม่มีค่าแก่การทำลาย

การลงสมัครเลือกตั้งซ่อมของ "เจ๊แดง" จึงแฝงไปด้วย "นัยยะ" มากกว่า สาระข้างต้น

ดังที่ทราบกันดีว่า ในฟากฝั่งของ "เครือข่ายทักษิณ" ไม่ว่า จะยืนถูกที่ ถูกเวลา มีความรู้ความสามารถขนาดไหน แต่มักจะไปไม่รอด ไม่ยืนยงคงกระพัน มีอันเป็นไป

มีตัวอย่างดังที่เห็นๆ ทั้ง "สมัคร สุนทรเวช" และ "สมชาย วงศ์สวัสดิ์"

"ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" แม้เรตติ้งกำลังดีวันดีคืน "กระแสคนเมือง" ภาพลักษณ์ในต่างประเทศยอดเยี่ยม แต่ทั้งหลายทั้งปวง มิใช่ว่า เป็นเครื่องหมายคุ้มครองภยันตราย

จริงอยู่ คดีปล่อยกู้ให้ "อนุสรณ์ อมรฉัตร" ผู้เป็นสามี ป.ป.ช. ชี้มูลแล้ว หายใจโล่งโจ้ง แต่คดีอื่นๆ รอเช็กบิลมีอยู่อีกมากมายหลายประเด็น

จึงเกรงว่า จู่ๆ อาจจะถูกโป้งปิดบัญชี โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว "ปู-ยิ่งลักษณ์" หมดสภาพลงโดยพลันได้

"เจ๊แดง" เมื่อเข้าเงื่อนไข พ้นโทษแบน จึงขยับจังหวะมาเป็น ส.ส. อย่างน้อยที่สุด พร้อมที่จะเป็น "นายกฯ สำรอง"

"นายใหญ่ดูไบ" ไม่ใช้บริการ "คนนอก" ในการสืบสานอำนาจ เพราะเข็ดขี้อ่อนขี้แก่มาแล้ว เมื่อครั้ง ผลักดัน "สมัคร สุนทรเวช" ขึ้นมาเป็นนายกฯ

จึงไม่ให้เกิดบทเรียนซ้ำสอง "ปูไป-แดงมา" ด้วยความชัวร์ ไม่ใช่มั่วนิ่ม   
97  หมวดหลัก / วิเคราะห์การเมืองไทย / ควันหลงที่ฮ่องกง "กรณ์" เยี่ยมๆ มองๆ "แม้ว" แฟนคลับแทบเป็นแทบตาย โรคหวาดระแวงขึ้นสมอง เมื่อ: 27 เมษายน 2013, 09:58:19
ควันหลงที่ฮ่องกง "กรณ์" เยี่ยมๆ มองๆ "แม้ว" แฟนคลับแทบเป็นแทบตาย โรคหวาดระแวงขึ้นสมอง



เคยมีคนถามว่า พรรคเพื่อไทย จัดตั้งรัฐบาลร่วมกับ พรรคประชาธิปัตย์ ได้หรือไม่ ?

พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ผู้ชูธงปรองดองในสังคมไทย บอกว่า ไอร์แลนด์เหนือ สหราชอาณาจักร ผ่านความขัดแย้งวุ่นวายหนัก (The Troubles) ตลอด 30 ปี ตาย 3,636 ศพ บาดเจ็บ 30,000 ราย วันนี้ 2 พรรคคู่ขัดแย้งจับมือปรองดองจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันได้อย่างดี

ไม่มีคำตอบจากนักสันติวิธีว่า เพื่อไทย กับ ประชาธิปัตย์ จะปรองดองกันได้เมื่อใด

แต่ที่แน่ๆ ทุกครั้งที่มีข่าวว่า คนประชาธิปัตย์ไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ไหน เมื่อใด โลกแตกเมื่อนั้น

ขนาด นายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เคยจุดประกายปรองดองกับทักษิณ ยังถูกคนในพรรคหมางเมินจนถึงทุกวันนี้



ล่าสุด เหยื่อตัวใหญ่สูงโย่ง ถูกปล่อยข่าวว่าไปพบ "ทักษิณ" ที่ฮ่องกง ก่อนสงกรานต์ กลายเป็นประเด็นที่ กรณ์ จาติกวณิช และภรรยา นางวรกร จาติกวณิช แทบจะต้องเป็นศพกันในชั่วข้ามคืน

เพราะแฟนคลับ กรณ์ จาติกวณิช และพรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นจะตายขึ้นมาในบัดดล เพราะรับไม่ได้

ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนและการตลาด ขึ้นข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "ดร.เสรี วงษ์มณฑา" (14 เมษายน เวลาประมาณ 19.00 น.)

"จะของดแสดงความคิดเห็นทางการเมืองชั่วคราว จนกว่าจะได้ความกระจ่างจากประชาธิปัตย์ ว่าพวกเขาไปพบทักษิณเรื่องอะไร เจรจาอะไรกัน ทำเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน หรือเพื่อประโยชน์ของพวกประชาธิปัตย์ เพราะอ่านเจอในเฟซบุ๊ก สมศักดิ์ เทพสุทิน บอกว่านักการเมืองฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาล (ซึ่งก็น่าจะหมายถึงประชาธิปัตย์) ไปพบทักษิณบ่อยกว่าเขาอีก ข้อกล่าวหานี้ประชาธิปัตย์จะตีลูกเซ่อทำเฉยๆ ไม่ได้ ต้องออกมาชี้แจง"

"ถ้าหากไปคุยกันเพื่อบ้านเมือง เพื่อประชาชน เราก็ยินดีสนับสนุน บ้านเมืองจะได้ปรองดองกันเสียที แต่ถ้าไปคุยกันเพื่อตกลงกัน เป็นเรื่องผลประโยชน์ของนักการเมือง พวกเราคงต้องคิดอ่านว่าเราจะให้นักการเมืองทำงานเพื่อประชาชนได้อย่างไร ต้องยอมรับว่าที่ประเทศไทยอยู่ในสภาพที่คะแนนตกต่ำไปทุกๆ ด้านทุกวันนี้ ก็เพราะพฤติกรรมของนักการเมืองที่เอาวาระส่วนตัวอยู่เหนือวาระแห่งชาติ"

"ประชาธิปัตย์ต้องรู้นะว่าที่เรามีไทยเฉยอยู่เป็นจำนวนมากนั้น เพราะเขามองว่าประชาธิปัตย์ก็ไม่ได้ดีไปกว่าเพื่อไทย และยังทำงานสู้ไม่ได้ด้วย ชักช้า คิดอะไรใหม่ๆ ไม่ค่อยเป็น จึงถูกกล่าวหาว่าอิจฉาทักษิณ อิจฉาเพื่อไทยที่ทำประโยชน์ให้ประชาชนได้มากกว่า"

วันเดียวกัน ตอนค่ำ เวลา 22.20 น. นางวรกร จาติกวณิช ภรรยานายกรณ์ จาติกวณิช ได้โพสต์เฟซบุ๊ก "วรกร จาติกวณิช" ว่า

"วันนี้มีข่าวปล่อยว่าคุณกรณ์ไปหาทักษิณที่ฮ่องกง มีคนเขียนมาถามใน inbox หลายคน ขอตอบชัดๆ สั้นๆ ตรงนี้ว่า "ไม่จริง" และขอบอกด้วยว่า ถ้าวันไหนคุณกรณ์จะไปหาทักษิณแบบหลบๆ ซ่อนๆ สายตาประชาชนไป ต้องข้ามศพเมียไปก่อนค่ะ"



จริงๆ แล้วจะว่าไป ข่าวนี้เป็นข่าวเก่า เพราะมติชนออนไลน์รายงานข่าว เรื่อง "4 วันในฮ่องกงของทักษิณ ไวน์ดี อาหารเยี่ยม แกล้มข่าวลือ" ตั้งแต่ 28 มีนาคมแล้ว ตอนหนึ่งในรายงานระบุว่า

เสาร์ที่ 23 ถึงอังคารที่ 26 มีนาคม อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร แวะมาพำนักที่เกาะฮ่องกงแบบชิลๆ

4 วัน 4 คืน บนเกาะที่พลุกพล่านของพี่ชาย นายกฯ ยิ่งลักษณ์ มีคนเข้าพบมากมาย เรียกว่าคิวยาวเหยียด จากบ่ายจรดค่ำ เรียกว่า ผู้จัดคิวลิ้นห้อย...แต่ละคนที่เข้าพบ ต่างหอบไวน์ราคาแพงมาดื่มฉลองกับตั่วเฮีย แกล้มอาหารอร่อย

อาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พลพรรคเพื่อไทย เสนาบดี นักธุรกิจ และนายตำรวจใหญ่ แห่มาคณะใหญ่ เรียกว่า แทบจะเดินชนไหล่กันในล็อบบี้โรงแรม ทว่า ทุกเหตุการณ์ อยู่ในสายตาของหนุ่มใหญ่ ร่างสูงโย่ง ที่จับจ้องความเคลื่อนไหวด้วยความสนใจ ราวกับนักข่าว

บุรุษร่างสูงใหญ่ ไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่คือ เสี่ยกรณ์ จาติกวณิช อดีตขุนคลังจากพรรคประชาธิปัตย์ นั่นเอง



2 วันแห่งความสับสน (16 เมษายน) นายกรณ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "Korn Chatikavanij" ว่า ผมยืนยันว่าไม่เคยไปพบหรือขอพบ ไม่เคยไปคุย ไปหา ไปเจรจา ไม่เคยคุยทางโทรศัพท์ ไม่เคยสไกป์ โฟนอิน หรือส่งข้อความใดๆ ทั้งสิ้นกับทักษิณ

ล่าสุด เมื่อสามอาทิตย์ก่อน ที่โรงแรม Intercontinental ที่ฮ่องกง ผมนั่งดื่มน้ำชาอยู่กับภรรยา ขณะที่ทักษิณอยู่ในห้องตู้กระจกชั้นลอย ห่างจากผมไปหนึ่งชั้น ระยะประมาณ 20 เมตร มีนักการเมือง และนักธุรกิจรอแถวเข้าพบ เมื่อดื่มน้ำชาเสร็จผมก็ลุกไป เพราะไม่ได้พักอยู่โรงแรมนั้น แต่ภรรยาอยากไปเพราะเป็นโรงแรมที่มีวิวข้ามจากฝั่งเกาลูนมาทางฝั่งฮ่องกงที่สวยที่สุด และผมก็ไม่เคยปฏิเสธว่า "เห็น" ทักษิณที่นั่น ก่อนลุกไปก็ยังได้ SMS มาหาท่านหัวหน้าอภิสิทธิ์ แจ้งให้ท่านทราบว่าเห็นทักษิณอยู่ที่ฮ่องกง คุณอภิสิทธิ์ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากมาย

ผมอยากจะบอกว่า ผมไม่รู้จะไปพบทักษิณทำไม ไม่มีอะไรต้องพูดกัน ถามว่าเมื่อเห็นว่ามีทักษิณอยู่ในที่นั่น ทำไมไม่เดินหนีออกมา ก็ต้องตอบว่า ผมไม่ใช่คนอย่างนั้นครับ ผมและภรรยาไม่มีเหตุที่จะทำให้ต้องหลบหน้าหลบตาใคร เรานั่งอยู่ใน lobby โรงแรมอย่างเปิดเผย ไม่มีความจำเป็นต้องหลบซ่อนหรือหลีกทางให้ใคร แต่ถ้าผมเขียนอย่างนี้แล้วยังมีคนไม่เชื่อ ก็ช่วยไม่ได้แล้วครับ ดีที่สุดก็ดูท่าทีการทำงานของผมต่อไปแล้วกัน นั่นน่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด มากกว่าการชี้แจงใดๆ ทั้งสิ้น

ส่วนการที่มีการพยายามปั่นข่าวนี้ ก็เพราะหวังจะทำให้พวกเราเองเคลือบแคลงใจ แตกแยก ไม่สามัคคี คนเราสุดท้ายก็ต้องคิดเอาเองครับ ว่าอะไรเป็นอะไร ใครได้ประโยชน์จากข่าว ใครเสียประโยชน์ ไม่อย่างนั้นก็เป็นเหยื่อเขาไปตลอด ที่สำคัญผมระแวงกับ "ข่าว" นี้เพราะผมว่ามันไร้สาระเกินไป

จนทำให้ต้องคิดว่าเขากำลังกลบหรือเบี่ยงเบนข่าวหรือการกระทำอะไรอยู่



วันเดียวกัน นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "Oak Panthongtae Shinawatra" สื่อไปถึงกรณ์ ว่า วันนั้นที่ฮ่องกงไปทำอะไร บังเอิญหรือจงใจ ที่ไปนั่งเล่นอยู่เป็นชั่วโมง 2 ชั่วโมง ไปดักรอพบใครหรือเปล่า ได้เข้าพบหรือไม่ได้เข้าพบ ก็พูดความจริงไปเท่านั้นเอง ฝั่งผมชี้แจงชัดเจน "จะบังเอิญอย่างไร ก็ไม่ให้พบ" เคลียร์มั้ยครับ??

ผ่านไปเกือบสัปดาห์ โอ๊คกลับมาแขวะกรณ์และภรรยาอีกรอบว่า เรื่องได้พบ-ไม่ได้พบทักษิณ ตอบตามความจริงไปก็จบครับ ปล่อยเมียออกมาละเมอชี้แจงแทน แบบข้ามศพผัวศพเมียอะไรไปเรื่อย แบบนี้เรื่องยาวครับ ครั้งนี้ ถ้าไม่เจอ "ไบก้อนโอ๊ค" ฉีดปื๊ดดด !! เข้าไปจนดิ้นพราดๆ อย่างที่เป็นอยู่นี้ ป่านนี้ความจริงคงยังไม่ปรากฏ

นี่คือ ปรากฏการณ์แห่งความหวาดระแวง ที่ปกคลุมการเมืองไทย มาตลอดหนึ่งทศวรรษ

การปรองดองในสังคมการเมืองไทย อาจไม่ต้องใช้เวลายาวนานเท่าไอร์แลนด์เหนือ นักสันติวิธีบางคนเชื่อว่า อาจต้องผ่านจุดแตกหักไปก่อนค่อยปรองดอง หรือ ประชาชนเบื่อหน่ายสองพรรค จนการเมืองเดินต่อไปไม่ได้ ต้องหันหน้ามาคุยกัน

ซึ่งวันนั้น เราอาจเห็น กรณ์ และ ทักษิณ พบกันแบบเปิดเผย และไม่มีคนระแวง !!! 
98  หมวดหลัก / วาทตะวัน สุพรรณเภษัช / “ใบ้แดกไปเลยนะ...ไอ้พวกดักดาน!!!” เมื่อ: 24 เมษายน 2013, 09:23:16
“ใบ้แดกไปเลยนะ...ไอ้พวกดักดาน!!!”

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        เมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2556 ที่เพิ่งผ่านมา เป็น ‘วันสตรีสากล’ ซึ่งปีนี้เป็นการครบ 102 ปี นับแต่มีการจัดงาน ‘วันสตรีสากล’ ขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อ 8 มีนาคม ค.ศ. 1911
        ในตอนเช้าของวันนั้น ผมได้ยินวิทยุเขารายงานว่า สตรีไทยได้เป็น CEO มากกว่าชาติอื่นๆในโลก ไม่ว่าจะเป็นยุโรป อเมริกา หรือเอเชียด้วยกัน คือ  มีถึง 49% ซึ่งเยอะมาก แทบจะไม่แตกต่างจาก CEO ผู้ชาย
        น่าภาคภูมิใจแทน “หญิงไทย” ของเราจริงๆ!

        บ้านเรานั้น มีผู้บริหารสตรีระดับสูงหรือ CEO มีหลายสาขา โดยเฉพาะด้านการเงินการธนาคารของเราเด่นมาก นอกจากนั้นยังมีทั้งผู้พิพากษา ทั้งระดับหัวหน้าศาลและในศาลสูงอีกด้วย
        ส่วนตำแหน่งข้าราชการ ผู้หญิงสามารถขึ้นสู่ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด อธิบดี ปลัดกระทรวงมานานแล้ว
        ที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ CEO ประเทศไทย หรือ ตำแหน่ง“นายกรัฐมนตรี” นั้น บ้านเราไม่เคยมีนายกฯที่เป็นเพศหญิงมาก่อนเลย แต่...
        พอ ‘วันสตรีสากล’ ครบ 100 ปี พอดิบพอดีเมื่อปี พ.ศ. 2554 ประเทศไทยได้สตรีเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก ซึ่งเธอไม่ได้เป็น “หญิงผู้สูงศักดิ์” หากแต่เป็นหญิงสาวชาวเหนือธรรมดาๆ เพียงแต่มีจุดเด่น ตรงสรีระที่สูงกว่าสตรีไทยโดยปกติ เท่านั้น
        เธอชื่อ...

        น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

        นายกผู้หญิงของเรานั้น ได้สร้างปรากฏการณ์โดยเข้าสู่ตำแหน่งอย่างน่าอัศจรรย์ เพราะใช้เวลาเพียงสี่สิบกว่าวัน นับแต่ประกาศตัวเข้าสู่การเมือง เธอได้กลายเป็นผู้นำประเทศไทย ซึ่งยากที่จะหากใครทำสถิติสั้นเท่านี้
        นายกฯผู้หญิงไม่ได้ทำให้คนไทยผิดหวัง เพราะเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา คนในวงการธุรกิจ และสื่อมวลชนสายนี้ ต่างฮือฮาตื่นเต้น เพราะข่าวได้แพร่สะพัดทั่วกันว่าสถาบันจัดลำดับความน่าเชื่อถือ Fitch Ratings ได้เพิ่มระดับความน่าเชื่อถือ (เครดิต) ของประเทศไทย เป็นระดับ 3 บีบวก ซึ่งเป็นผลมาจากการร่วมมือกันทำงานของทุกฝ่าย
        ต้องอธิบายเกี่ยวกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit rating agency) ให้ท่านผู้อ่านฟังว่า

        โลกธุรกิจมี สถาบันจัดอันดับเครดิต (Credit rating Agency) ทำหน้าที่จัดอันเครดิตของทั้งประเทศ องค์กรต่างๆ และสถาบันที่ดำเนินการในลักษณะนี้ ที่ได้รับความเชื่อถือในระดับสากล และรู้จักกันดี คือ Standard & Poor’s (S&P’s), Moody’s และ Fitch Ratings เป็นต้น
        การที่ประเทศไทยได้รับการปรับเครดิตเพิ่มขึ้นนั้น ถือว่าเป็นผลดีที่จะได้รับความเชื่อมั่น เพราะหากไทยมีความจำเป็นที่จะต้องกู้เงินจากต่างประเทศ จะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง นักลงทุนของไทยก็จะได้ประโยชน์ตรงๆ
        เรื่องดีๆอย่างนี้ ถ้าไอ้พรรคอัปรีย์มันยังเป็นรัฐบาลอยู่ คนไทยคงไม่มีโอกาสได้เห็นหรอกครับ!

        มาถึงวันนี้ ผมมีความรู้สึกว่า นายกสตรีที่ชื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้น ความมีชื่อเสียงของเธอเริ่มก้าวไกลในวงการต่างประเทศมากขึ้นทุกที  เพราะเพียงรับตำแหน่งเป็นผู้นำไทยแลนด์ แค่ไม่กี่วันเท่านั้น สงครามระหว่างเขมรกับไทย ยุติลงโดยสิ้นเชิง การเผชิญหน้าหมดสิ้นลง ต่างฝ่ายต่างเคลื่อนทัพ กลับที่ตั้งปกติ บ้านใครบ้านมัน
        การค้าขายระหว่างสองประเทศ และความสุขของผู้คนชายแดนทั้งสอง
        กลับคืนสู่...ความร่มเย็นเป็นสุขดังเดิม!
        ความสัมพันธ์ระหว่าง ไทย-พม่า ซึ่งตกอยู่ในภาวะมึนตึง ตั้งแต่รัฐบาลกาลีของ นายมาร์ค หัวปลอก ที่ถูกทหารอัปรีย์ลากขึ้นมาเป็นนายกฯ ประเทศพม่าได้ “ลั่นดาล” ด่านแม่สอด จ.ตาก ไม่พูดคุยด้วยแทบตลอดสมัย
        พ่อค้าแม่ค้าชายแดน เหี่ยวแห้งหัวโต โซไปตามๆกัน!

        พอนายกฯปู รับตำแหน่งแค่ 2-3 เดือน ได้คุยกับพม่าแค่รอบสองรอบเท่านั้น ผู้นำหม่องก็ถลกโสร่ง เดินออกมาเปิดด่านอ้าซ่า ต้อนรับคนไทยเลยทีเดียว
        หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ อยาง “ไทยรัฐ” บอกชัดว่า ผลพวงการค้าจากการเปิดด่านแม่สอด ด่านเดียวเท่านั้น
        มูลค่าสูงกว่า ปีละ 1 แสนล้านบาท!

        เมื่อครั้ง นายมาร์ค หัวปลอก เป็นนายกฯ เขาทำให้สัมพันธภาพ ระหว่างประเทศซาอุดิอาราเบียกับไทย ที่มึนตึงกันมานาน 
        กลับทรุดหนัก ลงไปอีก!
        ทั้งนี้ เพราะ นายมาร์ค หัวปลอก ดันไปตั้งนายตำรวจ ที่ฝ่ายซาอุฯ ปักใจว่า ก่อคดีฆ่าผู้คนของเขาเมื่อหลายปีก่อน ให้ขึ้นเป็นใหญ่ คุมขุมกำลังตำรวจทางภาคเหนือ
        ทางการซาอุฯ บอก...รับไม่ได้จริงๆ!

        ส่วนนายกฯปู แค่รับตำแหน่งครบขวบปีเท่านั้น ฝ่ายทางการซาอุดิอาราเบียกลับเห็นความมุ่งมั่น และความจริงใจของเธอ ในการแก้ปัญหา ที่ยืดเยื้อระหว่างชาติทั้งสอง มานานแสนนาน
        พอฝ่ายผู้นำชาติสำคัญของฝ่ายอาหรับ ได้พบกับนายกฯหญิงของเรา ในการประชุมใหญ่ UN ที่นิวยอร์คเมื่อปีกลาย ประตูทางการทูต ที่ถูกปิดลงเกือบสามทศวรรษ ได้ “เปิด” ออกเพื่อต้อนรับมิตรประเทศทั้งสอง ที่จะหวนกลับมาสถาปนา ความสัมพันธ์ระดับเอกอัครราชทูต เต็มรูปแบบกันอีกครั้ง
        มันช่างน่า “อัศจรรย์” จริงๆ...เห็นกันหรือยังล่ะ!

        เรื่องความสงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เป็นปัญหาแหลมคม และทิ่มตำชาติบ้านเมืองของเรา มานานนับศตวรรษ กำลังได้รับการคลี่คลายไปในทางที่ดีกว่าเดิม เพราะชาติเพื่อนบ้านที่สำคัญคือ มาเลเซีย ซึ่งเป็นสถานที่พักพิงอันปลอดภัย ของขบวนการก่อความไม่สงบ เริ่มตระหนักว่า
        ไม่เป็นการดีเลย ที่มาเลเซีย จะปล่อยให้ไฟลุกติดไทยประเทศซึ่งอยู่ข้างบ้าน อีกทั้งปัญหารัฐซาบาร์ ที่คร่าชีวิตตำรวจมาเลย์ไป 8 นาย นั้น ตอกย้ำความจริงข้อนี้ในจังหวะที่สอดคล้องกันด้วย
        การเจรจาระหว่างรัฐบาลไทย กับขบวนการก่อความไม่สงบจึงเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการ เมื่อไม่กี่วันมานี้ ภายใต้ความร่วมมือของผู้นำมาเลเซีย และคนไทยส่วนใหญ่ คาดหวังไปในทางที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

        ในฐานะที่ “วาทตะวัน” เคยได้รับการศึกษาในสถาบันชั้นสูงของมาเลเซีย ระหว่างนั้นได้มีโอกาสไปรับฟังแนวความคิดของฝ่ายทหาร ในโรงเรียนเสนาธิการทหารมาเลเซีย จึงมีมมมองและความเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยว่า
        ปัญหาชายแดนใต้ของเรา จะได้รับการคลี่คลายลงได้ เพราะรัฐบาลมาเลย์ไม่มีวันที่จะยอม “เสียชื่อ” เพราะโดดลงมาเป็นเจ้าภาพ และเล่นอย่างเต็มตัวในเรื่องนี้ เด็ดขาด!
        ผมเชื่อว่า ต่างชาติต้องให้เครดิตรัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่ได้ทำงานสำคัญ และมีความยากยิ่ง คือ เปิดการเจรจากับฝ่าย
ก่อความไม่สงบ โดยมีประเทศที่เป็น shelter ให้กับกลุ่มคนเหล่านี้ ลงมามีบทบาทเป็นเจ้าภาพเอง
        จึงเสมือนเป็น “หลักประกัน” สำคัญ ในการที่จะทำให้การเจรจา ประสพผลสำเร็จลงได้

        เรื่องนี้ จะยิ่งชูให้ นายกฯยิ่งลักษณ์ ทวีความโดดเด่นในสังคมระหว่างประเทศ มากยิ่งขึ้นทีเดียว!!

        ความโดดเด่นของนายกฯปู ฉายให้เห็นชัดเจนเวลานายกรัฐมนตรีหญิงของไทยเรา ไปปรากฏตัวในต่างประเทศ เพราะนอกจากจะเป็นที่ชื่นชมยินดี ของผู้นำมิตรประเทศ ทำให้การเจรจาความเมือง มีผลบวกต่อชาติไทยของเราแล้ว นั้น



        ยามที่เธอไปปรากฏกายในที่สาธารณะ เป็นการส่วนตัวคราใด จะเป็นจุดสนใจของผู้คนเสมอ อย่างไปยุโรปเที่ยวหลังสดนี้ ก็มีฝรั่งมังค่า แห่มารุมล้อมขอถ่ายรูปด้วย จนดูเหมือนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว 
        ตรงนี้เองที่ผิดไปจากนายกฯชาย ที่ถูกแต่งตั้งโดยทหารเผด็จการ หรือทหารลากไปตั้งในค่ายทหาร จนกลายรัฐบาลที่ประชาชนขัดอกขัดใจอย่างยิ่ง เพราะทหารหน้าโง่ ไม่ได้สนใจไต่ถามความต้องการของชาวบ้าน ซึ่งเป็นประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศไทย ว่า
        อยากได้ใครเป็น “นายกรัฐมนตรี” ตามวิถีทางแห่งประเชาธิปไตย!?

        นายกฯ ชายที่มาโดยมิชอบธรรม จึงไม่เป็นที่สนใจของคนต่างด้าวท้าวต่างแดน จนแทบไม่มีผู้นำต่างประเทศ เชิญไปเยือนบ้านเมืองของเขา แต่ถ้าจำใจต้องรับรอง เพราะเป็นไฟต์บังคับ
ซึ่งมักจะเป็นการประชุมหลายชาติด้วยกัน ประเทศเจ้าภาพก็มัก
จำใจต้อนรับอย่างแกนๆ
        แบบเสียไม่ได้จริงๆ!
        ส่วนผู้นำต่างประเทศ ที่ไปร่วมประชุมด้วยกัน เขาไม่สนใจ แต่ไอ้ที่ร้ายกว่านั้น คือ
        บางคนยังทำ “เมิน” เสียด้วยซ้ำ!!

        จึงไม่น่าแปลกใจเลย ที่นายกฯชายซึ่งเข้าสู่ตำแหน่งแบบขาดความชอบธรรม ประเทศเพื่อนบ้านรั้วติดกันแท้ๆ ยังไม่เคยเชิญให้ไปเยือนบ้านเมืองของเขา แม้แต่ครั้งเดียว!
        ดังนั้น ไม่น่าแปลกใจอีกเหมือนกัน ที่ปัญหาชายแดนใต้ไม่ได้รับการแก้ไขในยุคนายกฯโลซก และปล่อยเรื้อรังมา จนกระทั่งมีการประชุมที่กรุงกัวลาลัมเปอร์
        ความสำเร็จในการทำให้ชายแดนใต้สงบ จึงเริ่มทอแสงเรืองรองชัดเจนขึ้นมา ในยุคนายกฯปูนี่เอง!!

        ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ

        รัฐบาลของนายกฯ ยิงลักษณ์ ชินวัตร นั้น มองการณ์ไกล และมองไปข้างหน้าเสมอ
        เมื่อเจ้าคุณเปรมสี่เสา เข้ามาเป็นนายกฯ ได้สร้างท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อเป็นจุดถ่ายเทสินค้า หากวันนี้ไม่มีท่าเรือแห่งนี้ เราคงนึกภาพความคับคั่งแออัด ที่ท่าเรือคลองเตยปัจจุบันไม่ออกว่า
        จะหนักหนาสาหัสอย่างไร?

        หากนายกฯทักษิณ ไม่ลงทุนลงแรงไปตั้ง “เต้นท์”กินนอนอยู่บนไซท์งานก่อสร้าง ที่สนามบินสุวรรณภูมิ อย่างไม่มีผู้นำชาติไทยคนไหน เคยทำมาก่อนแล้วไซร้
        มาถึงวันนี้ สนามบินดอนเมือง จะแออัดยัดเยียดเพียงไหน?
        ท่านลองคิดดูเอง!

        รัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ตัดสินใจ ที่จะลงทุนครั้งสำคัญ ยิ่งใหญ่กว่าที่นายกฯทักษิณได้ทำไปแล้ว เพื่อจัดการกับระบบลอจิสต์ติคของประเทศ ซึ่งเป็นการ “คิดใหม่ ทำใหม่ สร้างใหม่” ท่ามกลางเสียงเห่าหอนโหยหวน ของไอ้ห้อยไอ้โหนทั้งหลาย ที่พวกมันยังจมปลักดักดาน ตะบี้ตะบันขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของประเทศไทย อันเป็นที่รักของพวกเรา อย่างสุดฤทธิ์สุดเดช
        น่าสมเพชจริงๆ!

 

        บรรดาไอ้พวกที่ย้ำคิดย้ำทำ หรือเรียกอีกอย่างว่า “ดักดาน” นั้นเมื่อมีโอกาสได้ไปรับฟังฝ่ายรัฐมนตรีของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ อธิบายถึงแผนการที่ได้“คิดใหม่ ทำใหม่ สร้างใหม่” ซึ่งจะทำให้บ้านเมือง เจริญรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ได้อย่างไรแล้ว ถึงกับยืนเซ่อ...

        อึ้งกิมกี่ไปเลย!

        คนพวกนี้ เข็มขัดสั้นเพราะคาดไม่ถึงว่า รัฐบาลของนายกฯปู จะนำเสนอโครงการดีวิเศษได้ถึงขนาดนี้ ซึ่งพรรคฝ่ายพวกตนนั้น ถึงแม้จะอยู่ในวงการเมืองมานานกว่า แต่ขาดซึ่ง “สติปัญญา” ที่จะสร้างความเจริญให้กับประเทศได้อย่างรัฐบาลของนายกฯผู้หญิง

        ผู้คนที่เขาเห็นภาพเด็ด ของ “มติชน” เข้า ถึงกับหัวเราะดังสนั่น แบบถูกอกถูกใจสุดๆ พร้อมกับตะโกนลั่นออกมา ว่า

        “ใบ้แดกไปเลยนะ...ไอ้พวกดักดาน!!!”

................

ท้ายบท เขียนถึง ‘วันสตรีสากล’ แล้ว อยากให้ท่านผู้อ่านกลับไปอ่านคอลัมน์ที่ผม เขียนเมื่อ 4 ก.พ. 55 ยิ่งลักษณ์...คำราม!!!
(http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=347)
น่าจะได้อรรถรสมากยิ่งขึ้น

        อนึ่ง สำหรับผู้ที่โพสต์แสดงความเห็น คอลัมน์ประจำสัปดาห์ที่ผ่านมา หยุดไม่ได้หรอกครับ เดี๋ยวไอ้พวกกาลีมันได้ใจ!!! (http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=417)

ความคิดเห็นที่ 1   
อย่าหยุดนะ หยุดจะโกรธ
โดยคุณ อย่าไปหยุด  101.108.225.XXX

ความคิดเห็นที่ 2   
หยุด...ยืน...สงบนิ่ง...ไว้อาลัยไปอีก 4 ปี...กทม.
โดยคุณ วาดฝัน ตะวันระอา  125.24.37.XXX

ความคิดเห็นที่ 3     
อาจารย์วาท ครับการแพ้นั้นถ้าแพ้ด้วยฝีมือก็ไม่เป็นไรกลับไปฝึกซ้อมใหม่ได้คุณพงศ์พัศ นั้นอายุยังไม่มากยังมีโอกาสแก้วอีกและถ้าไม่ประสงค์จะแก้ตัวก็กลับไปรับตำแหน่ง ผบ.ตร ก็ได้เพราะสายบุนอยู่แล้ว แต่ถ้าการแพ้นั้นเกิดจากเทคนิคที่กรรมการ เหี้ยๆ มันช่วยกันข่มขู่และกลั่นแกล้งสิน่าเสียดาย การเข้าสู่เกมการเมืองของท่านพงศ์พัศ วันนี้เหมือนกับสมัน กระโจนเข้าสู่ฝูงหมาป่าที่บ้าเลือดเล่นทุกย่างเพื่อเอาชนะ ครั้งนี้มีอย่างเดียวที่ฝูงแมลงสาบไม่ได่เล่นคือ เรื่องไต้สะดือเท่านั้นเอง นอกนั้นเอาหมดทีกเม็ด งแข้ขโมย ไปจนถึงเกือบจะทุจริตแต่ต้องรับผิดด้วยคือการสร้างโรงพักฉาว แต่อย่างว่านั่นแหละสุภาพบุรุษก็ไม้ตอบโต้เพียงแต่แก้ต่างตรงนี้เข้าใจได้ แกรรมที่ไอ้พวกแมลงสาบสร้างไว้ก็น่ากลับไปส่งผลให้พวกมันได้รู้สึกบ้าง นั่นคือหลังจากชนะด้วยเทคนิคแล้ว ปรากฏว่ากรรมการทั้งสองชุดคือบนเวที และขอบเวเทียังไม่กล้าชูมือให้เป็นผู้ชนะได้ด้วยว่าผู้ชมข้างสนามพบพฤติกรรมหลายอย่างที่ไม่โปร่งใส อาทิผีก็มาช่วยชก ไอ้พวกกำลังจะตายก็มาช่วย ที่สำคัญพิธีกรรมเชิญผีที่กรรมการเคยบอกว่าผิดก็ครั้งก่อนและจับคุณลีน่าจัง ให้แพ้ฟาวล์ มาแล้วก็มาช่วยและอีกหลายอย่างเช่นการตะโกนว่าพี่เลี้ยงที่ขึ้นให้นำนั้นจะเปลี่ยนทุกยกมีจำนวนมากแทนที่จะเป็นไปตามที่กฏที่ทางเวทีตั้งไว้โดยกรรมการชุดเดิมนี่แหละเคยตัดสินให้นักมวยที่เคยทำแบบนี้แพ้ฟาวล์มาแล้ว และอีกหลายเรื่องทำให้กรรมการชุดนี้ยังไม่กล้าประกาศรับรองเนื่องจากนเองเคยจับคนอื่นแพ้ฟาวล์ในประเด็นต่างๆนั้นแล้ว จึงน่าจะละอายเลยแกล้งถ่วงเวลาเพื่อหาเหผลประกอบว่าจะชนะได้ย่างไร โดยเฉพาะไอ้พวกกรรมการนั่นแหละตัวดี การเลือกตั้งครั้งนี้ทำให้เห็นคำว่าไม่มีสัจจะในหมู่โจร เป็นจริงเห็นภาพได้ วันนี้ไอ้แจ๊ก ด่าพวก 5 คนแล้วว่าคนเลือกเป็นล้านแต่ไอ้คนตัดสินเพียง 5 คนไม่ประกาศและมีอำนาจมากควรยุบทิ้งไดแล้ว นั่นคือคำด่าของมิตรที่ด่ามิด ของกลุ่มอำมาตย์แท้ วันนี้ผมจะคอยดูว่ามันจะกล้าประกาศหรือไม่ถ้ากล้า พี่นี้ชาวกรุงรวมถึงอาจารย์วาท ด้วยควรจะช่วยกันรุมสกรัมกรรมการชุดนี้ได้แล้ว ด้วยเหตุผลว่ากรรมการไม่ยึดกิกาเอง เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้แล ขอให้ จูดี้ขวัญใจคนทั้งประเทศพลิกโอกาสจากผู้แพ้เป็นนผู้ชนะ เทอญ พระเจ้าคุ้มครอง
โดยคุณ วาดฝัน ตะวันยังสวยงามอยู่  101.51.231.XXX

        (***คอลัมน์ ประจำสัปดาห์ “ใบ้แดกไปเลยนะ...ไอ้พวกดักดาน!!!” ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 16 มีนาคม 2556)

     
99  หมวดหลัก / วาทตะวัน สุพรรณเภษัช / แดกทั่วไทย จัญไรทั่วทิศ!!! เมื่อ: 24 เมษายน 2013, 09:21:44
  แดกทั่วไทย จัญไรทั่วทิศ!!!

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        ระหว่างที่รัฐบาลนายกฯปู ได้นำเสนอโครงการเงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาท สังคมสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุโทรทัศน์ รวมทั้งสื่อออนไลน์ ได้มีความเห็นต่างๆ ต่อการคัดค้านโครงการเงินกู้นี้จากพรรคฝ่ายค้าน อย่างแข็งขัน
        สื่อที่ส่งเสียงดังมากหน่อย เห็นจะเป็น “แม่ลูกจันทร์” แห่ง “ไทยรัฐ” ที่ถล่ม “นายมาร์ค หัวปลอก” ผู้นำพรรคประชาธิปรต ว่า
        ตั้งหน้าตั้งตา...ค้านแม่งทุกเรื่อง!

        คอลัมนิสต์เก่าแก่ของ “ไทยรัฐ” อย่าง “แม่ลูกจันทร์” พูดแบบไม่อ้อมค้อม ว่า
        รู้สึกผิดหวัง ที่อดีตนายกฯตกกระป๋องอย่าง “นายมาร์ค หัวปลอก” ซึ่งกลับมาเล่นบทบาทผู้นำฝ่ายค้าน ดันออกมาค้าน
การออก พ.ร.บ.เงินกู้ แบบแผ่นเสียงตกร่อง
        แถมยังอ้างด้านๆ อีกว่า
        ไม่ได้ค้านการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานประเทศ แต่ค้านที่รัฐบาลออก พ.ร.บ.กู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท เพราะ...
        ทำให้ “หนี้สาธารณะ” เพิ่มสูงขึ้น!

        เจ้าของคอลัมน์ “สำนักข่าวหัวเขียว” ได้บอกกับแฟนๆ ว่า การลงทุนฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานประเทศนั้น มีความสำคัญอย่างยิ่ง และเป็นวาระเร่งด่วนของชาติเราด้วย
        ทั้งนี้ เพราะ…
        นับแต่มีวิกฤติการเมือง ต่อเนื่องมายาวนานร่วมทศวรรษ เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้การพัฒนาประเทศไทย ต้องหยุดชะงักลง ทั้งยังส่งผลให้ขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศไทยเรา ต้องถดถอยด้อยลงไปในทุกๆด้านด้วย

        คอลัมนิสต์เก่าแก่ของ “ไทยรัฐ” อย่าง “แม่ลูกจันทร์” ได้พูดแบบตรงไปตรงมา ต่อการลงทุนครั้งนี้ต่อไปอีกด้วยว่า
        เป็นการลงทุน “ยกเครื่อง” หรือ “อัพเกรด” ประเทศครั้งยิ่งใหญ่ ซึ่งบ้านเมืองของเราจำเป็นต้องเดินหน้า...
        จะมัวเอ้อระเหย...รอช้าลอยชายอยู่ไม่ได้แล้ว!!

        “แม่ลูกจันทร์” ยังมีความเห็นเพิ่มเติมต่อไปอีกว่า นายมาร์ค หัวปลอก นั้น ยิ่งพูดยิ่งเข้าตัว ยิ่งพูดยิ่งพลาด เพราะไอ้รัฐบาลจังไรของมิสเตอร์หัวปลอก เองนั่นแหละ ที่สร้างตัวอย่างความระยำเอาไว้อย่างไม่อายฟ้าดิน นั่นคือ
        นายมาร์ค หัวปลอก ได้ออกกู้เงินเพื่อทำโครงการ “ไทยเข้มแข็ง” โดยไม่เสนอเป็น “พระราชบัญญัติ” ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอย่างรอบคอบ หากแต่กลับรวบรัดตัดตอน ออกเป็น “พระราชกำหนด” นำเงินออกมาใช้อีลุ่ยฉุยแฉก สนุกสนานบานตะโก้กันไปเลย
        ตรงนี้ ผิดกับการกู้เงินของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ฯครั้งนี้ ที่ไม่ได้เสนอเสนอเป็น “พระราชกำหนด” แต่เสนอเป็น “พระราชบัญญัติ” กู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์ชัดเจนว่า จะนำไปลงทุนพัฒนา
        โครงสร้างพื้นฐานประเทศไทย ที่รักของเรา!

        โครงการนี้ผู้คนต่างแซ่ซ้องยินดี และเห็นด้วยกับรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ฯไม่เว้นแม้แต่ นายศุภชัย พานิชภักดิ์ คนเก่าแก่ของพรรคดักดาน หรืออย่าง นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส. อ.ท.) ที่องค์กรของเขาเคยหนุนกลุ่ม พันธมิตรเสื้อเหลือง อย่างแข็งขัน และถล่มรัฐบาลนายกฯ สมัคร สุนทรเวช แบบเอาเป็นเอาตายมาแล้ว กลับหันมาหนุนโครงการเงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาทนี้ด้วย
        นอกจากนั้น คนมีชื่อเสียงก้องโลกอย่าง นาย โจเซฟ สติกลิตซ์ (Joseph E. Stiglitz) นักเศรษฐศาสตร์คนสำคัญ ผู้ได้รับรางวัลโนเบลเมื่อปี ค.ศ.2001 ที่เพิ่งจะแวะเวียนเมืองไทย เมื่อกลางเดือน มี.ค.นี้ เพื่อแสดงปาฐกฐาถึงสถานะการณ์เศรษฐกิจโลก ได้พูดชัดเจนว่า
        การลงทุนเพื่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ อย่างที่รัฐบาลไทยกำลังจะทำ เป็นเรื่องสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่ง ต่อการพัฒนาประเทศนี้
        ไม่ใช่แต่คนระดับโลกอย่างนาย โจเซฟ สติกลิตซ์ เท่านั้น เมื่อเช้าวันพุธ ที่ 20 มี.ค.2556 ผมได้ฟัง ม.ล.ณัฐกรณ์ “คุณปลื้ม” เทวกุล รายงานการสำรวจความคิดเห็น ของนักเศรษฐศาสตร์บ้านเรา ปรากฏว่า
        นักเศรษฐศาสตร์ไทยจำนวนมาก ถึง 96% ที่เห็นด้วยกับโครงการมหึมาของนายกฯปู เพื่อการยกเครื่องประเทศไทยครั้งนี้!

        สำหรับคนไทยทั่วไปส่วนใหญ่ ที่ไม่ใช่แต่สื่อมวลชนคนสำคัญ อย่าง “แม่ลูกจันทร์” เท่านั้น ที่สนับสนุนโครงการของรัฐบาลนายกฯปู แต่จะเห็นได้ชัดจากจำนวนประชาชน ที่สนใจเข้าไปชมนิทรรศการของรัฐบาล ณ. ศูนย์ราชการ มากมายล้นหลาม จนต้องขยายเวลาจัดนิทรรศการออกไป ล้วนแต่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
        แม้เป็นโครงการลงทุนที่ใช้เงินเยอะก็จริง แต่ประโยชน์นั้นคุ้มค่าอย่างยิ่ง!

        การที่รัฐบาลนายกฯปู เสี่ยงเสนอแผนการกู้เงินครั้งนี้เป็น “พระราชบัญญัติ” นั้น ไม่ได้สะดวกดาย หมือนเช่นการรวบรัดจัดทำเป็น “พระราชกำหนด” เพราะจะต้องมีการอภิปรายกันยืดยาวในสภาแน่นอน
        ถ้าเกิดกฏหมายดังกล่าว โดนตีตกหรือถูกโหวตคว่ำกลางสภา รัฐบาลพรรคเพื่อไทยของนายกฯปู ก็อยู่ไม่ได้
        จะต้อง “ลาออก” ตามวิถีทางประชาธิปไตย เพื่อเปิดทางให้สภาฯ โหวตจัดตั้งรัฐบาลกันใหม่!

        ผมชอบการให้สัมภาษณ์ของ คุณ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ เมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2556 ถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมออก พ.ร.บ.กู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท ว่า

        รัฐบาลมีเป้าหมายที่ชัดเจน การออกเป็น พ.ร.บ. มีทั้งขั้นตอนและรายละเอียดให้สภาพิจารณา การเบิกจ่ายต่างๆ ก็มีกำหนดการชัดเจน ส่วนการจัดนิทรรศการ ก็ได้รับความชื่นชมจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะทูตกว่า 40 ประเทศ ได้รายงานไปสู่ประเทศของเขา ถึงนโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาล ทำการเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้านและเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค
        แตกต่างจาก “โครงการไทยเข้มแข็ง”ที่เราเคยให้นิยามว่า
กู้มาโกง โดยสิ้นเชิง เพราะโครงการดังกล่าวภายใต้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน การที่ฝ่ายค้านออกมากล่าวตำหนิในเรื่องนี้ ตนอยากถามว่า
        ไม่ละอายในสิ่งที่ทำไว้บ้างหรือ ตอนนั้นรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ออกเป็น พ.ร.ก.ไม่มีรายละเอียดอะไรเลย แล้วก็เอาเงินไป 8 แสนล้าน ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ไม่มีอะไรเป็นรูปธรรมเลย

        นอกจากนี้ รัฐบาลที่แล้วยังเชื่อมสัมพันธ์กับนานาชาติไม่ได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามแนวชายแดน การที่ฝ่ายค้านมากล่าวหาว่า เลดี้กูกู้นั้น ตนคิดว่า ถึงอย่างไรก็ยังดีกว่า

        กู้มาโกง!

        นั่นคือความเห็นของ “อ้ายปึ้ง” รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ ซึ่งดูจะสอดคล้องกับคอลัมนิสต์เก่าแก่ของไทยรัฐ อย่าง “แม่ลูกจันทร์” ที่ระบุชัดว่า
        ถ้าเอาเงินกู้จากโครงการ “ไทยเข้มแข็ง” ของนายมาร์ค หัวปลอก กับเงินกู้ฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานประเทศ ของนายกฯปู ไปขึ้นตาชั่งแบบนักมวย เปรียบเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์ หรือบาทต่อบาท จะเห็นได้ว่า
        เงินกู้ไทยเข้มแข็งนั้น เกิดประโยชน์ต่อประเทศน้อยกว่าในทุกๆด้าน แถมยังมีปัญหา

        ทุจริตคอรัปชัน...มากมายมหาศาล!

        ผมอยากให้ท่านผู้อ่าน ลองพิจารณาระหว่างรัฐบาลของพรรคทักษิณ กับรัฐบาลพรรคประชาธิเปรต ที่ไม่ได้มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน แต่มาเป็นรัฐบาลได้ เพราะทหารจังไรอย่ง “ไอ้โป๊งเหน่ง” ที่ให้การสนับสนุน โดยมีประโยชน์ต่างตอบแทนกัน

        ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ

        มีความพยายามกล่าวหา คณะผู้บริหารในรัฐบาลของพรรคทักษิณในยุคต่างๆ ว่า “ทุจริต” โดยเฉพาะหลังการรัฐประหาร พ.ศ.2549 ไอ้อีสองตัว คือ “อีนังเป็ด-หัวยักษ์” กับ “ไอ้กล้านรงค์ -เซ้กส์โฟน” ที่หอบแฟ้มพะรุงพะรัง เข้าไปรายงาน “ป๋าเป๋า” เจ้าของ บ้านสี่โสก ว่า

        คดี CTX มีหลักฐานชัดเจน ดำเนินคดีกับอดีตรัฐมนตรีคมนาคม ที่พรรคประชาธิเปรตอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา ได้อย่างแน่นอน...
        พันเปอร์เซ็นต์!

        เอาเข้าจริง กลับ “แห้วแดก” เพราะ ปปช.ชี้ว่า ไม่มีหลักฐานที่จะดำเนินคดีกับเถ้าแก่สุริยะ ได้แต่อย่างใด
        ... ทุ้ยส์!!

        จนบัดนี้ ยังไม่มีรัฐมนตรีหรืออดีตรัฐมนตรีจากพรรคทักษิณ ที่ต้องถูกฟ้องร้องในเรื่องทุจริตคอรัปชั่นเลย แม้แต่คนเดียว!

        ผิดกับบรรดาพลพรรคประชาธิเปรต พอแพ้เลือกตั้งพ้นจากการเป็นรัฐบาลเท่านั้น ต้องทยอยเรียงหน้ากัน เข้าไปรับทราบข้อหา “ทุจริตคอรัปชั่น” จาก DSI ทีละตัวสองตัว
        มีทั้งอดีตรัฐมนตรีร่วมรัฐบาล และสมาชิกพรรคคนสำคัญ ต้องเดินย่ำต๊อกๆ หน้าเหี่ยวหน้าแห้ง ขึ้นไปพบพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ ให้เขาพิมพ์มือในฐานะ
        “ผู้ต้องหา”

        เรื่องการ “ทุจริต คอรัปชั่น” โดยฝีมือของพรรคดักดาน อย่างประชาธิเปรตนั้น ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับทั้งข้าราชการ พนักงานของรัฐ อย่าง กทม. รวมทั้งพี่น้องประชาชน อย่างมีนัยยะสำคัญ
        ไม่เคยมีพรรคการเมืองไหนในอดีต ที่เคยทำเรื่องทุจริตที่อื้อฉาวมากมาย จนพี่น้องประชาชนได้เห็นชัดเจน โดยเฉพาะกรณีผู้รับเหมาทิ้งงาน ในการก่อสร้างอาคารที่พักและโรงพัก ที่ทั้งตำรวจเจ้าของสถานที่ และผู้คนที่เขาจะมาพึ่งพา อาศัยบริการผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ต้องประสพความ...
        เดือดร้อน...เหลือกำลังลาก!

        ประชาชนที่เขาเห็นความทุเรศของสถานีตำรวจประเทศไทย ที่ต้องอยู่เหมือน “คอกสัตว์” ประจานการทุจริตของไอ้พรรคการเมืองอัปรีย์ ถึงกับจะจัด “ผ้าป่า” เพื่อหาทุนซื้อไม้อัด ไม้กระดาน กระเบื้องฯลฯ ไปสร้างหรือต่อเติมให้กับโรงพักอนาถา จนอับอายชาวโลกไปทั่ว
        ทุเรศ...ขนาดนั้นเลยทีเดียว!

        ท่านผู้อ่านที่ชอบท่องเว็บ คงได้อ่านความเห็นของชาวบ้าน เกี่ยวกับเรื่อง “ทุจริตในโครงการไทยเข้มแข็ง” ของพรรคดักดาน ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากมายเหลือเกิน
        การทุจริตปรากฏตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ นักการเมืองผู้เกี่ยวข้องในโครงการ จำต้องลาออกจากตำแหน่ง เพราะทนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่ไหว ก็มีให้เห็นหลายคน

        จะลองยกความเห็นของชาวเน็ต มาเป็นตัวอย่างให้เห็นก็ได้ เช่น
        จากเว็บพันทิพย์ เมื่อ 18 มี.ค.2556 มีผู้ตั้งกระทู้ว่า

        เงินกู้ไทยเข้มแข็ง หลายแสนล้าน เหลืออะไรให้ลูกหลานบ้าง?
(http://pantip.com/topic/30261007)

        มีผู้ตอบกระทู้ ได้น่าสนใจ เช่น

        ความคิดเห็นที่ 1
        หนี้สิน
        ตอบกลับ Hmao

       ความคิดเห็นที่ 2
       มีอะไรเหลือเป็นชิ้นเป็นอัน ให้ดูสักชิ้นไหมครับ?
       ตอบกลับ สมาชิกหมายเลข 720703

       และความคิดเห็นที่ผมชอบมาก คือ

        ความคิดเห็นที่ 3
        - เสาธงต้นละ 5 แสน...ฮืม?
        - เครื่องกรองน้ำแสงอาทิตย์....ที่กรองน้ำไม่ได้...ฮืม?
        - อุปกรณ์การแพทย์ที่ไม่ได้ขอ..ให้มาแต่ไม่ได้ใช้....ฮืม?
        - อุปกรณ์การศึกษาที่ไม่ถูกสายงานและไม่ได้ขอ..ฮืม?
        - สถานีตำรวจที่มีแต่เสา..หลังเก่ารื้อไปแล้ว..ฮืม?
        - ถนนปลอดฝุ่นที่ตอนนี้มีแต่ฝุ่น..ฮืม??
        - GT 200 ที่เค้าเรียกว่า..ไม้จิ้มวิญญาณ...ฮืม?
        - เรือเหาะรั่วที่ 3 จว.ชายแดนภาคใต้..ฮืม?
        - รถถัง 3 สัญชาติ..ไม่รู้คิดได้ไง...ฮืม??
        .....ฯลฯ.......

        การวิพากษ์วิจารณ์พรรคเก่าแก่ นั้น พี่น้องประชาชน คนที่ชังพรรคดักดาน ได้กระทำกันอย่างกว้างขวาง ทั้งที่เป็นคำพูดวิพากษ์วิจารณ์ ก็มีไม่น้อย
       การด่าทอ...ก็มีมาก!

       ส่วนที่เขียนเป็นรูปอย่าง “การ์ตูน” ยังหาดูได้แทบทุกวันมิได้ขาด โดยเฉพาะใน “ไทยรัฐ” ของคุณ “เซีย” ยังมีแฟนตามดูกัน อย่างล้นหลามทุกวัน

       บางรูปผมเห็นใน “เว็บพันทิพ” อีกเหมือนกัน เห็นแล้วอดรนทนไม่ได้ ต้องนำมาแชร์ให้ท่านผู้อ่าน ได้เห็นกันด้วย
       เขาทำขึ้นอย่างง่ายๆ ไม่ต้องไปตัดต่อให้ยุ่งยาก แบบพรรคดักดานทำขึ้น เพื่อใส่ไคล้พรรคคู่แข่ง จนเป็นเรื่องเป็นราวอยู่ที่ กกต.กทม. อย่างที่เราได้รับรู้กัน



       รูปที่เห็นอยู่นี้ แม้จะเป็นเพียงแค่การเอาตัวหนังสือ ไปแปะลงบนภาพบอร์ดโฆษณาชวนเชื่อ แต่ถ้อยคำสั้นๆ ที่นำมาใช้ นั้น
       ถูกอกถูกใจ “วาทตะวัน” เป็นอย่างมาก!

       เขาใช้ถ้อยคำ ที่ฟังตึงตังขึงขัง ว่า...

       แดกทั่วไทย จัญไรทั่วทิศ!!

       ฮู้ยยยยย... แม่เจ้าประคุณรุนช่อง ช่างคิดได้คมคาย เหมาะเจาะ เหมาะเหม็ง เจ๋งเป้ง อะไรอย่างนี้นะจ๊ะ...

       เห็นทีต้องชักชวนท่านผู้อ่าน ให้ไปดูนิทรรศการ “แดกทั่วไทย จัญไรทั่วทิศ” ที่ตอนนี้เขากำลังจัดแสดงกันที่ “พรรคเพื่อไทย” ถนนเพชรบุรีตัดใหม่กันหน่อยแล่ว!!!

..............

ท้ายบท ผมประมวลความระยำของไอ้พรรคเก่าแก่ดักดาน เอาไว้ท้ายบทความ ประชาธิเปรต= พรรค...กเฬวราก!!!? http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=357
       ประมวลความระยำนี้ แสดงเอาไว้มากกกว่า 50 คอลัมน์ ซึ่งเป็นข้อมูลความจริงล้วนๆ มีหลักฐานสามารถพิสูจน์กันได้ ไม่ต้องแต่งเติมหรือเสริมเรื่องเท็จ แต่อย่างใดเลย 
       เชื่อว่า ท่านที่ได้อ่านแล้ว จะทวีความ “ขยะแขยง” ไอ้พรรคอัปรีย์นี้ มากยิ่งขึ้นทุกที!
100  หมวดหลัก / วาทตะวัน สุพรรณเภษัช / “บล็อกเกอร์” แผลงฤทธิ์ ใส่...คอรัปชั่น!!! เมื่อ: 24 เมษายน 2013, 09:20:10
“บล็อกเกอร์” แผลงฤทธิ์ ใส่...คอรัปชั่น!!!

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        ผมชอบรายการ Divas Café ของ Voice T.V. เพราะได้ดูสาวๆสวยๆผู้ดำเนินรายการ ซึ่งล้วนมีความสามารถหลากหลาย อย่าง เช่น คุณ มนทกานติ รังสิพราหมณกุล หรือ “คุณเบียร์”  คุณ วันรัก “อาจารย์เฟย์” สุวรรณวัฒนา “คุณนิ่ม” หรือ “กรกฎ พัลลภรักษา และคนสุดท้าย คือเจ้าของนามปากกา “คำผกา” หรือ คุณลักขณา ปันวิชัย
        การดูรายการ Divas Café นอกจากจะทำให้ชีวิตวัยโพล้เพล้ของผม สนุกสนานแช่มชื่นขึ้นแล้ว ยังได้รับความรู้หลายอย่างจากสาวๆผู้ร่วมรายการที่มีเสน่ห์และเฉลียวฉลาด มาให้ความรู้ เช่น

        “คุณเบียร์” เป็นผู้เชี่ยวชาญแฟชั่นเมืองไทย ระดับ “กูรู” ผมซึ่งเป็นคนสนใจเรื่องแฟชั่นและของสวยๆงามๆอยู่แล้ว จึงต้องตั้งหน้าตั้งตาดูเธอทุกวัน อย่างใจจดใจจ่อจริงๆ
        สำหรับ “อาจารย์เฟย์” นั้น เธอเป็นอาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จบจากมหาวิทยาลัยซอร์บอน ฝรั่งเศส วิจารณ์วรรณกรรมได้ถูกอกถูกใจผม ซึ่งเป็นคนชอบวรรณคดีมาตั้งแต่เด็ก ทุกวันนี้ยังสนใจอยู่ ท่านที่เคยอ่านคอลัมน์ “กาแฟขม ขนมหวาน” ของผม คงทราบกันดี
        สาวสวยที่มาร่วมรายการอีกคน คือ “คุณนิ่ม” หรือ “กรกฎ พัลลภรักษา” ซึ่งเป็นนักเขียน นักเดินทาง เธอมีทักษะในการเล่าเรื่องมาก ฟังแล้วได้อารมณ์ อย่างเล่าเรื่องพิธีแต่งงาน ระหว่างเทศกาลดอกซากุระบานที่ญี่ปุ่น ขนาดผมเคยเห็นของจริงมาแล้ว ยังรู้สึกสนุกสนาน เพลิดเพลินกับการฟังไปด้วย
        คนสุดท้าย คือ ละอ่อน “คำผกา” นั้น แม่หญิงคนนี้ คงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณ เพราะ “วาทตะวัน” เคยเขียนถึง และผ่านสายตาท่านผู้อ่านไปแล้ว
        ถ้าบังเอิญไปเจอตัวจริงของสาวเจ้า คงจะยกนิ้วโป้งทีเดียวพร้อมกันทั้งสองข้าง เพื่อแสดงความชื่นชมเต็มพิกัดพร้อมกับ “อู้คำเมือง” ด้วยว่า…
        “อ้ายฮักน้อง...ขนาด!”

        เมื่อเช้าวันศุกร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2556 “คุณเบียร์” ได้เล่าเรืองคุณ แอรี เซ็ธ โคเฮน (Ari Seth Cohen) ผู้จัดทำบล็อก Advanced Style Ladies ซึ่งมีผู้ติดตามเป็นจำนวนมากทั้งในสหรัฐและประเทศอื่ย
        คุณโคเฮนได้นำภาพถ่ายของผู้สูงวัย ที่มีรสนิยมในแฟชั่นซึ่งเป็นของตัวเอง มาโพสต์ลงบนบล็อกของเธอ และมีผู้สนใจติดตามเป็นจำนวนมาก เพราะผู้สูงวัยเหล่านี้ ต่างไม่ยอมเป็น “คนแก่” ที่เข้าวัดเข้าวาก่อนตาย แบบคนไทย
        แต่...
        พวกเขาและเธอกลับแสดงออกถึงความมีชีวิตชีวา ในเสื้อผ้าสีสดใส และมีแบบเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคน โดยไม่สนใจหรือสะดุ้งสะเทือนต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ เพราะทั้งเขาและเธอเหล่านั้นทำไปด้วยความเชื่อมั่นในตัวเอง เพื่อความชอบและความสุขส่วนตัวโดยแท้
        บางคนก็ “เปรี้ยว” สุดขีด เกินกว่าจะคาดเดา!

        ในที่สุดบล็อก Advanced Style Ladies เตะตาผู้บริหารของแฟชั่นเฮาส์ระดับโลก คือ Lanvin ซึ่งได้ขอให้คุณโคเฮนเจ้าของบล็อกดัง คัดนางแบบสูงอายุ ไปเป็นแบบให้สำหรับ campaign ของ Lanvin's Fall 2012
        คุณโคเฮนได้ cast นางแบบไปให้จำนวนหนึ่ง และหนึ่งในนั้น ได้กลายเป็นนางแบบในโฆษณาของ Lanvin



        เธอซึ่งอยู่ในภาพ ที่ท่านผู้อ่านได้เห็นนี้ ชื่อ Jacquie Murdock เป็นอัฟริกันอเมริกัน อายุมากกว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่มีอายุครบ 80 ในปีนี้ ถึงสองปี เพราะเธอมีอายุถึง 82 ปีแล้ว
        คุณแจ๊กเกอลีนใฝ่ฝันที่จะได้เป็น “นางแบบ” มาตั้งแต่ยังเป็นสาวรุ่น แต่ในยุคนั้น วงการแฟชั่นยังไม่มีนางแบบผิวสี เธอเลยต้องหันไปมีอาชีพเป็น dancer แทน แต่ความน่าอัศจรรย์ อยู่ตรงที่เธอยังคงรักษารูปร่างได้ “เนี้ยบ” อย่างที่เห็น
        ฝันของคุณ Jacquie Murdock ได้กลายเป็นความจริง เธอได้ไปปารีส และกลายเป็นนางแบบให้ห้องเสื้อระดับโลกไป 
        ในวัยเกินแปดสิบปี!
        นี่คืออิทธิพลของบล็อกเกอร์ ในสื่ออินเตอร์เนต ซึ่งกลายเป็นเรื่องดังระดับโลกไปได้ อย่างที่ไม่มีใครคาดคิด!

        ฟังเรื่องบล็อกเกอร์จากรายการ Divas Café ของ Voice T.V. ทำให้ผมนึกถึงบล็อกเกอร์จากเมืองจีน ซึ่งดังแบบอึงคนึงไปทั่วทั้งแผ่นดินถิ่นมังกรเมื่อปีเศษที่ผ่านมา
        เรื่องเป็นอย่างไรนั้น ผมขอเล่าให้ฟังอย่างนี้ครับ...

        เมื่อปี 2554 ได้ปรากฏเหตุการณ์สำคัญ ทำให้ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีนตื่นตัวขึ้น และให้ความเอาใจใส่ในการคอรัปชั่นของเจ้าหน้าที่ภาครัฐอย่างกว้างขวาง อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อาจกล่าวว่าเป็น “ความบังเอิญ” ก็คงพอได้
        ปรากฏการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นจากบล็อกเกอร์จีนผู้หลงใหลในเครื่องจับเวลา จนกลายเป็นเซียนนาฬิกาชื่อดัง เขาผู้นี้ใช้นามแฝงว่า
        “ฮวากั่วซันจ่งซูจี้”

        คำว่า “ฮวากั่วซันจ่งซูจี้” แปลว่า “เลขาธิการแห่งขุนเขาดอกไม้ผลไม้” ซึ่งหมายถึง “เห้งเจีย” ซึ่งเป็นพญาวานร ในยอดวรรณกรรมจีน ซีโหยวจี้ (หรือไซอิ๋ว) ที่ลิงแรงฤทธิ์ตนนี้ ได้ปกป้องคุ้มครองพระมหาเถระอย่าง “พระถังซัมจั๋ง” ระหว่างเดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎก จากดินแดนพุทธภูมิ ด้วยความองอาจกล้าหาญ ได้แสดงความเป็นยอดฝีมือ ต่อสู้กับพวกเหล่ามารและคนชั่วร้ายร้อยแปดพันเก้าจนลือลั่น ทำให้ หลวงพ่อถัง ปลอดภัยตลอดการเดินทาง และกลายเป็นวรรณกรรรมที่ผู้คนรู้จักไปทั้วโลก

        สิ่งที่จุดประกายความคิด ในการทำการสำรวจความฟุ่มเฟือยของเจ้าหน้าที่จีน อันอาจเชื่อมโยงไปถึงเรื่องคอรัปชั่นนี้ เกิดจากอุบัติเหตุรถไฟที่เวินโจว เมื่อวันที่ 23 ก.ค.54 และทำให้ผู้โดยสารเสียชีวิต 40 คน



        ระหว่างการรายงานข่าวอุบัติเหตุ “ฮวากั่วซันจ่งซูจี้” ได้สังเกตเห็นนาฬิกาที่ข้อมือเจ้าหน้าที่ระดับสูง คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงรถไฟที่ออกไปตรวจที่เกิดเหตุ ชื่อ “เซิ่ง จู่กวง” สวมอยู่
        นั่นทำให้ “แฟนพันธุ์แท้-นาฬิกา” อย่าง“ฮวากั่วซันจ่งซูจี้” ต้องร้อง “ไอ๊หยา” เพราะเป็นนาฬิกาโรเล็กซ์ ราคา 70,000 หยวน หรือราว 350,000 บาท ส่วนผู้ช่วยของเขาคือ “ลู่ ตงฝู่” สวมโรเล็กซ์รุ่นย่อมหน่อย คือมีราคา 50,000 หยวน หรือราว250,000  บาท

        จากจุดนั้นเอง “ฮวากั่วซันจ่งซูจี้” คนชอบนาฬิกา ได้อัพโหลดภาพเจ้าหน้าที่รัฐระดับต่างๆ ทั้งรัฐมนตรี ผู้ว่าเขตการปกครองต่างๆ ผู้อำนวยการหน่วยงาน กรมศุลกากร ฯลฯ และนาฬิกาหรูที่พวกเขาสวมใส่ ทั้งยี่ห้อโรเล็กซ์ (Rolex), เพียเจต์ (Piaget), โอเมกา (Omega) และ คาร์เทียร์ (Cartier) ลงในบล็อกของตนเอง
        นาฬิกาหรูยี่ห้อหรา ที่แต่ละเรือนราคาแพงระยำยับเหล่านี้ หลายๆเรือนมีราคาสูง เกินกึ่งหนึ่งของรายได้เจ้าหน้าที่ระดับสูง ที่มีรายได้ต่อปี คือราว 99,000 หยวน (หรือ 495,000 บาท)

        “ฮวากั่วซันจ่งซูจี้” สำรวจกลุ่มผู้นำจีนที่สวมนาฬิกาหรู เริ่มด้วยวิธีการง่ายๆ โดยพิมพ์กลุ่มคำ อย่างเช่น “เลขาธิการ” “ผู้อำนวยการ” “ผู้ว่ามณฑล” เป็นต้น
        เมื่อค้นภาพบุคคลเหล่านั้นได้แล้ว เขาขยายภาพดูนาฬิกาข้อมือ ที่บรรดาเจ้าหน้าที่รัฐเหล่านั้นสวมกันอยู่
        ขั้นตอนต่อไป ซึ่งไม่ง่ายนัก “ฮวากั่วซันจ่งซูจี้”ต้องสืบค้นตรวจสอบหลายเที่ยว บางครั้งต้องค้นภาพเจ้าหน้าที่คนหนึ่งหลายๆภาพ เพื่อเปรียบเทียบดูรายละเอียด บางครั้งต้องขอความช่วยเหลือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางอินเทอร์เน็ตอีกด้วย

        จากการสำรวจของฮวากั่วซันพบว่า กลุ่มผู้นำเจ้าของนาฬิกาหรู อาทิ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารสุขสวม Rolex Submariner ราว 100,000 หยวน หรือราว 500,000 บาท และ “โจว เหวินจัง” รองประธาน วิทยาลัยการปกครองแห่งรัฐ (State Administration Academy) สวมนาฬิกาที่ดูเหมือนกับ Piaget Emperador ซึ่งนาฬิการุ่นนี้ มีราคา 100,000 หยวน ขึ้นไป
        “ซุน จิ่งเหมี่ยว” ประธานคณะกรรมการเพื่อการปฏิรูปและการพัฒนา ประจำสำนักงานมณฑลเจ้อเจียง สวมนาฬิกา โรเล็กซ์ รุ่นที่มีตกราว 70,000 หยวน หรือราว 350,000 บาท

        ประธานคณะกรรมการเมืองแห่งหนึ่งในมณฑลซันซี สวม
โอเมกาเรือนทอง ซึ่งมีราคาอย่างต่ำ 70,000 หยวนหรือราว 350,000 บาท
        บล็อกเกอร์ชาวจีนผู้นี้ ได้จุดประทีปดวงใหญ่ ให้กับเพื่อนร่วมชาติชาวจีนกว่าพันล้านคน ให้ส่องเข้าไปในระบบราชการ ทำให้เกิดความสงสัย ในความร่ำรวยผิดปกติของเจ้าหน้าที่รัฐ!
        เขาเขียนในบล็อกว่า

        “หากรัฐบาลวิตกเรื่องความคิดเห็นของประชาชนจะให้ผลในด้านกลับ วิธีการแก้ไขปัญหานี้คือ ประกาศทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ทั้งหมดให้แก่สาธารณชน”

        ท่านผู้อ่าน ที่เคารพ

        “ฮวากั่วซันจ่งซูจี้” บล๊อกเกอร์ธรรมดาๆแท้ๆ แต่สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ให้กับประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีน ยังผลให้ผู้นำคนใหม่ของเมืองมังกร...
        ต้องประกาศเอาจริงกับปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบ ของเจ้าหน้าที่รัฐ!
        ลองหันกลับมาดู ที่บ้านเราบ้าง

        ประเทศไทยนั้น ไม่ได้ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์แบบจีน แต่บล็อกเกอร์ไทยแลนด์ จะใช้วิธีเดียวกับ “ฮวากั่วซันจ่งซูจี้” คงไม่สำเร็จ เพราะนาฬิกายี่ห้อหรูต่างๆเหล่านั้น ดูจะเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว
        ไม่ใช่เฉพาะข้าราชการผู้มีตำแหน่งหน้าที่ จะนิยมสวมใส่ แม้แต่ลูกๆของพวกเขา ที่ยังเรียนอยู่ระดับมหาวิทยาลัย ต่างก็สวมใส่ของหรูหราเหล่านี้ อวดบารมีกันอยู่แล้ว
        ที่สำคัญและแตกต่าง ระหว่างไทยกับจีนอย่งยิ่ง คือ
        ระบบการตรวจสอบของไทยนั้น ต่างจากจีนที่รวดเร็ว เอาจริง ถึงขั้น “ยิงเป้า” เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีพฤติกรรมดังกล่าวอย่างเด็ดขาด ก่อความยำเกรงให้กับผู้กระทำความผิด
        แต่...
        การตรวจสอบของไทยนั้น ไร้ประสิทธิภาพ และล่าช้าอย่างเลวร้ายจริงๆ ต่างจากการตรวจสอบของจีนโดยสิ้นเชิง!

        ตัวอย่างความเลอะเทอะเลื่อนเปื้อน ของระบบการสอบสวนเอาผิดข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ทำให้ฝรั่งดูถูกอย่างมาก คือ คดีคอรัปชั่นของอดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ชื่อ

        นางจุฑามาศ ศิริวรรณ!

        เรื่องเดิมมีอยู่ว่า ในการจัดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ 2550 ซึ่ง “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” เป็นผู้จัด นั้น
        โปรดิวเซอร์ฮอลลีวู้ด ชื่อ นายเจอรัลด์ และนางแพทริเซีย กรีน คู่สามีภริยาชาวสหรัฐ ติดสินบน 1.8 ล้านดอลลาร์ นางจุฑามาศ ศิริวรรณ เพื่อให้ได้สิทธิบริหารเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ
        สหรัฐเขาลงโทษผู้ต้องหา ซึ่งเป็นคนของเขาไปเรียบร้อยแล้ว โดยตัดสินจำคุกสองผัวเมีย คนละ 6 เดือน และกักบริเวณในบ้านอีก 6 เดือน และต้องจ่ายค่าชดใช้ 250,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 8 ล้านบาท
        บัดนี้ ทั้งคู่รับโทษจำคุกตามกำหนดไปเรียบร้อยแล้ว เป็นอิสระอีกครั้ง แต่ที่น่าอัศจรรย์คือ
        แม้เรื่องนี้เกิดมากว่ากึ่งทศวรรษแล้ว แต่ทุกวันนี้ นางจุฑามาศ ศิริวรรณ ยังอยู่สบายดี
        ไม่ได้ถูกจับกุม คมขัง แต่อย่างใด!




        คณะกรรมการ ป.ป.ช. รับเรื่องตั้งนานแล้ว แต่ยังโอ้เอ้ศาลาราย การสอบสวนจึงยังไม่เป็นชิ้นเป็นอัน เรื่องก็ยังไมได้ฟ้องศาลกันเสียที ผู้กระทำผิดยังลอยไปลอยมาสบายดี
        มันน่าอายฝรั่งจริงๆ!
        พวกเขาคงส่ายหัว พร้อมกับวิพากษ์วิจารณ์กันสนุก ว่า

        “ประเทศอะไรของมันวะเนี่ยะ!”

        ขอกราบเรียน ว่า

        ในฐานะคนมีประสบการณ์ ผมขอยืนยันเอาไว้ตรงนี้ว่า หากการสอบสวนยังอยู่กับตำรวจ ทันทีที่ความแตกโพละออกมา นางจุฑามาศ ศิริวรรณ จะถูกออกหมายจับทันที เพราะการกระทำของเธอนั้น ทำให้ “เหตุออกหมายจับ” ตาม ป.วิอาญา มาตรา 66 มีครบถ้วนแล้ว
        ป่านนี้นางจุฑามาศฯ จะต้องถูกฟ้องร้องต่อศาลอาญา และคดีคงมีคำพิพากษา...
        เสร็จเด็ดขาด ไปนานแล้วด้วย!

        ความเสียหายที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ก่อขึ้นนั้น มีมากจริงๆ และนับวันจะยิ่งทวีความเสียหาบมากยิ่งขึ้น ทำให้การปราบปรามการทุจริตบ้านนี้เมืองนี้ ขาดประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิง

        มีเรื่องทุจริตสำคัญ และพี่น้องประชาชนทวงถามกันมาก ที่ผมเห็นคือเว็บ www.pantip.com ซึ่งมีคนขยันโพสต์ทุกวันแทบจะทุกวัน นั่นคือจึงไม่แปลกใจที่ไม่กี่วันก่อน
        คดี ปรส.ซึ่งทำชาติเสียหาย 8 แสนล้าน กำลังจะหมดอายุความ ในอีกสามเดือนข้างหน้า คือในเดือนมิถุนายน ปีนี้
        แต่...คดีนี้ยังไม่มีวี่แววว่า จะไปถึงไหน!
        ผู้คนที่ได้รับความเดือดร้อน และไม่พอใจในเรืองนี้ ไปชุมนุม เขย่าขวัญกรรมการดักดาน หน้าสำนักงานใหม่ ป.ป.ช. แถวสนามบินน้ำ!!

        การสอบสวนคดีทุจริตในบ้านเมืองเรา เสียหายร้ายแรง ทำให้คนโกงชาติบ้านเมืองไม่เกรงกลัว ก็เพราะ
        ไอ้คณะกรรรมการยำหมา อย่าง ป.ป.ช. นี่แหละ!

        ที่สำคัญ ไอ้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุด “ไอ้บัง กบฎ” มันตั้งเอาไว้นี่แหละครับ นอกจากไม่มีประสิทธิภาพแล้ว ยังทำเหมือนไม่สนใจใยดี ต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ เพราะ

        คงคิดว่า ไม่มีใครมาทำอะไร “พวกมัน” ได้...

        ...ต่อให้มี “บล็อกเกอร์” อย่าง “ฮวากั่วซันจ่งซูจี้” อีกนับร้อยคนพันคนด้วย!!

        มัน “หน้าด้าน หน้าทน” จริงๆ!!!

************ 
หน้า: [1] 2 3 ... 23